อีลอน มัสก์ โอดโรงงานใหม่ Tesla สูญเงินหลายพันล้านเหรียญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686214

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 13:30 น.

อีลอน มัสก์ โอดโรงงานใหม่ Tesla สูญเงินหลายพันล้านเหรียญ

เจ้าพ่อ Tesla ยอมรับโรงงานใหม่ในเบอร์ลินและออสตินเป็นเตาหลอมเงินขนาดมหึมา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหาร Tesla เผยในการให้สัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธตามเวลาสหรัฐว่า โรงงานใหม่ของ Tesla ในเทกซัสและเบอร์ลินสูญเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะไม่สามารถเพิ่มการผลิตเนื่องจากขาดแคลนแบตเตอรีและปัญหาเรื่องท่าเรือในจีน

มัสก์ให้สัมภาษณ์กับ Tesla Owners of Silicon Valley ซึ่งเป็นชมรมที่ Tesla ยอมรับอย่างเป็นทางการ ในเมืองออสติน รัฐเทกซัส เมื่อวันที่ 31 ที่ผ่านมาว่า “ขณะนี้ทั้งโรงงานในเบอร์ลินและออสตินต่างก็เป็นเตาหลอมเงินขนาดมหึมา มันเหมือนเสียงคำรามขนาดใหญ่ เสียงของเงินกำลังลุกไหม้”

ทั้งนี้ ทางชมรมแบ่งการสัมภาษณ์มัสก์เป็น 3 ส่วน ซึ่งส่วนสุดท้ายเพิ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ

มัสก์เผยว่า โรงงาน Tesla ในเทกซัสผลิตรถยนต์ได้ “น้อยมาก” เพราะต้องเผชิญความท้าทายในการเพิ่มการผลิตแบตเตอรีใหม่รุ่น 4680 และเครื่องมือที่ต้องใช้ในการผลิตแบตเตอรีรุ่นดั้งเดิม 2170 “ยังค้างอยู่ที่ท่าเรือในจีน” และว่า “เรื่องทั้งหมดนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ต้องให้ความใส่ใจมากๆ”

มัสก์เผยอีกว่า โรงงานในเบอร์ลินอยู่ในจุดที่ดีกว่านิดหน่อย เพราะโรงงานนี้เริ่มจากการใช้แบตเตอรีดั้งเดิมรุ่น 2170 สำหรับรถยนต์ที่ผลิตที่นั่น

มัสก์เผยว่า การชัตดาวน์ที่เกี่ยวเนื่องจาก Covid-19 ในเซี่ยงไฮ้เป็นเรื่องยากมากๆ “การชัตดาวน์ไม่ได้กระทบกับการผลิตรถในโรงงาน Tesla ที่เซี่ยงไฮ้เท่านั้น แต่ยังกระทบโรงงานที่แคลิฟอร์เนียซึ่งใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในจีนด้วย”

บันทึกภายในที่สำนักข่าว Reuters ได้อ่านระบุว่า Tesla มีแผนระงับการผลิตส่วนใหญ่ในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ในสองสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. เพื่ออัพเกรดโรงงานเพิ่มกำลังการผลิต

“สองปีที่ผ่านมาเป็นฝันร้ายอย่างยิ่งของการหยุดชะงักของซัพพลายเชน อีรุงตุงนังไปหมด และเรายังก้าวออกมาไม่ได้”

มัสก์บอกว่า ความกังวลอย่างใหญ่หลวงของ Tesla คือ “เราจะทำยังไงให้โรงงานยังดำเนินต่อไปได้เพื่อให้มีเงินจ่ายพนักงานและไม่ต้องล้มละลาย”

มัสก์เผยเมื่อต้นเดือนว่า เขา “รู้สึกแย่มาก” เกี่ยวกับเศรษฐกิจและที่บริษัทจำเป็นต้องลดพนักงานลงราว 10% และ “หยุดการจ้างงานทั่วโลก” และเมื่อต้นสัปดาห์นี้เขาบอกว่า การลดพนักงานที่ได้รับเงินเดือนประจำ 10% จะเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือน

Tesla เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานในเบอร์ลินและเทกซัสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองแห่งสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตของบริษัท โดยมัสก์คาดว่า Tesla จะเริ่มการผลิตรถปิกอัพ Cybertruck ล่าช้าออกไปเป็นราวกลางปี 2023

REUTERS/Aly Song//File Photo

ธรรมชาติที่ถูกทำลายทำให้หลายประเทศอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686208

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 13:00 น.

ธรรมชาติที่ถูกทำลายทำให้หลายประเทศอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินได้อย่างไร

งานวิจัยเตือนการทำลายระบบนิเวศส่งผลต่อการเงินสาธารณะและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

Reuters อ้างงานวิจัยจาก Bennett Institute for Public Policy ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้จัดอันดับเครดิตของประเทศ (Sovereign Credit Rating) โดยอิงจากความหลากหลายทางชีวภาพรายแรกของโลก ชี้ให้เห็นว่าการทำลายระบบนิเวศส่งผลต่อการเงินสาธารณะอย่างไร ซึ่งรวมถึงวิกฤตหนี้และต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ระบุว่าการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญทั่วโลกอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้เราได้เห็นกันภายในสิ้นทศวรรษนี้ ส่งผลให้อันดับเครดิตในหลายประเทศทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรง

ทีมวิจัยได้พิจารณาสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่ระบบนิเวศที่สำคัญล่มสลาย บางส่วนทำลายอุตสาหกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติ อาทิ เกษตรกรรม การประมง และเศรษฐกิจอื่นๆ

“การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น การล่มสลายของภาคการประมง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของประเทศ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ” ดร. Patrycja Klusak หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

งานวิจัยประมาณการว่าผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลให้ 58% ของ 26 ประเทศที่ได้ทำการศึกษาต้องเผชิญกับการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศอย่างน้อย 1 อันดับ อันเป็นผลมาจากจำนวนเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายจากการกู้ยืมในตลาดทุนทั่วโลก

“การจัดอันดับผลกระทบภายใต้สถานการณ์การล่มสลายของระบบนิเวศบางส่วน ในหลายกรณีมีนัยสำคัญและเป็นรูปธรรม” วิจัยกล่าวโดยเสริมว่าต้นทุนหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อการเงินของประเทศ

กรณีศึกษาที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย, มหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์แฮลลัม และวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงให้เห็นว่าจีนและมาเลเซียเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยต้องเผชิญการปรับลดอันดับเครดิตของประเทศมากกว่า 6 อันดับ

โดยอันดับเครดิตของประเทศจีนที่ลดลงนั้นจะมาจากการที่จีนต้องจ่ายดอกเบี้ยรายปีเพิ่มขึ้นอีก 12-18 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจที่เป็นหนี้สูงจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 20-30 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนค่าใช้จ่ายของมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1-2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่บริษัทต่างๆ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 1-2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเอธิโอเปียจะเผชิญกับการปรับลดประมาณ 4 อันดับ และอีกเกือบหนึ่งในสามของประเทศทั้งหมดที่ทำการศึกษาจะถูกปรับลดอย่างน้อย 3 อันดับ

Photo by REUTERS/David Mercado/File Photo

จีนลงดาบเจ้าหน้าที่แอบเปลี่ยนสถานะสุขภาพชาวบ้านให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686206

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 12:00 น.

