หน่วยโดรนพิฆาต Aerorozvidka เมื่อมนุษย์ไอทีสวมบทนักรบยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680359

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.หน่วยโดรนพิฆาต Aerorozvidka เมื่อมนุษย์ไอทีสวมบทนักรบยูเครน

เมื่อเหล่าหัวกะทิด้านไอที รวมตัวกันในหน่วยโดรนพิฆาต ต่อกรกับกองทัพรัสเซีย

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เว็บไซต์ Business Insider ได้รายงานถึง Aerorozvidka ซึ่งเป็นหน่วยโดรนชั้นยอดของยูเครนที่ก่อตั้งโดยอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านไอที พวกเขาสร้างหรือดัดแปลงโดรนเพื่อใช้การโจมตีกองทัพรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดรถถังหรือรถหุ้มเกราะของรัสเซีย

ซึ่งหน่วยนี้กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับการรุกรานของรัสเซีย

Aerorozvidka ที่รวบรวมอาสาสมัครที่มีความเก่งกาจด้านไอที บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีต่างมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อออกแบบยุทโธปกรณ์สำหรับสนับสนุนกองทัพยูเครน พวกเขาจะสร้างหรือดัดแปลงโดรนที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ให้กลายเป็นโดรนสังหาร เพื่อซุ่มวางระเบิดยานพาหนะของรัสเซียในยามวิกาล

“พวกเรามาจากคนละที่เลย แต่ตอนนี้เราทุกคนเป็นทหาร” มิไคโล สมาชิกคณะกรรมการและหัวหน้าฝ่ายสื่อสารของ Aerorozvidka กล่าวกับ Insider

“บางคนจบปริญญาเอก บางคนจบปริญญาโท บางคนมาจากอุตสาหกรรมไอที และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่รวมเราเป็นหนึ่งเดียว คือความปรารถนาที่จะชนะสงครามครั้งนี้”

รู้จัก Aerorozvidka

Aerorozvidka เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อต่อกรกับรัสเซียที่พยายามผนวกไครเมีย และรับมือกับกลุ่มก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบัสที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย

น่าเศร้าที่ผู้ก่อตั้ง Aerorozvidka เสียชีวิตในปฏิบัติการที่ดอนบัสเมื่อปี 2015

มิไคโล เปิดเผยว่าหน่วยปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนประมาณ 300 ภารกิจต่อวัน และได้ทำลายยานพาหนะของรัสเซียหลายสิบคันหรืออาจจะถึงหลายร้อยคัน โดยปกติแล้ว Aerorozvidka จะปฏิบัติการในตอนกลางคืน

ซึ่งมิไคโลไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างชัดเจนว่าหน่วยของเขามีสมาชิกเท่าไร โดยบอกเพียงว่ามี “หลายสิบคน”

ภารกิจที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของพวกเขาคือการช่วยหยุดขบวนรถรัสเซียที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน โดยทีมมุ่งเป้าโจมตีไปที่ยานพาหนะหัวขบวน ทำให้สามารถสกัดกั้นขบวนรถไว้ได้ ในขณะที่ทหารรัสเซียต่างขวัญเสีย

ตามรายงานของ The Guardian ยังระบุว่า Aerorozvidka เคลมว่าพวกเขาช่วยเอาชนะการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่สนามบิน Hostomel ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ ในวันแรกของสงคราม โดยการใช้โดรนเพื่อค้นหาเป้าหมาย กำหนดเป้าหมาย และยิงพลร่มของรัสเซียประมาณ 200 นาย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งหน่วยปฏิบัติการทางทหารที่กำลังเป็นที่จับตามองจากบรรดาสื่อต่างประเทศ โดย The Times ยังได้รายงานว่า Aerorozvidka เป็นหน่วยโดรนชั้นยอดของยูเครน ที่โจมตีเป้าหมายสำคัญไปได้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น รถถัง รถบรรทุก และยานพาหนะที่บรรทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซีย โดยแอบเล่นงานกองกำลังรัสเซียขณะพวกเขากำลังหลับ

โดยหน่วยนี้แบ่งออกเป็น 3 ทีมด้วยกัน ได้แก่ ทีมโดรน, ทีมเดลตา (Delta) และทีมความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยทีมเดลตานั้นจะสอดส่องสถานการณ์บนเว็บที่สนับสนุนโดยนาโต (NATO) ซึ่งสร้างแผนที่เป้าหมายของรัสเซียโดยใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและข้อมูลการลาดตระเวนจากทีมโดรน

หน่วยนี้ยังใช้ระบบดาวเทียม Starlink ของอีลอน มัสก์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ขาดการเชื่อมต่อแม้ว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะขัดข้องหรือไฟฟ้าดับ

ปัจจุบัน Aerorozvidka ดำเนินงานในกรุงเคียฟเป็นหลัก แต่กำลังขยายการดำเนินไปทั่วประเทศยูเครน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่ารัสเซียจะเดินหน้ารุกทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครน

อาวุธประจำหน่วย

ปัจจุบัน Aerorozvidka ดำเนินงานในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ให้การสนับสนุนกองทัพยูเครนอย่างใกล้ชิด โดยรายงานระบุว่าพวกเขาใช้งานโดรนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโดรนที่หาได้ทั่วไป และนำมาดัดแปลงเพื่อใช้เป็นอาวุธทางทหาร ซึ่งรวมถึงโดรน DJI และ Autel ของจีน, โดรน Parrot ของฝรั่งเศส และอื่นๆ

โดรนที่นับว่าล้ำที่สุดคือ octocopter R-18 ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกล 4 กิโลเมตร นาน 40 นาที และสามารถทิ้งระเบิดหนัก 5 กิโลกรัม โดยแต่ละลำมีค่าใช้จ่ายในการสร้าง 20,000 เหรียญสหรัฐ ทำให้มีราคาถูกกว่าขีปนาวุธต่อต้านรถถัง เช่น NLAW หรืออาวุธต่อต้านรถถังอื่นๆ ที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 40,000 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ R-18 ยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เว้นแต่ว่าจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย ไม่เหมือนกับ NLAW ซึ่งสามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียว

อุปสรรคของ Aerorozvidka

ความท้าทายที่สำคัญที่พวกเขาต้องเผชิญคือปัญหาด้านเงินทุนและอุปทานที่มีอย่างจำกัด ซึ่งต้องอาศัยการระดมทุนและการบริจาค เพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น ขณะที่ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐและแคนาดาจำนวนมากอยู่ภายใต้การควบคุมการส่งออก ซึ่งไม่สามารถส่งมายังยูเครนได้

ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังรัสเซียกำลังค่อยๆ ปรับตัวและหาวิธีจัดการกับโดรนของ Aerorozvidka ทำให้โดรนถูกทำลายไปจำนวนมาก ยิ่งต้องการชิ้นส่วนเพิ่มเติม และเงินทุนก็เป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตามพวกเขามั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในการรับมือกับผู้บุกรุกอย่างรัสเซีย

Photo by REUTERS/Zohra Bensemra

เสียงบ่นจากชาวจีน ที่เริ่มทนไม่ไหวกับนโยบาย ‘ปลอดโควิด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680408

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.เสียงบ่นจากชาวจีน ที่เริ่มทนไม่ไหวกับนโยบาย 'ปลอดโควิด'

ชาวจีนส่วนหนึ่งประท้วงแสดงความไม่พอใจ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ

รัฐบาลจีนยังคงมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างเข้มงวดภายในนโยบาย Zero-Covid หรือจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งแสดงความไม่พอใจ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมาทางการจีนรายงานผู้ป่วยโควิด-9 ยืนยันรายใหม่อยู่ที่ 1,351 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการรายใหม่อยู่ที่ 25,111 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมื่อปี 2019 โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากนครเซี่ยงไฮ้

ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตรายใหม่ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมทั้งประเทศอยู่ที่ 4,638 ราย

ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนราว 26 ล้านคน ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกจากที่พัก และต้องพึ่งพาเสบียงที่รัฐจัดหาให้ และแอปส่งอาหารที่ต้องแย่งกันสั่ง ขณะที่ขาดแคลนพนักงานขนส่งเพราะพวกเขาต้องกักตัว

I’m on day 14 of lockdown in Shanghai so no visits to stores and the only food is deliveryI use 4 aggregator apps like Eleme that deliver from many stores, and 5 store apps like Aldi, Sam’s, etcI check each app about once every 10 minutes all day – but no orders through today— Jared T Nelson (@Jaredtnelson) April 1, 2022

