สื่อนอกเสนอภาษามือม็อบคณะราษฎร สื่อสารกันได้แม้ไม่มีแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635977

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 12:30 น.สื่อนอกเสนอภาษามือม็อบคณะราษฎร สื่อสารกันได้แม้ไม่มีแกนนำภาษามือในม็อบ สัญลักษณ์สากลเพื่อสื่อสารยามไร้แกนนำ

รอยเตอร์ส รายงานการใช้ภาษามือในการสื่อสารกันของคณะราษฎรโดยผู้ประท้วงชาวไทยเรียนรู้ภาษาใหม่ภายในไม่กี่วันเพื่อประสานงานกันระหว่างฝูงชนนับพันในการเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลแม้ว่าแกนนำประท้วงหลายคนจะถูกจับกุม

ผู้ชุมนุมประท้วงคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า “ทุกคนศึกษาและเรียนรู้มาเป็นอย่างดีเพื่อเอาตัวรอดในการชุมนุมโดยปราศจากแกนนำและควรมีการสื่อสารกันเพื่อให้การประท้วงเป็นไปด้วยความมีระเบียบเรียบร้อย อาทิ ชี้มือขึ้นเหนือศีรษะแปลว่าต้องการร่ม จับหัวแปลว่าต้องการหมวก กอดอกแปลว่ามีอุปกรณ์เพียงพอ เป็นต้น”

ภาษามือเหล่านี้เกิดขึ้นใช่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยริเริ่มจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งและกระจายกันไปอย่างแพร่หลาย โดยภาษามือส่วนหนึ่งที่ผู้ชุมนุมไทยใช้นำมาจากการประท้วงในฮ่องกงและอีกส่วนหนึ่งกำหนดขึ้นเอง

ทั้งนี้ การประท้วงในประเทศไทยยืดเยื้อมาราว 3 เดือนโดยผู้ประท้วงพยายามที่จะขับไล่รัฐบาลและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาลงจากตำแหน่ง แต่การประท้วงดังกล่าวได้รับแรงผลักดันเพิ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากการปราบปรามผู้ประท้วงของรัฐบาลและจับกุมแกนนำประท้วงหลายคนรวมถึงการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องมีอุปกรณ์ในการป้องกันตัวและต้องสามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วจึงต้องใช้สัญลักษณ์มือช่วยในการสื่อสารกัน

โดยในการประท้วงในฮ่องกงที่ผ่านมาก็มีการประสานงานและการสื่อสารของฝูงชนด้วยภาษามือเช่นกัน โดยผู้ประท้วงใช้ภาษามือเพื่อสื่อสารขออุปกรณ์ต่างๆ และสัญลักษณ์เหล่านี้เผยแพร่ให้ผู้ประท้วงทราบโดยทั่วกันผ่านโซเชียลมีเดีย

สัญลักษณ์มือของผู้ชุมนุมในฮ่องกง Photo by AFP

จับตาญี่ปุ่น-เวียดนามผุดพันธมิตรความมั่นคงยันจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635928

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 09:31 น.จับตาญี่ปุ่น-เวียดนามผุดพันธมิตรความมั่นคงยันจีนแนวโน้มความมั่นคงในเอเชียจะเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่อญี่ปุ่น-เวียดนามกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงหลังจีนคุกคามทะเลจีนใต้

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม มีความเคลื่อนไหวที่เอเชียละชาวโลกจะต้องจับตาให้ดี เมื่อโยชิฮิเดะ ซุงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเข้าพบหารือกับเหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนามซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่ซุงะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมนายกฯ คนใหม่ของญี่ปุ่นจึงเลือกมาที่เวียดนามก่อนประเทศอื่น?

คำตอบค่อนข้างชัด เมื่อผู้นำญี่ปุ่นและเวียดนามบรรลุตกลงในการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับจีนที่กำลังคุกคามทะเลจีนใต้โดยการเสริมกำลังทหารและฐานทัพในทะเลจีนใต้

โดยจีนอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ทั้งหมด และเสริมการอ้างสิทธิ์ในการเดินเรือโดยสร้างสันดอนและแนวปะการัง พร้อมฐานทัพทางอากาศและท่าเรือ รวมถึงเปิดตัวขีปนาวุธในน่านน้ำเมื่อเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมทางทหาร ในขณะที่เวียดนามรวมถึงประเทศใกล้เคียงอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวันคัดค้านการอ้างสิทธ์ดังกล่าว

ก่อนหน้านี้จีนทำการซ้อมรบทางทหารในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายฝั่งของประเทศรวมถึงบริเวณใกล้กับหมู่เกาะพาราเซลที่เวียดนามอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะของเวียดนาม นอกจากนี้จีนยังเคยส่งเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดไปลงจอดในหมู่เกาะดังกล่าวและสถาปนาหมู่เกาะเป็นเขตปกครองของตน

ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่าญี่ปุ่นและเวียดนามเห็นชอบสนธิสัญญาทางทหารที่อนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ซึ่งรวมถึงเครื่องบินลาดตระเวนและระบบเรดาห์ไปยังเวียดนามได้

