ทัวริสต์อเมริกันพลาด บังเอิญเจอควีน แต่ไม่รู้พระองค์เป็นใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599338

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 17:54 น.

ทัวริสต์อเมริกันพลาด บังเอิญเจอควีน แต่ไม่รู้พระองค์เป็นใคร

นักท่องเที่ยวอเมริกันกลุ่มนั้นถามพระองค์ว่า ถ้าเธออยู่แถวนี้ เคยเจอควีนเอลิซาเบธบ้างมั้ย

สื่ออังกฤษหลายสำนักได้เปิดเผยเรื่องราวสุดเฟลของบรรดากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ที่พบกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองโดยบังเอิญ แต่กลับจำพระองค์ไม่ได้ แถมไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยนาย Richard Griffin อดีตราชองครักษ์ประจำพระองค์สมเด็จพระราชินี ได้เปิดเผยกับ The Times โดยระบุว่าช่วงที่สมเด็จพระราชินีทรงแปรพระราชฐานไปประทับยังปราสาทบัลมอรัล ในสก็อตแลนด์

พระองค์มักฉลองพระองค์ด้วยเสื้อโค้ทยาว พร้อมผ้าคลุมศีรษะ อันเป็นสไตล์อันโดยเด่นที่ของพระองค์ขณะเสด็จพระดำเนินในบริเวณใกล้เคียงกับปราสาทบัลมอรัล

ขณะนั้นพระองค์บังเอิญพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ที่ถามพระองค์ว่า เธออาศัยแถมนี้หรือไม่

พระองค์จึงตอบว่าเธอมีบ้านอยู่แถวๆนี้ จากนั้นนักท่องเที่ยวได้ถามพระองค์ว่า ถ้าเธอมีบ้านอยู่แถวนี้เธอเคยเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธหรือไม่

พระองค์จึงตอบว่า “ไม่นะ แต่คุณตำรวจคนนี้เคย” พร้อมชี้พระหัตถ์ไปยังนายGriffin

สำหรับนาย Richard Griffin รับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่องค์รักษ์ใกล้ชิดราชวงศ์อังกฤษมานานกว่า 30 ปี Griffin เผยอีกว่า หลังจากนั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวอเมริกันก็เดินจากพระองค์ไป โดยไม่รู้เลยว่าพระองค์เป็นใคร

สำหรับสมเด็จพระราชินีทรงแปรพระราชฐานมาประทับยังปราสาทบัลมอรัลในทุกปี ซึ่งบริเวณพื้นที่สวนโดยรอบปราสาทบางส่วนได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

สมเด็จพระราชีนีทรงชื่นชอบการฉลองพระองค์ในแบบสบายๆด้วยการผูกผ้าโพกศีรษะ พร้อมกับเสื้อโค้ทยาวเวลาที่ประทับในแถบชนบท

เปิดหลักฐานชี้จีนมีเอี่ยวกำหนดทิศทางรับมือประท้วงฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599335

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 16:54 น.

เปิดหลักฐานชี้จีนมีเอี่ยวกำหนดทิศทางรับมือประท้วงฮ่องกง

แหล่งข่าววงในเผย รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อเสนอแก้ปัญหาผู้ประท้วงในฮ่องกงของ แคร์รี่ หลั่ม ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าจีนคือผู้อยู่เบื้องหลังการรับมือเหตุประท้วงของรัฐบาลฮ่องกง

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า รัฐบาลจีนปฏิเสธรายงานของ แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ที่เสนอให้ถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกจากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ เพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองในฮ่องกง ทั้งยังห้ามไม่ให้ยอมทำตามข้อเรียกร้องอื่นๆ ของผู้ประท้วง โดยรอยเตอร์สได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยตรง

แหล่งข่าวรายแรก เผยว่าผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงทำรายงานฉบับดังกล่าวก่อนที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนและคณะผู้บริหารฮ่องกงจะพบปะกันที่เมืองเซินเจิ้นของจีนเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ประเมินความเป็นไปได้ของข้อเสนอของผู้ประท้วงทั้ง 5 ข้อ ได้แก่ การถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เลิกระบุว่าการประท้วงเป็นการก่อจลาจล ปล่อยและไม่เอาผิดผู้ประท้วงที่ถูกจับตัว ตั้งกรรมการอิสระสอบสวนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ ให้ชาวฮ่องกงมีสิทธิ์ในการเลือกผู้บริหาร และวิเคราะห์ว่าหากยอมรับข้อเสนอแล้วจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้มากน้อยเพียงใด

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารระดับสูงของฮ่องกง กล่าวว่า การถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นวิธีที่เป็นไปได้มากที่สุดในทางการเมือง เพราะจะทำให้ผู้ประท้วงที่ไม่พอใจกับท่าทีนิ่งเงียบของ แคร์รี่ หลั่ม สงบลงได้ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นตัวจุดชนวนให้กลุ่มผู้ประท้วงออกมารวมตัวกัน แต่รัฐบาลจีนกลับสั่งห้ามถอนร่างกฎหมาย หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนแหล่งข่าวรายที่สามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ยืนยันว่ารัฐบาลฮ่องกงได้ยื่นรายงานไปยังสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊า (HKMAO) ที่ควบคุมโดยคณะกรมการเมืองถาวรแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็รับทราบ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังเผยอีกว่า รัฐบาลจีนได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ประท้วง

ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลฮ่องกง ยืนยันกับรอยเตอร์สเพียงว่ารัฐบาลฮ่องกงพยายามนำเสนอข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง แต่ไม่ระบุว่าได้ส่งรายงานไปยังรัฐบาลจีนหรือได้รับคำแนะนำจากจีนหรือไม่

ม็อบฮ่องกงชูธง “Chinazi” ไม่สนคำสั่งตำรวจห้ามชุมนุม รวมพลประท้วงต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599330

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 16:18 น.

ม็อบฮ่องกงชูธง "Chinazi" ไม่สนคำสั่งตำรวจห้ามชุมนุม รวมพลประท้วงต่อเนื่อง

ผู้ประท้วงฮ่องกงนับหมื่นคน ไม่สนคำสั่งตำรวจห้ามชุมนุม นัดรวมตัวต่อเนื่องแม้บรรดาแกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยหลายคนถูกจับ

วันนี้ (31 ส.ค.) กลุ่มผู้ชุมนุมชาวฮ่องกงนับหมื่นคนได้นัดรวมตัวประท้วงรัฐบาลต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคำสั่งห้ามชุมนุมจากตำรวจก็ตาม

การรวมตัวครั้งนี้มีขึ้นภายหลังเพียงหนึ่งวันหลังมีรายงานว่า นายโจชัว หว่อง นางสาวแอ็กเนส โชว์ รวมถึงแกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคนอื่นๆถูกตำรวจฮ่องกงจับกุม แต่ก็ได้รับประกันตัวในภายหลังแล้วบางส่วน เช่นเดียวกับนายหว่อง และนางสาวโชว

 

ภายหลังได้รับการปล่อยตัว นายหว่องกล่าวต่อสื่อมวลชนว่ากลุ่มของเขาจะไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใดๆพร้อมลั่นเดินหน้าเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงต่อไป

อย่างไรก็ดี หลังจากการจับกลุ่มดังกล่าว กลุ่มผู้จัดการประท้วงได้วางแผนล้มเลิกการนัดชุมนุมใหญ่ในวันนี้

แม้จะมีคำสั่งดังกล่าวถึงการห้ามชุมนุมของทางตำรวจ และทางแกนนำจัดการชุมนุมจะยกเลิกการชุมนุมในวันนี้ แต่ทางผู้ประท้วงหลายพันคนได้รวมกันเดินขบวนไปตามท้องถนนย่านเซ็นทรัล ใกล้กับที่ทำการรัฐบาลท่ามกลางบรรยากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมา

มีรายงานทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามฝูงชนเข้าใกล้บริเวณที่ผู้ชุมนุมนัดรวมตัว รวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยังได้นำธงที่มีลักษณะคล้ายธงชาติจีนรวมกับสัญลักษณ์สวัสดิกะ พร้อมกับข้อความว่า Chinazi เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การเดินขบวนด้วย

เวลา 16:36 น. มีรายงานว่าตำรวจควบคุมฝูงชนยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมได้ใช้หินรวมถึงขว้างแก๊สน้ำตากลับเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

Photo: AFP

เฮอร์ริเคนโดเรียน ทวีกำลังแรงระดับ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599324

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

เฮอร์ริเคนโดเรียน ทวีกำลังแรงระดับ 4

เฮอร์ริเคนโดเรียน พุ่งตรงจ่อถล่มฟลอริด้า จับตาอาจเป็นพายุรุนแรงสุดรอบเกือบ 30 ปี

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า สถานการณ์พายุเฮอร์ริเคนโดเรียน (Dorian) ซึ่งขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 17 กม./ชม. มุ่งหน้ายังชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะบาฮามาส ในวันนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 4 แล้ว มีความเร็วใกล้ศูนย์กลางที่ 225 กม./ชม. คาดว่าจะขึ้นชายฝั่งตะวันออกของรัฐฟลอริด้าในช่วงสัปดาห์หน้านี้

