สหรัฐเป็นแกนนำตั้งกลุ่มสานสัมพันธ์ประเทศแปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686350

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 10:35 น.

สหรัฐเป็นแกนนำตั้งกลุ่มสานสัมพันธ์ประเทศแปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

สหรัฐจับมือพันธมิตรทุ่มทรัพยากรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกสู้กับอิทธิพลจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทำเนียบขาวเผยว่าสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร เปิดตัวกลุ่มที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก

รัฐบาลไบเดนได้ให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพยากรเพิ่มเติมให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในขณะที่จีนพยายามที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การทหาร และตำรวจกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกที่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ

กลุ่มใหม่นี้มีชื่อว่า Partners in the Blue Pacific (PBP) จะพยายามสนับสนุนความเป็นภูมิภาคนิยมและกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างหมู่เกาะแปซิฟิกและส่วนอื่น ๆ ของโลก

ทำเนียบขาวระบุว่า “เราเป็นหนึ่งเดียวกันในความมุ่งมั่นร่วมกันในการสนับสนุนภูมิภาคที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้เรายังเป็นหนึ่งเดียวกันในการบรรลุวิสัยทัศน์นี้ ตามหลักการของภูมิภาคแปซิฟิก อธิปไตย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ นำและชี้นำโดยหมู่เกาะแปซิฟิก”

เคิร์ด แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของทำเนียบขาวเผยว่า เขาหวังให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเดินทางเยือนประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น ในขณะที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการตอบโต้จีนในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้

แคมป์เบลล์กล่าวว่า สหรัฐต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการทูตทั่วทั้งภูมิภาคมากขึ้น และการติดต่อกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น ซึ่งบางครั้ง “ได้รับความสนใจน้อยลง”

Photo by MCS 3rd Class Matt BROWN / US NAVY / AFP

นักลงทุนชื่อดังเตือนนี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของ Bitcoin

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686311

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 14:36 น.

นักลงทุนชื่อดังเตือนนี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของ Bitcoin

มาร์ก โมเบียส นักลงทุนชื่อดังเผยตอนนี้ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดของ Bitcoin

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มาร์ก โมเบียส นักลงทุนชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการการลงทุน Mobius Capital Partners เผยว่า Bitcoin ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดหลังจากอยู่ในช่วงขาลงติดต่อกัน

โมเบียสบอกว่า “คริปโตเคอร์เรนซีเป็นตัววัดอารมณ์และความเชื่อมั่น (sentiment) ของนักลงทุน พอ Bitcoin ร่วง วันถัดมาดาวน์โจนส์ก็ร่วงตาม นั่นคือรูปแบบที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bitcoin คือตัวชี้วัดของตลาดหุ้น”

โมเบียสกล่าวอีกว่า “เมื่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยโยนผ้ายอมแพ้อย่างแท้จริงและหยุดใส่เงินเข้าไปในตลาดเพราะขาดทุน นั่นตือตอนที่ sentiment ต่ำสุด เมื่อนั้นก็ถึงเวลาช้อนซื้อหุ้น”

ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกส่งผลให้มูลค่าทางการตลาดของ Bitcoin หายไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ โดย Bitcoin ร่วงลงราว 70% จากจุดสูงสุดลงมาซื้อขายกันในแนว 20,000 เหรียญสหรัฐ

ขาลงของ Bitcoin เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการเข้าสู่ภาวะตลาดหมี โดยนักลงทุนวิตกกังวลผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศ รวมทั้งปัญหาซัพพลายเชนสะดุดในจีนและยุโรป

โมเบียสเผยว่า ตราบใดที่นักลงทุน Bitcoin ยังพูดคุยเกี่ยวกับการช้อนซื้อในช่วงตลาดขาลงนั่นหมายความว่ายังมีความหวัง และยังหมายถึงว่าเรายังไม่ถึงจุดต่ำสุดของตลาดหมี

โมเบียสเผยต่อว่า ระยะนี้เขาชอบถือเงินสดมากกว่า และอาจนำเงินนี้ไปซื้อหุ้นอินเดียในกลุ่มอุปกรณ์ก่อสร้างและซอฟท์แวร์

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

นายกฯ ศรีลังกายอมรับเศรษฐกิจ ‘ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686300

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 11:52 น.

นายกฯ ศรีลังกายอมรับเศรษฐกิจ ‘ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง’

ในที่สุดความร่อยหรอของทุนสำรองระหว่างประเทศก็ทำให้เศรษฐกิจศรีลังกาล่มสลายอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นายกรัฐมนตรี รานิล วิกรมสิงเห ของศรีลังกาประกาศในรัฐสภาว่า เศรษฐกิจของศรีลังกา “ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง” แล้ว และข้อตกลงกับองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คือทางออกเดียวที่จะฟื้นประเทศกลับมา

วิกรมสิงเหกล่าวว่า “ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงมากกว่าแค่การขาดแคลนเชื้อเพลิง ก๊าซ ไฟฟ้า และอาหาร” และว่าศรีลังกาไม่สามารถซื้อน้ำมันนำเข้า หรือแม้แต่จะจ่ายเป็นเงินสด เนื่องจากบริษัทปิโตรเลียมของประเทศมีหนี้จำนวนมหาศาล “เราเห็นสัญญาณของการตกไปอยู่ในจุดต่ำสุด”

การวิเคราะห์ออกมาในแง่ร้ายนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทางการศรีลังกากำลังพูดคุยกับ IMF เพื่อขอกู้ยืมเงิน โดยศรีลังกาต้องการเงิน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐเข้ามาเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ จ่ายบิลค่าสินค้านำเข้า และพยุงเสถียรภาพให้กับสกุลเงินของตัวเอง

วิกรมสิงเกเผยว่า การหารือครั้งแรกกับ IMF เสร็จสิ้นลงแล้ว และมีการแลกเปลี่ยนไอเดียเกี่ยวกับการคลังสาธารณะ ความยั่งยืนของหนี้ ภาคการธนาคารและสวัสดิการสังคม “เราตั้งจะทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ IMF ภายในสิ้นเดือน ก.ค.”

ทางการศรีลังกายังมีแผนประชุมขอความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศที่เป็นมิตร รวมทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ศรีลังกาไม่สามารถหยุดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 7 ทศวรรษ ภาวะขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ที่ลากยาวต่อเนื่องเสี่ยงต่อการประท้วงและสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากตำรวจว่า เฉพาะสัปดาห์นี้มีชาวศรีลังกาเสียชีวิตจากการเข้าคิวซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 11 คน

REUTERS/Dinuka Liyanawatte/FILE PHOTO

ก้าวสำคัญสู่สหภาพยุโรป ยูเครนได้ ‘สถานะผู้สมัคร’ เข้าอียู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686297

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 11:15 น.

ก้าวสำคัญสู่สหภาพยุโรป ยูเครนได้ 'สถานะผู้สมัคร' เข้าอียู

สหภาพยุโรปรับรอง ‘สถานะผู้สมัคร’ เข้าอียู แก่ยูเครน-มอลโดวา

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนย่องย่องว่านี่คือ “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่พิเศษ” หลังจากที่สหภาพยุโรป (อียู) รับรองสถานะผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกอียูแก่ยูเครนและมอลโดวา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

“นี่เป็นช่วงเวลแห่งประวัติศาสตร์และเป็นช่วงเวลาที่พิเศษในความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและสหภาพยุโรป อนาคตของยูเครนอยู่ในสหภาพยุโรป” เซเลนสกีกล่าว ในขณะที่ยูเครนยังคงถูกโจมตีจากกองกำลังรัสเซีย

“เราเพิ่งได้รับสถานะผู้สมัคร นี่คือชัยชนะของเรา” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนอินสตาแกรม “เรารอวันนี้มา 120 วัน และ 30 ปีแล้ว” หมายถึงจำนวนวันที่ยูเครนอยู่ในภาวะสงครามนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 24 ก.พ. และ 3 ทศวรรษที่ยูเครนประกาศอิสรภาพหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

เช่นเดียวกับชาร์ล มีแชล ประธานคณะมนตรียุโรป ซึ่งกล่าวว่านี่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์และเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่สหภาพยุโรปของยูเครนและมอลโดวา

ทั้งนี้ มอลโดวา ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกนาโต และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับยูเครน กำลังอยู่ภายใต้สถานการณ์อันตึงเครียดโดยนักวิเคราะห์มองว่าหากความขัดแย้งขยายออกไปนอกยูเครน มอลโดวาก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

Photo by REUTERS/Valentyn Ogirenko

โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686251

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 20:38 น.

โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

ข้าวยากหมากแพงต้องโทษใคร? โทษรัฐบาล โทษสงคราม หรือว่าโทษตัวเอง?

ในวันที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นและเผยแพร่ (22 – 23 มิถุนายน 2022) มีสถานการณ์อันระทึกเกิดขึ้นในโลกเศรษฐกิจ

อย่างแรกคือ นายกรัฐมนตรีศรีลังกาบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศแล้ว (collapsed) เพราะไม่เงินซื้อน้ำมันอีก – เรื่องของศรีลังกาคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันอีกเวลาพังพินาศเพราะอะไร แต่ที่ทำให้พินาศไวและไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดหนักเข้าไปอีก เพราะเงินเฟ้อที่ถาโถมเข้ามา

บางคนอาจจะมองว่าศรีลังกาเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย และแถมบางคนก็อาจจะบอกว่ามันปั่นป่วนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นมาดู สถานการณ์ที่ 2 ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

วันเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ของมาเลเซียกล่าวว่ารัฐบาลจะแจกจ่าย 1,740 ล้านริงกิต (395.19 ล้านดอลลาร์) ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำในเดือนนี้ ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพและค่าอาหารที่สูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นมาเลเซียอาจเพิ่มเงินอุดหนุนน้ำมันปรุงอาหารจาก 4,000 ล้านริงกิตที่วางแผนไว้ในปีนี้ด้วย

แผนการแจกเงินช่วยประชาชนรับมือกับเงินเฟ้อของมาเลเซียนี้ถอดแบบมาจากสิงคโปร์ มันแสดงให้เห็นว่าเพื่อนบ้านของไทยเริ่มตั้งการ์ดกันแล้ว หากช้าไปอาจบ่อนทำลายเศรษฐกิจของพวกเขา

ถามว่ารัฐบาลไทยทำอะไรบ้างแล้วในตอนนี้ และที่ทำไปแล้วเพียงพอหรือยัง?

คำถามนี้ไม่ใช่ตั้งแง่ แต่เพื่อช่วยย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ “ปัญหาขาจรทางเศรษฐกิจ” แล้ว แต่จะกลายเป็นหายนะระดับโลกเอาง่ายๆ

ถ้าบางคนยังคิดว่าเรื่องทีเกิดขึ้นรอบๆ บ้านเรายังไม่ถือว่าใหญ่ไป ก็ขอให้ดูเรื่องที่ 3

วันเดียวกันนั้นมีรายงานว่าด้วยราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปีในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 9.1% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่ม G7

ไม่เท่านั้น ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่เหนือ 9% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 11% ในเดือนตุลาคมเล็กน้อย เมื่อค่าไฟฟ้าในครัวเรือนขึ้นอีกครั้ง

ค่าไฟและค่าพลังงานนี่แหละคือตัวการสำคัญ เช่นเดียวกับศรีลังกา

ดังที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่านักลงทุนบางคนตัดสินว่าอังกฤษมีความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนพลังงานนำเข้าจำนวนมากและปัญหาจาก Brexit

และถ้าสหราชอาณาจักรยังไม่ใหญ่พออีก ก็ลองดู “อภิมหาอำนาจ” อย่างสหรัฐ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 8.6% ที่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐเสนอให้หยุดพักเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ “บ้าง” แต่ไม่วายถุกนักเศรษฐศาสตร์ติงว่ามันไม่น่าจะช่วยอะไรมากนัก

นั่นก็เพราะการไม่เก็บภาษีก็เท่ากับกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะจะกระตุ้นการใช้จ่าย เพราะเงินเฟ้อมันแรงอยู่แล้ว

ความยอกย้อนของสถานการณ์ช่วงนี้เหมือนกับที่นักวิเคราะห์บอกว่าสหราชอาณาจักอาจจะเจอ “ความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอย” และสหรัฐเองอาจจะเจอความยอกย้อนแบบเดียว ซึ่งในภาษาเศรษศาสตร์เรียกว่า Stagflation

คือภาวะที่เงินเฟ้อโคจรมาพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สับสนจนไม่รู้จะใช้ยาตัวไหนเยียวยากันดี

ดังนั้น จะคิดมาตรการอะไรขึ้นมาจะต้องทบทวนกันให้ดี เพราะยาที่ใช้รักษาอาจกลายเป็นตัวเร่งอาการของโรคได้เหมือนกัน เหมือนกับที่บางคนใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ จนทำให้เชื้อโรคดื้อยาในที่สุด

“กระสุนเงิน” ในการจัดกการกับ Stagflation มันมีอยู่ และสหรัฐก็เคยใช้มาแล้วในช่วงเงินเฟ้อสูงปรี๊ด

แต่ปรากฎว่ารัฐบาลไบเดนไม้ได้ใช้กระสุนเงินทางเศรษฐกิจ แต่ใช้วิธี “หาแพะรับบาป” โดยโยนความผิดเรืองเงินเฟ้อให้มั่วไปหมดว่าเกิดจากนั่นเกิดจากนี่ ราวกับตัวเองไม่ได้ส่วนรับผิดชอบอะไร

“แพะ” (หรืออันที่จริงก็ตัวการหนึ่งนั่นแหละ) ที่ถูกรัฐบาลไบเดนโยนบาปให้มากที่สุดเห็นจะเป็นปูติน/รัสเซีย

ฐานที่ก่อสงครามยูเครนจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด จนทำให้การส่งสินค้าอาหารจากประเทศผู้ผลิตหลักถูกขวางกั้น จนทำให้ซัพพลายเชนสะดุด และอีกมากหมายหลายข้อหา

แพะตัวนี้ถูกรัฐบาลไบเดนยกขึ้นมาบังหน้าตลอด จนกระทั่งแม้แต่คนในประเทศตัวเองก็เริ่มเอียน

หลังจากนั้นก็หันมาแพะตัวใหม่ ตัวล่าสุดคือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ โดยไบเดนบอกว่า “ในช่วงเวลาแห่งสงคราม อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงกว่าปกติที่ถูกโยนให้ครัวเรือนชาวอเมริกัน (แบกรับ) โดยตรงนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

แต่ก็ไม่วายโยนบาปกลับไปที่ปูตินอีก โดยบอกว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วลาดิมีร์ ปูตินเป็นผู้รับผิดชอบหลักสำหรับความเจ็บปวดทางการเงินที่รุนแรงที่ชาวอเมริกันและครอบครัวของพวกเขาเผชิญอยู่ แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นมากกว่า 1.70 ดอลลาร์ต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับทำให้ความเจ็บปวดนั้นแย่ลงไปอีก”

สรุปก็คือคนผิดคือปูตินกับบริษัทน้ำมัน ส่วนรัฐบาลสหรัฐนั้นไม่ผิด

ยังไม่พอแค่นั้น ไบเดน (ซึ่งตอนนี้ถูกแซะเรื่องโบ้ยความผิดไม่เว้นแต่ละวัน) ยังบอกว่า “หากเป็นความผิดของผม ทำไมประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ในโลกถึงมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น?”

ถ้ารัฐบาลไหนตอบนี้มีหวังโดนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง

ถามว่ามันเป็นความผิดของใคร? ถ้าเป็นฝ่ายโลกตะวันตก (หรือเอียงไปทางนั้น) ก็คงต้องตอบว่ามันเป็นความผิดขจองรัสเซียที่ก่อสงครามขึ้น แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัสเซีย (หรือเห็นใจรัสเซีย) ก็ต้องบอกว่าเพราะโลกตะวันตกยั่วยุให้รัสเซียก่อสงคราม

เมื่อสงครามเกิดน้ำมันย่อมแพง ทองย่อมแพง ของย่อมแพง หุ้นย่อมตก การลงทุนย่อมแปรปรวน

ดังนั้นกับคำถามที่ว่าใครเป็นตัวการทำให้โลกเจอกับเงินเฟ้อที่รุนแรงเพียงนี้ ก็ต้องถามตัวเองว่าเราเชื่อคำอธิบายของฝ่ายไหน?

แต่อีกคำถามคือ ในเมื่อแต่ละฝ่ายย่อมรู้ว่าสงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้และผลของสงครามคืออะไร ทำไมรัฐบาลเหล่านั้นถึงไม่เตรียมการอะไรเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับแรงกระเพื่อมที่จะตามมา?

คำตอบมีไม่กี่ชอยส์คือ ถ้าไม่ประเมินเรื่องสงครามผิด ก็คงเป็นเพราะไร้ความสามารถในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ

หรือไม่ก็คงต้องพูดภาษาฝรั่งคือ Didn’t See It Coming คือไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะออกมาอีหรอบนี้

มีบทความหนึ่งโดย Yahoo Finance ที่พาดหัวไว้อย่างตรงใจผู้เขียน บอกว่า “Stagflation คือการแก้แค้นของของปูติน: ทุกคนบอกว่าสงครามของเขาจะทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่เขาก็ฆ่าอเมริกาไปด้วย”

ตอนที่สงครามมาใหม่ๆ ที่อเมริกายังกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราไม่ได้ซื้อก๊าซซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ไม่เห็นต้องห่วงอะไร แต่มาตอนนี้เริ่มที่จะเจอลูกหลงเข้าไปเต็มๆ

นั่นก็เพราะสงครามนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดลูกหลงทางเศรษฐกิจแบบสะเก็ดระเบิดโดนกันฉพาะใกล้ๆ สมรภูมิ แต่มันคือ Nuclear fallout ที่หย่อนบอมบ์ไปลูกหนึ่ง เกิดฝุ่นรังสีนิวเคลียร์แผ่ขยายไปทั่วโลกหล้า

ต่อให้อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อเมริกาก็อเมริกาเถอะ หนีภยันตรายนี้หาพ้นไม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

จับตาวิกฤต 3AC ตลาดคริปโตได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686261

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 18:30 น.

จับตาวิกฤต 3AC ตลาดคริปโตได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้

Three Arrows Capital กองทุนคริปโตชื่อดังกำลังแย่ หลังการล่มสลายของ Luna

Three Arrows Capital (3AC) เฮดจ์ฟันด์คริปโตรายใหญ่ของโลกมีข่าวลือว่าจะเป็นโดมิโน่ตัวแรกจากการล่มสลายของ Terra (LUNA) จนถึงขั้นจะล้มละลาย หลังจากที่ถูกบังคับให้ขายเหรียญ (Liquidate) เพื่อใช้หนี้มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีหนี้อีกจำนวนมาก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากการล่มสลายของ Terra ซึ่งทำให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับความผันผวนอย่างมาก และผลกระทบของมันแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดไว้ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ 3AC

การล่มสลายของ 3AC

3AC ได้ลงทุนไว้ทั้งใน Terra และ Luna ซึ่งภายหลังจากที่เหรียญดังกล่าวล่ม ทำให้ 3AC เผชิญกับการขาดทุนครั้งใหญ่ รวมไปถึงเหรียญอื่นๆ ที่กองทุนได้ถือเอาไว้ก็ร่วงลงไปเช่นกันในขณะที่ตลาดคริปโตอยู่ในช่วงขาลง 3AC จึงสูญเสียมูลค่าของสินทรัพย์ไปมหาศาล จนมีข่าวลือหนาหูว่า 3AC กำลังจะล้มละลาย

Su Zhu และ Kyle Davies ร่วมก่อตั้ง 3AC ในปี 2555 โดยลงทุนใน NFT, DeFi และคริปโตเคอร์เรนซีรวมถึง Bitcoin, Ethereum, Terra และ Luna ตลอดจนบริษัทด้านคริปโต

“เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้” Zhu แถลงผ่านทาง Twitter หลังมีข่าวว่าบริษัทจะล้มละลาย โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

We are in the process of communicating with relevant parties and fully committed to working this out

— Zhu Su (@zhusu) June 15, 2022

แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าจะหาทางอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวแม้ว่าจะต้องขายสินทรัพย์ที่มีหรือขอความช่วยเหลือจากบริษัทอื่น

กลยุทธ์หลักๆ ที่ 3AC มักใช้ในการลงทุนคือ overleveraged หรือการกู้เงินลงทุนเกินตัวซึ่งได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดขาขึ้น แต่เมื่อมาถึงขาลง 3AC สูญเงินไปมากกว่า 200 เหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการถือเหรียญ Luna

ซึ่งหาก 3AC ล้มละลายขึ้นมาจริงๆ จะส่งผลให้ตลาดคริปโตดิ่งร่วงลงไปอีก และอาจมีโดมิโน่ตัวถัดๆ ไป

อย่างไรก็ตาม Ryan Selkis ผู้ก่อตั้งบริษัท Messari กล่าวว่าวิกฤต 3AC อาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาด เนื่องจากหนี้ทั้งหมดอยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ1+% ของมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมคริปโตเท่านั้น

บทเรียนจาก 3AC

เมื่อต้องรับมือกับตลาดที่ผันผวน เช่น ตลาดสกุลเงินดิจิทัล การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนอย่างรอบคอบ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด และการลงทุนแบบ Overleveraged แม้จะได้ผลตอบแทนมากแต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

ด้วยการล่มสลายของยักษ์ใหญ่ในตลาดในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลและเป็นเชิงลบอย่างมาก อาจทำให้ตลาดที่กดดันอยู่แล้วต้องจำนนต่อภาวะหมีต่อไป และต้องจับตาดูกันต่อไปว่า 3AC จะรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้หรือไม่

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

อย่าเผลอพกกัญชาไป ส่องประเทศเพื่อนบ้านไทยมีโทษกัญชาระดับไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686245

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 17:10 น.

อย่าเผลอพกกัญชาไป ส่องประเทศเพื่อนบ้านไทยมีโทษกัญชาระดับไหน

แม้ว่าไทยจะปลดล็อก “กัญชาเสรี” แล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้านยังถือว่าเป็นยาเสพติดและมีโทษรุนแรง

จากกรณีที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา แจ้งเตือนคนไทยมิให้นำกัญชา กัญชง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชชนิดดังกล่าวเข้ามาในประเทศอินโดนีเซีย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับขั้นต่ำ 1 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2,392,400 บาท) จำคุกขั้นต่ำ 5 ปี หรือโทษสูงสุดประหารชีวิต

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดและมีบทลงโทษรุนแรง อาทิ

สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลกไม่แพ้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งการนำเข้ามีโทษประหารชีวิต

การครองครองและการใช้กัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 20,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 510,358 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้า หรือส่งออก หรือจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โทษจะขึ้นอยู่กับปริมาณกัญชา หากมากกว่า 500 กรัม หรือมียางกัญชามากกว่า 200 กรัม หรือมีกัญชาผสมมากกว่า 1,000 กรัม มีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์หรือบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในสิงคโปร์ (permanent resident) ที่ใช้กัญชานอกสิงคโปร์ต้องรับโทษเช่นเดียวกับการกระทำความผิดในประเทศ

มาเลเซีย

แม้ว่าการใช้กัญชาทางการแพทย์จะถูกกฎหมาย แต่ผู้ค้ายาเสพติดในมาเลเซียจะถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต โดยผู้ที่มีกัญชาไว้ในครอบครอง 200 กรัมจะถือว่าเป็นผู้ค้า ส่วนผู้ที่มีในครอบครองไม่เกิน 50 กรัมอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

กัมพูชา

กัญชาถือเป็นของผิดกฎหมายในกัมพูชา แต่การบังคับใช้กฎหหมายไม่ค่อยเข้มงวดเท่าใด บรรดาร้านอาหารในกรุงพนมเปญ เมืองเสียมเรียบ และสีหนุวิล พากันขายอาหารที่ปรุงด้วยกัญชากันอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ถูกจับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิซซาใส่กัญชา หรือ Happy pizza ที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว

ฟิลิปปินส์

กฎหมายฟิลิปปินส์ยังไม่อนุญาตให้มีการการปลูกและใช้กัญชา ผู้ที่มีกัญชาในครอบครองอย่างน้อย 500 กรัม หรือยางกัญชา 10 กรัม มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับไม่เกิน 10 ล้านเปโซ หรือ 6,487,578 บาท โดยโทษจะเบาลงตามปริมาณกัญชาที่เกี่ยวข้อง

บรูไน

กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบรูไนโดยมีทั้งโทษประหารชีวิตและเฆี่ยนตี การครอบครองและใช้กัญชาหรือยางกัญชาถือเป็นเรื่องต้องห้ามในบรูไน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และ/หรือปรับ 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 710,010 บาท

หากบุคคลใดมีกัญชาในครอบครองมากกว่า 15 กรัม หรือยางกัญชามากกว่า 10 กรัมถือว่าเป็นผู้ค้า

การครอบครองกล้องสูบหรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้สูบกัญชามีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับ 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 355,095 บาท ส่วนการปฏิเสธไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะอาจถูกปรับ 5,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 177,547 บาท

การปลูกกัญชามีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี และ/หรือ ปรับตั้งแต่ 5,000-40,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 177,547-1,420,380 บาท

ลาว

กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในลาว การใช้กัญชาในที่สาธารณะอาจมีโทษจำคุก 12 เดือน และจนถึงปี 2009 มีการลงโทษประหารชีวิตในบางคดี

AFP / Mladen ANTONOV

มีโอกาสเฉียด 50% ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686248

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 17:44 น.

มีโอกาสเฉียด 50% ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

จากการประเมินของสถาบันการเงินชั้นนำ Citigroup เล็งเห็นโอกาสที่เศรษฐกิจโลกถดถอยใกล้ 50%

สำนักข่าวรอยเตอร์ – Citigroup คาดการณ์ความน่าจะเป็นเกือบ 50% ที่จะเกิดภาวะถดถอยทั่วโลก เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ เร่งที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อขจัดเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากผลกระทบของสงครามยูเครนและการระบาดใหญ่ของโควิด-19

นักวิเคราะห์ของ Citigroup ระบุในหมายเหตุเมื่อวันพุธว่า ภาวะถดถอยเป็น “ความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดมากขึ้น” ขณะที่ประเมินแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกในช่วง 18 เดือนข้างหน้า

นักวิเคราะห์กล่าวว่า “ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อมักเป็นต้นทุนที่มีนัยสำคัญสำหรับการเติบโต และเราเห็นว่าความน่าจะเป็นโดยรวมของภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้ถึง 50%”

ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างจริงจัง เนื่องจากค่าครองชีพแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์กล่าวเมื่อวันพุธว่าธนาคารกลางไม่ได้พยายามทำให้เกิดภาวะถดถอย แต่มุ่งมั่นที่จะควบคุมราคา

“เศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่งแสดงออกจากอุปทานที่กระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมาจากการที่ธนาคารกลางใช้มาตรการที่รัดกุมมากขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบของภาวะการเงินที่ตึงตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค” Citigroup กล่าว

Citigroup กล่าวว่าในขณะที่ความเสี่ยงจากภาวะถดถอยสูงขึ้น ทั้งสามสถานการณ์ของ “การชลอตัวแบบนุ่มนวลของเศรษฐกิจ (soft landing) อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และภาวะถดถอยทั่วโลก (เคย) เป็นไปได้และควรอยู่ในการจับตาของเรา” โดยมีบางสิ่งที่ใกล้เคียงกับ soft landing เป็นกรณีพื้นฐาน

Photo – REUTERS/Lucas Jackson/File Photo

ชาวอังกฤษหันเล่นพนัน-คริปโต หลังเจอวิกฤตค่าครองชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686235

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 15:30 น.

ชาวอังกฤษหันเล่นพนัน-คริปโต หลังเจอวิกฤตค่าครองชีพ

องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรเผยประชาชนจำนวนมากขึ้นหันไปเล่นพนัน-คริปโต ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันจากค่าครองชีพ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้าง GamCare องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรซึ่งชื้ว่าการเล่นพนันเป็นความหวังสุดท้ายของชาวอังกฤษหลายๆ คน ที่ต้องเผชิญกับพิษเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันจากค่าครองชีพ

GamCare เผยว่าชาวอังกฤษจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันไปเล่นพนัน โดยหวังว่าจะสามารถนำเงินมาจ่ายค่าพลังงานและค่าอาหารที่พุ่งสูงขึ้น แต่หลายๆ คนก็ต้องสูญเงินเหล่านั้นไป บางคนเคยเล่นจนล้มเหลวและได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรไปแล้ว ก็ต้องกลับมาเล่นอีกเพราะแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

“ที่ปรึกษาสายด่วนของเราทราบมาว่าค่าครองชีพส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการเล่นพนันของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเล่นพนันมาก่อน” Anna Hemmings หัวหน้าผู้บริหารของ GamCare กล่าว

พร้อมเสริมว่ามีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ขอความช่วยเหลือจากองค์กรเพราะล้มเหลวจากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และหลายคนที่ทุ่มเงินไปกับ Bitcoin เมื่อหลายเดือนก่อนสูญเงินเหล่านั้นไปแล้วกว่าครึ่ง

GamCare กล่าวว่า 43% ของนักพนันที่เกิดปัญหามีการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และ 25% ของกลุ่มนี้ตั้งใจว่าพวกเขาจะลงทุนต่อไปเพื่อให้สามารถถอนทุนคืน

ทั้งนี้ ประชาชนชาวอังกฤษกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดจากกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 9.1% ในเดือนพ.ค. โดยธนาคารกลางอังกฤษเตือนว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเกิน 11% ภายในเดือนต.ค.

การสำรวจของ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมาพบว่า 46% ของผู้คนมากกว่า 4,000 คนกำลังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของพวกเขา และมากกว่า 50% กล่าวว่าพวกเขาเล่นพนันในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ต้องสูญเสียเงิน

Photo by REUTERS/Kevin Coombs

คริปโตเหมือนหุ้นสหรัฐก่อน Great Depression จี้หน่วยดูแลการเงินปกป้องนักลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686230

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 14:59 น.

คริปโตเหมือนหุ้นสหรัฐก่อน Great Depression จี้หน่วยดูแลการเงินปกป้องนักลงทุน

หน่วยงานกำกับดูแลของสวิสจี้ให้หน่วยงานเฝ้าระวังทางการเงินควรทำมากกว่านี้เพื่อปกป้องนักลงทุนคริปโต

สำนักข่าวรอยเตอร์ – การซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลมีความคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ผู้ควบคุมตลาดชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์กล่าวเมื่อวันพุธ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการละเมิดในภาคคริปโตที่กำลังผันผวนอย่างหนัก

รัฐบาลกำลังพยายามหาวิธีดูแลตลาดคริปโตมูลค่า 890,000 ล้านดอลลาร์ให้ดีที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ไม่เป็นระเบียบ

หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายรู้สึกไม่สบายใจกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคจากคริปโตมาเป็นเวลานาน โดยมีผู้เฝ้าระวังหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ คอยเตือนเกี่ยวกับศักยภาพในการควบคุมตลาดคริปโตที่ไม่ชัดเจน

“ยังมีอีกมากที่สามารถทำได้” Urban Angehrn ซีอีโอของ Swiss Financial Market Supervisory Authority (FINMA) กล่าว

“สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากจะดูเหมือนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 1928 ซึ่งมีการละเมิด การปั่น การถอนทุนทิ้ง เกิดขึ้นถี่ในเวลานี้” Angehrn กล่าวในการประชุมที่เมืองซูริก

“ลองนึกถึงศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก และเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการซื้อขายในตลาดที่ไม่เหมาะสม” Angehrn กล่าว

ตลาดคริปโตอยู่ในความสับสนวุ่นวายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากการล่มสลายของบริษัทใหญ่หลายแห่ง

ตลาดคริปโตโดยรวมร่วงลงเหลือประมาณ 900,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน โดยขาดทุนเพิ่มขึ้นหลังจากเครือข่ายผู้ให้กู้คริปโตของสหรัฐ Celsius Network เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้บัญชีของลูกค้า 1.7 ล้านรายหยุดนิ่ง

Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดร่วงลงต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์ในวันที่ 18 มิถุนายน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 โดยร่วงลงประมาณ 60% ในปีนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้หุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอื่นๆ 

ปัญหาที่ Celsius Network มีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันให้สหรัฐผ่านกฎระเบียบในภาคส่วนนี้ ซึ่งกำลังต้องตั้งหลักอยู่แล้วท่ามกลางวิกฤตอื่น ๆ ในปีนี้

Photo – REUTERS/Dado Ruvic /Illustration/File Photo