ดูกันชัดๆ ม็อบฮ่องกงไล่ทุบตำรวจก่อนโดนยิงเผาขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602378

  • วันที่ 02 ต.ค. 2562 เวลา 09:52 น.

ดูกันชัดๆ ม็อบฮ่องกงไล่ทุบตำรวจก่อนโดนยิงเผาขน

Campus TV, HKUSU เผยแพร่คลิปวิดิโอก่อนเหตุการณ์ตำรวจยิงผู้ประท้วงที่ฮ่องกง ในช่วงเกิดความรุนแรงระหว่างประท้วงวันชาติของจีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ประท้วงถูกยิงด้วยปืน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน

จากคลิปจะเห็นว่า ผู้ประท้วงได้วิ่งกรูกันเข้ามาที่มุมตึกใกล้กับร้าน Cheung Hing Kee Shanghai Buns ซึ่งตำรวจประจำการอยู่ เมื่อสบโอกาสจึงกรูมากันไล่ตีตำรวจนายหนึ่งจนกองอยู่กับพื้น ขณะที่กล้องจับภาพการรุมทำร้ายตำรวจอยุ่นั้น จู่ๆ ผู้ประท้วงก็กรูหนีออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่มุมด้านหนึ่งตำรวจได้ลั่นไกยิงใส่ผู้ประท้วงอีกราย

เบื้องต้นทราบว่าเป็นนักเรียนอายุ 18 ปี รายงานข่าวบอกว่าเขาอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่อาการคงที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น และทำไมผู้ประม้วงจึงใช้วิธีรุนแรงทำร้ายตำรวจนายนี้

ในเวลาต่อมาตำรวจแถลงข่าวกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่ลั่นไกกลัวว่าชีวิตของตนจะตกอยู่ในอันตราย และการยิงที่หน้าอกในระยะใกล้นั้นมีเหตุผลและถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนภาพประกอบคือ ภาพของผู้ประท้วงที่นอนกองกับพื้น หลังเพิ่งถูกยิงที่ด้านนอกร้านขายซาลาเปา Cheung Hing Kee Shanghai Buns จากภาพที่แคปมาจากคลิปวิดิโอของ hkpusu PressCom แสดงให้เห็นว่าในช่วงแรกผู้ได้รับบาดเจ็บยังพูดจาโต้ตอบได้ และดึงหน้ากากออกมาเพื่อให้พูดได้สะดวกขึ้น

วันนี้ (2 ตุลาคม) นักเรียนหลายร้อยคนของวิทยาลัยอนุสรณ์ Tsuen Wan Public Ho Chuen Yiu ประณามการยิงใส่ผู้ประท้วงโดยตำรวจ เนื่องจากผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา และเรียกตำรวจว่าเป็นฆาตกร เรียกร้องให้ตำรวจแสดงความรับผิดชอบ

สื่อใหญ่ทั่วโลกตีข่าวชีวิตพริตตี้ลัลลาเบล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602355

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

สื่อใหญ่ทั่วโลกตีข่าวชีวิตพริตตี้ลัลลาเบล

สื่อมวลชนต่างประเทศเกาะติดความคืบหน้าคดีลัลลาเบลใกล้ชิดไม่แพ้สื่อไทย

นอกจากการเสียชีวิตของ ลัลลาเบล พริตตี้วัย 25 ปี จะทำให้คนในสังคมไทยหันมาสนใจอาชีพพริตตี้แล้ว บรรดาสื่อต่างประเทศรายใหญ่ๆ ก็พากันนำเสนอข่าวนี้เช่นกัน เริ่มตั้งแต่สำนักข่าวเอพี ที่รายงานการจับกุมตัวนายรัชเดช วงศ์ทะบุตร ต่อมาสำนักข่าวเอเอฟพีและซีเอ็นเอ็น รายงานรายละเอียดการเกิดเหตุ โดยซีเอ็นเอ็นพาดหัวข่าวว่า “Model’s mysterious death is shining a light on Thailand’s entertainment industry” หรือการเสียชีวิตอย่างปริศนาของพริตตี้ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงของไทยได้รับความสนใจ

นอกจากนี้ ยังมีสำนักข่าว The New York Post ของสหรัฐ South China Morning Post ของจีน the Jakarta post ของอินโดนีเซีย Dailymail ของอังกฤษ The Japan Times ของญี่ปุ่น และ The Star ของมาเลเซีย รายงานข่าวการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนขำของลัลลาเบลเช่นกัน และยังติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดไม่แพ้สื่อมวลชนของไทย

ถนนไทยอันตรายระดับโลก นั่งท้ายกระบะเสี่ยงตาย 8 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602346

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ถนนไทยอันตรายระดับโลก นั่งท้ายกระบะเสี่ยงตาย 8 เท่า

ท้องถนนไทยติดอันดับถนนไม่ปลอดภัยเบอร์ต้นๆ ของโลก

ข่าวการเสียชีวิตของนักศึกษาฝึกงาน 12 คนที่กระเด็นออกมาจากท้ายรถกระบะสร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศและทำให้มีการพูดถึงความปลอดภัยบนท้องถนนเมืองไทยและการโดยสารท้ายรถกระบะอีกครั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อจีนที่เผยแพร่ข่าวเป็นอุทาหรณ์พลเมืองของตัวเองที่เดินทางท่องเที่ยวในไทย

รายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนทั่วโลกขององค์การอนามัยโลกประจำปี 2018 ที่เก็บข้อมูลจาก 175 ประเทศ ระบุว่า ท้องถนนของไทยอันตรายที่สุดในหมู่ประเทศอาเซียนและเป็นหนึ่งในท้องถนนที่อันตรายที่สุดในโลก โดยมีการเสียชีวิต 32.7 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เวียดนามในอันดับสองเสียชีวิต 26.7 คน ส่วนสิงคโปร์ปลอดภัยที่สุด เสียชีวิต 2.8 คน ตัวเลขผู้เสียชีวิตของไทยเพิ่มขึ้นจากรายงานเรื่องเดียวกันเมื่อ 4 ปีก่อน 0.1 คน ซึ่งในขณะนั้นไทยเป็นประเทศที่มีการเสียชีวิตบนท้องถนนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากลิเบีย

รถจักรยานยนต์คือพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 74% ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถกระบะเกิดอุบัติเหตุ 8% และรายงานยังเผยอีกว่าอุบัติเหตุเหล่านี้เป็นผลมาจากความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมายกับพฤติกรรมเมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

หลังเกิดอุบัติเหตุกับนักศึกษาจากศรีสะเกษ นิกร จำนง ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยบนท้องถนนให้เข้มงวดขึ้น อาทิ หากตำรวจพบเห็นการนั่งท้ายรถกระบะเกินกว่า 6 คนและขับด้วยความเร็วสูงต้องเรียกให้จอดทันที

อย่างไรก็ดี คสช. เคยประกาศห้ามโดยสารท้ายรถกระบะเมื่อปี 2016 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสงกรานต์และปีใหม่ที่ประชาชนเดินทางกลับถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลต้องผ่อนปรนให้โดยสารได้ไม่เกิน 6 คนหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์

อุบัติเหตุกับรถกระบะนักศึกษาทำให้ประเด็นดังกล่าวกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งในโลกออนไลน์ว่าควรหรือไม่ควรโดยสารท้ายรถกระบะ

ในต่างประเทศก็มีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน อาทิ ในสหรัฐซึ่งมีทั้งรัฐที่ห้าม ไม่ห้าม และกำหนดอายุกำหนดความเร็วในการโดยสารท้ายรถกระบะ แต่ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเห็นพ้องต้องกันคือ ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ควรโดยสารท้ายรถกระบะ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยต่างๆ นานา และสถิติว่าผู้โดยสารท้ายกระบะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่นั่งในตัวรถ

ไม่เพียงแต่ไม่มีโครงเหล็ก ถุงลมนิรภัย หรือเข็มขัดนิรภัยป้องกันผู้โดยสารขณะเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่แรงเหวี่ยงกะทันหันไม่ว่าจะจากการแตะเบรก หักหลบ หรือตกหลุมบ่อยังทำให้ผู้โดยสารกระเด็นออกนอกตัวรถไปชนกับวัตถุต่างๆ ข้างทางหรือรถคันอื่นที่สัญจรไปมาจนเป็นอันตรายชีวิตเช่นที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาทั้ง 12 คน เพราะรถกระบะถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกสิ่งของเท่านั้น ไม่เหมาะกับการบรรทุกผู้โดยสาร

ผลการศึกษาในสหรัฐพบว่า ผู้โดยสารที่นั่งท้ายกระบะมีความเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าผู้โดยสารที่นั่งด้านในตัวรถถึง 8 เท่า ซึ่ง 25-50% ของผู้ประสบอุบัติเหตุเกิดจากอุบัติเหตุเสียหลักไม่ได้ชนกับรถคันอื่น

ที่สหรัฐให้ความสำคัญและรณรงค์เรื่องการโดยสารท้ายรถกระบะจริงจังมาก เมื่อปีที่แล้วกองกำกับการตำรวจคิตตี้ฮอว์กในรัฐนอร์ทแคโรไลนาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจำลองเหตุการณ์รถเก๋งที่วิ่งด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงชนกับรถกระบะที่มีผู้โดยสารจำลองนั่งท้ายกระบะ โดยเมื่อรถชนกันแล้วผู้โดยสารต่างกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะตกกระทบพื้นถนนอย่างแรง คลิปนี้ได้รับการแชร์ต่อๆ กันโดยมีการรับชมถึง 12,698 ครั้ง

ด้านศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนของไทยระบุว่า หากมีผู้โดยสารนั่งกระบะหลัง 10 คน น้ำหนักคนละ 60 กิโลกรัม จะทำให้รถมีโอกาสพลิกคว่ำมากกว่าเดิม 2 เท่า และหากผู้โดยสารยืนทั้งหมด โอกาสพลิกคว่ำจะเพิ่มเป็น 4 เท่า

***หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นรถปิกอัพตำรวจชนต้นไม้ใน จ.นราธิวาส

แคร์รี่ หลั่มยิ้มร่าโผล่งานฉลอง70ปีที่ปักกิ่ง ปล่อยฮ่องกงเละเป็นโจ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602350

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 18:43 น.

แคร์รี่ หลั่มยิ้มร่าโผล่งานฉลอง70ปีที่ปักกิ่ง ปล่อยฮ่องกงเละเป็นโจ๊ก

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นอาการยิ้มอย่างสบายอกสบายใจของแคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดการประท้วงเป้นต้นมา ทุกครั้งที่หลั่มปรากฎตัวต่อหน้าสื่อหรือประชาชนจะปั้นสีหน้าบอกบุญไม่รับเสียเป็นส่นใหญ่

แต่วันนี้ (1 ตุลาคม 2019) หลั่ม ได้รับเชิญไปร่วมงานฉลอง 70 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนั่งในเก้าอี้วีไอพีเหนือประตูเทียนอันเหมิน พร้อมกับลแสดงอาการยิ้มร่าอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์ที่ฮ่องกงวุ่นวายอย่างมาก หลังเกิดการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตในหลายพื้นที่ และผู้ประท้วงถูกยิงด้วยกระสุนจริง

การปรากฎตัวของหลั่มที่เทียนอันเหมิน อาจถือเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจีนยังคงมั่นใจกับการบริหารและการรับมือผู้ประท้วงของหลั่ม และอาจจะต้องจับตาว่าหลั่มจะเปบี่นนท่าทีหรือไม่หลังจากเดินทางมาปักกิ่ง เพราะคาดว่าจะต้องมีการเข้าพบและหารือกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีน

มีรายงานว่า แคร์รี่ หลั่มเดินทางไปยังปักกิ่งด้วยเครื่องบินของสายการบิน Air China แทนที่จะเป็นสายการบิน Cathay Pacific คาดว่าเกี่ยวข้องกับท่าทีของพนักงานของ Cathay Pacific บางคนที่ต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง จนทำให้พนักงานถูกไล่ออกและผู้บริหารและลาออก และสายการบินนี้เผชิญกับวิกฤตอย่างหนักทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านจีน

ด้าน Foreign Policy รายงานว่าแคร์รี่ หลั่มจะเดินทางกลับจากฮ่องกงโดยทางบก เพื่อหลีกเลี่ยงการประท้วงที่สนามบิน

Photo by GREG BAKER / AFP

Photo by GREG BAKER / AFP

ยิงกันแล้ว ตำรวจฮ่องกงลั่นกระสุนใส่ผู้ประท้วงระยะเผาขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602340

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 17:17 น.

ยิงกันแล้ว ตำรวจฮ่องกงลั่นกระสุนใส่ผู้ประท้วงระยะเผาขน

คลิปวิดีโอจากสำนักข่าว Campus TV, HKUS บันทึกเหตุการขณะที่ตำรวจยิงผู้ประท้วงฮ่องกงในระยะเผาขนที่บริเวณหน้าอก ระหว่างการปะทะที่ย่านฉวนว่าน (Tsuen Wan) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตำรวจดังกล่าวและหน่วยของเขาถูกโจมตีโดยผู้ประท้วงในระหว่างการปะทะ

“เจ้าหน้าที่ปลดปืนของเขาหลังจากถูกโจมตี ส่วนผู้ประท้วงถูกยิงที่หน้าอกในเขตฉวนว่านในวันนี้” แหล่งข่าวกล่าวกับสำนักข่าว AFP

จากการตรวจสอบคลิปวิดิโอพบว่า ตำรวจได้ชักปืนสั้นออกมาเหมือนกับกำลังขู่ผู้ประท้วงที่รุมล้อมเขา เมื่อเขาหันมาอีกด้านหนึ่ง ผู้ประท้วงคนดังกล่าวใช้กระบองตีเข้าที่แขนของตำรวจ หลังจากนั้นเสี้ยววินาที กระสุนได้ลั่นออกมาเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่าย ทำให้ผู้ประท้วงคนอื่นพากันหนีออกไป

ผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ ก่อนที่แพทย์จะมาถึงและพาเขาไปโรงพยาบาล เบื้องต้นทราบว่ามีอาการสาหัส

ไต้หวันสะพานแขวนถล่มไม่คาดฝันกลางวันแสกๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602335

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 16:45 น.

ไต้หวันสะพานแขวนถล่มไม่คาดฝันกลางวันแสกๆ

สะพานโค้งสูงตระหง่านเหนืออ่าวทางตะวันออกของไต้หวัน ทรุดตัวลงเมื่อวันอังคารส่งผลให้รถบรรทุกน้ำมันตกลงมาทับเรือด้านล่างแล้วจมน้ำท่ามกลางเปลวเพลิง ทางการระดมเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพอากาศ เรือประมงและบุคลากรทางทหารกว่า 60 คนรวมถึงนักดำน้ำ เพื่อค้นหาเหยื่อที่อาจสูญหายจากเหตุครั้งนี้

หน่วยดับเพลิงแห่งชาติคาดว่ามีคน 6 คนที่ติดอยู่ในเรือประมง ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าอาจมีคน 5 คนอยู่บนสะพานตอนที่พังถล่มลมา โดยรวมแล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 คนถูกส่งไปยังโรงพยาบาล ในจำนวนนี้ 6 คนบาดเจ็บสาหัส

จากทั้งหมด 10 คนที่รักษาในโรงพยาบาล มี 6 คนที่เป็นชาวฟิลิปปินส์และอีก 3 คนเป็นชาวอินโดนีเซีย ซึ่งทำงานกับเรือประมงที่จดทะเบียนในไต้หวัน

สะพานดังกล่าวอยู่ที่หนานฟางเกา หมู่บ้านชาวประมงชายฝั่งแปซิฟิกที่มีประชากรหนาแน่น มีความยาว 140 เมตร พังลงในเวลาประมาณ 9:30 น. โดยสภาพอากาศในเวลานั้นฟ้าโปร่ง และสะพานพังลงหลังจากพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านไต้หวันหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า พายุได้ทำให้สะพานทรุดลง ส่วนสำนักข่าวกลางของรัฐบาลไต้หวันกล่าวว่าตอม่อสะพานอาจถล่ม

ประธานไต้หวันหวัน ไช่อิงเหวินกล่าวว่าทุกหน่วยงานของรัฐจะทำทุกอย่าง เพื่อช่วยชีวิตผู้คน และควบคุมจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สะพานหนานฟางเกา เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอี้หลัน เปิดในปี 1998 และสร้างขึ้นเพื่อแทนที่สะพานเดิมที่ต่ำกว่าจนเรือประมงขนาดใหญ่ผ่านไม่ได้ สะพานใหม่สูง 18 เมตร เป็นสะพานแขวนโดยสายเคเบิลช่วงเดี่ยวเพียงแห่งเดียวในไต้หวัน และเป็นสะพานเหล็กโค้งสายเดียวแห่งที่สองในโลก

Photo by Sam YEH / AFP

Photo by Sam YEH / AFP

Photo by Sam YEH / AFP

Photo by Sam YEH / AFP

ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯแตกออกจากแอนตาร์กติกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602311′

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 15:11 น.

ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯแตกออกจากแอนตาร์กติกา

มีรายงานว่า ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า 1,582 ตารางกิโลเมตรแยกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรปกติและไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ถูกขนานนามว่า D28 แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็ง Amery ระหว่างวันที่ 24 และ 25 กันยายน และตรวจพบโดยการสำรวจของดาวเทียมยุโรปและอเมริกา

Copernicus Programme โครงการสำรวจโลกจากอวกาศโดยสหภาพยุโรปประเมินว่ามีขนาดพื้นที่ 1,582 ตารางกิโลเมตร (610 ตารางไมล์) หรือเทียบเท่ากับพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร (มีพื้นที่ 1,568.7 ตารางกิโลเมตร)

เฮเลน อะแมนดา ฟริกเกอร์ นักวิจัยด้านธารน้ำแข็งชาวอเมริกัน ประเมินว่ามีความหนาประมาณ 210 เมตร และมีน้ำแข็ง 315,000 ล้านตัน

แม้จะเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา แต่การแยกตัวจากแผ่นน้ำแข็งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรตามปกติ ซึ่งฟริกเกอร์ บอกว่า แผ่นน้ำแข้งจะต้องสลัดน้ำแข็งออกไปเมื่อมีน้ำแข็งเพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อรักษาขนาดให้คงเดิมไว้

ฟริกเกอร์ กล่าวว่า ทางตะวันออกของทวีปแอนตาร์กติกา ที่ซึ่งเกิดการแตกหักของ D28 มีความแตกต่างจากทางตะวันตกของทวีปและเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สาธารณชนจะไม่สับสนและคิดว่า การแยกตัวของภูเขาน้ำแข็ง D28 เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ฮ่องกงไว้อาลัยวันชาติจีน ม็อบชนม็อบต้านคำสั่งห้ามชุมนุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602299

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 13:58 น.

ฮ่องกงไว้อาลัยวันชาติจีน ม็อบชนม็อบต้านคำสั่งห้ามชุมนุม

ม็อบฮ่องกงรวมตัวแต่งชุดดำ โปรยกระดาษเงินกระดาษทอง ประกาศไว้อาลัยในวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 70 ปี โดยมีผู้ร้องตะโกนว่า “ไม่มีการฉลอง ไว้อาลัยเท่านั้น!” และ “หยุดการปกครองพรรคเดียว คืนอำนาจให้ประชาชน!”

ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงเริ่มชุมนุมช่วงบ่ายวันอังคาร แม้เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธคำร้องขอให้มีการชุมนุม ส่วนตำรวจก็เตือนประชาชนไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย

โดยปกติแล้วย่านคอสเวย์เบย์ (Causeway Bay) เป็นแหล่งช็อปปิ้งยอดนิยม และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ในระยะหลังได้กลายเป็นสนามรบระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจ ล่าสุดห้างสรรพสินค้าและร้านค้าหลายแห่งในย่านคอสเวย์เบย์ต้องปิดตัวลง เมื่อผู้ประท้วงเคลื่อนขบวนเข้ามา

นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมย่อยๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการในเขตของหวั่นไจ๋ ย่านชาติ่น ย่านฉวนว่าน และนอกสถานกงสุลอังกฤษ

ผู้ประท้วงที่สนับสนุนประชาธิปไตยได้โปรยเงินกงเต๊ก ในพิธีเพื่อระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตยในระหว่างการประท้วงในเขตชามชุยโปในฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019ซึ่งเป็นวันหยุดเนื่องในวันชาติเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปีการก่ออตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Photo by May JAMES / AFP)

ผู้คนเข้าร่วมเดินขบวนในย่านช็อปปิ้ง Causeway Bay ในฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019 บนถนนเต็มไปด้วยเงินกงเต๊กที่ผู้ประท้วงโปรยปรายเพื่อไว้อาลัยเนื่องในวันชาติจีน (Photo by Mohd RASFAN / AFP)

กลุ่มผู้ประท้วงถือป้ายประกาศว่า “God damn commies, go to hell” ซึ่งหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่คนอื่นร่วมกันชูมือกัน เพื่อยืนัยนข้อเรียกร้องทั้งห้าข้อของพวกเขาในการชุมนุม ที่เขตหวันไจ๋ของฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019 (Photo by Anthony WALLACE / AFP)

ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงรื้อป้ายภาษาจีนที่เขียนว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน (Photo by Anthony WALLACE / AFP)

ผู้ชุมนุมสนับสนุนจีนจัดแฟลชม็อบที่ย่านจิมซาจุ่ย ร่วมกันฉลองวันชาติจีน (Photo by Philip FONG / AFP

ยิ่งใหญ่! จีนโชว์แสนยานุภาพทางทหารฉลองวันชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602277

  • วันที่ 01 ต.ค. 2562 เวลา 12:06 น.

ยิ่งใหญ่! จีนโชว์แสนยานุภาพทางทหารฉลองวันชาติ

จีนขนอาวุธและกำลังพลออกสวนสนามโชว์แสนยานุภาพทางทหารอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสเฉลิมฉลอง 70 ปีสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.62 จีนได้แสดงแสนยานุภาพทางทหารอย่างยิ่งใหญ่ในพิธีสวนสนาม ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

กองทัพจีนได้นำยุทโธปกรณ์ทางทหารออกมาแสดงมากมาย รวมถึงจรวด YJ-18/18A ซึ่งเป็นจรวดต่อต้านเรือรบ จรวดพิสัยไกลที่ติดตั้งบนเรือดำน้ำและเรือรบ ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่ผลิตและออกแบบภายในประเทศ

กองทัพจีนยังได้นำอากาศยานแบบไร้คนขับขนาดเล็กน้ำหนักเบา ซึ่งใช้รีโมตในการควบคุม หรือ Unmanned Aerial Vehicle (UAV) ออกมาแสดงในพิธีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ กองทัพปลดปล่อยประชนชนจีน (PLA) ยังได้นำกองกำลังทหารติดอาวุธรุ่นใหม่เข้าพิธีสวนสนามด้วย

ภาพ เอเอฟพี

ปรีดี พนมยงค์ คนไทยที่ได้เห็นการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ70ปีที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602238

  • วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 19:32 น.

ปรีดี พนมยงค์ คนไทยที่ได้เห็นการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ70ปีที่แล้ว

ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2492 และในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการก่อตั้ง ประเทศจีนได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงวันที่ประธานเหมาเจ๋อตง ได้ประกาศก่อตั้งประเทศจีนใหม่ขึ้นที่ประตูเทียนอันเหมิน

ในวันนั้นเมื่อ 70 ปีที่แล้ว มีคนไทยได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นสักขีพยานเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย นั่นคือนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหนึ่งในผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475

ในเวลานั้นนายปรีดีลี้ภัยหลังจากถูก พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้นำในการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งนายปรีดีให้การสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งแทนตนหลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489

นายปรีดี พนมยงค์ ที่ประตูเทียนอันเหมิน วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 จากหนังสือ “ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน”

วันที่เกิดการยึดอำนาจนั้น ฝ่ายยึดอำนาจได้ส่งรถถังบุกเข้าไปประตูทำเนียบท่าช้างวังหน้า เพื่อควบคุมตัวนายปรีดี แต่นายปรีดีได้หลบหนีไปก่อน โดยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้เป็นภรรยาและลูกๆ ไม่ได้ติดตามไปด้วย จากนั้นนายปรีดีเดินทางต่อด้วยเรือไปยังฐานทัพเรือสัตหีบเพื่อหลบภัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อพิจารณาเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะต่อต้านคณะรัฐประหาร จึงได้ลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศสิงคโปร์ จนกระทั่งปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2491 จึงออกเดินทางต่อไปยังฮ่องกง และต่อไปยังประเทศจีน

ในเวลานั้นประเทศจีนยังอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ นายปรีดีเดินทางถึงที่เซียงไฮ้ ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง นายพลเจียงไคเช็ก ให้การต้อนรับนายปรีดีฉันมิตร เพราะตระหนักในคุณูปการของนายปรีดีในฐานะเสรีไทยผู้ประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร และลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมส่งตัวนายปรีดีให้จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอันขาด เพราะจอมพล ป. พิบูลสงครามเคยใช้นโยบายที่ไม่เป็นมิตรประเทศชาวจีน

นายปรีดี พนมยงค์กับท่านผู้หญิงพูศุข พนมยงค์ ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน พ.ศ. 2502 จากหนังสือ “ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น : 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์”

อย่างไรก็ตาม นายปรีดีพยายามเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อได้ทราบข่าวว่าสถานการณ์ทางการเมืองเหมาะสมที่จะยึดอำนาจคืนจากฝ่ายตรงข้ามคือรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เหตุการณ์นี้เรียกว่า กบฏวังหลวง เป็นการยึดอำนาจคืนที่ล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 นายปรีดีต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างฝั่งธนบุรี (บริเวณเชิงสะพานสาทรในปัจจุบัน) นานถึง 5 เดือนเต็ม และเคยคิดที่จะยิงตัวตายแต่ถูกท่านผู้หญิงพูนศุขห้ามไว้ หลังจากนั้นเมื่อสบโอกาส นายปรีดีจึงเดินทางกลับไปตั้งหลักยังประเทศจีน ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2492

เมื่อนายปรีดีกลับไปถึงจีนอีกครั้ง สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง ฝ่ายก๊กมินตั๋งเพลี่ยงพล้ำจนต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ และพรรคคอมมิวนิสต์กำลังจะสถาปนาประเทศใหม่ขึ้นมา คราวนี้นายปรีดีเดินทางจากประเทศไทยโดยทางเรือไปยังสิงคโปร์ จากนั้นเดินทางไปยังฮ่องกง และจากฮ่องกงขึ้นเหนือไปยังเมืองชิงเต่า ซึ่งในเวลานั้นอยู่ในความควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ และเพิ่งจะได้รับการปลดปล่อยมาหมาดๆ

นายปรีดี พนมยงค์กับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ประตูเทียนอันเหมิน วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2508 จากหนังสือ “ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น : 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์”

นายปรีดีได้รับเชิญจากนายเทศมนตรีชิงเต่าให้ไปพักที่โรงแรม ขณะนั้นชาวจีนต่างรู้สึกคึกคักกับการก่อตั้งประเทศใหม่ตามระบอบคอมมิวนิสต์ และหลายคนเดินทางจากชิงเต่าต่อไปยังปักกิ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เพื่อร่วมการประชุมและการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือสาธารณรัฐราษฎรจีน ตามที่ระบุในหนังสือของนายปรีดี

นายปรีดีพักอยู่ชิงเต่าได้ 3 วันก็ขึ้นรถไฟไปยังปักกิ่ง เมื่อถึงแล้วมีผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นนายปรีดี พนมยงค์ก็ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของจีน

นายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน พบปะกับนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษและอดีตผู้สำเร็จราชการที่ไปร่วมงานฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 16 ปี เมื่อวันที่ 1 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 จากหนังสือ “ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน”

ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ประธานเหมาเจ๋อตงได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ประตูเทียนอันเหมิน นายปรีดีได้รับเชิญเป็นเกียรติเข้าร่วมในพิธีสถาปนาประเทศจีนใหม่ในวันอันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ ซึ่งในพิธีนั้นมีแขกชาวต่างประเทศเพียงไม่กี่สิบคน

นายปรีดี พนมยงค์ อาศัยอยู่ในจีนนานถึง 21 ปี ได้ร่วมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 20 ในปีถัดมาจึงมีโอกาสได้ย้ายไปพำนักที่ประเทศฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2513 นายปรีดีจึงได้เดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในที่สุด และได้พำนักอยู่ที่นั่นตลอดมาจนเสียชีวิต

ข้อมูลจากหนังสือ “ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน” โดยนายปรีดี พนมยงค์ เผยแพร่ออนไลน์โดย http://www.pridi-phoonsuk.org/