สำนักบริการพยากรณ์อากาศแห่งชาติสหรัฐได้ออกประกาศเตือนประชาชนในรัฐฟลอริด้าจำนวนนับล้านคน ตลอดทั่วทั้งรัฐ ให้เตรียมกันรับมือพายุลูกนี้ เนื่องจากอาจกลายเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 27 ปีที่พัดถล่มชายฝั่งรัฐฟลอริด้า นับจากเฮอร์เคนแอนดรูว์ ที่เคยพัดถล่มฟลอริด้าในปี 1992 โดยครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 65 คน ทำลายบ้านเรือนประชาชนไปมากถึง 63,000 หลัง

 

สวนสนุกดิสนีย์เวิร์ด และMar-a-Lago รีสอร์ตตากอากาศของประธานาธิบดีทรัมป์ก็อยู่ในเส้นทางการพัดผ่านของพายุเช่นกัน

คาดการณ์ว่าเฮอร์ริเคนโดเรียนจะส่งผลให้เกิดคลื่นซัดชายฝั่งขนาดใหญ่ รวมถึงส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงสุด 12 นิ้ว บางพื้นที่อาจสูงถึง 18 นิ้ว นายRon DeSantis ผู้ว่าการรัฐได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในทุกพื้นที่ พร้อมให้กองกำลังรักษาดินแดนจำนวน 2,500 นายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ รวมถึงออกคำแนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกักตุนอาหาร น้ำดื่มและยาให้เพียงพอสำหรับตลอดทั้งสัปดาห์หน้า

ส่วนที่หมู่เกาะบาฮามาส ซึ่งจะเป็นจุดแรกที่พายุลูกนี้จะพัดถล่ม รัฐบาลท้องถื่นได้ออกคำเตือนไปยังนักท่องเที่ยวรวมถึงประชาชนระมัดระวังคลื่นลมแรง ฝนตกหนักจนอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต พร้อมสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เกาะห่างไกลไปยังศูนย์อพยพ

เผย 10 มหา’ลัยระดับโลก เรียนจบแล้วรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599312

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 13:12 น.

เผย 10 มหา'ลัยระดับโลก เรียนจบแล้วรวย

วิจัยเผยมหาวิทยาลัยในแถบเอเชียแปซิฟิก ผลิตบัณฑิตและศิษย์เก่าที่เติบโตเป็นมหาเศรษฐีมากที่สุด

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีได้เปิดเผยผลวิจัยของ Wealth-X ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำรวจการตลาดเกี่ยวกับด้านการศึกษา และบริการทางการเงิน ที่ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มีจำนวนศิษย์เก่าเติบโตในหน้าที่การงานจนมีรายได้สูงเข้าขั้นระดับมหาเศรษฐี (Ultra High Net Worth) หรือ UHNW โดยประเมินจากศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงและมีระดับทรัพย์สินตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป (กว่า 900 ล้านบาท)

จากการรวบรวมข้อมูลของ Wealth-X พบว่าใน 10 อันดับแรกนั้นล้วนมีแต่มหาวิทยาลัยในแถบเอเชียแปซิฟิกที่พบว่ามีศิษย์เก่าประสบความสำเร็จจนถึงขั้นมหาเศรษฐี (UHNW) มากที่สุด โดยพบว่ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งที่มีจำนวนศิษย์ที่มีรายได้สูงเข้าขั้นเศรษฐี มากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 1,890 ราย

อันดับ 2 คือ มหาวิทยาลัยชิงเต่า Tsinghua University (China) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 1,090 ราย

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง Peking University (China) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 905

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยมุมไบ ประเทศอินเดีย University of Mumbai (India) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 790 ราย

อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเดลี อินเดีย University of Delhi (India) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 785 ราย

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย University of New South Wales (Australia) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 575 ราย

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย University of Sydney (Australia) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 550 ราย

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน National Taiwan University (Taiwan) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 410 ราย

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย Monash University (Australia) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 405 ราย

และอันดับ 10 มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย University of Melbourne (Australia) ประมาณจำนวนศิษย์เก่ารวยระดับเศรษฐีราว 375 ราย

อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวได้ตั้งข้อสันนิฐานไว้ว่า ในจำนวนศิษย์เก่าที่มีรายได้สูงเหล่านี้ราว 17% สืบทอดความร่ำรวยจากมรดกตกทอด ขณะที่จะสังเกตได้ว่าประเทศของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ล้วนมีอัตรารายได้ประชากรต่อหัวในระดับสูงอยู่แล้วทั้งสิ้น

Photo : Imaginechina

ที่มา : https://www.cnbc.com/

แอร์แคนาดาชดใช้ 450,000 คู่สามีภรรยา เหตุไม่พบภาษาฝรั่งเศสบนเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599303

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 11:38 น.

