นายกฯ หญิงฟินแลนด์ถูกโจมตีฐานใส่สูทแต่ไม่ใส่เสื้อใน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635788

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 09:24 น.นายกฯ หญิงฟินแลนด์ถูกโจมตีฐานใส่สูทแต่ไม่ใส่เสื้อในผู้หญิงหลายคนแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำหญิงฟินแลนด์บอกว่าผู้ทำชายยังทำได้ทำไมไม่ใครว่า

ซานนา มารินนายกรัฐมนตรีหญิงวัย 34 ปีของฟินแลนด์ถูกโจมตีจากบางกลุ่มหลังจากมีภาพของเธอที่ถ่ายหน้าปกให้กับนิตยสารฉบับหนึ่งในลักษระไม่สวมเสื้อชั้นและเสื้อชั้นในแต่สวมเสื้อนอกตัวเดียวพร้อมกับเห็นร่องหน้าอกชัดเจน

นิตยสารฉบับนี้สัมภาษณ์ผู้นำฟินแลนด์เกี่ขยวความสมดุลในชีวิตการทำงานและการรับมือกับความเหนื่อยล้า โดยรวมแล้วเป็นนิตยสารแนวไลฟ์สไตล์ซึ่งตามปกติจะมีการถ่ายภาพผู้หญิงในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ผู้พบเห็นอาจไม่คุ้นที่ผู้นำหญิงต้องมาถ่ายแบบในลักษณะเดียวกัน

หลังจากภาพนี้ออกไปมีปฏิกริยาของผู้คนบางส่วนที่เห็นว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ผู้หญิงหลายคนจากทั่วโลกประกาศจุดยืนสนับสนุนผู้นำฟินแลนด์และผู้ใช้โซเชียลมีเดียสวนกลับผู้วิจารณ์มารนว่าเป็นพวกเหยียดเพศ

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชี้ไปที่ตัวอย่างของผู้นำระดับโลกคนอื่นๆ ที่โพสท่าเปลือยท่อนบนโดยไม่มีเสียงวิจารณ์แถมยังมีเสียงชื่นชมด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่นประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียมักจะโพสท่าถ่ายรูปแบบเปลือยท่อนบน เช่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย คือโทนี แอบบอตต์

ทั้งนี้ มารินเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก ผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาชาวฟินแลนด์จำนวน 85% ยอมรับว่าเธอว่ามีความเป็นผู้นำและจัดการกับการระบาดของโควิด-19 ได้ดี

สม รังสีเอาด้วยชูสามนิ้วหนุนประท้วงในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635829

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 19:29 น.สม รังสีเอาด้วยชูสามนิ้วหนุนประท้วงในไทยอดีตแกนนำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาที่ยังคงลี้ภัยแสดงท่าทีสนับสนุนการประท้วงในประเทศไทย

สม รังสี นักการเมืองอดีตผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาโพสต์ภาพในทวิตเตอร์เป็นภาษาเขมรและภาษาอังกฤษเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม มีผู้เข้าไปตอบสม รังสีในทิวตเตอร์ทั้งที่สนับสนุนและประณามเขา เช่นแอคเคาท์ “18ตค.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อโศก” (@Rick82394248) บอกว่า “ไทยยินดีต้อนรับคุณ เราไม่กีดกันต่างชาติเพียงเพราะแสดงความคิดเห็น ขอบคุณที่ยืนข้างความถูกต้อง”

แต่ผู้มใช้ทวิตเตอร์ที่ชื่อ @InTheMiddleOfN8 บอกว่า “ก่อนที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น คุณควรทำสิ่งที่คุณต้องการทำในบ้านเกิดของคุณเสียก่อน ราชอาณาจักรไทยไม่ต้อนรับคุณในฐานะบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา”

ทั้งนี้ สม รังสี แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชาผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2015 แต่ในปี 2019 พยายามเดินทางกลับกัมพูชาด้วยสารการบินไทย แต่ไม่สามารถเช็คอินเพื่อโดยสารสายการบินไทยจากกรุงปารีสมายังกรุงเทพมหานครตามกำหนดการเดิมได้ จึงต้องเดินทางไปยังมาเลเซีย แต่จนถึงที่สุดเพราะการเมืองระหว่างประเทศในภูมิอาเซียนทำให้สม รังสีไม่อาจเดินทางกลับกัมพูชาเพื่อเผชิญหน้ากับนายกรัฐมนตรี ฮุน เซ็นได้ 

In solidarity with protesting Thai democrats. #SamRainsy pic.twitter.com/ZLuHatM2gt— Rainsy Sam (@RainsySam) October 18, 2020

ฮ่องกงผุดข้อความ “ยืนหยัดเคียงข้างไทย” หนุนการประท้วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635821

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 17:34 น.ฮ่องกงผุดข้อความ "ยืนหยัดเคียงข้างไทย" หนุนการประท้วงอีกครั้งที่กลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงแสดงจุดยืนร่วมกับผู้ประท้วงในประเทศไทย

ซันนี จาง (Sunny Cheung) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองชาวฮ่องกงได้รีทวีตภาพถ่ายจากกลุ่ม Studio Incendo ซึ่งเป็นกลุ่มช่างภาพที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกง เป็นภาพข้อความกราฟฟิตี้ที่มีข้อความว่า #StandWithThailand (ยืนหยัดเคียงข้างไทย) เพื่อสนับสนุนการประท้วงในประเทศไทย โดยภาพนี้อยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกของฮ่องกง

ซันนี จาง เป็นแกนนนำประชาธิปไตยฮ่องกงคนล่าสุดที่แสดงจุดยืนสนับสนุนการประท้วงในไทย นอกจากนี้ภาพกราฟฟิตี้ที่ปรากฎยังเป็นการแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ประม้วงในฮ่องกงและในประเทศไทย โดยเขากล่าวว่า “ชาวฮ่องกงทุกคน #StandWithThaiPeople เราเชื่อว่าประชาธิปไตยจะมีชัย โปรดร่วมยื่นคำร้องทั่วโลกเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงชาวไทย” พร้อมกับแนบลิงก์ของเว็บไซต์ Change.org เรื่อง Global Petition: Supporting Thai Protesters (ยื่นคำร้องทั่วโลกเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงชาวไทย)

ทั้งนี้ กราฟฟิตี้ #StandWithThaiPeople ที่ฮ่องกงยังปรากฎคู่กับกราฟฟิตี้ข้อความว่า #Save12HKYouths ซึ่งหมายถึงหมายถึงการเรียกร้องให้ปล่อยตัวเยาวชนชาวฮ่องกง 12 คนที่ถูกควบคุมตัวโดยทางการจีนที่เมืองเซินเจิ้นระหว่างที่พวกเขาพยายามหลบหนีออกจากฮ่องกงโดยทางเรือ เนื่องจากในจำนวนนี้มี 11 คนที่ถูกห้ามเดินทางออกจากฮ่องกงตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

#Hongkong today in Taikoo Shing, a famous middle class estate. HKers all #StandWithThaiPeople. We do believe Democracy shall prevail. Plz join our global petition to support Thai protesters: https://t.co/QU0Oc5Fqmb Photo credit @studioincendo pic.twitter.com/fxH6w3bY61

— Sunny Cheung ??? (@SunnyCheungky) October 18, 2020

แกนนำม็อบฮ่องกงช่วยบอกชาวโลก ส่งแรงใจให้ผู้ชุมนุมในไทยต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635800

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 15:28 น.แกนนำม็อบฮ่องกงช่วยบอกชาวโลก ส่งแรงใจให้ผู้ชุมนุมในไทยต่อเนื่องตั้งแต่โจชัว หว่องจนถึงนาธาน ลอว์ ผู้ที่เป็นแกนหลักของการประท้วงที่ฮ่องกงสนับสนุนผู้ประท้วงในไทยเต็มที่

โจชัว หว่อง แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงยังคงส่งกำลังใจให้ผู้ชุมนุมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยวานนี้เขาได้โพสต์ภาพความเหมือนกันของการประท้วงที่ฮ่องกงเมื่อปี 2019 และในไทยเมื่อปี 2020 พร้อมกับแฮชแท็ก #MilkTeaAlliance ซึ่งหมายถึงการรวมพลังของผู้ชุมนุมในไทย ฮ่องกง และไต้หวัน แต่แฮชแท็กนี้ยังมีความนัยหมายถึงการต่อต้านจีนด้วย

และเมื่อวานนี้เขายังโพสต์ว่า “แม้รถไฟฟ้าใต้ดินจะปิด แต่ผู้กล้าชาวไทยฝ่าฝืนกฎหมายเข้มงวดแห่ไปตามท้องถนนและส่งเสียงดัง ปณิธานของพวกเขาสำหรับประชาธิปไตยไทยไม่สามารถยับยั้งได้”

เขายังทิวตข้อความประกอบภาพคลิปวิดิโอที่ผู้ชุมนุมเปิดไฟฟน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งเดียวกัน หว่องบอกว่า “ไฟฉายทุกอันหรือแสงหิ่งห้อยแต่ละตัวแสดงถึงจิตวิญญาณอันแน่วแน่ในการต่อต้านในประเทศไทย เพื่อความยุติธรรม อนาคตที่ดีกว่า และประชาธิปไตยที่ถูกขโมยไป ขอให้โลกได้โปรด #StandWithThailand (ยืนเคียงข้างไทญ) ในการต่อสู้ของพวกเขา”

