แคนาดายั่วจีน? ส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634664

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 15:35 น.แคนาดายั่วจีน? ส่งเรือรบแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แคนาดาส่งเรือรบเข้ามาในแถบนี้ แต่ตอนนี้เรือแล่นเข้ามาช่วงวิกฤตอย่างมาก

ตามปกติแล้วแคนาดาพยายาวางตัวเป็นกลางจากความขัดแย้งระดับโลก แต่ในสมัยของนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรู โด แคนาดาเริ่มแสดงบทบาทในความขัดแย้งระดับโลกมากขึ้น จนกระทั่งเผชิญหน้ากัจีนกรณีที่จับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัท Huawei

กรณีนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับจีนที่เคยชื่นมื่นมาตลอดต้องเสื่อมทรามลง หลังจากนั้นมีกรณีจับ กุมตัวชาวแคนาดาในจีนเป็นระยะในข้อหาเป็นสายลับอีกด้วย พร้อมกับที่ผู้นำแคนาดาโจมตีจีนมาโดยตลอด ทั้ง ประเด็นฮ่องกงและซินเจียง

ล่าสุด ความขัดแย้งจีน-แคนาดาอาจยกระดับเป็นความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เมื่อเรือรบของแคนาดา แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน ในช่วงเวลาที่จีนเผชิญหน้าทางการทหารกับไต้หวัน รวมถึงการซ้อมรบทั้งสองผ่าย และการที่จีนส่งเครืองบินรบแล่นเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

กระทรงวกลาโหมของไต้หวันยืนยันว่าเรือรบของแคนาดาแล่นผ่านจริง พร้อมกับเผยว่าเครื่องบินรบต่อต้านเรือ ดำน้ำ Shaanxi Y-8 ของจีนได้รุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันทางตะวันตกเฉียงใต้

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีของแคนาดาแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันมาแล้ว ทำให้กอง ทัพจีนเตือนว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ “อันตรายอย่างร้ายแรง”

ทั้งนี้ แคนาดาเป็นสมาชิกของกลุ่ม Five Eyes ที่ประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งในระยะหลังรวมตัวกันแสดงจุดยืนต่อต้านจีนอย่างหนัก

ภาพประกอบ – เรือรบของกองทัพเรือแคนาดา HMCS Winnipeg (FFH 338) กำลังปฏิบัติการในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ในปี 2001 ภาพของ U.S. DefenseImagery

ผู้กำกับดังกล่าวหาทรัมป์ใช้ข้ออ้างติดโควิดเพื่อเรียกคะแนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634653

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 13:23 น.ผู้กำกับดังกล่าวหาทรัมป์ใช้ข้ออ้างติดโควิดเพื่อเรียกคะแนนไมเคิล มัวร์อ้างว่าทรัมป์เคยโกหกเรื่องสุขภาพและปัญหาทางการแพทย์ของเขามาก่อน

ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) ผู้กำกับสารคดีที่มีชื่อเสียงเจ้าของรางวัลออสการ์และมักตีแผ่พฤติกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐหลายคน ได้โพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊คกล่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเป็น “นักโกหกมืออาชีพ” และอ้างว่าทรัมป์โกหกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 เพื่อโกยคะแนนสงสารก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนหน้า

“มีความจริงประการหนึ่งเกี่ยวกับทรัมป์คือเขาเป็นคนโกหกที่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ย่อท้อไม่หวั่นไหว และเป็นมืออาชีพ คนโกหกแบบก้าวหน้า เป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นนักโกหก”มัวร์กล่าวและอ้างว่า หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้พิสูจน์คำโกหกของทรัมป์ในช่วง 4 ปีนี้พบว่ามีมากถึง 25,000 ครั้ง หรือโกหกอย่างน้อยสองครั้งในทุกๆ ชั่วโมงที่เขาตื่นอยู่

มัวร์ยังเสริมว่าเขาเชื่อว่าทรัมป์เคยโกหกเรื่องสุขภาพและปัญหาทางการแพทย์ของเขามาก่อน โดยบอกว่า “ทรัมป์มีประวัติโกหกเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ดร. บอร์นสไตน์แพทย์ที่รู้จักกันมานานในนิวยอร์กของเขายังยอมรับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าทรัมป์สั่งให้เขียนใบรับรองแพทย์ยืนยันสภาพร่างกายสมบูรณ์แบบของเขาในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2016 จากนั้นก็มีแพทย์ประจำทำเนียบขาวที่บอกว่าทรัมป์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ “200 ปี!”

มัวร์ยังไปไกลถึงขนาดกล่าวหาว่า ทรัมป์เป็น “อัจฉริยะที่ชั่วร้าย” และเขาอ้างว่ามีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะโกหกว่ามีโควิด-19 เพื่อปั่นหัวประชาชนให้เล่นตามของเขา มัวร์บอกว่า “เขารู้ดีว่าการป่วยมีแนวโน้มที่จะได้รับความเห็นใจ เขารู้ดีว่าใช้เรื่องนี้เป็นอาวุธได้”

มัวร์ยังบอกว่า ‘แต่ที่อันตรายที่สุดเขาอาจใช้สิ่งนี้เพื่อผลักดันให้การเลือกตั้งล่าช้า/เลื่อนออกไป รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจ (คำหยาบ) กับรัฐธรรมนูญ เขาและอัยการสูงสุดอันธพาลของเขาไม่มีความละอายและจะไม่หยุดที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป เขาอาจใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างหากแพ้เลือกตั้งก็ได้”

นอกจากนี้ มัวร์ยังคิดด้วยว่า ทรัมป์อาจจะใช้ข้ออ้างเรื่องโควิด-19 ในการออกจากการแข่งขันเลือกตั้งแล้วเปิดโอกาสให้ไมค์ เพนซ์ ก้าวขึ้นมาจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีมาเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาล จากนั้นเพนซ์ก็สามารถให้อภัยทรัมป์ล่วงหน้าสำหรับอาชญากรรมทั้งหลายที่เขาก่อ

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของมัวร์มีโอกาสสูงที่จะถูกระบุว่าเป็น Fake news และย้ำว่านี้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขาเท่านั้น จากข้อมูลทางการจากแพทย์ทรัมป์ติดโควิด-19 จริง โดยฌอน คอนลีย์ แพทย์ประจำตัวของทรัมป์บอกผ่านทวิตเตอร์ว่าทรัมป์มีอาการดีขึ้น และทีมแพทย์รนู้สึก “ดีใจอย่างมาก” แต่ยังต้องระวังต่อไปเพราะเขายังไม่พ้นจากจุดที่น่าเป็นห่วงเสียทีเดียว

คำกล่าวนี้ค่อนข้างขัดแย้งกับ มาร์ก เมดโดวส์ ปลัดประจำทำเนียบขาวที่บอกว่าระดับออกซิเจนในเลือดของทรัมป์ลดลงทำให้แพทย์ของประธานาธิบดี “กังวลมาก” แต่ทรัมป์อาการดีขึ้นและไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะต้องโอนถ่ายอำนาจ

Photo by SAUL LOEB / AFP

ตุรกีได้ทีปัดข้อเสนอหยุดยิง หลังอาร์เมเนียเริ่มเสียท่าให้อาเซอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634648

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 11:37 น.ตุรกีได้ทีปัดข้อเสนอหยุดยิง หลังอาร์เมเนียเริ่มเสียท่าให้อาเซอร์สถานการที่เป็นต่อของบอาเซอร์ไบจานทำให้ตุรกีที่ช่วยหนุนหลังไม่ยอมรับข้อเสนอหยุดยิง

ตุรกีซึ่งสนับสนุนอาเซอร์ไบจานปฏิเสธข้อเรียกร้องการหยุดยิงแบบ “ผิวเผิน” ระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน หลังจากที่อาเซอร์ไบจานเริ่มได้เปรียบในการรบและอาร์เมเนียแสดงท่าทีว่าพร้อมที่จะหยุดยิง

ในขณะที่รัสเซียสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเรียกร้องให้ยุติการสู้รบ ตุรกีที่สนับสนุนอาเซอร์ไบจานอย่างแข็งขันย้ำว่าพวกอาร์เมเนียที่เป็น “ผู้เข้ายึดครองพื้นที่” จะต้องถอนตัวออกไป

อาร์เมเนียกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าจะทำงานร่วมกับสามอำนาจใหญ่ในการหยุดยิง แต่ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอันของตุรกีกล่าวว่าประเทศมหาอำนาจไม่ควรมีบทบาทในการสร้างสันติภาพและเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารัฐบาลตุรกีย้ำว่ากล่าวว่าตุรกีสนับสนุน “ผู้ถูกกดขี่” ในภูมิภาคคอเคซัสตอนใต้ ซึ่งหมายถึงการสนับสนุนให้อาเซอร์ไบจานแย่งชิงพื้นที่นากอร์โน-คาราบัคมาจากชาวอาร์เมเนีย

เมฟลึต ชาวูซอกลู รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีกล่าวกับหนังสือพิมพ์ La Stampa ของอิตาลีว่ารัสเซียสามารถมีบทบาทเป็นตัวกลางในการหยุดยิงได้ “ก็ต่อเมื่อมีความเป็นกลาง” เนื่องจากรัสเซียมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศกับอาร์เมเนีย แต่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาเซอร์ไบจาน

“ข้อเรียกร้องเพียงผิวเผินในการยุติสงครามโดยทันทีและการหยุดยิงถาวรจะไม่เป็นประโยชน์ในเวลานี้” ชาวูซอกลูกล่าว

ด้านสถานการณ์ล่าสุด อาร์เมเนียพบกับความสูญเสียอย่างหนักและผู้นำของกองทัพกล่าวว่ากำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งประวัติศาสตร์ และอาร์เมเนียยังประกาศยอดเสียชีวิตของนักรบแบ่งแยกดินแดนนากอร์โน-คาราบัค (ฝ่ายของอาร์เมเนีย) อีก 51 คนทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากทั้งสองฝ่ายสูงกว่า 240 คน

ในคำปราศรัยต่อประชาชนในชาติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชิญยานเรียกร้องให้ชาวอาร์เมเนียเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

“เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นับพันปีของเรา” ปาชิญยานกล่าว “เราทุกคนต้องอุทิศตนเพื่อเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นคือชัยชนะ”

ขณะเดียวกันกระทรวงกลาโหมของอาเซอร์ไบจานกล่าวว่ากองกำลังของตนได้ “ยึดฐานที่มั่นใหม่” และประธานาธิบดีอิลฮัม อาลิเยฟ ของอาเซอร์ไบจานอ้างว่ากองกำลังของเขายึดหมู่บ้านมาดิกิซ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

Photo by Handout / Azerbaijani Defence Ministry / AFP

“สีจิ้นผิง”อวยพรให้ “ทรัมป์-เมลาเนีย” หายจากโควิดโดยเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634633

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 07:32 น."สีจิ้นผิง"อวยพรให้ "ทรัมป์-เมลาเนีย" หายจากโควิดโดยเร็วประธานาธิบดีจีนอวยพรให้ โดนัลด์ ทรัมป์ และ สตรีหมายเลข1ของสหรัฐฟื้นตัวจากอาการป่วยโควิดโดยเร็ว หลังเพิ่งปะทะคารมกลางที่ประชุมยูเอ็น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้อวยพรให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ ฟื้นตัวจากอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 โดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐและจีนเพิ่งเปิดฉากปะทะคารมกันในที่ประชุมออนไลน์ขององค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อเดือนที่แล้ว โดยได้แถลงตอบโต้กันเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่ไม่สนใจเสียงเรียกร้องของนานาชาติให้สร้างความปรองดองกันเพื่อร่วมฝ่าวิกฤติด้านสาธารณสุขระดับโลกนี้

วรรคหนึ่งในสุนทรพจน์ที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพื่อนำมาเปิดในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่ง UN นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐได้กล่าวว่า “องค์การสหประชาชาติต้องให้จีนรับผิดชอบการกระทำของตนเอง” เนื่องจากปธน.ทรัมป์เชื่อว่า จีนทำให้โรคโควิด-19 แพร่ระบาดทั่วโลก หลังจากพบเชื้อไวรัสดังกล่าวที่จีนเป็นประเทศแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังวิพากษ์วิจารณ์จีน และระบุว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ถูกจีนครอบงำด้วยการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จที่ระบุว่า ไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงการติดเชื้อจากคนสู่คนในช่วงที่ไวรัสเริ่มต้นแพร่ระบาด

หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์โจมตีจีนนั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้เรียกร้องให้สร้างความปรองดอง เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 และสนับสนุนบทบาทในการดำเนินงานของ WHO ในฐานะแกนนำหลักเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้

“เราไม่สมควรที่จะรับฟังความพยายามที่จะโยงประเด็นนี้ให้เป็นเรื่องการเมืองและการใส่ร้ายป้ายสี”ประธานาธิบดีของจีนระบุ

ทำไมหนี้ครัวเรือนสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่าแต่ยังไร้ปัญหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634617

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 20:03 น.ทำไมหนี้ครัวเรือนสวิตเซอร์แลนด์สูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่าแต่ยังไร้ปัญหาสวิตเซอร์แลนด์มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกที่ 133.60% ต่อจีดีพี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 83.8%

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่าหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งแตะ 83.8% ต่อจีดีพี ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี สวนทางกับเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ Covid-19

และเมื่อเทียบสัดส่วนของหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนแล้วก็น่าตกใจไม่แพ้กัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือน 21,870,960 ครัวเรือน มีรายเฉลี่ยได้ครัวเรือนละ 26,371 บาทต่อเดือน หรือปีละ 316,452 บาท และจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยในไตรมาสแรกของปี 2563 มีสินเชื่อในระบบที่ปล่อยให้กับครัวเรือนจำนวน 13,479,196 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 616,306 บาท

เมื่อคำนวณแล้วสัดส่วนของหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนของไทยจึงเท่ากับ 195% ซึ่งนับว่าสูงมากและอาจสูงกว่านี้หากรวมหนี้นอกระบบด้วย

ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในหลายปีที่ผ่านมา กว่าหนึ่งในสามของคนไทยมีภาระหนี้สูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีหนี้นานตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณ และมีหนี้จนแก่ และ 84% ของครัวเรือนก็ยังพึ่งพาหนี้จากสถาบันการเงินกึ่งในระบบและนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง

ภาระหนี้ที่สูงได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุน และทำให้ครัวเรือนไทยขาดภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ วิกฤต Covid-19 ซึ่งส่งผลทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีปัญหาในการชำระหนี้ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางดังกล่าว

ในระดับโลกประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมักจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก

จากข้อมูลของ Trading Economics พบว่า หนี้ครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้นจาก 132% ต่อจีดีพีในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 133.60% ต่อจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเห็นตัวเลขสูงกว่าของไทยเกือบ 2 เท่าหลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กำลังมีปัญหาใหญ่อันเนื่องมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงลิบ เพราะรายงานของธนาคารโลกระบุว่า หากหนี้ครัวเรือนสูงเกิน 77% จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงในระยะยาว

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ข้อมูลจากประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่นๆ และประเทศพัฒนาแล้วชี้ชัดว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำของรายได้หรือการขาดวินัยทางการเงินอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และที่สำคัญคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงเกินกว่า 100% ของจีดีพีไม่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแต่อย่างใด

อย่างกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะพุ่งสูงกว่า 100% ต่อจีดีพีมาตั้งแต่ปี 2000 และขยับขึ้นมาจนถึง 133.60% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังไม่พัง ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาหนี้เสีย เศรษฐกิจยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ทว่า ความแตกต่างของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ ความสามารถในการชำระหนี้คืน และความแตกต่างของรายได้ต่อหัวของประชากร

ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้ต่อหัวสูง คนสวิสมีรายได้ต่อหัวที่ 79,406.70 เหรียญสหรัฐ ขณะที่รายได้ต่อหัวของไทยอยู่ที่ 6,502.60 เหรียญสหรัฐ มีเทียบสัดส่วนแล้ว รายได้ต่อปีของคนไทยคิดเป็นเพียง 8.19% ของรายได้ต่อปีของคนสวิสเท่านั้น

ดังนั้น สวิตเซอร์แลนด์จึงมีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเกิน 100% โดยที่ยังไม่เดือดร้อนกับระบบเศรษฐกิจ เพราะประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้คืน ขณะที่ไทย เมื่อหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเริ่มแตะ 80% ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อแตะเบรกการปล่อยเงินกู้เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อไม่ให้คนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้น

แล้วทำไมสวิตเซอร์แลนด์จึงมีหนี้ครัวเรือนสูง

ปัญหานี้เกิดจากการที่ธนาคารแห่งชาติสวิสดำเนินมาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐเมื่อปี 2008  ทำให้ดอกเบี้ยของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงต่อเนื่อง จนติดลบในช่วงปลายปี 2014 กระทั่งถึงปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยลดลงไปอยู่ที่ลบ 0.75%

อัตราดอกเบี้ยลบ 0.75% หมายความว่า ธนาคารกลางจะคิดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินฝากหรือเงินสำรองส่วนเกินมาฝากไว้กับธนาคารกลาง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินดังกล่าวไปปล่อยเป็นสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เช่น หากธนาคารพาณิชย์นำเงินไปฝากกับธนาคารกลาง 1 ล้านฟรังก์สวิส เมื่อครบปีธนาคารพาณิชย์จะได้เงินคืน 992,500 เนื่องจากต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารกลาง 0.75%

เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำ และระบบภาษีที่สามารถนำดอกเบี้ยที่เกิดจากการจำนองและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอสังหาริมทรัพย์มาหักลดหย่อนได้ ก็ทำให้ครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์กู้เงินซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยหนี้ส่วนนี้อยู่ที่ราว 75-97% ของหนี้ทั้งหมด จนตอนนี้หนี้สินครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราสูงที่สุดในโลก