แอร์แคนาดาชดใช้ 450,000 คู่สามีภรรยา เหตุไม่พบภาษาฝรั่งเศสบนเครื่อง

คู่สามีภรรยาแคนาดา ฟ้องสายการบินแห่งชาติ เพราะไม่พบภาษาฝรั่งเศสบนเข็มขัดนิรภัย

แอร์แคนาดา สายการบินแห่งชาติของแคนาดาต้องออกชดหมายแสดงความขอโทษ พร้อมจ่ายเงินชดใช้ให้กับสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นจำนวนเงิน $21,000 ดอลลาร์แคนาดา หรือราว 450,000 บาท จากการที่พบว่าไม่ปรากฎข้อความที่เป็นภาษาฝรั่งเศสบนอุปกรณ์ความปลอดภัยบนเครื่อง

เป็นที่ทราบกันว่าแคนาดาเป็นประเทศใช้สองภาษาเป็นหลักคือภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 โดยนาย Michel และ นาง Lynda Thibodeau สองสามีภรรยาในกรุงออตตาวา ทั้งสองยื่นฟ้องร้องสายการบินหลังจากที่ร้องเรียนการให้บริการของสายการบินจำนวน 22 ข้อ หนึ่งในนั้นทั้งคู่ระบุว่าที่เข็มขัดนิรภัยมีแต่คำว่า “lift” ในภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีคำในภาษาฝรั่งเศส

ทั้งคู่ยังร้องเรียนอีกด้วยว่าบริเวณทางออกฉุกเฉินบนเครื่องนั้นใช้คำว่า “exit” และ “warning” ซึ่งเป็นคำในภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีภาษาฝรั่งเศส รวมถึงคำประกาศของพนักงานบนเครื่องก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ประกาศภาษาฝรั่งเศสเพียงเล็กน้อยซึ่งไม่สามารถจับใจความได้

“แม้แต่ป้ายก็ควรมีความเท่าเทียมทางภาษา” นาย Michel Thibodeau เผยกับสำนักข่าว CBC สื่อท้องถิ่น “เราหวังว่าภายในสองเดือนสายการบินจะปรับปรุงป้ายแสดงอุปกรณ์ต่างๆเป็นสองภาษาอย่างเป็นทางการ”

สำหรับแคนาดามีกฎหมายที่เรียกว่า Official Languages Act ซึ่งกำหนดให้มีความเท่าเทียมทางภาษาทั้งอังกฤษ และฝรั่งเศส โดยเฉพาะในแถบจังหวัดควิเบกซึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศสโดยส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองฟ้องร้องสายการบิน โดยในปี 2014 ทั้งสองเคยกล่าวหาสายการบินในประเด็นละเมิดสิทธิ์ทางภาษามาแล้วเช่นกัน แต่ครั้งนั้นศาลตัดสินให้สายการบินไม่จำเป็นต้องชดใช้ทั้งสอง

โจชัว หว่อง ได้ประกันตัวแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599296

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 10:40 น.

โจชัว หว่อง ได้ประกันตัวแล้ว

โจชัว หว่อง พร้อมกลุ่มแกนนำม็อบเรียกร้องประชาธิปไตยได้ประกันตัวแล้ว จับตาแผนชุมนุมใหญ่วันนี้อาจยกเลิกหลังตำรวจไม่อนุญาต

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายโจชัว หว่อง นักกิจกรรและหนึ่งในแกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงพร้อมกับพวกได้รับการประกันตัวแล้ว ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากช่วงเช้าของวันที่ 30 ส.ค. นายหว่องกับเพื่อนแกนนำกลุ่มประชาธิปไตย ถูกตำรวจฮ่องกงควบคุมตัวในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

ทันทีที่ได้รับการปล่อยตัว นายหว่องให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขาจะเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไปโดยไม่สนใจว่าจะถูกจับหรือถูกดำเนินคดีก็ตาม

 

พร้อมกันนี้ภายหลังนายหว่องได้ทวิตข้อความตอนหนึ่งระบุว่า เขาถูกจับในระหว่างการเดินทางไปทำงานยังสถานรถไฟฟ้า MRT South Horizons ด้วยข้อหาชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนบริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่กรมตำรวจฮ่องกง

