เตือนอีก 5 ปีหุ่นยนต์จะแทนที่แรงงานมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636115

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 16:11 น.เตือนอีก 5 ปีหุ่นยนต์จะแทนที่แรงงานมนุษย์สภาเศรษฐกิจโลกเผยครึ่งหนึ่งของตำแหน่งงานจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรภายในปี 2025 ตอกย้ำปัญหาความไม่เท่าเทียมยิ่งขึ้น  

รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ประจำปี 2020 ระบุว่า ปัจจุบันเครื่องจักรถูกนำมาใช้ราว 1 ใน 3 ของงานทั่วโลก ส่วนที่เหลือเป็นของมนุษย์ แต่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรและหุ่นยนต์จะสามารถสร้างงานเพิ่มขึ้น 97 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2025 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ตำแหน่งงานที่มีอยู่ในปัจจุบันหายไปถึง 85 ล้านตำแหน่ง

ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะความสามารถของมนุษย์ อาทิ การให้คำปรึกษา การตัดสินใจ การใช้เหตุผล การสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์ รวมทั้งกลุ่มงานในอุตสาหกรรมสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ วิศวกร บิ๊กดาตา และคลาวด์คอมพิวติงจะเป็นที่ต้องการสูงมากของตลาดแรงงานในอนาคต

ขณะที่งานประจำหรืองานที่ต้องใช้แรงงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ส่งผลให้แรงงานรายได้น้อยและแรงงานทักษะต่ำได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากที่สุด ดังนั้นแรงงานนับล้านๆ คนต้องยกระดับทักษะการทำงานเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

การศึกษาวิจัยบริษัทใหญ่ๆ ระดับโลก 300 แห่งซึ่งจ้างแรงงานรวมกันราว 8 ล้านคนทั่วโลกของ WEF พบว่า นายจ้าง 50% มีแผนจะนำเครื่องจักรและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในบริษัทเร็วขึ้น ขณะที่ 43% มีแนวโน้มจะปลดพนักงานแล้วนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่

WEF ยังเผยอีกว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นตัวเร่งให้บรรดาบริษัทต่างๆ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เร็วขึ้น เนื่องจากต้องการตัดลดต้นทุนและนำวิธีการทำงานแบบใหม่มาใช้ หมายความว่าแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับการคุกคาม 2 ทาง คือการนำเครื่องจักรและหุ่นยนต์เข้ามาใช้เร็วขึ้นและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องมาจาก Covid-19

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงานหยั่งลึกขึ้น ทั้งยังทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007-2008 เสียเปล่า” ซาเดีย ซาฮิดิ กรรมการผู้จัดการ WEF เผย

นาซาเผยภาพลงจอดเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636102

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.นาซาเผยภาพลงจอดเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนูยานอวกาศโอซิริส-เร็กซ์ ลงจอดพร้อมเก็บตัวอย่างหินบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยเบนนู

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา เปิดเผยว่ายานอวกาศ “โอซิริส-เร็กซ์” หรือ OSIRIS-REx ลงจอดลงบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูและเก็บตัวอย่างหินบนพื้นผิวดาวมาได้สำเร็จ หลังโคจรรอบดาวดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี

โอซิริส-เร็กซ์ มีชื่อเต็มว่า Origins, Spectral Interpretation, Resource Identification, Security-Regolith Explorer ซึ่งเปิดตัวในเดือนกันยายน 2559

ยานอวกาศโอซิริส-เร็กซ์ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยเบนนูซึ่งอยู่ห่างจากโลกกว่า 300 ล้านกิโลเมตร และเป็นดาวเคราะห์น้อย “กองเศษหิน” เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มกันของก้อนหินที่ยึดเข้าไว้ด้วยกันโดยแรงโน้มถ่วงไม่ใช่วัตถุชิ้นเดียว

ยานลงจอดบนจุดที่เรียกว่า “ไนติงเกล” พร้อมเก็บหินตัวอย่างน้ำหนักประมาณ 60 กรัมถึง 1 กิโลกรัมด้วยแขนกลที่เรียกว่า “แท็กแซม” หรือ Touch-and-Go Sample Acquisition Mechanism-Tag-Sam และกลับออกไปได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งนี้ หน่วยงานจะยืนยันในภายหลังว่าการเก็บหินตัวอย่างมานั้นสำเร็จหรือไม่

ไมเคิล มอโร รองผู้จัดการโครงการโอซิริส-เร็กซ์ กล่าวว่า เขาไม่สามารถบรรยายได้เลยว่ารู้สึกตื่นเต้นแค่ไหนเมื่อได้รับคำยืนยันว่ายานอวกาศแตะลงบนพื้นผิวดาวและเก็บหินตัวอย่างมาได้สำเร็จ และภายในวันที่ 30 ต.ค. นาซาจะยืนยันว่าได้เก็บตัวอย่างพื้นผิวบนดาวมาเพียงพอหรือไม่ หรืออาจจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างอีกครั้งในเดือนมกราคม

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าดาวเคราะห์น้อยเบนนูอาจเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อยที่สามารถพุ่งชนโลกได้ในอนาคต

เกินคาด! คาเธ่ย์แปซิฟิคจ่อปลดกว่า 8 พันตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636085

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.เกินคาด! คาเธ่ย์แปซิฟิคจ่อปลดกว่า 8 พันตำแหน่งสายการบินประจำชาติฮ่องกงเตรียมปลดพนักงาน 8,500 ตำแหน่ง พร้อมปิดกิจการสายการบินในเครือ

คาเธ่ย์แปซิฟิค สายการบินประจำชาติฮ่องกง แถลงการณ์ในวันที่ 21 ตุลาคมว่าจะมีการปลดพนักงาน 8,500 ตำแหน่ง และยุติกิจการ คาเธ่ย์ ดรากอน ซึ่งเป็นสายการบินในเครือเพื่อปรับโครงสร้างหลังได้รับแรงกดดันจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19

คาเธ่ย์เผยในแถลงการณ์ว่า ตำแหน่งงานของคาเธ่ย์ถูกปรับลดเหลือเพียง 24% โดยมีตำแหน่งงานประมาณ 5,300 ตำแหน่งในฮ่องกง ซึ่งแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของสายการบินเรียบร้อยแล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 280 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เราได้ศึกษาสถานการณ์ต่างๆ และนำแนวทางมาปรับใช้เพื่อรักษาตำแหน่งงานให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามมันค่อนข้างชัดเจนว่าการฟื้นตัวของสายการบินเป็นไปอย่างช้าๆ” ออกัสตัส ถัง ประธานกรรมการบริหารสายการบินคาเธ่ย์กล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีการปรับลดพนักงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยรายงานของเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์เมื่อวานนี้ระบุว่าคาเธ่ย์จะลดพนักงาน 6,000 ตำแหน่งเท่านั้น

ญี่ปุ่นเดินสายจับมืออินโดล้อมจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636079

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 12:40 น.ญี่ปุ่นเดินสายจับมืออินโดล้อมจีนญี่ปุ่นเร่งกระชับความสัมพันธ์อาเซียนต่อต้านอิทธิพลจีนที่เพิ่มขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมว่า นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ เข้าพบประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ขณะเยือนประเทศอินโดนีเซีย พร้อมตกลงที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงรวมถึงหารือเกี่ยวกับการเดินทางและการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ

ซุงะกล่าวว่าญี่ปุ่นและประเทศประชาคมอาเซียนต่างเป็นพันธมิตรที่ตระหนักถึงหลักนิติธรรมและการเปิดกว้างในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก พร้อมย้ำว่าการแสดงออกของจีนในทะเลจีนใต้ถือเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม

ด้านอินโดนีเซียเรียกร้องให้ญี่ปุ่นช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาคมระหว่างประเทศโดยอ้างถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

“ความร่วมมือระหว่างพหุภาคีกำลังถูกคุกคามจากการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจและเรากำลังขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นในการทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ” วิโดโดกล่าว

ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเห็นพ้องที่จะดำเนินการจัดการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศในอนาคตเพื่อยกระดับความร่วมมือรวมถึงข้อตกลงที่ญี่ปุ่นจะสามารถส่งมอบเทคโนโลยีทางทหารให้แก่อินโดนีเซีย

