พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468950

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี”ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2554 ได้มีการบันทึกคำให้สัมภาษณ์ขององคมนตรีในฐานะผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โอกาสนี้เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอโดยเป็นส่วนการให้สัมภาษณ์ของ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่การให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ

อรรถนิติ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2550 โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 63 ปีพอดี

องคมนตรีควรรู้กฎหมาย

องคมนตรีด้านกฎหมายท่านนี้ เล่าว่า “ในวันที่ผมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ผมรู้สึกประทับใจและตื้นตันใจที่สุดในชีวิต เมื่อมีพระราชดำรัสว่า ‘ขอบใจที่มาช่วยงาน’ อันแสดงถึงพระเมตตาที่พระราชทานแก่ประชาชนทุกคนตลอดมา อีกทั้งยังมีพระราชดำรัสต่อไป มีใจความว่า ‘งานด้านกฎหมายเป็นงานที่มีความสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานแทบทุกเรื่อง องคมนตรีจึงควรมีความรู้ด้านกฎหมาย แม้จะมิได้เรียนจบด้านกฎหมายมาก็ตาม’

“หลังจากที่ผมได้เข้ารับหน้าที่เป็นองคมนตรี ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อยู่ในคณะองคมนตรีฝ่ายกฎหมาย อันประกอบด้วย องคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นหัวหน้า องคมนตรีจำรัส เขมะจารุ และองคมนตรีสันติ ทักราล ต่อมาได้มีองคมนตรีฝ่ายกฎหมายเพิ่มอีก 2 ท่าน ได้แก่ องคมนตรีศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรีชาญชัย ลิขิตจิตถะ”

“ในส่วนที่เกี่ยวกับงานด้านกฎหมาย ที่องคมนตรีฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบ และถวายความเห็นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพอย่างล้ำลึกในสาขานิติศาสตร์ รวมทั้งได้ทรงแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยอยู่ในกรอบของกฎหมายและความเป็นธรรมที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในด้านกฎหมายนั้น”

อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี

อภัยโทษ : พระราชอำนาจอิสระ

ทั้งนี้ ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์ครั้งนี้อยู่ที่การบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ

อดีตประธานศาลฎีกา อธิบายว่า พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทยทุกฉบับ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจอิสระและเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ หมายความว่า เรื่องนี้ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์และพระราชอัธยาศัย พระองค์ไม่ต้องทรงผูกพันตามความเห็น หรือคำแนะนำของฝ่ายบริหารหรือคณะองคมนตรีแต่อย่างใด ทว่าในการใช้พระราชอำนาจดังกล่าวพระองค์ทรงใคร่ครวญอย่างรอบคอบทุกเรื่องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเสมอมา

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี เคยกล่าวในการสัมมนาเกี่ยวกับการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรตรวจสำนวนเองแทบทุกเรื่อง เรารู้ เพราะบางคดีท่านย้อนสำนวนให้องคมนตรีพิจารณาอีกครั้ง โดยทรงถามมาว่า ข้อนั้นๆ อยู่ตรงไหน เช่น ทรงถามว่า ปืนของกลางจับได้เมื่อใด… พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงละเอียด ทรงใช้เวลาวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระองค์เอง บางเรื่องก็ง่าย เช่น ยาเสพติดให้โทษ แต่คดียากที่ทรงทักท้วงให้พิจารณาอีกครั้งบ่อยๆ คือ คดีประหารชีวิต…”

อรรถนิติ บอกอีกว่า “หลายคนอาจไม่รู้ว่า แม้ขณะประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรับการถวายการรักษาพระวรกาย พระองค์ท่านก็ยังทรงงานพระบรมราชวินิจฉัยฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษอย่างสม่ำเสมอ และมีพระราชกระแสในฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตลอดมาไม่ได้ทรงหยุด พระองค์ท่านไม่ได้ทรงรักษาพระองค์เหมือนคนป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาล แต่ยังคงทรงงานตลอดเวลาเพราะทรงทราบดีว่าทุกคนฝากความหวังไว้ที่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านเองก็ไม่เคยทรงละเลยพระเมตตาที่มีต่อประชาชน”

“คำว่า ‘พระราชอำนาจ’ ในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มิได้จำกัดเฉพาะโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทษทางวินัยกรณีอื่นด้วย เช่น ในคราวเกิดวิกฤตการณ์ทางตุลาการเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และมีการกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากราชการ พระองค์ท่านได้พระราชทานอภัยโทษลดโทษทางวินัย จากโทษให้ออกเหลือเพียงโทษงดบำเหน็จความชอบ ซึ่งเป็นโทษในสถานเบา ทำให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นยังคงรับราชการได้ต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมา บางท่านได้มีโอกาสเป็นผู้นำในกระบวนการยุติธรรม บางท่านทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระเมตตาธรรมสูง มีพระบรมราชวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระเมตตา แม้จะเป็นผู้กระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระองค์ก็พระราชทานอภัยโทษให้”

“แม้ว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นพระราชอำนาจอันเด็ดขาดและกว้างขวาง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจภายในกรอบของกฎหมาย และทรงยึดมั่นในความยุติธรรมและเมตตาธรรม เป็นมูลฐานในการมีพระบรมราชวินิจฉัยให้สอดคล้องกับรูปเรื่องในแต่ละเรื่อง ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรผู้ต้องอาญาแผ่นดินเป็นรายบุคคลโดยตรงรวมทั้งมีพระราชปรารภเกี่ยวกับฎีกาต่างๆ ที่ทูลเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งพระราชทานพระราชดำริส่วนพระองค์ในเรื่องเหล่านั้นเป็นครั้งคราว”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 24 ส.ค. 2550

ทรงยึดมั่นในความยุติธรรม

อดีตประธานศาลฎีกา บอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจด้านการยุติธรรมเพิ่มเติมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการและทศพิธราชธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับความเที่ยงธรรมอย่างเคร่งครัดในการทรงงาน หลักดังกล่าวอยู่ในพระราชหฤทัยเสมอมา ไม่ว่าในพระราชจริยวัตรหรือพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแส ที่พระราชทานแก่นักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา อาจารย์สอนกฎหมาย หรือเป็นผู้ใช้กฎหมายในหน้าที่ต่างๆ ดังปรากฏในพระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำกระทรวงเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันเสาร์ที่ 21 ธ.ค. 2539 ความตอนหนึ่งว่า

“…สถาบันตุลาการนั้นถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสามสถาบันการปกครอง คือ สถาบันนิติบัญญัติ บริหาร และยุติธรรม ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งในสามสถาบันซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านได้ทำด้วยดี ก็หมายความว่าประเทศชาติจะไปรอด เป็นที่น่าสังเกตว่า สถาบันบริหารนั้นต่อเนื่องมาจากสถาบันนิติบัญญัติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนสถาบันตุลาการนั้น เป็นสถาบันเอกเทศ และเป็นสถาบันที่ควรจะรักษาความเป็นเอกเทศนั้น เพื่อที่จะให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ในการนี้ก็จะต้องทำงานหลายด้าน ผู้พิพากษานั้นจะต้องเข้าไปตัดสินความต่างๆ ในศาลทุกศาล และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถที่จะคิดว่าประเทศเรามีขื่อมีแป ทำให้สบายใจว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะมีผู้ที่จะช่วยให้ได้รับความยุติธรรม ฉะนั้น หน้าที่ของผู้พิพากษาทุกคนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะไม่มีใครบังคับให้ทำอะไรได้เพราะว่าแต่ละคนมีความรู้และมีความสุจริต ดังที่ได้กล่าวคำสัตย์…”

ส่วนคำว่า “ยุติธรรม” นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในโอกาสที่รองประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษา เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2530
ไว้ดังนี้

“…คำว่ายุติธรรมนั้น เป็นคำที่แปลว่า การตกลง พิจารณาในทางที่ถูกต้องตามธรรมะ แล้วธรรมะนี้ก็หมายความว่าสิ่งที่ควรจะปฏิบัติให้นำความเจริญแก่มวลมนุษย์ ในการปฏิบัตินี้ก็จะต้องมีความเที่ยงตรง และปราศจากอคติ…”

นอกจากนี้ ได้พระราชทานพระราชดำรัสหลายองค์เป็นแนวทางให้นักกฎหมายได้ตระหนักถึงความยุติธรรม อันเป็นอุดมคติสูงสุดของพระบวนการยุติธรรม ส่วนกฎหมายเป็นเพียงวิถีทาง หรือเครื่องมือนำไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องรักษาความยุติธรรมเป็นสำคัญ มิใช่รักษากฎหมายซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือในการนำมาซึ่งความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงต้องมาก่อนและอยู่เหนือกฎหมาย

ในบรรดาหลักธรรมทั้งหลาย “ความเป็นธรรม” เป็นหลักธรรมหนึ่งที่ทรงยึดถือและให้ความสำคัญมาตลอด ดังที่ทรงแสดงให้ปรากฏในพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแสในโอกาสต่างๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนชาวไทยและเป็นแนวทางที่นักกฎหมายและประชาชนพึงระลึกถึง และยึดถือปฏิบัติ ผลสุดท้ายจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่แผ่นดิน

 

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

“เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง” เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468174

"เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง" เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

มองด้วยสายตานก ทุ่งข้าวหลายพันธุ์ปลูกเรียงสลับอย่างเป็นระเบียบ สีเขียวอ่อนแซมเขียวเข้มแปลกตา คั่นกลางด้วยถนนลูกรัง อีกฝั่งเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ เรือนเพาะชำ บ่อน้ำ และกระท่อมใต้ต้นไม้ร่มรื่น

เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ยืนเหม่อมองสุนัขสองตัววิ่งลุยทุ่งนาอย่างสบายอกสบายใจ ลมหนาวพัดมาเป็นระยะ อากาศยามบ่ายน่าเอนหลังนอน

ในวันที่แวดวงวิชาการยกย่องผู้อาวุโสวัย 68 คนนี้เป็นปราชญ์ชาวนา ผู้แตกฉานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ สร้างลูกศิษย์ลูกหามากมายให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลดีเด่นมาประดับไว้เต็มตู้ และยังได้รับเชิญไปบรรยายในต่างประเทศทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาที่ประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าชาวนาอีกหลายล้านคนกำลังเผชิญวังวนแห่งความทุกข์ซ้ำซาก

ท่ามกลางวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ จน เครียด เป็นหนี้ วันนี้ เดชาจะมาชี้ทางสว่างให้เห็นว่า อะไรคือทางออกที่จะทำให้กระดูกสันหลังของชาติเหล่านี้อยู่รอดต่อไปได้

“จน เครียด เป็นหนี้”วงจรอุบาทว์ชาวนาไทย

ในมุมมองของเดชา ต้นเหตุที่ทำให้ชาวนาไทยจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ทน จน เครียด เป็นหนี้ นั่นคือ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยติดกับดักการปลูกข้าวแบบใหม่ที่ต้องลงทุนสูง ต้องพึ่งยา ปุ๋ย เครื่องจักร น้ำมัน หวังจะได้ผลผลิตเยอะๆ เพื่อนำไปขาย

“เดิมทีเราทำนาแบบธรรมชาติคือ ใช้ควาย ใช้แรงงาน ทำนาได้ปีละครั้ง ปลูกไว้กินเองก่อน เก็บพันธุ์ข้าว เหลือค่อยขาย ส่วนที่ขายนี่แหละก็คือกำไร เขาทำแบบนี้กันมาร้อยปีๆ กระทั่งปี 2512 มีการส่งเสริมให้ทำเกษตรแผนใหม่ พัฒนาข้าวพันธุ์กข.ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งปี แต่ต้องลงทุนสูง ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ค่าน้ำมัน เมื่อได้ผลผลิตเยอะก็ต้องขาย ทีนี้พอราคาข้าวตกต่ำ แต่ต้นทุนแพง ขายไปขายมาก็ขาดทุน สุดท้ายเลยเจ๊ง

พอเป็นแบบนี้ ธกส.ก็ตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวนากู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ถ้าไม่กู้ก็ทำนาไม่ได้ เพราะต้องลงทุนก่อน แล้วเอาข้าวไปขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ มีกำไรเหลือค่อยเอาไปซื้อข้าวกิน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าชาวนายุคนี้เปลี่ยนจากพึ่งพาตนเองมาเป็นพึ่งพาตลาด สหกรณ์บ้านเราก็ไม่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ดันขายปุ๋ยขายยาเหมือนพ่อค้า ระบบแบบนี้มันเลยทำให้เกษตรกรอ่อนแอ ต่อรองก็ไม่ได้ มีแต่ทรงกับทรุดอย่างเดียว ปีไหนข้าวราคาดีก็พออยู่ได้ ปีไหนฝนแล้ง น้ำท่วม ข้าวเป็นโรค แมลงลงก็แย่ ชาวนาไทยเลยจนกันถ้วนหน้า”

ยิ่งสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกผันผวน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เวียดนามแข่งปลูกข้าวส่งออกจนแซงอันดับโลก แถมยังคุณภาพดีและราคาถูกกว่าบ้านเรา เนื่องจากใช้สารเคมีน้อย ต้นทุนต่ำ …ไทยจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

“อย่างเวียดนาม ผมไปประชุมกับเขามา 20 กว่าปี ประเทศเขารบกันตลอด เพิ่งมาเปิดประเทศทีหลังเราด้วยซ้ำ เขาก็ศึกษาเราว่า ที่ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกนี่ทำยังไง ดูข้อเสียเราหมด จนหลายปีก่อนรัฐมนตรีเกษตรเวียดนามประกาศเลยว่า เขาจะเอาชนะไทยให้ได้ ผมก็บอกว่า อ้าว ไม่กลัวเหรอว่าถ้าทำแบบไทย ชาวนาจะจนเหมือนเรา เขาบอกอย่างมั่นใจเลยว่ามีวิธี เขารู้แล้วว่าทำไมชาวนาเราถึงจน

หลังจากนั้นเวียดนามประกาศนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม นั่นคือ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสม  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิต  เพิ่มคุณภาพ เพิ่มกำไร เขาไม่ได้ลด-เพิ่มแบบชุ่ยๆ แต่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลืออีกหลายอย่าง เช่น ยกเว้นภาษี ให้เงินกู้ กำหนดราคาข้าวให้ชาวนาได้กำไร ทำมาเป็น 20 ปี พอเปิดเออีซีปุ๊บ เขาชนะเราไปเยอะเลย ต้นทุนก็ถูกกว่า ผลผลิตสูงกว่า คุณภาพก็ดีกว่า”

 

เลิกโฆษณาสารเคมี=ตาสว่าง?

ครั้งหนึ่ง เดชาเคยถามชาวนาว่า ทำไมถึงไม่เลิกปลูกข้าวแบบใหม่ที่เน้นใส่ปุ๋ย ใส่ยา ซื้อดะขายดะ แล้วหันมาทำเกษตรวิถีธรรมชาติ พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ปลูกแค่พอกินเหลือค่อยขาย  ….คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ทำใจไม่ได้”

ผมถามว่าไอ้ทำใจไม่ได้นี่มันยากขนาดไหน เขาบอกว่าให้ผมเปลี่ยนศาสนาง่ายกว่า นี่คือเรื่องจริง เราก็ไปศึกษาต่อว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ชาวนาไม่ได้โง่ ไม่ได้ปัญญาอ่อนเสียหน่อย ทีนี้ตอนไปเวียดนาม ก็เห็นว่าชาวนาเขาแทบไม่ใช้สารเคมีเลย แต่ว่าสูบบุหรี่กันทั้งบ้านทั้งเมือง ส่วนชาวนาบ้านเราไม่สูบบุหรี่ แต่ใช้ยาใช้ปุ๋ยกันแทบทุกคน สุดท้ายมาพบว่าที่รัฐบาลเวียดนามออกนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม เขาลดการโฆษณาด้วย เขาห้ามไม่ให้โฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงเลยนะ แต่บ้านเราโฆษณาโครมๆทุกวันตั้งแต่เสาไฟฟ้าข้างถนนยันยอดไม้ ใช้แล้วดี ข้าวงาม ไม่มีแมลง ไม่มีโรค ไอ้โฆษณาของบริษัทเกษตรนี่แหละตัวดี มันให้ข้อมูลผิดๆใส่สมองเขาวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่าจนฝังอยู่ในหัว ไอ้เรานานๆไปใส่ข้อมูลให้ทีมันเด้งออกมาเลย ไปเบียดเขาที่ล้างสมองอยู่ทุกวันไม่ไหวหรอก สุดท้ายข้อมูลแย่ๆเหล่านี้เลยทำให้ชาวนาไทยไปไม่รอด

เขายืนยันชัดถ้อยชัดคำว่า ลองยกเลิกโฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า สารเคมีปราบศัตรูพืช เข้มงวดเหมือนที่ห้ามโฆษณาบุหรี่ รับรองดีขึ้นแน่

“อย่างบุหรี่ เขาห้ามโฆษณา รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ซื้อบุหรี่ เก็บภาษีแพงๆ แล้วเอาเงินมาตั้งเป็นกองทุนสสส. ให้ความรู้ว่าบุหรี่นี่ไม่ดียังไง ทำร้ายคนอื่นยังไง ต้องเจาะคอ เป็นมะเร็ง น่าเกลียดน่ากลัว พอทำแบบนี้คนสูบบุหรี่มันลดลงไปเยอะเลย เยอะกว่าเพื่อนบ้านเราทุกประเทศอีก แต่สารเคมีนี่คนละเรื่อง จะโฆษณาทั้งวันทั้งคืนก็ได้ แถมยกเลิกภาษีนำเข้า ไม่มีโควต้านำเข้าด้วย แบบนี้มันส่งเสริม

กองทุนที่จะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็ไม่มี ไม่มีใครมาบอกว่าสารเคมีอันตรายแบบนั้นแบบนี้ มีบอกแต่ข้อดีอย่างเดียว ฉะนั้นรัฐบาลลองห้ามโฆษณาดูสัก 6 เดือน ดูซิว่ามันจะดีขึ้นไหม แต่ไม่มีทางหรอก เพราะพวกบริษัทเกษตรมันไม่ยอมเด็ดขาด มันเห็นแล้วไงว่าขนาดบุหรี่ คนติดๆยังหยุดได้ ผลประโยชน์มันมหาศาล ก็แจกจ่ายไปทั่ว เลยมีอิทธิพลฝังรากหยั่งลึกมาเป็นสิบๆปี เราจะไปค้านเขาได้ยังไง

 

เกษตรอินทรีย์วิถีอันยั่งยืน…ตัวอย่างดีๆแต่ไม่มีใครทำ

กว่า 30 ปีที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าวและพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี เดชาสนับสนุนเกษตรกรมากมายหลายคนให้สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลมาไม่หวาดไม่ไหว ทั้งยังได้รับเชิญไปบรรยายถึงต่างประเทศเป็นประจำทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาไทยที่ประสบความสำเร็จ พึ่งพาตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี

แต่เหตุใดชาวนาอีกนับล้านที่ยังจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์กลับไม่สนใจไยดี?

ผมพูดออกทีวีตั้งหลายครั้งแล้วว่า คุณไปดูซิ เกษตรกรคนไหนที่หาทางออกได้ ทำแล้วรวย ไปดูเลยว่าเขาทำยังไง ทำได้จริงไหม ถ้าจริงคุณก็เอาไปขยายผล เขายินดีสอนอยู่แล้ว ไม่รังเกียจหรอก คนต่างชาติมาดูงานเขาเยอะแยะ อย่างคุณชัยพร (พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2538 ผู้ทำนาอินทรีย์จนได้รับฉายาว่าชาวนาเงินล้าน) ลูกศิษย์เรานี่แหละ เขาทำนาจนร่ำรวย จากที่ 25 ไร่ขยายเป็น 112 ไร่ ทำปีละ 2 ครั้ง กำไรเป็นล้าน เพราะต้นทุนเขาต่ำมาก ทำกันสองคนผัวเมีย เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไถเอง จ้างรถเกี่ยวอย่างเดียว ขณะที่ชาวนาคนอื่นซื้อหมด ทั้งพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา เพื่อนบ้านก็เห็นนะว่าเขารวย ส่งลูกเรียนป.โท ปลูกบ้านหลังละ 5 ล้าน ซื้อที่เพิ่มทุกปี รางวัลนี่เป็นเข่งๆ ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทุกอย่างมันชัดเจนว่าดีกว่าพวกใช้ปุ๋ยใช้ยา แต่ทำไมพวกนั้นยังจน ยังเป็นหนี้อยู่“เขาส่ายหัว

เดชาตอบข้อสงสัยที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์นั้นเหนื่อยไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ลงแรงไปว่า

“ก็ต้องพิสูจน์กันดู … ถ้าคุณไม่อยากเหนื่อยก็ต้องจ้างคนอื่นมาทำให้ แบบนี้เขาเรียกผู้จัดการนา ไม่ลงแรงเอง อยู่ๆก็โทรไปหาเขา เอ้า เอาข้าวมาส่งหน่อย เอ้า มาหว่านข้าวให้หน่อย จะเก็บเกี่ยว เอ้า มาเกี่ยวข้าวให้หน่อย ไม่ลงแรงแล้วมันจะเป็นเกษตรกรได้ไง เกษตรกรคือกรรมกรชนิดหนึ่ง ค่าแรงเป็นรายได้ของเรา

ผมเคยถามคุณชัยพรว่ามีเงินตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่จ้างเขาทำ แกบอกว่าจ้างเขาแล้ว 1.เสียเงิน ถ้าทำเองเงินที่เสียก็เข้ากระเป๋าเรา เป็นรายได้เรา 2.เวลาจ้างคนอื่นมันทำชุ่ย ทำให้เสร็จๆไป เพราะไม่ใช่ของมันเอง ไม่เหมือนเราทำเอง 3.มันไม่ชำนาญเหมือนเรา เราเป็นชาวนาอาชีพ ไอ้นั่นมันรับจ้าง จะไปชำนาญที่ไหนเล่า ถึงจะทำตั้งใจมันก็ไม่ดีเหมือนเราทำ เพราะฉะนั้นก็เสียของ นี่คือคนที่คิดเป็น

“เศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักคิดในการทำเกษตรวิถีธรรมชาติที่ดีที่สุด

“คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องรู้ก่อนว่ามันมี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 3 ห่วงคือ 1.ความพอประมาณ ถ้าเรามีปัญญาก็จะรู้ว่าความพอประมาณของนั้นแค่ไหน 2.ความมีเหตุผล เช่น จะใช้ปุ๋ย ใช้ยา ใช้ไปเพื่ออะไร ไม่ดียังไง ควรทำหรือไม่ควรทำ  3.ภูมิคุ้มกัน เช่น คนอื่นแห่กันไปใช้เคมีหมด เรามีภูมิคุ้มกันก็ไม่ทำตามเขา เพราะว่าเรามีความรู้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องทำตามกระแส  สามอย่างนี้มันทำให้รอด แต่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีสักอย่าง พอประมาณไม่มี เหตุผลก็ไม่มี ภูมิคุ้มกันก็ไม่มี นอกจาก 3 ห่วงนี้ยังมี 2 เงื่อนไขเป็นร่มโพธิ์ คือ 1.ความรู้ ต้องรู้จริง ไม่ใช่รู้หลอกๆ เช่น รู้ว่าปุ๋ยมันเป็นยังไง ยาฆ่าแมลงเป็นยังไง อินทรีย์เป็นยังไง ตลาดเป็นแบบไหน ต้องรู้หมด 2.ต้องมีคุณธรรมด้วย ไม่โลภ ไม่ไปโกงเขา ขายปุ๋ย ขายยาเสียเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังขายให้คนอื่น

ส่วนทฤษฎีการทำเกษตรพระองค์ท่านประยุกต์ให้เข้าใจง่ายๆเลยคือ 3 ขั้น ประถม มัธยม อุดมศึกษา ขั้นปฐมคือ ทำเท่าที่ตัวเองกินก่อน เช่น ข้าว อยากกินข้าวแบบไหน ปลูกแบบนั้น ให้พอกิน อยากกินเคมีไหม ไม่อยากกินเคมีก็ปลูกอินทรีย์สิ  ผักก็ปลูกให้พอกิน ผลไม้ ปลา อะไรที่ทำได้ก็ทำไปเลย ขั้นมัธยมคือ พอผลผลิตเหลือ ข้าวที่ปลูกไว้เหลือ ปลาเหลือ ผลไม้เหลือ ก็ขายรอบๆบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกลหรอก เพื่อนบ้านเห็นเรากินมันก็กินด้วย บางทีก็แลกกัน แจกก็ได้ แถมก็ได้ เดี๋ยวเขาก็ให้เราคืนมา กระทั่งไม่มีใครซื้อแล้ว เพราะทุกคนมีเหมือนกันหมด ขั้นอุดมศึกษาก็คือ รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ จะไปขายกรุงเทพหรือไปขายต่างประเทศก็ได้ อันนี้เป็นขั้นสุดท้ายคือร่ำรวยก็ได้ ใครทำแบบนี้ยังไงก็ไม่อด แต่เกษตรกรสมัยนี้แค่เริ่มปลูกก็คิดถึงตลาดแล้วว่าใครจะซื้อ โรงสีใช่ไหม ปลูกเลยแล้วขายโรงสีให้หมด ไม่ได้ลงตุ่มไว้ด้วย เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่ได้กิน ขายเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องไปซื้อเขากินอีก”

 

เมื่อทุกข์ถึงขีดสุด ทุกอย่างจะดีขึ้น

ในวัย 68 ปี เดชา ศิริภัทร ยังมีความสุขกับการเป็นครูชาวนาให้ความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่มีรถ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์

เดชาบอกว่า หลักการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ยึดถือมาทั้งชีวิตคือ 1.มีชีวิตอย่างพอดี กินอาหารพอดี เครื่องนุ่งห่มพอดี ที่อยู่พอดี 2.เวลาทำอะไรอย่าตั้งความหวัง เช่น อยากช่วยสังคมเรื่องเกษตร ทำให้ชาวนาตาสว่าง เลิกทำนาเคมีหันมาทำนาวิถีธรรมชาติ ก็จะไม่ตั้งความหวังว่าจะช่วยชาวนาให้หมดหนี้ภายใน 10 ปี 20 ปี หรือให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีทันทีทันใด

“เราต้องรู้เท่าทันตัวเอง ท่านพุทธทาสเรียกว่า ลิ้นงูในปากงู ถ้าเราจะอยู่แบบปลอดภัยต้องอยู่แบบลิ้นงูในปากงู งูมันมี 4 เขี้ยว งับขึ้นงับลง มีพิษด้วย ที่อันตรายที่สุดคือในปากมัน แต่ว่าลิ้นนี่ไม่เป็นอะไรเลย ที่ไม่เป็นอะไรเพราะว่ามันรู้ว่าจะงับเมื่อไหร่ รู้ว่าต้องหลบไปทางไหน ฉะนั้นเราอยู่ในสังคมที่มีการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ อันตราย ถ้ารู้เท่าทันเหมือนลิ้นงูก็จะปลอดภัย ขณะเดียวกัน ลิ้นงูถ้าไปอยู่นอกปากงูมันจะปลอดภัยมากกว่านี้อีก เพราะไม่โดนงับ อยู่ห่าง แต่ลิ้นงูถ้าไม่อยู่ในปากงูมันก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเราต้องอยู่ในสังคม เพราะมันจะทำประโยชน์ได้ เหมือนลิ้นงูในปากงูถึงจะมีประโยชน์ใช่ไหม พูดง่ายๆคือเราต้องรู้เท่าทัน ไม่ถูกสังคมทำร้าย ขณะเดียวกันก็ต้องทำประโยชน์ให้ได้ด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด อยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย ไม่ทุกข์ และต้องช่วยเหลือคนอื่นด้วยการไปบอกเขา ทำให้เขาดูว่าเกษตรอินทรีย์มันดียังไง มีประโยชน์แค่ไหน 

แต่ปัญหาคือ ถ้าเขาไม่เอา เราก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่มันจนจริงคือจนปัญญา ไม่จนเงินหรอก ชาวนาส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่ได้แค่จนเงินอย่างเดียว แต่จนปัญญาด้วย เพราะว่าโดนหลอกมาตลอด ให้มาดูของจริงก็ไม่เอา ดันไปเอาของปลอม ก็ช่วยไม่ได้ สุดท้ายถ้าพูดภาษาธรรมะก็คือ ความทุกข์จะสอนเขาเอง ไม่มีอะไรจะสอนคนเราได้ดีเท่าความทุกข์ พอทุกข์หนักเข้าคนมันก็จะคิดได้เองว่า อ๋อ เรามาผิดทาง ถึงได้ทุกข์ขนาดนี้  พอทุกข์จัดๆคนเรามันก็ฉลาดเอง แล้วจะเปลี่ยน ผมเชื่อว่าประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤติหนักๆผ่านไปได้มันจะต้องเจริญขึ้นแน่ๆ”

ท่ามกลางคราบน้ำตา ใบหน้าหมองเศร้า เพราะทุกทนข์จมปลักอยู่กับกองหนี้ ความยากจน ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนายังมีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งชาวนาไทยจะตาสว่าง ค้นพบทางออก นั่นคือ การหันมาทำเกษตรอินทรีย์ วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายและยั่งยืนที่สุด.

 

 

“สามารถ ราชพลสิทธิ์” ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468042

"สามารถ ราชพลสิทธิ์" ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดเห็นเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ของ สามารถ ราชพลสิทธิ์ นั้นล้วนมีความหมาย น่ารับฟัง และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรคนนี้ มักออกมาให้ความรู้ แสดงทรรศนะต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงเป็นประจำ ภายใต้ดีกรีที่ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา สาขาการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ประกอบกับช่วงที่ทำงานทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ก็รับผิดชอบดูแลงานด้านการจราจรและขนส่งมาโดยตลอด

“ผมติดตามเรื่องการขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมาอย่างยาวนาน จึงชอบแสดงความคิดเห็นและทรรศนะออกไป ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

ล่าช้า-จัดลำดับความสำคัญผิด-ไม่ศึกษาเส้นทาง

ในวันที่รถไฟฟ้ากำลังผุดขึ้นทั่วกรุง สามารถมองว่าปัญหาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัญหาหลัก คือ ความล่าช้า การจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด และการขาดการศึกษาเส้นทางอย่างรอบคอบ

“เห็นได้บ่อยครั้งว่าการก่อสร้างมักล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนแม่บทที่วางไว้ ที่สำคัญยังพบว่า มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของเส้นทาง ขาดพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ส่วนใหญ่มักมองเรื่องการเวนคืนพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าการเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง”

รถไฟฟ้าสายสีม่วงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโครงการที่ไม่ยึดผู้โดยสารเป็นหลัก จนนำไปสู่การคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ที่ผิดพลาด เสียทั้งเวลา เม็ดเงิน เเละโอกาสสำหรับการพัฒนาเส้นทางอื่น

“สายสีม่วงลงทุนทั้งหมดไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกิโลเมตรละประมาณ 2,800 ล้านบาท สุดท้ายมีผู้โดยสารประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน …น้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถด่วนพิเศษบีอาร์ทีที่ลงทุนเพียงแค่กิโลเมตรละ 120 ล้าน แต่มีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่ากัน หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ- ตลิ่งชั่น ที่สร้างเสร็จมาราว 3 ปี พร้อมใช้ทุกอย่าง แต่อ้างว่า สัญญาจัดซื้อรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุง ผูกรวมกับสายสีแดง บางซื่อ- รังสิต ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้”

สามารถบอกว่า เรื่องราวข้างต้นให้บทเรียนแก่อนาคตว่า แทนที่เราจะได้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปสร้างหรือใช้ในโครงการที่เหมาะสมและมีความต้องการเร่งด่วนกว่า กลับต้องจมอยู่กับของที่ยังไม่พร้อมใช้จริง การลำดับความสำคัญและระบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

“สายสีม่วง”…ต้องดิ้นรนให้มากกว่านี้

ตัวเลขการขาดทุนของรถฟ้าสายสีม่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

สามารถระบุว่า  ตัวเลข ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีรายได้จากค่าโดยสารเฉลี่ย 513,306 บาทต่อวัน ในขณะที่รฟม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงวันละ 4 ล้านบาทจากค่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ให้บริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา 3.6 ล้านบาทต่อวัน ค่าจ้างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีเตาปูน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน และค่าจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีบางซ่อน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น รฟม.จึงขาดทุนเฉลี่ย 3,486,694 บาทต่อวัน หรือหากรวมจำนวนเงินขาดทุนตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – 13 พฤศจิกายน 2559 จะขาดทุนถึง 349 ล้านบาท ซึ่งถ้าจำนวนผู้โดยสารยังคงเป็นไปเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้ รฟม.ขาดทุนถึงปีละ 1,273 ล้านบาท

เมื่อไม่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและระบบการเดินรถได้อีกต่อไป ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรรายนี้ แนะนำคือ “ระบบส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน” ด้วยวิธีอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้โดยสารออกมาใช้บริการง่ายขึ้น หลังจากมองว่า ลำพังการปรับโดยสารลง 50 เปอร์เซนต์แบบในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

“ต้องช่วยกันขนผู้โดยสารออกมาขึ้นรถให้ได้ เช่น จัดรถสองแถวไปรับออกมาจากบ้านหรือสถานที่ทำงาน การแก้ปัญหาลักษณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสเคยใช้มาแล้ว เมื่อสมัยเปิดให้บริการใหม่ๆ ซึ่งประสบปัญหาเช่นกัน มีผู้โดยสารใช้งานเพียงวันละ 1.5 แสนคน แต่พยายามดิ้นรน นำ shuttle bus มาขนผู้คนจากที่ทำงานหน่วยงานต่างๆออกมาขึ้นรถ ซึ่งสายสีม่วงต้องทำ ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้”

สามารถ เข้าใจดีว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรที่นับเอาเฉพาะแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต การประหยัดเวลา พลังงาน และลดอุบัติเหตุจราจรด้วย อย่างไรก็ตาม จำเป็นเหลือเกินที่ผลประกอบการต้องขาดทุนในระดับที่เหมาะสม และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคิดถูกแล้วที่เลือกทำโครงการดังกล่าวในเวลานั้น

 

 

“สายสีชมพู- เหลือง”…อนาคตน่าเป็นห่วง

คำถามที่หลายฝ่ายกังวลที่สุดเวลานี้คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 36 กิโลเมตร วงเงิน 53,490 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30 กิโลเมตร วงเงิน 51,810 ล้านบาท จะซ้ำรอยความผิดพลาดของสายสีม่วงหรือไม่ ?

“ผมผิดหวังมาก จริงๆมันสำคัญทุกสาย แต่เราควรเลือกเส้นทางที่สำคัญที่สุดก่อน สายสีชมพู แคราย – มีนบุรี  ลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตกกิโลเมตรละ 1.6 พันล้าน เป็นรถไฟรางเดี่ยวหรือโมโนเรล คาดการณ์ว่าปีแรกจะมีผู้ใช้ 1.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งก็พอๆกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง สิ่งที่ผมกังวลคือ จะมีผู้โดยสารจำนวนมากเพียงแค่ช่วงเมืองทองธานี ศูนย์ราชการ ไปจนถึงสถานีหลักสี่เท่านั้น น้อยคนจะเดินทางจากศูนย์ราชการไปยังแครายหรือมีนบุรี ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางเข้าสู่เมือง ทำให้เขาอาจจะเลือกนั่งรถตู้ไปลงอนุสาวรีย์ หรือหมอชิตเพื่อเข้าเมืองทันทีอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายสีเหลืองนั้น ผมมองว่าขาดทุนเช่นกันแต่น่าจะมีปัญหาน้อยกว่า”

เส้นทางที่สามารถเห็นว่าเหมาะสมแก่การเดินหน้าลงทุนขณะนี้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน – มีนบุรี ระยะทางรวม 39.6 กิโลเมตร เป็นแบบยกระดับระยะทาง 9 กิโลเมตร สถานียกระดับ 7 สถานี และโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบใต้ดินระยะทาง 30.6 กิโลเมตร สถานีใต้ดิน 23 สถานี

“ความเห็นของผม รัฐต้องเลือกสายสีส้มก่อน เอาเงินมาทุ่มกับเส้นนี้ จากมีนบุรี – ราม – ศูนย์วัฒนธรรม – ประตูน้ำ – ยมราช – ปิ่นเกล้า – ตลิ่งชั่น  แถวนั้นมีคนเยอะมาก ต้องเร่งสร้าง  สายสีชมพู-เหลือง เอาไว้ก่อน แต่คิดว่าเขามีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ดิน ทำให้ยุ่งยากในการจัดการ แต่พื้นที่ตรงนี้คนหนาแน่นมาก  มีผู้ใช้งานสูงแน่ เป็นการเชื่อมระหว่างฝั่งตะวันตกและออกของแม่น้ำเจ้าพระยา”

 

ต้องบังคับใช้”พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547″

“ที่บอกว่าสร้างก่อนแล้วความเจริญจะตามมานั้นไม่ถูกทั้งหมด  ความเจริญต้องเติบโตควบคู่ไปกับการก่อสร้าง เส้นทางที่จะมีรถไฟฟ้า ต้องมีความเจริญในพื้นที่อยู่พอสมควร ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาส่วนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อย่างการดึงดูดให้เอกชนมาร่วมลงทุน เช่น จัดสรรโซนนิ่งในการพัฒนาโดยเก็บภาษีถูกลง”

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความรู้ว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 แต่รัฐบาลไม่นำมาปรับใช้ ทั้งที่เป็นกฎหมายชั้นดีต่อการพัฒนา

“ปกติคนถูกเวนคืนที่ดิน เขาต้องออกไปอยู่ที่อื่น แต่ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไป สามารถอยู่ละแวกเดิมได้ โดยคนที่ไม่ถูกเวนคืนก็เสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขา และจัดรูปที่ดินเสียใหม่ ไม่มีพื้นที่ชายธง และพื้นที่ตาบอด มีสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม มีโรงพยาบาล โรงเรียน ทำทางเข้าออกที่ดี แบบนี้ที่ดินจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นี่เราดันปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามยถากรรม รถไฟฟ้าเป็นสแตนอโลน โดดเดี่ยวเกินไป ไม่ผูกรวมกับการใช้ที่ดินหรือพัฒนาพื้นที่ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย”

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกต่อว่า ถ้าเรียนรู้และตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาในอนาคตล่วงหน้าได้ หลักการคือ การพัฒนาที่เส้นทางขนส่งต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เปรียบเสมือนไก่กับไข่ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระบบขนส่งก็จะมีคนใช้มากขึ้น ผู้พัฒนาที่ดินก็จะมีคนมาอาศัยมากขึ้นเป็นการเกื้อกูลกัน

“ในอดีตย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สภาพพื้นที่ดูไม่ได้เลย แต่ต่อมามีการตัดเส้นทางทำถนนใหม่ ปรับรูปแบบการเดินทางเข้า-ออกที่ดี แบ่งพื้นที่เป็นโซน โดยผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ลักษณะนี้  ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลปัจจุบัน น่าจะบังคับใช้เป็นต้นแบบได้”

นอกจากจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความเป็นธรรม ที่จะต้องมีการนำมาขบคิดต่อไปด้วย  ภาครัฐอาจพิจารณานำกฎหมายพิเศษ (value capture) มาใช้  คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับจากการมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

“บริเวณสถานีรถไฟฟ้า ใครมีที่ดินจะรวยเหมือนส้มหล่น บางคนไปดักซื้อที่ดินล่วงหน้า ได้ผลประโยชน์คนเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3-10 เท่า ในต่างประเทศเขาจึงมีมาตรการพิเศษ เช่น ถ้าพื้นที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า คุณต้องเสียสละเงินส่วนหนึ่งในการก่อสร้างด้วย ญี่ปุ่นทำแบบนี้เพราะถือว่าตัวเองได้ประโยชน์และลดการเก็งกำไรที่ดินไปในตัว  คนใกล้มากก็เสียมาก เมื่อคุณมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และราคาที่ดินของคุณเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งหรือเสียภาษีพิเศษเพื่อช่วยในการก่อสร้าง ไม่ได้เยอะมากจนเดือดร้อน เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม”

สามารถทิ้งท้ายว่า ระบบขนส่งมวลชนไทยต้องคิดให้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ คน บ้าน แหล่งงาน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบหลักและระบบเชื่อมต่อให้มีคุณภาพรองรับการเดินทางของผู้คนที่สะดวกและคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งขันอย่างเดียวจนเกิดความซ้ำซ้อนมากเกินไป ทั้งนี้ต้องพัฒนาควบคู่กับการจัดระบบการใช้ที่ดินและผังเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญอนาคตรัฐยังต้องเรียนรู้การทำสัญญาข้อตกลงกับเอกชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

“การวางแผนการขนส่ง ไม่ใช่แค่เพื่อการแก้ปัญหาจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง  ผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการเมืองแบบใด  ต้องมองให้ทะลุตั้งแต่ต้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อำนวยความสะดวกสบายให้เขามากที่สุด ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเสร็จอีกกี่เส้น ประชาชนก็ต้องเดินในระยะไกลหรือต้องต่อรถจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็นทั้งสิ้น”

ทั้งหมดนี้คือ ความปรารถนาดีของสามารถ ราชพลสิทธิ์ต่อการบริหารจัดการระบบขนส่งยอดนิยมของกรุงเทพฯอย่างรถไฟฟ้า.

 

“พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก”บันทึกจากองคมนตรี “สวัสดิ์ วัฒนายากร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/467483

"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอเนื้อหาในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ที่องคมนตรีได้ถ่ายทอดเรื่องราวการได้มีโอกาสทำงานใกล้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หนึ่งในองคมนตรีที่ได้บันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ คือ สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปัจจุบันได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในวัย 78 ปี โดยเนื้อหาที่องคมนตรีได้บันทึกเอาไว้มีความน่าสนใจควรค่าแก่ชาวไทยจะได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนปัญหาราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารผ่านมุมมองจากองคมนตรี

บันทึกของ สวัสดิ์ วัฒนายากร พูดถึงวินาทีแรกที่ได้รับทราบจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งชีวิตคือ องคมนตรี เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

“คืนวันที่ 10 ก.ค. 2545 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงของผมดังขึ้น ผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสาย เป็นเสียงของท่านราชเลขาธิการ อาสา สารสิน แจ้งว่า เพิ่งออกมาจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล มีพระราชกระแสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี”

“ความรู้สึกของผมหลังจากที่ได้ยินครั้งแรกยากที่จะบรรยาย คงต้องเรียกว่า ตะลึงไปขณะหนึ่ง ผมคิดว่าหูคงเพี้ยนไป ถามย้ำหลายครั้ง ท่านราชเลขาฯ ยืนยันว่า เมื่อได้ยินครั้งแรก ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องกราบบังคมทูลถามอีกครั้งจึงแน่ใจ หลังจากวางหูโทรศัพท์ ผมนอนตาค้างอยู่ประมาณสิบห้านาที ตัดสินใจโทรกลับไปหาท่านราชเลขาฯ ขอให้พูดซ้ำอีกที เรื่องพระราชกระแส เพื่อผมจะได้แน่ใจว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฝันไป”

“หลังจากที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำหน้าที่องคมนตรีเรียบร้อยแล้ว ผมถอยหลังมายืนอยู่ด้านข้าง ค่อนไปทางหลังของท่านประธานองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปฏิสันถารกับท่านประธานองคมนตรี ซึ่งก็คงรวมถึงตัวผมด้วย เพราะผมยืนอยู่ในระยะที่จะได้ยินพระสุรเสียงชัด มีพระราชดำรัสใจความว่า เรื่องการแต่งตั้งองคมนตรีในครั้งนี้ ทรงพระราชดำริอยู่เป็นปี จะทรงหาคนช่วยองคมนตรี จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งสุขภาพไม่สู้ดีเพราะทำงานหนักมานาน

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ผมมาช่วยในเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำซึ่งมีจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเล่าถึงโครงการต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข”

สวัสดิ์ วัฒนายากร

ถวายงานในหลวง “ห้ามเดา”

ก่อนที่ สวัสดิ์ จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยที่ทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมชลประทาน

“เป็นที่ตอกย้ำกันในหมู่ข้าราชการชลประทานที่กราบบังคมทูลรายงานว่า “ห้ามเดาเด็ดขาด!” ถ้าเรื่องไหนไม่รู้ ก็ให้กราบบังคมทูลตอบไปตรงๆ เคยมีช่วงแรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ มีกำหนดการเสด็จฯ ไปที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ หมู่บ้าน ผู้อำนวยการกองที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ใหญ่ จึงไปรับเสด็จฯ และกราบบังคมรายงานด้วยตัวเอง โดยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ท่องจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวฝายไว้พร้อม

ในช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามว่า สันฝายอยู่ระดับเท่าใด ผู้อำนวยการฯ เกิดจำไม่ได้ตัดสินใจดำน้ำกะตัวเลขที่ใกล้เคียง สมมติว่า “บวก 350 พระพุทธเจ้าข้า” (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 350 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่งแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าระดับ 350 น้ำก็ท่วมตำบลนี้ทั้งตำบล” ทรงชี้ไปที่แผนที่ 1:50,000 เส้นบอกระดับตำบลที่อยู่เหนือน้ำอยู่ที่ 349 นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมท่องเป็นคาถาว่า เวลากราบบังคมทูลตอบเมื่อมีพระราชดำรัสถามห้ามเดา แต่ก็ยังไม่วายพลาดจนได้

คืนวันหนึ่ง ผมได้ร่วมโต๊ะเสวยหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระราชดำรัสที่ยังก้องอยู่ในหูของผมจนทุกวันนี้ คือ “ที่เขายากจนต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป”

“ถนนดิสโก้-รั้วลวดหนาม”

บันทึกของสวัสดิ์ ระบุว่า หลังจากเสด็จฯ กลับจากแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ได้เพียงเดือนเศษ ก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร และมีกำหนดการเสด็จฯ ไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 25 พ.ย. 2535

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินตรงมายังพวกเราที่ยืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงชี้ไปที่ลำน้ำลำพะยังในแผนที่ จุดใกล้ๆ กับบ้านกุดตอแก่น พร้อมกับมีพระราชดำรัสว่า ลำพะยังเหมือนลำน้ำทั้งหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลำน้ำคดเคี้ยวมาก หน้าน้ำ น้ำจะท่วมเป็นประจำ พอหมดฝน ลำน้ำก็แห้งผาก กลายเป็นหุบเหวลึกถึงสิบเมตร น่าจะพิจารณาจุดที่เหมาะสมในการสร้างประตูเก็บน้ำไว้ใช้จากนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรตรงจุดนี้ ทรงชี้ในแผนที่มีพระราชดำรัสแล้วพระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปยังที่ว่าการอำเภอ

รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และผมจะต้องอยู่ในรถนำขบวน พวกเรารีบตะลีตะลานศึกษาเส้นทางที่จะไปยังจุดที่พระองค์ท่านทรงชี้ มีปลัดอำเภอโทอยู่คนเดียวที่เป็นคน จ.กาฬสินธุ์ แต่ก็ไม่ใช่คน อ.เขาวง ไม่ชำนาญพื้นที่เหมือนกัน สรุปว่า ระหว่างนำขบวนซึ่งต้องผ่านบ้านกุดตอแก่น เราจึงรีบไปพาตัวกำนัน ซึ่งมีบ้านอยู่ที่นั่นให้นำทางไป

เวลา 19.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากอำเภอ ขบวนเริ่มออกเดินทางไปจุดที่ลำพะยังแห้งเป็นหุบเหวลึก พวกเราในรถใจคอไม่สู้ดี เพราะไม่รู้เส้นทางเลย ได้แต่ดูจากแผนที่ 1:50,000 และขณะนั้น บรรยากาศมืดสนิท การจัดขบวนเสด็จฯ รถยนต์พระที่นั่งจะเป็นคันที่สอง ต่อจากรถนำซึ่งเป็นรถของเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

จำได้ว่าเป็นรถ Jeep Wagoneer พวงมาลัยซ้าย เราเร่งเครื่องเต็มที่ เหลียวดูเห็นไฟหน้ารถขบวนยาวเหยียด เราทิ้งระยะขบวนประมาณ 2-3 กิโลเมตร พอถึงหน้าบ้านกำนันปลัดอำเภอตะโกนเรียก ได้ความว่า กำนันไม่อยู่ ไปกรุงเทพฯ พวกเราชักเลิ่กลั่กออกจากหน้าบ้านกำนันก็พบชายสองถึงสามคนยืนอยู่ริมถนน คนหนึ่งนุ่งผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ ปลัดอำเภอส่งภาษาท้องถิ่นถามไปถามมา รถยนต์พระที่นั่งก็ใกล้เข้ามา รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ บอกให้คว้าตัวขึ้นมาเลย โดยให้นั่งเบียดข้างหน้า ปลัดอำเภอโต้ตอบกับมัคคุเทศก์ที่นุ่งผ้าขาวม้าซึ่งเราฟังไม่ออก

พอรถออกจากบ้านกุดตอแก่น มัคคุเทศก์บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปได้ราว 2-3 กิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวาลงทางเกวียน ถนนขรุขระสุดๆ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา มืดก็มืด พวกเราชักใจเสีย เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติดๆ สิ้นสุดทางเกวียน เราคิดว่าต้องมาผิดทางแน่ คงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรืออย่างไร รถยนต์พระที่นั่งมาจอดใกล้ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมวิ่งไปถวายความเคารพ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถามว่า “อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน?” ผมยิ้มแห้งๆ กราบบังคมทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า “ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่น ต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย ฉันเลยต้องตามมา” และยังมีพระราชดำรัสสั่งให้ถามมัคคุเทศก์ให้ชัดเจนว่า จุดที่ลำพะยังเป็นหน้าผาสูง มองเห็นลำน้ำเป็นร่องเหวลึก มีทางไปได้ไหม ปลัดอำเภอสอบถามได้ความว่า ต้องกลับไปบ้านกุดตอแก่นต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินไปอีกราว 500 เมตร จะถึงลำพะยังตรงจุดนั้น

ขบวนกลับรถกันกลางทุ่งนาอย่างทุลักทุเล ขณะนั้นเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา วิ่งกลับไปจนสุดทาง ตามที่มัคคุเทศก์บอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงทรงพระดำเนินท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะป่ำ โดยมีไฟฉายส่องทางและมีมัคคุเทศก์ผ้าขาวม้าเดินนำ ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ถ้าพลาด เท้าจะแพลงได้ทันที สักครู่มาถึงสระบังของราษฎร มีรั้วลวดหนาม โดยทรงให้เจ้าหน้าที่ถ่างลวดหนาม แล้วทรงพระดำเนินมุดรั้วลวดหนามเข้าไป

ความรู้สึกของผมบอกไม่ถูก นึกรำพึงในใจว่า จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือพระประมุขของประเทศไหนหนอในโลกนี้ ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายจนถึงทรงมุดรั้วลวดหนาม เพื่อจะเสด็จฯ ไปทรงหาน้ำให้ราษฎร ยิ่งกว่านั้น พระองค์ท่านยังทรงหันกลับมามีพระราชดำรัสเตือนว่า “อธิบดี อย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ”

ลุงวาเด็ง

ตำนาน “ลุงวาเด็ง” พระสหายในหลวง

อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานที่ประชาชนชาวไทยได้ยินกันมานาน คือ ลุงวาเด็ง ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระสหายของในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่แน่นอนว่ามีน้อยคนนักจะรู้ว่าในหลวงไปพบกับลุงวาเด็งได้อย่างไร

“ผมเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ กรมชลประทานก็เปิดศูนย์รับเสด็จฯ ที่โครงการชลประทานนราธิวาส ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทราบว่าจะเสด็จฯ ออกทรงงานที่ใด พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา กับ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ (ยศขณะนั้น) รองสมุหราชองครักษ์ จะรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อออกไปตรวจพื้นที่พร้อมกำหนดจุดที่จะเสด็จฯ ในวันที่ 30 ก.ย. 2535 มีกำหนดจะเสด็จฯ ไปพื้นที่พรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมราชองครักษ์เฝ้าฯ ทรงชี้ในแผนที่ 1 : 50,000 แล้วมีพระราชดำรัสว่า จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรปากคลองน้ำจืด ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างอาคารเก็บน้ำจืดไว้ให้ราษฎรในหน้าแล้งได้ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของพื้นที่ ร่วมกันทัดทานว่า เสด็จฯ ไปไม่ได้ ทางที่ไปขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเป็นหน้าฝน และจุดที่จะเสด็จฯ ไปรถยนต์เข้าไม่ถึง อยู่ห่างจากถนนประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า “ฉันไปได้”

การเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันในยามค่ำมืดเช่นนี้ ย่อมมีปัญหาที่ทุกคนกังวลยิ่งคือเรื่องการถวายความปลอดภัย ไม่มีใครทราบว่า เส้นทางที่จะไปจะเจออะไรบ้าง ผมจำได้ว่า พอสุดเส้นทางถนนขรุขระที่รถแล่นได้ ทุกคนต้องลงเดิน ทางที่เดินนั้นมืดมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินโดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องทาง ผู้ที่ตามเสด็จฯ ทุกคนเตรียมพกไฟฉายประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าใครไม่มี เป็นต้องเดินตกท้องร่องแน่ๆ

“สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 70 ปีเศษ นุ่งกางเกงสีน้ำเงินไม่สวมเสื้อ เห็นกล้ามเป็นมัดๆ แสดงอาการตื่นเต้น ดีอกดีใจเมื่อทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินผ่านที่ของเขา ชายคนนี้คือ ลุงวาเด็ง รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร คือ ปากคลองน้ำจืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้กรมชลประทานไปพิจารณารายละเอียด เพื่อสร้างประตูบังคับน้ำที่ปากคลอง เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในหน้าแล้ง”

“หลังจากประทับอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จึงเสด็จฯ กลับ โดยทรงแวะที่บ้านลุงวาเด็ง ช่วงนั้นมีสุภาพสตรีสามถึงสี่คน แต่งตัวคลุมศีรษะเรียบร้อยตามประเพณียืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เข้าใจว่าเป็นครอบครัวของลุงวาเด็ง ลุงวาเด็งซึ่งยังคงอยู่ในชุดเดิม เฝ้าฯ กราบบังคมทูลฯ อยู่ข้างบ่อน้ำตื้น ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำใหม่เอี่ยมวางอยู่ข้างบ่อ ลุงวาเด็งได้กราบบังคมทูลฯ เป็นภาษายาวี ว่า เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของเขา ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาถึงบ้าน แต่เสียใจเหลือเกินที่ไม่มีผลไม้ทูลเกล้าฯ ถวาย”

“เงาะกับทุเรียนที่ปลูกไว้ก็เพิ่งขายไป เหลือทุเรียนลูกเล็กๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ลูกเดียว และยังดิบอยู่ เงินที่ได้มาสองหมื่นบาทก็เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ที่เห็นวางอยู่ ผมจำได้ว่าเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวทำนองแหย่เล่นว่า “ไม่มีอะไรถวาย ก็ปั๊มน้ำนั่นไงล่ะ”

“ลุงวาเด็งแสดงอาการดีใจเหมือนเพิ่งนึกได้และกราบบังคมทูลฯ ว่า “ถวายเลย ขอถวายปั๊มน้ำ” พร้อมกับหันไปทางเจ้าหน้าที่ บอกว่า “ยกไปเลย ยกไปเลย” เสียงของลุงวาเด็งบ่งบอกถึงความจริงใจ ต่อมาเมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ลุงวาเด็งจะหอบหิ้วผลไม้ตามฤดูกาลเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกลุงวาเด็งว่า “พระสหาย”

“ฉันดีใจมาก” รอยยิ้มพระเจ้าแผ่นดิน

สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตองคมนตรี บอกเล่าผ่านในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสกับคณะผู้ติดตามนั้นว่า “ฉันดีใจมาก” เพราะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองปัญหาในมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่ค่อยเห็น และพระองค์ท่านจะทรงแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง โครงการมูโนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะได้ติดตามอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ไปรับเสด็จที่นราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522 แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้นน้ำเป็นเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำไหลออกทะเลที่ อ.ตากใบ มีปัญหาน้ำท่วม อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำ ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำตลอดแนว น้ำแทนที่จะไหลล้นสองฝั่ง กลับล้นมาฝั่งเราฝั่งเดียว จึงท่วมหนักกว่าปกติ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับอธิบดีกรมชลประทานว่า “ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำ ถ้าฝั่งเราทำบ้างต่อไปจะสูงขึ้นสูงขึ้นทั้งสองฝั่ง กลายเป็นกำแพง” พระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโครงการมูโนะ โดยทำประตูนำน้ำส่วนที่เกินจากแม่น้ำโก-ลกเข้ามาที่คลองมูโนะ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้างระบบชลประทาน ทำคลองส่งน้ำส่งไปเลี้ยงพื้นที่เกษตรใน อ.สุไหงโก-ลก กับ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โครงการมูโนะสอดคล้องช่วยเหลือเกื้อกูลกับโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่านอีกโครงการหนึ่งด้วย

พรุโต๊ะแดงเริ่มต้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส ไปสิ้นสุดที่ อ.สุไหงโก-ลก ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เดิมครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2 แสนไร่ ในปีที่แล้งติดต่อกันราษฎรที่ทำกินอยู่บริเวณรอบพรุจะค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปทำกิน บางปีก็เกิดไฟไหม้ป่าพรุจนปัจจุบันเหลือพื้นที่พรุเพียงประมาณ 8 หมื่นไร่ ปัญหาการทำกินของราษฎร คือ เรื่อง 4 น้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเปรี้ยว และน้ำเค็ม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการพรุโต๊ะแดง โดยขุดลอกคูคลองแล้วสร้างประตูควบคุมน้ำ ให้บริหารจัดการโดยให้น้ำในพรุอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าน้ำน้อยกว่านั้น เมื่อดินแห้งปฏิกิริยาของใบไม้รากไม้ที่สะสมอยู่ใต้ดินลึกหลายสิบเมตรจะทำให้เกิดความร้อนเกิดไฟลุกขึ้นเองได้ ยากที่จะทำการดับ เมื่อน้ำมากก็เปิดประตูระบายน้ำออก ไม่ให้ล้นท่วมพื้นที่เกษตรของราษฎร และทรงกำชับให้กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันไฟไหม้ป่า และป้องกันการรุกของราษฎร เพื่อรักษาผืนป่าชุ่มน้ำอันมีค่านี้ไว้

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแว ต.พร่อน อ.ตากใบ ทอดพระเนตรสภาพความยากจนของชาวบ้าน ทรงซักถามถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพของราษฎร ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลฯ ว่าถึงแม้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้บรรเทาเบาบางลงตั้งแต่โครงการพรุโต๊ะแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ก็มีเรื่องน้ำเปรี้ยวที่ไหลมาจากพรุ ทำให้สวนผลไม้ไม่ได้ผล ข้าวก็ได้ไร่ละ 10-15 ถัง บางปีได้เพียง 4-5 ถัง ไม่พอกิน สัตว์เลี้ยงมักจะล้มป่วย กรมพัฒนาที่ดินช่วยเหลือโดยนำปูนมาร์ลมาใส่ในนา แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงไม่สามารถใส่ให้พอเพียงได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสว่า น้ำจืดในโครงการมูโนะมีเหลือเฟือ ให้กรมชลประทานสร้างคลองนำน้ำจืดมาซะล้างดินเปรี้ยวและใช้น้ำในการทำนา แล้วทำคันกั้นน้ำจากพรุโต๊ะแดง โดยให้ระบบคลองระบบน้ำเปรี้ยวแยกออกต่างหาก ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกษตรของราษฎร และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำให้ความรู้ด้านวิชาการแก่ราษฎร

หลายปีต่อมา วันที่ 28 ก.ย. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแวอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนสังเกตเห็นมีบ้านสร้างใหม่ขึ้นหลายแห่ง ต้นไม้ผลไม้ก็ดูเขียวชอุ่มงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้าวในนากำลังงามแตกกอเต็มท้องทุ่ง ราษฎรที่มารับเสด็จทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราษฎรกราบบังคมทูลฯ ว่า เดี๋ยวนี้ข้าวที่เคยได้ 5-10 ถัง/ไร่ไม่พอกิน ตั้งแต่ได้น้ำจืดพระราชทานและทำคันเอาน้ำเปรี้ยวออก ต้นข้าวก็งดงามได้ถึง 40-50 ถัง/ไร่ ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เหลือพอขาย ต้นไม้ผลไม้ก็พลอยงามให้ผลดี วัวควายก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ทุกอย่างดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดี๋ยวนี้สบายแล้ว

ทุกคนในขบวนเสด็จฯ สังเกตเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงซักถามในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ท่าน คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขยิ่งไปกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน

ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืมเลือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์มาที่พวกเรา แย้มพระสรวลแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ฉันดีใจมาก”

ในช่วงท้าย อดีตองคมนตรี บอกว่า ที่ผมเล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กน้อย ของเศษเสี้ยวที่ได้ตามเสด็จและปฏิบัติงานถวายใกล้ชิด ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรเป็นประจำ คือ หยาดพระเสโทเต็มพระพักต์จนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม หรือประทับบนพื้นดินทรงซักถามทุกข์สุขของราษฎรที่มารอเฝ้าฯ หรือเสด็จฯ ไปในป่าเขาหุบเหวท่ามกลางสายฝนที่กำลังกระหน่ำ ทั้งในเวลากลางวันหรือค่ำคืนดึกดื่น

“ผมเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มีบุญได้ปฏิบัติงานถวายการรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทในช่วงสั้นๆ ยังมีข้าราชการและผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

“เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าเป็นบุญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ ที่เรามีพระมหากษัตริย์และพระราชินี สุดประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงทุ่มเทและทรงตรากตรำพระวรกายอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง และติดตาตรึงใจของผมมาโดยตลอด ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง”

 

ผ่าแนวคิดปรองดองสไตล์คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475591

ผ่าแนวคิดปรองดองสไตล์คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นความคืบหน้าที่น่าสนใจใน การสร้างความปรองดองทางการเมืองตลอดสองปีกว่าของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) พร้อมกับจัดตั้ง คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล “โมเดลปรองดอง” ทั้งหมด

เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมการและอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพหลัก โดยตั้งคณะที่ปรึกษานำโดย พล.ท.เจิดวุธ คราประยูร ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ซึ่ง พล.ท. เจิดวุธ เป็นบุตรชาย พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. มาร่วมเป็นคณะกรรมการเจรจาฝ่ายการเมืองกับ ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ร่วมกันกำหนดประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์พิเศษพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น หรือเชิญแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมืองในอดีต อาทิ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

สำหรับงานปรองดองจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก โดยมีกระทรวงยุติธรรมเข้ามาร่วมทำงานด้วย ดังนั้นคณะทำงานชุดนี้จะมีการเตรียมการจัดทำประเด็นคำถาม ด้วยการเชิญกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มเข้ามาแลกเปลี่ยนหารือ ทั้งในแบบสัมภาษณ์เดี่ยวเชิงลึกหรือเวทีสาธารณะ รวมถึงการกำหนดแนวทางหรือกลยุทธ์ของงานปรองดอง พร้อมข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่องานปรองดองนำเสนอให้กับรองนายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยมีการกำหนดปฏิทินการทำงานไว้ชัดเจน

เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นว่า การตั้งคำถามไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การหาข้อยุติจากข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง แกนนำผู้ชุมนุม หรือประชาชนที่เดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นการกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีการเพราะการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ย่อมรับทราบกันดีว่าแต่ละฝ่ายหรือกลุ่มการเมืองล้วนคิดหรือต้องการอะไร อาทิ กลุ่มที่มีคดีความย่อมต้องการพ้นคดี ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบย่อมต้องการได้รับเงินเยียวยาหรือค่าชดเชย ซึ่งทุกฝ่ายย่อมต้องการนำเสนอในสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญ คือ การหาข้อยุติต่างหาก ดังนั้นรัฐบาลตามกรอบเวลาที่กำหนดออกมาต้องทำให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างความปรองดอง

เสรี กล่าวว่า ในการตั้งคำถามต้องระมัดระวังการใช้คำพูดต้องลดคำพูดที่กระทบต่อความรู้สึกของฝ่ายหนึ่ง หรือคำพูดที่ให้ร้ายหรือดูถูกอีกฝ่าย ดังนั้นความสำเร็จอยู่ที่ว่าทุกฝ่ายต้องลดทิฐิ เพื่อมาหาทางออกร่วมกันไม่ใช่มากล่าว หากันว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดหรือถูก ต้องให้อภัยซึ่งกันและกัน เพราะความสำเร็จของการสร้างความสามัคคีปรองดองขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

“เอาฝ่ายไหนมาก็รู้ว่าเขาจะตอบคำถามว่าอย่างไร แต่ละกลุ่มต้องการอะไร อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ แต่สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายลดทิฐิให้อภัยซึ่งกันและกัน แล้วมาหาข้อยุติร่วมกันในทุกๆ ข้อเสนอ นี่คือแนวทางความสำเร็จของโมเดลปรองดองของรัฐบาล” เสรี กล่าว

 

แนวทางปรองดอง สู่การปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475390

แนวทางปรองดอง สู่การปฏิรูปประเทศ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มต้นคิกออฟนัดแรกสำหรับการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าเรื่องดังกล่าวให้สำเร็จตามคำมั่นสัญญาต่อประชาชน

การดำเนินการเรื่องนี้ถือเป็นการจับตาของทุกฝ่ายว่ารัฐบาลจะหยิบยกแนวทางปรองดองซึ่งได้มีการศึกษาก่อนหน้านี้ ทั้งของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ คณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาใช้ดำเนินการหรือไม่

หากย้อนดูรายงานฉบับเอนก ได้สรุป 6 ประเด็นสำคัญเพื่อสร้างความปรองดอง อาทิ 1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้งในอดีต โดยจัดเวทีรับฟังข้อเท็จจริงจากกลุ่มบุคคลเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการกำหนดและเสนอแนะแนวทางการคลี่คลายและป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคม และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องประสบกับวิกฤตการณ์นี้อีก 3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยใช้หลัก (Transitional Justice) และกระบวนทัศน์แบบความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)

และ 4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา โดยเลือกปฏิบัติ ปัญหา และเงื่อนไขของความขัดแย้งต่อเนื่อง

ขณะที่รายงาน คอป.ได้จัดทำข้อเสนอแนะ อาทิ กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการ
กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ควรให้มีการแก้ไข เพราะเกรงว่าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง อีกทั้งไม่เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง

นอกจากนี้ ยังพบว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก และทำให้ความขัดแย้งในสังคมยกระดับเป็นความรุนแรง โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลและการใช้ภาษาที่มีการปลุกเร้าและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

“สื่อทุกแขนงต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน โดยเฉพาะสื่อของรัฐต้องมีความเป็นกลางและให้โอกาสทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้สื่อเพื่อปลุกระดมยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะสื่อวิทยุชุมชน และหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์และนำเสนอข่าวลักษณะของการท้าทาย เนื่องจากจะเป็นการทำลายบรรยากาศของการสร้างความปรองดอง”

รัฐบาลควรฟื้นฟูเยียวยาสื่อมวลชนผ่านการปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัย ทั้งจิตใจและร่างกาย โดยเฉพาะสื่อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือครอบครัวของสื่อมวลชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ต้องได้รับสวัสดิการ เยียวยา และการเชิดชูเกียรติ ทั้งจากองค์กรต้นสังกัด องค์กรวิชาชีพ ภาครัฐ และสังคมทั่วไป

สำหรับการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหารโดยเฉพาะการรัฐประหาร ส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จะจัดการวิกฤตการณ์การเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย และสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนที่เห็นว่าอำนาจอธิปไตย สิทธิ และผลประโยชน์ของตนถูกคุกคามจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับซับซ้อนและบานปลายยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีการตั้งกรรมาธิการการเมือง จัดทำรายงานความปรองดองพร้อมกับแนบร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุทางการเมือง เสนอต่อ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ไปแล้ว

สาระสำคัญกำหนดให้ตั้งกรรมการคณะหนึ่งมาจากหลากหลาย มีหน้าที่ในการจำแนกคดี กำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาเหตุชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2557 ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการตรากฎหมายรับรองคณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจเสนอข้อมูลไปยังอัยการและศาล ซึ่งอัยการและศาลต้องรับข้อเสนอของกรรมการชุดนี้ไปพิจารณาลดหย่อนบรรเทาโทษด้วย

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเดินหน้าตัดสินใจเลือกทางเดินแบบไหน เพื่อให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากวิกฤตที่เคยเป็นมา

 

ปรองดองขยับ สลายสีเสื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475388

ปรองดองขยับ สลายสีเสื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการปฏิรูปประเทศและการสร้าง ความปรองดองได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ซึ่งสาระสำคัญ คือ การย้ำว่าการสร้างความปรองดองจะมาจากฐานของการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่แค่การนิรโทษกรรมเป็นหลัก

“เรามุ่งหวังว่าประเทศชาติจะเดินได้อย่างไรใน 15 ปี และรัฐบาลที่อยู่ตามโรดแมป จะทำอะไรไว้บ้าง เพื่อเป็นการเริ่มต้นซ่อม เสริม สร้าง อันหมายถึงซ่อมของเก่า เสริมให้แข็งแรงขึ้น และสร้างเรื่องใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จะต้องเกิดขึ้นให้ได้ในปี 2560

เราต้องสร้างความรับรู้ว่าประเทศไทยกำลังจะมีโครงการนี้ สร้างให้ทั้งโลกเขารู้และคนไทยเองก็ต้องรู้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือ และจะได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่เราทำวันนี้ ซึ่งเป็นอนาคตเหมือนกับโครงการโชติช่วงชัชวาลเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า วันนี้มีโครงการอีอีซีและหลายอย่างต้องคิดใหม่ หลายอย่างต้องมีกฎหมายสำคัญ หลายอย่างประชาชนต้องร่วมมือและเข้าใจว่าจะได้ประโยชน์จากตรงไหน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้ง” เจตนารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

เรียกได้ว่าเป็นจังหวะก้าวสำคัญทางการเมือง อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้ถือเป็นปลายอำนาจของรัฐบาลและคสช. เพราะหากไม่เริ่มทำตั้งแต่เวลานี้ก็อาจจะสายเกินไปแล้วสำหรับการสร้างความปรองดอง

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าเมื่อรัฐบาลคิกออฟเรื่องการปรองดองไม่ทันไร ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีออกมาว่าการเดินหน้าตามแผนของรัฐบาลและ คสช.น่าจะมีความเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากท่าทีของฝ่ายการเมืองที่ตอบรับในเชิงบวกอยู่ไม่น้อย

เช่น พรรคเพื่อไทย ศัตรูหมายเลขหนึ่งของ คสช.ก็ชมถึงความตั้งใจของ คสช.ในเรื่องนี้

“เริ่มศักราชใหม่ปี 2560 ผมสังเกตเห็นสัญญาณบวกในทางการเมืองอย่างน้อย 2-3 ประการที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความสงบ สันติ และเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือ 1.การให้สัมภาษณ์ของผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. ว่า ทหารจะไม่คว่ำการเลือกตั้ง 2.รัฐบาลส่งสัญญาณจะมีการพูดคุยเรื่องการปรองดองก่อนการเลือกตั้ง และ 3.ผู้ที่ต้องคดีอาญาเกี่ยวเนื่องทางการเมืองได้รับการประกันตัว” ชวลิต วิชยสุทธิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุ

เช่นเดียวกับ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนว่า “เห็นด้วยที่เริ่มนับหนึ่งเรื่องปรองดอง โดยไม่เอาคู่กรณี ขัดแย้งเข้ามาร่วมเป็นกรรมการปรองดอง เพราะถ้าเข้ามาก็ไม่จบอีก”

ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มการเมืองสีเสื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งประกาศยอมลดบทบาทของตัวเอง

“ฉะนั้นเมื่อศาลให้โอกาสอีกครั้ง และกำชับย้ำในคำสั่งว่าจะให้โอกาสอีกเพียงครั้งเดียวนั้น ผมจะใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด ส่วนเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนั้น จะมอบหมายให้กับ นปช.ส่วนอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ไปในระหว่างนี้ “ คำกล่าวของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ภายหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

แม้จะไม่ได้เป็นประกาศเข้าสู่กระบวนการสันติภาพโดยตรง แต่การประกาศลดบทบาทของจตุพร ทั้งที่เป็นคนเดินหน้าชน คสช.แบบไม่กลัวสิ้นอิสรภาพก่อน ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าเสื้อแดงยินดีอยู่ในความสงบและไม่ขอท้ารบกับ คสช.อีกในระยะนี้ เพื่อให้ขบวนการสันติภาพเดินหน้าไปตามระบบ

หากจะวิเคราะห์ถึงการยอมยกธงขาวโดยปริยายของกลุ่มเสื้อแดงนั้นส่วนหนึ่งมาจากความบอบช้ำที่เผชิญมาตลอดในช่วงเวลา 2 ปีที่ คสช.เข้ามา
บริหารประเทศ

กลุ่มเสื้อแดงถูก คสช.เปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างหนัก ตั้งแต่การดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำและเครือข่าย ไปจนถึงการพยายามปิดช่องทางการสื่อสารของกลุ่มคนเสื้อแดงในส่วนของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ยิ่งไปกว่านั้นระยะหลังมานี้พรรคเพื่อไทยพยายามลดความสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างน่าใจหาย ส่งผลให้องคาพยพและพลังของ นปช.ถดถอยลงไปพอสมควร

ยิ่งไปกว่านั้นสังคมบอบช้ำกับการกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มสีเสื้อมาไม่น้อย ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สังคมจึงไม่ตอบรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองเหล่านี้มากนัก เพียงแต่การไม่สนับสนุนกลุ่มสีเสื้อนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเชียร์ คสช.ไปในตัว

ดังนั้น ในช่วงสีเสื้อในทางการเมืองอ่อนแรง จึงเป็นจังหวะดีที่ คสช.จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างผลตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อครั้งรัฐประหารเมื่อปี 2557

ทั้งหมดเพื่อไปสู่เป้าหมาย คือ การสลายสีเสื้อให้หมดไปและให้ประเทศไร้ม็อบการเมืองในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งไม่มีโอกาสไหนจะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว เหลือเพียง คสช.เข้ามาดำเนินการให้เป็นระบบเท่านั้น

 

สัญญาณแรง ปรองดองเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475161

สัญญาณแรง ปรองดองเดินหน้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วาระทางการเมืองของประเทศไทยในเวลานี้ถูกโฟกัสไปที่สองเรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และ 2.การสร้างความปรองดอง ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกุญแจปลดล็อกให้สามารถแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติได้ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเตรียมไว้แล้ว เหลือเพียงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเท่านั้น กระบวนการต่างๆ ก็จะเริ่มนับหนึ่งทันที

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวรอบนี้ แม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนว่าจะกระทบโรดแมปอยู่บ้าง เพราะตามโรดแมปจะต้องมีการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ แต่รัฐบาลก็ออกมายืนยันว่าโรดแมปยังคงเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ทุกประการ

ส่วนอีกวาระอย่างเรื่องการสร้างความปรองดอง นับว่ารัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณออกมาสู่สาธารณะค่อนข้างแรงว่ารัฐบาลพร้อมจะดำเนินการในเรื่องนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ค่อนข้างบ่ายเบี่ยงมาตลอดเวลาที่ถูกให้แสดงความคิดเห็นถึงภารกิจเสริมสร้างความสมานฉันท์ดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากการเตรียมจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง

โดยสำนักงานแห่งนี้จะประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวในเรื่องการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลและ คสช.แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เพราะถ้าใครยังจำได้ก่อนหน้านี้ สนช.พยายามจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ก็ถูก คสช.สั่งให้ระงับ หรือแม้แต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยส่งรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ยังไม่ถูกหยิบออกมาใช้งานแต่อย่างใด

เหนืออื่นใด ท่าทีล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ก็เปรียบได้กับชี้ให้เห็นว่าการสร้างความปรองดองจะเริ่มนับหนึ่งจากจุดใด

“การจะสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องมีการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เริ่มจากให้ประชาชนสามารถไปมาหาสู่มีปฏิสัมพันธ์กันได้ จึงต้องกลับไปดูว่าวันนี้คนไทยทะเลาะกันด้วยสาเหตุใด…

…โดยเราวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สร้างกระบวนการปรองดอง แต่ไม่ใช่ปรองดองเฉพาะคนมีโทษ เพราะคนปกติก็ต้องปรองดองกัน มิเช่นนั้นวันหน้าบ้านติดกันก็คุยกันไม่ได้ เพราะอยู่คนละพวก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทยก็แสดงความคิดเห็นสนับสนุนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

“พรรคเพื่อไทยก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข เดินไปข้างหน้า และเดินไปบนสะพานของท่านนายกฯ ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม เราพร้อมให้ความร่วมมือ” คำพูดจาก สุรพงษ์
โตวิจักษณ์ชัยกุล หนึ่งในแกนนำพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มขยับวาระการสร้างความปรองดองอย่างจริงจังน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยดังนี้

1.ช่วงปลายอำนาจของ คสช. แม้จะมีหลายฝ่ายว่า คสช.น่าจะไม่สามารถจัดการการเลือกตั้งในปี 2560 หรือต้นปี 2561 ได้ เพราะติดขัดเรื่องกระบวนการของการเปลี่ยนผ่าน แต่ต้องยอมรับว่าเวลาของ คสช.ที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้มีมากนัก เรียกได้ว่าอย่างมากไม่น่าเกิน 2 ปี

การสร้างความปรองดองไม่ใช่ภารกิจที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้เพียงชั่วข้ามคืนเหมือนกับการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เรียกว่า “กระบวนการสันติวิธี” มาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนด้วย ซึ่งเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร หาก คสช.ไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ก็คงจะสายเกินไป

2.สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ปฏิเสธไม่ได้ตลอดระยะเวลาของการบริหารประเทศของ คสช.นั้นถูกแรงเสียดทานทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการเปิดโอกาสกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง อันจะเห็นได้จากการใช้กฎหมายดำเนินการกับฝ่ายตรงข้าม

ในเมื่อ คสช.ใช้มาตรการกำปั้นเหล็กมาเป็นเวลานาน ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องกลับมาใช้วิธีแบบไม้นวมเพื่อลดความขัดแย้งบ้าง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ไม่เพียงเท่านี้การเล่นบทบาทในเชิงสันติภาพก็เป็นการหวังผลในระยะยาวต่อการกลับเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอกหลังจากมีการเลือกตั้งด้วย

 

แก้น้ำท่วมภาคใต้ ศึกวัดฝีมือ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/474944

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดปีใหม่มายังไม่ทันไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เจอศึกหนักรอบด้าน เรียกได้ว่าไม่มีเวลาฉลองปีใหม่แต่อย่างใด

อย่างเรื่องการเมืองที่ทีแรกเหมือนจะสงบยาวๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมาเจอกับกระแสกดดัน ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะจำเป็นต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายอื่นๆ จำนวนมาก ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนไปเป็นกลางปี 2561 แทน

บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาทวงสัญญาลูกผู้ชายและเหตุผลจาก คสช.กันอย่างพร้อมเพรียง เล่นเอาพล.อ.ประยุทธ์ ต้องตบโต๊ะว่าโรดแมปของ คสช.ยังเป็นไปตามเดิมทุกประการ ก่อนที่เหตุการณ์จะสงบลงแบบที่ คสช.ต้องเป่าปากถอนหายใจหอบใหญ่

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องการเมืองที่เป็นปัญหาหนักอกของ คสช.เท่านั้น ทว่าปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงเสียดทานในเรื่องการบริหารเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติด้วย หลังจากหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ประสบกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 111 อำเภอ 663 ตำบล 4,993 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 369,680 ครัวเรือน จำนวน 1,105,731 คน ผู้เสียชีวิต 25 ราย สูญหาย 2 ราย มีสถานที่ราชการเสียหาย 5 แห่ง ถนน 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง

สถานการณ์ที่เกิดในเวลานี้ ต้องยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ละม้ายคล้ายกับที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยเผชิญเมื่อครั้งยิ่งลักษณ์เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2554 เพราะเวลานั้นก็เกิดเหตุการณ์อุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับตอนบนของประเทศและ กทม. อันนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขสถานการณ์ภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ จนนำมาสู่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เพียงแต่สถานการณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ ต่างกับยิ่งลักษณ์ตรงที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน จะมีเพียงฝ่ายการเมืองที่ออกมาให้ความเห็นประปรายเท่านั้น จึงช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องห่วงถึงสถานะทางการเมือง

แต่กระนั้น ศึกน้ำท่วมภาคใต้หนนี้เป็นงานสำคัญที่กำลังรอพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศได้มีการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำภายใต้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณมาแล้วถึง 3 ฉบับ ประกอบด้วย

1.แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามปีงบประมาณ 2560  จำนวน 55,820.7 ล้านบาท 2.แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามปีงบประมาณ 2559 จำนวน 79,165.4 ล้านบาท และ 3.แผนงานส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการตามปีงบประมาณ 2558 จำนวน 69,310.2 ล้านบาท

แม้ภัยธรรมชาติในพื้นที่ด้ามขวานครั้งนี้ เป็นปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ แต่กับงบประมาณที่มีการอนุมัติไปจากสภาจำนวน 3 ครั้งรวมแล้วมากกว่าแสนล้านบาท กำลังเป็นคำถามว่าเหตุใดถึงไม่สามารถบรรเทาความเสียหายจากหนักกลายเป็นเบาได้

เม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้านบาท ทำไมถึงไม่สามารถกลายเป็นระบบการระบายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินได้เมื่อเทียบกับจำนวนเงินมหาศาลที่รัฐบาลเทลงไป

อย่างไรก็ดี ยังโชคดีที่กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าดีอยู่พอสมควร ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากบางสำนักที่ระบุว่าประชาชนพอใจกับการแก้ไขสถานการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

คะแนนที่ออกมาในวันนี้ก็ไม่เป็นการการันตีว่าความมั่นคงในทางความนิยมให้กับรัฐบาลในอนาคต เพราะหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีก แน่นอนว่าคำถามตัวใหญ่ตัวใหญ่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาลย่อมพุ่งตรงมาที่นายกฯ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ดังนั้น นับจากนี้ไปรัฐบาลต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านและที่สำคัญเหลือเวลาให้แก้ตัวไม่มาก จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของ คสช.