ผอ.ซีไอเอชี้รัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680698

วันที่ 15 เม.ย. 2565 เวลา 11:30 น.ผอ.ซีไอเอชี้รัสเซียอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ในยูเครน

ซีไอเอกังวลความสิ้นหวังที่จะได้ชัยชนะเหนือยูเครนอาจทำให้ปูตินใช้อาวุธนิวเคลียร์

New York Times รายงานว่า วิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ตอบคำถามหลังกล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจียว่า ความสิ้นหวังที่อาจเกิดขึ้นของ วลาดิมีร์ ปูติน ในการกำชัยชนะในยูเครน อาจทำให้เขาตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์

เบิร์นส์กล่าวว่า ความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ แม้จะเป็นการยิงเตือนก็ตาม ทำให้สหรัฐกังวลอย่างมาก ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหลักฐานในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการวางกำลังทหารหรือการเคลื่อนย้ายอาวุธที่จะบ่งชี้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวใกล้จะเกิดขึ้น แม้ว่าปูตินจะขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หลายครั้งก็ตาม

“เมื่อพิจารณาถึงความสิ้นหวังที่อาจเกิดขึ้นของประธานาธิบดีปูตินและผู้นำรัสเซีย เมื่อพิจารณาถึงความพ่ายแพ้ที่พวกเขาเผชิญมาจนถึงตอนนี้ในด้านการทหาร พวกเราไม่มีใครกล้ามองว่าภัยคุกคามจากความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี หรืออาวุธนิวเคลียร์ที่มีการทำลายล้างต่ำเป็นเรื่องเล็กน้อย” เบิร์นส์กล่าว

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐคาดการณ์ว่ารัสเซียมีอาวุธลักษณะนี้ไว้ในครอบครอง ประมาณ 2,000 ลูก

REUTERS/Marko Djurica

รัสเซียยอมรับเรือธง Moskva จมลงทะเลดำแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680695

วันที่ 15 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.รัสเซียยอมรับเรือธง Moskva จมลงทะเลดำแล้ว

เรือรบ Moskva ของรัสเซียจมทะเลดำหลังระเบิดรุนแรงจนไฟไหม้

สำนักข่าว Tass รายงานโดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียว่า เรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถี Moskva ซึ่งเป็นเรือหลักของกองเรือทะเลดำของรัสเซียที่ใช้โจมตียูเครนทางทะเล จมลงในทะเลดำแล้ว หลังจากเกิดระเบิดรุนแรงจนไฟลุกไหม้

“ระหว่างการลากจูงเรือ Moskva กลับเข้าสู่ท่าเรือ เรือได้สูญเสียการทรงตัวเนื่องจากความเสียหายที่ตัวเรือได้รับจากการเกิดไฟไหม้เพราะอาวุธระเบิด ในสภาพทะเลที่มีคลื่นลมเรือจึงจมลง” กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ

กระทรวงกลาโหมย้ำว่ามีการอพยพลูกเรือออกจากเรือแล้ว แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

วานนี้ได้เกิดคววามสับสนเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเรือ Moskva ที่ลอยลำในทะเลดำ โดยฝั่งรัสเซียอ้างว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นบนเรือ ส่งผลให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่อยู่บนเรือระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้เรือเสียหายอย่างหนัก แต่ฝั่งยูเครนบอกว่า ได้ยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือเนปจูน 2 ลูกใส่เรือ

การจมของเรือ Moskva ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพรัสเซียซึ่งน่าจะมีผลทางยุทธศาสตร์ตามมา ทว่านักวิเคราะห์บางคนมองว่าการสูญเสียเรือจะไม่ทำให้แนวทางการทำสงครามเปลี่ยน

ถึงอย่างนั้น การโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือเนปจูน (หากได้รับการยืนยัน) จะเป็นสัญญาณสำคัญของขีดความสามารถทางการทหารของยูเครนและอาจเป็นเครื่องยับยั้งการโจมตีทางเรือของรัสเซีย ทั้งยังเป็นการโจมตีครั้งสำคัญของยูเครนต่อเรือรบรัสเซียที่ลอยลำอยู่กลางทะเล ไม่ใช่จอดนิ่งที่ท่าเรือ

ทั้งนี้ การจมของเรือ Moskva ถือเป็นการสูญเสียเรือรบครั้งที่ 2 ของรัสเซียนับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานยูเครน โดยเมื่อเดือน มี.ค. เรือรบซาราตอฟ (Saratov) ได้รับความเสียหายจากการที่ยูเครนโจมตีท่าเรือในเมืองท่าเบอร์เดียนสก์ในทะเลอาซอฟของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึด

REUTERS/Alexey Pavlishak/File Photo

รัสเซียขู่เสริมอาวุธนิวเคลียร์ถ้าฟินแลนด์-สวีเดนเป็นสมาชิกนาโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680676

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 16:54 น.รัสเซียขู่เสริมอาวุธนิวเคลียร์ถ้าฟินแลนด์-สวีเดนเป็นสมาชิกนาโต

หลังจากเป็นกลางทางทหารมานาน ฟินแลนด์กับสวีเดนกำลังพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตหลังรัสเซียบุกยูเครน

Bloomberg รายงานว่า รัสเซียขู่จะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งในและรอบๆ ภูมิภาคทะเลบอลติก หากฟินแลนด์และสวีเดนเข้าเป็นสมาชิกนาโต (NATO)

ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซียและอดีตประธานาธิบดีเผยว่า “ในกรณีนี้ จะไม่มีการพูดถึงสถานะปลอดนิวเคลียร์สำหรับบอลติก” ซึ่งชี้ว่ารัสเซียอาจติดตั้งขีปนาวุธอิสกันเดอร์ (Iskander) อาวุธไฮเปอร์โซนิก หรืออาวุธความเร็วเหนือเสียง และเรือที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค

ทั้งนี้ หลังจากอยู่ในสถานะเป็นกลางทางทหารมานาน ทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ต่างเผยท่าทีว่ากำลังพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครน

เมดเวเดฟหวังว่า “เหตุผล” จะอยู่เหนือสิ่งอื่นใด และทั้งสองประเทศจะตัดสินใจไม่เข้าร่วมนาโต แต่หากเข้าร่วม พรมแดนทางบกของรัสเซียกับนาโตจะมีความยาวเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และในกรณีนี้ “เราจำเป็นต้องเสริมกำลังทางบกและต่อต้านอากาศยานของเราอย่างจริงจัง และส่งกำลังนาวิกโยธินจำนวนมากไปประจำการในอ่าวฟินแลนด์”

แม้ว่าการตัดสินใจของฟินแลนด์และสวีเดนจะมาจากการรุกรานยูเครน แต่เมดเวเดฟโต้ว่าไม่ควรโทษการกระทำของรัสเซีย และบอกว่าแม้ว่าการขัดขวางไม่ให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโตคือเป้าหมายหลักของปฏิบัติการของรัสเซีย แต่สถานการณ์ของฟินแลนด์และสวีเดนไม่เหมือนกับยูเครน

“เราไม่มีข้อพิพาทด้านดินแดนกับทั้งสองประเทศอย่างที่เรามีกับยูเครน ด้วยเหตุผลนั้นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเป็นสมาชิกของพวกเขาจึงแตกต่างกันสำหรับเรา”

ด้าน อาร์วีดัส อานูเซาสกัส รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมลิทัวเนียเผยว่า รัสเซียติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคบอลติกเรียบร้อยแล้ว

อานูเซาสกัสเผยกับ BNS ว่า รัสเซียติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราดในทะเลบอลติกตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามยูเครน “ภัยคุกคามจากรัสเซียในขณะนี้ค่อนข้างแปลก แม้จะไม่มีสถานการณ์ด้านความมั่นคงในปัจจุบัน แต่พวกเขายังติดตั้งอาวุธห่างจากพรมแดนลิทัวเนีย 100 กิโลเมตร”

“อาวุธนิวเคลียร์ถูกเก็บไว้ที่คาลินินกราดมาตลอด…ประชาคมโลก ประเทศในภูมิภาคนี้ต่างทราบเรื่องนี้อย่างดี…พวกเขาใช้มันข่มขวัญ” อานูเซาสกัสเผย

ทั้งนี้ คาลินินกราดซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลบอลติกอยู่ตรงกลางระหว่างลิทัวเนียและโปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต

Sputnik/Yulia Zyryanova/Pool via REUTERS

รัสเซียพร้อมขายน้ำมันให้ ‘ประเทศที่เป็นมิตร’ แบบไม่เกี่ยงราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680664

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 14:00 น.รัสเซียพร้อมขายน้ำมันให้ ‘ประเทศที่เป็นมิตร’ แบบไม่เกี่ยงราคา

ธุรกิจน้ำมันและก๊าซของรัสเซียเผชิญความท้าทายจากมาตรการคว่ำบาตรและการบอยคอตจากการรุกรานยูเครน

Business Insider รายงานว่า นิโคไล ชุลกินอฟ (Nikolai Shulginov) รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของรัสเซียเผยกับหนังสือพิมพ์ Izvestia ว่า รัสเซียพร้อมขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันแก่ “ประเทศที่เป็นมิตร” โดย “ไม่เกี่ยงราคา”

ชุลกินอฟเผยกับ Izvestia ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจแตะที่ 80-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในทางทฤษฎี แต่รัสเซียให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจน้ำมันของรัสเซียจะยังเดินหน้าต่อไปได้มากกว่า

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานนน้ำมันโลกพุ่งไปที่เกือบ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนจะลดลงมาเหลือ 100 เหรียญสหรัฐเมื่อวันพุธ

อย่างไรก็ดี ชุลกินอฟไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่เป็นมิตรที่เขาเอ่ยถึง แต่อินเดียและจีนเป็นสองประเทศที่ซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย

ปีที่แล้วอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกซื้อน้ำมันจากรัสเซียราว 12 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 2% ของน้ำมันที่อินเดียนำเข้าทั้งหมด

ส่วนจีน Reuters รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า แม้ว่าโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศยังไม่เซ็นสัญญาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่โรงกลั่นเอกชนรายเล็กยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างระมัดระวัง

รัสเซียเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ของโลก จากการคาดการณ์ประจำเดือน เม.ย. ของ Bloomberg Economics ระบุว่า แม้จะถูกคว่ำบาตรและบอยคอต รัสเซียจะยังคงมีรายได้จากการส่งออกพลังงานในปี 2022 เกือบ 321 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่ารายได้ของปี 2021 ถึง 36%

ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการคลังรัสเซียที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุว่า รายได้จากน้ำมันและก๊าซประจำเดือน มี.ค. ต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังรัสเซียคาดการณ์ไว้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ถึง 38%

REUTERS/Maxim Shemetov/File Photo

ยังไม่ถอย! สีจิ้นผิงย้ำการยึดมั่นนโยบาย ‘โควิดเป็นศูนย์’ จะนำมาสู่ชัยชนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680673

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 16:00 น.ยังไม่ถอย! สีจิ้นผิงย้ำการยึดมั่นนโยบาย ‘โควิดเป็นศูนย์’ จะนำมาสู่ชัยชนะ

แม้ประเทศอื่นๆ จะผ่อนคลายมาตรการสกัด Covid-19 กันแล้ว แต่ผู้นำจีนยืนยันจะยึดมั่นมาตรการ zero-Covid ต่อไป

Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเผยว่า จีนต้องยึดมั่นในนโยบายการกวาดล้าง Covid-19 ที่เข้มงวด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกยังน่าห่วง ทั้งยังยืนยันว่าการล็อกดาวน์จะนำมาสู่ชัยชนะในที่สุด

สีจิ้นผิงกล่าวระหว่างเดินทางเยือนมณฑลไห่หนาน หรือไหหลำว่า “เราต้องยืนหยัดในการให้ผู้คนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ชีวิตอยู่เหนือสิ่งอื่นใด…เราต้องยึดมั่นในความเที่ยงตรงของวิทยาศาสตร์ ในมาตรการ zero-Covid (โควิดเป็นศูนย์) ที่ทรงพลัง การระบาดทั่วโลกในปัจจุบันยังคงรุนแรงมาก และเราไม่สามารถผ่อนคลายการป้องกันและควบคุม ความอดทนคือชัยชนะ”

นโยบาย zero-Covid ที่เข้มงวดของจีนส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องถูกล็อกดาวน์ ทั้งยังมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจจีน

ขณะนี้ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของจีนอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน โดยประชาชนราว 25 ล้านคนอยู่ภายใต้คำสั่งล็อกดาวน์

วันนี้ทางการเซี่ยงไฮ้เผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการรายวันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25,146 ราย ส่วนติดเชื้อแบบแสดงอาการอยู่ที่ 2,573 รายจาก 1,189 รายในวันก่อนหน้า

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนเผยแพร่คำแนะนำในการกักตัวอยู่ที่บ้านในเพจโซเชียลมีเดียวานนี้ โดยประกาศดังกล่าวเพิ่มความหวังให้ชาวจีนว่าอาจมีการผ่อนคลายมาตรการกักตัวในศูนย์กักตัวของทางการ ที่กำหนดให้ผู้ที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อยต้องเข้ากักตัวด้วย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในเซี่ยงไฮ้ยังไม่ส่งสัญญาณการเปลี่ยนยุทธศาสตร์รับมือการระบาด

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่าที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเซี่ยงไฮ้ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องแม้จะมีการล็อกดาวน์แล้วส่วนหนึ่งเกิดจากผลการตรวจหาเชื้อที่คั่งค้างอยู่ และเป็นเพราะมีการแพร่เชื้อระหว่างคนในครอบครัว

Pool via REUTERS/Anthony Wallace

รัสเซียชี้โจมตีขบวนส่งอาวุธจากนาโตให้ยูเครนเป็นเรื่องชอบธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680658

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 12:20 น.รัสเซียชี้โจมตีขบวนส่งอาวุธจากนาโตให้ยูเครนเป็นเรื่องชอบธรรม

รัสเซียขู่ตอบโต้การแทรกแซงของชาติตะวันตกและนาโตในยูเครนชี้เป็นเรื่องชอบธรรม

Russia Today รายงานว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก รีอับคอฟ (Sergey Ryabkov) เตือนว่า รัสเซียจะถือว่าขบวนขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศสมาชิกนาโต (NATO) มายังยูเครนเป็นเป้าหมายที่จะถูกโจมตีโดยชอบธรรมทันทีที่ขบวนดังกล่าวล่วงเข้ามาในเขตประเทศยูเครน

“เราขอเตือนว่าการขนส่งอาวุธของสหรัฐและนาโต้ข้ามเข้ามาในอาณาเขตยูเครนถือเป็นเป้าหมายที่จะถูกโจมตีโดยชอบธรรม” รีอับคอฟกล่าว

รีอับคอฟกล่าวว่า รัสเซียไม่สามารถติดต่อกับสหรัฐได้ตามปกติ เมื่อพิจารณาว่า “วอชิงตันไม่สะทกสะท้านในการสนับสนุนเจตนารมณ์ทางทหารของเคียฟ [และ] การจัดหาอาวุธสมัยใหม่” เข้ามาในยูเครนโดยสมาชิกนาโต และอธิบายต่อว่า ขณะนี้เป้าหมายของรัสเซียคือการทำให้สหรัฐและพันธมิตรเข้าใจอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะใช้วิธีการที่รุนแรงเพื่อตอบโต้ความพยายามสกัดกั้นกองทัพของรัสเซียในยูเครน