ทว่าอัตราหนี้ครัวเรือนที่สูงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลของสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจาก สินทรัพย์ทางการเงินของครัวเรือนสวิสยังมีมูลค่ามากกว่าหนี้ อัตราการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังค่อนข้างต่ำ (ราว 35%) และอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ยังคงมาตรฐานในการพิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด

กัมพูชาทำลายอาคารสหรัฐในฐานทัพเรือ คาดเตรียมอ้าแขนรับจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634611

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 17:20 น.กัมพูชาทำลายอาคารสหรัฐในฐานทัพเรือ คาดเตรียมอ้าแขนรับจีนกัมพูชาเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน

ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ของสหรัฐเผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลกัมพูชาได้ทำลายอาคารที่สหรัฐเคยสร้างไว้ที่ฐานทัพเรือเรียมซึ่งเป็นฐานทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ท่ามกลางความกังวลจากสหรัฐว่าจีนอาจเข้าไปใช้ฐานทัพเรือของกัมพูชา

ต่อมากระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า รู้สึกกังวลที่อาคารที่ทำการกองทัพเรือกัมพูชาที่สร้างสร้างในฐานทัพเรือเรียมถูกทุบทำลาย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เราเกรงว่าการทำลายอาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแผนการของรัฐบาลกัมพูชาที่เตรียมรองรับสิ่งปลูกสร้างและบุคลากรของกองทัพประชาชนจีนที่ฐานทัพเรือเรียม” แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุ

ด้านรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข่าวที่ระบุว่าทางการจีนและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงลับให้จีนเข้ามาใช้ฐานทัพเรือเรียมซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองสีหนุวิลล์ที่เป็นศูนย์กลางคาสิโนและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดำเนินการโดยจีน

สหรัฐสอบเวียดนามลดค่าเงินเอาเปรียบการค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634600

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 16:02 น. สหรัฐสอบเวียดนามลดค่าเงินเอาเปรียบการค้า ถ้าพบว่าแทรกแซงค่าเงิน เวียดนามอาจเสียสิทธิพิเศษทางการค้า

สำนักงานผู้แทนทางการค้าของสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า ทางการสหรัฐเริ่มทำการสอบสวนกรณีสงสัยเวียดนามลดค่าเงินด่องเพื่อให้ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐ หลังจากก่อนหน้าที่สหรัฐขึ้นบัญชีเวียดนามเป็นประเทศที่ต้องจับตาในการแทรกแซงค่าเงิน 

ด้าน เลมินห์ฮึง ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เวียดนามไม่เคยและจะไม่ใช้นโยบายทางการเงินทั้งโดยทั่วไปและอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ 

เลมินห์ฮึงยังกล่าวอีกว่า “เราจะรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและควบคุมภาวะเงินเฟ้อ” 

จากข้อมูลของทางการเวียดนามพบว่า ตัวเลขขาดดุลทางการค้าของสหรัฐซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 29,800 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 8 เดือนแรกของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 37,700 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้  

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจแทรกแซงค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย

1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3. การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน และอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ การเก็บภาษีนำเข้า

ซาอุฯ เตรียมหั่นค่าใช้จ่ายภาครัฐเซ่นรายได้ลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634593

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ซาอุฯ เตรียมหั่นค่าใช้จ่ายภาครัฐเซ่นรายได้ลดเศรษฐีน้ำมันซาอุฯ ขาดดุลงบประมาณจนต้องตัดลดรายจ่ายภาครัฐ

ทางการซาอุดีอาระเบียมีแผนตัดลดการใช้จ่ายภาครัฐในปีงบประมาณหน้าลง 7.5% ลงมาเหลือ 264,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังงบประมาณของปี 2020 ขาดดุลถึง 12%

ร่างงงบประมาณเบื้องต้นของทางการระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียหดตัวราว 7% อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส ราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่อง การลดปริมาณการผลิตน้ำมัน รวมทั้งรายรับที่ไม่เป็นไปตามเป้า โดยคาดว่ารายรับของปีนี้จะลดลง 17% เหลือ 206,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียยังมีแผนจะตัดลดการใช้จ่ายของปี 2022 ลงเหลือ 255,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเหลือ 251,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก แต่หลังจากราคาน้ำมันโลกลดลงทางการก็เริ่มวางแผนปฏิรูปโดยการมองหาแหล่งรายได้อื่นๆ นอกจากน้ำมันที่มีความผันผวน

ไทยกับศึกชิงความเป็นเจ้าสายลับจีน-สหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634497

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 12:05 น.ไทยกับศึกชิงความเป็นเจ้าสายลับจีน-สหรัฐเปิดรายงานเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจจะทำให้สหรัฐต้องปรับขบวนข่าวกรองครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้จีนไล่ตามทัน

คาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ นายพลชาวเยอรมันปรัสเซียและนักทฤษฎีทหารผู้ยิ่งใหญ่กล่าวอมตวาจาเอาไว้ว่า “สงครามคือความต่อเนื่องการเมืองด้วยวิธีการอื่น” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สงครามก็คือการเล่นการเมืองรูปแบบหนึ่ง

แต่เคลาเซอวิทซ์กลับไม่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์สำคัญของการทำสงครามหรือการเล่นการเมืองมากนัก มั่นคือการจารกรรม/งานข่าวกรอง เขาบอกไว้ในตำราทฤษฎีสงคราม On War ว่า “รายงานข่าวกรองหลายชิ้นในสงครามขัดแย้งกัน มากกว่านั้นยิ่งเป็นเท็จ และส่วนใหญ่ไม่แน่นอน …. กล่าวโดยย่อคือข่าวกรองส่วนใหญ่เป็นเท็จ”

ความไม่ชัดเจนของข่าวกรองทำให้เคลาเซอวิทซ์กล่าวคำว่า Fog of war หรือความสับสนคลุมเครือของสงคราม บางคนจึงตีความว่าหากเกิดสถานการณ์แบบนี้อย่าได้ทำสงคราม เพราะไม่คุ้ม

แต่การละเลยข่าวกรองเคลาเซอวิทซ์ทำให้สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตเคยกล่าวเอาไว้ว่าสาเหตุที่เยอรมนีก่อสงครามโลกึง 2 ครั้งแล้วก็แพ้ถึง 2 ครั้งก็เพราะพิชัยสงครามของเยอรมนีมีข้อผิดพลาด และ “มันเป็นเรื่องตลกที่จะเอาบทเรียนของเคลาเซอวิทซ์มาใช้กับทุกวันนี้”

ตรงกันข้ามกับซุนอู่ (ซุนวู) นักพิชัยสงครามผู้ยิ่งใหญ่ของจีนและของโลกกล่าวว่า “มีแต่ผู้ปกครองผู้ปราดเปรื่องและขุนพลผู้ปรีชาเท่านั้นที่จะใช้หน่วยสืบราชการลับสูงสุดของกองทัพเพื่อจุดประสงค์ในการสอดแนม และจึงได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม สายลับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในสงคราม เพราะความสามารถของกองทัพในการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับสายลับ”

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการจารกรรมคือหัวใจสำคัญของการรทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามในรูปแบบ สงครามกองโจร หรือสงครามการค้า หากไม่ให้ความสำคัญการการจารกรรมโอกาสแพ้แล้วแพ้อีกแบบเยอรมนีเคยเจอมีอยู่สูงมาก

ดูเหมือนว่าทั้งจีนและสหรัฐจะไม่ใช่สาวกของลัทธิเคลาเซอวิทซ์ (Clausewitzian) เพราะทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการจารกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะจีนนั้นทุ่มเทกับการจารกรรมอย่างมากจนหากซุนอู่มีโอกาสรับรู้ว่าลูกหลานจีนรุ่นหลังเชื่อถือคำสอนของเขามากขนาดนี้คงจะยิ่นดียิ่งนัก

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจีนมีกิจกรรมด้านข่าวกรองที่เด่นชัดมาก หากจะเช็คความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจารกรรม/ข่าวกรอง เราจะพบว่าจีนยืนมาเป็นที่หนึ่ง

สหรัฐเคยยืนหนึ่งในเรื่องข่าวกรอง (อย่างน้อยก็หลังสิ้นสุดสงครามเย็น) แต่เพราะในช่วงหลังสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐลดงบประมาณส่วนนี้ลงไปมาก เช่นในปี 2005 เหลือแค่ 3.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะ 10 ปี ระหว่างปี 2007 – 2017 มีอัตราเฉลี่ยที่ 5.16 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

แต่หลังจากสงครามการค้าเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 งบประมาณข่าวกรองของสหรัฐเพิ่มขึ้นมามากกว่า 8.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสที่จะเพิ่มมากกว่านี้ เพราะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรในสภาคองเกรสชี้ว่าหากสหรัฐไม่ “เติมเงิน” ก็จะไล่ตามจีนให้ทันเรื่องข่าวกรอง

รายงานระบุว่า “ประชาคมข่าวกรองของสหรัฐไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นจากการผงาดของจีน และความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของภัยคุกคามข้ามชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร เช่น สาธารณสุขโลก, ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

รายงานระบุว่า ตอนนี้จีนพัฒนาขึ้นมาอยู่เกือบจะระดับเดียวกับสหรัฐ (a near-peer) และเป็นคู่แข่งระดับโลกและจำเป็นที่ข่าวกรองสหรัฐจะต้องโฟกัสไปที่จีนมากกว่านี้ หากไม่ดึงทรัพยากรมาใช้เพื่อพัฒนาตัวเอง ข่าวกรองสหรัฐจะไม่สามารถแข่งกับจีนได้ในทศวรรษข้างหน้า

รายงานนี้ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดยังมีส่วนที่ปิดลับอยู่ แต่ประเมินได้ว่าวิธีหนึ่งที่สหรัฐจะต่อกรกับจีนได้คือการระดมทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้เรื่องภาษาจีนและมีข้อเสนอให้ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพัฒนาคนที่มีทักษะเกี่ยวกับจีนมาร่วมงานข่าวกรอง

แต่ส่วนสำคัญที่เกี่ยวกับไทยในรายงานนี้คือข้อความที่บอกว่า “สหรัฐควรขยายสถานะทางการทูต, เศรษฐกิจ และการป้องกันในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพื่อรวมไว้ในประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกคือพื้นที่กินบริเวณประเทศที่มีน่านน้ำในมหาสมุทรอินเดียแลแปซิฟิก ในส่วนของแปซิฟิกนั้นไม่เป็นที่าสงสัยว่าเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอยู่แล้ว แต่สหรัฐจะหันมาเพ่งเล็งส่วน “อินโด” หรือมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น

หากไม่นับอินเดียที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีนอยู่แล้ว มีพื้นที่อื่นๆ ที่จีนพยายามเข้าไปปักหมุดหรือปักหมุดไปแล้วหลายแห่งในแถบมหาสมุทรอินเดีย นั่นคือศรีลังกา มัลดีฟ และฐานทัพในประเทศจิบูตี

การปักหมุดของจีนในดินแดนเหล่านี้ผ่านการปล่อยเงินกู้ช่วยเหลือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (โดยจ้างบริษัทจีนเข้ามาทำ เข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย) ทำประเทศตะวันตกเรียกว่าการล่อลวงให้ติดกับดักหนี้ (Debt trap) แต่จีนบอกว่าเป็นการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งร่วมกันและตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องกับดักหนี้

ข้อถกเถียงเรื่องนี้หากให้น้ำหนักกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ ขจะเป็นอาวุธสำคัญที่สหรัฐและชาติตะวันตกสามารถสะบั้นความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติต่างๆ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกได้ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือพันธมิตร “the Quad” หรือ สหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นที่มักจัดการซ้อมรบในแถบนี้เพื่อตรึงจีนเอาไว้

อินเดียมีเหตุผลมากว่าใครเพราะจีนเดินเกมส์รุกมาสร้างท่าเรือที่ศรีลังกา (ซึ่งสหรัฐกล่าวหาว่าจีนใช้เป็นฐานทัพเรือแต่ศรีลังกาปฏิเสธ) แต่ที่ชัดกว่าศรีลังกาคือ จีนกับมัลดีฟ์ประกาศสร้างสถานีร่วมสังเกตการณ์มหาสมุทร (Joint Ocean Observation Station) ซึ่งดูๆ ไปมันน่าจะเป็นหน่วยงานด้านสมุทรศาสตร์

แต่รัฐบาลอินเดียกับพรรคฝ่ายค้านมัลดีฟส์บอกมันจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ทางทหารกับจีน ยังไม่นับกระแสข่าวที่มีมาอย่างยาวนานว่าจีนเล็งๆ ที่จะสร้างฐานทัพที่เกาะปะการังมาเรา

ดูเหมือนว่าพื้นที่ส่วนนี้สหรัฐจะมาล่าช้ากว่าจีนและอินเดียไม่สามารถกดดันประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ ให้สลัดตัวจากจีนได้ จึงไม่น่าแปลกที่รายงานของคองเกรสจะชี้แนะว่า “จุดนี้สำคัญ”

ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรายงานว่าจารชนจีน “อาจจะ” เข้ามาปฏิบัติงานในบางประเทศ กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายจีนชื่อ หวงจิ้งที่ทำงานในมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ แต่ในปี 2017 ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับจีนจนถูกขับออกจากประเทศ

และยังมีกรณีของ หยางจวิ้นเว่ย ชาวสิงคโปกร์แต่กำเนิดและเรียนจากจากสหรัฐ แต่ถูกทาบทามจากหน่วยข่าวกรองของจีนให้ทำงานให้โดยรวบรรวมข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของสหรัฐ โดยตั้งบริษัทที่ปรึกษาปลอมๆ ขึ้นมา

หยางจวิ้นเว่ยถึงจับกุมขณะเดินถึงสหรัฐหมาดๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019 และขึ้นศาลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2020 ก่อนที่จะรับคำพิพากษาในวันที่ 9 ตุลาคม ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธว่าไม่ทราบกรณีของหยางจวิ้นเว่ยและตอบโต้ว่าสหรัฐป้ายสีจีน

ในส่วนของประเทศไทยนั้น รายงานจากคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ – จีน (USCC) ระบุว่า “หน่วยข่าวกรองของจีนได้คัดเลือกตัวแทนในประเทศไทยและมีรายงานว่าอาจรวมถึงฟิลิปปินส์ด้วย ซึ่งทั้งคู่เป็นพันธมิตรที่ทำสนธิสัญญากับสหรัฐ”

ข้อมูลนี้มาจากสหรัฐ ซึ่งเราไม่สามารถรับประกันได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์แบบนี้ ไทยจึงควรจะศึกษากรณีของสิงคโปร์ให้ดี เพราะหากมีคนไทยที่ถูกกล่าวหาแบบหยางจวิ้นเว่ยขึ้นมาจะส่งผลต่อสถานะของคนไทยใน “สงครามเย็นครั้งใหม่” อย่างแน่นอน

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

ทรัมป์เข้ารักษาโควิด-19 ที่โรงพยาบาล ยันยังสบายดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634588

วันที่ 03 ต.ค. 2563 เวลา 10:52 น.ทรัมป์เข้ารักษาโควิด-19 ที่โรงพยาบาล ยันยังสบายดีทรัมป์เข้าโรงพยาบาลรักษาโควิด-19 ทำเนียบขาวยืนยันยังสบายดี อาการไม่หนัก

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า เมื่อวานนี้เวลา 18.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 05.20 น.ของวันนี้ (3 ต.ค.) ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากทำเนียบขาวไปยังโรงพยาบาลทหารวอลเทอร์รีดในกรุงวอชิงตันดีซีเพื่อรับการรักษา หลังจากตรวจพบว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัส

ทรัมป์จะรักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าวระยะหนึ่งและยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมจากโรงพยาบาลซึ่งได้จัดเตรียมห้องทำงานไว้แล้ว

ทรัมป์ซึ่งสวมหน้ากากอนามัยได้ยกนิ้วโป้งและโบกมือให้บรรดาผู้สื่อข่าวที่ไปรอทำข่าวที่ทำเนียบขาว แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนจะเดินไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ โดยมี มาร์ก มีโดส์ หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่คนอื่นติดตามขึ้นไปด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังโพสต์คลิปความยาว 18 วินาทีในทวิตเตอร์ โดยเจ้าตัวยืนอยู่หน้าเตาผิงและกล่าวว่า “ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมหาศาลมาให้ ผมกำลังจะไปโรงพยาบาลวอลเทอร์รีด ผมสบายดี แต่เราจะทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี”

ในคลิปทรัมป์ยังเอ่ยถึง เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งว่า “สุภาพสรีหมายเลขหนึ่งยังสบายดี ขอบคุณมากๆ ผมรู้สึกซาบซึ้ง ผมจะไม่มีวันลืม ขอบคุณ”

ข่าวการเข้าโรงพยาบาลของทรัมป์ทำให้เกิดความกังวลว่าอาการของผู้นำสหรัฐวัย 74 ปีจะหนักมากกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากทรัมป์เข้าข่ายกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งสูงอายุและน้ำหนักเกิน

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า การเข้าโรงพยาบาลเป็นการป้องกันไว้ก่อนเท่านั้น โดย อลีซซา ฟาราห์ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของทำเนียบขาวทวีตว่า ทรัมป์ยังสบายดีและมีอาการเล็กน้อยเท่านั้น และยังทำงานตลอดทั้งวัน “เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน และปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ เขาจะทำงานจากห้องทำงานประธานาธิบดีที่วอลเทอร์รีดในอีก 2-3 วันข้างหน้า”

ด้าน ฌอน คอนลีย์ แพทย์ประจำตัวทรัมป์เผยว่า ทรัมป์ได้รับการฉีดแอนติบอดีแล้ว รวมทั้งรับประทานสังกะสี วิตามินดี เมลาโทนินที่ช่วยให้หลับสบาย และแอสไพริน

pic.twitter.com/B4H105KVSs— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) October 2, 2020