ส่วนแกนนำกลุ่มประท้วงอื่นอย่างนางสาวแอ็กเนส ชอว์ ตามข้อความทวิตของหว่องระบุว่าเธอถูกจับกุมที่บ้านพัก ด้วยข้อหาเดียวกับเขาก่อนได้รับการประกันตัวแล้วเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา

มีรายงานด้วยว่าแผนการชุมนุมใหญ่ในวันนี้ยกเลิกแล้ว จากที่ทางตำรวจไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมใหญ่ในวันนี้ (31 ส.ค) แต่ยังไม่ชัดเจนนักว่าสถานการณ์ชุมนุมในวันนี้จะเป็นอย่างไรเพราะยังไม่มีคำยืนยันชัดเจนจากกลุ่มผู้ประท้วง

ส่วนนายแอนดี้ ชาน หัวหน้าพรรคเดโมซิสโต ซึ่งถูกจับกุมที่สนามบินขณะนี้ยังไม่ได้ประกันตัว

เนเธอร์แลนด์ทดลองส่งกัญชาถูกกฎหมายขายในคาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599266

  • วันที่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

เนเธอร์แลนด์ทดลองส่งกัญชาถูกกฎหมายขายในคาเฟ่

รัฐบาลดัตช์เอาใจสายเขียว เตรียมจัดหากัญชาถูกกฎหมายส่งคาเฟ่กัญชาแก้ปัญหาตลาดมืด

เนเธอร์แลนด์เตรียมทดลองจัดหากัญชาจากผู้ผลิตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายให้คาเฟ่กัญชาตามเมืองต่างๆ จำหน่ายแก่ลูกค้า เพื่อแก้ปัญหาลักลอบซื้อกัญชาจากตลาดมืด รวมทั้งสร้างความโปร่งใสให้ธุรกิจกัญชา

ปัจจุบันนี้กฎหมายของเนเธอร์แลนด์อนุญาตให้คาเฟ่กัญชาที่ได้รับใบอนุญาตขายกัญชาให้ลูกค้าเท่านั้น แต่การผลิตและการจัดหากัญชายังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ บรรดาคาเฟ่ต่างๆ จึงต้องพึ่งพากัญชาจากตลาดมืด ช่องว่างของกฎหมายนี้จึงทำให้ธุรกิจกัญชาในตลาดมืดเฟื่องฟูมาก

แต่นับจากปี 2021 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า คาเฟ่กัญชาที่ตั้งอยู่ใน 10 เมือง อาทิ อาร์เน็ม, อัลเมียร์, เบลดา, โครนิงเงอ,เฮร์เลิน, มาสตริกท์, ซานสตัด เป็นต้น จะเข้าร่วมการทดลองดังกล่าวเป็นเวลา 4 ปี โดยจะได้รับการจัดหากัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีคุณภาพจากผู้ปลูกที่ได้รับอนุญาตจากทั่วประเทศ และต้องหยุดจำหน่ายกัญชาจากตลาดมืดอย่างเด็ดขาดทันที

อย่างไรก็ดี กัญชาที่ลักลอบปลูกในเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่จะถูกส่งออก ทางการจึงกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่เพียงพอให้ผู้ลักลอบปลูกกัญชาหันกลับมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ในมุมของเจ้าของคาเฟ่กัญชามองว่า หากรัฐเรียกเก็บส่วนแบ่งจากคาเฟ่สูง กัญชาก็จะราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ซื้อบางรายอาจจะกลับไปซื้อกัญชาจากตลาดมืดที่ราคาต่ำกว่า

ชาติไหนในเอเชียที่ย้ายเมืองหลวงไปแล้วบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599273

  • วันที่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 18:31 น.

ชาติไหนในเอเชียที่ย้ายเมืองหลวงไปแล้วบ้าง?

ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ … Posttoday Exclusive

หลังจากที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ได้แถลงการณ์ต่อประชาชนคนในชาติถึงแผนการย้ายเมืองหลวงใหม่ออกจากกรุงจาการ์ตา ปักหมุดลงเสาเข็มระหว่างเมืองปาปัน กับเมืองซามารินดา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ทางด้านตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว แทนที่กรุงจาการ์ตาซึ่งกำลังประสบปัญหาความแออัด มลพิษ รถติด และปัญหาด้านธรนีวิทยาจากการที่พบว่าเมืองหลวงแห่งนี้กำลังทรุดตัวในทุกๆปี

ตามคำประกาศของผู้นำอินโดฯ ระบุว่าตั้งงบประมาณจำนวน 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2021 และตั้งเป้าเริ่มย้ายที่ทำการรัฐบาลบางส่วนไปยังเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ได้ในปี 2024

แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตั้งชื่อของเมืองหลวงใหม่แห่งนี้อย่างเป็น

ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีหลายประเทศบนโลกที่ดำเนินการย้ายเมืองหลวงไปแล้วด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันของทุกประเทศคือ สถานะของเมืองหลวงที่หมายถึงเป็นเมืองที่ตั้งของรัฐบาลกลางในประเทศนั้นๆ

หลายประเทศที่ย้ายเมืองหลวงก็มีทั้งเมืองหลวงปัง และเมืองหลวงแป๊ก และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของประเทศในแถบเอเชียดำเนินการย้ายไปแล้ว

 

กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา

ปี 2001 รัฐบาลทหารเมียนมาตัดสินใจย้ายเมืองหลวงของประเทศออกจากย่างกุ้ง ไปยังเนปิดอว์ แม้จะยังไม่ทราบถึงเหตุผลที่ชัดเจนในการย้าย บ้างก็ว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของกองทัพ บ้างก็ว่าเป็นเพราะคำแนะนำของหมอดูที่แนะนำนายพลกองทัพให้ย้าย แต่ภายหลังในปี 2005 เมืองแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสถานที่ราชการใหญ่โตโอ่อ่า ทั้งอาคารรัฐสภา ทำเนียบประธานาธิบดี ที่ทำการรัฐบาล กระทรวงต่างๆ พร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานอันใหญ่โตโอ่อ่า แต่เวิ้งว้าง อาทิโรงแรมหรู ถนนสายหลัก 20 เลน กระทั่งสนามบิน

เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเองจำใจต้องละทิ้งครอบครัวเพื่อมาประจำยังต้นสังกัดที่เนปิดอว์ เนื่องจากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาที่ดีพอ บรรดาสถานทูตหลายประเทศยังคงเลือกอยู่ที่ย่างกุ้ง แม้ว่ารัฐบาลนางซูจีจะพยายามสนับสนุนให้ย้ายไปเนปิดอว์ มีเพียงจีนเท่านั้นไปเข้าไปเปิดสำนักผู้ประสานงานในเนปิดอว์แล้ว

 

 

กรุงนิวเดลี อินเดีย

ตลอดประวัติศาสตร์ของอินเดียผลัดเปลี่ยนเมืองหลวงมาแล้วหลายแห่ง กระทั่งช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษเข้าครอบครองอินเดีย เมื่อ1857 ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังกัลกัตตา แต่เดลีก็ได้กลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้งในปี 1911 โดยมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาทางใต้ และใช้ชื่อว่านิวเดลี

ผังเมืองของนิวเดลีนับว่าเป็นเอกลักษณ์แบบตะวันตก รวมถึงความโอ่อ่าใหญ่โตของอาคารที่ทำการรัฐบาลด้วยฝีมือของสองสถาปติกอังกฤษคือ Edward Lutyens และ Herbert Baker ผู้ใช้เวลานานเกือบ 20 ปีเนรมิตถนน อาคารรัฐบาล ทำเนียบผู้สำเร็จราชการฯ (ปัจจุบันคือทำเนียบประธานาธิบดี)

ส่วนหนึ่งที่อาณานิคมอังกฤษเลือกเดลีเป็นเมืองหลวงใหม่ของประเทศ เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ทางภาคเหนือที่เข้าถึงในหลายส่วนของประเทศได้ง่าย

แม้ภายหลังอังกฤษจะมอบเอกราชให้อินเดียในปี 1947 รัฐบาลอินเดียก็ยังคงใช้กรุงนิวเดลีเป็นเมืองหลวงจนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางปัญหามลพิษที่ส่งผลให้นิวเดลีเป็นหนึ่งในเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก

 

 

กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน

ปากีสถานกับอินเดียมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน และเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาหลายครั้ง เช่นเดียวกับอินเดียที่หลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 1947 นครการาจี เมืองท่าสำคัญทางใต้ของประเทศมีสถานะเป็นเมืองหลวงแห่งแรก กระทั่งช่วงปี 1950 เกิดรัฐประหารที่นำโดยกลุ่มทหารยึดอำนาจประเทศ พร้อมประกาศย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงอิสลามาบัด ทางตอนเหนือของประเทศ

