Bitcoinทำไมร่วงต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์และจะทิ้งตัวมากกว่านี้หรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685930

วันที่ 19 มิ.ย. 2565 เวลา 15:14 น.

Bitcoinทำไมร่วงต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์และจะทิ้งตัวมากกว่านี้หรือไม่?

เพราะอะไร Bitcoin จึงร่วงลงมากกว่า 13% ณ จุดหนึ่งในวันเสาร์โดยร่วงลงต่ำกว่าระดับ 20,000 ดอลลาร์จนถึงระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน คำตอบคือ เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมและทั่วไป ทำให้เกิดการถอนตัวจากจากสินทรัพย์เสี่ยง

สำนักข่าวรอยเตอร์  – ภาคสกุลเงินดิจิทัลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากที่บริษัทผู้ให้บริการสินเชื่อสกุลเงินดิจิทัล Celsius ระงับการถอนและโอนระหว่างบัญชี ในขณะที่บริษัทคริปโตเริ่มเลิกจ้างพนักงาน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากองทุนป้องกันความเสี่ยงคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) ประสบปัญหา

การพัฒนานี้เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการร่วงของหุ้นขณะที่หุ้นสหรัฐประสบปัญหาการลดลงรายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดในรอบสองปีเนื่องจากกลัวว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นและแนวโน้มที่เศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มขึ้น

การเร่งความเร็วและอัตราที่หนักของการสูญเสีย Bitcoin ร่วมกับหุ้นที่ตกลงอาจทำให้ลุ่มนักลงทุนต่างๆ ต้องคิดหนักเมื่อลงทุนคริปโตเคอเรนซี

ในขณะที่บางสถาบันซื้อ Bitcoin โดยหวังว่าจะชดเชยการลดลงของหุ้นและพันธบัตร “มันไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน” Michael Purves ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tallbacken Capital กล่าว

“กรณีที่สถาบันต่างๆ จะซื้อตอนราคาตกนั้นท้าทายมากขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากการใช้งานจริงของ Bitcoin ยังไม่ได้รับการพิสูจน์” เขากล่าว

“ผมคิดว่านี่จะตกลงไปถึง 15,000 ดอลลาร์” เขากล่าว “มีความเร็วมากในด้านลบ”

Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด ร่วงลงราว 13.7% ในบ่ายวันเสาร์สู่ระดับต่ำสุดที่ 17,593 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 ก่อนที่จะกลับขึ้นไปที่ 18,556 ดอลลาร์ ซึ่งยังคงลดลง 9.22%

ปีนี้ Bitcoin สูญเสียมูลค่าไปประมาณ 60% ในขณะที่ Ether ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ethereum ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลของคู่แข่งลดลง 74% ในปี 2564 บิทคอยน์พุ่งขึ้นสูงสุดมากกว่า 68,000 ดอลลาร์

“การทะลุลงผ่าน 20,000 ดอลลาร์แสดงให้คุณเห็นว่าความเชื่อมั่นได้พังทลายลงสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตและคุณกำลังเผชิญกับความเครียดล่าสุด” Edward Moya นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ OANDA กล่าวเมื่อวันเสาร์

Moya กล่าวว่า “แม้แต่ผู้ที่เชียร์คริปโตสุดๆ ด้วยเสียงที่ดังที่สุดตอนนี้ก็เงียบ พวกเขายังคงมองโลกในแง่ดีในระยะยาว แต่พวกเขาไม่ได้บอกว่านี่เป็นเวลาที่จะซื้อช่วงขาลง”

ภาคส่วนนี้ยังประสบความสูญเสียหลังจากบริษัทต่างๆ เช่น Coinbase Global Inc, Gemini และ BlockFi กล่าวว่าพวกเขาจะเลิกจ้างพนักงานหลายพันคน เนื่องจากนักลงทุนทิ้งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

การสไลด์ลงดังกล่าวกระทบกับนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสินทรัพย์

“มีคนจำนวนมหาศาลที่จะได้รับบาดแผลให้จดจำกันตลอดไป” Moya กล่าวถึงผู้ซื้อรายย่อย “แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากที่กำลังจะเข้าไปในภาคส่วนนี้และยังมีคนสนใจอยู่”

Jeffrey Gundlach ซีอีโอของ DoubleLine Capital กล่าวเมื่อวันพุธว่าเขาจะไม่แปลกใจเลยหาก Bitcoin ตกลงไปที่ $10,000

