เรียนรู้จากอดีต วันที่ชาวโลกตำหนิไทยปกปิดข่าวไข้หวัดนกระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613071

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 15:07 น.

เรียนรู้จากอดีต วันที่ชาวโลกตำหนิไทยปกปิดข่าวไข้หวัดนกระบาด

ในปี พ.ศ. 2546-2547 ไข้หวัดนกได้การระบาดมาสู่ประเทศไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างย่อยยับ มีการฆ่าไก่ทิ้งถึง 30 ล้านตัว และยังมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ในปี 2547 การระบาดครอบคลุมถึง 60 จังหวัดมีผู้เสียชีวิต 12 ราย การระบาดต่อเนื่องไปจนถึง 2551

แต่ในช่วงที่ร้ายแรงที่สุดคือระหว่างปี 2547 – 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ติดเชื้อและป่วย รวมแล้วมีผู้เสียชีวิต 17 ราย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นถูกตำหนิจากประชาคมโลกอย่างหนักเรื่องความล่าช้าในการรับมือ ในเวลานั้นองค์การอนามัยโลกได้ตำหนิรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรไว้ว่า “แม้การเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังของรัฐบาลไทยจะดำเนินไปอย่างดี แต่การเสียชีวิตจากไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 แสดงให้เห็นว่ามาตรการกักกันเพื่อป้องกันการระบาดในหมู่สัตว์ยังไม่ดีพอ” คำกล่าวนี้เป็นของ Kumara Rai ผู้แทนขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (1)

รัฐบาลไทยในเวลานั้นยังถูกตำหนิว่าปิดบังข้อมูลข่าวสาร ทักษิณ ชินวัตรได้อธิบายเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไทย “สงสัยมาสักสองสามสัปดาห์ก่อน” แล้วว่าไก่อาจตายเพราะโรคไข้หวัดนก รัฐบาลจึงใช้มาตรการควบคุมไวรัสไม่ให้แพร่กระจายไป โดยทำกันแบบเงียบๆ เพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนตื่นระหนก

ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตรกล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่มีผลการทดสอบโรคอย่างเป็นทางการ “แต่เราก็ปฏิบัติเหมือนกับว่ามันเป็นโรคไข้หวัดนก”

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อนที่ทักษิณ ชินวัตรจะกล่าวเช่นนี้ รัฐบาลไทยกลับบอกว่าไก่ที่ตายไปนั้นตายเพราะโรคอหิวาห์ (2)

ในบทความเรื่อง “การเมืองของโรคไข้หวัดนกในไทย” (The Politics of Bird Flu in Thailand) เมื่อปี 2547 ระบุว่า รัฐบาลทักษิณปิดข่าวเรื่องการระบาดของไข้หวัดนกมานานถึง 2 เดือน และยอมรับเพราะยอมจำนนต่อหลักฐานที่เปิดโปงโดยองค์การเพื่อสังคมและวุฒิสมาชิกฝ่ายค้าน และหลังจากมีมีเด็กติดเชื้อ 2 คน แหล่งข่าวเผยว่า รัฐบาลและอุตสาหกรรมสัตว์ปีกรู้เรื่องการระบาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 แต่รัฐบาลเพิ่งจะเปิดเผยวันที่ 23 มกราคม 2547

ในบทความเรื่องนี้ของ Chanyapate และ Delforge ได้เปิดเผยไทม์ไลน์อย่างละเอียดว่ามีการพบเชื้อไข้หวัดนกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนโดยสัตวแพทย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบเชื้อ H5N1 ที่ซากไก่ในจังหวัดนครสวรรค์ และแจ้งไปที่อธิบดีกรมปศุสัตว์ แต่ก็ไม่มีปฏิกริยาตอบรับใดๆ (3)

ในเดือนธันวาคม เกษตรกรที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ นำซากไก่ไปให้กรมปศุสัตว์ตรวจ ทางกรมบอกว่าไก่ตายโดยไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ใดๆ แต่เกษตรกรรายนี้เชื่อว่าทางกรมไม่ได้บอกความจริง เพราะไก่ตายไปถึง 350 ตัวในเวลาไม่กี่วัน (4)

นอกจากนี้ ยังมีปากคำของพนักงานในโรงงงานชำแหละไก่แห่งหนึ่งที่เผยว่า มีการชำแหละไก่จากปกติ 90,000 ตัวต่อวัน มาเป็นการชำแหละไก่ถึงวันละ 130,000 ตัวในช่วงที่เกิดการระบาดและนำไก่ที่ติดโรคมาชำแหละอีกด้วยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ

การทำเช่นนี้ไม่สามารถปกปิดความจริงได้ และเมื่อต่างประเทศทราบความจริงจึงตำหนิรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง หนึ่งในนั้นคือ David Bryne กรรมาธิการด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรป (European Union Health Commissioner) ที่เดินทางมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 19-22 มกราคม 2547 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และกระทรวงเกษตรให้ความมั่นใจกับเขาว่าประเทศไทยปลอดจากโรคนี้ แต่หลังจากเพียงไม่กี่วันก่อน รัฐบาลไทยก็ประกาศว่าพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก (5)

ข่าวนี้ทำให้ Bryne รู้สึก “เสียชื่อเสียง” และอารมณ์เสียยิ่งขึ้นเมื่อเขารู้ว่ารัฐบาลไทยได้ปิดกั้นข่าวการระบาดของโรค เพราะกลัวว่าจะทำให้ประชาชนหวาดกลัว (หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์รายงานข่าวนี้เอาไว้ว่า “กมธ.ยุโรปฉุนขาด โดนรัฐบาลไทยต้ม (สุก)“)

“นายศาสตรา” คอลัมนิสต์ของโพสต์ทูเดย์ได้เขียนวิจารณ์รัฐบาลในขณะนั้นอย่างดุเดือดว่า

“เมื่อโรคเริ่มระบาดตอนปลายปี พ.ศ.2546 เจ้าหน้าที่รู้หรือควรรู้ว่าเกิดโรคระบาดขึ้นแล้ว และควรหาทางควบคุมโรคมิให้แพร่ระบาด กว้างขวางออกไป แต่เพราะเกรงจะกระทบธุรกิจส่งออกไก่ ทำให้มีการปกปิดและบิดเบือนว่าเป็นการระบาดของโรคอื่น ถึงขั้นโชว์กินไก่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ผลสุดท้ายก็เหมือน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ในที่สุดก็ต้อง ยอมรับเมื่อเห็นว่าปิดต่อไปไม่ได้เพราะมีคนตายจากไข้หวัดนกเกิดขึ้นแล้ว”

และ “ครั้งนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแอ่นอกแก้ต่างแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข โดยยืนยันว่าไม่มีการปกปิดข้อเท็จจริง แต่เป็นเพราะเป็นโรคระบาดใหม่ เจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่ง ขัดต่อข้อเท็จจริง เพราะไข้หวัดนกไม่ใช่โรคระบาดใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกในประเทศไทย แต่ระบาดครั้งแรกในฮ่องกงก่อนหน้าที่จะระบาดในประเทศไทยถึง 6 ปีเศษ ถ้าผู้รับผิดชอบในไทยไม่เรียนรู้เรื่องนี้เลย ก็เป็นความผิดพลาดที่น่ากลัวยิ่งกว่า

สื่อต่างประเทศ (เช่น Los Angeles Times ของสหรัฐ) ชี้ว่าการปกปิดข่าวการระบาดของโรคไข้หวัดนกในไทย ทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้นถูกตำหนิว่า ทำตัวเหมือนรัฐบาลจีนที่ปกปิดการระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2545 ก่อนที่จะยอมรับในเวลาต่อมาว่ามีการระบาดจริง

แน่นอนว่า รัฐบาลในขณะนั้นไม่ยอมรับข้อกล่าวหากปกปิดข้อมูล นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกของรัฐบาลอธิบายว่า “สิ่งที่ดูเหมือนการปกปิดนั้น เป็นการตีความหมายของกระบวนการผิดไป” (6)

ส่วนนายกรัฐมนตรีทักษิณกล่าวว่าเป็น “ความผิดพลาดและความผิดพลั้งของมนุษย์” (mistakes and human errors)

เมื่อรัฐบาลไทยหมดความน่าเชื่อถือ และประเทศไทยเสียชื่อ จึงนำไปสู่การ “สร้างภาพลักษณ์ใหม่” โดยนายกรัฐมนตรีทักษิณจึง “กินไก่โชว์” ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับป้ายประกาศรณรงค์ทั่วบ้านทั่วเมืองให้คนไทยกลับมารับประทานไก่

แต่การกระทำเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นการกู้สถานการณ์อุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่พังพินาศ โดยที่ความเสีบยหายได้เกิดขึ้นไปแล้วเพราะการปิดข่าวและการรับมือที่ไร้ประสิทธิภาพ

อ้างอิง

1. WHO criticizes Thailand after bird flu deathhttps://www.upi.com/Top_News/2004/09/11/WHO-criticizes-Thailand-after-bird-flu-death/98611094916830/?ur3=1

2. Thailand Defends Its Handling of Bird Fluhttps://www.latimes.com/archives/la-xpm-2004-jan-26-fg-birdflu26-story.html

3. The Politics of Bird Flu in Thailandhttps://focusweb.org/the-politics-of-bird-flu-in-thailand/

4. The Politics of Bird Flu in Thailandhttps://focusweb.org/the-politics-of-bird-flu-in-thailand/

5. Thai PM admits mistakes over bird fluhttps://www.theguardian.com/world/2004/jan/28/birdflu.thailand

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบิน อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613062

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 14:24 น.

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบิน อพยพพลเมืองหนีไวรัสอู่ฮั่น

ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ส่งเครื่องบินช่วยประชาชนออกจากอู่ฮั่นในสัปดาห์นี้ ส่วนบริษัทดังสั่งระงับบิสิเนสทริปจีน

รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น นายโตชิมิตสึ โมเตกิ กล่าวในการแถลงวันนี้ (28 ม.ค.) ว่า ญี่ปุ่นจะทำการส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำจากโตเกียว เพื่อทำการอพยพพลเมืองของตนออกจากอู่ฮั่นของจีน โดยเครื่องบินอพยพจะออกจากโตเกียวในคืนนี้ ก่อนจะพาพลเมืองชุดแรกกลับถึงญี่ปุ่นเช้าวันพุธ

นายโมเตกิระบุว่า บนเที่ยวบินดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่แพทย์ พร้อมเครื่องบินติดไปกับเครื่องด้วยเพื่อดูแลพลเมืองในระหว่างเดินทาง นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะยังนำหน้ากากอนามัยพร้อมชุดป้องกันเชื้อ ติดไปกับเที่ยวบินดังกล่าวเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าทีจีน ก่อนจะนำพลเมืองญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 200 คนกลับประเทศในเช้าวันพรุ่งนี้

มีชาวญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 650 คนแสดงความจำนงกลับประเทศแล้ว โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมทยอยส่งเที่ยวบินเพิ่มเติมเพื่อไปรับพลเมืองกลับประเทศเช่นกัน

ขณะที่ทางการเกาหลีใต้เตรียมส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำอพยพพลเมืองออกจากอู่ฮั่นเช่นกัน โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรีChung Sye-kyun ของเกาหลีใต้แถลงว่า ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันศุกร์ เครื่องบินเช่าเหมาลำจากเกาหลีใต้จะไปรับพลเมืองหลายร้อยคนกลับประเทศ

มีชาวเกาหลีใต้ในอู่ฮั่นราว 500-600 คน แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าจะอพยพออกมมาชุดแรกจำนวนเท่าใด ก่อนหน้านี้ทั้งฝรั่งเศส และสหรัฐได้เตรียมมีปฏิบัติการอพยพพลเมืองของตนออกจากอู่ฮั่นเช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติที่มีสาขาและโรงงานในจีน อาทิ Facebook Inc, LG Electronics Inc, Standard Chartered Plc, Honda Motor, Nissan Motor และ SK Hynix Inc ต่างก็ได้ออกคำเตือนไปยังพนักงานของตนให้ยกเลิกการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในจีนทั้งหมด รวมถึงเตือนให้พนักงานของตนที่เป็นชาวต่างชาติ เดินทางออกจากจีนทันที

เช่นเดียวกับที่บางสายการบินอย่าง Air Seoul ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินตรงไปยังจีนทั้งหมด ส่วนบางสายการบินอย่าง China Airline และ EVA ของไต้หวัน ประกาศยกเลิกบางเที่ยวบินที่ไปจีน

ฟิลิปปินส์ระงับฟรีวีซ่าคนจีน หวั่นเชื้ออู่ฮั่นระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613045

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 12:31 น.

ฟิลิปปินส์ระงับฟรีวีซ่าคนจีน หวั่นเชื้ออู่ฮั่นระบาด

ฟิลิปปินส์ระงับออก ‘visas on arrival’ คนจีน สกัดไวรัสแพร่ระบาด แม้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศก็ตาม

สำนักตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์แถลงในวันนี้ (28 ม.ค.) สั่งระงับการออกวีซ่าท่องเที่ยว ณ จุดผ่านแดน (visas on arrival) กับพลเมืองสัญชาติจีนทั้งหมด เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายในประเทศ แม้ว่าขณะนี้ในฟิลิปปินส์ ยังไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสก็ตาม

Jaime Morente ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์กล่าวในแถลงการณ์ “เรากำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อชะลอการเดินทางเข้าประเทสของชาวจีน ซึ่งจะช่วยป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้”

อย่างไรก็ดี คำประกาศดังกล่าวยังไม่ถือเป็นคำสั่งห้ามชาวจีนเข้าประเทศ แต่เป็นเพียงมาตรการป้องกันโรคที่สนามบินเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดเข้าสู่ฟิลิปปินส์นั้นลดลงตามไปด้วย

ชาวจีนที่ดำเนินการขอวีซ่าเพื่อเข้าฟิลิปปินส์ไว้ก่อนแล้ว โดยผ่านทางสถานทูตฯหรือสถานกงสุลฟิลิปปินส์ ยังคงเดินทางเข้าฟิลิปปินส์ได้ตามปกติ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็น 20 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนฟิลิปปินส์

‘ซีพี’ในจีน ควัก 222 ล้านบาทบริจาคเงิน-สิ่งของ ช่วยเมืองอู่ฮั่น สกัดไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613038

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 12:00 น.

'ซีพี'ในจีน ควัก 222 ล้านบาทบริจาคเงิน-สิ่งของ ช่วยเมืองอู่ฮั่น สกัดไวรัสโคโรนา

เครือซีพี ในจีน เกาะติดสถานการณ์การระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ สนับสนุนความช่วยเหลือ 222 ล้านบาท ให้กับมณฑลหูเป่ย จัดส่งน้ำยาฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเครื่องอุปโภคบริโภค

รายงานข่าวจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีน หรือ ซีพีในจีน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่นั้น โดยเฉพาะในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ซีพีในจีนได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้สนับสนุนความช่วยเหลือแก่ทางการจีนในด้านการดำเนินงานป้องกันโรคปอดอักเสบอู่ฮั่นที่กำลังระบาด เป็นจำนวนเงินไทย 222 ล้านบาท โดยอนุมัติให้นำน้ำยาฆ่าเชื้อของธุรกิจในเครือกว่า 33 ตัน มูลค่ารวม 1.2 ล้านหยวน บริจาคแก่มณฑลหูเป่ยทั้งหมด เพื่อให้สภากาชาดมณฑลหูเป่ยนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า ทางเครือซีพี เร่งบริจาคเงินและเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่า 50 ล้านหยวนตามความต้องการของเขตที่มีโรคระบาด โดยเป็นเงินสดจำนวน 30 ล้านหยวน และเครื่องอุปโภคบริโภครวมมูลค่า 20 ล้านหยวน มีอาหาร อุปกรณ์ป้องกันและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เขตแพร่ระบาดต้องการอย่างเร่งด่วนเป็นหลัก

สำหรับเงินบริจาคจำนวน 10 ล้านหยวน ได้มอบให้แก่ Chinese Academy of Medical Sciences และ Peking Union Medical College เพื่อจัดตั้งกองทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับงานวิจัยไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และเงินบริจาคจำนวน 20 ล้านหยวนมอบให้แก่ Overseas Chinese Charity Foundation of China เพื่อช่วยเหลือและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ในมณฑลหูเป่ย ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ผู้ป่วย องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ โดยมีธุรกิจของทางเครือฯ ในพื้นที่คอยรับผิดชอบติดต่อประสานงาน

นอกจากนี้ ซีพีในจีนในฐานะองค์กรลงทุนต่างชาติที่รับผิดชอบต่อสังคมได้แสดงความมุ่งมั่นพร้อมอยู่เคียงข้างชาวจีนในช่วงเวลาแพร่ระบาดของโรคนี้ โดยให้สัญญาอย่างจริงจังว่า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอาหารของซีพีในจีนทั้งหมดจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่ามีอาหารปลอดภัยผลิตอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ ไข่ และนม เพื่อรองรับความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวจีนในช่วงวิกฤต และจะสนับสนุนการต่อสู้กับโรคนี้ในพื้นที่ที่เกิดการระบาดอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้ชนะการต่อสู้กับโรคระบาดได้ในที่สุด

“เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเป็นห่วงอย่างมาก ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า เราจะให้การช่วยเหลือเขตโรคระบาดอย่างเต็มที่ และให้การสนับสนุนต่างๆตามความต้องการ เพื่อเอาชนะการแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดดังกล่าว” รายงานข่าวจากซีพีในจีนอย่างไรก็ตามซีพีในจีนดำเนินธุรกิจตามค่านิยม “3ประโยชน์” โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคซาร์สในปี 2546 แผ่นดินไหวที่เมืองเวิ่นชวน ปี 2551 แผ่นดินไหวในยูซู ปี 2553 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เสฉวน ปี 2556 เป็นต้น ซีพีในจีนได้บริจาคเงิน สินค้าเครื่องใช้อุปโภคบริโภคเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซีพีในจีนได้มีบริจาคเพื่อการกุศลมากกว่า 1.6 พันล้านหยวน

ไต้หวันใช้ยาแรงลงโทษถึงจำคุก ผู้ป่วยปิดบังอาการเชื้ออู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613039

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 11:41 น.

ไต้หวันใช้ยาแรงลงโทษถึงจำคุก ผู้ป่วยปิดบังอาการเชื้ออู่ฮั่น

ไต้หวันปรับ 3 แสน รวมถึงอาจถึงขั้นติดคุก หลังนักธุรกิจรายหนึ่งเข้าประเทศพร้อมปิดบังอาการไวรัสอู่ฮั่น

สื่อไต้หวันรายงานเมื่อ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาระบุว่า จากกรณีที่มีนักธุรกิจชายรายหนึ่งวัย 50 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่กลับปกปิดข้อมูลอาการป่วยเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ถูกทางการไต้หวันสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3 แสนบาท ) รวมถึงอาจพิจารณาโทษจำคุกเพิ่ม ในความผิดฐานปกปิดข้อมูลการเจ็บป่วย และประวัติการเดินทางจากพื้นที่โรคระบาด

รายงานระบุว่า ชายรายนี้ เริ่มมีไข้ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ขณะพำนักอยู่ในนครอู่ฮั่น แต่ได้ใช้ยาลดไข้ในวันที่เขามีกำหนดเดินทางกลับมายังนครเกาสง พร้อมผ่านด่านตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน

หลังเดินทางกลับมาถึงไต้หวัน ชายผู้นี้ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ไนท์คลับ รวมถึงตลาดสำคัญย่านใจกลางเมือง โดยไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไต้หวันระบุว่า หลังจากเดินทางไปยังไนท์คลับแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทางการสั่งปิดพร้อมดำเนินการฆ่าเชื้อแล้ว

วันที่ 24 ม.ค. ชายรายนี้ตัดสินใจพบแพทย์หลังอาการป่วยทรุดลงพร้อมยอมรับว่าตนมีประวัติเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น กระทั่งผลตรวจของศูนย์ป้องกันโรคระบาดยืนยันว่า เขาติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยขณะนี้ชายคนดังกล่าวเขารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว พร้อมทั้งเฝ้าจับตาคนใกล้ชิดในครอบครัวอีก 5 ราย

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักอัยการเขตเกาสงได้สั่งปรับชายคนดังกล่าวเป็นเงิน 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ในฐานผิดละเมิดบัญญัติควบคุมโรคติดต่อ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคระบาดในประเทศ รวมถึงอาจเตรียมพิจารณาโทษจำคุกสูงสุด 3 ปีเพิ่มด้วย

ยอดเสียชีวิตเชื้ออู่ฮั่นในจีนทะลุหลักร้อย เยอรมนีเจอรายแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613028

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 10:26 น.

ยอดเสียชีวิตเชื้ออู่ฮั่นในจีนทะลุหลักร้อย เยอรมนีเจอรายแรก

ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่นในจีนเพิ่มถึง 4 พัน เสียชีวิตแล้ว 106 คน รักษาหาย 58 ราย

สำนักข่าว People’s Daily ของทางการจีนรายงานสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ช่วงเช้าของ วันที่ 28 ม.ค. โดยระบุว่า ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉพาะในจีนเพิ่มสูงถึง 4193 คน 

โดยตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วในวันนี้ นับว่าเพิ่มขึ้นทวีคูณจากยอดของเมื่อวาน (27 ม.ค.) ซึ่งอยู่ที่ 2,744 ราย

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 106 ราย และมี 58 รายที่รักษาหาย

ขณะที่สรุปรวมตัวเลขผู้ติดเชื้อในต่างประเทศที่ได้รับการยืนยันแล้วมีดังนี้ ..

  • ไทย 8 (รักษาหายแล้วบางส่วน)
  • ญี่ปุ่น 4
  • เกาหลีใต้ 4
  • สหรัฐ 5
  • เวียดนาม 2
  • สิงคโปร์ 5
  • มาเลเซีย 4
  • เนปาล 1
  • ฝรั่งเศส 3
  • ออสเตรเลีย 5
  • แคนาดา 1
  • เยอรมนี 1
  • กัมพูชา 1

จำนวนผู้ติดเชื้อในต่างประเทศนี้พบว่า เยอรมนี ถือเป็นชาติยุโรปแห่งที่สองที่มีการพบผู้ติดเชื้อ ต่อจากก่อนหน้านี้ที่พบในฝรั่งเศส

โดยคำแถลงจากสำนักสาธารณสุขรัฐบาวาเรียเผยว่า ผู้ติดเชื้อเป็นชายรายหนึ่งในเมือง Starnberg ทางใต้ของนครมิวนิกราว 30 กิโลเมตร ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ในรายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นพลเมืองประเทศใด และมีประวัติเดินทางเมืองอู่ฮั่นหรือไม่

ขณะนี้ชายคนดังกล่าวเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วด้วยอาการทรงตัว ส่วนคนอื่นๆที่ใกล้ชิดกับยังไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รัฐบาวาเรียยืนยันว่า ขณะนี้บาวาเรียยังไม่พบความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อดังกล่าว

ไม่มีประเทศไหนพร้อมรับมือโรคระบาดได้100% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612993

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 19:43 น.

ไม่มีประเทศไหนพร้อมรับมือโรคระบาดได้100%

ไม่แปลกใจที่จะไม่ค่อยมีคนเชื่อ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในขณะนี้ “สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ถือว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100%”

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า “รัฐบาลขอยืนยันในความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ติดอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ จากการจัดอันดับโดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของทุกคน ว่าเราเป็นที่ยอมรับในระดับโลก”

สิ่งที่นายกฯ อ้างถึง คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นแชร์กันในโลกโซเชียลมาหลายวันก่อนหน้าแถลงการณ์ เป็นข้อมูลจาก “ดัชนีความมั่นคงด้านสาธารณสุข” หรือ Global Health Security Index 2019 โดยJohns HopkinsBloomberg School

สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไทยมีความพร้อมด้านการรับมือการระบาดอยู่ที่ 6 ของโลก ได้คะแนนถึง 73.2 จาก 100 เต็ม

ไทยเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศเท่านั้นที่พร้อมรับกับการระบาดของโรค และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่มิใช่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพูดง่ายๆ คือไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่สูสีกับประเทศพัฒนาแล้วในการรับมือกับเรื่องนี้ เอาเข้าจริงดีกว่าประเทศรวยๆ หลายประเทศด้วยซ้ำ

เช่น สิงคโปร์ที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างในสายตาคนไทยยังอยู่อันดับที่ 25 ไทยเรายังดีกว่าสวิตเซอร์แลนด์ (13) ญี่ปุ่น (21) และแน่นอนว่าดีกว่าจีน

เมื่อจำแนกเป็นประเภทความพร้อม คะแนนรวมของไทยอยู่ที่ 6 ของโลก ในด้านการป้องกันการปรากฎขึ้นและการปลดปล่อยเชื้อโรค ไทยอยู่ที่ 3 ของโลก ในด้านการตรวจสอบพบการระบาดแต่เนิ่นๆ เพื่อตอบรับกับความกังวลของประชาคมโลก ไทยอยู่ที่ 15 ในด้านการตอบรับและการสกัดกั้นการระบาด ไทยอยู่ที่ 5 ของโลก

ในด้านความแข็งแกร่งและมั่นคงของระบบสุขภาพเพื่อรักษาอาการป่วยและปกป้องสุขภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไทยอยู่อันดับที่ 2 ของโลก ในด้านความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงศักยภาพของชาติ การเงิน และการรักษาบรรทัดฐาน ไทยอยู่ที่ 12 ของโลก และความเสี่ยงโดยรวมด้านสิ่งแวดล้อมและความเปราะบางของประเทศต่อภัยคุกคามด้านชีววิทยา ไทยอยู่ที่ 93 ของโลก!

เราจะเห็นว่าเกือบทุกประเภทไทยเรามีผลงานดีเด่นหมด แต่เพราะเรายังมีสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอยู่ จึงรั้งอันดับที่ 93 ของโลกในเรื่องนี้ หมายความว่าเรามีความเสี่ยงต่อภัยด้านสิ่งแวดล้อมมาก แต่เพราะระบบสาธารณสุขเราเยี่ยมยอด จึงพอจะชดเชยกันไปได้

รายงานการจัดอันดับระบุว่า สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Mers) ในปี 2558 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนมิถุนายนปีนั้นประเทศไทยยืนยันและแจ้งให้องค์การอนามัยโลกทราบทันทีว่ามีการพบผู้ติดเชื้อ

รายงานกล่าวว่า “ประเทศไทยสามารถที่จะหยุดกรณีของเมอร์สคนแรก และในแต่ละกรณีที่ได้รับการยืนยันในภายหลัง โดยไม่มีการแพร่กระจายต่อไป”

“ความสำเร็จของประเทศไทยในการระบุและหยุดยั้งเมอร์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถด้านหลักประกันสุขภาพและบทบาทที่สำคัญที่ระบบการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่งสามารถหยุดยั้งการระบาดที่แหล่งกำเนิด”

รายงานยังเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับโลกด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ”

อย่างที่บอกไว้ว่า “สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย” เพราะรายงานนี้ยืนยันเอาไว้แล้ว

สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พูดคือรายงานฉบับนี้ระบุว่า “ไม่มีประเทศใดพร้อมรับกับการระบาดในวงแคบและระบาดทั่วโลก” (no country is fully prepared for epidemics and pandemics)

“ดัชนี GHS พบว่าไม่มีประเทศใดที่มีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการระบาดของโรคที่เกิดขึ้นโดยเจตนาหรือโดยบังเอิญ” นี่คือการยืนยันของ Jennifer Nuzzo รองศาสตราจารย์ที่วิทยาลัย Johns HopkinsBloomberg Schoolและนักวิชาการอาวุโสที่ Center for Health Security ผู้

ดังนั้นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์พูดจึงค่อนข้างจะขัดกับการศึกษาของรายงานที่ท่านยกมาอ้างเอง และเรื่องนี้เป็นความมั่นใจที่หมิ่นเหม่เกินไป

ผู้เขียนเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน แต่ท่านต้องยอมรับด้วยว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ สถานการณ์ที่คิดว่าคุมได้ 100% อาจเอาไม่อยู่ได้เหมือนกัน

ท่านต้องคิดถึงสถานกาณ์ที่เลวร้ายที่สุด ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีอย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะไทยเรานั้นมีความเสี่ยงโดยรวมด้านสิ่งแวดล้อมและความเปราะบางของประเทศต่อภัยคุกคามด้านชีววิทยา เป็นอันดับที่ค่อนค้างแย่ในการจัดอันดับครั้งนี้

และรายงานนี้ยังเผยแพร่ก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ของไทยทำงานอย่างทุมเทและขันแข็ง ทำให้การระบาดไม่กระจายไปรุนแรง แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าครั้งนี้ชีวิตคนไทยค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อภายนอกจีนมากที่สุด

อันดับของไทยใน Global Health Security Index จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะกรณีนี้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป แต่เราไม่ได้คาดว่าอะไรกับดัชนีนี้ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เราคาดหวังว่าภาครัฐจะป้องกันไม่ให้ไวรัสระบาดในวงกว้างในไทยเท่านั้น

หากทำได้ นี่คือผลงานที่น่าภูมิใจกว่าตำแหน่งในการจัดอันดับใดๆ เสียอีก

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

นักวิทย์แนะรัฐบาลใช้ไม้แข็งคุมการเดินทางเข้มงวดที่สุดเพื่อสกัดไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612983

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 18:33 น.

นักวิทย์แนะรัฐบาลใช้ไม้แข็งคุมการเดินทางเข้มงวดที่สุดเพื่อสกัดไวรัส

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ทำแผนที่การระบาดของโรค กล่าวกับสำนักข่าว AFP เมื่อวันจันทร์ว่า รัฐบาลต่างๆ จะต้องดำเนินมาตรการห้ามเดินทางโดยใช้มาตรการ “ไม้แข็ง” เพื่อหยุดยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) บรรยายสรุปสถานการณ์และเตือนว่าการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นกำลังรุนแรงขึ้น

“เราต้องเตรียมพร้อมว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจกำลังจะกลายเป็นโรคระบาดระดับโลก” กาเบรียล เหลียง หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าว “ควรดำเนินมาตรการที่เข้มงวดและหนักหน่วงในการจำกัดการเคลื่อนย้ายของประชากรในทันที ไม่ควรจะให้ล่าช้าอีก”

เหลียง เป็นผู้นำกลุ่มนักวิจัยที่ทำแผนที่ไวรัสอู่ฮั่น ซึ่งมีผู้ติดเชื้อกว่า 2,700 คนในประเทศจีนและเสียชีวิต 81 คน

แม้ว่าขณะนี้ศูนย์กลางการระบาดยังคงอยู่ในอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยตอนกลางของประเทศจีน แต่นับตั้งแต่นั้นมา มันก็แพร่กระจายไปยังเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศหลายแห่ง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง และเมืองทางตอนใต้อย่างเซินเจิ้นและกวางโจว

“เราคาดหวังว่าจะได้เห็นศูนย์กลางการระบาดขยายตัวจากกลุ่มเมืองใหญ่อื่นๆ เหล่านี้ในจีนแผ่นดินใหญ่” เหลียงคาดการณ์

เนื่องจากเมืองเหล่านั้นมีการเชื่อมโยงการขนส่งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่พวกเมืองเหล่านี้จะแพร่กระจายไวรัสไปได้ไกลกว่าเดิม เมื่อเมืองเหล่านั้นมีการระบาดภายในเมืองเองและสามารถกระจายไปเมืองต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งอู่ฮั่นอีก

ไวรัสอู่ฮั่นยังถูกตรวจพบในประเทศอื่นๆ กว่าสิบแห่ง ไกลออกไปไกลถึงอเมริกาเหนือและยุโรป แต่ในตอนนี้การติดเชื้อยังผ่านผู้คนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เดินทางมาจากศูนย์กลางการระบาดในอู่ฮั่น

จากโมเดลล่าสุดของ HKU เตือนว่าจำนวนของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นจริงมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเฉพาะผู้ที่ถูกพบตัวและมีการทดสอบการติดเชื้อแล้ว

HKU เชื่อว่ามีผู้ติดเชื้อมากถึง 44,000 คน หลังจากมีหลักฐานปรากฏว่าผู้ติดเชื้ออาจจะแพร่เชื้อได้แม้จะไม่แสดงอาการก็ตาม

เหลียงกล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 6 วัน โดยจุดสูงสุดของการระบาดในพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อจะอยู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หากมีมาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพจะทำให้อัตราลดลงมาได้

รัฐบาลจีนได้ปิดเมืองอู่ฮั่นและเมืองใกล้เคียง โดยกักประชาชนหลายสิบล้านคนไว้โดยสิ้นเชิง เพื่อสกัดการระบาดของไวรัส

แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่ามาตรการเหล่านี้สายเกินไปโดยมีคนนับล้านเดินทางออกจากภูมิภาคนี้ไปแล้วในช่วงวันหยุดตรุษจีนก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเมือง

เหลียงกล่าวว่าการปิดเมืองที่ดำเนินการโดยจีนนั้น “ถูกต้องที่สุด” แม้ว่าเขากล่าวว่ามาตรการ “อาจไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางการแพร่ระบาดของโรคนี้ในกลุ่มเมืองใหญ่อื่นๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทีม HKU เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ประสานงานระบาดวิทยาและควบคุมโรคติดต่อขององค์การอนามัยโลกซึ่ งเป็นเครือข่ายนักวิชาการทั่วโลกที่ช่วยตรวจสอบการระบาดของไวรัสตัวใหม่นี้

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนจากอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612963

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 16:28 น.

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนจากอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยเดินทางเข้าประเทศ

มาเลเซียสั่งห้ามชาวจีนที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นและผู้ที่มาจากพื้นที่อื่นๆ ของมณฑลหูเป่ยอันเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ฮั่นเข้าประเทศ โดยคำสั่งนี้ออกมาในวันจันทร์และเป็นคำสั่งห้ามชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการระบาดของวรัสอู่ฮั่น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตามคำแถลงของสำนักงานนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมาเลเซียตัดสินประกาศคำสั่งห้ามชั่วคราว โดยมีผลทันที หลังจากมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในประเทศจีน ซึ่งสูงถึง 81 คนแล้วเมื่อวันจันทร์

รัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

มาเลเซียรายงานพบผู้ป่วยถึง 4 รายแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าไวรัสอู่ฮั่นมีอันตรายแค่ไหนและแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ง่ายเพียงใด

ด้านสำนักข่าว PTI ในอินเดียรายงานอ้างแหล่งข่าวซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลอินเดียว่า ทางการอินเดียได้ร้องขอให้กระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัฐบาลท้องถิ่นในเมืองอู่ฮั่นช่วยประสานงานให้นักศึกษาชาวอินเดียเดินทางกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาแพทย์

ชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนที่หลุดออกจากเมือง หายไปไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612957

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 15:46 น.

ชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคนที่หลุดออกจากเมือง หายไปไหน?

เมื่อวันที่ 26 มกราคม โจวเซียนหวาง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า มีชาวเมืองอู่ฮั่นถึง 5 ล้านคนที่เดินทางออกจากอู่ฮั่นก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเมือง

ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความวิตกว่าอาจมีชาวอู่ฮั่นที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เล็ดรอดออกไปด้วย และอาจทำให้ความพยายามสะกัดกั้นการระบาดต้องคว้าน้ำเหลว

สำนักข่าว CGTN ของรัฐบาลจีนจึงทำการวิเคราะห์ว่า คน 5 ล้านคนที่หลุดออกไปนั้นน่าจะหายไปที่ไหน และควรจะกังวลหรือไม่?

CGTN ชี้ว่าอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของภาคกลางของจีน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ จึงไม่แปลกที่จะมีความเคลื่อนไหเข้าออกจำนวนมหาศาล จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเทศบาลอู่ฮั่น พบว่าตรุษจีนปีที่แล้วมีประชาชนเดินทางออกจากอู่ฮั่นถึง 2.4 ล้านคน

จากรายงานของ Big Data Lab ของบริษัท Baidu พบว่าประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในอู่ฮั่นมาจากเมืองซินหยาง ในมณฑลเหอหนาน ตามด้วยฉงชิ่ง เขตเทศบาลที่ใหญ่ที่สุดในจีน คิดเป็น 1.54% และ 1.4% ตามลำดับกลุ่มต่อมามาจากเมืองหนานหยาง, จู้หม่าเตี้ยน, กว่างโจว , โจวโข่ว, ปักกิ่ง, ซ่างชิว, เซินเจิ้น และฉางซา ในบรรดาเมืองเหล่านี้มีถึง 5 แห่งอยู่ในมณฑลเหอหนาน

สื่อของทางการจีนจึงคาดว่า คนที่ออกจากอู่ฮั่นก่อนปิดเมือง น่าจะเป็นกลุ่มนี้ที่เดินทางกลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองด้านบน

จากข้อมูลของแผนที่ Baidu ยังเผยว่า ก่อนที่จะมีการปิดเมืองอู่ฮั่น สัดส่วนของผู้ที่เดินทางออกจากเมือง 60-70% เดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ในมณฑลหูเป่ย ตามด้วยมณฑลเหอหนาน มณฑลหูหนาน มณฑลอันฮุย เทศบาลนครฉงชิ่ง และมณฑลเจียงซี

จากข้อมูลของ CGTN ทางการประเทศต่างๆ รวมถึงทางการไทยจึงควรจะจับตาผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เหล่านี้ด้วย เพราะอาจมีบางคนที่ติดเชื้อไวรัสออกจากพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น และเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงต่างประเทศ