Russia Today ระบุว่า รัสเซียรักษาท่าทีดังกล่าวมาตลอดนับตั้งแต่ช่วงแรกของการทำสงครามยูเครน โดยสัปดาห์นี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 จำนวน 4 ชุดที่ประเทศในยุโรปซึ่งยังไม่มีการระบุว่ามาจากประเทศใดบ้างส่งมาให้ยูเครน

Russia Today ระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศดังกล่าวน่าจะมาจากสโลวะเกีย ซึ่งประกาศว่าบริจาค S-300 ให้ยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทว่านายกรัฐมนตรี เอดูอาร์ด เฮเกอร์ ของสโลวะเกียโต้กลับว่าข้อกล่าวอ้างของรัสเซียเป็นโฆษณาชวนเชื่อ

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว TASS ของรัสเซีย รีอับคอฟเผยอีกว่า สหรัฐปฏิเสธโดยพฤตินัยที่จะให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับห้องวิจัยอาวุธชีวภาพที่ได้รับทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐในยูเครน และว่า การไม่ให้คำตอบที่เหมาะสมต่อคำถามที่ชอบธรรม “ยืนยันว่าความกังวลของเรามีมูล”

รีอับคอฟยังเผยว่า ความพยายามของสหรัฐจะสร้างความเสียหายให้กับรัสเซียผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ตรงกันข้ามกับ “ความคาดหวังที่ว่ารัสเซียจะยอมจำนนตามที่ตะวันตกเชื่อ

รีอับคอฟชี้ว่า มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวส่งผลกระทบกับชาติตะวันตกและธุรกิจต่างๆ ด้วย และแม้ว่าการคว่ำบาตรจะชะลอการพัฒนาของรัสเซีย แต่ในระยะยาวจะไม่สามารถหยุดยั้งรัสเซียได้

วอชิงตัน “รู้สึกหงุดหงิดกับการให้ความสำคัญกับของเรากับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการการันตีว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าอย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมของแรงกดดันจากต่างประเทศที่ไม่เคยมีมาก่อน” รีอับคอฟกล่าว

REUTERS/Jiri Skacel

รัสเซียอ้างทหารยูเครนนับพันในมารีอูปอลยอมแพ้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680651

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 10:42 น.รัสเซียอ้างทหารยูเครนนับพันในมารีอูปอลยอมแพ้แล้ว

สื่อรัสเซียเผยแพร่ภาพทหารยูเครนในเมืองมารีอูปอลกว่า 1,000 นายยอมวางอาวุธ

Reuters รายงานว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า ทหารยูเครน 1,026 นายจากกองพันนาวิกโยธินที่ 36 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ 162 รายในเมืองมารีอูปอลประกาศยกธงขาวยอมแพ้ต่อรัสเซียแล้ว

“ในเมืองมารีอูปอล ใกล้กับบริษัท Ilyich Iron and Steel Works ทหารยูเครน 1,026 นายจากกองพันนาวิกโยธินที่ 36 ได้วางอาวุธยอมแพ้โดยสมัครใจ อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของปฏิบัติการของกองทัพรัสเซียและกองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ

สถานีโทรทัศน์ของรัสเซียเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นทหารยูเครนที่ยอมแพ้ โดยในคลิปผู้ชายที่สวมเครื่องแบบทหารซึ่งไม่มีอาวุธ ชูมือเหนือศีรษะยอมแพ้กำลังเดินไปหาทหารที่ถือปืนไรเฟิงคุมเชิงอยู่

อีกคลิปหนึ่งนาวิกโยธิน 4 นายเดินออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายโดยช่วยกันแบกผู้บาดเจ็บรายหนึ่งที่นอนอยู่บนเปลหาม และหนึ่งใน 4 นายถือธงขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้ โดยผู้บาดเจ็บถูกแยกขึ้นรถบัสสีเหลือง

ด้าน โอเล็กซานเดอร์ โมตุซยานิค โฆษกกระทรวงกลาโหมยูเครนเผยว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลว่าทหารยูเครนยอมแพ้ตามที่รัสเซียกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมืองมารีอูปอลซึ่งเป็นเมืองท่าหลักในทะเลอะซอฟถือเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซีย หากถูกยึดเมืองนี้จะเป็นเมืองสำคัญเมืองแรกของยูเครนที่ตกอยู่ในมือรัสเซียนับตั้งแต่เปิดฉากสงคราม

การยึดเมืองมารีอูปอลจะช่วยเชื่อมต่อเส้นทางทางบกของรัสเซียระหว่างภูมิภาคดอนบัสและภูมิภาคไครเมียซึ่งรัสเซียผนวกเป็นดินแดนของตัวเองเมื่อปี 2014

RURTR/via Reuters TV/Handout via REUTERS

ทำไมฟินแลนด์รอดเงื้อมมือรัสเซียและเป็นกลางได้? (แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นอีกแล้ว)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680631

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 19:24 น.ทำไมฟินแลนด์รอดเงื้อมมือรัสเซียและเป็นกลางได้? (แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นอีกแล้ว)