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 50,000 ล้านเยนแก่อินโดนีเซียเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

ทั้งนี้ ซุงะเยือนต่างประเทศเป็นครั้งที่สองหลังจากเยือนประเทศเวียดนามไปเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อต่อต้านอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีน

อันตราย! นักวิทย์คาดประชาชนหลายสิบล้านต่อต้านวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636040

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 10:00 น.อันตราย! นักวิทย์คาดประชาชนหลายสิบล้านต่อต้านวัคซีนโควิดนักวิทยาศาสตร์และทีมแพทย์เร่งสร้างความเข้าใจหลังพบประชาชนจำนวนมากเลี่ยงวัคซีนโควิด-19

เอเอฟพี รายงานว่านักวิทยาศาสตร์กำลังเรียกร้องให้มีการดำเนินการสร้างความไว้วางใจในการฉีดวัคซีนโควิดต้าน-19ให้แก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผลการวิจัยระบุว่าประชาชนจำนวนมากในบางประเทศไม่เต็มใจที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยความลังเลใจในการฉีดวัคซีนของประชาชนมีเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและการไม่ยอมรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

การศึกษาโดยนักวิจัยชาวสหรัฐ, สเปน และสหราชอาณาจักร ทำการสำรวจประชาชน 13,400 คนใน 19 ประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 พบว่าประชาชน 72% กล่าวว่าจะเข้ารับการฉีดวัคซีน ขณะที่ประชาชน 14% ปฏิเสธการเข้ารับการฉีดวัคซีน และอีก 14% ยังไม่แน่ใจ โดยนักวิจัยคาดการณ์ว่าอาจมีประชากรทั่วโลกหลายสิบล้านคนที่หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีน

ไฮดี้ ลาร์สัน กล่าวว่าจำเป็นสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความไว้วางใจในการฉีดวัคซีนต่อสาธารณชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งนักวิจัยพบว่าประชาชนที่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลน้อยจะมีโอกาสยอมรับวัคซีนน้อยเช่นกัน

เช่นเดียวกับ เจฟฟรี่ย์ ลาซารัส จากสถาบันสุขภาพบาร์เซโลนา ที่เผยว่าปัญหาความลังเลใจในการเข้ารับวัคซีนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการขาดความไว้วางใจต่อรัฐบาล

โดยอัตราการยอมรับวัคซีนแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศโดยกลุ่มตัวอย่างจากประเทศจีนมีการตอบรับเชิงบวกมากที่สุดและรัสเซียน้อยที่สุด

งานวิจัยที่เผยแพร่ในการประชุมสหภาพโลกเกี่ยวกับสุขภาพปอดก่อนหน้านี้พบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 32 เหรียญสหรัฐต่อวันมีการยอมรับวัคซีนมากที่สุด และพบว่าผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะรับวัคซีนมากกว่าผู้ที่อายุต่ำกว่า 22 ปี

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนมีการศึกษาพบว่าประชาชนถึงหนึ่งในสามของบางประเทศอาจเชื่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของไวรัสโคโรนาและเปิดรับการฉีดวัคซีนน้อยลง โดยผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับโควิด-19รายใหญ่ที่สุดของโลกเนื่องจากส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่า “การรักษาแบบมหัศจรรย์”

ขณะเดียวกันการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปในบางประเทศก็ส่งผลให้เกิดความกังวลและความไม่ไว้วางใจต่อวัคซีนเช่นรัสเซียประกาศในเดือนสิงหาคมว่าจะเริ่มเปิดตัววัคซีนก่อนที่จะมีการทดลองในขั้นที่ 3 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่ชุดวิดีโอบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในการฉีดวัคซีนให้แก่สาธารณชน โดยนักวิจัยและแพทย์ในสหรัฐ, สหราชอาณาจักร, อเมริกาใต้, อินเดีย และบราซิลจะโพสต์ลงบนแอพพลิเคชั่นติ๊กต็อก, ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมโดยใช้แฮชแท็ก #TeamHalo

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ชิลีลุกเป็นไฟ! ประชาชนประท้วงเดือดปะทะตำรวจโกลาหล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636033

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 21:00 น.ชิลีลุกเป็นไฟ! ประชาชนประท้วงเดือดปะทะตำรวจโกลาหลตำรวจเข้าปะทะม็อบชิลีครอบรอบ 1 ปีประท้วงใหญ่ในซานติอาโก

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ชาวชิลีหลายหมื่นคนรวมตัวกันที่จัตุรัสกลางซานติอาโกในวันครบรอบ 1 ปีการประท้วงใหญ่ขับไล่รัฐบาลและเรียกร้องความเท่าเทียมในชิลี แต่การชุมนุมโดยสันติกลับกลายเป็นการก่อจลาจลและการปล้นสะดม มีการขว้างปาระเบิด โจมตีสำนักงานใหญ่ของตำรวจ รวมถึงการเผาทำลายโบสถ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลด้วยการยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูง

Photo by Martin BERNETTI / AFP
Photo by MARTIN BERNETTI / AFP
Photo by MARTIN BERNETTI / AFP
Photo by CLAUDIO REYES / AFP
REUTERS/Rodrigo Garrido
Photo by MARTIN BERNETTI / AFP
Photo by MARTIN BERNETTI / AFP
REUTERS/Ivan Alvarado
REUTERS/Rodrigo Garrido

รัสเซียลั่นโดนล่าแม่มดหลังสหรัฐกล่าวหาก่ออาชญากรรมไซเบอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636018

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 19:32 น.รัสเซียลั่นโดนล่าแม่มดหลังสหรัฐกล่าวหาก่ออาชญากรรมไซเบอร์สหรัฐตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่รัสเซีย 6 คนก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ด้านรัสเซียปฏิเสธ

วันนี้ (20 ตุลาคม) เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่สหรัฐและสหราชฮาณาจักรอ้างว่าหน่วยข่าวกรองของรัสเซียทำการโจมตีทางไซเบอร์และพยายามขัดขวางการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคและพาราลิมปิก 2020 ที่จะจัดขึ้นปีหน้าในโตเกียว

โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียกล่าวว่า “ชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง มุ่งกระตุ้นให้สังคมสหรัฐต่อต้านรัสเซีย และเป็นการล่าแม่มด”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซีย (GRU) 6 คนถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดการกระทำความผิดต่อสหรัฐอเมริกาและข้อหาอื่นๆ โดยการโจมตีทางไซเบอร์ของรัฐบาลตลอดจนบริษัทในสหรัฐและทั่วโลก ซึ่งอัยการเรียกอาชญากรรมดังกล่าวว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่ก่อกวนและสร้างความเสียหายมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า GRU ต้องรับชอบเหตุการณ์ “น็อตเปเตีย” ซึ่งเป็นการแฮ็คข้อมูลทางธุรกิจทั้งในสหรัฐและทั่วโลกเมื่อปี 2017 นับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ GRU ยังถูกกล่าวหาว่าตัดโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครนในปี 2015 หรือที่เรียกว่า “มัลแวร์”, ทำการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขัดขวางการแข่งขันโอลิมปิคฤดูหนาวปี 2018 รวมถึงพยายามขัดขวางการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปี 2017

อีกทั้งรัสเซียยังถูกกล่าวหาว่าพยายามโจรกรรมข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนไวรัสโคโรนา และสอดแนมหน่วยข่าวกรองของสหรัฐ

อย่างไรก็ตามอัยการยังไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 แม้ว่าจะมีการตั้งข้อสังเกตว่า GRU เคยถูกกล่าวหาว่าแพร่กระจายข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016

จอห์น เดเมอร์ส ผู้ช่วยอัยการสูงสุดสหรัฐ กล่าวว่า “ไม่มีประเทศใดที่มีความสามารถทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายและไร้ความรับผิดชอบได้เท่ารัสเซีย”

ทั้งนี้ GRU ย่อมาจาก Glavnoje Razvedyvatel’noje Upravlenije หรือกองอำนวยการข่าวกรองหลักของรัสเซีย เคยถูกตั้งข้อหาจากสหรัฐมาแล้วคลายครั้ง และก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐยังเคยปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่รัสเซียเข้าถึงสถานที่ปฏิบัติงานในแมร์รีแลนด์และนิวยอร์ก

โดย GRU เคยถูกฟ้องร้องข้อหาพยายามเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 500,000 คนจากเว็บไซต์คณะกรรมการการเลือกตั้งของสหรัฐและพยายามแฮ็คระบบเครื่องลงคะแนนรวมถึงเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งท้องถิ่น

“ถ้าการเมืองลาวดี” แรงกระเพื่อมจากม็อบไทยถึงลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636012

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 18:00 น."ถ้าการเมืองลาวดี" แรงกระเพื่อมจากม็อบไทยถึงลาวเสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ลาวที่ได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทย

ช่วงวันที่ 19 – 20 ตุลาคม เกิดปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในโลกทวิเตอร์เมื่อจู่ๆ เทรนดิ้งยอดนิยมในไทยเกิดแฮชแท็กแปลกตาขึ้นมาอันหนึ่งเป็นภาษาลาวและตัวอักษรลาว คือ #ถ้าการเมืองลาวดี (หมายเหตุ- ต้นฉบับเขียนด้วยอักษรลาว)

ดูเหมือนว่าแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี จะเป็นการเลียนแบบหรือล้อกับแฮชแท็กยอดนิยมในไทยคือ #ถ้าการเมืองดี หลังจากตรวจสอบพบว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์ทั้งชาวไทยและชาวลาวแสดงความเห็นผ่านแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี กันอย่างคึกคัก ซึ่งก่อนจะทำการวิเคราะห์สถานการณ์ต่อไป เราต้องมาดูกันก่อนว่าคนลาวคิดอย่างไร?

เช่นผู้ใช้ทวิตเตอร์ @breezy537 บอกว่า “แม่ข้อยเคยถูกจับ พรบ. คอมพิวเตอร์และหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานเลยโพสต์เฟซถามว่าทำไมตำรวจจึงตีพ่อข้อยทั้งที่บ่มีความผิด นอกจากบ่มีคำตอบแล้วยังมีความผิดร้ายแรงถูกจับทั้งที่บ่มีคำขอโทษจากบุคคลดังกล่าวเลย”

จากการตรวจสอบพบว่าคนลาวหลายๆ คนไม่ได้ติดแฮชแท็กแต่ใช้พื้นที่ทิวตเตอร์ระบายความในใจเกี่ยวกับประเทศตัวเอง เช่น การพัฒนาที่ไม่ไปไหน การคอร์รัปชั่น และการที่รัฐบาลปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม บางคนก็ไม่พ้นที่จะพาดพิงการเมืองไทย เช่น @TheToys39663528 บอกว่า “ในฐานะที่เป็นคนลาวคน1 บอกเลยว่านายกลาวไม่เXยเหมือนนายกไทย แต่ก็ไม่ทำเXยอะไรเหมือนกันคับ”

ในส่วนของคนไทย ผู้ที่แสดงความเห็นเด่นๆ ก็เช่น เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล ที่บอกว่า “ผมดีใจมากที่เห็นว่าตอนนี้คนลาวใช้ทวิตเตอร์และใช้แฮ็กแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมและระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศของพวกเขาหลังจากเห็นการประท้วงของไทย”

บางคนก็คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค เช่น ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @applicationcc บอกว่า “พอคนลาวออกมาบอกว่าคนไทยจุดประกายให้คนลาวเริ่มฉุกคิดถึงอนาคตประเทศทำไมมันทำให้ผมมองไปว่า ภายภาคหน้าไม่ใช่แค่ไทย แต่รอบด้านของไทย พม่า ลาว กัมพูชา หรืออาจจะเวียดนาม ที่ถูกกดขี่จากระบอบเผด็จการจะเริ่มลุกขึ้นต่อต้านครั้งใหญ่ใน (sic) ประวัติศาสตร์ของSEA”

จากการประเมินคร่าวๆ พบว่าผู้ติดแฮชแท็กนี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่สนับสนุนหรือบอกเล่าปัญหาในลาว มีคนลาวเป็นส่วนน้อยเท่านั้นและในส่วนน้อยยังมีอีกส่วนน้อยมากที่ทวีตแบบ “รัวๆ”

จากทวีตหนึ่งทำให้สังเกตได้ว่ามีควาพยายามของชาวทวิตเตอร์ที่จะให้คนลาวตื่นตัวในปัญหาผ่านทางทวิตเตอร์ โดยหนึ่งในผู้ที่โพสต์ “รัวๆ” คนหนึ่งคือ @Bbibbirism บอกว่า “เริ่มจากแท็ก ให้มันจบที่ยุคเรา ก็เริ่มมีคนใช้ภาษาลาวหลายขึ้น ที่แท้แล้วคนลาวเล่นทวิตเตอร์หลายอยู่ แต่ส่วนหลายใช้ภาษาไทยกับหาทวิตลาวบ่เห็น”

จากทวีตนี้เราอาจวิเคราะห์ได้ว่ามีคความพยายาม “ปั่น” แฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี ให้คนลาวมาสนใจปัญหาบ้านเมืองคาดว่าได้รับแรงกระเพื่อมจากสถานการณ์ในไทย

แต่อย่างที่ทวีตนี้ตั้งข้อสังเกตก็คือ “หาทวิตลาวบ่เห็น” ผู้ใช้ทวิตเตอร์ในลาวมีจำนวนน้อยมากแค่ 167,000 จากสถิติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 คิดเป็น 3.2% ของประชากรทั้งประเทศและชาวทวิตเตอร์ 64% เป็นผู้หญิง เทียบกับในไทยในไทยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 7.1 ล้านคน 78% เป็นผู้หญิง

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากสถิติเกี่ยวกับเพศของผู้ใช้ทวิตเตอร์พบว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้ทวิตเตอร์เป็นผู้หญิงมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกและลาวเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

เราจะเห็นว่าพลวัตการขับเคลื่อนทางการเมืองของไทยเริ่มจากทวิตเตอร์ซึ่งมีผู้ใช้เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ (มาก) และจากการสังเกตด้วยสายตาเราจะเห็นว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้มีเด็กวัยรุ่นที่เป็นผู้หญิงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ “พลังหญิง” จะกดดันผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้มากขนาดนี้

เช่นเดียวกับ การติด #ถ้าการเมืองลาวดี ในทวิตเตอร์ของคนลาวพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ด้วยจำนวนที่แตกต่างจากไทยมาก ดังนั้นพลวัตการขับเคลื่อนแบบสะเทือนฟ้าสะเทือนดินในลาวจึงไม่อาจคาดหวังได้

ตรงกันข้าม ผู้หญิงในลาวที่กล้าเปิดปากวิจารณ์รัฐบาลดอาจมีจุดจบไม่สวยนัก

ในแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี มีการเอ่ยถึงแอคทิวิสต์หญิงในลาวที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมาก (อย่างน้อยในหมู่คนที่สนใจการเมืองระหว่างประเทศ) นั่นคือ “หมวย” หรือ Houayheuang Xayabouly ซึ่งเป็นเน็ตไอดอลที่ลุกขึ้นมาอัดคลิปวิจารณ์รัฐบาลลาวหลายเรื่อง โดยเฉพาะคลิปที่ต่อว่ารัฐบาลอย่างรุนแรงฐานไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ผลก็คือหมวยถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทประเทศ และถูกจำคุก 5 ปีเมื่อปีที่แล้ว

หนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้ปล่อยตัวหมวยอย่างแข็งขันที่สุดคนหนึ่งคือ เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล โดยดันแฮชแท็ก #FreeMuay ขึ้่นมาและในแฮชแท็กล่าสุด #ถ้าการเมืองลาวดี เขาก็ไม่พลาดที่จะสนับสนุน และมีความเป็นไปได้ที่แฮชแท็กล่าสุดอาจจะเป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากกิจกรรมวันครบรอบการจับกุมหมวยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

แต่หมวยไม่ใช่แอ็กทิวิสต์คนเดียวที่ถูกรัฐบาลลาวดำเนินคดี ยังมีนักเคลื่อนไหวอีกหลายคนที่ถูกจับกุมหรือไม่ก็สูญหายไปเลย เช่น Od Sayavong นักเคลื่อนไหวที่หายตัวไปจากประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2019

ล่าสุดคือกรณีของ Sangkhane Phachanthavong ที่วิจารณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาลบนเฟซบุ๊คจนถูกจับเมื่อเดือนสิงหาคมในข้อหา “มีส่วนพัวพันกับกลุ่มลาวนอกประเทศที่ต่อต้านรัฐบาล” ตอนนี้เขาได้รับการประกันตัวเออกมาแล้ว

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลลาวไม่รีรอที่จะ “จัดการ” กับความเห็นต่างจากรัฐบาล

ที่น่าสนใจก็คือในแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี มีการโจมตีชาวลาวบางคนที่ไม่สนับสนุนให้ตำหนิประเทศตัวเอง เช่นมีคนๆ หนึ่ง (ถูกปกปิดชื่อ) บอกว่า “เห็นหลายคนเปรียบเทียบกับการเมืองลาวว่า ถ้าคนลาวเฮ็ดแบบนี้คือจะถูกอุ้มหรือจับตัวไปแล้ว อยากให้เข้าใจว่า แนวทางการเมืองคนละเส้น คนละระบอบกัน แม่ยอยู่ว่าประเทศลาวเฮาบ่มีสิทธิออกความคิดเห็นหรือชุมนุมประท้วงได้ แต่มันก็สงบสุขดีแม่นบ่ บ่เคยเกิดความรุนแรง”

คนเหล่านี้ถูกชาวทวิตเตอร์เรียกด้วยเป็นศัพท์แสงที่สะท้อนถึงการลอกเลียนปรากฎการณ์ทางการเมืองในไทยที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมักเรียกฝ่ายที่ไม่เห็นกับพวกเขาว่าเป็น “พวก… ” น่าสนใจว่าคนลาวที่ติดแฮชแท็กนี้ติดตามการเมืองไทยอย่างไม่ละสายตาราวกับเป็นคนไทยเสียเองด้วย

การติดแฮชแท็ก #ถ้าการเมืองลาวดี อาจเป็นเรื่อง “มันส์” ของนักเคลื่อนไหวในไทย แต่หากคนลาวเข้ามาพัวพันกับแฮชแท็กนี้เด่นชัดเกินไปมีโอกาสที่พวกเขาจะถูกรัฐบาลจัดการได้ แม้ว่าพวกเขาจะโพสต์มันประเทศไทยก็ไม่รับประกันว่าจะรอด มีตัวอย่างมากแล้วในปี 2017 เมื่อคนงานลาว 3 คนที่วิจารณ์รัฐบาลบนเฟซบุ๊คตอนอยู่ในไทย กลับมาแล้วถูกจับกุมและรับโทษจำคุกเป็นเวลานาน

Od Sayavong ที่หายตัวไปในไทยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวคนงานทั้งสามคน รวมถึง Sombath Somphone แอคทิวิสต์ชาวลาวที่หายตัวไปในปี 2012 ปรากฎว่าสุดท้าย Od Sayavong ก็หายตัวไปเสียเองด้วย

รัฐบาลบอกว่าไม่รับรู้ด้วยเพราะ Od Sayavong หายตัวในประเทศไทย ฟังดูแล้วคล้ายๆ กับปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการหายตัวของกรณีวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ในกัมพูชา

ในประเทศไทยการติด #ถ้าการเมืองลาวดี ทำให้บางคนในไปไกลถึงการตั้งขบวนการ #MilkTeaAlliance ไปเรื่อยๆหรือถึงขนาดคิดไปว่าเพื่อนบ้านของไทยที่เป็นเผด็จการจะถูกท้าทายเข้าสักวัน

แต่ในลาวเสรีภาพไม่ได้กว้างขวางเหมือนไทย และในหลายกรณีมันเป็นอันตรายต่อชีวิตด้วยซ้ำ

ภาพจาก Tim Wang from Beijing, China-wikipedia 

ชาวเกาหลีจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635997

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.ชาวเกาหลีจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยประชาชน-คนบันเทิง-สื่อเกาหลีรายงานไทยเรียกร้องประชาธิปไตยขณะคนดังร่วมเป็นกระบอกเสียง

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม JTBC News ช่องเคเบิลจากเกาหลีใต้รายงานสถานการณ์ชุมนุมในประเทศไทยหลัง นิชคุณ หรเวชกุล นักร้องชาวไทยที่โด่งดังในเกาหลีออกมาทวีตลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัว (@Khunnie0624) ว่าไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ประท้วง

การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ผมทนดูไม่ได้ ความรุนแรงไม่เคยไม่เคยช่วยอะไร ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยนะครับ HOTTEST ต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับ

— นิชคุณ Buck หรเวชกุล (@Khunnie0624) October 17, 2020

โดยสื่อเกาหลีใต้ข้างต้นรายงานเกี่ยวกับการชุมนุมในประเทศไทยและในกรุงเทพมหานคร โดยผู้ประท้วงชูสามนิ้วในการเรียกร้องประชาธิปไตยและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม และแม้ว่าจะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แต่กลับส่งผลให้การชุมนุมประท้วงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผู้มีชื่อเสียงชาวเกาหลีใต้อีกจำนวนมากที่ออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ อาทิ

ปาร์ค แจบอม นักร้องและอดีตสมาชิกวงทูพีเอ็ม โพสต์ข้อความเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม และอวยพรให้ทุกคนปลอดภัย

ปาร์ค จีมิน นักร้องและนักแต่งเพลง โพสต์ข้อความอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เกรย์ นักร้องและโปรดิวเซอร์ โพสต์ภาพอธิบายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นภาษาเกาหลี

คิม ยอนคยอง นักวอลเลย์บอลทีมชาติเกาหลี โพสต์ภาพอธิบายเหตุการณ์ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จียอน นักมวย โพสต์ภาพอธิบายเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นภาษาเกาหลีเช่นกัน

อี มินยอง นักแสดงและนักร้องวงมิสเอ โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษความว่าอธิฐานให้ประเทศไทยขอให้ทุกคนปลอดภัย

คิม ซังบิน นักร้องจากรายการโปรดิวซ์101 ร่วมเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่เหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นภาษาเกาหลี

อัน แจฮยอน นักแสดงและนายแบบ โพสต์ภาพเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงพร้อมข้อความว่า “เคารพในประชาธิปไตย”

อี จองฮวาน นายแบบ โพสต์ข้อความอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาษาเกาหลีเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีประชาชนชาวเกาหลีที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว อาทิ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @So_2soy กล่าวว่า “ขอให้ปลอดภัยและเข้มแข็ง ฉันจะอธิษฐานให้ชาวไทยจากเกาหลีใต้”

Please be safe and strong. I’ll pray for thai from South Korea.— ?? So2soy ?? (@So_2soy) October 17, 2020

รวมถึงผู้ใช้ทวิตเตอร์ @waitnc2100 กล่าว่า “น่าเศร้ามากที่ได้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นในกรุงเทพ ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน ยืนเคียงข้างประเทศไทยจากเกาหลีใต้”

It’s so tragic to see scenes in #Bangkok . Democracy for all the people. #StandWithThailand from south Korea.— ????? (@waitnc2100) October 16, 2020

ออสเตรเลียร่วมซ้อมรบกับสหรัฐสกัดอิทธิพลจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635985

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ออสเตรเลียร่วมซ้อมรบกับสหรัฐสกัดอิทธิพลจีนออสเตรเลียจะเข้าร่วมซ้อมรบกับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดียในจุดยุทธศาสตร์อ่าวเบงกอลท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดกับจีน

ลินดา เรย์โนล์ดส์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเผยว่า กองทัพออสเตรเลียจะเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลในปฏิบัติการมาลาบาร์ประจำปี 2020 กับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดียในทะเลอาหรับและอ่าวเบงกอลในเดือนหน้า และกล่าวอีกว่าการซ้อมรบครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันของอินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐ ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

การเข้าร่วมซ้อมรบของออสเตรเลียครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี หลังจากออสเตรเลียเคยถอนตัวจากการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และอินเดียในปี 2007

ทั้งนี้ การซ้อมรบของกลุ่ม Quad ที่ตั้งขึ้นเพื่อสกัดการแผ่อิทธิพลของจีนซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนกับออสเตรเลีย จีนกับสหรัฐ และจีนกับอินเดีย