France 24 รายงานว่าบางคนไม่ได้ออกจากบ้านมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ขณะที่วิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียของจีนได้แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจกับการจัดการกับโควิด-19 ของรัฐบาล ซึ่งทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล

ขณะประชาชนส่วนหนึ่งออกมาประท้วง โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายการกักกันโรคของเซี่ยงไฮ้ทำให้เด็กๆ ต้องแยกจากผู้ปกครอง ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น การกักตุนอาหารก็ประสบปัญหาเนื่องจากการจัดส่งสินค้าในเมืองมีข้อจำกัด นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารและเวชภัณฑ์

When people start to bang their pots and scream “ we want supplies” you know its not the Shanghai you used to know. #shanghai #lockdown pic.twitter.com/aAGVZRwhGh

— Aiden Heung/艾登 (@AidenHeung) April 7, 2022

The Guardian รายงานว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวจีนกำลังหลั่งไหลไปทั่ว Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน ซึ่งหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันเรื่องการขาดแคลนอาหารและมาตรการล็อกดาวน์ที่พวกเขามองว่าไม่สมเหตุสมผล

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน มีเงินหรือไม่ สิ่งที่ทุกคนต้องกังวลคือเราจะมีอะไรกิน เราจะซื้อของได้อย่างไร” ชาวเน็ตรายหนึ่งกล่าว

แม้ว่าทางการจะยืนยันว่าได้บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ควบคู่ไปกับการตรวจหาเชื้อเชิงรุก และมีการแจกจ่ายอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับประชาชน

นักข่าวคนหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ที่ต้องกักตัวมานานก่า 2 สัปดาห์กล่าวว่า “ตอนนี้ในจีนมีผู้ติดเชื้อมากกว่าการแพร่ระบาดในอู่ฮั่นมาก แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งอาการไม่รุนแรง แต่รัฐบาลยังคงปฏิบัติตามนโยบาย Zero-Covid ที่พวกเขาเคยใช้ในปี 2020”

“ในพื้นที่ที่ฉันอยู่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย พวกเราทำการตรวจหาเชื้อทุกๆ 2 วัน ไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังป้องกันอะไรกันอยู่ เพราะมันไม่มีคนติดเชื้อเลย”

แม้รัฐบาลจะจัดเตรียมอาหารให้แต่ชาวจีนส่วนหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข่าวลือและข้อเท็จจริง และมีการลบวิดีโอและโพสต์ของผู้ที่แสดงความไม่พอใจต่อการล็อกดาวน์บนโลกออนไลน์

ซึ่งแม้จะมีการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดในประเทศจีน แต่ผู้คนจำนวนมากพยายามแบ่งปันโพสต์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของพวกเขาภายใต้มาตรการล็อกดาวน์โดยใช้ VPN เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกเช่น Twitter

ขณะที่รายงานจาก South China Morning Post เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ประชาชนในเมืองเซี่ยงไฮ้เท่านั้นที่เริ่มไม่พอใจกับมาตรการรับมือโควิด-19 ของรัฐบาล แต่นักศึกษาจำนวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเสฉวน ในนครเฉิงตู ได้ออกมาประท้วงการขยายมาตรการล็อกดาวน์ที่ห้ามไม่ให้พวกเขาเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยนานร่วม 2 สัปดาห์ แม้ว่าเมืองจะไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว

Photo by REUTERS/Aly Song

เด็กลง 30 ปี! อังกฤษทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680391

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 13:17 น.เด็กลง 30 ปี! อังกฤษทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53

นักวิทยาศาสตร์ทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53 ปี ให้เทียบเท่ากับสาววัย 23

บีบีซีรายงานผลการทดลองของทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยบาบราฮัม (Babraham Institute) ในเมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร eLife ซึ่งทำการทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวของหญิงวัย 53 ปีให้อ่อนกว่าวัย กลับมาเต่งตึงเทียบเท่ากับผิวของคนอายุ 23 ปีเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์วูล์ฟ ไรค์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับบีบีซีว่า “ผมจำวันแรกที่ได้เห็นผลลัพธ์นี้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเซลล์บางเซลล์อ่อนกว่าวัยลงถึง 30 ปี มันเป็นวันที่น่าตื่นเต้นมาก”

ไรค์หวังว่าในท้ายที่สุดเทคนิคนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคนิคเดียวกันนี้กับเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ตับ หรือเซลล์เม็ดเลือด โดยเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาวิธีการรักษาโรคต่างๆ ที่มักแย่ลงไปตามอายุ อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความผิดปกติทางระบบประสาท

“โรคทั่วไปหลายอย่างแย่ลงตามอายุ และการช่วยเหลือผู้คนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ไรค์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไรค์เน้นย้ำว่าการทดลองเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีปัญหาทางวิทยาศาสตร์อีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไขและศึกษากันต่อไป แต่อย่างน้อยการแสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูเซลล์นั้นมีความเป็นไปได้นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง

หนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลของการใช้เทคโนโลยีนี้คือความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง โดยเทคนิคนี้ดัดแปลงมาจาก IPS (Induced pluripotent stem cell) ของศาสตราจารย์ชินยะ ยามานากะ นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ที่ได้ทำการทดลองทางเคมี เมื่อปี 2006 เพื่อให้เซลล์โตเต็มวัย กลับมามีคุณสมบัติเหมือนกับเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell)

แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงปี 1990 นักวิจัยจากสถาบันรอสลิน สกอตแลนด์ ได้ใช้เทคนิคที่คล้ายกันนี้ในการเปลี่ยนเซลล์ที่โตเต็มวัยที่ได้มาจากแกะให้เป็นตัวอ่อน หรือเอ็มบริโอ (embryo) ซึ่งนำไปสู่การโคลนแกะ “ดอลลี่”

โดยทีมของไรค์ได้ใช้เทคนิค IPS กับเซลล์ผิวหนังของหญิงวัย 53 ปี แต่ลดระยะเวลาการใช้เคมีจาก 50 วันเหลือประมาณ 12 วัน ซึ่งพบว่าเซลล์ผิวหนังผลิตคอลลาเจนได้ดีขึ้น และอ่อนลงกว่าวัยราวกับมาจากหญิงวัย 23 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยกำลังศึกษาหาวิธีอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง และนำไปสู่การช่วยเหลือผู้คนให้มีสุขภาพดีแม้จะเข้าสู่วัยชราต่อไป

“เป้าหมายระยะยาวคือช่วยให้ผู้คนสามารถมีสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้นแม้ว่าจะแก่ชราลง” ไรค์กล่าว

Photo by REUTERS/Amir Cohen

จริงหรือไม่ที่จีนทำให้ศรีลังกาต้องวิกฤต? เปิดความจริงของอุบาย ‘กับดักหนี้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680401

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 15:35 น.จริงหรือไม่ที่จีนทำให้ศรีลังกาต้องวิกฤต? เปิดความจริงของอุบาย 'กับดักหนี้'

Global Times ชี้ว่า “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับจีนที่สร้าง ‘กับดักหนี้’ ในศรีลังกา เป็นการสมคบกันใส่ร้ายป้ายสีของตะวันตกและอินเดียเพื่อต่อต้านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

Global Times สื่อของทางการจีนระบุว่า ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจของศรีลังการุนแรงขึ้น ชาติตะวันตกและอินเดียก็ยิ่งรวมพลังกันต่อต้านโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่จีนเสนอ ซึ่ง Global Times ชี้ว่าการใส่ร้ายป้ายสีมาถึงจุดสูงสุดในช่วงนี้ โดยกล่าวหาว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในศรีลังกาเป็นผลมาจากการสร้าง “กับดักทางยุทธศาสตร์ของจีน” ภายใต้โครงการ BRI 

“คนวงในและผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมกล่าวว่า การที่ฝ่ายตะวันตกโจมตี BRI ครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นในขณะที่มีการปรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ซึ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย เป็นการโจมตีโดยเจตนาและเป็นระบบอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน – คล้ายกับที่ข่าวลือ โครงการที่ลงทุนโดยจีนของท่าเรือฮัมบันโตตา ที่ถูกโจมตีเมื่อย้อนไปในปี 2560” Global Times กล่าว

ทั้งนี้ “กับดักหนี้” (Debt-trap) หมายถึงการที่ประเทศเจ้าหนี้หรือสถาบันที่ยอมผ่อนคลายเงื่อนไขเงินกู้ให้ประเทศที่กู้ยืมเงินเพื่อแลกกับอำนาจทางการเมืองของผู้ให้กู้ และมักจะกล่าวกันว่าเป็นการวางแผนการกันไว้แล้วโดยพิจารณาว่าผู้กู้ไม่มีอำนาจชำระเงินและจะต้องคล้อยตามเงื่อนไขนี้ในที่สุด เป็นคำที่มักใช้โจมตีจีนว่าใช้อุบายนี้ในการครอบงำประเทศที่จีนปล่อยเงินกู้หรือร่วมลงทุนด้วย เช่น ประเทศในแอฟริกา ศรีลังกา หรือแม้แต่ลาว

แต่คำๆ นี้ ถูกวิจารณ์ว่ามีความลำเอียทางการเมืองและไม่ตั้งอยู่บนจ้อเท็จจริง โดยคำว่า Debt-trap ประดิษฐ์ขึ้นมาโดย Brahma Cellaney นักวิชาการชาวอินเดีย และต่อมานิยมใช้ในสหรัฐและประเทศตะวันตกเพื่อโจมตีจีนที่เข้าไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ 

กรณีท่าเรือฮัมบันโตตาของศรีลังกาที่ Global Times กล่าวถึงก็ถูกโจมตีว่าเป็น Debt-trap เนื่องจากหลังจากเป็นโครงการที่รับเงินกู้จากจีน ผ่าน ธนาคาร Exim Bank of China  ให้เงินสนับสนุน 85% ของโครงการในอัตราดอกเบี้ย 6.3% ต่อปี แต่หลังจากเริ่มสูญเสียเงิน และภาระการชำระหนี้ของศรีลังกาเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้ตัดสินใจเช่าโครงการกับรัฐวิสาหกิจจีนคือ China Merchants Port โดยเช่าเป็นเงินสด 99 ปี โดยศรีลังกาใช้เงินจากสัญญาเช่า 1.12 พันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน

แต่เรื่องนี้กลายเป็นที่จับตาของชาติฝ่ายตรงข้ามจีน เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอินเดีย กังวลว่าท่าเรือดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นฐานทัพเรือของจีนได้ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ในอินเดียเริ่มมีการใช้คำว่า “กับดักหนี้” โจมตีจีนและในตะวันตกก็เริ่มใช้กันหลังจากนั้น

ล่าสุด สื่ออินเดีย India Today รายงานเมื่อวันที่ 6 เมษายนว่า วิกฤตของศรีลังกาเกิดจาก”หนี้ต่างประเทศและเงินกู้จากจีน” รายงานอ้างคำพูดของผู้นำฝ่ายค้านอินเดีย คือ สาชิต เปรมทาส (Sajith Premadasa) โดยกล่าวว่าศรีลังกามองหาความช่วยเหลือทางการเงินจากจีนหลัง “การทำสงครามกับกลุ่มกบฏในปี 2552 หนี้ต่างประเทศทั้งหมดของศรีลังกาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์มาจากประเทศจีน”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอย่างเป็นทางการสถาบัน Lowy Institute ในออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่าเงินกู้จากจีนมีสัดส่วนเพียง 10% ของพอร์ตสินเชื่อของศรีลังกา ในขณะที่การกู้ยืมจากตลาดต่างประเทศและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เป็นแหล่งที่มาของหนี้ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่งของศรีลังกา และเงินกู้จากญี่ปุ่นยังคิดเป็น 10% ของหนี้ต่างประเทศ โดยอยู่ในระดับเดียวกับของจีน

นอกจากนี้ Chatham House หรือ Royal Institute of International Affairs สถาบันนโยบายอิสระระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน ตีพิมพ์รายงานการวิจัยในปี 2020 โดยสรุปว่าปัญหาหนี้สินของศรีลังกาไม่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ของจีน แต่เป็นผลมาจาก “การตัดสินใจด้านนโยบายภายในประเทศ” ที่เอื้ออำนวยโดยการปล่อยกู้และนโยบายการเงินของตะวันตกมากกว่านโยบายของรัฐบาลจีน

รายงานยังไม่เชื่อว่าจีนสามารถใช้ท่าเรือฮัมบันโตตาเป็นฐานทัพเรือได้ (เรีรายงานระบุว่าเป็น “ผิดพลาดอย่างชัดเจน”) และตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองและนักการทูตของศรีลังกาได้ยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่เคยพูดถึงหัวข้อนี้กับจีน แบะไม่มีหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของจีนที่หรือใกล้ท่าเรือฮัมบันโตตานับตั้งแต่การเช่าท่าเรือเริ่มต้นขึ้น

ไต้ หย่งหง ผู้อำนวยการสถาบันผลประโยชน์ต่างประเทศของจีน มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น กล่าวกับ Global Times ว่า  “ใครกันที่ควรถูกตำหนิสำหรับความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของศรีลังกา? ในด้านหนึ่ง การลงทุนของจีนได้สร้างโอกาสในการทำงานในท้องถิ่นมากมาย และเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของศรีลังกาที่มีมายาวนานกว่าทศวรรษ ในทางกลับกัน การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของรัสเซียฝ่ายตะวันตกได้ผลักดันต้นทุนของพลังงานและสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศของศรีลังกาเปราะบางมากขึ้น” 

Photo –  REUTERS/Dinuka Liyanawatte TPX IMAGES OF THE DAY

มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter ดัน Dogecoin มีบทบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680385

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 11:00 น.มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter ดัน Dogecoin มีบทบาท

มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter Blue ลดราคา-แบนโฆษณา-เพิ่มทางเลือกชำระเงิน

วันนี้ (10 เม.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าหลังจากที่อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น 9.2% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Twitter และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท มัสก์ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงบน Twitter Blue บริการสมาชิกแบบรายเดือน รวมถึงการลดราคา การแบนโฆษณา และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล Dogecoin

มัสก์กล่าวผ่าน Twitter ในวันนี้ว่าทุกคนที่สมัคร Twitter Blue ที่จ่ายเงิน 3 เหรียญสหรัฐต่อเดือนควรได้รับเครื่องหมายบน Twitter แต่แตกต่างจากเครื่องหมายติ๊กถูกสำหรับบัญชีบุคคลสาธารณะหรือบัญชีทางการ และต้องไม่มีโฆษณาด้วย

But should be different from “public figure” or “official account” checkmark— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

มัสก์ยังพูดถึงการชำระค่าสมัครสมาชิกว่า ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญสหรัฐต่อเดือน และควรเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินอย่างเช่นสกุลเงินท้องถิ่น

Price should probably be ~$2/month, but paid 12 months up front & account doesn’t get checkmark for 60 days (watch for CC chargebacks) & suspended with no refund if used for scam/spam

— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

Maybe even an option to pay in Doge?— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

“หรือแม้กระทั่งตัวเลือกในการจ่ายด้วย Doge?” มัสก์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้าน Twitter ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับคำแนะนำของมัสก์

ทั้งนี้ Twitter Blue เปิดตัวเมื่อเดือนมิ.ย. 2021 เป็นบริการสมัครสมาชิกครั้งแรกของ Twitter เพื่อการเข้าถึงฟีเจอร์พรีเมี่ยมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านการสมัครสมาชิกแบบรายเดือน ซึ่งมีให้บริการในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

Photo by Patrick Pleul/Pool via REUTERS/File Photo

ไล่นายกฯ ปากีสถาน รัฐบาลใหม่มาจะสะเทือนการเมืองโลกขนาดไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680382

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 10:22 น.ไล่นายกฯ ปากีสถาน รัฐบาลใหม่มาจะสะเทือนการเมืองโลกขนาดไหน?