ฟินแลนด์กำลังพิจารณายุติสถานะเป็นกลางด้านการทหารที่ธำรงมาได้นานหลายทศวรรษ และกำลังจะพิจารณาเป็นสมาชิกของนาโต โดยชี้ว่าการรุกรานยูเครนทำให้ฟินแลนด์ต้องเปลี่ยนท่าทีไปตลอดกาล

1. สิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์รักษาเอกราชมาได้แทนที่จะถูกผนวกโดยสหภาพโซเวียต/รัสเซีย คือหลักการที่เรียกว่า “การทำให้เป็นฟินแลนด์” (Finlandization) ซึ่งทุกวันนี้หมายถึงการที่ประเทศที่มีอำนาจประเทศหนึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดเล็กกว่าละเว้นจากการต่อต้านหลักการนโยบายต่างประเทศของประเทศใหญ่ ส่วนประเทศใหญ่ก็จะปล่อยให้ประเทศเล็กที่ไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับตนรักษาความเป็นอิสระเล็กน้อยและระบบการเมืองของตนเองเอาไว้ได้

2. Finlandization เกิดขึ้นจากการใช้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตที่มีต่อนโยบายของฟินแลนด์ในช่วงสงครามเย็น ก่อนหน้านั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตแม้ว่าจะทำข้อตกลงกับนาซีเยอรมันแต่ก็ระแวงว่านาซีจะเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตเช่นกัน และมองว่าฟินแลนด์คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องยึดกุมไว้เพื่อต้านทานการบุกของนาซีที่อาจเกิดขึ้นได้ สหภาพโซเวียตจึงต่อรองของพื้นที่จากฟินแลนด์ แต่ตกลงกันยังไม่ได้ สหภาพโซเวียตก็รุกรานฟินแลนด์เสียก่อนเรียกว่า “สงครามฤดูหนาว” ซึ่งฟินแลนด์สามารถต้านทานได้อย่างเหลือเชื่อ

3. แต่หลังจากนั้นนาซีเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียตในที่สุด แต่ทว่าต้องพ่ายแพ้กลับไป กอปรกับสหภาพโซเวียตกลายเป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตกแล้ว ฟินแลนด์ที่ต้องถ่วงดุลมหาอำนาจทุกฝ่ายอย่างยากลำบาก แม้จะต้านสหภาพโซเวียตเอาไว้ได้ ก็เริ่มคิดว่าตนเองเริ่มอยู่ตามลำพังไม่มีมหาอำนาจไหนมาช่วย จึงเริ่มคิดหาแนวนโยบายใหม่ที่จะทำให้ตนรักษาเอกราชเอาไว้ได้ เพราะเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวหากไม่ถูกสหภาพโซเวียตผนวกไป (เช่น เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย) ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลอำนาจของสหภาพโซเวียต (เช่น โปแลนด์)

4. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไม่นาน ฟินแลนด์จึงใช้หลักการนโยบายต่างประเทศที่เรียกว่า “หลักกการพาอาซิคิวี-เคกโคเนน  (Paasikivi–Kekkonen doctrine) ตามชื่อของประธานาธิบดียูโฮ คุสติ พาอาซิคิวี (Juho Kusti Paasikivi) แห่งฟินแลนด์ และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา คือ ประธานาธิบดีอูร์โฮ  เคกโคเนน (Urho Kekkonen) หลักการนี้มุ่งเป้าไปที่ความอยู่รอดของฟินแลนด์ในฐานะประเทศอิสระที่ปกครองโดยมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ และใช้ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมแม้จะตั้งอยู่ประชิดกับสหภาพโซเวียต 

5. แม้จะต้านทานการรุกรานได้ แต่เพื่อรักษาเอกราชเอาไว้จากการถูกรุกรานเต็มที่ ฟินแลนด์ต้องยอมตกลงกับสหภาพโซเวียต โดยยกพื้นที่เกือบ 10% ของอาณาเขตของตนรวมถึงเมืองวิอิพูริ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของฟินแลนด์ ให้สหภาพโซเวียต จ่ายเงินจำนวนมาก การชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามแก่สหภาพโซเวียต ดังนั้น เพื่อรักษาสถานะของตัวเองหลังสงครามให้มั่นคงยิ่งขึ้น ฟินแลนด์จึงต้องทำข้อตกลงกับสหภาพโซเวียตให้ชัดเจนกันอีกครั้ง

6. ฟินแลนด์และสหภาพโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพปารีสในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เนื้อหาคือ 

  • การจำกัดขนาดของกองกำลังป้องกันประเทศฟินแลนด์
  • ยกพื้นที่เพตซาโม บนชายฝั่งอาร์กติกให้เป็นของสหภาพโซเวียต
  • การปล่อยเช่าคาบสมุทรพอร์กกาคา นอกกรุงเฮลซิงกิให้กับโซเวียตเพื่อใช้เป็นฐานทัพเรือเป็นเวลา 50 ปี (ต่อมาคืนก่อนกำหนด)
  • การให้สหภาพโซเวียตเดินทางขนส่งโดยเสรีในพื้นที่นี้ไปยังทั่วอาณาเขตของฟินแลนด์
  • และการชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามให้กับสหภาพโซเวียตเป็นเงิน 300 ล้านดอลลาร์ทองคำ

7. ต่อมา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 ฟินแลนด์ได้ลงนามในข้อตกลงมิตรภาพ “ความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับสหภาพโซเวียต” ภายใต้ข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี้ ฟินแลนด์มีพันธะที่จะต้องต่อต้านการโจมตีด้วยอาวุธโดย “เยอรมนีหรือพันธมิตร” (หมายถึงนาโต) ต่อฟินแลนด์หรือต่อสหภาพโซเวียตผ่านทางฟินแลนด์ (และหากจำเป็นฟินแลนด์ต้องรับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต)

8. ข้อตกลงนี้ แลกกับการที่สหภาพโซเวียตยอมรับความปรารถนาของฟินแลนด์ที่จะอยู่นอกเหนือความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ข้อตกลงนี้ได้รับการต่ออายุเป็นเวลา 20 ปีในปี พ.ศ. 2498 ในปี พ.ศ. 2513 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2526 ทำให้ฟินแลนด์สามารถรักษาเอกราชในกิจการภายในได้ เช่น ระบบรัฐสภาหลายพรรค และไม่เข้าร่วมกลุ่มยุโรปตะวันออก (ภายใต้อิทธิพลโซเวียต) และห้ามเข้าร่วมนาโตหรือร่วมเป็นพันธมิตรอื่นๆ อย่างเปิดเผยกับตะวันตก และนโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์มักถูกจำกัดด้วย

9. แม้จะมีข้อตกลงพวกนี้ แต่กองทัพโซเวียตมีหน่วยเฉพาะที่จะใช้เตรียมพร้อมที่จะบุกเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์จากทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย (ในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ในกรณีที่เกิดสงคราม แผนซึ่งมีการอัปเดตตลอดนี้ ถูกทิ้งไปหลังการถอนทหารโซเวียตออกจากเอสโตเนีย หลังจากที่เอสโตเนียได้รับเอกราชในปี 2534

10. หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ฟินแลนด์ก็ยังพยายามรักษา “ความเป็นกลาง” เอาไว้อย่างเข้มงวด จนถึงช่วงที่รัสเซียเริ่มที่ผงวดขึ้นมาอีกครั้งหลังการมีอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน ฟินแลนด์ก็ยังไม่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของนาโต ทั้งๆ ที่นาโตใช้นโยบาย “รุกตะวันออก” เพื่อเก็บเกี่ยวสมาชิกใหม่ซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงฟินแลนด์ที่เคยถูกสหภาพโซเวียตผนวกไป (เช่น เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย) หรือที่อยู่ใต้อิทธิพลอำนาจของสหภาพโซเวียต (เช่น โปแลนด์)

11. ฟินแลนด์รักษาสถานะ Finlandization อย่างมั่นคง จนกระทั่งรัสเซียแทรกแซงยูเครนครั้งแรกและตามด้วยการเพิ่มกำลังรายล้อมยูเครนในปี พ.ศ. 2564 ทำให้ฟินแลนด์เริ่มที่จะแสดงท่าทีใหม่ แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้กดดันฟินแลนด์ (รวมถึงสวีเดนที่ยังไม่เป็นสมาชิกนาโต) ให้ละเว้นจากการเข้าร่วมนาโต รัสเซียอ้างว่าการที่นาโตเชิญทั้งสองประเทศเข้าร่วมกลุ่มอย่างไม่ลดละ จะมีผลกระทบทางการเมืองและการทหารที่สำคัญ ซึ่งจะคุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคนอร์ดิก นอกจากนี้ รัสเซียมองว่าการรวมฟินแลนด์เป็นสมาชิกนาโต เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติของรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในฟินแลนด์ได้หากฟินแลนด์เข้าร่วมนาโต

12. อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดี เซาลี นีนิสเตอ (Sauli Niinistö) ของฟินแลนด์ได้ยืนยันอำนาจอธิปไตยของฟินแลนด์อีกครั้งโดยระบุว่ารัฐบาลฟินแลนด์สงวนสิทธิ์ในการสมัครสมาชิกนาโต นอกจากนี้ นีนิสเตอ ยังกล่าวว่า ข้อเรียกร้องของรัสเซียคุกคาม “ระเบียบความมั่นคงของยุโรป” นอกจากนี้ เขาเชื่อว่าจำเป็นต้องมีความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ รวมทั้งฟินแลนด์ หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 การสนับสนุนจากชาวฟินแลนด์ในการเป็นสมาชิกนาโตก็เพิ่มขึ้น

13. ณ วันที่ 13 เมษายน 2565 Reuters รายงานว่านายกรัฐมนตรีซานนา มาริน แห่งฟินแลนด์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนว่าฟินแลนด์จะตัดสินใจว่าจะสมัครเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรนาโต 30 ประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่ โดยกล่าวว่า “มีมุมมองที่แตกต่างกันในการสมัครสมาชิกนาโต หรือไม่ควรสมัคร และเราต้องวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้อย่างระมัดระวัง”

รายงานโดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680613

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 13:58 น.อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

คำเตือนจากรายงานงานด้านอวกาศของกระทรวงโหมสหรัฐ ชี้รัสเซียกับจีนหวังจะขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอวกาศรายใหม่ของโลก