จีนลงดาบเจ้าหน้าที่แอบเปลี่ยนสถานะสุขภาพชาวบ้านให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ช่วงที่ Covid-19 ระบาดทางการจีนใช้แถบสีบ่งบอกสถานะสุขภาพและกำหนดความเคลื่อนไหวของประชาชนแต่ละคน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างสื่อทางการจีนว่า หน่วยงานปราบปรามการคอร์รัปชันท้องถิ่นสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่ในเมืองเจิ้งโจว 5 รายที่จงใจเปลี่ยนแถบสีสถานะสุขภาพ (health codes) ของผู้ฝากเงิน 1,317 คนให้เป็นสีแดง ซึ่งหมายถึงผู้ที่ติดต่อสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย Covid-19

ประกาศดังกล่าวของรัฐบาลท้องถิ่นมีขึ้นหลังจากประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคารเล็กๆ ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานพากันเปิดเผยว่า จู่ๆ สถานะสุขภาพของพวกเขาก็เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เมื่อพวกเขาเริ่มเดินทางไปเหอหนานเพื่อประท้วงการห้ามการถอนเงิน

กรณีดังกล่าวเป็นที่สนใจของชาวจีนในวงกว้าง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั่วประเทศใช้แถบสีสถานะสุขภาพเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหวของประชาชนว่าแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง อาทิ การใช้บริการขนส่งสาธารณะ โรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น รวมทั้งมีการติดตามตำแหน่งและข้อมูลอื่นๆ เพื่อประเมินการสัมผัสกับไวรัส

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้ฝากเงินที่เสียหายหลายร้อยคนที่อยู่ระหว่างเดินทางไปเหอหนานแจ้งว่าสถานะสุขภาพของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงกะทันหัน ทำให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลจะใช้ระบบสถานะสุขภาพในทางที่ผิดทั่วประเทศ

แถลงการณ์ของทางการระบุว่า เฟิงเซียนปิน และจางหลินหลิน เจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่การควบคุมโรคระบาด “ตัดสินใจโดยไม่มีอำนาจ” เปลี่ยนสถานะสุขภาพของผู้ฝากเงินที่ได้รับความเสียหายที่กำลังเดินทางไปยังเหอหนาน

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เหลืออีก 3 คนทำตามคำสั่งของเฟิงและจาง

ทางการลงโทษจางด้วยการเพิกถอนตราสาส์นแต่งตั้งของพรรค ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นถูกหักคะแนน เนื่องจากเจ้าหน้าที่เหล่านี้ “ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับการใช้สถานะสุขภาพที่เข้มงวดอย่างร้ายแรง”

REUTERS/Tingshu Wang/File Photo/File Photo

ครั้งแรกในรอบ 13 ปี เงินวอนอ่อนค่าแตะ 1,300 วอน/ดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686201

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 11:15 น.

ครั้งแรกในรอบ 13 ปี เงินวอนอ่อนค่าแตะ 1,300 วอน/ดอลลาร์

เงินวอนอ่อนค่าหนักท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าหนัก ร่วงลงต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 1,300 วอนต่อเหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

รายงานระบุว่าเงินวอนอ่อนค่าลงมากถึง 0.42% ในการซื้อขายวันนี้ แตะระดับต่ำสุดในรอบนับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2009 ทะลุระดับ 1,300 วอนต่อเหรียญสหรัฐ อันเป็นสัญญาณความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากในปี 2009 ที่เงินวอนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1,300 วอนต่อเหรียญสหรัฐนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลก และก่อนหน้านั้นเงินวอนเคยร่วงสู่ระดับนี้เมื่อช่วงปี 1997-1998 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมองว่าการอ่อนค่าของเงินวอนครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานมีความเปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพล นอกเหนือจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี

ทั้งนี้ เงินวอนอ่อนค่าลงมากกว่า 8% ในปีนี้ หลังจากที่ร่วงลง 8.6% ในปีที่ผ่านมา โดยในปีที่แล้ว National Pension Service ของเกาหลีใต้ได้เพิ่มการถือครองหุ้นและพันธบัตรในต่างประเทศ 82.9 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.385 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) หรือร้อยละ 35 ตามแผนระยะยาวในการกระตุ้นการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างผลกำไรและความยั่งยืนของกองทุน

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยสนใจการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมากขึ้น โดยในปี 2020 มีการซื้อหุ้นมูลค่าสุทธิ 21,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 19,700 ในปี 2019 และตัวเลขในช่วงครึ่งเดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 12,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันในตลาดหุ้นต่างประเทศชาวต่างชาติขายหุ้นสิทธิได้ 15.9 ล้านล้านวอน (1.225 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) จนถึงปีนี้ หลังจากการขายออกทั้งหมด 50 ล้านล้านวอน (3.851 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

รายงานยังระบุว่า เกาหลีใต้มียอดขาดดุลการค้าสะสม 7,830 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนม.ค. จนถึงเดือนพ.ค. ปีนี้ และหากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียจะบันทึกการขาดดุลประจำปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008

Photo by REUTERS/Thomas White/Illustration/File Photo

‘กระท่อมแอดิเลด’ ตำหนัก 4 ห้องนอนสุดเรียบง่าย บ้านใหม่ของ ‘เจ้าชายวิลเลียม’ และครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686172

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 19:00 น.

'กระท่อมแอดิเลด' ตำหนัก 4 ห้องนอนสุดเรียบง่าย บ้านใหม่ของ 'เจ้าชายวิลเลียม' และครอบครัว

เจ้าชายวิลเลียม-เคท และลูกๆ เตรียมย้ายไปตำหนักแอดิเลดกับชีวิตแสนเรียบง่าย

กระท่อมแอดิเลด (Adelaide Cottage) กระท่อม 4 ห้องนอน สมัยศตวรรษที่ 19 ในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่พักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล กำลังจะกลายเป็นที่ประทับหลักของเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ และแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พร้อมด้วยเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ และเจ้าชายหลุยส์ ในช่วงฤดูร้อนปีนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าครอบครัวของเจ้าชายวิลเลียมจะย้ายจากแอนเมอร์ฮอลล์ ในนอร์ฟอล์ก ไปยังกระท่อมแอดิเลด เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้มากขึ้น เพราะที่นี่อยู่ใกล้กับที่ประทับของควีนโดยใช้เวลาเดินเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น

แหล่งข่าวกล่าวกับสื่ออังกฤษว่าเจ้าชายวิลเลียมไม่ต้องการให้มีข้าราชบริพารค้างแรมอยู่ในตำหนัก เพราะอยากใช้ชีวิตกับครอบครัวแบบเรียบง่าย และไม่เรียกร้องให้มีการรีโนเวท หรือตกแต่งอะไรใหม่ด้วย ไม่ต้องการบ้านใหญ่โตหรูหรา ไม่ต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัย เพื่อจะไม่เป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี เพียงแค่อยู่ไม่ไกลโรงเรียนในเมืองวินด์เซอร์และมีที่วิ่งเล่นในสวนสำหรับลูกๆ ของเขาก็พอแล้ว

'กระท่อมแอดิเลด' ตำหนัก 4 ห้องนอนสุดเรียบง่าย บ้านใหม่ของ 'เจ้าชายวิลเลียม' และครอบครัว

กระท่อมแอดิเลด สร้างขึ้นในปี 1831 โดยตั้งชื่อตามสมเด็จพระราชินีแอดิเลด พระมเหสีของสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติของอังกฤษตั้งแต่เดือนตุลาคม 1975

ที่นี่ยังเคยเป็นที่อยู่อาศัยของปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ องครักษ์ของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และชายที่เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตต้องการจะแต่งงานด้วย โดยเรื่องราวความรักระหว่างทาวน์เซนด์และเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตถูกนำมานำเสนอในซีรีส์ The Crown ด้วย

แอดีเลด คอตเทจ ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ ในเขตเบิร์กเชียร์ ของอังกฤษ เมื่อสร้างครั้งแรกตำหนักแห่งนี้ได้รับการอธิบายว่า “สง่างามอย่างบริสุทธิ์” (chastely elegant) โดย cottage orné หรือบ้านสไตล์คอตเทจแห่งนี้มีการตกแต่งที่ซุ้มหลังคา และตกแต่งด้วยปูนปั้นสีขาวอมชมพูภายนอกตำหนัก