โยชิฮิเดะ ซุงะ กล่าวในขณะเยือนกรุงฮานอยว่า “ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันระหว่างสองประเทศที่สามารถบรรลุข้อตกลงในการส่งออกยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหาร และเชื่อว่าจะก้าวไปได้ไกลกว่านี้”

ซุงะ เสริมว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะกระชับความร่วมมือก่อนที่จะเกิดความท้าทายในภูมิภาครวมถึงปัญหาทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นและเวียดนามจะทำงานร่วมกันในประเด็นที่พลเมืองญี่ปุ่นถูกลักพาตัวโดยเกาหลีเหนืออีกด้วย

โดยญี่ปุ่นมีผู้สูญหายหลายสิบคนที่สงสัยว่าถูกตัวแทนเกาหลีเหนือลักพาตัวไปในช่วงปี 1970 และ 1980 เพื่อฝึกสายลับในด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น

นอกจากนี้ญี่ปุ่นและเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงในการเริ่มเที่ยวบิน “เส้นทางธุรกิจ” หลังการเดินทางระหว่างสองประเทศถูกระงับไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริหารและแรงงานฝีมือสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วันหากพวกเขาปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19

Photo by LUONG THAI LINH / POOL / AFP

ม็อบไร้หัว ไหลเหมือนน้ำ ทำตัวเหมือนปลาดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635925

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 21:27 น.ม็อบไร้หัว ไหลเหมือนน้ำ ทำตัวเหมือนปลาดาวเจาะปรัชญาและกลยุทธ์ของการประท้วงแบบไม่มีแกนนำ มันจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว?

ดูเหมือนว่าการชุมนุมของ “คณะราษฎร” หรือ “กลุ่มราษฎร” หรือ ฯลฯ จะเดินตามรอยการชุมนุมของฮ่องกงที่ไม่มีแกนนำ การสลายกลุ่มต่างๆ แล้วนัดแนะกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นยุทธศาสตร์เดียวกับที่ใช้ในฮ่องกง การเคลื่อนตัวที่ว่องไวแบบแฟลชม็อบก็เป็นยุทธวิธีของกลุ่มประท้วงในฮ่องกงเช่นกัน

การสลัดทิ้งแกนนำมีเป้าหมายเพื่อต่ออายุการเคลื่อนไหวให้ยืนนานออกไปแบบไร้จุดจบ เพราะหากมีแกนนำคนใดคนหนึ่ง (หรือทุกคน) ถูกรวบไป ขบวนการจะสะดุดตัวลงในทันที แต่ถ้าไม่มีแกนนำ ทุกคนผูกมัดกันไว้หลวมๆ ด้วยเป้าหมายแล้วออกมาแสดงพลังด้วยเป้าหมายเดียวกัน การเคลื่อนไหวก็จะยืนยงไปเรื่อยๆ

ขบวนประท้วงในฮ่องกงมีปรัชญาว่า “Be water” ซึ่งนำมาจากคำพูดอมตะของบรูซ ลี ที่หมายถึงกลยุทธการต่อสู้ที่ต้องยืดหยุ่น ลื่นไหล ไม่ถูกจำกัดด้วยรูปลักษณ์ แม้จะอ่อนและจับต้องไม่ได้ แต่ก็ทรงพลังขนาดที่ทำลายหินที่แข็งแกร่งได้

การประท้วงที่แคว้นคาตาลันในสเปนใช้ปรัชญาแห่งการเป็นน้ำเหมือนฮ่องกง แต่พวกเขาหวังสูงขนาดว่าน้ำจะทรงพลังจนกลายเป็นสึนามิ (ดูขบวนการ Tsunami Democratic) พวกเขาเรียนรู้แท็คติกในการเคลื่อนไหวแบบใหม่ในฮ่องกงอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กและการปกปิดตัวตนจากการถูกจับได้โดยเจ้าหน้าที่

ในไทยมีการลอกวิธีจากฮ่องกงชัดๆ อยู่ 3 แบบ คือ 1. การพยายามใช้แอพเดียวกัน (Telegram) ในการระดมพล 2. การแจ้งทำแฟลชม็อบที่ทำกันกระชั้นชิดแต่ได้ผล มีการระดมพลว่องไวสลายตัวไวจับได้ยากเหมือนการใช้มือคว้าน้ำ และ 3. ที่ฮ่องกงที่ใส่หน้ากากทุกอย่างจนทางการต้องออกกฎหมายจับกุมผู้ปกติใบหน้าระหว่างการชุมนุม ซึ่งทางคาตาลันใช้วิธีนี้เช่นกัน แต่เพื่อสร้างความโดดเด่นให้พื้นที่สื่อต่างประเทศด้วย

ในไทยผู้ประท้วงปกปิดใบหน้าอยู่แล้วด้วยการสวมหน้ากากอนามัยพเราะประจวบเหมาะที่มีการระบาดของโควิด-19 แต่ในช่วงแรกของการชุมนุมมีนักเรียนนักศึกษาเรียกร้องให้สื่อปกปิดใบหน้าของผู้ชุมนุมเยาวชน ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ก็ว่าได้ที่มีการขอร้องให้ปกปิดตัวตนของผู้ประท้วงและสื่อตอบสนองด้วยดี

โดยรวมแล้วปรัชญาการต่อสู้แบบ Be water มีองค์ประกอบ 2 อย่างคือ ในด้านการลงมือปฏิบัติต้องว่องไวและยืดหยุ่น ไม่ปักหลักเหมือน “ม็อบรุ่นพี่” ที่ผ่านๆ มาในไทย ซึ่งนำไปสู่การล้อมปราบหรือเป็นเป้านิ่งของผู้ไม่หวังดีได้ง่าย องค์ประกอบอีกอย่างคือหลักการที่อิงกับ “การไม่ยึดความรุนแรง” และ “ปฏิเสธอำนาจรัฐเพราะเห็นว่าไม่ชอบธรรม หรือ Civil disobedience

อย่างไรก็ตาม ไม่ยึดความรุนแรงและการปฏิเสธอำนาจรัฐสิ่งที่ทำได้ยากในเวลาเดียวกัน เพราะไม่ยึดความรุนแรงจะต้องอาศัยความอดทนสูง หากความอดทนสิ้นสุดลงจะทำให้เกิดการต่อต้านอำนาจรัฐด้วยความรุนแรง การประท้วงที่ฮ่องกงกลายสภาพจาก Be water มาเป็น Be fire ก็ด้วยสาเหตุนี้

อีกหนึ่งปรัชญา (หรือจะเรียกว่าลักษณะเฉพาะก็ได้) ของการประท้วงที่ไร้แกนนำของการทำตัวเหมือน “ปลาดาว” หรือ Be starfish

แนวคิดเรื่องการเป็นปลาดาวของขบวนการไร้แกนนำถูกนำเสนอครั้งแรกๆ ผ่านหนังสือ The Starfish and the Spider (ปลาดาวกับแมงมุม) ของ Ori Brafman เมื่อปี 2006 เขาให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของสังคม 2 แบบคือการกระจายอำนาจและการผูกขาดอำนาจ

การผูกขาดอำนาจ เช่น การประท้วงที่มีแกนนำหรือกิจกรรมที่ผูกขาดความชอบธรรมของคนบางกลุ่มไว้ มีลักษณะเหมือนแมงมุม แมงมุมนั้นเมื่อถูกตัดอวัยวะสำคัญ เช่น หัวมันจะตายทันทีไม่สามารถจะสืบทอดทายาทหรือองคพายพอะไรต่อไปอีกได้

การกระจายอำนาจมีลักษณะเหมือนปลาดาว ปลาดาวเมื่อถูกตัดแขนออกไปจนเกือบหมด ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ยังสามารถสร้างตัวเองให้เกิดขึ้นมาใหม่อีกได้แถมอวัยวะที่ถูกตัดไปยังเกิดปลาดาวขึ้นมาอีกตัว ไม่ใช่แค่ฆ่าไม่ตาย แต่ยังเป็นปรากฎการณ์แบบ “ตายสิบเกิดแสน”

หนังสือของ Brafman ยกตัวอย่างขบวนการ “แชร์” ในโลกโซเชียลยุคแรกๆ ว่าถึงจะถูกกำจัดออกไปโดยกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่มันยังเกิดเว็บไซต์แชร์ไฟล์แบบเดียวกันขึ้นมาอีกมากมาย บางขบวนการที่เคลื่อนไหวแบบ “ออฟไลน์” เช่น กลุ่มสิทธิมนุษยชน/สิทธิสัตว์ หรือแม้แต่กลุ่มก่อการร้ายที่ไม่มีหัวหน้าเป็นตัวเป็นตน ถูกปราบไม่ค่อยจะได้เพราะสาเหตุนี้

แต่ปลาดาวไม่ใช่สัตว์อมตะ ถึงแม้ว่ามันจะเกิดแขน ขา หรือลำตัวขึ้นมาใหม่ แต่อายุขัยของมันก็มีสิ้นสุด เช่นเดียวกันขบวนการไร้แกนนำก็มีวันจบสิ้นได้เหมือนกันหากเจอมาตรการที่ใช่

ตัวอย่างเช่น จักรวรรดิแอซเท็กที่เคยมีอำนาจเหนือเม็กซิโกถึงมันจะยิ่งใหญ่แต่มันมีลักษณะแบบแมงมุมคือรวมศูนย์มากเกินไป เมื่อศัตรูคือพวกสเปนบุกเข้ามาแบบฉับพลันแล้วจับตัวประมุข ก็เหมือนการขยี้หัวของแมงมุม ทั้งตัวมันก็ตายไปด้วย อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาหลายร้อยปีก็ล่มสลายในเวลาไม่กี่เดือนกี่ปี

ส่วนชนเผ่าที่อยู่ตอนเหนือขึ้นไปไม่มากคือชนเผ่าอาปาเช่ในประเทศสหรัฐปัจจุบันมีลักษณะแบบปลาดาว คือรวมตัวกันหลวมๆ บางครั้งมีผู้นำการต่อต้าน แต่เมื่อผู้นำตายนักรบคนอื่นๆ ก็จะแยกกันไปก่อหวอดกันเองแล้วก็รวมตัวกันหลวมๆ ทำการต่อต้านอีก พวกคนขาวจึงปราบเผ่าอาปาเช่ไม่ได้เสียทีแม้จะผ่านมา 200 กว่าปีและถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าพวกแอซเท็กหลายเท่าตัวก็ตาม

แต่ในที่สุดเผ่าอาปาเช่ก็ถูกปราบลงจนได้ ไม่ใช่ด้วยประสุนปืนหรือแสนยานุภาพแห่งกองทัพอมเริกันที่ยิ่งใหญ่ แต่เพราะ “วัว” คือวัวธรรมดาๆ นี่เอง

หลังจากที่ปราบไม่ได้ รัฐบาลสหรัฐก็เปลี่ยนวิธีการรับมือชนเผ่าพื้นเมืองด้วยการผูกมิตรแทน และมอบวัวหลายล้านตัวให้กับชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันทุกคน ชาวอาปาเช่ก็ได้รับด้วย แต่การรับวัวจะต้องทำเป็นระบบ ชาวอาปาเช่ที่เคยเป็นชนเผ่าเร่รอน เคลื่อนที่แบบ Be water ก็ต้องเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนของราชการเพื่อขอรับการแจกวัว

ดังนั้นพวกเขาจึงเสียสภาพของการเคลื่อนที่ที่ยืดหยุ่นและเมื่อมีวัวแล้วยังต้องปักหลักเลี้ยงพวกมันอีก ทำให้อาปาเช่ถูกควบคุมโดยไม่รู้ตัวว่าพวกเขาต้องพึ่งพา “ศัตรู” คือรัฐบาลสหรัฐไปโดยปริยาย

รัฐบาลสหรัฐไม่ได้มีเจตนาที่จะปราบอาปาเช่เลย แต่เพราะต้องการจะผูกมิตรแท้ๆ การให้วัวด้วยไมตรีจิตรจึงกลายเป็นการทำลายขบวนการไร้หัวที่ก่อกวนพวกคนขาว (ผู้รุกราน) ไปแบบไม่ได้ตั้งใจ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการการเคลื่อนไหวรูปแบบใดก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครมองเห็นหรือไม่

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบ – โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงถือป้ายประกาศความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยนอกอาคารสำนักงานที่สถานกงสุลไทยตั้งอยู่ในฮ่องกงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 (ภาพโดย PETER PARKS / AFP)

ประท้วงไทยสะเทือนโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635939

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 20:30 น.

ประท้วงไทยสะเทือนโลก

Posttoday Podcast The Expert Ep.61 ประท้วงไทยสะเทือนโลก

Posttoday Podcast The Expert Ep.61 ประท้วงไทยสะเทือนโลก

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/913201810&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ประท้วงไทยสะเทือนโลก

ถอดรหัส ‘ฮ่องกงโมเดล’ เป็นอย่างไรเหมือนไทยจริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635917

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 19:00 น.ถอดรหัส 'ฮ่องกงโมเดล' เป็นอย่างไรเหมือนไทยจริงหรือ?ย้อนไทม์ไลน์ม็อบฮ่องกง ทำไมมักถูกเปรียบเทียบกับม็อบไทยปัจจุบัน

การประท้วงในฮ่องกงเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ถอน “ร่างรัฐบัญญัติกฎหมายหนีคดีและความช่วยเหลือร่วมกันทางกฎหมายในคดีอาญา (แก้ไขเพิ่มเติม) 2019” หรือ “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” เนื่องจากเกรงว่าฮ่องกงอาจตกลงกับจีนเพื่อส่งตัวนักเคลื่อนทางการเมืองในฮ่องกงไปยังจีนได้

นี่คือจุดเริ่มต้นของการประท้วงยืดเยื้อข้ามปี เต็มไปด้วยแท็คติกการประท้วงและการปราบจลาจลต่างๆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้การประท้วงในประเทศอื่นๆ รวมถึงการประท้วงล่าสุดในไทย จนเรียกกันว่าเป็น “ฮ่องกงโมเดล” แต่ฮ่องกงโมเดลเป็นอย่างไร? และเหมือนกับไทยตรงจุดไหน เราจะมาย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของมันอย่างละเอียดกัน

1. มีนาคม 2562 เริ่มมีประชาชนชาวฮ่องกงเล็งเห็นถึงช่องโหว่ของร่างกฎหมายและมองว่าชาวฮ่องกงจะตกอยู่ในความเสี่ยงเพราะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน และจีนอาจตั้งข้อหาใครก็ได้ที่เล็งเห็นว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

2. เมษายน 2562 ประชาชนเริ่มเดินขบวนประท้วงร่างกฎหมายนี้อีกครั้งพร้อมกล่าวว่าจะยกรับดับการประท้วงหากรัฐบาลยังไม่ถอนร่างกฎหมาย