คนอื่น ๆ กล่าวว่าราคาที่สไลด์ที่ลึกลงไปอาจบังคับให้นักลงทุนจำนวนมากขึ้นยกเลิกการสะสม Bitcoin ซึ่งเพิ่มขึ้นพร้อมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในยุคของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการระบาดใหญ่

“ระดับ 20,000 ดอลลาร์สำหรับ Bitcoin เป็นระดับทางเทคนิคที่สำคัญ และการลดลงด้านล่างอาจทำให้เกิดการทำ Margin call (สถานะทางบัญชีเทรดต่ำ) ที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการบังคับชำระบัญชี” Jay Hatfield หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Infrastructure Capital Management ในนิวยอร์กกล่าว

“Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าระดับ 10,000 ดอลลาร์ในปีนี้ เนื่องจากฟองสบู่ที่ขับเคลื่อนโดยธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ได้ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่โดย Bitcoin กลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาด” เขากล่าว

ที่ระดับต่ำสุดของวันเสาร์ Bitcoin อยู่ในอันตรายจากการปิดต่ำกว่าระดับสำคัญที่ระบุโดยการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งสามารถตอกย้ำความเชื่อมั่นในเชิงลบ

หนึ่งในระดับเหล่านั้นคือ 19,225 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci retracement ที่ 76.4% ที่เพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดใหญ่

อีกระดับอยู่ที่ 19,666 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นวัฏจักรที่สูงสำหรับการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin ครั้งก่อนซึ่งสูงสุดในปี 2560

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จีนทำได้ ฟื้นฟูพื้นที่แปรสภาพเป็นทะเลทรายในประเทศกว่าครึ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685909

วันที่ 19 มิ.ย. 2565 เวลา 11:19 น.

จีนทำได้ ฟื้นฟูพื้นที่แปรสภาพเป็นทะเลทรายในประเทศกว่าครึ่ง

สำนักบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติจีน เปิดเผยว่าจีนฟื้นฟูพื้นที่ที่กลายเป็นทะเลทรายอันสามารถควบคุมได้ในประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นความคืบหน้าสำคัญของการแก้ปัญหาการแปรสภาพเป็นทะเลทราย

รายงานระบุว่าพื้นที่ที่กลายเป็นทะเลทรายลักษณะข้างต้นถูกควบคุม 18.8 ล้านเฮกตาร์ (ราว 117.5 ล้านไร่) และถูกปิดการเข้าถึงเพื่อการคุ้มครอง 1.77 ล้านเฮกตาร์ (ราว 11.06 ล้านไร่) ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว

พื้นที่ที่กลายเป็นทะเลทรายในจีนลดลง 4.33 ล้านเฮกตาร์ (ราว 27.06 ล้านไร่) นับตั้งแต่ปี 2012 โดยมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาในพื้นที่ทรายอย่างมีนัยสำคัญ และจีนได้ตั้งเขตสาธิตครบวงจรระดับชาติ 41 แห่ง เพื่อควบคุมการขยายตัวของทะเลทราย และตั้งอุทยานทะเลทรายระดับชาติ 128 แห่ง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้นสภาพอากาศฝุ่นทรายในจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับช่วงดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 11 (2006-2010)

จีนยังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรความร้อนและที่ดินอันมากมายของพื้นที่ทราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และอื่นๆ เพื่อส่งเสริมรายได้ของประชาชนท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย

สำนักข่าวซินหัวยังรายงานด้วยว่าจีนผุด ‘โอเอซิส’ กว่า 2.6 แสนไร่ ริม ‘ทะเลทราย’ ในหนิงเซี่ย

“โอเอซิส” ขนาด 42,000 เฮกตาร์ (ราว 262,500 ไร่) ถูกสร้างขึ้นที่เขตอนุรักษ์เชิงนิเวศระดับชาติไป๋จีทาน ในเมืองหลิงอู่ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายขอบตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลทรายเหมาอูซู่อันกว้างใหญ่

โอเอซิสแห่งนี้สร้างขึ้นจากความพยายามควบคุมทรายของชาวบ้านนาน 3 ชั่วอายุคน และได้มีบทบาทเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับระบบนิเวศทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ชาวบ้านทุ่มเทพัฒนาการเกษตรทำกำไรด้วยการพลิกโฉมทะเลทรายเป็นแหล่งเพาะปลูก ทั้งปลูกผักและผลไม้ที่สามารถจำหน่ายออกสู่ตลาด เพื่อสนับสนุนภารกิจควบคุมทะเลทรายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มพูนรายได้คนท้องถิ่นด้วย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ธนาคารใหญ่คาดปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสถดถอยสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685883

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

ธนาคารใหญ่คาดปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสถดถอยสูง

Bank of America คาดมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยในปีหน้า

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐโดย Bank of America (BofA) หนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐระบุว่า มีโอกาสราว 40% ที่เศรษฐกิจของสหรัฐจะเผชิญกับภาวะถดถอยในปีหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

BofA คาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐจะชะลอตัวลงเกือบเป็นศูนย์ภายในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า เนื่องจากนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างเพียงพอที่จะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจ และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาเติบโตในปี 2024

อีธาน แฮร์ริส นักเศรษฐศาสตร์ของ BofA เผยว่า “ความกลัวที่เลวร้ายที่สุดของเราเกี่ยวกับเฟดได้รับการยืนยันแล้ว นั่นคือเฟดขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไปเมื่อเทียบกับแนวโน้มของเงินเฟ้อ และตอนนี้กำลังเล่นเกมที่อันตรายอยู่เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้ารูปเข้ารอย”

BofA คาดการณ์ว่า เฟดจะขยับดอกเบี้ยขึ้นไปอยู่เหนือ 4% และ BofA มองว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยสำหรับปีนี้ต่ำ

แฮร์ริสปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงเช่นกัน โดยอ้างอิงจากภาวะเงินเฟ้อ สงครามในยูเครน และการล็อกดาวน์สกัด Covid-19 ในจีน โดยคาดว่าจะโต 3.2% แต่หากจีนยังคงมาตรการล็อกดาวน์ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของปีนี้ และปี 2023 หากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย

แฮร์ริสระบุว่า “ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางมีท่าทีสายเหยี่ยวมากขึ้น”

REUTERS/Jose Luis Gonzalez/Illustration/File Photo

นักเศรษฐศาสตร์เตือนคนจะเทขาย Bitcoin มากขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685880

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 15:11 น.

นักเศรษฐศาสตร์เตือนคนจะเทขาย Bitcoin มากขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูง

ตลาดคริปโตเผชิญแรงกดดันมากขึ้นหลังสหรัฐประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของเดือน พ.ค. ที่สูงถึง 8.6%

ในขณะที่โอกาสที่เศรษฐกิจของสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มขึ้น แรงกดดันให้เกิดการเทขายคริปโตก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ปีเตอร์ ชิฟฟ์ นักเศรษฐศาสตร์ที่มักจะวิพาษ์วิจารณ์ Bitcoin ทำนายว่าจะเกิดการเทขาย Bitcoin ครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้

ชิฟฟ์เตือนว่า “เมื่อราคาอาหารและพลังงานสูงขึ้น คนที่ถือ Bitcoin แบบยาวๆ (HODLer) หลายคนอาจจำเป็นต้องเทขายเหรียญเพื่อคุมต้นทุน ร้านขายของชำและปั๊มน้ำมันไม่รับ Bitcoin ตอนที่ Bitcoin ร่วงช่วงที่โควิดระบาดไม่มีใครอยากขาย เพราะตอนนั้นราคาข้าวของถูกกว่านี้มาก และ HODLer ก็ได้รับเช็คเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล”

ชิฟฟ์เชื่อว่า ความต้องการขาย Bitcoin มีแต่จะมากขึ้นๆ “ความต้องการขาย Bitcoin เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายมีแต่จะมากขึ้นๆ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงขึ้นและ HODLer หลายๆ คนตกงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานในบริษัทบล็อกเชนที่กำลังจะล้มละลายเร็วๆ นี้ หากสถานการณ์เปลี่ยน ผู้ซื้อระยะยาวที่ไม่ได้เงินค่าจ้างจะถูกบังคับให้ต้องขาย”

ชิฟฟ์เชื่อว่า คนที่ลงทุนในทองคำจะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นผู้ถือ Bitcoin และเผยว่า หากนักลงทุนรายย่อยเทขายทองคำ “ก็ยังมีความต้องการซื้อมากมายจากนักลงทุนอื่น อุตสาหกรรม และธนาคารกลาง”

อย่างไรก็ดี ความเชื่อของชิฟฟ์ที่ว่า Bitcoin จะหาคนซื้อไม่ได้นั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะในช่วงที่ราคา Bitcoin ร่วงในปีนี้ นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมกว่า 10,000 เหรียญ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

โชว์คลิปยูเครนยิงขีปนาวุธของตะวันตกถล่มเรือรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685870

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 11:00 น.

โชว์คลิปยูเครนยิงขีปนาวุธของตะวันตกถล่มเรือรัสเซีย

กองทัพรัสเซียสูญเสียหนักทั้งเรือขนอาวุธและเฮลิคอปเตอร์ถูกขีปนาวุธของยูเครนยิงถล่ม

DailyMail รายงานว่า ฝ่ายสื่อสารยุทธศาสตร์ของกองทัพยูเครนเผยแพร่คลิปวิดีโอในแอพพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) เผยให้เห็นนาทีที่กองทัพยูเครนยิงขีปนาวุธฮาร์พูน (Harpoon) 2 ลูกถล่มเรือลากจูง วาซิลี เบคห์ (Vasily Bekh) ของกองทัพรัสเซียในทะเลดำ นับเป็นครั้งแรกที่ยูเครนอ้างว่าโจมตีเรือของรัสเซียด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือที่พันธมิตรตะวันตกส่งมาให้

คลิปที่บันทึกไว้ได้โดยโดรน Bayraktar TB2 แสดงให้เห็นสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือพุ่งเข้าโจมตีเรือลากจูง Vasily Bekh เมื่อเวลา 04.00 น. ขณะกำลังขนส่งทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องกระสุนไปยังเกาะงู

ต่อมาแหล่งข่าวยูเครนอ้างว่าลูกเรือ 10 คนบนเรือดังกล่าวที่สูญหายน่าจะเสียชีวิตแล้ว ส่วนอีก 23 คนได้รับบาดเจ็บ โดยลูกเรือทั้งหมดมี 33 คน

DailyMail รายงานว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธ Tor ของเรือลากจูง Vasily Bekh ไม่สามารถสกัดการโจมตีของยูเครน แต่เรือยังสามารถลอยลำอยู่ได้หลังถูกโจมตีแม้จะเสียหายหนัก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเบื้องต้นยูเครนจะระบุว่าเรือลากจูงของรัสเซียถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธฮาร์พูน แต่ก็มีอีกทฤษฎีหนึ่งว่าอาจเป็นขีปนาวุธบริมสโตน (Brimstone) ที่อังกฤษส่งไปให้ หรือระบบขีปนาวุธที่ยิงจากเรือทั้งนี้ ขีปนาวุธต่อต้านเรือฮาร์พูนถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยสหรัฐและขณะนี้ผลิตโดยบริษัท โบอิง สหรัฐได้ส่งขีปนาวุธนี้มาให้ยูเครน ขณะที่เดนมาร์กและอังกฤษเคยพูดว่าจะส่งมาให้เช่นกัน ดังนั้นในเบื้องต้นจึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าขีปนาวุธที่ใช้ถูกส่งมาจากประเทศใด

นอกจากนี้กองทัพยูเครนยังเผยแพร่คลิปเฮลิคอปเตอร์ Mi-35M ของรัสเซียลำหนึ่งที่ถูกระบบอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้แบบเคลื่อนที่ Igla ยิงจนไฟลุกท่วมตกใกล้กับแนวหน้าในภูมิภาคโดเนตสก์

ทั้งนี้ Igla เป็นระบบขีปนาวุธที่ยิงจากพื้นดินสู่อากาศในยุคโซเวียตที่มีอยู่ในคลังอาวุธของยูเครน และมีรายงานที่ขัดแย้งกันว่าขีปนาวุธดังกล่าวอาจเป็นขีปนาวุธ Stinger ที่สหรัฐจัดหาให้

อีกคลิปหนึ่งเป็นซากเครื่องบิน SU-25 ที่ไหม้เกรียมตกอยู่ในพื้นที่ของภูมิภาคเบลโกร็อดของรัสเซียซึ่งมีพรมแดนติดกับลูฮันสก์ คาร์คิฟ และซูมีของยูเครน โดยยังไม่ทราบสาเหตุการตกที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจถูกยิงตก

ฝั่งรัสเซียปฏิเสธว่าเครื่องบินลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการฝึกบิน และสาเหตุน่าจะเกิดจากเรื่องขัดข้องทางเทคนิค ไม่ได้ถูกยิงตก ตามที่ยูเครนอ้าง ส่วนนักบินดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการอ้างว่าเครื่องบินเกี่ยวสายไฟ แต่สำนักข่าว Readovka อ้างว่าบริเวณใกล้เคียงไม่มีเสาไฟอยู่เลย

https://www.dailymail.co.uk/embed/video/2710511.html

เซมิคอนดักเตอร์เจอปัญหาอีก รัสเซียไม่ส่งก๊าซที่ต้องใช้ให้ แต่จีนจะได้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685873

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 12:54 น.

เซมิคอนดักเตอร์เจอปัญหาอีก รัสเซียไม่ส่งก๊าซที่ต้องใช้ให้ แต่จีนจะได้ประโยชน์

ปัญหาซัพพลายเชนสะดุดเพราะ Covid-19 ยังไม่ทันหายดี อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ก็เจอปัญหาใหม่หลังรัสเซียจำกัดการส่งออกก๊าซหายากที่ต้องใช้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หลังจากประสบปัญหาซัพพลายเชนสะดุดเพราะการระบาดของ Covid-19 บรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้องเผชิญปัญหาใหม่ เพราะรัสเซีย หนึ่งในผู้ผลิตก๊าซที่ใช้สำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลกเริ่มจำกัดการส่งออกก๊าซเหล่านี้แล้ว

CNN อ้างรายงานของสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า รัสเซียเริ่มจำกัดการส่งออกก๊าซเฉื่อย รวมทั้งนีออน อาร์กอน และฮีเลียมไปยัง “ประเทศที่ไม่เป็นมิตร” ตั้งแต่สิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ก๊าซทั้ง 3 ชนิดข้างต้นใช้ในการผลิตชิปที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่สมาร์ทโฟน เครื่องซักผ้า ไปจนถึงรถยนต์ และประสบปัญหาขาดแคลนมาหลายเดือนแล้ว

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Company ระบุว่า ก่อนสงคราม รัสเซียและยูเครนมีส่วนแบ่งการผลิตก๊าซนีออนป้อนอุตสาหกรรมการผลิตชิปราว 30%

การจำกัดการส่งออกก๊าซของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และผู้บริโภคเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตขาดแคลนชิปครั้งรุนแรง โดยข้อมูลของ LMC Automotive ระบุว่า ปีที่แล้วผู้ผลิตรถยนต์ผลิตรถได้น้อยลง 10 ล้านคัน เนื่องจากขาดแคลนชิป แต่คาดว่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

จัสติน ค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตของบริษัทที่ปรึกษายานยนต์เผยว่า “สิ่งที่พวกเราไม่ต้องการคือ ปัญหาครั้งใหม่เกี่ยวกับการจัดหาชิปซึ่งอาจกระทบหรือทำให้การฟื้นตัวชะงัก”

ค็อกซ์เผยกับ CNN Business ว่า การจำกัดการส่งออกก๊าซนีออนเป็นเรื่องน่ากังวล แต่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผู้ผลิตชิป เนื่องจากหลังจากรัสเซียผนวกไครเมียของยูเครนเมื่อ 8 ปีก่อน อุตสาหกรรมได้เตรียมพร้อมสำหรับซัพพลายที่อาจสะดุดไว้แล้ว

ก๊าซนีออนมีบทบาทสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในขั้นตอนที่เรียกว่า การพิมพ์หิน (lithography) โดยก๊าซนีออนจะควบคุมความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ในขณะที่มันสลักรูปแบบลงบนแผ่นชิปซิลิคอน

ก่อนสงคราม รัสเซียจะรวบรวมก๊าซนีออนดิบซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงงานเหล็กกล้า แล้วส่งไปยูเครนเพื่อทำให้บริสุทธิ์ ความขัดแย้งทำให้ความสามารถในการผลิตเหล่านี้ได้รับผลกระทบ การสู้รบอย่างดุเดือดในเมืองมารีอูปอลและโอเดสซาซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญได้ทำลายโรงงานอุตสาหกรรมและทำให้การส่งออกสินค้าจากภูมิภาคนั้นยากขึ้น

ทว่าบรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้ลดการพึ่งพาก๊าซจากภูมิภาคนี้ลงนับตั้งแต่รัสเซียบุกไครเมียในปี 2014

ปีเตอร์ แฮนแบร์รี จาก Bain & Company เผยกับ CNN Business ว่า การพึ่งพาก๊าซนีออนจากรัสเซียและยูเครนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เคย “สูงเป็นประวัติการณ์” ที่ 80-90% แต่นับตั้งแต่ปี 2014 ผู้ผลิตชิปลดการพึ่งพาลงเหลือเพียงไม่เกิน 1 ใน 3 “อุตสาหกรรมยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ [ภูมิภาค] และเริ่มมองหาแหล่งใหม่ พัฒนาประเทศใหม่ๆ และเจาะจงซัพพลายเออร์”

ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบว่าการจำกัดการส่งออกของรัสเซียจะกระทบกับผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างไร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ผลิตชิปจะสามารถทดแทนอุปทานที่สูญเสียไปจากภูมิภาคนี้ได้ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับก๊าซที่จำเป็นเหล่านี้

บริษัทวิจัยตลาด Techcet ประเมินว่า ราคาตามสัญญาซื้อขายก๊าซนีออนเพิ่มขึ้น 5 เท่านับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน และจะยังสูงในระยะเวลาอันใกล้นี้

โจนาส ซันด์ควิสต์ นักวิเคราะห์เทคโนโลยีอาวุโสของ Techcet เผยว่า “(การจำกัดการส่งออกของรัสเซีย) จะส่งผลกระทบกับการทำสัญญาใหม่แน่นอน”

ซันด์ควิสต์ มองว่า เกาหลีใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Samsung จะได้รับแรงกระแทกก่อนเพื่อน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซเฉื่อยและไม่มีบริษัทก๊าซขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต ไม่เหมือนกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป

Micron Technology หนึ่งในผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกเผยกับ CNN Business ว่า บริษัทพบว่าราคาก๊าซเฉื่อยเพิ่มขึ้น แต่ทางบริษัทมีก๊าซที่เพียงพอสำหรับใช้อีกหลายเดือน และคิดว่าไม่ต้องตัดลดการผลิตในระยะสั้น

จีนจะได้ประโยชน์

หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเพิ่มกำลังการผลิตชิปหลังจากต้องเผชิญภาวะซัพพลายเชนทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงมากว่า 2 ปี Intel เสนอช่วยรัฐบาลสหรัฐและเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ประกาศจะลงทุน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงาน 2 แห่ง ส่วนปีที่แล้ว Samsung รับปากจะสร้างโรงงานมูลค่า 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรัฐเทกซัส

เมื่อมีการผลิตชิปมากขึ้นก็หมายความว่าความต้องการก๊าซเฉื่อยจะสูงขึ้นตามมา และเมื่อรัสเซียจะจำกัดการส่งออก ประโยชน์อาจไปตกอยู่ที่จีน ซันด์ควิสต์เผยว่า จีนมี “กำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุด ใหม่ที่สุด”

นับตั้งแต่ปี 2015 จีนก็ทุ่มลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง รวมทั้งลงทุนในอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการแยกก๊าซเฉื่อยออกจากผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมอื่น ขณะนี้จีนคือผู้ส่งออกก๊าซเหล่านี้เพียงรายเดียวและประกาศว่าจะพึ่งพาตัวเองให้ได้

ซันด์ควิสต์เผยว่า ความต้องการก๊าซเฉื่อยของทั่วโลกจะไปกระจุกอยู่ที่จีน และจีนจะได้ราคาดี

REUTERS/Kim Kyung-Hoon/File Photo

สงครามดันยอดผู้พลัดถิ่น 100 ล้านคนทั่วโลกถูกบีบให้ต้องอพยพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685833

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 18:00 น.

สงครามดันยอดผู้พลัดถิ่น 100 ล้านคนทั่วโลกถูกบีบให้ต้องอพยพ

UNHCR เปิดเผยรายงานการพลัดถิ่นทั่วโลกทำลายสถิติ ชี้ชัดแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รายงานว่าจำนวนผู้คนที่ต้องพลัดถิ่นทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และล่าสุดก็ทำลายสถิติอีกครั้ง

โดยเมื่อปลายปี 2021 ผู้พลัดถิ่นจากสงคราม ความรุนแรง และการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีจำนวนมากถึง 89.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากสถิติเมื่อ 10 ปีก่อน

แต่หลังจากการรุกรานของรัสเซียในประเทศยูเครน การถูกบังคับให้พลัดถิ่นขยายตัวเร็วที่สุดและเป็นหนึ่งในสถานการณ์การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จากทวีปแอฟริกา ถึงประเทศอัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ ดันตัวเลขผู้พลัดถิ่นทั่วโลกให้เพิ่มสูงถึง 100 ล้านคน

ฟิลลิปโป กรันดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “ทุกๆ ปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สถิติไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ประชาคมระหว่างประเทศต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาโศกนาฏกรรมของมนุษยชน แก้ไขความขัดแย้ง และหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแนวโน้มที่เลวร้ายนี้จะยังคงดำเนินต่อไป”

โดยในปีที่แล้วเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นและที่ปะทุขึ้นใหม่ใน 23 ประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 850 ล้านคน มีผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งในประเทศมากถึง 53.2 ล้านคน รวมถึงในเมียนมา และภูมิภาคทิเกรย์ของเอธิโอเปีย

ในขณะเดียวกันผู้คนในหลายพื้นที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนทางอาหาร ภาวะเงินเฟ้อ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

Photo by REUTERS/Ueslei Marcelino

ไบเดนร่อนจดหมายถึงโรงกลั่นน้ำมัน เรียกร้องเพิ่มการผลิต-ลดกำไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685823

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 15:30 น.

ไบเดนร่อนจดหมายถึงโรงกลั่นน้ำมัน เรียกร้องเพิ่มการผลิต-ลดกำไร

ผู้นำสหรัฐโวยโรงกลั่นน้ำมันโกยกำไรอื้อ แต่ประชาชนต้องสู้กับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์

AP รายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน เรียกร้องให้โรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชาวอเมริกันต้องต่อสู้กับราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนผลกำไรของบริษัทเหล่านั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน

“วิกฤตการณ์ที่ครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญควรได้รับการดำเนินการทันที บริษัทของคุณต้องร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมในระยะสั้นเพื่อจัดการกับวิกฤต” ไบเดนเขียนจดหมายถึงโรงกลั่นนำมัน 7 แห่ง

ไบเดนยังได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสิ่งที่เขามองว่าเป็นการแสวงหาผลกำไรท่ามกลางวิกฤตระดับโลกที่อาจผลักดันให้เศรษฐกิจยุโรปและส่วนอื่นๆ ของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยอ้างถึง ExxonMobil บริษัทด้านพลังงานสัญชาติอเมริกันว่า “ทำเงินได้ยิ่งกว่าพระเจ้าเสียอีกในปีนี้”

“ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความเจ็บปวดทางการเงินที่หนักหนาสาหัสของชาวอเมริกันและครอบครัว แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 1.70 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับยิ่งทำให้ความเจ็บปวดแย่ลงไปอีก” ไบเดนกล่าว

สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายเสรีนิยมบางคนเสนอให้มีการควบคุมผลกำไรของโรงกลั่นน้ำมันท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อาทิ เบอร์นี แซนเดอร์ส สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งเสนอในเดือนมี.ค. ให้มีการเก็บภาษีบริษัทต่างๆ 95% จากกำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาด

รายงานระบุว่าราคาน้ำมันทั่วสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งเป็นภาระทางเศรษฐกิจสำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก และยังเป็นงานหนักของพรรคเดโมแครตที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางสมัย (midterm elections) ด้วย

ทั้งนี้ ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังหนักขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกหยุดชะงัก

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685814

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 14:30 น.

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

นักโบราณคดีคาดว่าอาจมีการประกอบชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

คณะนักโบราณคดีของจีนยืนยันความสำเร็จของการประกอบประติมากรรมสัมฤทธิ์ที่ขุดพบเมื่อไม่นานนี้ ณ ซากโบราณซานซิงตุย มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นการประกอบเข้ากับอีกหนึ่งชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ที่ขุดพบก่อนหน้านี้ ทำให้ประติมากรรมที่ถูกแบ่งแยกเมื่อราว 3,000 ปีก่อน รวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง

ประติมากรรมสัมฤทธิ์อันวิจิตรงดงามนี้มีส่วนหัวคล้ายศีรษะมนุษย์และลำตัวคล้ายงู พร้อมดวงตาปูดโปน งา และเขา สำหรับบริเวณเหนือส่วนหัวเป็น “จุน” หรือภาชนะใส่เหล้าองุ่นโบราณ รูปทรงคล้ายแตรสีชาด บริเวณใต้ส่วนมือเป็น “เหลย” หรือภาชนะใส่เหล้าองุ่นโบราณ รูปทรงเหยือกฐานสี่เหลี่ยม

รายงานระบุว่าประติมากรรมส่วนลำตัวถูกขุดพบจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 8 เมื่อเร็วๆ นี้ ขณะชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ที่ขุดพบก่อนหน้ามาจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 2 เมื่อปี 1986 โดยชิ้นส่วนอันไม่สมบูรณ์สวมผ้านุ่งแนบลำตัวลายเมฆและมีขาพร้อมกรงเล็บนก 2 ข้าง ซึ่งคณะนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าประติมากรรมศีรษะมนุษย์ ลำตัวงู และกรงเล็บนกนี้อาจเป็นรูปปั้นเทพเจ้า

หร่านหงหลิน เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยโบราณวัตถุและโบราณคดีมณฑลซื่อชวน กล่าวว่าชิ้นส่วนจากหลุมต่างๆ ที่ประกอบเข้ากันพอดียืนยันข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของคณะนักโบราณคดี และยังมีนัยสำคัญยิ่งยวดต่อการบูรณะโบราณวัตถุจากซากโบราณซานซิงตุย โดยคาดว่าอาจมีการประกอบชิ้นส่วนสัมฤทธิ์ลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

การบูรณะโบราณวัตถุชิ้นใหม่นี้ยังบ่งชี้ว่าหลุมบูชายัญ 2 หลุม ถูกขุดขึ้นพร้อมกัน และประติมากรรมสัมฤทธิ์นี้ถูกแยกเป็นสองส่วนก่อนฝัง ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้อันมีคุณค่าต่อการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ตามลำดับเวลาของหลุมบูชายัญแต่ละหลุม เหตุผลของการทำลายโบราณวัตถุ และภูมิหลังทางสังคมในขณะนั้น

ทั้งนี้ ซากโบราณซานซิงตุย ซึ่งถูกยกย่องเป็นหนึ่งในสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแห่งศตวรรษที่ 20 ถูกค้นพบช่วงปลายทศวรรษ 1920 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร ณ เมืองกว่างฮั่น มณฑลซื่อชวน โดยมีการคาดการณ์ว่าซากโบราณแห่งนี้ตกทอดมาจากอาณาจักรสู่ (Shu Kingdom) ซึ่งมีความเก่าแก่ราว 3,000-4,500 ปี

เมื่อปี 1986 คณะนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุล้ำค่าหลายพันชิ้นจากหลุมบูชายัญ หมายเลข 1 และหมายเลข 2 อาทิ คทาทองคำ และต้นไม้สัมฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปลุกกระแสความสนใจจากทั่วโลก ต่อมามีการขุดค้นหลุมบูชายัญเพิ่ม 6 หลุม ตั้งแต่ปี 2020 โดยปัจจุบันมีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 50,000 ชิ้น อาทิ เครื่องสัมฤทธิ์ หยก เครื่องทอง เครื่องปั้นดินเผา และวัตถุทำจากงาช้าง

จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี
จีนต่อ ‘รูปปั้นเทพเจ้า’ รวมเป็นหนึ่ง หลังถูกแยกฝังนาน 3,000 ปี

ที่มา: xinhuathai

ธนาคารกลางยุโรปแห่ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685795

วันที่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 11:35 น.

ธนาคารกลางยุโรปแห่ขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อ

ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปแห่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Reuters รายงานว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรปแห่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาวะเงินเฟ้อได้ขยายไปในวงกว้างตั้งแต่ด้านอาหารไปจนถึงการบริการ ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อด้วยตัวเลข 2 หลัก หลายประเทศประสบภาวะเงินเฟ้อหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำมันในยุค 1970

ธนาคารกลางของสวิตเซอร์แลนด์ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น -0.25% จาก -0.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคตอันใกล้

ด้านธนาคารกลางอังกฤษกล่าวว่าพร้อมที่จะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่า 11% โดยมีการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เป็น 1.25% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ของธนาคารกลางนับตั้งแต่เดือนธ.ค. ปีที่แล้ว

ธนาคารกลางฮังการีได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสัปดาห์เป็น 7.25% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกล่าวว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และธนาคารกลางจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อมาถึงจุดพีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง

การปรับขึ้นราคานี้ยังเกิดขึ้นเนื่องจากค่าเงินของประเทศสูญเสียมูลค่าเกือบ 7% ในปีนี้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกจากราคานำเข้าที่สูงขึ้น

ส่งผลให้ในวันที่ 16 มิ.ย. ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน หลังจากที่ธนาคารกลางหลายประเทศประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ

Photo by REUTERS/Yves Herman/File Photo