ภายในห้องนอนใหญ่มีการตกแต่งด้วยโลมาทองคำและเชือกที่ใช้กับเรือยอชท์ HMY Royal George รวมถึงเตาผิงหินอ่อนสไตล์กรีก-อียิปต์ จุดเด่นของที่นี่คืออยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวราวกับกระท่อมในเทพนิยาย ซึ่งมีเจฟฟรีย์ ไวแอตวิลล์ เป็นสถาปนิก

Photo by Royal Collection Trust/Wikipedia/Adelaide Cottage, painting by Caleb Robert Stanley (1839)

ชาวลิทัวเนียใกล้คาลินินกราดหวังพึ่งนาโตปกป้องจากรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686171

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 18:10 น.

ชาวลิทัวเนียใกล้คาลินินกราดหวังพึ่งนาโตปกป้องจากรัสเซีย

“จะไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น เพราะลิทัวเนียอยู่ในนาโตและสหภาพยุโรป”

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คำขู่มขู่ของรัสเซียกรณีที่ลิทัวเนียปิดกั้นเส้นทางขนส่งสินค้าไปยังเมืองคาลินินกราดของรัสเซีย สร้างความกังวลให้ชาวลิทัวเนียที่อยู่ใกล้กับเมืองคาลินินกราด โดยชาวบ้านเหล่านี้หวังให้นาโตเข้ามาปกป้องหากเกิดเหตุการณ์ทางทหาร

ลิทัวเนียปิดเส้นทางการขนส่งเหล็กกล้าและโลหะอย่างอื่น ซึ่งลิทัวเนียอ้างว่าจำเป็นต้องทำตามมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่พอใจให้เจ้าหน้าที่รัสเซีย ส่งผลให้ฝ่ายรัสเซียข่มขู่ว่าลิทัวเนียจะได้รับ “ผลกระทบในแง่ลบอย่างร้ายแรง”

Vitalijus Sidiskis พนักงานประกันวัย 59 ปีเผยกับ Reuters ว่า แม้ว่าจะคาดเดาว่ารัสเซียจะทำอะไรได้ยาก แต่เขายังไม่กังวลเพราะลิทัวเนียเป็นสมาชิกของทั้งนาโตและสหภาพยุโรป

“จะไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น…เพราะลิทัวเนียอยู่ในนาโตและสหภาพยุโรป” Sidiskis เผยกับ Reuters “ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะโจมตีเราอย่างกร้าวร้าว”

ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ เผยว่าคำขู่ของรัสเซียบดบังความสำคัญของปัญหาอื่น อาทิ เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวลิทัวเนียหลายคน

Galina Mateikuniene ช่างเย็บผ้าวัย 52 ปีเผยกับ Reuters ว่า “เราอาศัยอยู่ใกล้พรมแดน และการยิงและการเคลื่อนย้ายกำลังพลก็ค่อนข้างน่ากังวล พวกเรากลัวว่าจะเกิดสงคราม เกิดการรุกรานมากกว่า เศรษฐกิจคือเศรษฐกิจ”

ชาวรัสเซียเกือบ 1 ล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองคาลินินกราดซึ่งเชื่อมกับส่วนอื่นๆ ของรัสเซียด้วยทางรถไฟผ่านลิทัวเนีย ชาวรัสเซียหลายคนเคยข้ามชายแดนไปซื้อสินค้า อาทิ ที่ตลาดดอกไม้เล็กๆ ของ Laima Kudirkiene

Kudirkiene เผยว่าจะยังคงอยู่ในเมืองคีบาร์ไตแม้ว่าอนาคตยังไม่แน่นอน และว่าน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียการติดต่อกับลูกค้ารัสเซียที่เคยมาอุดหนุนที่ร้านของเธอ

“พวกเขาฉลองวันเกิดและแต่งงานกัน ทุกอย่างเคยเป็นปกติ ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร เพราะการติดต่อถูกตัดขาดแล้ว”

ทั้งนี้ คาลินินกราดเป็นอดีตเมืองท่าของกรุงเคอนิชส์แบร์คซึ่งเป็นเมืองหลวงของปรัสเซียตะวันออก ถูกกองทัพแดงยึดคืนจากนาซีเยอรมนีเมื่อเดือน เม.ย. 1945 และยอมแพ้ต่อสหภาพโซเวียตหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คาลินินกราดตั้งอยู่ระหว่างประเทศสมาชิกนาโต 2 ประเทศคือ โปแลนด์และลิทัวเนีย

Alibaba-Ant Group คลายความร่วมมือภายใต้การปราบปรามจากจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686163

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 17:00 น.

Alibaba-Ant Group คลายความร่วมมือภายใต้การปราบปรามจากจีน

Alibaba-Ant Group วางแผนอนาคตที่เชื่อมโยงกันน้อยลงหลังเผชิญการปราบปรามจากรัฐบาลจีน

รอยเตอร์สรายงานว่า Alibaba และ Ant Group กำลังแยกการดำเนินงานออกจากกันและแสวงหาธุรกิจใหม่ที่เป็นอิสระ ในขณะที่บริษัททั้งสองของแจ็ค หม่า กำลังเผชิญกับการปราบปรามด้านกฎระเบียบจากรัฐบาลจีน

ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba Group Holding ได้แยก Ant Group ธุรกิจฟินเทคออกมาในปี 2011 แม้ว่าจะยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้น 33% และทั้งสองบริษัทยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวกับรอยเตอร์สว่าตั้งแต่ปลายปีที่แล้วทั้งสองบริษัทได้ดำเนินการเพื่อกำหนดขอบเขตการปฏิบัติงานที่เข้มงวด รวมถึงคลายข้อตกลงความร่วมมือบางส่วน ขณะที่พวกเขาพยายามที่จะฟื้นตัวจากการปราบปรามรัฐบาล

ซึ่งทำให้พวกเขาสูญเงินไปหลายร้อยพันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งจากรายได้ที่ลดน้อยลง และการที่ Alibaba ถูกปรับ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐข้อหาผูกขาดทางการค้า ขณะที่ Ant Group ถูกทางการจีนสั่งระงับแผนการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่า 37 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2020

รายงานระบุว่าหลังจากหลายปีที่เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างสองบริษัท การปราบปรามที่เข้มงวดด้านกฎระเบียบของจีนทำให้ทั้งสอเน้นย้ำความเป็นอิสระจากกันและกัน จนถึงจุดที่ Alibaba อาจต้องแข่งขันกับบริษัทในเครือ

แหล่งข่าวกล่าวว่าความเคลื่อนไหวที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว บริษัทในเครือได้เริ่มจำกัดการเข้าถึงบริการของกันและกัน รวมถึงแข่งขันกันเอง

ความร่วมมือของ Alibaba-Ant Group

ย้อนไปในปี 2004 Alibaba เปิดตัวบริการชำระเงิน Alipay ซึ่งมุ่งแก้ไขข้อกังวลของผู้ซื้อและผู้ขายชาวจีนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เพิ่งเริ่มต้นในประเทศ ก่อนที่จะขยายไปสู่การบริหารความมั่งคั่งและบริการประกันภัยภายใต้หน่วยงานที่เรียกว่า Ant Financial และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Ant Group ในปี 2020

หลังจากการแยกตัวของ Ant Group ทั้งสองบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงซึ่ง Ant จ่ายเงิน 37.5% ของกำไรก่อนหักภาษีให้ Alibaba โดยข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลงในปี 2019 เมื่อ Alibaba เข้าซื้อหุ้น 33% ใน Ant

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทได้พูดคุยถึงการผนึกกำลังกันบ่อยครั้ง โดย Ant Group ได้กล่าวไว้ในหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 2020 ว่า “การผนึกกำลังกับ Alibaba เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญ”

Alibaba และ Ant ยังได้ร่วมลงทุนในข้อตกลงต่างๆ อาทิ ในปี 2016 ทั้งสองลงทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัทเรียกรถ Didi Chuxing ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Didi Global และในปี 2021 ทั้งสองเป็นผู้นำการจัดหาเงินทุนจำนวน 280 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่สตาร์ทอัพ Hello Inc. ก่อนหน้านี้พวกเขายังถือหุ้นใน Paytm Ecommerce ของอินเดีย และถือหุ้น 29.4% ใน Megvii สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีน

Photo by REUTERS/Aly Song/File Photo

บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รวมตัวตั้งกลุ่มสร้างมาตรฐาน metaverse

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686151

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 15:00 น.

บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รวมตัวตั้งกลุ่มสร้างมาตรฐาน metaverse

Meta, Microsoft และบริษัทเทคยักษ์ใหญ่รวมตัวกันตั้งกลุ่มเพื่อสร้างมาตรฐานให้กับ metaverse

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Meta, Microsoft และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นๆ ที่แข่งขันกันในแนวคิดชุมชนโลกเสมือนจริง metaverse ได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อพัฒนามาตรฐานของอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้โลกดิจิทัลที่เพิ่งเริ่มต้นของบริษัทต่างๆ สอดคล้องกัน

แถลงการณ์ของทางกลุ่มที่ประกาศการก่อตั้งกลุ่มเมื่อวันอังคารระบุว่า บริษัทที่เข้าร่วมการประชุม Metaverse Standards Forum รวมถึงบริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่ในวงการนี้ ตั้งแต่บริษัทผลิตชิปไปจนถึงบริษัทเกม รวมทั้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานอย่าง W3C ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่จัดระบบมาตรฐานที่ใช้งานบนเว็บไซต์

อย่างไรก็ดี บริษัทที่ไม่ได้เข้าร่วมครั้งนี้คือ Apple ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในวงการ metaverse หลังการเปิดตัวเฮดเซ็ตในปีนี้หรือปีหน้า

นออกจาก Apple แล้วยังมีบริษัทเกมอย่าง Roblox และ Niantic รวมถึงแพลตฟอร์ม metaverse ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตอย่าง The Sandbox และ Decentraland

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Apple ยังไม่เปิดเผยแผนการสำหรับชุดหูฟัง แม้ว่าจะมีรายงานว่าบอร์ดได้ดูผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วก็ตาม

Reuters ระบุว่า การเปิดตัวอุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้ Apple กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Meta ซึ่งเดิมพันอนาคตบริษัทไว้กับการเติบโตของ metaverse และลงทุนอย่างหนักในฮาร์ดแวร์ โดยมีแผนจะเปิดตัวเฮดเซ็ตที่มีโค้ดเนมว่า Cambria ในปีนี้

ในอดีต Apple มีส่วนร่วมอย่างมากในการสร้างมาตรฐานเว็บ อาทิ HTML5 ส่วนเนื้อหาสามมิติใน metaverse Apple ทำงานร่วมกับบริษัท Pixar และร่วมกับ Adobe

นีล เทรเวตต์ ผู้บริหารบริษัทผลิตชิป Nvidia ซึ่งเป็นประธานการประชุม Metaverse Standards Forum ระบุในแถลงการณ์ถึง Reuters ว่า ยินดีต้อนรับทุกบริษัทเข้าร่วมกลุ่ม รวมทั้งผู้เข้าร่วมจากโลกคริปโต

REUTERS/Daewoung Kim

คาบสมุทรบอลติกระอุ เอสโตเนียประท้วงรัสเซียละเมิดน่านฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686156

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

คาบสมุทรบอลติกระอุ เอสโตเนียประท้วงรัสเซียละเมิดน่านฟ้า

ความสัมพันธ์รัสเซียกับเพื่อนบ้านบอลติกอย่างเอสโตเนียและลิทัวเนียกำลังตึงเครียด

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เอสโตเนียเรียกทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อประท้วงที่เฮลิคอปเตอร์รัสเซียละเมิดน่านฟ้าเอสโตเนีย “อย่างร้ายแรง” นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่เอสโตเนียตำหนิทูตรัสเซีย

เอสโตเนียยังแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพื่อนบ้านประเทศบอลติกอย่างลิทัวเนียที่รัสเซียประกาศว่าจะลงโทษที่ลิทัวเนียขวางเส้นทางขนส่งสินค้าบางอย่างไปยังเมืองคาลินินกราดซึ่งเป็นดินแดนของรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศเอสโตเนียเผยว่า เฮลิคอปเตอร์รัสเซียบินเหนือพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.

“เอสโตเนียถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและน่าเศร้าอย่างยิ่งซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติมอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่เป็นที่ยอมรับโดยสิ้นเชิง” แถลงการณ์ระบุและยังเรียกร้องให้กองทัพรัสเซียออกจากยูเครน

“รัสเซียต้องยุติการข่มขู่ประเทศเพื่อนบ้านและทำความเข้าใจว่าราคาของการรุกรานยูเครนของรัสเซียสูงมาก”

คนใกล้ชิดระดับสูงของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน บอกกับลิทัวเนียว่าจะต้องเจ็บปวดที่ขวางการขนส่งสินค้าที่สหภาพยุโรปคว่ำบาตรไปยังและมาจากเมืองคาลินินกราด

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เอสโตเนียยังตำหนิทูตรัสเซียที่ปูตินยกย่องกษัตริย์ในสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ยึดเมืองซึ่งปัจจุบันเป็นเอสโตเนีย

ทั้งนี้ เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และลัตเวีย เคยเป็นของจักรวรรดิรัสเซียก่อนจะได้รับเอกราชหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1940 สหภาพโซเวียตผนวกทั้ง 3 ประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่ง จนกระทั่งได้รับอิสรภาพในปี 1991

Office of the President of the Republic of Lithuania/Handout via REUTERS

ขุนคลังสหรัฐเชื่อการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686149

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 14:30 น.

ขุนคลังสหรัฐเชื่อการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อ

ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เจเน็ต เยลเลนเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้ออาจลดลงท่ามกลางการจ้างงานเต็มศักยภาพ

รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐมองว่าเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้ แต่อาจไม่รุนแรงถึงขั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเชื่อว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้

ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปี

เยลเลนกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวลดลงในไตรมาสสองหลังจากติดลบในไตรมาสแรก แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศโดยรวมยังแข็งแกร่ง แม้พฤติกรรมการใช้จ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากราคาอาหารและพลังงานสูงขึ้น

เมื่อถูกถามว่าจะวัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างไร เยลเลนอธิบายว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีหลายแบบด้วยกัน ทั้งภาวะถดถอยแบบลึก (deep recessions), ภาวะถดถอยแบบตื้น (shallow recessions) และภาวะถดถอยที่มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หรือภาวะถดถอยที่อาจเพิ่มอัตราการว่างงานเล็กน้อย ทั้งหมดนี้คือภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่แตกต่างกัน

เยลเลนกล่าวต่อว่าเมื่อเร็วๆ นี้เศรษฐกิจของสหรัฐเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกระตุ้นให้นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าในปีหน้าสหรัฐจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากขึ้น

แต่เยลเลนมองว่าตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในภาวะตึงตัว และค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากประชาชนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานก็อาจบรรเทาความตึงตัวของตลาดแรงงานและช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ ซึ่งเยลเลนมองว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ ซึ่งกล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวอีกในปีนี้และเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น โดยต้องใช้เวลาหลายปีกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2% ตามเป้าหมายของเฟด

Photo by REUTERS/Jonathan Ernst/File Photo