ตามรายงานของสำนักงานข่าวกรองด้านความมั่นคง (Defense Intelligence Agency) ฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ชื่อ Challenges to Security in Space 2022 ระบุว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จีนและรัสเวียจะปรับใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ ขีปนาวุธ และอาวุธนอกอวกาศอื่นๆ ที่มีความสามารถมากขึ้น ที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำลายหรือทำลายดาวเทียมที่กองทัพสหรัฐฯ 

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2019 ถึงปี 2021 กองยานอวกาศที่ปฏิบัติอยู่จีนและรัสเซียเติบโตขึ้นรวมกันประมาณ 70% การขยายตัวล่าสุดและต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากช่วงการเติบโต (2015–2018) ซึ่งจีนและรัสเซียได้เพิ่มกองทัพดาวเทียมรวมกันมากกว่า 200% แรงผลักดันในการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถสำหรับทั้งสองประเทศนั้นสะท้อนให้เห็นในเกือบทุกหมวดหมู่พื้นที่หลัก ทั้งในการสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM), การสำรวจระยะไกล, เกี่ยวกับการนำทาง และการสาธิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากการตระหนักถึงการที่สหรัฐฯ พึ่งพาระบบอวกาศ และท้าทายสถานะของสหรัฐฯ ในอาณาเขตอวกาศ ปักกิ่งและมอสโกพยายามกำหนดสถานะตัวเองในฐานะผู้นำด้านอวกาศ โดยตั้งใจที่จะสร้างบรรทัดฐานโลกใหม่ในด้านนี้ ด้วยการใช้ความสามารถด้านอวกาศและการต่อต้านอวกาศ ทั้งสองปรารถนาที่จะบั่นทอนความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐฯ”

รายงานระบุว่า อวกาศกำลังกลายเป็นสนามรบทางทหารมากขึ้น บางประเทศได้พัฒนา ทดสอบ และติดตั้งดาวเทียมหลายดวงและอาวุธอวกาศบางส่วน จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาระบบอวกาศใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารและลดการพึ่งพาระบบอวกาศของสหรัฐฯ เช่น Global Positioning System (GPS) ปักกิ่งและมอสโกต่างฝ่ายต่างก็ได้สร้างกองกำลังอวกาศ ในขณะที่ขีดความสามารถด้านอวกาศและอวกาศของจีนและรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งสองประเทศผนึกแนวทางด้านอวกาศเข้ากับการฝึกทหาร

“พวกเขา (จีนและรัสเซีย) ยังคงพัฒนา ทดสอบ และเพิ่มจำนวนอาวุธต่อต้านดาวเทียม (ASAT) ที่ซับซ้อนเพื่อให้ทรัพย์สินของสหรัฐและพันธมิตรตกอยู่ในความเสี่ยง ในเวลาเดียวกัน จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการตามข้อตกลงด้านอวกาศที่ไม่ใช่อาวุธในสหประชาชาติ รัสเซียแสดงความกังวลเกี่ยวกับอาวุธอวกาศเป็นประจำและกำลังดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลผูกพันข้อตกลงควบคุมอาวุธอวกาศเพื่อควบคุมสิ่งที่เห็นว่าเป็นความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ในอวกาศ” รายงานระบุ 

“ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การวิจัยด้านการป้องกันประเทศของจีนได้เสนอให้มีการพัฒนา DEWs (อาวุธพลังงานทางตรง) เพื่อตอบโต้ด้านอวกาศแบบกู้กลับได้และไม่สามารถกู้กลับได้หลายแบบ ทั้งอาวุธที่กู้กลับได้กับเซ็นเซอร์แสงแบบอิเล็กโทร-ออปติคอล และอาจทำลายส่วนประกอบดาวเทียมได้” รายงานฉบับใหม่ของเพนตากอนเกี่ยวกับความท้าทายด้านความปลอดภัยในอวกาศ ระบุ

รายงานระบุว่า จีนมีอาวุธเลเซอร์ที่ใช้ภาคพื้นดินหลายชนิดซึ่งมีระดับพลังงานต่างกันไปในการขัดขวาง ลดระดับ หรือทำลายดาวเทียม ซึ่งรวมถึงความสามารถ “จำกัด” ในการใช้ระบบเลเซอร์กับเซ็นเซอร์ดาวเทียม 

“ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 จีนอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมที่ไม่ใช่ออปติคัล” รายงานเตือน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียมีเลเซอร์บนพื้นดินหลายเครื่อง รวมถึง Peresvet ที่สามารถทำให้เซ็นเซอร์ดาวเทียมจับสัญญาณไม่ได้  รายงานระบุว่า “รัสเซียอาจจะยิงเลเซอร์ที่สามารถทำลายดาวเทียมได้มากกว่าในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 ภายในทศวรรษที่ 2030 รัสเซียอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมทุกดวง ไม่ใช่แค่ ISR แบบออปติคัลไฟฟ้า” 

ขีปนาวุธ ASAT ภาคพื้นปฏิบัติการของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดเป้าหมายระบบในวงโคจรต่ำ (LEO) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยระบุว่า ขีปนาวุธของจีนสามารถขยายไปสู่วงโคจรค้างฟ้า (GEO) ได้

“จีนอาจตั้งใจที่จะติดตามอาวุธ ASAT เพิ่มเติมที่สามารถทำลายดาวเทียมได้จนถึง GEO” ตามรายงาน

“PLA ถือว่าความสามารถของการสงครามอิเล้กทรอนิกส์ (EW) เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญสำหรับการทำสงครามสมัยใหม่ และหลักคำสอนของ PLA เน้นการใช้ EW เพื่อปราบปรามหรือล่อหลอกอุปกรณ์ของศัตรู ในการฝึกของ PLA มักรวมเอาเทคนิคการสกัดและการต่อต้านการรบกวน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายการสื่อสารบนอวกาศ ระบบเรดาร์ และระบบนำทาง GPS หลายประเภทที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางทหารและการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีการนำทางที่แม่นยำ” รายงานกล่าว

“จีนอาจกำลังพัฒนาเครื่องส่งสัญญาณรบกวนที่มุ่งเป้าไปที่ [เรดาร์รูรับแสงสังเคราะห์] รวมถึงบนแพลตฟอร์มลาดตระเวนทางทหาร การแทรกแซงดาวเทียม SAR มีแนวโน้มสูงที่จะปกป้องทรัพย์สินบนภาคพื้นด้วยการป้องกันไม่ให้ดาวเทียมถ่ายภาพและกำหนดเป้าหมายในกรณีที่มีความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตร นอกจากนี้ จีนอาจกำลังพัฒนาอุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวนเพื่อกำหนดเป้าหมาย SATCOM ผ่านย่านความถี่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการสื่อสารความถี่สูงมากที่ได้รับความคุ้มครองโดยกองทัพ” รายงานระบุ 

ส่วนรัสเซียรายงานระบุว่า “แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายต่อสาธารณะว่า Nudol เป็นระบบป้องกันขีปนาวุธ แต่ในสถานะจริงๆ ของมันก็มีความสามารถต่อต้านอวกาศ” และมีรายงานข่าวว่า รัสเซียกำลังพัฒนาขีปนาวุธ ASAT แบบยิงทางอากาศที่เรียกว่า Burevestnika ซึ่งสามารถยิงจากเครื่องบินทหารของรัสเซียและยานอวกาศเป้าหมายใน LEO ได้

ทั้งนี้ การขยายตัวของอาวุธอวกาศของจีนและรัสเซียและอาวุธต่อต้านอวกาศ รวมกับความสามารถด้านอวกาศที่เพิ่มขึ้นของต่างประเทศอื่นๆ  กำลังผลักดันให้หลายประเทศกำหนดนโยบายด้านอวกาศของตนให้เป็นทางการเพื่อให้มีสถานะที่ดีขึ้นในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อวกาศและอำนวยความสะดวกในการให้บริการพื้นที่ของตนเอง

Photo – Sputnik/Evgeny Biyatov/Kremlin via REUTERS

รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680626

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 17:10 น.รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

แม้ว่าชาติตะวันตกจะคว่ำบาตรรัสเซียเรื่อยๆ แต่รัสเซียก็ยังประกาศว่าไม่ได้ผลกระทบรุนแรงนัก เหตุผลล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาคือการเปลี่ยนสัดส่วนการถือครอง/ใช้เงินตราต่างประเทศแทนที่ดอลลาร์

สำนักข่าว RT รายงานว่า เอลวิรา นาบิอูลลินา (Elvira Nabiullina) ผู้ว่าการธนาคารแห่งรัสเซียกล่าวว่ารัสเซียมีเงินสำรองในรูปของเงินหยวนและทองคำเพียงพอที่จะจำกัดผลกระทบของการคว่ำบาตรจากตะวันตก แม้ว่าการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกจะทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียในรูปของสกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินอื่นๆ ถึงครึ่งหนึ่งถูกอายัดในต่างแดนก็ตาม

“สถานการณ์ที่ไม่ปกติและน่าตกใจนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นาบิอูลลินากล่าวในรายงานประจำปีของเธอต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ “กระบวนการที่ยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่จะนำไปสู่การหดตัวของ GDP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เศรษฐกิจรัสเซียจะสามารถกลับสู่วิถีการเติบโตได้”

ทั้งนี้ ธนาคารกลางรัสเซียลดส่วนแบ่งของเงินสำรองดอลลาร์อยู่ที่ 10.9% ณ วันที่ 1 มกราคมจาก 21.2% ในปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการถือครองยูโรเพิ่มขึ้นเป็น 33.9% จาก 29.2% ในเวลาเดียวกัน การถือครองหยวนเพิ่มขึ้นเป็น 17.1% จาก 12.8% ในปีก่อนหน้า ในขณะที่ส่วนแบ่งของทองคำทรงตัวที่ 21.5%

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ระบบการเงินของรัสเซียทำงานได้ดี และ “การจุ่โจมแบบสายฟ้าแลบ” ทางเศรษฐกิจของตะวันตกนั้นล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ปูติน กล่าวว่าเช่นกันว่า ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นในระยะกลางและระยะยาวจากความเสี่ยงของการคว่ำบาตรจะมีต่อเศรษฐกิจรัสเซีย จากการายงานของ Reuters 

Photo – REUTERS/Maxim Shemetov/Illustration