ส่วนาธาน ลอว์ (Nathan Law) หนึ่งในแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยที่ฮ่องกงและได้ลี้ภัยอยู่ที่อังกฤษได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการประท้วงที่ไทย โดยโพสต์แฮชแท็ก #StandWithThailand พร้อมกับบอกว่า “พวกเราชาวฮ่องกงต้องเผชิญกับการข่มเหงทางการเมืองที่ไม่สิ้นสุดในการประท้วงที่ดำเนินมาตลอดทั้งปี การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้ร่วมกันและเรายืนหยัดร่วมกับเพื่อนใน #MilkTeaAlliance”

นาธาน ลอว์ยังโพสต์ต่อเนื่อง (Thread) ในทวิตเตอร์เพื่อบอกเล่าว่ากำลังเกิดอะไรกับนายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ผู้ต้องหาตามมาตรา 110 (ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)

ลอว์บอกว่า ผมไม่รู้จักฟรานซิส (นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง) เป็นการส่วนตัว แต่การแสวงหาเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แบบเดียวกันทำให้เราเชื่อมโยงกัน ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ #Milkteaalliace” และบอกว่า “ผมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเขาตัดสินใจอย่างกล้าหาญยอมมอบตัวเองให้ตำรวจเพื่อพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์แม้ว่าเขาจะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตภายใต้กฎหมายที่เข้มงวดจากยุคก่อนที่ใช้ในปัจจุบันก็ตาม”

ลอว์กล่าวต่อไปว่า “เมื่อสองสามวันก่อนเขาได้บันทึกวิดีโอเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของฮ่องกงและไต้หวัน ตำรวจกล่าวหาว่าเขาตั้งใจจะทำร้ายสมเด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งการประท้วงเป็นไปอย่างสงบและไม่ขัดขวางการเคลื่อนขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี”

เขาบอกต่อว่า “ฟรานซิสเป็นผู้ต้องหาภายใต้การปกครองของทหารที่กีดกันประชาชนจากสิทธิขั้นพื้นฐานในการประท้วงและการพูดโดยพลการ เห็นได้ชัดว่าผู้มีอำนาจตั้งใจที่จะข่มขู่ผู้ประท้วงคนอื่น ๆ โดยให้ฟรานซิสเป็นตัวอย่าง ข้อหานี้อาจทำให้เขาติดคุกตลอดชีวิต”

“เมื่อฟรานซิสทราบเรื่องหมายจับเขาจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาที่ไร้สาระนี้ – ในวันที่ 16 ต.ค. เขาเดินทางไปที่สถานีตำรวจและระบุชัดเจนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร” และ “ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าไปในสถานีตำรวจเขายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เขาอ้างถึงประธานาธิบดีรูสเวลต์ที่กล่าวว่า “ข้อจำกัดเดียวที่เราจะทำให้พรุ่งนี้เป็นจริงได้คือความสงสัยของเราในวันนี้ ขอให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยศรัทธาที่เข้มแข็งและกระตือรือร้น”

นาธาน ลอว์ทิ้งท้ายว่า “บ่อยครั้งผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมประชาธิปไตยมักใช้เสรีภาพโดยไม่แยแสอะไร ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งของโลกผู้ประท้วงต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตเพราะสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดในการประท้วงและลงคะแนนเสียง เราทุกคนยืนหยัดร่วมกันและสนับสนุนการแสวงหาประชาธิปไตย”

ระลอกสองน่ากลัว โรงพยาบาลอังกฤษแบกไม่ไหวปิดประตูไม่รับผู้ป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635778

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 13:23 น.ระลอกสองน่ากลัว โรงพยาบาลอังกฤษแบกไม่ไหวปิดประตูไม่รับผู้ป่วย ขณะที่ลอนดอนมีการประท้วงของประชาชนหลังรัฐบาลใช้มาตารการล้อคดาวน์ระดับเกือบสูงสุด

สำนักข่าว The Independent ของอังกฤษรายงานว่า บริษัทในเครือมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศถูกบีบให้ต้องโยกผู้ป่วยโควิดไปที่อื่นและจะเริ่มปฏิเสธผู้ป่วยจากแผนกฉุกเฉินเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด -19 ทำให้ศักยภาพการรับผู้ป่วยถึงขีดจำกัด

ผู้บริหารโรงพยาบาลบอกกับ The Independent ว่าพวกเขาจะ“ ปิดประตูหน้า” ของโรงพยาบาลหลักสามแห่งและไม่รับผู้ป่วยที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินเป็นครั้งแรก ใครก็ตามที่ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุหรือไม่มีเหตุฉุกเฉินจะไม่ได้รับการรักษา

ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลในลิเวอร์พูลและน็อตติงแฮมเตือนว่าพวกเขาจะต้องยกเลิกการบริการบางอย่างอีกครั้ง เพราะโรงพยาบาลทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษต้องต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด -19 หลายครั้งแล้ว

นอกจากนี้มีรายงานว่าโรงพยาบาลไนติงเกลสาขาต่างๆ ในเมืองแมนเชสเตอร์, ซันเดอร์แลนด์ และแฮร์รอเกตถูกจัดให้อยู่ในสถานะเตรียมพร้อม

ด้านสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผู้ประท้วงต่อต้านการล็อคดาวน์รวมตัวกันในใจกลางกรุงลอนดอนเมื่อวันเสาร์หลังจากที่เมืองหลวงของอังกฤษยกระดับการแจ้งเตือนภัยโควิด-19 19 สูงสุดเป็นอันดับสอง

ในเวลานี้การระบาดระลอกที่สอกำลังชัดขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันได้เพิ่มมาตรการล็อคดาวน์ ในท้องถิ่นในบางส่วนของอังกฤษซึ่งมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นโดยหวังว่าการล็อคดาวน์พื้นที่เหล่านี้จะป้องกันเศรษฐกิจของภูมิภาคที่อื่นๆ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าให้ดำเนินต่อไปได้

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนลอนดอนได้เลื่อนขึ้นสู่ระดับ “เทียร์ 2” หรือ “ความเสี่ยงสูง” มาตรการนี้ห้ามไม่ให้ผู้คนพบปะกับใครก็ตามนอกบ้านรวมถึงเพื่อนหรือญาติที่ช่วยดูแลเด็ก

กฎดังกล่าวยังห้ามไม่ให้ผู้คนมากกว่าหกคนพบปะกันนอกบ้านแม้ว่าตำรวจจะเลือกที่จะไม่บังคับมาตรการนี้เนื่องจากนักรณรงค์ต่อต้านการปิดกั้นหลายพันคนเดินไปตามถนนอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกพื่อแดสงจุดยืนต่อต้านมาตรการของภาครัฐ

Photo by TOBY MELVILLE / POOL / AFP

จีนติดตั้งขีปนาวุธเร็วเหนือเสียงเตรียมจ่อไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635771

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 11:21 น.จีนติดตั้งขีปนาวุธเร็วเหนือเสียงเตรียมจ่อไต้หวันอาจเป็ยนการเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารกับไต้หวัน

ผู้สังเกตการณ์ทางทหารและแหล่งข่าวเปิดเผยกับ SCMP ว่า ทางการจีนกำลังเพิ่มกำลังทหารในชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอาจจะเป็นเตรียมพร้อมสำหรับการรุกรานไต้หวันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

แหล่งข่าวทางทหารจากปักกิ่งรายหนึ่งกล่าวว่ากองทัพปลดแอกประชาชนกำลังปรับปรุงฐานทัพขีปนาวุธและได้นำขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงขั้นสูง DF-17 ไปใช้ในพื้นที่

แหล่งข่าวระบุกับ SCMP ว่า ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง DF-17 จะค่อยๆ มาแทนที่ขีปนาวุธรุ่น DF-11s และ DF-15s รุ่นเก่าที่ติดตั้งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ โดยขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้มีระยะไกลขึ้นและสามารถโจมตีเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้น”

DF-17 ซึ่งมีพิสัยการโจมตีระยะทางสูงสุด 2,500 กม. ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในขบวนพาเหรดวันชาติ 1 ตุลาคมของปีที่แล้วเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้ จีนมีการติดตั้งขีปนาวุธบนชายฝั่งของมณฑลฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับไต้หวันก่อนหน้านี้ในสมัยของประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยนของไต้หวันและล่าสุดมีท่าทีเชิงรุกอีกครั้งในสมัยของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

กางตำราฮาวทู! เปิดแท็กติกม็อบฮ่องกงสู้แก๊สน้ำตายังไงไม่ให้เจ็บตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635744

วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 17:31 น.กางตำราฮาวทู! เปิดแท็กติกม็อบฮ่องกงสู้แก๊สน้ำตายังไงไม่ให้เจ็บตัวเปิดกลยุทธ์เด็ดที่นักศึกษาฮ่องกงใช้รับมือกับตำรวจปราบจลาจล

ไม่มีผู้นำ

หลังจากความขัดแย้งภายในประเด็นผู้นำกลุ่มของการประท้วงร่มเหลืองเมื่อปี 2014 และการจับกุมคุมขังบรรดาแกนนำ การประท้วงต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงเน้นไปที่กลยุทธ์ “ไม่มีผู้นำ” แม้กลุ่มแนวร่วมสิทธิมนุษยชนพลเมือง (CHRF) จะเป็นผู้จัดการชุมนุมครั้งนี้ ขณะที่กลุ่ม Demosist? ที่นำโดย โจชัว หว่อง และกลุ่มที่หนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากจีนอย่าง Student Localism ของนักศึกษารุ่นใหม่ มีส่วนในการเรียกระดมพลเข้าร่วมการประท้วง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีกลุ่มไหนอ้างการเป็นผู้นำการประท้วง ส่วนสมาชิกสภาที่หนุนประชาธิปไตยที่ปรากฏตัวก็ไม่ได้มีบทบาทมาก แต่กลับไม่มีความโกลาหลเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ประท้วง

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังเตรียมการอย่างเป็นระบบคือ เตรียมอาหารและน้ำดื่ม จัดตั้งหน่วยปฐมพยาบาล และมีการสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว วิธีการนี้ช่วยให้การประท้วงมีความยืดหยุ่น และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถเข้าถึงตัวแกนนำที่มีอำนาจในการเจรจาต่อรองได้

ยืดหยุ่นและใช้หลากหลายกลยุทธ์

ผู้ประท้วงนำปรัชญา “เคลื่อนไหวแบบสายน้ำ” ของตำนานบู๊ระห่ำ บรูซ ลี มาใช้ในการประท้วง ด้วยการกระจายกำลังเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างลื่นไหลเฉกเช่นสายน้ำ อาทิ การยกขบวนไปปิดล้อมศูนย์ราชการและสำนักงานตำรวจเพื่อเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาล

นอกจากนี้ ยังยึดหลัก “ไม่แตกแยก” คือ หากไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นหรือวิธีการของผู้ประท้วงคนอื่นก็ไม่ต้องเข้าร่วม แต่ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์หรือขัดขวาง เพื่อรักษาความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การใช้กำลังในการประท้วงครั้งนี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความเห็นต่าง บางส่วนยืนยันให้ประท้วงโดยสงบ เพื่อให้ดูมีความชอบธรรมและอาจจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากนานาชาติ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คิดว่าการประท้วงโดยสงบเมื่อครั้งการประท้วงร่มเหลืองไม่ได้ผล เชื่อว่าบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้กำลังมิเช่นนั้นรัฐบาลก็จะไม่สนใจเสียงเรียกร้องของผู้ประท้วงอีก หลักไม่แตกแยกจึงเป็นสะพานเชื่อมให้คนทั้งสองกลุ่มเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้กลุ่มบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน

เคลื่อนไหวในโลกออนไลน์

ส่วนใหญ่ผู้ประท้วงจะใช้ช่องทางออนไลน์ อาทิ Telegram และ LIHKG หรือ Reddit เวอร์ชั่นของฮ่องกง ในการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการประท้วง เช่น ก่อกวนสถานีรถไฟใต้ดิน ทำมีมต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากชุมชนออนไลน์เห็นด้วยกับไอเดียไหนจึงจะลงมือทำ ฟิลิป เหลียง นักศึกษาวัย 21 ปีที่เคลื่อนไหวใน LIHKG เผยว่า ผู้ประท้วงตัดสินใจได้อย่างอิสระว่าจะเห็นด้วยกับความคิดเห็นของใคร โดยที่ไม่ต้องทราบว่าเจ้าของความคิดเป็นใคร เพราะจุดมุ่งหมายร่วมกันเพียงอย่างเดียวของผู้ประท้วงคือต่อต้านกฎหมาย ไม่ใช่การสร้างไอดอล ทำให้ต่อมาแอพพลิเคชั่น Telegram ถูกโจมตี โดยภายหลัง ปาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้ง Telegram เผยว่าต้นทางของการโจมตีมาจากจีนและเกิดขึ้นในเวลาที่ประจวบเหมาะกับการประท้วงในฮ่องกงพอดิบพอดี

Airdrop

ฟีเจอร์ที่มีอยู่ในไอโฟนซึ่งสามารถส่งรูปภาพหากันได้โดยใช้การเชื่อมต่อบลูทูธกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางส่อสารของนักศึกษาฮ่องกง ทั้งในเรื่องของการส่งข้อความพูดคุยนัดแนะกันเองและส่งสารไปยังบุคคลภายนอก

การใช้สัญลักษณ์มือ

เพื่อเป็นการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่อยู่ในแนวหน้าอย่างรวดเร็ว กลุ่มนักศึกษาฮ่องกงได้หันมาใช้สัญลักษณ์มือในการส่งข้อความบอกว่าแนวหน้าต้องการอุปกรณ์อะไรบ้าง แล้วสัญลักษณ์มือนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังแนวหลังที่ดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาไว้ใกล้ๆ กับจุดประท้วง จากนั้นอุปกรณ์ที่ต้องการก็จะถูกลำเลียงส่งต่อๆ กันมาจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง ซึ่งบางครั้งแถวลำเลียงอุปกรณ์นี้มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร

ดับแก๊สน้ำตา

ม็อบจะมีตัวแทนที่เรียกว่า “นักดับเพลิง” คอยประจำอยู่ด้านหลังของแนวหน้าโดยมีกรวยจราจรเป็นเครื่องมือประจำตัว เมื่อเจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตาใส่ บรรดานักดับเพลิงก็จะรีบวิ่งไปแล้วนำกรวยจราจรไปครอบแก๊สน้ำตา เพื่อไม่ไห้ควันกระจายตัวไปถูกผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็จะเทน้ำลงไปในกรวยจราจรเพื่อดับแก๊สน้ำตา หรือหากไม่มีกรวยจราจรก็จะใช้ผ้าชุบน้ำคลุมไปที่แก๊สน้ำตา อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้ประท้วงที่มีถุงมือกันความร้อนจะเข้ามาหยิบแก๊สน้ำตาแล้วขว้างออกไปให้พ้นรัศมี หรือบางครั้งก็ขว้างกลับไปใส่เจ้าหน้าที่

โหมโฆษณา

เมื่อเดือน มิ.ย. 2562 กลุ่มผู้ประท้วงได้จัดระดมเงินทุนในโลกออนไลน์เพื่อลงโฆษณาจดหมายเปิดผนึกในหนังสือพิมพ์ชื่อดัง อาทิ The New York Times ของสหรัฐ, The Guardian ของอังกฤษ, Japan Times ของญี่ปุ่น, Süddeutsche Zeitung ของเยอรมนี, Chosun Ilbo ของเกาหลีใต้ ก่อนการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้นานาชาติรับรู้และร้องขอให้รัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซง เป้าหมายการระดมทุน 3 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 11.85 ล้านบาทบรรลุภายในไม่ถึง 4 ชั่วโมง และสามารถระดมเงินได้ 5.45 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 21.53 ล้านบาท ภายในไม่ถึง 6 ชั่วโมง

กางกฎหมาย! การสลายการชุมนุมตามหลักสากลคืออะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635731

วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 14:31 น.กางกฎหมาย! การสลายการชุมนุมตามหลักสากลคืออะไรตำรวจไทยยืนยันปฏิบัติตามหลักสากล แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนบอกขัดหลักกฎหมาย  

การชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการใช้ตำรวจปราบจลาจล พร้อมโล่ กระบอง และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม โดยเริ่มจากการกระชับพื้นที่ ประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายใน 5 นาที เมื่อผู้ชุมนุมไม่เลิกจึงเกดการปะทะกันบริเวณบีทีเอสสถานีสยาม

จากนั้นฝ่ายตำรวจเริ่มใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงทั้งน้ำธรรมดาและน้ำสีฟ้าฉีดใส่ผู้ชุมนุมหลายครั้ง โดยอ้างว่าได้ทำตาม “หลักสากล” หลักสากลที่ตำรวจไทยอ้างกำหนดไว้ว่าอย่างไรเรามาดูกัน

1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ซึ่งไทยลงนามรับรองเมื่อปี 1996 ข้อ 21 กำหนดว่า  สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติหรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

2.หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles of the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials) ที่รับรองโดยสหประชาชาติครั้งที่ 8 ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อจำเลย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 7 กันยายน 2533 ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ข้อ 12 กำหนดว่า ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายและโดยสงบ ซึ่งถ้าหากมีการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้กำลังนั้นก็จะต้องเป็นไปอย่างจำกัดตามหลักการที่ว่า

-หากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้ใช้เท่าที่จำเป็น

-หากเป็นการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจใช้อาวุธได้ หากไม่สามารถใช้มาตรการอื่นที่อันตรายน้อยกว่านี้ได้

3.หลักปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials) ที่ได้รับการรับรองโดยมติที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติที่ 34/169 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2522   ข้อ 2 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องเคารพและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน

และในข้อ 3 ได้ระบุว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งและเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

4.แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ของ OHCHR ได้กำหนดวิธีการใช้อาวุธแต่ละประเภทไว้ชัดเจน ดังนี้

-ปืนใหญ่ฉีดน้ำ หรือ Water Canon ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะสลายการรวมกลุ่ม เพื่อปกป้องทรัพย์สินหรือหยุดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง

โดยทั่วไปแล้วปืนใหญ่ฉีดน้ำควรจะใช้ในสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส หรือการทำลายทรัพย์สินอย่างรุนแรงในวงกว้าง “เท่านั้น” โดยวัตถุประสงค์ที่จำเป็นและได้สัดส่วน

การตระเตรียมการใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำควรจะต้องวางแผนการอย่างดี และควรใช้ภายใต้คำสั่งที่เคร่งครัด ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง

ปืนใหญ่ฉีดน้ำไม่ควรใช้ยิงใส่บุคคลในระดับสูง ในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระดับสอง (Secondary Injury) ความเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงอาการช็อกเพราะอุณหภูมิร่างกายต่ำลงจากน้ำเย็นในภาวะที่อากาศหนาว และความเสี่ยงจากการลื่นล้ม หรือการถูกฉีดอัดกับกำแพง การใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำนั้นต้องให้ผลที่ไม่เฉพาะเจาะจง ไม่สามารถใช้แบบเล็งไปที่ตัวบุคคลโดยเฉพาะได้

-การใช้สารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองทางเคมี (Chemical Irritants) ต้องใช้จากระยะไกลต่อกลุ่มคนที่เข้าร่วมก่อความรุนแรง มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชุมนุมกระจายตัวและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การใช้กระสุนเคมีระคายเคืองต้องไม่ยิงไปหาบุคคล หากโดนหน้าหรือหัวอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิต และต้องไม่ใช้ในพื้นที่ปิดหรือที่ไม่มีอากาศถ่ายเทพอ ไม่ควรใช้สารเคมีที่ก่อความระคายเคืองที่มีระดับของสารอันตรายสูง

ส่วนการสลายการชุมนุมนั้นต้องเป็นการสลายการชุมนุมตามขั้นตอน จากเบาสุดไปหาหนัก คือ

1.ต้องมีการประกาศเตือนก่อนว่าจะมีการเข้าไปดำเนินสลายการชุมนุม โดยการประกาศต้องทำให้ฝูงชนทราบและเข้าใจอย่างทั่วถึง

2. เมื่อประกาศเตือนแล้วไม่มีทีท่าว่าจะสลายการชุมนุมไป (โดยให้ระยะเวลาพอสมควร) เจ้าหน้าที่อาจประกาศเตือนว่าหากไม่สลายตัวไปด้วยความสมัครใจ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้น้ำฉีดใส่ฝูงชน

3. หากผู้ชุมนุมยังไม่สลายตัว เจ้าหน้าที่จะต้องประกาศถึงขั้นตอนต่อไปด้วยการใช้แก๊สน้ำตา โดยใช้แก๊สน้ำตาที่ไม่เป็นอันตราย กล่าวคือต้องเป็นชนิดที่ผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตาสามารถทำให้อาการระคายเคืองบรรเทาเบาบางลงได้ด้วยตัวเอง

4. เมื่อขั้นตอนดังกล่าวไม่อาจใช้การได้ จะมีการประกาศเตือนว่าเจ้าหน้าที่อาจจะต้องใช้กระบองเข้าควบคุมฝูงชน โดยการใช้กระบองจะใช้ได้ต่อเมื่อฝูงชนปฏิเสธที่จะสลายตัวเท่านั้น และการใช้กระบองนั้นต้องตีไปในส่วนที่ไม่เป็นอันตราย

5. หากฝูงชนไม่มีทีท่าจะสลายไป ต้องมีการประกาศเตือนถึงการใช้อาวุธปืนด้วยกระสุนตาข่ายและกระสุนยางตามลำดับอย่างชัดเจน และต้องใช้เวลากับผู้ชุมนุมในการตัดสินใจสลายการชุมนุมด้วย

6. หากสถานการณ์ยังไม่ดี และคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่อาจประกาศว่ามีความจำเป็นต้องใช้กระสุนจริง แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อป้องกันตัว หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นที่ตกอยู่ในอันตรายที่จวนตัวมากจริงๆ เท่านั้น และเจ้าหน้าที่ต้องพยายามรักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับผู้ชุมนุมด้วย

7. หากมีความจำเป็นที่จะต้องยิงจริงๆ การยิงควรเป็นการเล็งยิงในที่ต่ำ และเป็นการเล็งยิงไปในส่วนของฝูงชนที่มีลักษณะของการใช้ความรุนแรงมากที่สุดเท่านั้น

8. แผนกปฐมพยาบาลจะต้องเตรียมการไว้เสมอเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

ปฏิกิริยาโลกหลังการสลายการชุมนุม

สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (FORUM-ASIA) ระบุว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง การจับกุมโดยพลการ และการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่เป็นไปตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ การกระทำของรัฐบาลเป็นการปิดปากผู้ประท้วงที่พยายามเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปซึ่งเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่

ด้านฮิวแมนไรส์วอทช์ระบุว่า การใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบของเจ้าหน้าที่ตำรวจขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

สื่อนอกมองรัฐบาลไทยเจอศึกหนักรับมือม็อบคนรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635722

วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 13:00 น.สื่อนอกมองรัฐบาลไทยเจอศึกหนักรับมือม็อบคนรุ่นใหม่เจาะมุมมองสื่อต่างชาติต่อประชุมนุมประท้วงของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในประเทศไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า การประท้วงตลอดช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมามักจะจบลงด้วยการใช้มาตรการปราบปรามหรือการออกมายึดอำนาจของทหาร แล้วคนไทยก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติจนกว่าจะมีการประท้วงครั้งใหม่เกิดขึ้น วงเวียนเป็นวงจรอยู่เช่นนี้

ทว่าครั้งนี้รัฐบาลไทยต้องเผชิญปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เพราะนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเรียกร้องอำนาจเพื่อตัวเอง แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบการเมืองที่เอื้อให้เกิดรัฐประหารมาแล้วถึง 20 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2475

บลูมเบิร์กระบุต่อว่า การประท้วงครั้งนี้ใช้กลยุทธ์คล้ายกับการประท้วงในฮ่องกง ซึ่งรัฐบาลจะต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดรุนแรงขึ้นในการหยุดยั้งคนรุ่นใหม่ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดการเสียชีวิตดังที่ทหารเคยใช้ความรุนแรงกับปราบปรามการประท้วงเมื่อปี 2516, 2519, 2535 และปี 2553

บลูมเบิร์กมองว่า ถึงแม้ว่าจะหยุดยั้งการชุมนุมได้สำเร็จ แต่รัฐบาลก็ยังต้องหาแนวทางในการสกัดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล รวมทั้งชี้แจงความไม่พอใจต่างๆ ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียม การคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบที่เป็นเชื้อไฟให้เกิดการประท้วง

ฐิติพล ภักดีวานิช คณะบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเผยกับบลูมเบิร์กว่า “เนื่องจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดีย ดังนั้นแรงกระตุ้นของการเคลื่อนไหวจึงยังคงอยู่ในนั้น” และกล่าวเสริมอีกว่า แกนนำคนใหม่จะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ หลังแกนนำคนอื่นๆ ถูกจับ แผนการของรัฐบาลอาจจะส่งผลตรงกันข้าม และทำให้ผู้คนออกมาร่วมประท้วงมากขึ้น

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เข้าร่วมการชุมนุมเพราะกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และยังรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับระบบการเมืองแบบยุคสงครามเย็นที่ปล่อยให้ทหารและการบวนการยุติธรรมมีอำนาจมากกว่านักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา

“ถ้าคุณถามว่าใครสนับสนุนพวกเขา ความอึดอัดคับข้องใจนั่นแหละที่เป็นตัวสนับสนุน การจะยุติความคับข้องใจนี้ได้ต้องอาศัยการประนีประนอมรอมชอม การเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูป ซึ่งเรายังมองไม่เห็นในขณะนี้ เราเห็นแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม”

ด้านเควิน ฮิวอิสสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยและศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาแชเปิลฮิลล์เผยว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ไม่เคยแสดงความจริงใจในการประนีประนอม และการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ชุมนุมน่าจะดำเนินต่อไป

“รัฐบาลคงคิดว่าถ้าจับคนเข้าคุกไม่กี่คนคงจะพอ แต่กลับกลายเป็นว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้ไม่กลัว ผมเห็นนักเรียนหญิงอายุ 15 ในเครื่องแบบปีนรั้วกั้นออกมาเผชิญหน้ากับตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในเมืองไทย”

ผู้แทนยูเอ็นทวีตห่วงเหตุสลายชุมนุม แนะรัฐบาลไม่ควรปิดกั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635709

วันที่ 17 ต.ค. 2563 เวลา 10:17 น.ผู้แทนยูเอ็นทวีตห่วงเหตุสลายชุมนุม แนะรัฐบาลไม่ควรปิดกั้นผู้แทนรายงานพิเศษด้านเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคมขององค์การสหประชาชาติ กังวลการปราบผู้ชุมนุมของรัฐบาลไทย

คลีมอนต์ ยาเลสซอสซี โวเล ผู้แทนรายงานพิเศษด้านเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคมขององค์การสหประชาชาติ ทวีตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ @cvoule ถึงสถานการณ์การฉีดน้ำสลายการชุมนุมเมื่อคืนวานนี้ (16 ต.ค.) ว่า “ผมรู้สึกกังวลเกี่ยวกับข่าวคราวการปราบปรามการชุมนุมในประเทศไทย การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและการจับกุมในกรุงเทพฯ ขัดขวางเสรีภาพในการชุมนุม รัฐบาลต้องอนุญาตให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธิของพวกเขาและพยายามหาทางเจรจา ไม่ใช้สกัดกั้นพวกเขา”

ในเวลาต่อมาบรรดาผู้ใช้ทวิตเตอร์ได้นำภาพเหตุการณ์ฉีดน้ำสลายการชุมนุมไปทวีตตอบกลับข้อความของโวลาหลายพันทวีต และมีการรีทวีตไปแล้วกว่า 109,400 ครั้ง (ณ เวลา 10.19 น. ของวันที่ 17 ต.ค.)

I’m very worried about the information on crackdown on protesters in #Thailand.The “severe state of emergency”declared &the arrests in Bangkok are stifling freedom of assembly. The government needs to allow protesters to exercise their rights & seek dialogue, not suppress them.”— UN Special Rapporteur Freedom of Association (@cvoule) October 16, 2020