EXPLAINER by Reuters การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปากีสถานมีความหมายต่อการเมืองโลกอย่างไร

อิมราน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกขับออกจากตำแหน่งในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจในรัฐสภาในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ หลังจากดำรงตำแหน่ง 3 ปี 7 เดือน

รัฐบาลใหม่มีโอกาสที่จะถูกจัดตั้งภายใต้การนำของเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) ผู้นำฝ่ายค้านมากที่สุด หลังจากที่รัฐสภาจะประชุมกันอีกครั้งในวันจันทร์เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 220 ล้านคนตั้งอยู่ระหว่างอัฟกานิสถานทางตะวันตก จีนทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอินเดียทางตะวันออก ทำให้เป็นประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2561 ท่าทีของข่านกลายเป็นการต่อต้านอเมริกามากขึ้น และเขาแสดงความปรารถนาที่จะเข้าใกล้จีนมากขึ้น และเมื่อเร็วๆ นี้ขยับเข้าใกล้รัสเซีย รวมถึงการเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันบุกยูเครนเริ่มต้นขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และเอเชีย กล่าวว่า กองทัพที่มีอำนาจของปากีสถานมักควบคุมนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศ แต่ท่าทีและโวหารที่แข็งกร้าวของข่านส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่สำคัญหลายประการ

นี่คือสิ่งที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาอย่างหนัก หมายถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในปากีสถาน คือ

อัฟกานิสถาน

ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยข่าวกรองทางทหารของปากีสถานกับกลุ่มตอลิบานได้คลายตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ขณะนี้กลุ่มตอลิบานกลับมามีอำนาจอีกครั้งในอัฟกานิสถาน และเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและมนุษยธรรมอันเนื่องมาจากการขาดเงินและการแยกตัวจากนานาชาติ กาตาร์จึงเป็นพันธมิตรต่างชาติที่สำคัญที่สุดของพวกเขา

“เรา (สหรัฐฯ) ไม่ต้องการปากีสถานเป็นช่องทางติดต่อกับกลุ่มตอลิบาน กาตาร์กำลังเล่นบทบาทนั้นอยู่ในขณะนี้” ลิซ่า เคอร์ติส ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกของศูนย์ความมั่นคงแห่งอเมริกายุคใหม่กล่าว 

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นระหว่างกลุ่มตอลิบานและกองทัพปากีสถาน ซึ่งสูญเสียทหารไปหลายคนในการโจมตีใกล้กับพรมแดนซึ่งกันและกัน ปากีสถานต้องการให้กลุ่มตอลิบานดำเนินการมากกว่านี้เพื่อปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรง และกังวลว่าพวกเขาจะแพร่กระจายความรุนแรงไปยังปากีสถาน ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ข่านวิจารณ์กลุ่มตอลิบานในเรื่องสิทธิมนุษยชนน้อยกว่าผู้นำต่างชาติส่วนใหญ่

จีน

ข่านเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงบวกของจีนในปากีสถานและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (CPEC) มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ที่ผูกเพื่อนบ้านทั้งสองเข้าด้วยกันนั้น แท้จริงแล้วมีแนวคิดและริเริ่มขึ้นภายใต้พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นสองพรรคของปากีสถาน ซึ่งทั้งสองพรรคถูกกำหนดให้แบ่งปันอำนาจในรัฐบาลใหม่

ผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อาจเป็นไปได้คือ ชารีฟ น้องชายของอดีตนายกรัฐมนตรีนาวาซ ชาริฟที่เคยรั้งตำแหน่งผู้นำประเทศ 3 สมัย ได้ทำข้อตกลงกับจีนโดยตรงในฐานะผู้นำของจังหวัดปัญจาบทางตะวันออก และชื่อเสียงของเขาในการขับเคลื่อนให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ให้ประสบความสำเร็จ ในขณะที่หลีกเลี่ยงความเป็นจุดเด่นทางการเมือง ท่าทีนี้อาจสร้างความพอใจให้กับจีน

อินเดีย

เพื่อนบ้านทั้งสองที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งคู่ได้ต่อสู้ในสงครามมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2490 โดยสองครั้งในนั้นอยู่ในพื้นที่พิพาทของชาวมุสลิมในแคชเมียร์

เช่นเดียวกับอัฟกานิสถาน กองทัพของปากีสถานที่ควบคุมนโยบายในพื้นที่อ่อนไหว และความตึงเครียดตามแนวชายแดนพฤตินัยนั้นอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากการหยุดยิง

แต่ไม่มีการเจรจาทางการฑูตอย่างเป็นทางการระหว่างอินเดียและปากีสถาน มานานหลายปี เนื่องจากความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งในประเด็นต่างๆ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงของข่านต่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย ในการจัดการกับการโจมตีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในอินเดีย

การัน ทาปาร์ นักวิจารณ์การเมืองชาวอินเดียที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด กล่าวว่า กองทัพปากีสถานอาจกดดันรัฐบาลใหม่ในอิสลามาบัดให้สานต่อความสำเร็จในการหยุดยิงในแคชเมียร์

พล.อ.กามาร์ จาเวด บัจวา ผู้บัญชาการกองทัพที่มีอำนาจของปากีสถาน กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่าประเทศของเขาพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าในประเด็นแคชเมียร์ หากอินเดียเห็นด้วย

ตระกูลชารีฟ ที่อาจจะกลับมาเป็นนายกรับมนตรีอีกอยู่ในระดับแนวหน้าของการแสดงท่าทีเป็นไมตรีกับอินเดียหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญในเอเชียใต้ในสหรัฐฯ กล่าวว่าวิกฤตการเมืองของปากีสถานไม่น่าจะมีความสำคัญสำหรับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้ซึ่งกำลังต่อสู้กับสงครามในยูเครน เว้นแต่จะนำไปสู่ความไม่สงบหรือความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอินเดีย

“เรามีประเด็นอื่นๆ อีกมากที่จะลงมือ” โรบิน ราเฟล อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียใต้ และเป็นผู้ร่วมงานอาวุโสของศูนย์ความคิดของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่า เนื่องจากกองทัพปากีสถานยังคงควบคุมนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงอยู่เบื้องหลัง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“เนื่องจากเป็นกองทัพที่ชี้ให้เห็นถึงนโยบายที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญจริงๆ เช่น อัฟกานิสถาน อินเดีย และอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาทางการเมืองภายในของปากีสถานจึงไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่” ลิซ่า เคอร์ติส ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าว 

ลิซ่า เคอร์ติสเสริมว่า การเยือนมอสโกของข่านถือเป็น “หายนะ” ในแง่ของความสัมพันธ์สหรัฐฯ และรัฐบาลชุดใหม่ในกรุงอิสลามาบัดอย่างน้อยก็สามารถช่วยแก้ไขความสัมพันธ์ “ในระดับหนึ่ง”

ข่านกล่าวโทษสหรัฐฯ ต่อวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน โดยกล่าวว่าวอชิงตันต้องการให้เขาถูกถอดออกเนื่องจากการเดินทางไปมอสโกครั้งล่าสุด แต่ทางวอชิงตันปฏิเสธบทบาทใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

Photo – REUTERS/Saiyna Bashir/File Photo

คาลินินกราด ดินแดนรัสเซียใจกลางยุโรปที่อาจตั้งฐานยิงนิวเคลียร์ถล่มยุโรปได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680343

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 15:43 น.คาลินินกราด ดินแดนรัสเซียใจกลางยุโรปที่อาจตั้งฐานยิงนิวเคลียร์ถล่มยุโรปได้

ดินแดนของรัสเซียใจกลางยุโรป อาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญหากเกิดสงครามนิวเคลียร์

คาลินินกราด เป็นเขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบอลติก ซึ่งแม้จะเป็นของรัสเซียแต่ดินแดนแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ติดกับแผ่นดินใหญ่รัสเซีย แต่มีชายแดนติดกับโปแลนด์และลิทัวเนีย เรียกได้ว่าเป็นดินแดนของรัสเซียที่อยู่ใจกลางยุโรปเลยทีเดียว

สำคัญอย่างไร?

ในขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยุโรปที่ทวีคูณขึ้น เชื่อกันว่ารัสเซียมีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์อยู่ที่คาลินินกราด ดินแดนของรัสเซียที่อยู่ใจกลางยุโรป ซึ่งจะช่วยรับรองความปลอดภัยให้กับรัสเซียได้

TRT World ระบุว่านักวิเคราะห์ทางทหารบางคนเชื่อว่าหากนาโตเข้าแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปัจจุบัน หรือหากรัสเซียเบนเป้าหมายไปที่อดีตสาธารณรัฐโซเวียตอื่นๆ ที่จัดหาอาวุธให้กับยูเครน คาลินินกราดอาจเป็นฐานที่ตั้งสำหรับการโจมตีประเทศเหล่านั้น

ซาราห์ ไวท์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเล็กซิงตันมองว่า “การโจมตีอาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดนทางตะวันออกสุดของนาโต โดยเฉพาะชายแดนของโปแลนด์กับเบลารุส หรือหนึ่งในกลุ่มประเทศบอลติก จากแคว้นคาลินินกราดที่มีอาวุธหนัก”

ไวท์กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เตรียมความพร้อมกองกำลังนิวเคลียร์ตั้งแต่เริ่มโจมตียูเครน อาจใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์ Iskander ที่เชื่อว่ามีอยู่ในคาลินินกราดกำหนดเป้าหมายไปยังเมืองหลวงในยุโรป หากความขัดแย้งบานปลายไปสู่สงครามนิวเคลียร์

ภาพแสดงตำแหน่งของคาลินินกราด

ด้านรัสเซียไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด โดยดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวเมื่อปี 2018 ว่า “การติดตั้งอาวุธใดๆ หรือหน่วยทหารในอาณาเขตของรัสเซีย เป็นเรื่องของสหพันธรัฐรัสเซียเท่านั้น”

แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสส่วนหนึ่งรวมถึงประธานาธิบดีของลิทัวเนีย ยืนยันว่ารัสเซียติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด

ขณะที่ ฮันส์ คริสเตนเซ่น ผู้อำนวยการโครงการข้อมูลนิวเคลียร์ของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายทางดาวเทียมทำให้เชื่อได้ว่ามีสถานที่จัดเก็บอาวุธนิวเคลียร์ในคาลินินกราด

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะควาขัดแย้งในยูเครนจะปะทุขึ้น ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซียและอดีตประธานาธิบดี กล่าวว่ารัสเซียสามารถนำอาวุธนิวเคลียร์ไปใช้ในคาลินินกราด เพื่อตอบสนองต่อการติดตั้งขีปนาวุธของนาโตในโปแลนด์และยุโรปตะวันออก

นอกจากนี้ คาลินินกราดยังมีท่าเรือที่ปราศจากน้ำแข็งตลอดทั้งปีเพียงแห่งเดียวของทะเลบอลติก ทำให้เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญกับทั้งรัสเซียและกลุ่มประเทศบอลติกอย่างเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ในการรับประกันการขนส่งและการค้าทั่วทั้งภูมิภาค

อยู่ใจกลางยุโรปแต่ทำไมเป็นของรัสเซีย?

นอกจากความสำคัญเชิงกลยุทธ์และการทหารแล้ว คาลินินกราดยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายสำหรับทั้งประวัติศาสตร์ยุโรปและรัสเซีย

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 คาลินินกราดเคยมีชื่อว่า เคอนิชส์แบร์ค (Konigsberg) ในภาษาเยอรมันแปลว่าหุบเขาแห่งกษัตริย์ และเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรปรัสเซียหรือที่กลายมาเป็นเยอรมนีในปัจจุบัน จนกระทั่งปี 1701 เมื่อราชวงศ์ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงเบอร์ลิน

อย่างไรก็ตาม ปรัสเซียเคยสูญเสียเคอนิชส์แบร์คให้กับรัสเซียในช่วงปี 1758 แต่ก็สามารถยึดคืนมาได้ในอีก 4 ปีต่อมา จนกระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองนี้เป็นสนามรบที่รุนแรงระหว่างกองกำลังโซเวียตและนาซีเยอรมนี

ในที่สุดเมืองนี้ก็ตกเป็นของสหภาพโซเวียตในปี 1945 และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นคาลินิน ซึ่งมาจาก มิคาอิล คาลินิน ผู้นำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษซึ่งเป็นประมุขอย่างเป็นทางการของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922-1946

หลังได้เมืองคาลินินกราดมาเป็นที่เรียบร้อย โซเวียตบังคับให้ชาวเยอรมันในเมืองนี้อพยพไปยังเยอรมนี จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 คาลินินกราดก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมาจนถึงปัจจุบัน

ประชากรทั้งหมดในคาลินินกราดปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 1 ล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากส่วนต่างๆ ของรัสเซีย

ภาพ: ปราสาทเคอนิชส์แบร์ค (Königsberg Castle and Courtyard, c. 1900/Unknown author/Wikipedia)

ทำไมไทยตัดสินใจถูก ที่งดออกเสียงไม่ไล่รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680361

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.ทำไมไทยตัดสินใจถูก ที่งดออกเสียงไม่ไล่รัสเซีย

รัสเซีย สหรัฐ จีน มีประเทศไหนบ้างที่มือสะอาดจนสามารถประณามชาติอื่นว่าเป็นศัตรูของหลักการสิทธิมนุษยชน?

ช่วงหลังๆ มานี่รัสเซียถูกกล่าวหาสังหารโหดพลเรือนในยูเครนบ่อยครั้งมากขึ้น กรณีที่ทำให้โลกหมดความอดทนคือการสังหารหมู่ที่เมืองบูชา เป็นเหตุให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติให้ระงับรัสเซียจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) มีคะแนนเสียงเห็นชอบ 93 เสียง ขณะที่ 24 ประเทศไม่เห็นด้วย และ 58 ประเทศงดออกเสียง ด้วยการผลักดันที่นำโดยสหรัฐและชงโดยยูเครน

รัสเซียไม่ยอมรับการถูกเตะออกจาก UNHRC บอกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมาย ส่วนยูเครนนั้นถึงกับบอกว่า “ซาบซึ้งใจ” ในสมาชิกยูเอ็นที่ช่วยกันขับรัสเซียออกไปจากสภาสิทธิมนุษยชนแห่งนี้

ในวันเดียวกับที่รัสเซียถูกไล่ออกจาก UNHRC เพราะถูกกล่าวหาเรื่องสังหารพลเรือนที่บูชา ผู้ว่าการแคว้นโดเนตสค์ทางตะวันออกของยูเครนกล่าวหากองกำลังรัสเซียในการยิงระเบิดลูกปรายที่สถานีรถไฟในเมืองครามาตอสก์ คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 50 คน ผู้ว่าของเมืองบอกว่าการโจมตีครั้งนี้ “มีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีพลเรือน”

แต่อีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีเมืองบูชา รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และเช่นเดียวกับครั้งก่อน รัสเซียบอกว่ายูเครนนั่นแหละที่ลงมือทำเองเพื่อจัดฉากใส่ร้ายป้ายสีรัสเซีย

กรณีเมืองบูชารัสเซียเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน ยังไม่ทันสอบ UNHRC ก็ถอดรัสเซียออกจากสถานะสมาชิกไปเสียก่อน

ดูเผินๆ เหมือนรัสเซียจะถูกโดดเดี่ยว แต่ถ้ารัสเซียเชื่อมั่นจริงๆ ว่าตัวเองไม่ได้ฆ่าคนบริสุทธิ์ การถูกไล่ (ชั่วคราว) จาก UNHRC จะเป็นผลดีกว่า นั่นหมายความว่าหาก UNHRC หรือหน่วยงานอิสระใดๆ ก็ตาม ตั้งคณะสอบสวนขึ้นมาจริงๆ เรื่องการสังหารพลเรือนในยูเครน ผลการสอบสวนนี้จะไม่ถูกมองว่าถูกรัสเซียใช้อำนาจแทรกแซง

เรื่องนี้เกี่ยวถึงไทยด้วย การลงมติกรณีขับรัสเซียนั้นไทยงดออกเสียง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้บางคนไม่พอใจที่ไทยอาจจะเอียงไปทางรัสเซีย “จนน่าเกลียด” โดยเฉพาะกลุ่มคนใส่ใจปัญหาสิทธิมนุษยชนมากๆ ย่อมคิดว่าไทยกำลังสนับสนุน “มารร้าย” ที่ทำลายชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์หรือไม่?

แต่ผู้เขียนคิดว่าไทยแสดงท่าทีถูกต้องแล้ว 

เหตุผลนั้นอยู่ในคำอธิบายแถลงของนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ที่ชี้แจงถึงการตัดสินใจงดออกเสียงดังกล่าว 7 ข้อ หนึ่งในเหตุผลคือ

“ในการพิจารณาสถานการณ์อย่างยุติธรรม จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับและหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเพิ่มเติมที่สามารถพิสูจน์ได้ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งรวมถึงเอกสารที่จะนำเสนอต่อศาลระหว่างประเทศ เราจึงสนับสนุนการเรียกร้องของเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสจี) ให้มีการสอบสวนโดยอิสระ เพื่อรับรองความรับผิดชอบและหวังว่าคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นโดยเอชอาร์ซี จะสามารถเริ่มเริ่มต้นทำงานได้เร็วที่สุดในการสืบสวนข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนี้อย่างเป็นกลาง โปร่งใสและครอบคลุม”

มันไม่ได้หมายความว่าไทยเอียงเข้าข้างรัสเซีย แต่หมายความว่าก่อนจะบอกว่ารัสเซียทำควรจะตรวจสอบให้ชัดก่อนว่าทำจริงหรือไม่ 

อย่าเอาเยี่ยงอย่างผู้นำชาติตะวันตกที่ใช้ความรู้สึกชี้นำโลก เช่น อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปที่กล่าวกับนักข่าวบนรถไฟหลังการเยือนยูเครนว่า “สัญชาตญาณของฉันบอกว่า ถ้านี่ไม่ใช่อาชญากรรมสงคราม แล้วจะเรียกอาชญากรรมสงครามว่าอะไร”

ถามจริงๆ ว่าเรื่องแบบนี้ใช้สัญชาติญาณกันได้ด้วยหรือ?

แต่ ฟอน เดอร์ เลเยน ก็พูดสำทับในเวลาเดียวกันว่า“แต่ฉันเป็นแพทย์โดยอาชีพ และทนายความต้องสอบสวนอย่างรอบคอบ” – การพูดแบบนี้แม้จะดูเหมือนถ่วงดุลกับประโยคแรก แต่พูดด้วยอารมณ์ความรู้สึกก็ยังไม่สมควรอย่างยิ่งกับเรื่องเปราะบางแบบนี้

เรื่องความชอบธรรมของการก่อสงครามก็เรื่องหนึ่ง ข้อหาอาชญากรรมสงครามก็เรื่องหนึ่ง หากเอามาปนกันกระบวนการใช้กฎหมายระหว่างประเทศจะเกิดความลำเอียงขึ้นมา

โดยเฉพาะ UNHRC นั้นมีปัญหาภายในมาโดยตลอด เพราะชาติตะวันตกกล่าวหาว่า “ลำเอียง”

แต่ไรมาพวกชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐไม่พอใจ UNHRC จนชักเข้าชักออกก็หลายครั้ง สหรัฐแม้จะโพนทะนาตัวเองว่าเป็นแชมเปี้ยนแห่งหลักสิทธิมนุษยชน แต่หากเรื่องถอนตัวจากสภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติแห่งนี้ 2 ครั้งแล้ว เหตุผลก็คือเชื่อว่า UNHRC ลำเอียงในเรื่องโจมตีอิสราเอลบ่อยเกินไป

รู้ๆ กันอยู่ว่าสหรัฐอุ้มอิสราเอลแค่ไหน เป็นที่เข้าใจว่าเมื่อลูกหาบถูกโจมตี ลูกพี่ก็ต้องปกป้องเป็นธรรมดา แต่มันก็มีความไม่แฟร์เช่นกันเรื่องที่ UNHRC มักจะเล่นงานอิสราเอล (ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์) ถี่เกินไป เกินจนผิดปกติ ขณะที่โลกเราก็ยังมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกเทน้ำหนักเท่าอิสราเอล

ทำไมมันถึงถูกกล่าวหาว่าทำงานเอียงกระเท่เร่แบบนั้น?

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ในปี 2551 อ้างข้อมูลกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสระกล่าวว่า UNHRC กำลังถูกควบคุมโดยประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาบางประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน รัสเซีย และคิวบา ซึ่งปกป้องซึ่งกันและกันจากการถูกพากษ์วิจารณ์

จะเห็นว่าอำนาจการโหวตอยู่ในกลุ่ม “ประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” (ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น) ที่อาจจะเป็นทั้งประเทศโปรจีน โปรรัสเซีย หรือไม่ได้โปรใครเลยแต่ไม่ชอบ “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ที่ชาติตะวันตกผูกขาด

ถามว่ามันแฟร์ไหม? ถ้าว่ากันตามหลักประชาธิปไตยที่ทุกประเทศมีสิทธิ์โหวตเท่ากัน มันแฟร์ที่สุดแล้ว เว้นแต่คุณจะคิดว่าประเทศเหล่านั้นเป็น “ผู้ร้าย” ที่ไม่ควรมีความชอบธรรมใดๆ ในสภาพแห่งสิทธิมนุษยชน

ชาติตะวันตกมองสมาชิกส่วนใหญ่ใน UNHRC เป็นแบบนี้จริงๆ นั่นคือไม่ชอบธรรม เพราะมีปัญหาสิทธิมนุษยชนกันทั้งนั้น ส่วนตัวเองไร้มลทินจากปัญหาพวกนั้นแถมยังเป็นผู้เชิดชูหลักสิทธิมนุษชนตัวจริง

ในเมื่อสู้ไม่ไหว สหรัฐจึงถอนตัวออกจาก UNHRC เสียอย่างนั้น แล้วออกมาโปรโมทแนวทางสิทธิมนุษยชนของตัวเอง ซึ่งหลายๆ ประเทศบอกว่ามันไม่ใช่การส่งเสริมหลักการอะไรหรอก มันเป็นแค่การใช้สิทธิมนุษยชนมาบังหน้าเพื่อโจมตีประเทศอื่นเสียมากกว่า

เมื่อสหรัฐออกมา UNHRC ก็กลายเป็นของ “กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” อยู่หลายปี แต่สหรัฐเปลี่ยนผู้นำมาเป็นพรรคเดโมแครตเมื่อไร เช่น สมัยโอบามาหรือสมัยไบเดน ก็จะหวนกลับมานั่งเก้าอี้ UNHRC อีกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน สหรัฐกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ และยังสามารถเขี่ยรัสเซียออกไปได้ด้วย

สมกับที่ผู้นำบางคนต้องการให้สหรัฐกลับมาเหลือเกินเพื่อมาสร้างดุลอำนาจในคณะมนตรีแห่งนี้

แต่สหรัฐจะเขี่ยรัสเซียออกไปได้อย่างถาวรหรือไม่นั้น ทั้งมวลขึ้นอยู่กับว่าการสังหารหมู่พลเรือนที่ยูเครน รัสเซียลงมือจริงหรือไม่หากทำจริงแล้วมีหลักฐานมัดตัวแค่ไหน หากมีหลักฐานสหรัฐย่อมเอารัสเซียตายแน่นอน เพราะตอนนี้ตัวเองเริ่มมีบทบาทใน UNHRC อีกครั้ง

แต่ถ้าจับคาหนังคาเขาไม่ได้ สหรัฐเองนั่นแหละที่อาจจะต้องอัปเปหิตัวเองออกจากสภาพแห่งนี้ไปอีกรอบ เพราะหลายประเทศเขารับไม่ได้กับแนวทางสิทธิมนุษยชนของสหรัฐ โดยเฉพาะการโจมตีประเทศอื่นๆ ว่ากดขี่อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวเองก็ละเมิดประเทศอื่นไม่ใช่น้อย แถมยังเสียงอ่อยๆ เวลาอิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์

แน่นอนว่า UNHRC อาจจะลำเอียง “รังแก” อิสราเอลอย่างไม่แฟร์ไปหน่อย (อย่างที่ชาติตะวันตกว่า) แต่สหรัฐและชาติตะวันตกก็ไม่แฟร์เช่นกันที่ทำเป็นลืมตาข้างเดียวกับประเทศพันธมิตรของที่ตัวเอง

กรณีขับรัสเซียออกจากสภานี้ก็ชัดเจนว่า UNHRC ไม่ได้หน้ามืดตามัวโอบอุ้มรัสเซีย และสะท้อนว่าคณะมนตรีแห่งนี้ไม่ได้ถูกครอบงำโดยรัสเซียหรือจีนอย่างที่บางกลุ่มกล่าวหา

เมื่อรัสเซียถูกกล่าวหาว่ากระทำการผิดมนุษยมนา ก็ต้องไล่ออกไปก่อน แล้วตั้งทีมสอบสวนให้มีหลักฐานชัดๆ จากนั้นค่อยตะเพิดถาวรก็ยังไม่สาย อย่างที่ไทยได้เสนอมา นี่เป็นท่าทีที่ชาญฉลาด สุขุมรอบครอบ

เมื่อรัสเซียผิดจริง ชาวโลกที่สนับสนุนรัสเซียก็มีเหตุให้ควรเลิกคบหาเสีย หาไม่แล้วก็เท่ากับร่วมมือกับ “จอมมาร”

แต่มันยังมีวิธีการบางอย่างที่รัสเซียสามารถศึกษาจากชาติตะวันตกได้ อย่างหลายกรณีที่ทหารในกองทัพสหรัฐสังหารและทรมานพลเรือนจำนวนมากในอิรักและอัฟกานิสถาน กรณีเหล่านี้กองทัพสหรัฐ/ประเทศสหรัฐไม่ได้ถูกเอาผิดฐานอาชญากรสงคราม ไม่มีใครคว่ำบาตร และไม่มีใครเจ็บปวดกับเหยื่อพวกนี้ (ในระดับเดียวกับที่ยูเครน) เพราะกรณีเหล่านี้ถูกโยนให้เป็นผลงานของ “ทหารนอกแถว” บางคน และสหรัฐจัดการสอบสวนและตั้งศาลพิจารณา “อย่างโปร่งใส”

ผลก็คือ การฆ่าพลเรือนมากมายไม่ถือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ แต่กลับเป็นอาชญากรรมโดยบางบุคคล แต่คำถามก็คือรัฐควรรับผิดชอบหรือไม่? และหากรัสเซียทำแบบเดียวกันบ้างชาติตะวันตกจะยอมรับได้หรือเปล่า?

ตอบให้เลยว่ายากจะยอมรับ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมประเทศโลกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจึงไม่เข้าข้างพวกชาติตะวันตก เพราะรู้นิสัยใจคอว่าเอาแต่หลักการตัวเองเป็นที่ตั้งและมักจะใช้หลักสิทธิมนุษยชนไม่ใช่โดยเจตนาบริสุทธิ์ แต่เพื่อหวังผลการเมือง

ดังที่ จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวตอบว่าทำไมจีนถึงไม่โหวตขับรัสเซียจาก UNHRC เขาตอบว่า “เราคัดค้านการใช้ประเด็นทางการเมืองและการใช้เครื่องมือในประเด็นสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานและการเผชิญหน้าในประเด็นสิทธิมนุษยชน และการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศอื่นๆ”

และชาติตะวันตกนั้นก็หาใช่พ่อพระไม่ บางกรณียังถูกมองว่าเป็นยักษ์เป็นมารด้วยซ้ำ

ชาติตะวันตกนั้นต้องการให้โลกอยู่ในระเบียบที่ตัวเองสร้างขึ้น ประชาธิปไตยก็ต้องเป็นประชาธิปไตยเวอร์ชั่นของพวกตน ทุนนิยมก็ต้องทุนนิยมเสรีสุดติ่งแบบพวกตน และ “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ก็ต้องเป็นวาทกรรมที่พวกตนนิยมขึ้น

หากผิดไปจากนี้ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สิทธิมนุษยชน

ประเทศอื่นๆ ไม่พอใจการยัดเยียดแบบนี้ ไทยเองก็ถูกกระทำอยู่เนืองๆ แต่ก็นอบน้อมด้วยดีเพราะตัวองก็มีปัญหานี้จริงๆ ทว่าบางครั้งไทยก็ต้องเถียงบ้างให้รู้ว่าเราแก้ปัญหาจริงจัง และประเทศที่ต่อเราก็ใข่ว่าจะสะอาดบริสุทธิ์เสียเมื่อไร

ไทยเราน่าจะเรียนวิธีตอบโต้ที่เผ็ดร้อนแบบจีน

ผู้ที่เถียงเรื่อง “วาทกรรมสิทธิมนุษยชน” ของตะวันตกได้แหลมคมที่สุดคนหนึ่งคือ ศ. จางเหวยเหว่ย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ศ. จาง เขียนไว้ในบทความเรื่อง ยุติธรรมหรือไม่ที่ชาติตะวันตกจะวิพากษ์วิจารณ์ประวัติสิทธิมนุษยชนของจีน?

เขาบอกว่าชาติตะวันตกนั้นยกเรื่องการสร้างประชาธิปไตยและเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นประเด็นสิทธิมุนษยชนอันดับแรก แต่จีนคิดว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก คือทำให้คนได้มีกินมีใช้ มีปัจจัยพื้นฐานในชีวิตเสียก่อน

ศ. จาง ยกตัวอย่างว่า “เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับผมเสมอที่หลายคนในตะวันตกเชื่อว่าพวกเขารู้จักจีนดีกว่าคนจีน รู้จักแอฟริกาดีกว่าคนแอฟริกัน หรือรัสเซียดีกว่าคนรัสเซีย นี้เป็นสิ่งที่ผิด ยกตัวอย่างแอฟริกา ตะวันตกมักคิดว่าการสร้างประชาธิปไตยควรมีความสำคัญสูงสุดสำหรับแอฟริกา แต่อย่างน้อยก็ควรถามชาวแอฟริกันด้วยตัวเองว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้เดินทางไปหลายประเทศในแอฟริกา และพูดได้เลยว่าชาวแอฟริกันส่วนใหญ่ต้องการแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน เช่น อาหาร งาน การรักษาโรค และความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ตะวันตกขอให้พวกเขาวางระบอบประชาธิปไตยไว้เหนือสิ่งอื่นใด และในท้ายที่สุด มีกี่ประเทศแล้วที่จบลงด้วยความโกลาหล?”

ดังนั้นในสายตาของจีน สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องแก้ก่อนคือการกำจัดความยากจน และจีนก็ทำเรื่องนี้สำเร็จจริงๆ ถามว่ามันจะทำให้จีนเสรีขึ้นไหม ตอบว่าไม่เสมอไป เพราะตอนนี้จีนกลับมีบรรยากาศที่เข้มงวดขึ้น ไม่ได้กลายเป็นสังคมที่เปิดกว้างขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่สวนทางกับค่านิยมตะวันตก ยิ่งทำให้สองฝ่ายลงรอยกันไม่ได้ในประเด็นดังกล่าว และทำให้คำกล่าวของ ศ. จางเหวยเหว่ย มีปัญหาในจุดนี้

แต่ทัศนะของเขาก็เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ได้ดี อย่างที่จางเหวยเหว่ยยกสิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นธงนำโจมตีค่านิยมอเมริกัน

เขาบอกว่า “มัน (สิทธิมนุษยชนตะวันตก) ล้มเหลวในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนของอเมริกาไม่รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หากสหรัฐฯ สามารถจัดการกับปัญหาของชาวอเมริกันเกือบหนึ่งในหกที่ไม่มีประกันสุขภาพ จากมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้ มันอาจจะง่ายกว่ามากสำหรับสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหานี้”

เรื่องนี้เป็นความจริงที่แปลกประหลาด คือสหรัฐมีระบบสาธารณสุขที่ไม่เป็นธรรมที่สุด (หรือด้อยพัฒนาที่สุด) ในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงการรักษาพื้นฐานได้ เพราะสังคมอเมริกันหมกมุ่นกับทุนนิยมที่ใครมือยาวสาวได้สาวไปมากเกินเหตุ

ถามว่านี่เป็นบั่นทอนสิทธิมนุษยชนหรือไม่? ในสายตาของนักวิชาการคนนี้บอกว่า นี่คือปัญหาใหญ่เลยทีเดียว

ที่ยกแนวคิดของ ศ. จางเหวยเหว่ยมาบอกเล่าก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเขาไม่ได้คล้อยตามค่านิยมตะวันตก พวกเขามีวิธีคิดที่ต่างออกไป และเป็นเหตุให้ UNHRC ถูกกล่าวหาว่าถูกบงการจากประเทศ (ที่ชาติตะวันตกกลาวหาว่า) ละเมิดสิทธิมนุนุษยชนตัวเอ้

แน่นอนว่าหลายประเทศในโลกมีการกดขี่ผู้คนอย่างเลวร้ายจริง และมีที่นั่งใน UNHRC ได้อย่างหน้าตาเฉย แต่ประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นทูตสวรรค์ของหลักสิทธิมนุษยชนนั้น ก็ทอดทิ้งประชาชนของตัวเองใตามยถากรรมไร้มนุษยธรรมเช่นกัน

ยังไม่นับความขัดแย้งมากมายในศตวรรษที่ 21 ที่เกิดขึ้นจากชาติตะวันตกในนามของการกวาดล้างผู้ก่อการร้าย การสร้างประชาธิปไตย อย่างที่ จางเหวยเหว่ยกล่าวว่า “ถ้าคุณถามผมว่าอะไรคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและร้ายแรงที่สุดในศตวรรษที่ 21 ผมจะบอกว่านั่นคือสงครามอิรัก ซึ่งสหรัฐอเมริกาเริ่มดำเนินการโดยขัดต่อเจตจำนงของชาวอิรักและประชาคมระหว่างประเทศ มีชีวิตผู้บริสุทธิ์กี่คนที่สูญเสียไปในสงครามครั้งนี้? นับแสนๆ คน สงครามครั้งนี้ทำให้คนไร้บ้านกี่คนหรือ? นับล้านคน”

คำถามก็คือ หากการรุกรานยูเครนและฆ่าพลเรือนยูเครนคืออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในอิรักควรเป็นการกระทำของอาชญากรหรือไม่?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP

ไม่ใช่แค่รัสเซียที่โคม่า อเมริกาและทั้งโลกเศรษฐกิจจะถดถอยตามไปด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680336

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 14:20 น.ไม่ใช่แค่รัสเซียที่โคม่า อเมริกาและทั้งโลกเศรษฐกิจจะถดถอยตามไปด้วย

จากการที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรคาดการว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่ดูเหมือนว่าทั่วโลกรวมถึงชาติตะวันก็อาจจะไม่รอดจากชะตากรรมเดียวกัน ใครบ้างที่มองเห็นหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้?

1. Michael Hartnett หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของธนาคารแห่งอเมริกา (BofA) เขียนไว้ในบันทึกประจำสัปดาห์ถึงลูกค้าและ Reuters รายงานต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคกำลังถดถอยอย่างรวดเร็วและอาจผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)  ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้มงวดนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของ BofA ยังบอกว่า “ภาวะเงินเฟ้อที่ตกต่ำลง อัตราที่น่าตกใจเพิ่งเริ่มต้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังจะเกิดขึ้น” และเขาเสริมว่าในบริบทนี้ เงินสด ความผันผวน สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิทัลอาจทำได้ดีกว่าพันธบัตรและหุ้น

2. Jamie Dimon ผู้บริหารระดับสูงของเจพีมอร์แกน กล่าวในจดหมายประจำปีของเขาถึงผู้ถือหุ้นว่า ภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งในยูเครน และการคว่ำบาตรรัสเซียอาจ “เพิ่มความเสี่ยงอย่างมากในอนาคต” สำหรับสหรัฐฯ เขาได้เตือนถึงผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยบอกว่า “อเมริกาต้องพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ของการทำสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนด้วยผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้” ส่วนรัสเซีย “เราคาดว่าผลกระทบจากสงครามและผลการคว่ำบาตรจะส่งผลให้จีดีพีของรัสเซียลดลง 12.5% ภายในกลางปี (การลดลงแย่กว่าการลดลง 10% หลังจากการผิดนัดในปี 1998)

3. และในส่วนของทั้งโลก Dimon บอกว่า “สงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรรัสเซีย อย่างน้อย จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และอาจเลวร้ายลงได้อย่างง่ายดาย”  และระบุว่า “การคว่ำบาตรอาจเพิ่มขึ้นได้อีกหลายอย่าง ซึ่งอาจเพิ่มผลกระทบอย่างมากและคาดเดาไม่ได้ นอกเหนือจากความคาดเดาไม่ได้ของสงครามและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก สิ่งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่อาจเกิดการระเบิดได้ ผมพูดในภายหลังเกี่ยวกับธรรมชาติที่ล่อแหลมของการจัดหาพลังงานทั่วโลก แต่สำหรับตอนนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ อุปทานนั้นง่ายต่อการหยุดชะงัก”

4. ในการแสดงความคิดเห็นเมื่อเดือนที่แล้วที่เผยแพร่ใน Bloomberg  อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐแห่งนิวยอร์ก Bill Dudley เตือนว่าภาวะถดถอยในเวลานี้ “แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้” เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐรอนานเกินไปที่จะกระชับนโยบาย และประธานเฟดจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย “ทำให้เศรษบกิจชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล (soft landing)” ให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั่นคือการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เกิดภาวะถดถอย

5. Erika Najarian นักวิเคราะห์ของธนาคาร UBS กล่าวและรายงานโดย Reuters ว่านักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักความน่าจะเป็นของภาวะถดถอยด้วยสองผลลัพธ์ โดยในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สามารถทำให้เศรษบกิจชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล (soft landing) ด้วยการเติบโตที่เชื่องช้าแต่เป็นบวก ทำให้ธนาคารประสบกบภาวะ “Oversold” (สินทรัพย์มีการซื้อขายที่ราคาต่ำกว่า แต่มีศักยภาพในการเด้่งกลับของราคา) หรืออีกความเป็๋นไปได้หนึ่ง เกิดการชะลอตัวที่รุนแรงที่อาจกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งจะทำให้มีการขายหุ้นธนาคารเป็นปฏิกริยาตอบสนอง เพราะ “การเป็นเจ้าของธนาคารในภาวะถดถอยไม่ใช่เรื่องสนุก”

Photo – ภาพประกอบข่าว ชาวบ้านในท้องถิ่นร่ำไห้เมื่อเขาจำศพน้องชายของเขาได้ท่ามกลางร่างของพลเรือนที่เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่าถูกสังหารระหว่างการรุกรานของรัสเซียและถูกฝังในหลุมศพขนาดใหญ่ในเมืองบูชา ประเทศยูเครน 8 เมษายน 2022 REUTERS / Valentyn Ogirenko

เยอรมนีเตรียมรับสงคราม ซ่อมหลุมหลบภัย-ตุนสินค้าจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680332

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 12:37 น.เยอรมนีเตรียมรับสงคราม ซ่อมหลุมหลบภัย-ตุนสินค้าจำเป็น

สงครามยูเครนกดดันให้เยอรมนีต้องหันมาเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับภัยสงคราม เช่น บังเกอร์, ที่หลบภัย และสต็อกสินค้า

เบอร์ลิน, 9 เม.ย. (รอยเตอร์) – เยอรมนีเริ่มทำงานเพื่อเสริมสร้างที่หลบภัยชั้นใต้ดิน ตลอดจนเพิ่มสต็อกสินค้าวิกฤตในกรณีเกิดสงคราม หนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag รายงานเมื่อวันเสาร์ โดยอ้างรัฐมนตรีมหาดไทยของประเทศ

ภายหลังจากหลายทศวรรษที่มีจำกัดขนาดกองกำลังติดอาวุธของเยอรมนีหลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามของรัสเซียในยูเครนยังได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีเยอรมันโอลาฟ โชลซ์ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศและอัดฉีดเงินจำนวน 1 แสนล้านยูโร เพื่อเสริมสร้างกองทัพ

แต่ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลกำลังพิจารณาที่จะปรับปรุงระบบที่หลบภัยสาธารณะและจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการคุ้มครองพลเรือน รัฐมนตรีมหาดไทย แนนซี เฟเซอร์ บอกกับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag 

“ปัจจุบันมีที่หลบภัยสาธารณะ 599 แห่งในเยอรมนี เราจะตรวจสอบว่าเราสามารถอัพเกรดระบบดังกล่าวเพิ่มเติมได้หรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม การรื้อถอน (ที่หลบภัย) ก็จะหยุดลง” เฟเซอร์ กล่าว

เยอรมนีกำลังทำงานเกี่ยวกับแนวความคิดใหม่ในการเสริมสร้างที่จอดรถใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดิน และห้องใต้ดินให้กลายเป็นที่หลบภัยได้ เฟเซอร์ กล่าว และเสริมว่ารัฐบาลได้ให้เงินจำนวน 88 ล้านยูโรแก่รัฐบาลของรัฐต่างๆ ในการติดตั้งระบบไซเรนใหม่

“แต่ในแง่ความครอบคลุมทั่วประเทศ เราไม่ได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ” เฟเซอร์ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ประเทศเยอรมนีจะเพิ่มสต็อกสินค้าในภาวะวิกฤตด้วยเวชภัณฑ์ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดป้องกัน หน้ากาก หรือยารักษาโรค เฟเซอร์ กล่าว 

Photo – ชาวยูเครนฟังเพลงคลาสสิกที่แสดงโดยนักดนตรีท้องถิ่นในสถานีรถไฟใต้ดินที่ทำหน้าที่เป็นที่หลบภัยในเมืองคาร์กิวระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน 26 มีนาคม 2022 REUTERS/Thomas Peter