3. พฤษภาคม 2562 ประชาชนจัดกิจกรรมประท้วงและถูกปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมออกหมายจับผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมากท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุทั้งที่ประชาชนชุมนุมโดยสงบ

4. มิถุนายน 2562 เกิดการประท้วงโดยแนวร่วมสิทธิมนุษชนพลเมือง ส่งผลให้ชาวฮ่องกงในพื้นที่อื่นๆ พากันประท้วงในพื้นที่ของตน จนกระทั่ง แคร์รี หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงแถลงเลื่อนพิจารณาร่างกฎหมายอย่างไม่มีกำหนด แต่เป็นเพียงการ “เลื่อน” เท่านั้นไม่ใช่การถอน จนมีการฆ่าตัวตายประท้วงและเกิดการประท้วงใหญ่ตามมาเพื่อกดดันให้ถอนร่างกฎหมายและบีบให้ผู้บริหารฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง

5. การประท้วงลุกลามขึ้นจนกลายเป็นการใช้ความรุนแรง เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน รวมถึงมีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องการใช้ความรุนแรงของตำรวจและปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกตับตัวไป

6. สิงหาคม 2562 การประท้วงยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีการจุดไฟเผาและปาระเบิดขวด ซึ่งมีรายงานผู้บาดเจ็บที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลถึง 46 ราย และดำเนินไปเช่นนั้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเดือนธันวาคมโดยไม่มีทีท่าจะยุติลง

7. มกราคม 2563 มีการชุมนุมประท้วงรับปีใหม่ ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาขณะผู้ประท้วงใช้ระเบิดเพลิงตอบโต้ โดยในวันขึ้นปีใหม่ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงที่ก่อความรุนแรงได้กว่า 400 คน

8. พฤษภาคม 2563 รัฐบาลจีนพิจารณาออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทังนี้กฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีนในการควบคุมการประท้วงในฮ่องกง โดยแคร์รี หลั่ม เผยว่ารัฐบาลจะรองรับกฎหมายดังกล่าวโดยเร็วเพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงในฮ่องกง

9. มิถุนายน 2563 ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกครบรอบ 31 ปี เหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ภายหลังถูกตำรวจเข้าสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ร่วมกิจกรรม

10. การประท้วงยังคงดำเนินต่อไปโดยมักจะดำเนินการในรูปแบบแฟลชม็อบ และนัดพบตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งใกล้เคียงกับการชุมนุมประท้วงของไทยในขณะนี้ที่มักจะนัดชุมนุมตามสถานีรถไฟฟ้าและรวบตัวกันอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ 

11. จนกระทั่งสี จิ้นผิง ลงนามในกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงซึ่งครอบคลุมถึงการบ่อนทำลาย การแบ่งแยกดินแดน การก่อการร้าย และสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ โดยกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้ส่งผลให้จีนมีอำนาจในการตัดสินบางคดีอีกด้วย

12. โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า “นี่เป็นจุดสิ้นสุดของฮ่องกงที่โลกเคยรู้จัก” ด้านพรรคเดโมซิสโต พรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตยประกาศยุบพรรคและยุติการปฏิบัติงานทั้งหมด

13. อย่างไรก็ตาม แคร์รี่ หลั่ม มีเพียงผู้คนส่วนน้อยในฮ่องกงที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ และกฎหมายดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อเสรีภาพทางการเมือง สิทธิขั้นพื้นฐาน ชีวิตและทรัพย์สินของชาวฮ่องกง

14. การประท้วงในฮ่องกงถูกเรียกว่าเป็นการประท้วงในรูปแบบ “ไร้ผู้นำ” โดยไม่มีคนกลุ่มใดหรือพรรคการเมืองใดเสนอตัวเป็นแกนนำประท้วง โดยผู้ประท้วงจะใช้ LIHKG (เว็บไซต์ฟอรัมออนไลน์คล้ายเรดดิต) และเทเลแกรม ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและตัดสินใจแนวทางการประท้วงร่วมกัน ทั้งนี้การประท้วงที่เกิดขึ้นมีสัดส่วนของเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในประเทศไทยหลังแกนนำถูกจับกุมก็เป็นการชุมนุมประท้วงโดยไร้แกนนำและเริ่มมีการใช้แอพพลิเคชั่นเทเลแกรมในการกระจายข้อมูลข่าวสารในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงได้อย่างรวดเร็ว

15. กลุ่มผู้ชุมนุมฮ่องกงมีแนวคิดในการทำตัวให้ “เปรียบเสมือนน้ำ” ซึ่งเป็นปรัชญาของบรูซ ลี ในการเคลื่อนที่แบบคล่องแคล่วว่องไวให้ตำรวจจับตัวได้ยาก ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในไทยก็มีการพูดถึงแนวคิดดังกล่าวและแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็วและว่องไว

รวมถึงฮ่องกงยังใช้วิธีกลุ่มดำ (black bloc) โดยการสวมเสื้อและหน้ากากสีดำเพื่อปกปิดรูปพรรณของตนและมักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ใช้ในการรับมือกับตำรวจเช่นการยิงแสงเลเซอร์ให้ตำรวจไขว้เขว การพ่นสีใส่กล้องวงจรปิด และใช้ร่มในการป้องกันตัว

โดยหลังจากที่ผู้ชุมนุมไทยถูกสลายการชุมนุมด้วยรถฉีดน้ำแรงสูงที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ส่งผลให้ภายหลังผู้ชุมนุมมักแต่งกายสีดำพร้อมหน้ากาก ร่ม และหมวก เพื่อป้องกันตัวและปิดบังใบหน้า 

16. นอกจากการชุมนุมและเดินขบวนประท้วงแล้ว ฮ่องกงยังมีการประท้วงด้วยวิธีการอื่นๆ อาทิ นัดหยุดงานประท้วง ขัดขวางชนส่งสาธารณะ คว่ำบาตรร้านค้าและองค์การที่นิยมรัฐบาลจีน สร้างงานดัดแปลงล้อเลียนตำรวจและรัฐบาล รวมถึงทำลายสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของประเทศจีน เป็นต้น ซึ่งวิธีการคว่ำบาตรก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้ชุมนุมประท้วงในไทยนิยมใช้และรณรงค์คว่ำบาตรบริษัทหรือหน่วยงานที่พฤติกรรมขัดต่อประชาธิปไตย

17. เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงถูกตราหน้าโดยประชาชนจำนวนหนึ่งว่าประพฤติมิชอบและใช้กำลังเกินกว่าเหตุ อาทิ การใช้กระสุนยางเล็งที่ศีรษะหรือลำตัวผู้ประท้วง ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อเป็นอาวุธโจมตีประชาชน วางกำลังเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ปฏิเสธการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ จับกุมนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงหลายคน ปฏิเสธไม่ให้ผู้ถูกกักขังติดต่อกับทนาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแทรกแซงเสรีภาพสื่อโดยมีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

ภาพชุดเปรียบเทียบประท้วงในไทย-ฮ่องกง

Photos by Jack TAYLOR and Vivek Prakash / AFP
Photos by Mladen ANTONOV and NICOLAS ASFOURI / AFP
Photos by Lillian SUWANRUMPHA and Philip FONG / AFP
Photos by Lillian SUWANRUMPHA and Philip FONG / AFP
Photos by Jack TAYLOR and Anthony WALLACE / AFP

ไทเปเทสี! เปิดเวทีชุมนุมคู่ขนานไทยในไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635900

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 17:30 น.ไทเปเทสี! เปิดเวทีชุมนุมคู่ขนานไทยในไต้หวันสื่อฮ่องกงรายงาน “ไทเปเทสี” ชุมนุมคู่ขนานไทย ณ กรุงไทเป

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม สื่อออนไลน์ฮ่องกงรายงานบรรยากาศการชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยของประเทศไทยที่จัดขึ้นในชื่อว่า “ไทเปเทสี” ณ บริเวณสวนสาธารณะข้างกงสุลไทย กรุงไทเป โดย “นัช” โฆษกพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยไทย-ไต้หวัน นักศึกษาหญิงชาวไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติไทเปพร้อมผู้เข้าร่วมอีกกว่าร้อยคน โดยการชุมนุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยของไทยและชูข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ประการ

นัช กล่าวว่า “ถึงเขาจะสาดสีใส่พวกเราเท่าไร สีเหล่านั้นกลบเลือด กลบความเจ็บปวด กลบอุดมการณ์ กลบความหวังภายในหัวใจพวกเราไว้ไม่มิด” พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนไต้หวันและสื่อต่างประเทศที่ให้ความสนใจกับกิจกรรมดังกล่าว 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fdbchannel.hk%2Fposts%2F355705619179177&show_text=true&width=552&height=800&appId

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=317&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftatdnow%2Fvideos%2F856903441715378%2F&show_text=false&width=560

นอกจากนี้ยังมีการจัดชุมนุมคู่ขนานในอีกหลายประเทศ อาทิ เยอรมนี ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ และออสเตรเลีย เป็นต้น

ไทย-อินโด-ฟิลิปปินส์จับมือเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635871

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 16:28 น.ไทย-อินโด-ฟิลิปปินส์จับมือเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย3 ประเทศเพื่อนบ้านช่วยกันผลักดันแฮชแท็กตีแผ่เหตุการณ์ประท้วงในประเทศ

ประชาชนไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งกำลังช่วยกันผลักกันแฮชแท็ก #WhatsHappeninglnThailand, #whatshappeninginindonesia และ #WhatsHappeningInPhilippines จนติดเทรนด์ร่วมกันบนโลกทวิตเตอร์เพื่อช่วยกันกระจายข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศให้นานาประเทศได้รับรู้ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

โดยขณะนี้อินโดนีเซียเกิดการประท้วงครั้งใหญ่โดยส่วนใหญ่กลุ่มผู้ประท้วงเป็นนักศึกษาและวัยทำงานประท้วงกฎหมายแรงงานซึ่งถูกกล่าวหาว่าเอื้อต่อนายทุนและกดขี่ชนชั้นแรงงาน การประท้วงดังกล่าวยืดเยื้อเป็นเวลาหลายวันจนเกิดเป็นการใช้ความรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน โดยคาดว่าการประท้วงจะยืดเยื้อถึงสัปดาห์หน้า

ด้านฟิลิปปินส์ประชาชนกำลังประท้วงรัฐบาลโดยกล่าวว่าพวกเขาจะไม่ทนอยู่กับการปกครองที่เผด็จการและปิดปากประชาชน นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามว่ากฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยธรรมหรือไม่จากการที่นักเคลื่อนไหวหญิงคนหนึ่งถูกจับขณะตั้งครรภ์และไม่รับการดูแล จนกระทั่งคลอดลูกและทางการไม่อนุญาตให้พบกับลูก และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมาลูกของเธอเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 3 เดือน 

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @brix_tarnate ชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งทวีตว่า “พวกเราชาวฟิลิปปินส์ประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดของเจ้าหน้าที่ ขอมอบความรักและคำอธิษฐานให้แก่ไทยและอินโดนีเซีย”

พร้อมเสริมว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้เห็นและได้ยินว่าผู้คนประท้วงและขอเพียงแค่มีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเท่านั้น รัฐบาลต้องออกมาปกป้องประชาชนของตน”

ขณะที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ @batcirawit กล่าวว่าเขาเป็นชาวฟิลิปปินส์โดยสายเลือด และเขาพร้อมยืดหยัดข้างชาวไทย

Please take a moment to learn about what’s going on in Thailand, Indonesia and the Philippines. Our thoughts and prayers are with everyone fighting for their rights and freedom. Please stay safe!#WhatsHappeninglnthailand#Whatshappeninginindonesia#WhatsHappeningInPhilippines pic.twitter.com/PSNufIbtSn— daily kun (@dailykunxd) October 16, 2020

Let’s hold hand together for a better future#whatshappeninginindonesia#whatishappeninginthailand#WhatsHappeningInPhilippinespic.twitter.com/KclggXyn6u— War Wanarat Indonesia (@Warwanarat_id) October 16, 2020

เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบผู้ชุมนุมในอินโดนีเซีย REUTERS/Willy Kurniawan
นักเคลื่อนไหวฟิลิปปินส์พบศพลูก REUTERS/Eloisa Lopez

เมียนมาเผยเรือดำน้ำซ้อมรบครั้งแรกที่ทะเลอันดามัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635876

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 14:27 น.เมียนมาเผยเรือดำน้ำซ้อมรบครั้งแรกที่ทะเลอันดามันการซ้อมรบใหญ่ครั้งแรกของเรือดำน้ำเมียนมาในทะเลอันดามันพื้นที่ประชิดกับประเทศไทย

เว็บไซต์ของกองทัพเมียนมา หรือ “ตะมะดอ” (Tatmadaw) รายงานข่าวการซ้อมรบทางเรือที่ทะเลอันดามันในเขตตะนาวศรี ในการนี้ไมได้มีการนำเรือดำน้ำ เข้าร่วมการซ้อมรบด้วย นับเป็นครั้งล่าสุดที่ชาวโลกได้ชมภาพเรือดำน้ำของเมียนมาแบบใกล้ชิด

เรือดำน้ำลำนี้มีชื่อว่า UMS Min Ye Thein Kha Thu เดิมเป็นเรือดำของอินเดียชื่อว่า NS Sindhuvir ระวางขับน้ำ 3,000 ตัน เป็นครั้งแรกที่เมียนมานำเรือดำน้ำออกมาร่วมการซ้อมรบด้วย

การซ้อมรบครั้งนี้มีชื่อปฏิบัติการว่าพันธุละ (Bandula 2020) ตามชื่อของขุนพลมหาพันธุละผู้ยิ่งใหญ่ของชาวพม่า และซ้อมรบกัยที่เขตตะนาวศรี ซึ่งมีพื้นที่ทางบกติดกับจังหวัดกาญจนบุรี, ราชบุรี เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และระนอง โดยมีน่านน้ำติดจังจังหวัดระนองของประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ สื่อของอินเดีย India Today รายงานเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมว่า อินเดียได้ส่งมอบเรือดำน้ำเดิมของตน ( NS Sindhuvir) ให้กับเมียนมาตามความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศ โดยเรือลำนี้ทำการปรับปรุงแล้วส่งมอบให้เมียนมาก่อนกำหนด

โดย INS Sindhughosh (S55) เป็นเรือนำของเรือดำน้ำดีเซล – ไฟฟ้าชั้น Kilo ที่ผลิตโดยรัสเซียเริ่มปฏิบัติการที่ริก้า ประเทศลัตเวียเมื่อปี 1986 แล้วต่อมานำประจำการกับกองทัพเรืออินเดีย

เรือดำน้ำ INS Sindhuvir ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและมีมอเตอร์ทั้งหมด 6 ตัวรวมทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าดีเซลขนาด 3,650 แรงม้า (2,720 กิโลวัตต์) สองตัว มอเตอร์ 5,900 แรงม้า (4,400 กิโลวัตต์) หนึ่งตัว มอเตอร์เสริม 204 แรงม้า (152 กิโลวัตต์) สองตัวและหนึ่งเครื่อง 130 มอเตอร์ความเร็วประหยัดแรงม้า (97 กิโลวัตต์) สามารถเข้าถึงความเร็วพื้นผิว 10 นอต (19 กม. / ชม.) และ 17 นอต (31 กม. / ชม.) ในโหมดดำอยู่ใต้น้ำ

ในเวลานี้เรือดำน้ำ INS Sindhuvir ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นเรือดำน้ำ UMS Min Ye Thein Kha Thu ซึ่งทำการฝึกซ้อมทางเรือและการฝึกดำน้ำมากกว่า 100 ครั้งก่อนการฝึกซ้อมรบฬนปฏิบัติการพันธุละ 2020 และประสบความสำเร็จในการยิงตอร์ปิโดไปยังเป้าหมายที่ตรวจพบซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ที่มีเรือดำน้ำเข้ามาปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดียในน่านน้ำเมียนมา

dsinfo.org
dsinfo.org

นักการเมืองไต้หวันแสดงจุดยืนเคียงข้างประท้วงไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635864

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 12:30 น.นักการเมืองไต้หวันแสดงจุดยืนเคียงข้างประท้วงไทยสมาชิกพรรค DPP ไต้หวันแสดงจุดยืนรวมพลังพันธมิตรชานมไทย-ไต้หวัน-ฮ่องกง

หวางติ้งอวี่ (Wang Ting-yu) สมาชิกรัฐสภาไต้หวันจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) และประธานร่วมคณะกรรมการการต่างประเทศและการป้องกันประเทศไต้หวัน ได้ทวีตถึงชาวไทยต่อเหตุการณ์ประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยเมื่อวานนี้ (18 ตุลาคม) ว่า

“ไต้หวันยืนเคียงข้างประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องประชาธิปไตย, การปฏิรูปทางการเมือง และอนาคตที่พวกเขาต้องการ #WhatsHappeninginThailand #MilkTeaAlliance #ม็อบ18ตุลา”

ทั้งนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลของหวางติ้งอวี่ไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลไต้หวัน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่หวางติ้งอวี่สังกัดอยู่นั้นมีจุดยืนสนับสนุนเอกราชและอธิปไตยของไต้หวัน มีนโยบายส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และในด้านการต่างประเทศสนับสนุนความสัมพันธ์กับสหรัฐและญี่ปุ่น

Taiwan stands in solidarity with the people of Thailand as they speak out for democracy, political reforms, and a future they long to see.#WhatsHappeninginThailand#MilkTeaAlliance #ม็อบ18ตุลา https://t.co/RH1J9b4fry

— ??? Wang Ting-yu MP (@MPWangTingyu) October 18, 2020

เนติวิทย์เผยโจชัว หว่องเตรียมหนุนม็อบไทยในฮ่องกงวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635857

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 10:27 น.เนติวิทย์เผยโจชัว หว่องเตรียมหนุนม็อบไทยในฮ่องกงวันนี้โจชัว หว่อง บอกผ่านเนติวิทย์พร้อมแสดงพลังหนุน ณ กงสุลใหญ่ เมืองฮ่องกงวันนี้!

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวเยาวชนไทยทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัว @NetiwitC ความว่า “โจชัว หว่อง แจ้งผม และให้ผมแจ้งเพื่อนๆให้ทราบว่า พรุ่งนี้ เวลา 16.00 เขาจะไปแสดงพลังสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทย ต่อต้านเผด็จการ ที่หน้าสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง (Royal Thai Consulate-General, Hong Kong)” ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ขณะที่ชาวไทยบางส่วนช่วยกันผลักดันแฮชแท็ก #MilkTeaAlliance และ #save12hkyouths เพื่อเป็นการตอบแทนชาวฮ่องกงและช่วยกระจายข่าวสารที่เยาวชนฮ่องกง 12 คนถูกจับกุมหลังเกิดเหตุการณ์ประท้วง

โจชัว หว่อง แจ้งผม และให้ผมแจ้งเพื่อนๆให้ทราบว่า พรุ่งนี้ เวลา 16.00 เขาจะไปแสดงพลังสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทย ต่อต้านเผด็จการ ที่หน้าสถานกงศุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง (Royal Thai Consulate-General, Hong Kong)— Netiwit Chotiphatphaisal (@NetiwitC) October 18, 2020

My friend @joshuawongcf told me tomorrow at 16.00 he is going to protest against Thai government in solidarity with Thai people at the front of Royal Thai Consulate-General, Hong Kong. #MilkTeaAlliance #save12hkyouths

— Netiwit Chotiphatphaisal (@NetiwitC) October 18, 2020