เหตุที่รัฐบาลปากีฯปักหมุดเมืองหลวงที่อิสลามาบัดเนื่องจาก อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ อีกทั้งนครการาจีซึ่งเป็นเมืองท่านั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีได้ง่าย

และเช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่ปากีสถานใช้อิสลามาบัดเป็นที่ตั้งรัฐบาล ส่วนศูนย์กลางด้านการเงินการพาณิชย์ ธนาคารกลาง และตลาดหลักทรัพย์ยังคงอยู่ที่นครการาจี

 

ปุตราจายา มาเลเซีย

จะเรียกว่าเป็นเมืองหลวงได้อย่างเต็มปากก็ไม่เชิง เพราะสถานะของปุตราจายา เป็นเขตปกครองพิเศษที่เป็นศูนย์กลางของรัฐบาลกลางมาเลเซีย โดยสถานะเมืองหลวงที่แท้จริงของมาเลเซียยังคงเป็นกรุงกัวลาลัมเปอร์

ผู้ที่ผุดไอเดียการย้ายหน่วยราชการไปยังปุตราจายาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีต และนายกคนปัจจุบัน ที่ได้เสนอแนวคิดดังกล่าวช่วงปี 1980 ปักหมุดอยู่ห่างจากกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์ไปทางใต้ 25 กม.

ชื่อปุตราจายา ตั้งตามชื่อเต็มของนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลย์คือ ตุนกู อับดุล เราะฮ์มัน อาคารสำนักงานรัฐบาลและพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ในเมืองแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยบริษัทสัญชาติมาเลย์ทั้งหมด และวัตถุดิบจากมาเลย์ทั้งหมด มีเพียง 10%เท่านั้นที่ใช้วัสดุจากต่างชาติ ด้วยงบประมาณราว 8,100 ล้านดอลลาร์

ปุตราจายาเริ่มก่อสร้างในปี 1995 ทว่าประสบปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียในปี 1997-1998 ส่งผลให้โครงการล่าช้า

ปุตราจายาแล้วเสร็จในปี 2003 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่นายกมหาเธร์ หมดวาระจากตำแหน่งนายกพอดี โดยกำหนดให้มีสถานะเป็นเมืองที่ตั้งรัฐบาลกลาง ส่วนกัวลาร์ลัมเปอร์ยังคงมีสถานะเป็นเมืองหลวงด้านการเงินการพาณิชย์ของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี นอกจากเมืองหลวงในข้างต้นแล้ว ยังมีบางประเทศในเอเชียนอกเหนือจากอินโดนีเซียที่มีแผนจะย้ายเมืองหลวงเช่นกันเช่นที่ ฟิลิปปินส์

สำหรับฟิลิปปินส์นั้น ก็หน้านี้มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลได้มองหาที่ตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ที่เรียกว่า New Clark City ห่างจากกรุงมะนิลาไปทางเหนือราว 100 กิโลเมตร ด้วยเหตุผลคล้ายกับกรุงจาการ์ตาคือปัญหาด้านการจราจร ความแออัดของเมือง

แต่สำหรับฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะสับสน เนื่องจากก่อนหน้านี้เมืองเกซอนซิตี้ ถูกยกระดับให้เป็นเมืองหลวงของประเทศมาก่อน กระทั่งสมัยนายเฟอร์ดินาน มาร์กอสเป็นผู้นำฯในปี 1976 ได้ประกาศรวมมะนิลากับเกซอนซิตี้อยู่ในเขตมหานครมะนิลา (National Capital Region (NCR), Metro Manila) จึงยังไม่ชัดเจนนักว่ารัฐบาลดูเตอร์เตจะมีแนวคิดเมืองหลวงใหม่นี้อย่างไร

อีลอน มัสก์ vs แจ็ก หม่า เปิดศึกเดือดดีเบตอนาคตมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599243

  • วันที่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 16:32 น.

อีลอน มัสก์ vs แจ็ก หม่า เปิดศึกเดือดดีเบตอนาคตมนุษยชาติ

สรุปการดีเบตที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ของสองมหาเศรษฐีระดับโลก

การประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก World Artificial Intelligence ซึ่งจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ของจีน จัดการดีเบตระหว่างสองนักธุรกิจชื่อดังระดับโลกอย่าง แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อาลีบาบา และ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทรถยนต์ไร้คนขับ เทสลา และบริษัทสเปซเอ็กซ์  ซึ่งเป็นโอกาสที่หาชมได้ไม่บ่อยนัก ทั้งยังเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสำรวจดาวอังคาร การศึกษา และการสิ้นสุดของมนุษยชาติ โดยโพสต์ทูเดย์รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจไว้ ดังนี้

