เครื่องบินขนชาวญี่ปุ่นหนีไวรัสอู่ฮั่นถึงโตเกียวแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613153

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 10:28 น.

เครื่องบินขนชาวญี่ปุ่นหนีไวรัสอู่ฮั่นถึงโตเกียวแล้ว

เครื่องบินเช่าเหมาลำที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งไปรับประชาชนออกจากอู่ฮั่นถึงโตเกียว ไม่พบผู้ติดเชื้อ ส่วนสหรัฐฯส่งเครื่องไปรับแล้วเช่นกัน

วันนี้ (29 ม.ค.) เครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบิน ANA ซึ่งเดินทางไปรับพลเมืองญี่ปุ่นจากนครอู่ฮั่น ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ได้เดินทางมาถึงยังสนามบินฮาเนดะแล้ว เมื่อเวลาราว 08.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้โดยสาร 206 ชีวิต

นักบินสวมชุดป้องกันเชื้อขณะเครื่องลงจอดยังสนามบินอู่ฮั่น

 

ผู้โดยสารบนเครื่องได้รับการตรวจสอบจากทีมแพทย์ที่เดินทางไปด้วยขณะอยู่บนเครื่องลำดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้แจ้งว่าไม่มีชาวญี่ปุ่นคนใดติดเชื้อไวรัสดังกล่าว อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าญี่ปุ่น ได้เตรียมรถพยาบาลจำนวนมากมารอรับผู้โดยสารที่สนามบินฮาเนดะเพื่อนำตัวไปคัดกรองอีกรอบตามสถานพยาบาลเพื่อความมั่นใจหลังเดินทางถึง Takeo Aoyama พลเมืองญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งทำงานให้บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในจีน ได้เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกโล่งใจเมื่อได้กลับบ้าน โดยขณะนี้ยังมีคนญี่ปุ่นอีกหลายคนรอคอยความช่วยเหลือที่จะได้กลับบ้าน

สำหรับเครื่องบินลำดังกล่าว ญี่ปุ่นได้นำเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันเชื้ออาทิ หน้ากากอนามัย 15,000 ชิ้น ถุงมือ 50,000 คู่ และแว่นตาป้องกันอีก 8,000 ชิ้นไปสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่จีนด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำทุกคนกลับบ้าน”

ทั้งนี้ มีพลเมืองญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 600 คนซึ่งยังรอคอยการเดินทางกลับ โดยคาดว่าหลังจากนี้ญี่ปุ่นเตรียมส่งเที่ยวบินที่สองไปรับเพิ่มอีก

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว มีรายงานว่าทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับเจ้าหน้าที่ทูตและพลเมืองอเมริกันจำนวน 240 ราย ออกจากอู่ฮั่นแล้ว โดยเครื่องจะลงจอดยังสนามบินในมณฑลซานเบอร์นาดิโนรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทางสหรัฐได้เตรียมศูนย์กักกันโรคไว้รองรับแล้ว

มีผู้นำโง่ชาวอู่ฮั่นจะตายกันหมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613135

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 21:29 น.

มีผู้นำโง่ชาวอู่ฮั่นจะตายกันหมด

ชาวเมืองอู่ฮั่นวิจารณ์ผู้นำท้องถิ่นอย่างโจ่งแจ้งว่ารับมือกับไวรัสอู่ฮั่นล่าช้าจนเชื้อแพร่กระจายแถมปิดบังข้อมูล

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสในเมืองอู่ฮั่นที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้น ประชาชนในท้องถิ่นพากันวิพากษ์วิจารณ์การรับมือที่ล่าช้าของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมทั้งกดดันให้นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชน

ทางการจีนรายงานการพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ไปยังองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว โดยพบผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่น 27 ราย ต่อมาวันที่ 12 ม.ค. นักวิทยาศาสตร์จีนจัดลำดับยีนของเชื้อไวรัสปริศนาและแบ่งปันไปยัง WHO

ตรงกันข้ามคณะกรรมการสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่นกลับระบุว่าไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 5-10 และ 12-16 ม.ค. ในช่วงที่การเดินทางครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลกในช่วงตรุษจีนกำลังจะเกิดขึ้น และผู้คนนับล้านจะต้องเดินทางผ่านเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทาง

ระหว่างนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นรายวัน จนเมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นได้สั่งปิดเมืองไม่ให้เดินทางเข้าออก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากทางการท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มไม่พอใจ พากันต่อว่าผู้นำท้องถิ่นว่าไม่มีการเตรียมพร้อมและทำงานล่าช้า

จนกระทั่งเมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หรือเกือบ 1 เดือนนับตั้งแต่แจ้งเรื่องไปยัง WHO ผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองอู่ฮั่น ได้แก่ หวังเสี่ยวตง ผู้ว่าราชการมณฑลหูเป่ย และโจวเซียนวั่ง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น นั่งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับเชื้อโคโรนาไวรัส

แต่แทนที่ชาวบ้านจะอุ่นใจ กลับกลายเป็นว่ายิ่งสงสัยในความสามารถในการรับมือกับเชื้อไวรัส เนื่องจากขณะแถลงข่าวผู้ว่าฯ ไม่สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งขัดกับกฎของเมืองอู่ฮั่นที่ประกาศให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

ส่วนตัวนายกเทศมนตรีก็สวมหน้ากากอนามัยกลับด้าน เอาด้านในออกด้านนอก จนผู้ใช้เว่ยป๋อรายหนึ่งตั้งคำถามว่า “ถ้าแม้แต่นายกเทศมนตรียังไม่รู้วิธีสวมหน้ากากอนามัย แล้วคนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไร”

อีกทั้งทั้งคู่ยังแจ้งจำนวนหน้ากากอนามัยที่ผลิตในเมืองอู่ฮั่นไม่ตรงกัน โดยนายกเทศมนตรีต้องแก้ตัวเลขถึง 3 ครั้งจึงจะถูกต้อง ยิ่งลดคะแนนความเชื่อมั่นในสายตาประชาชน

ในวันต่อมา โจวเซียนวั่ง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นยังเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CCTV ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อชี้แจงปัญหาต่างๆ โดยถูกซักถามอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นประเด็น การขยับตัวช้า การเปิดเผยข้อมูล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดเชื้อ ไม่สั่งหยุดการเดินทางช่วงตรุษจีน

นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นยอมรับว่าเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนช้าไป โดยโทษว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลกลาง

“โคโรนาไวรัสเป็นโรคติดต่อ และโรคติดต่อก็มีกฎหมายควบคุมอยู่ ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลต้องเป็นไปตามกฎหมาย ในฐานะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หลังจากได้รับข้อมูลมาแล้วผมต้องได้รับการอนุมัติจากรับบาลกลางจึงจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นได้”

โจวเซียนวั่งยังเผยอีกว่า ไม่มีใครสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แม้แต่เมืองที่มีงบประมาณมากมายก็ทำไม่ได้ “ในขณะที่ทุกคนกำลังทำความเข้าใจกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ เราเพิ่งรู้ว่ามันอันตราย หากผมรู้ตั้งแต่แรกว่าไวรัสนี้จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและหาวิธีรับมือได้ทันก็คงดี แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่ามันรุนแรงตั้งแต่แรก”

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรียังประกาศว่าพร้อมลาออกหากการปิดเมืองเป็นความผิด

หลังจากคลิปการสัมภาษณ์ถูกโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียก็มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยความโกรธ ส่วนใหญ่กล่าวหาว่านายกเทศมนตรีละเลยหน้าที่และเรียกร้องให้ลาออก รวมถึงบล็อกเกอร์ดังคนหนึ่งที่มีผู้ติดตามถึง 6.8 ล้านคน เรียกร้องให้ “นายกเทศมนตรีลาออกโดยสมัครใจเอง ซึ่งวิธีนี้จะยังพอเหลือศักดิ์ศรีอยู่บ้าง”

นอกจากนี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังตำหนิโจวเซียนวั่งที่ปล่อยให้ชาวจีนเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อพบญาติในช่วงตรุษจีนในพื้นที่ที่พบการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ถึง 62 ราย ซึ่งอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายมากขึ้น

ความล่าช้าของทางการเมืองอู่ฮั่นนี้ยังสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง รวมถึงจางโอวยา ผู้สื่อข่าวอาวุโสของนักสือพิมพ์ Hubei Daily ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงกับเรียกร้องให้ย้ายนายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นทันที

“เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ผมเคยเชื่อว่าการเปลี่ยนตัวผู้นำที่รับมือสถานการณ์เร่งด่วนไม่ได้ ทำให้การแก้ปัญหาสะดุด แต่จากสถานการณ์ที่มีแต่จะแย่ลงนี้ คนที่อยู่ในตำแหน่งกลับไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ สำหรับเมืองอู่ฮั่น ได้โปรดเปลี่ยนผู้นำอย่างเร่งด่วน” จางระบุ

น่าสังเกตว่า ปกติแล้วผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนจะไม่ค่อยมีโอกาสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นโดยตรง เพราะมักจะถูกทางการจีนเซ็นเซอร์หรือลบทิ้ง ขณะที่หลังจากโคโรนาไวรัสระบาด ชาวจีนกลับวิจารณ์กันอย่างโจ่งครึ่มทั้งในวีแชทและเว่ยป๋อ

อย่างน้อยการตำหนิรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเปิดเผยในโซเชียลมีเดียจะยังคงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะหลังจากนี้รับบาลจีนน่าจะไล่ลบเช่นเคย

ข่าวชิ้นหนึ่งของ Beijing Youth Daily ที่สัมภาษณ์หมอรายหนึ่งที่เคยส่งข้อความเตือนเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วซึ่งทางหนังสือพิมพ์โพสต์ลงโซเชียลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถูกลบไปแล้ว

ขณะที่คอมเม้นต์ของจางโอวยาก็ถูกสั่งให้ลบแล้วเช่นกัน

ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินโดยสารอย่างดีไปรับประชาชนที่อู่ฮั่นแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613130

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 20:27 น.

ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินโดยสารอย่างดีไปรับประชาชนที่อู่ฮั่นแล้ว

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศกล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นส่งเครื่องบินลำแรกไปยังเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนแล้วในคืนวันอังคาร เพื่ออพยพประชาชนจากศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายแรง

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเครื่องบินออกเดินทางประมาณ 20.00 น. (ตามเวลาญี่ปุ่น) และคาดว่าจะกลับไปโตเกียวในเช้าวันพุธพร้อมกับประชาชนสัญชาติญี่ปุ่นหลักร้อยคน

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ประกาศแผนก่อนหน้านี้ว่ามีความพยายามในการจัดการเที่ยวบินอพยพเพิ่มเติม

“เราจะนำสิ่งของช่วยเหลือ เช่น หน้ากากและชุดป้องกันไปให้คนจีนรวมถึงชาวญี่ปุ่นด้วย” เขากล่าว

คาดว่าจะมีคนประมาณ 200 คนที่ขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินแรกกลับมา ซึ่งมีชาวญี่ปุ่นประมาณ 650 คนในพื้นที่ที่แสดงความจำนงค์ที่จะถูกส่งตัวกลับประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะอยู่บนเครื่องบินเพื่อตรวจสอบผู้โดยสารระหว่างเที่ยวบินขากลับ แต่ไม่มีแผนกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากอู่ฮั่น

“เราจะส่งแพทย์แพทย์ เจ้าหน้าที่กักกัน พยาบาลและอื่นๆ 4 คนต่อเครื่องบิน 1 ลำ เราจะดำเนินการกักกันบนเครื่องระหว่างทางกลับ” เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับผู้สื่อข่าวของ AFP

ผู้โดยสารจะต้องกรอกแบบสอบถามทางการแพทย์และส่งหมายเลขติดต่อให้เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะติดต่อได้ในภายหลัง

เจ้าหน้าที่คนที่สองจากกระทรวงกล่าวเสริมว่า ผู้โดยสารที่มีไข้สูงจะถูกห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องและใครก็ตามที่มีอาการระหว่างเที่ยวบินจะถูกส่งไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมาถึงญี่ปุ่น

“เราจะขอร้องให้ผู้โดยสารทุกคนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ฝูงชนชั่วระยะหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีไข้ก็ตาม” เขากล่าวกับ AFP

เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ผู้ที่อาศัยอยู่ในและใกล้กับโตเกียวจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้าน ในขณะที่ผู้ที่อยู่ไกลออกไปจะถูกพาไปพักที่โรงแรมในท้องถิ่นก่อน

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

สมองกลายเป็นแก้ว ระเบิดออกมาจากหัวเหยื่อภูเขาไฟระเบิดสมัยโรมัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613126

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 19:52 น.

สมองกลายเป็นแก้ว ระเบิดออกมาจากหัวเหยื่อภูเขาไฟระเบิดสมัยโรมัน

นักมานุษยวิทยาชาวอิตาลีค้นพบส่วนหนึ่งของสมองที่กระเบิดจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่เสียชีวิตจากการระเบิดของภูเขาไฟภูเขาไฟวิสุเวียส ในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 79 หรือในยุคของจักรวรรดิโรมัน

การค้นพบนี้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 16 มกราคมในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ถือเป็นสิ่งหายากในโบราณคดี โดยพบในซากปรักหักพังของเมืองเฮอร์คิวลาเนียม อีกหนึ่งเมืองโบราณใกล้ปอมเปอีที่ถูกฝังโดยเถ้าถ่านของภูเขาไฟภูเขาไฟวิสุเวียส

หลายปีที่ผ่านมานักวิชาการได้ศึกษาซากศพอันน่าสยดสยองของผู้คนที่ถูกเถ้าถ่านลาวาและก๊าซพิษคร่าชีวิต เมื่อภูเขาไฟทางตอนใต้ของอิตาลีเกิดระเบิดเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน และพวกเขาเตะตากับวัสดุแก้วแปลกๆ ที่พบในกะโหลกศีรษะของเหยื่อรายหนึ่ง

ปิเอร์ เปาโล เปโตรเน นักมานุษยวิทยานิติวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเนเปิลส์เฟเดริโกที่ 2 หนึ่งในนักวิจัยบอกกับ AFP ว่า ในเดือนตุลาคม 2018 ได้ตรวจสอบซากศพและเห็นว่ามีบางสิ่งที่แวววาวในกะโหลกศีรษะที่แตก และเขาค่อนข้างแน่ใจว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นสมองของมนุษย์

การวิเคราะห์เพิ่มเติมโดย ปิเอโร ปุชชี จากศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง CEINGE ในเนเปิลส์ยืนยันว่ามันประกอบด้วยโปรตีนและกรดไขมันจากผมและเนื้อเยื่อสมอง

ชายที่เป็นเจ้าของสมองแก้ว เชื่อว่าเคยเป็นผู้ปกครองของวิทยาลัยออกัสตัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของลัทธิบูชาจักรพรรดิออกัสตัส ร่างที่ไหม้เกรียมของเขาถูกค้นพบในช่วงปี 1960 ภายในห้องพักของเขา โดยศพนอนอยู่บนเตียงไม้ของเขา

นักวิจัยเชื่อว่าความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 520 องศาเซลเซียสจากก๊าซร้อนจากการปะทุ ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงพอที่จะทำให้ไขมันในร่างกายติดไฟและเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มกลายเป็นไอ อุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายกลายเป็นแก้ว

“ความร้อนสูงนั้นสามารถเผาผลาญไขมันและเนื้อเยื่อของร่างกายทำให้สมองของเขากลายเป็นแก้ว” สำนักงานโบราณคดีของเมืองเฮอร์คิวลาเนียมกล่าวในแถลงการณ์

ทั้งนี้ เมืองเฮอร์คิวลาเนียมเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของเมืองปอมเปอีในสมัยโรมัน ตั้งอยู่ทางพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อวิสุเวียสปะทุขึ้น ลาวาหลอมเหลวปกคลุมเมืองและทุกอย่างที่อยู่ในนั้น โดยมีความหนาถึง 16 เมตร ต่อมาแข็งตัวและรักษาซากอินทรีย์อายุเกือบ 2,000 ไปเอาไว้

“WWF”ชี้โคโรนาไวรัสกระตุกสำนึกมนุษย์หยุดบริโภคสัตว์ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613116

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 18:59 น.

"WWF"ชี้โคโรนาไวรัสกระตุกสำนึกมนุษย์หยุดบริโภคสัตว์ป่า

“WWF ประเทศไทย” ระบุ จีนออกคำสั่งห้ามซื้อขายสัตว์ป่า หลังไวรัสโคโรนาระบาดในหลายเมือง เป็นสัญญาณให้ทั่วโลกตื่นตัวประเด็นการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

นายเจษฎา ทวีกาญจน์ ผู้จัดการโครงการต่อต้านการซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลจีนประกาศห้ามซื้อขายสัตว์ป่าทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 มกราคม 2563) จนกว่าสถานการณ์ไวรัสโคโรนาระบาดจะยุติลง หลังจากมีรายงานว่าไวรัสชนิดดังกล่าวอาจแพร่จากสัตว์ไปยังมนุษย์ และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ทำงาน หรือใช้ชีวิตในบริเวณใกล้เคียงกับตลาดสดใจกลางเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นจุดแรกที่มีรายงานการเกิดและระบาดของโรค

“การซื้อขายสัตว์ป่า นอกจากจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ และทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นยังทำให้เราเชื่อมโยงได้ว่า การบริโภคสัตว์ป่าอาจก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพ เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ การที่รัฐบาลจีนประกาศห้ามซื้อขายสัตว์ป่าถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกทาง ซึ่งหากมีการขยายผลในเชิงนโยบายต่อไปจะช่วยลดทอนปัญหาการค้าสัตว์ป่า และการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสัตว์ป่าที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกได้”

ผู้จัดการโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF ประเทศไทยกล่าวอีกว่า จากงานวิจัยเรื่องบทบาทของประเทศจีนในประเด็นการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย และคำตอบของรัฐบาลจีน (China’s Role in Wildlife Trafficking and the Chinese Government’s Response) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ระบุว่าเป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่า จีนเป็นตลาดค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อเศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้น ความต้องการผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า ซึ่งรวมถึงสัตว์ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์ก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

“ไม่ใช่แค่เรื่องของการแพทย์เท่านั้น แต่ในประเทศจีนยังมีความนิยมบริโภคสัตว์ป่า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นการจุดประกายสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภค หยุดบริโภค หยุดซื้อขายสัตว์ป่า ซึ่งก็เท่ากับเป็นการหยุดยั้งการเกิดโรค และการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ด้วย”

ด้าน มาร์กาเร็ต คินนาร์ด หัวหน้าโครงการเพื่อสัตว์ป่า WWF ระบุว่า การตื่นตัวจากไวรัสโคโรนาในวงการสาธารณสุขจะเป็นการกระตุ้นให้ทั่วโลกสนใจเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่ามากขึ้น

“เราควรยุติการคุกคามชีวิตสัตว์สายพันธุ์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งบริโภคชิ้นส่วนของพวกมัน และสัตว์แปลกต่างๆที่ตกเป็นเป้าของการบริโภคเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ที่พิสูจน์ไม่ได้จริง”

ทั้งนี้ โครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายของ WWF ดำเนินงานโดยเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติและหยุดยั้งธุรกิจค้าสัตว์ป่า ที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติมีมูลค่าราว 7,800-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีตลาดรับซื้อขนาดใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย

ฝรั่งเศสชาติแรกของยุโรป อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613106

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 17:57 น.

ฝรั่งเศสชาติแรกของยุโรป อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินเที่ยวแรก ขนพลเมืองชุดแรกที่ไม่มีอาการป่วยออกจากอู่ฮั่น

วันนี้ (28 ม.ค.) นางAgnès Buzyn รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส กล่าวในแถลงการณ์ระบุว่า ทางการฝรั่งเศสตัดสินใจส่งเครื่องบินเที่ยวแรก เข้ารับพลเมืองออกจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

นางAgnè ระบุว่า เครื่องบินจะเดินทางถึงยังเมืองอู่ฮั่นในพฤหัสบดี และคาดว่าจะเดินทางกลับจากอู่ฮั่นมาถึงยังฝรั่งเศสในวันศุกร์ หรืออย่างช้าในเช้าวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส

ด้านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมฝรั่งเศส ได้กล่าวผ่านสื่อเช่นกันว่า เที่ยวบินแรกที่จะไปรับพลเมืองฝรั่งเศส จะรับเฉพาะผู้โดยสารที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ

 

นางAgnès Buzyn รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส

ขณะเดียวกันมีการวางแผนในเที่ยวบินที่สอง ซึ่งคาดว่าจะพาผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกลับมาด้วย แต่ยังไม่มีการกำหนดวัน โดยรัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับว่าพลเมืองราว 500-1,000 คนในจีนอาจไม่ได้เดินทางกลับมาทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับและกักกันโรคเพื่อเฝ้าสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันหลังอพยพเมืองชุดนี้กลับมาฝรั่งเศสแล้ว

ฝรั่งเศสถือเป็นชาติแรกของยุโรปที่สั่งอพยพประชาชนออกจากจีน หลังฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศ 3 ราย ซึ่งทั้งสามคนมีประวัติเดินทางกลับมาจากจีน ขณะที่อีกราว 6 คนยังอยู่ในขั้นการตรวจสอบว่าติดเชื้อหรือไม่

อนามัยโลกมั่นใจ’จีน’เอาอยู่ ยังคุมระบาดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613097

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 17:08 น.

อนามัยโลกมั่นใจ'จีน'เอาอยู่ ยังคุมระบาดได้

ผอ.องค์การอนามัยโลก มั่นใจจีนยังคุมการระบาดไวรัสอู่ฮั่นได้อยู่ ชี้ต่างชาติไม่ควรตื่นตระหนกจนอพยพพลเมืองหนี

รอยเตอร์รายงานว่า นายTedros Adhanom ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ซึ่งเดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อหารือกับทางการจีนถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยระบุว่า องค์การอนามัยยังคงมั่นใจว่าจีนมีมาตรการรับมือการแพร่ระบาดได้อย่างดี

ผอ.อนามัยกล่าวในคำแถลงหลังเข้าพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลกยังคงให้ความเชื่อมั่นกับมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคของจีน

 

 

Tedros กล่าวว่าองค์การอนามัยโลก และหลายประเทศต่างชื่นชมทางการจีนถึงมาตรการควบคุมและกักกันการแพร่ของโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  พร้อมระบุว่า อนามัยโลกมีความเข้าใจความกังวลของนานาประเทศ ต่อสถานการณ์ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ควร”ไม่ควรตื่นตระหนก”จนเกินเหตุ

นายTedros ยังระบุอีกว่า ส่วนตัวเขาไม่สนับสนุนการแตกตื่นอพยพพลเมืองต่างชาติ โดยนานาชาติไม่ควรตื่นตระหนกการแพร่ระบาดถึงขั้นสั่งอพยพพลเมืองของตนออกจากจีน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศอยู่ในความสงบและไม่ตกใจเกินเหตุถึงการแพร่ระบาดดังกล่าว องค์การอนามัยโลกมีความมั่นใจในความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดของจีน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมาทีมผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยได้ลงมติว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นยังคงวิกฤตแค่ในจีนเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ โดยระบุว่าองค์การอนามัยโลกยังคงจับตาต่อสถานการณ์ระบาดอย่างใกล้ชิด

ปีนี้เผาจริงแน่! ไวรัสอู่ฮั่นทำเศรษฐกิจพังทั่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613094

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 16:49 น.

ปีนี้เผาจริงแน่! ไวรัสอู่ฮั่นทำเศรษฐกิจพังทั่ว

ไม่เฉพาะจีนที่เศรษฐกิจพัง เพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไปจนถึงสิงคโปร์ก็พลอยทรุดไปด้วย

สถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่นของจีนยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจ เนื่องจากจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกและยังเป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก

จีน

– เรย์มอนด์ หยาง นักเศรษฐศาสตร์จาก ANZ Research เผยว่าเมืองอู่ฮั่นถือเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทางและศูนย์การผลิตในภาคกลางของจีน หากทางการยืดระยะเวลาการปิดเมืองหลังจากหมดเทศกาลวันหยุดยาวช่วงตรุษจีนออกไปอีก จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

-รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในช่วงวันหยุดตรุษจีนของจีนในปีนี้ทำได้เพียง 1 ใน 10 ของรายได้ปีที่แล้ว เนื่องจากประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงภาพยนตร์ โดยมีภาพยนตร์ที่เตรียมเข้าฉายช่วงวันหยุดดังกล่าว 7 เรื่องต้องเลื่อนการฉาย

-จูเลียน อีแวนส์ พริตชาร์ด จากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน Capital Economics เตือนว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจจีนที่เติบโตช้าที่สุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยการคมนาคมขนส่งและการอุปโภคบริโภค รวมถึงการค้าปลีกและร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น

-แมทธิว เชอร์วูด หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของสถาบันการเงิน Perpetual ในออสเตรเลียประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสอาจหนักหน่วงกว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเซาร์สเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลต้องใช้มาตรการทางการเงินเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว อาทิ ลดภาษี

– Oxford Economics เผยว่า เมื่อครั้งโรคซาร์สระบาด เศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2003 เติบโตลดลงเหลือ 9.1% จากไตรมาสแรกที่เติบโต 11.1% แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน

ญี่ปุ่น

-ดัชนี Nikkei ปิดตลาดที่ 127.80 จุด จากวันจันทร์ที่ปิดตลาดที่ 23,215.71 หรือลดลง 0.55% ถือว่าปิดตลาดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์

-ยาสึโตชิ นิชิมุระ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเตือนว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกินระยะเวลานาน การส่งออก การผลิต และผลกำไรของผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับการอุปโภคบริโภคภายในของจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของญี่ปุ่น และยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าปลีกของญี่ปุ่นด้วย จากการสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวจีนจีนมีสัดส่วนถึง 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าญี่ปุ่น และใช้จ่าย 40% ของการใช้จ่ายขอนักท่องเที่ยวทั้งหมด

-การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังส่งผลเสียกับห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก และโรงแรม ซึ่งล้วนต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงโกลเดนวีค หรือวันหยุดช่วงตรุษจีน

-เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กรของ Isetan Mitsukoshi Holdings ผู้ให้บริการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นเผยว่า ห่วงว่ายอดขายและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะลดลงหากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือลูกค้าญี่ปุ่นจะเก็บตัอยู่ที่บ้าน ไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยด้วย

-ฮิเดโอะ คุมะโนะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute ประเมินว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจะทำให้จีดีพีของญี่ปุ่นลดลง 0.2%

เกาหลีใต้

-ดัชนีหุ้น Kospi ร่วง 3.6% ซึ่งถือว่าตกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2018 โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนที่ได้รับผลกระทบหนักสุด อาทิ บริษัทผลิตเครื่องสำอาง Amorepacific Corp., เอเจนซี่ท่องเที่ยว Hana Tour Service Inc. และธุรกิจโรงแรม Hotel Shilla Co. ที่หุ้นร่วงกว่า 10%

-สำนักข่าว Bloomberg วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของเกาหลีจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิ0

สิงคโปร์

-เฉินเจิ้งเซิง รมว.กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ เผยว่าสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เนื่องจากสถานการณ์ส่อเค้ายืดเยื้อ พร้อมทั้งย้ำว่ารัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือธุรกิจท้องถิ่นและแรงงานที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

พยาบาลสาวจีนหั่นผมสกัดติดเชื้อ ช่วยกู้วิกฤตการระบาดไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613089

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 16:35 น.

พยาบาลสาวจีนหั่นผมสกัดติดเชื้อ ช่วยกู้วิกฤตการระบาดไวรัสอู่ฮั่น

สำนักข่าว People’s Daily Online รายงานว่า เจ้าหน้าที่การแพทย์จีนวัยประมาณ 30 ปี ชื่อ ตานเสีย ตัดสินใจหั่นผมตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อและประหยัดเวลาในการสวมใส่ชุดป้องกัน

พยาบาลสาวรายนี้ทำงานที่แผนกระบบประสาท ของโรงพยาบาลประชาชนแห่งมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น โดยเธอได้โกนผมที่ยาวถึงเอวจนเกลี้ยงศีรษะ กลายเป็นศีรษะที่โล้นเตียน เพื่อพร้อมที่จะไปต่อสู้กับการระบาดในแนวหน้า

เธอบอกว่า ผมสามารถยาวขึ้นมาได้อีก สิ่งสำคัญคือคือการปกป้องตัวเองเพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อที่ช่วยชีวิตผู้คนมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันตัวเองและปกป้องเพื่อนร่วมงานของเธอไม่ให้ติดเชื้อ

“ฉันอยู่ในแผนกระบบประสาทเป็นเวลา 8 ปีแล้วในตอนนี้ฉันถูกย้ายมาดูแลผู้ป่วยโรคปอดบวมที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ฉันเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน เราจะกลับมาทำงานร่วมกันอีก ทุกคนจะกลับมาทำงานที่มีความสุขและมีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง” ตานเสีย กล่าว

ขณะเดียวกัน พยายาบาล 31 คน ของโรงพยาบาลตะวันตกของวิทยาลัยสหภาพแพทย์อู่ฮั่น ตัดสินใจตัดผมยาวให้สั้นลงเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ โดยในตอนนี้โรงพยาบาลดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่แพทย์ถึง 1,000 คน

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมรับ มีลูกนอกสมรส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613081

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 15:48 น.

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมรับ มีลูกนอกสมรส

สะเทือนวังเบลเยี่ยม ผลตรวจดีเอ็นเอระบุชัด กษัตริย์อัลเบิร์ตที่2 มีลูกนอกสมรสตั้งแต่50ปีก่อน

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 อดีตประมุขแห่งเบลเยี่ยมวัย 85 พรรษา ทรงยอมรับว่าเป็นพระบิดาของนาง Delphine Boël ศิลปินหญิงที่ยืนฟ้องร้องเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอจากพระองค์ หลังผลการตรวจดีเอ็นเอระบุชัดถือความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพระองค์กับนาง Boël

แถลงการณ์จากทนายความส่วนพระองค์ระบุว่า อดีตกษัตริย์อัลเบิร์ตที่สองทรงทราบผลของการทดสอบดีเอ็นเอ และข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าพระองค์เป็นบิดาของนาง Delphine Boël ศิลปินหญิงวัย 51 ปี

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 ทรงครองราชย์เป็นพระประมุขแห่งเบลเยี่ยมตั้งแต่ปี 1993 กระทั่งทรงสละราชย์สมบัติในปี 2013

 

ในปี 2013 หลังการประกาศสละราชย์สมบัติของพระองค์ ซึ่งส่งผลให้ทรงไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในฐานะพระประมุขของประเทศอีกต่อไป นาง Boël จึงได้ทำการยื่นฟ้องเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพื่อไขข้อข้องใจว่าแท้จริงแล้ว พระองค์ว่าทรงเป็นบิดาของเธอหรือไม่

การฟ้องร้องดำเนินเรื่อยมากระทั่งเดือนพฤษภาคม 2019 ศาลสั่งให้พระองค์ต้องทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ หากทรงปฏิเสธการตรวจ จะต้องถูกปรับรายวันเป็นเงินถึง 5,000 ยูโร (ราว 170,000 บาท) หากพระองค์ยังคงนิ่งเฉยต่อคำสั่งศาลในกรุงบรัสเซลส์ที่สั่งให้พระองค์เก็บตัวอย่างพระเขฬะ (น้ำลาย) ภายใน 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าทรงเป็นบิดาของนาง Delphine Boël กระทั่งทรงยินยอมให้มีการตรวจ

 

นาง Delphine Boël

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า พระองค์ทรงยอมรับนาง Boël เป็นทายาทองค์ที่ 4 ของพระองค์ พร้อมยุติการฟ้องร้องทางกฏหมายไว้เพียงเท่านี้

สำหรับมารดาของนาง Boël คือบารอสเนส Sybille de Selys Longchamps ผู้ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ”เจ้าชายอัลเบิร์ต” (พระยศในขณะนั้นก่อนจะทรงขึ้นครองราชย์) โดยนาง Boël ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรกเมื่อปี 2005 โดยเธอเชื่อว่ากษัตริย์อัลเบิร์ตที่สอง เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงของเธอ จากการที่พระองค์เคยมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลับๆกับ Baroness Sybille de Selys Longchamp มารดาของเธอมานานเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะช่วงปี 1960 สมัยที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายอัลเบิร์ต ซึ่งเธอก็เคลือบแคลงใจมาโดยตลอดว่าพระองค์เป็นบิดาแท้ๆของเธอหรือไม่

แต่ด้วยสถานะของพระองค์ในขณะนั้นที่เป็นประมุขของประเทศ ทำให้เธอไม่สามารถใช้กระบวนทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริงได้

สำหรับสมเด็จพระราชาธิบดีอัลเบิร์ตที่ 2 ทรงเสกสมรสกับ สมเด็จพระราชินีเปาลาแห่งเบลเยียม เมื่อปี 1959 มีพระทายาท 3 พระองค์คือ สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลีบ (ประมุของค์ปัจจุบันแห่งเบลเยี่ยม) เจ้าหญิงแอสตริท และเจ้าชายลอเรน

หลังคำแถลงยอมรับดังกล่าว ด้านทนายของนาง Boël แถลงระบุว่าลูกความของเขารู้สึกโล่งใจหลังผลออกมาเช่นนั้น หลังจากที่ชีวิตของเธอติดอยู่กับฝันร้ายมาแสนนาน เพราะความสงสัยในตัวเธอ ทั้งยังถูกบิดาผู้ให้กำเนิดปฏิเสธตัวตนของเธอ หลังมีข้อกังขาในเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพระองค์

อย่างไรก็ดีสำนักพระราชวังเบลเยี่ยมยังไม่การตอบสนองเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่สื่อในเบลเยียมหลายสำนักในเบลเยียมต่างประโคมข่าวเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย