ความหวาดผวาเรื่องคริปโตกลายเป็นเรื่องจริงแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686139

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 11:45 น.

ความหวาดผวาเรื่องคริปโตกลายเป็นเรื่องจริงแล้ว

คำกล่าวจากธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลของโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์ – ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements) หรือ กล่าวว่าการระเบิดเมื่อเร็ว ๆ นี้ในตลาดสกุลเงินดิจิตอลบ่งชี้ว่าขณะนี้มีการเตือนถึงอันตรายเกี่ยวกับอันตรายของเงินดิจิทัลแบบกระจายอำนาจที่มีมาเป็นเวลานาน ได้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว

BIS ซึ่งเป็นองค์กรหลักระดับโลกสำหรับธนาคารกลาง ได้ส่งคำเตือนในรายงานประจำปีที่กำลังจะเผยแพร่ https://www.bis.org ซึ่งได้เรียกร้องให้มีความพยายามมากขึ้นในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางที่น่าดึงดูดใจมากขึ้น

อากุสตินส์ คาร์สเตนส์ (Agustin Carstens) ผู้จัดการทั่วไปของ BIS ชี้ให้เห็นถึงการล่มสลายของ ‘stablecoins’ ของ TerraUSD และ Luna เมื่อเร็ว ๆ นี้ และการตกต่ำ 70% ของ bitcoin สัญญาณเตือนตลาดคริปโต ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้าง

หากปราศจากอำนาจที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งสามารถใช้เงินสำรองที่ได้รับทุนจากภาษีได้ เงินทุกรูปแบบในท้ายที่สุดก็ขาดความน่าเชื่อถือ”

“ผมคิดว่าจุดอ่อนทั้งหมดเหล่านี้ที่เคยถูกชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้นั้นค่อนข้างเป็นรูปธรรม” คาร์สเตนบอกกับรอยเตอร์ “คุณไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงได้ … เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณต้องเผชิญหน้ากับเสียงเพลง”

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามูลค่าโดยรวมของตลาดคริปโตได้ลดลงมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เมื่อปัญหาลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

คาร์สเตนกล่าวว่าไม่คาดว่าการล่มสลายจะทำให้เกิดวิกฤตอย่างเป็นระบบในลักษณะที่สินเชื่อที่ไม่ดีทำให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินทั่วโลก แต่เขาเน้นว่าการสูญเสียจะมีขนาดใหญ่และธรรมชาติที่ไม่ชัดเจนของจักรวาลคริปโตทำให้เกิดความไม่แน่นอน

“จากสิ่งที่เรารู้ มันควรจะจัดการได้พอสมควร” คาร์สเตนกล่าว “แต่มีหลายสิ่งที่เราไม่รู้”

สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs)

BIS เป็นมีท่าทีขี้ระแวงในระยะยาวเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และรายงานได้วางวิสัยทัศน์สำหรับระบบการเงินในอนาคต ซึ่งธนาคารกลางใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของ bitcoin และระบบของมันเพื่อสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตนเอง

หน่วยงานการเงินในโลกประมาณ 90% กำลังสำรวจการใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หลายคนหวังว่ามันจะทำให้พวกเขาพร้อมสำหรับโลกออนไลน์และผลักดันคริปโตออกไป แต่ BIS ต้องการประสานงานประเด็นสำคัญ เช่น ตรวจสอบให้แน่ใจถึงเรื่องการใช้งานข้ามพรมแดน

ความท้าทายเฉพาะหน้าส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคโนโลยี คล้ายกับที่โลกของโทรศัพท์มือถือต้องการการเข้ารหัสที่เป็นมาตรฐานในปี 1990 แต่ยังมีประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างตะวันตกกับประเทศต่างๆ เช่น จีนและรัสเซียที่เสื่อมโทรมลง

“สิ่งนี้ (การทำงานร่วมกัน) เป็นหัวข้อที่อยู่ในวาระการประชุม G20 มาระยะหนึ่งแล้ว .. ดังนั้นผมคิดว่ามีโอกาสดีที่สิ่งนี้จะก้าวไปข้างหน้า” คาร์สเตนกล่าว พร้อมเสริมว่ามีการใช้งานจริงของ CBDC ต่างๆ จำนวหนนึ่งในปีที่แล้ว

เมื่อถูกถามว่านานแค่ไหนก่อนที่จะตกลงร่วมกันกับมาตรฐานสากลสำหรับการทำงานร่วมกันของ CBDC เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าในอีกสองสามปีข้างหน้า คาดว่า 12 เดือนจะสั้นเกินไป”

Photo – REUTERS/Dado Ruvic /Illustration/File Photo

รัสเซียเสนอเงินเดือนให้อาสาสมัครที่ไปรบในยูเครนสูงลิ่ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686108

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 10:30 น.

รัสเซียเสนอเงินเดือนให้อาสาสมัครที่ไปรบในยูเครนสูงลิ่ว

อาสาสมัครที่ไปรบในยูเครนได้ค่าตอบแทนจากรัสเซียสูงมากแต่ส่วนใหญ่อายุเยอะ

สำนักข่าวบีบีซีรัสเซียและวอลล์สตรีตเจอร์นัลรายงานว่า กองทัพรัสเซียปรับเพิ่มเงินเดือนให้ทหารรับจ้างเป็นราวเดือนละ 4,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 141,338 บาท และหากทำลายเครื่องบินและรถถังได้ก็จะได้โบนัสเพิ่มเติมอีก

ดมิทรี ทหารผ่านศึกสงครามเชเชนในช่วงทศวรรษ 1990 ชาวรัสเซียเผยกับบีบีซีรัสเซียว่า ผู้สรรหายังเสนอจ่ายหนี้เงินกู้ยืมให้ด้วยหากเขาตกลงเซ็นสัญญาไปรบในยูเครน

บีบีซีรัสเซียรายงานอีกว่า มีการเสนอสัญญาระยะสั้นซึ่งกินเวลาไม่กี่เดือนด้วย โดยที่อาสาสมัครเหล่านั้นผ่านการฝึกอบรมเพียง 3-7 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ว่านักรบรัสเซียในยูเครนฝึกซ้อมมาไม่ดีพอและขาดแคลนอาวุธดิมิทรีเผยกับบีบีซีรัสเซียว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่ที่ลงทะเบียนกับเขาในเมืองรอสตอฟของรัสเซียเป็นคนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี “ผมมองดูแล้วว่านี่เป็นตั๋วแบบเที่ยวเดียว”

บีบีซีรัสเซียรายงานว่า ในจำนวนอาสาสมัครรัสเซียที่บีบีซีรัสเซียพบว่าเสียชีวิตระหว่างสู้รบในยูเครน 57% อายุมากกว่า 40 ปี

นอกจากนี้ การสู้รบในยูเครนทำให้ทรัพยากรของกองทัพรัสเซียหร่อยหรอลงอย่างหนัก โดยนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ทหารรัสเซียเสียชีวิตแล้วราว 10,000 คน ขณะที่ยูเครนเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัสเซียกำลังส่งกองกำลังสำรองจำนวนมากไปยังยูเครนตะวันออกเพื่อเสริมกำลัง

ด้าน แจ็ค วัตลิง ผู้ช่วยวิจัยจาก Royal United Services Institute เผยกับวอลล์สตรีตเจอร์นัลว่า เจ้าหน้าที่กองทัพบอกให้ทหารผ่านศึกแจ้งที่อยู่ให้กองทัพทราบ

โดยปกติทหารผ่านศึกที่ผ่านการคัดเลือกจากรัสเซียเหล่านี้มักถูกมองว่าอายุมากเกินไปที่จะไปสู้รบ แต่เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สภารัสเซียลงมติให้ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุในการเป็นทหาร โดยก่อนยกเลิกผู้ที่จะเป็นทหารต้องมีอายุระหว่าง 18-40 ปี

Photo by Alexander NEMENOV / AFP

มหาเศรษฐีคริปโตเผยเฟดทำให้สกุลเงินดิจิทัลตกต่ำลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686078

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 16:37 น.

มหาเศรษฐีคริปโตเผยเฟดทำให้สกุลเงินดิจิทัลตกต่ำลง

คริปโตเคอร์เรนกำลังเผชิญกับช่วงขาลงและมหาเศรษฐีคริปโตรายนี้บอกว่าธนาคารกลางสหรัฐเป็นคนทำให้มันตกต่ำ

สำนักข่าว NPR รายงานว่า แซม แบงก์แมน-ไฟรด์ ซีอีโอแอพพลิเคชันซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล FTX เผยว่า “ตัวขับเคลื่อนหลักของเรื่องนี้คือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)”

แบงก์แมน-ไฟรด์บอกกับ NPR ว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างแรงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และนั่นนำมาสู่การเปลี่ยนการคาดการณ์ความเสี่ยง

มหาเศรษฐีรายนี้กล่าวว่า เขาซาบซึ้งในความยากลำบากของสิ่งที่ธนาคารกลางกำลังพยายามทำ และบอกว่าเฟดกำลังตกที่นั่งลำบาก และตอนนี้แนวโน้มธุรกิจของเขาเองหลายอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สัปดาห์นี้เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 และเมื่อยุคของดอกเบี้ยถูกเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ก็จะเกิดความกังวลในตลาดการเงินและคริปโตเคอร์เรนซีจะอยู่ในโหมดการล่มสลาย

“อันที่จริงตลาดกำลังหวาดกลัว” แบงก์แมน-ไฟรด์เผย “คนที่มีเงินกำลังหวาดกลัว”

สัปดาห์ที่แล้ว Bitcoin ร่วงราว 20% และยังคงถูกเทขายในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะนี้มูลค่าลดลงกว่าครึ่งจากมูลค่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ร่วงหนักกว่า อาทิ Ether ซึ่งดิ่งลงกว่า 70% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ทว่า สิ่งที่น่าห่วงกว่านั้นคือ ผลกระทบที่จะเกิดกับนักลงทุนมือสมัครเล่นจำนวนมหาศาลที่เพิ่งจะลงทุนในคริปโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

แบงก์แมน-ไฟรด์เผยว่า ผลกระทบของตลาดคริปโตขาลงสามารถเป็นตัวกำหนดกฎระเบียบของคริปโตซึ่งกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดในสภาสหรัฐ เขากล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นว่ามีการกู้เงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโตอย่างไร และบริษัทต่างๆ มีความโปร่งใสอย่างไรเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ประเทศเล็กใจกล้าท้าหมี เมื่อลิทัวเนียขวางทางรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686097

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 19:37 น.

ประเทศเล็กใจกล้าท้าหมี เมื่อลิทัวเนียขวางทางรัสเซีย

ด้วยการอ้างมติของสหภาพยุโรป ลิทัวเนียทำสิ่งที่คาดไม่ถึงด้วยการขวางลำการขนส่งไปยังจุดยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

หากใครช่างสังเกตสักนิด จะพบว่าระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ประเทศที่ “โวยวาย” มากเป็นพิเศษคือเพื่อนบ้านของรัสเซียกับยูเครน ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มีทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมที่ตามปกติไม่ได้มีปากมีเสียงอะไรในเวทีโลกนัก เพราะเป็นแค่ “ประเทศ SMEs” ไม่ใช่มหาอำนาจที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่

พวกมหาอำนาจนั้นทางหนึ่งก็คว่ำบาตรรัสเซียอย่างหนักมือ แต่ก็ยั้งท่าทีหลายครั้งเหมือนกันจนดูเหมือน “เกรงใจ” รัสเซีย ยิ่งทำให้ประเทศขนาดย่อมพวกนี้ไม่พอใจ และต้องใช้วาจาและท่าทีหนักๆ กับรัสเซียกันเอง บางครั้งถึงกับกดดันกลุ่มที่ตนสังกัด (คืออียูและนาโต) ให้เต็มที่กับรัสเซียเสียที

ประเทศพวกนี้ส่วนใหญ่หากไม่กลัวว่าตัวเองจะตกที่นั่งแบบเดียวกับยูเครน ก็มักจะมีประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดเพราะถูกกระทำจากรัสเซีย ดังนั้นเมื่อเห็นชะตากรรมของยูเครน ประเทศย่อมๆ เหล่านี้จึงนิ่งเฉยไม่ไหว

แต่ก็นั่นแหละ ประเทศจำพวกรัฐกันชนระหว่างรัสเซียกับยุโรปตะวันตกมักเป็นเบี้ยในกระดานหมากรุกอำนาจแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หากไม่ถูกรัสเซียเขมือบก็มักจะถูกตะวันตกทอดทิ้งเมื่อตะวันตกต้องการถ่วงดุลอำนาจกับรัสเซีย

ประเทศที่ในกลุ่มบอลติกคือกลุ่มที่เข้าข่ายนี้ที่สุด คือเอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย

ทั้ง 3 ประเทศนี้เป็นรัฐโบราณเก่าแก่ในแถบทะเลบองติก บางรัฐยิ่งใหญ่ถึงขนาดมีดินแดนครอบคลุมยูเครนและรัสเซียด้วยซ้ำ แต่เพราะความไม่จีรังของประวัติศาสตร์ ดินแดนพวกนี้จึงถูกกลืนบ้าง ถูกเฉือนแผ่นดินกลายเป็นรัฐย่อมๆ บ้าง และสิ้นชาติไปเลยในบางช่วง กระทั่งในศตวรรษที่ 19 เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนียก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียอยู่เหยียบร้อยปีโดยที่มหาอำนาจในยุโรปก็ยอมให้ทำเช่นนั้น เพื่อจะถ่วงดุลกับ “พญาหมี”

จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนียก็ถือโอกาสประกาศเอกราช เป็นประเทศที่มีอธิปไตยอีกครั้ง แต่แล้วความไม่จีรังก็เกิดขึ้นอีก ยุโรปเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกนาซีเยอรมันรุกเข้ามาครอบครองดินแดนเหล่านี้ก่อน ตามด้วยสหภาพโซเวียตที่ตีกลับพวกนาซี พอสิ้นสงครามใหญ่แล้ว พวกโซเวียตไม่ยอมกลับไป แต่ผนวกเอา เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนียเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตเสียเลย

ทั้ง 3 ชาตินี้ถูก “รัสเซีย” ผนวกดินแดนถึง 2 ครั้ง แต่และครั้งจะถูก “กลืนชาติ” ด้วยการยัดเยียดความเป็นรัสเซียให้ (Russification) ห้ามใช้ภาษาของตน วัฒนธรรมถูกกดขี่เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับประเทศผู้ปกครอง แต่แม้จะถูกกดขี่หลายสิบปีจนถึงนับร้อยปี ชาวรัฐบอลติกก็ยังรักษาอัตลักษณ์ของตนเอาไว้ได้

เมื่อได้เอกราชอีกครั้งเมื่อสหภาพโซเวียตพังพินาศ จึงไม่ต้องประหลาดใจหากเอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนียจะระแวงรัสเซียเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาถูกย่ำยีมากก่อน

พวกรัฐบอลติกเหล่านี้ยังต่างจากยูเครนที่รัสเซีย “เคลม” ได้ว่าเป็นญาติกันในทางภาษาและวัฒนธรรมอีกทั้งยังเกี่ยวดองทางประวัติศาสตร์แบบแยกกันลำบาก ตรงกันข้ามรัฐบอลติกไม่ใช่ญาติอะไรกับพวก “ชนชาติรุส” และยังมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ยิ่งทำให้ญาติดีกันลำบาก

ช่วงที่เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนียถูกสหภาพโซเวียตยึดเอาดื้อๆ นั้น พวกตะวันตกแม้ไม่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แต่ก็ทำได้แค่นั้น ไม่ได้ช่วยแย่งเอกราชคืนให้ทั้ง 3 ประเทศ เพราะขืนทำแบบนั้นมันจะกลายเป็นมหาสงครามขึ้นอีกครั้งทันที

ดังนั้นโปรดเข้าใจว่าทำไมทั้ง 3 ประเทศจึงทั้งกลัวรัสเซียและทั้งไม่ไว้ใจชาติตะวันตก

ความระแวงนี้หยั่งลึกเอามากๆ ลองคิดดูว่า 3 ชาตินี้ เอสโตเนีย ลัทเวียมีแผ่นดินติดกับรัสเซียและเบลารุส (พันธมิตรของปูติน) ส่วนลิทัวเนียนั้นควรจะ “ชิล” กว่าเพื่อนเพราะติดแค่เบลารุสและไม่ได้ติดกับ “แผ่นดินใหญ่รัสเซีย” แต่มีท่าทีร้อนรนกว่าอีก 2 ประเทศ

จะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นวันดีเดย์รัสซียบุกยูเครน ลิทัวเนียได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย และยังได้เรียกร้องให้นาโตใช้มาตรา 4 จัดให้มีการปรึกษาหารือเรื่องความมั่นคงด้วย (เมื่อ “บูรณภาพแห่งดินแดน ความเป็นอิสระทางการเมือง หรือความมั่นคงของสมาชิกใดสมาชิกหนึ่งถูกคุกคาม”) ขณะที่เอสโตเนียกับลัทเวียที่ติดกับแผ่นดินใหญ่รัสเซียแท้ๆ กลับไม่ได้ร้อนใจเท่าลิทัวเนีย

เพราะอะไร? เพราะลิทัวเนียตื่นตูมไปหรือเปล่า?

ย้อนกับข้างต้น ตอนที่ผู้เขียนบอกว่าลิทัวเนีย “ไม่ได้ติดกับแผ่นดินใหญ่รัสเซีย” นั้น ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ได้ติดกับรัสเซีย

อันที่จริงลิทัวเนียติดกับรัสเซียเต็มๆ แต่เป็นส่วนที่เรียกว่า “คาลินินกราด” ในทางภูมิศาสตร์มันเป็น Enclave (ดินแดนแทรก) หมายถึงส่วนใด ๆ ของรัฐหนึ่งๆ ที่ถูกดินแดนของรัฐอื่นล้อมไว้ทั้งหมด คาลินินกราดถูกตัดขาดจากรัสเซียส่วนใหญ่ (หรือแผ่นดินใหญ่) โดยมี 3 รัฐบอลติกกันเอาไว้และมีลิทัวเนียขวางพรมแดนตะวันออกไว้ทั้งหมด

พูดง่ายให้เห็นภาพคือถ้าลิทัวเนียจะล้อมคาลินินกราดก็ย่อมทำได้ แค่ตัดเส้นทางขนส่งทั้งหมด

คาลินินกราดเดิมก็ไม่ใช่ของรัสเซีย แต่เป็นของเยอรมนี ถือเป็น “หัวใจของปรัสเซีย” หรือรัฐเยอรมันโบราณด้วยซ้ำ (ในชื่อเดิมว่าเคอนิกแบร์ก) แต่พอสหภาพโซเวียตรุกไล่พวกนาซีออกไปก็ถือโอกาสเขมือบมันซะเลย พร้อมด้วย 3 รัฐบอลติก

คาลินินกราดมีความสำคัญยิ่งยวดต่อรัสเซีย เพราะตอนเหนือของรัสเซียมีทางออกทะเลน้อย ทะเลแถบนั้นมักจะหนาวจนมีน้ำแข็งมาก คาลินินกราดที่อยู่ใต้ลงไปจึงเป็นทั้งท่าเรือที่มีประสิทธิภาพและเป็นฐานทัพเรือสำคัญของกองเรือบอลติกของรัสเซียด้วย มันจึงเป็นทั้งเส้นเลือดทางน้ำและแสนยานุภาพทางทะเลของรัสเซีย

แต่ในช่วงกลางค่อนปลายเดือนมิถุนายน 2022 ลิทัวเนียที่แสดงอาการผวารัสเซียมาโดยตลอดก็ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายขึ้นมา

เมื่อทางการลิทัวเนียสั่งห้ามการขนส่งสินค้าที่ได้รับอนุมัติจากสหภาพยุโรปทั่วทั้งอาณาเขต ซึ่งรวมถึงเส้นทางรถไฟทางเดียวระหว่างรัสเซียแผ่นดินใหญ่และเขตพื้นที่คาลินินกราด สินค้าต้องห้าม ได้แก่ ถ่านหิน โลหะ วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีขั้นสูง

รัสเซียโมโหโกรธาเป็นอันมาก จากรายงานของ Reuters กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียถึงกับเรียกตัว (summon) ทูตระดับสูงของลิทัวเนียในกรุงมอสโกเพื่อประท้วง และดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “สถานการณ์รุนแรงกว่าปกติ” และ “การตัดสินใจครั้งนี้เหนือความคาดหมายจริงๆ มันเป็นการละเมิดทุกสิ่ง”

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียถึงกับบอกว่าการกระทำนี้คือการ “เป็นศัตรูอย่างเปิดเผย”

จากรายนงานของ Reutersลิทัวเนียกล่าวว่าเป็นเพียงการดำเนินการคว่ำบาตรตามสหภาพยุโรปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงโทษประธานาธิบดีวลาดิมีร์ปูตินที่รุกรานยูเครน

กาเบรียลเลียส ลันด์สเบริจิส รัฐมนตรีต่างประเทศลิทัวเนียกล่าวกับผู้สื่อข่าวในลักเซมเบิร์ก

“ไม่ใช่ว่าลิทัวเนียที่ทำตามใจชอบ แต่เป็นมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน” พร้อมกับย้ำว่าที่ทำไปนั้นได้ผ่านการปรึกษาหารือกับคณะกรรมาธิการยุโรปและภายใต้แนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ แม้จะเป็นจุดยืนร่วมกันของยุโรป แต่ลิทัวเนียทำตามลำพังแท้ๆ และถือว่า “ห้าวหาญ” มาก เพราะตัวเป็นด่านหน้าที่โอบล้อมคาลินินกราดโดยตรง หากคาลินินกราด (หรือรัสเซีย) คิดจะทำอะไรขึ้นมากับกองเรือบอลติก ลิทัวเนียก็จะเจอไปเต็มๆ ก่อนใคร

ลิทัวเนียคงมั่นใจแล้วว่าตัวเองเป็นสมาชิกนาโต ถ้ารัสเซียทำอะไรตนขึ้นมาก็เท่ากับทำกับนาโตทั้งกลุ่ม (ตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ว่าจะต้องช่วยปกป้องกัน) แม้แต่สื่อต่างประเทศยังใช้คำในทำนองว่า “รัสเซียขู่ลิทัวเนียซึ่งเป็นสมาชิกนาโต” ราวกับว่าต้องการยั่วให้ “เข้าใจผิด” ว่ารัสเซียกำลังจะเล่นงานนาโต ทั้งๆ ที่ความจริงลิทัวเนียแหย่หนวดหมีก่อนโดยอ้างมติสหภาพยุโรป

อย่างนี้เองที่รัสเซียถึงได้บอกว่า สหภาพยุโรปกำลังทำตัวเป็นกลุ่มความมั่นคงมากขึ้นทุกที ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้ควรจะโฟกัสเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ หากเกิดกรณีแบบลิทัวเนียมากๆ เข้า รัสเซียก็อาจจะเหมารวมว่าสหภาพยุโรปไม่ใช่กลุ่มเศรษฐกิจและสังคมแล้ว แต่เป็นกลุ่มความมั่นคงอำพรางที่ทำงานรับใช้นาโต

การเล่นแง่กับรัสเซียของลิทัวเนียจึงมีนัยที่อันตรายมาก

แน่นอนว่าลิทัวเนียและ 3 รัฐบอลติกมีเรื่องคาใจกับรัสเซียมาอย่างยาวนาน แต่การปะทะตรงๆ แบบนี้ ทำให้แทนที่จะเป็น “กันชน” ของตะวันตกกับรัสเซีย กลับจะเป็นชนวนการศึกสงครามเอาง่ายๆ ได้เหมือนกัน

ซึ่งสหภาพยุโรปก็เล็งเห็นจุดนี้ เมื่อกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย “เรียกตัว” ผู้แทนสหภาพยุโรปเข้าพบ ผู้แทนก็ตอบแบบไม่ให้รัสเซียเกรี้ยวกราดว่า “ไม่มีการปิดล้อมคาลินินกราด ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนี้” และสินค้าที่ไม่ได้เข้าข่ายต้องห้ามจะถูกส่งผ่านเข้าไปในคาลินินกราดได้ต่อไป

ประเด็นก็คือ สินค้าที่ถูกลิทัวเนีย (และสหภาพยุโรป) แบนนั้น เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตผู้คนทั้งสิ้น การที่ตอบง่ายๆ ว่า “ถ้าไม่ได้ถูกห้ามก็ผ่านไปได้” คงยากจะทำให้รัสเซียพอใจได้

ผลก็คือรัสเซียไม่พอใจ สำนักข่าว IFX จึงรายงานว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงของรัสเซียกล่าวว่ารัสเซียจะตอบโต้หลังจาก “การปิดล้อม” ของภูมิภาคคาลินินกราดโดยลิทัวเนีย และบอกว่ามาตรการตอบโต้ของรัสเซีย “จะมีผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อประชากรลิทัวเนีย”

พวกที่เป็นชาติตะวันตกในสหภาพยุโรป เจ้าของไอเดียคว่ำบาตรและหลบอยู่หลังแนวรบตะวันออกก็ลอยตัวไป ปล่อยให้ลิทัวเนียเจอกับกรงเล็บพญาหมีเข้าไปเต็มๆ กันอีกครั้ง

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Leader of the motorcycling club “Night Wolves” Alexander Zaldostanov, nicknamed “Khirurg”, takes part in a parade and the Immortal Regiment event on Victory Day, which marks the 77th anniversary of the victory over Nazi Germany in World War Two, in Kaliningrad, Russia May 9, 2022. REUTERS/Vitaly Nevar

วิกฤตคริปโตครั้งนี้ทำนักเทรดจำนวนไม่น้อยเข็ดขยาดกับการลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686077

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

วิกฤตคริปโตครั้งนี้ทำนักเทรดจำนวนไม่น้อยเข็ดขยาดกับการลงทุน

“นี่จะเป็นการลงทุนครั้งสุดท้ายของผม” นักลงทุนคริปโตรายหนึ่งกล่าว

รอยเตอร์สรายงานว่าการดิ่งลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีครั้งล่าสุดนี้กำลังทำให้นักลงทุนหลายคนทั่วโลกเจ็บช้ำและสับสน บางคนถึงขั้นเอ่ยปากว่านี่จะเป็นการลงทุนคริปโตครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาเลยทีเดียว

หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว Celsius แพลตฟอร์มรับฝากและกู้ยืมคริปโตเคอร์เรนซีประกาศระงับบริการถอนและโอนคริปโตกับผู้ใช้บริการ 1.7 ล้านคนทั่วโลกเป็นการชั่วคราว โดยอ้างถึงสภาวะตลาดตอนนี้ที่กำลังดิ่งลงอย่างหนัก ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายจนคริปโตสูญเสียมูลค่าไปหลายร้อยพันล้านเหรียญสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวของ Celsius เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของโทเค็นหลักอย่าง UST และ LUNA เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทำให้ตลาดคริปโตสั่นสะเทือนภายใต้แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ผลักดันให้นักลงทุนหลีกหนีจากหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ รวมถึงคริปโต

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. Bitcoin คริปโตเบอร์หนึ่งของโลกร่วงต่ำกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020 โดยในปีนี้ร่วงลงมาแล้วถึง 60%

ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตร่วงลงเหลือประมาณ 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกต้องเจ็บช้ำและสับสน ขณะที่บางคนกล่าวว่าเขาจะไม่ลงทุนในคริปโตอีกแล้ว

พนักงานไอทีวัย 32 ปีรายหนึ่งจากมุมไบซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเผยกับรอยเตอร์สว่า เขาทุ่ม 3 ใน 4 ของเงินออมไปลงทุนในคริปโต ซึ่งคิดเป็นเงินหลายร้อยเหรียญสหรัฐ และตอนนี้มูลค่าของมันลดลงไปประมาณ 70%-80%

“นี่จะเป็นการลงทุนครั้งสุดท้ายของผมในคริปโตเคอร์เรนซี”

Jeremy Fong เจ้าหน้าที่การบินจากอังกฤษวัย 29 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการ Celsius เผยว่าเขาน่าจะมีรายได้ประมาณ 100 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์จากการฝากคริปโตใน Celsius และตอนนี้คริปโตประมาณ 1 ใน 4 ของเขาก็ติดอยู่ใน Celsius

“สัญชาตญาณแรกของผมคือการถอนทุกอย่าง” Fong กล่าวโดยเผยว่าการถือครองคริปโตระยะยาวของเขาลดลงไปประมาณ 30%

Fong ยังกล่าวว่าเขาต้องการให้มีหน่วยงานอิสระที่เข้ามากำกับดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซี “มันควรจะมีกฎระเบียบเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความสมดุล ถ้าคุณไม่ต้องการกฎระเบียบมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกำลังหาวิธีที่จะสามารถปกป้องนักลงทุนและลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินในวงกว้าง

แต่สำหรับนักลงทุนบางคนคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเดิมพันในคริปโตได้กลายเป็นความจริงแล้ว

Halil Ibrahim Gocer วัย 21 ปีจากตุรกีเผยว่าพ่อของเขาทุ่มเงิน 5,000 เหรียญสหรัฐเพื่อลงทุนในคริปโต และตอนนี้มันเหลือเพียง 600 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

Alisha Gee วัย 38 ปีจากรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจาก Celsius โดยเธอมีเงินฝากอยู่ในนั้น 30,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งปกติแล้วเธอก็จะได้รับดอกเบี้ย 40-100 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์

“ฉันเดินไปเดินมาในความมืดตอนตีสอง” Gee เผยความรู้สึกหลังจากที่เธอได้รับแจ้งทางอีเมลจาก Celsius เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเธอจะไม่สามารถถอนเงินได้

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าจะใช้บริการ Celsius ต่อไปโดยบอกว่าเธอภักดีต่อบริษัทและก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเจอปัญหามาก่อน

“มันไม่ใช่เรื่องดีที่จะเสียเงิน 30,000 ดอลลาร์ แต่ฉันเชื่อในบริษัท” Gee กล่าว

ด้าน Alex Mashinsky ซีอีโอของ Celsius ทวีตเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่าทางบริษัทกำลังทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเปิดใช้บริการถอนเงินอีกเมื่อไร แต่ทางบริษัทเน้นย้ำเป้าหมายที่จะรักษาสภาพคล่องและการดำเนินงานของบริษัท

Susannah Streeter นักวิเคราะห์จาก Hargreaves Lansdown มองว่าด้วยเทคโนโลยีและเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงคริปโตเคอร์เรนซีได้ง่าย ทำให้ตลาดมีความผันผวน

“เรามีเทคโนโลยี สมาร์ทโฟน แอปซื้อขาย ต้นทุนต่ำ และสินทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง นั่นเป็นเหตุผลที่คุณได้เห็นการขึ้นๆ ลงๆ ในตลาด” Streeter กล่าว

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

รัสเซียไม่รับประกัน 2 อดีตทหารอเมริกันที่ถูกจับจะไม่เจอโทษตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686071

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 14:30 น.

รัสเซียไม่รับประกัน 2 อดีตทหารอเมริกันที่ถูกจับจะไม่เจอโทษตาย

เครมลินเผยชาวอเมริกัน 2 คนที่ไปรบในยูเครนแล้วถูกจับต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบรัฐบาลรัสเซียให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ NBC ของสหรัฐว่า ชาวอเมริกัน 2 คนที่ถูกควบคุมตัวในยูเครนระหว่างไปร่วมทำสงครามกับฝั่งยูเครนเป็นทหารรับจ้างที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของทหารรัสเซีย และพวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง

“พวกเขาเป็นทหารรับจ้าง พวกเขาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายในอาณาเขตของยูเครน พวกเขาเกี่ยวข้องกับการยิงทหารของเรา พวกเขาเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนเหล่านั้น” เปสคอฟเผย “และพวกเขาควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่ก่อขึ้น อาชญากรรมเหล่านั้นต้องถูกสอบสวน…สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือพวกเขาก่ออาชญากรรม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกองทัพยูเครน ดังนั้นจึงไม่อยู่ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา”

ส่วนสำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า เปสคอฟเผยว่ารัสเซียไม่อาจรับประกันได้ว่าอดีตทหารอเมริกัน 2 คนที่ถูกควบคุมตัวจะไม่ได้รับโทษประหาร “ผมไม่สามารถรับรองอะไรได้ มันขึ้นอยู่กับการสอบสวน”

Reuters ระบุว่า การแสดงความเห็นของเปสคอฟนับเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่าชาวอเมริกัน 2 คนคือ แอนดี หวิ่ญ และอเล็กซานเดอร์ ดรูค ถูกรัสเซียควบคุมตัวและสอบสวน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ชาวอังกฤษ 2 คนคือ เอเดน อัสลิน และฌอน พินเนอร์ และบราฮิม ซาเดน สัญชาติโมรอกโก ถูกศาลในพื้นที่แบ่งแยกดินแดนโดเนตสก์ตัดสินประหารชีวิตด้วยเหตุผลว่าพวกเขาเป็นทหารรับจ้างและไม่ได้อยู่ภายใต้อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยเชลยสงคราม

นอกจากนี้ เปสคอฟยังพูดถึง บริตต์นีย์ ไกรเนอร์ นักบาสเก็ตบอลหญิงชาวอเมริกันที่ถูกรัสเซียจับกุมตัวเมื่อกว่า 2 เดือนก่อน หลังจากศุลกากรรัสเซียตรวจพบน้ำมันกัญชาในบุหรี่ไฟฟ้าในกระเป๋าสัมภาระ ว่าเธอมีความผิดในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่ใช่ตัวประกัน

“ไม่ใช่เฉพาะรัสเซียที่มีกฎหมายเข้มงวดเกี่ยวกับยาเสพติด…มันเป็นไปตามกฎหมาย เราทำอะไรไม่ได้” เปสคอฟเผยกับ NBC “เราไม่สามารถเรียกเธอว่าตัวประกัน ทำไมต้องเรียกเธอว่าตัวประกัน? เธอฝ่าฝืนกฎหมายรัสเซียและตอนนี้เธอกำลังถูกดำเนินคดี ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวประกัน”

Sputnik/Sergey Guneev/Kremlin via REUTERS

จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686063

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 13:39 น.

จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม

เสฉวนพบ ‘หลุมศพ’ กว่า 1,100 หลุม ซุกวัตถุโบราณกว่า 5 พันชิ้น

คณะนักโบราณคดีเปิดเผยการค้นพบหลุมศพจากยุคปลายราชวงศ์ซาง (1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จนถึงยุคต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ปี 25) มากกว่า 1,100 หลุม ในอำเภอเหยียนหยวน มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

สถาบันวิจัยโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมและโบราณคดีนครเฉิงตู เมืองเอกของซื่อชวน ระบุว่ามีการค้นพบโบราณวัตถุกว่า 5,000 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องสัมฤทธิ์ เครื่องเหล็ก เครื่องทอง และเครื่องเงินจากซากเหล่าหลงโถว นับตั้งแต่เริ่มขุดค้นเมื่อเดือนเมษายน 2020

คณะนักโบราณคดีกล่าวว่าเครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่เป็นโถมีหูจับ โดยจุดเด่นการค้นพบในหมู่เครื่องสัมฤทธิ์ ได้แก่ ชุดอุปกรณ์สิ่งทอสภาพดี รถม้าสัมฤทธิ์ 3 ล้อ ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบเก่าแก่ที่สุดในจีน และเครื่องสัมฤทธิ์ลักษณะคล้ายกิ่งก้านยื่นออก ที่สะท้อนความเชื่อและการบูชาอันเป็นเอกลักษณ์ในท้องถิ่น

โจวจื้อชิง รองหัวหน้าสถาบันฯ เผยว่าการขุดค้นครั้งนี้สลักสำคัญยิ่งต่อการศึกษาพัฒนาการของวัฒนธรรมสัมฤทธิ์ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลซื่อชวน รวมถึงภาคตะวันตกของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทั้งเป็นหลักฐานการแลกเปลี่ยนระหว่างบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

เนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม
จีนพบสุสานสมัยราชวงศ์ซาง-ฮั่นตะวันตกมากกว่า1,100หลุม

สหรัฐผลักดันยกเว้นภาษีน้ำมัน เป็นเครื่องมือสู้เงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686058

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 12:40 น.

สหรัฐผลักดันยกเว้นภาษีน้ำมัน เป็นเครื่องมือสู้เงินเฟ้อ

สหรัฐพิจารณายกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว ช่วยชาวอเมริกันรับมือภาวะเงินเฟ้อ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. โดยเสนอว่าการยกเว้นภาษีน้ำมันควรนำมาใช้เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นการผลักภาระให้ชาวอเมริกัน การยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราวอาจไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ” เยลเลนกล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 48% โดยเยลเลนมองว่าการยกเว้นภาษีน้ำมัน 18 เซนต์ต่อแกลลอนเป็นการชั่วคราวเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณา และเชื่อว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะผลักดันเรื่องนี้ในสภา

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไบเดนเรียกร้องให้โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชาวอเมริกันต้องต่อสู้กับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนผลกำไรของบริษัทเหล่านั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน

“วิกฤตการณ์ที่ครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญควรได้รับการดำเนินการทันที บริษัทของคุณต้องร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมในระยะสั้นเพื่อจัดการกับวิกฤต” ไบเดนเขียนจดหมายถึงโรงกลั่นนำมัน 7 แห่ง

พร้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสิ่งที่เขามองว่าเป็นการแสวงหาผลกำไรท่ามกลางวิกฤตระดับโลก

“ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความเจ็บปวดทางการเงินที่หนักหนาสาหัสของชาวอเมริกันและครอบครัว แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 1.70 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับยิ่งทำให้ความเจ็บปวดแย่ลงไปอีก” ไบเดนกล่าว

Photo by REUTERS/Jonathan Ernst/File Photo

เฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐจะซอฟท์แลนดิงได้เหมือนปี 1994 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686052

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 12:00 น.

เฟดคาดเศรษฐกิจสหรัฐจะซอฟท์แลนดิงได้เหมือนปี 1994 

ธนาคารกลางสหรัฐอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกเพื่อกรุยทางสู่ซอฟท์แลนดิงหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เหมือนปี 1994

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจมส์ บุลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์เผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีนี้ และสร้างเศรษฐกิจที่สดใสในอนาคตได้หากประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายแบบตึงตัว (ขึ้นดอกเบี้ย) เช่นที่ธนาคารกลางเคยประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อปี 1994

บุลลาร์ดเผยในงานซึ่งจัดโดย AXA-Barcelona School of Economics ในเมืองบาร์เซโลนาของสเปนว่า “การขึ้นดอกเบี้ยทำให้เกิดการหยุดชะงักในปีนั้น อย่างไรก็ดี ผมรู้สึกมาตลอดว่ามันทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1990… หวังว่าครั้งนี้มันจะเป็นแบบนั้น”

บุลลาร์ดหนุนหลังการดำเนินการเชิงรุกของเฟดเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกินกว่า 3 เท่าของที่เฟดตั้งเป้าไว้ที่ 2% โดนในปี 1994 เฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 เท่าเป็น 6% ในการประกาศขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว 7 ครั้ง รวมทั้งขึ้นครั้งเดียว 0.75% 1 ครั้ง และ 0.50% 2 ครั้ง

สิ่งที่เรียกว่า “ซอฟท์แลนดิง” ของเฟด ซึ่งทำให้หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ตามมาด้วยช่วงเวลาของการเติบโตอย่างรวดเร็วและตลาดแรงงานตึงตัวเป็นประวัติการณ์

สัปดาห์ที่แล้วเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% มาอยู่ที่ 1.50%-1.75% แต่ขณะนี้คาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นจากระดับดังกล่าวมากกว่า 2 เท่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า คาดว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% หรือ 0.75% ในเดือนก.ค. และนับตั้งแต่นั้นมาบรรดู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งที่เคยระมัดระวังในแนวทางการลดแรงกดดันด้านราคาก่อนหน้านี้ในกรณีที่ธนาคารกลางปล่อยให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวทางอะไรก็ตามที่จำเป็น

ขณะที่ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐเรียกร้องให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมครั้งหน้าในเดือน ก.ค. โดยบอกว่าขณะนี้ธนาคารกลางกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อลดระดับเงินเฟ้อ

บุลลาร์ดกล่าวว่า เฟดยังพอมีวิธีลดอัตราเงินเฟ้ออยู่บ้าง “เรากำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่เคลื่อนไหวจากระดับต่ำและจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากที่เราวางไว้”

REUTERS/Lucas Jackson/File Photo

‘ไม่ขอเกี่ยวข้องกับพ่ออีกต่อไป’ ลูก ‘อีลอน มัสก์’ เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686044

วันที่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 11:15 น.

'ไม่ขอเกี่ยวข้องกับพ่ออีกต่อไป' ลูก 'อีลอน มัสก์' เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล

เกิดอะไรขึ้น? ลูกสาวข้ามเพศของอีลอน มัสก์ เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ลั่นไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับพ่ออีกต่อไป

รอยเตอร์สรายงานว่าซาเวียร์ อเล็กซานเดอร์ มัสก์ (Xavier Alexander Musk) ลูกสาวข้ามเพศของอีลอน มัสก์ ที่เพิ่งอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ไปหมาดๆ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรับรองการเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง และเปลี่ยนชื่อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบิดาผู้ให้กำเนิด

“ฉันไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับบิดาผู้ให้กำเนิดอีกต่อไปแล้วไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดๆ ก็ตาม” ซาเวียร์กล่าว ซึ่งเธอต้องการจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วิเวียน เจนนา วิลสัน” (Vivian Jenna Wilson)

ทั้งนี้ แม่ของเธอคือจัสติน วิลสัน ซึ่งหย่ากับอีลอน มัสก์ เมื่อปี 2008 และยังไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกแยกระหว่างสองพ่อลูกคู่นี้

อย่างไรก็ตาม สื่อตั้งข้อสังเกตว่าเธอยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อเดือนเม.ย. ซึ่งในเดือนพ.ค. ประมาณหนึ่งเดือนถัดมามัสก์ประกาศสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีผู้แทนที่สนับสนุนร่างกฎหมายที่จะจำกัดสิทธิของคนข้ามเพศในรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ

รอยเตอร์สได้ติดต่อไปทางอีเมลของทนายความของมัสก์ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบกลับ

Photo by REUTERS/Mike Blake/File Photo