ปัญญาประดิษฐ์

มัสก์ บอกว่ามนุษย์กำลังประเมินความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ต่ำเกินไป ความพิดพลาดอย่างหนึ่งของนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์คือพวกเขามองว่าตัวเองฉลาดกว่าปัญญาประดิษฐ์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดล้ำกว่านี้อีกมาก ทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจนเกินความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจ สิ่งที่มนุษย์ทำได้คืออยู่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ให้ได้

ขณะที่หม่าเห็นต่าง โดยบอกว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามมนุษย์ แต่จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจตัวเองมากขึ้น คอมพิวเตอร์อาจจะฉลาด แต่มนุษย์จะฉลาดล้ำกว่าคอมพิวเตอร์

ปัญญาประดิษฐ์แย่งงาน

ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาเผยว่า มนุษย์กลัวว่าหุ่นยนต์จะแย่งงานมาตั้งแต่ 100 กว่าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้กลับมีงานต่างๆ เพิ่มขึ้น หม่าเชื่อว่าการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้มนุษย์ทำงานน้อยลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์ได้ใช้ชีวิตและมีอายุยืนขึ้น คำพูดของหม่าบนเวทีครั้งนี้กลับตาลปัตรกับคำพูดของเจ้าตัวเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาที่บอกว่าพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพต้องทุ่มเททำงานวันละ 12 ชั่วโมง ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์

ขณะที่มัสก์มองว่า การมาของปัญญาประดิษฐ์จะทำให้งานส่วนใหญ่ไร้ความหมาย เพราะปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดถึงขั้นที่คอมพิวเตอร์สามารถสร้างซอฟท์แวร์ของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์อย่างเราควรจะหันมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เกี่ยวกับวิศวกรรมและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการมีมนุษยสัมพันธ์กับคน เพราะวิชาเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการในยุคของปัญญาประดิษฐ์

ดาวอังคาร

หม่าบอกกับมัสก์ว่าเขาชื่นชมมัสก์ที่จะไปดาวอังคาร แต่ตัวเขาเองสนใจโลกใบนี้มากกว่า ส่วนมัสก์กล่าวว่า การมีชีวิตอยู่บนดาวหลายดวงจะช่วยไม่ให้อารยธรรมของมนุษย์ล่มสลาย และนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 4,500 ล้านปีที่ที่มนุษย์จะออกไปใช้ชีวิตนอกโลกได้ มหาเศรษฐีจากจีนแย้งว่า การส่งผู้คนไปยังดาวอังคารเป็นเรื่องดี แต่เราควรสนใจผู้คน 7,400 ล้านคนที่อยู่บนโลก เราต้องการฮีโร่อย่างคุณ แต่เราต้องการฮีโร่แบบพวกเรามากกว่า ฮีโร่ที่ทำงานหนักบนโลกเพื่อปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น

ปฏิรูปการศึกษา

มหาเศรษฐีชาวจีนยอมรับว่ากังวลกับระบบการศึกษาปัจจุบันที่ออกแบบและใช้มาตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม หรือกว่า 250 ปีที่แล้ว และยังเอ่ยอีกว่าเราต้องสนับสนุนให้เกิดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ที่จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น โดยหม่ายกตัวอย่างว่าเขาอยากสอนให้เด็กๆ เรียนวาดรูป ร้องเพลง เต้น หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ที่ทำให้ผู้คนมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

มัสก์เห็นด้วยกับหม่าว่าการศึกษาเชิงสร้างสรรค์เป็นเรื่องจำเป็น เพราะการศึกษาปัจจุบันมีคุณภาพต่ำมาก ซีอีโอสเปซเอ็กซ์แนะนำว่า Neuralink ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของเขา คือทางแก้ปัญหานี้ เพราะ Neuralink จะทำหน้าที่เชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ คล้ายกับฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ที่ตัวละครสามารถดาวน์โหลดซอฟท์แวร์เข้าสมองเพื่อให้ตัวเองมีทักษะความสามารถต่างๆ ได้ทันที

อนาคตมนุษยชาติ

มัสก์มองว่าภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของโลกคืออัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งหม่าเห็นด้วย โดยยกตัวอย่างประชากรจีนที่มีอยู่ราว 1,400 ล้านคน ซึ่งอาจจะดูว่ามากมาย แต่หากอัตราการเกิดในประเทศลดลง จีนในอีก 20 ปีข้างหน้าย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปัจจุบัน