ครั้งหนึ่งในชีวิต …เมื่อ”สามัญชน”ได้เข้าเฝ้าฯ”ในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460365

ครั้งหนึ่งในชีวิต ...เมื่อ"สามัญชน"ได้เข้าเฝ้าฯ"ในหลวง"

เรียบเรียง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ / ภาพ…นิตยสารฅ.คน

ในฐานะประชาชนชาวไทย การได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นความฝันอันสูงสุดของชีวิต

แม้ดูเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม หลายคนจึงทำได้เพียงอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ไปติดบนฝาบ้านเพื่อเทิดทูน บ้างเดินทางนับร้อยพันกิโลเมตรมาลงนามถวายพระพร บ้างรอคอยเข้าเฝ้ายามพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจ

ทว่าบางคนกลับโชคดีกว่านั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายงานพระองค์อย่างใกล้ชิด ได้กราบลงที่เบื้องพระยุคลบาท ถือเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของสามัญชนตัวเล็กๆที่มิอาจลืมเลือนลงได้เลย

ต่อไปนี้คือเรื่องเล่าของคนธรรมดาๆที่เคยได้เข้าเฝ้าในหลวง

“สมเจตน์ ยอดย้อย” เด็กชายจอมซนกับลูกกวาดพระราชทาน

สมเจตน์ ยอดย้อย อดีตผอ.โรงเรียนเมืองปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ช่วงปีพ.ศ.2509 ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาที่บ้านเขาเต่า อ.หัวหิน บ่อยครั้ง เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือราษฎร

“สมัยนั้นชาวบ้านจะรู้กันว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ประมาณสี่โมงเย็น ในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินมายังสวนป่าหาดทรายใหญ่ ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ตอนนั้นผมอายุ 8 ขวบเลยชวนเพื่อนอีกสองคนไปดักรอขบวนเสด็จ พอพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นพวกเราที่เป็นเด็กตัวเล็กๆก็ทรงหยุดรถพระที่นั่ง แล้วเอาลูกกวาดมาให้ เป็นลูกกวาดหลากสี ไม่มีขายตามร้านทั่วไป อร่อยมาก  พวกเราแบ่งกันกินจนหมดทุกวัน คิดแค่ว่าวันนี้กินหมด พรุ่งนี้ค่อยไปแอบดักเข้าเฝ้าใหม่ ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องควรไม่ควร แต่ไปบ่อยจนพระองค์ท่านจำได้จนสมเด็จพระราชินีทรงตรัสยิ้มๆว่า ‘มาอีกแล้วสามคนนี้’ พวกเราก็ไม่พูดอะไร นั่งเงียบๆรอรับลูกกวาดเหมือนเดิม ตอนเด็กๆไม่รู้ว่าลูกกวาดพระราชทานมีค่าแค่ไหน รับมาก็กินหมดตามประสา โตมาจึงเข้าใจว่า รู้งี้เก็บรวบรวมไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า”

แม้วันนี้สมเจตน์จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ได้เล่าให้คนใกล้ชิดฟังอย่างภาคภูมิใจเสมอยามมีชีวิตอยู่

สมเจตน์ ยอดย้อย ถ่ายรูปกับถนนเมื่อครั้งรอรับเสด็จในหลวง ปีพ.ศ.2509

20 นาทีสำคัญในชีวิตของ”ครูแล สังข์สุข”

พ.ศ.2501 ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่บ้านเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสมัยนั้นยังทุรกันดาร ถนนเป็นทางเกวียน ไม่มีไฟฟ้าน้ำประปาใช้ โดยทรงสร้างโครงการชลประทาน อ่างเก็บน้ำ ถนนหนทาง สถานีอนามัย โรงงานทอผ้า การไฟฟ้าการประปา จนมีความเจริญขึ้น

ตอนนั้นเองที่ แล สังข์สุข ดำรงตำแหน่งครูโรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ด้วยการประสานงานระหว่างทางราชองครักษ์กับชุมชน ครูแลรับใช้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนาน 7 ปี ทำให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย กระทั่งวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาเยี่ยมถึงบ้าน

“ตอนนั้นประมาณ 4-5 โมงเย็น ราชองครักษ์มาบอกว่าในหลวงจะทรงเสด็จมาเยี่ยมบ้าน เราได้แต่ยืนงง ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นมีทหารมาล้อมบ้านเต็มไปหมด พอพระองค์มาถึงก็รับสั่งว่า ‘ขอเยี่ยมชมบ้านหน่อยได้ไหม ฉันพาประธานสภากาชาดแห่งโลกมาด้วย’ ผมกราบบังคมทูลว่า ‘ได้พระพุทธเจ้าข้า’ แล้วเดินนำทางพระองค์เข้ามาในบ้าน บ้านผมเป็นเพียงบ้านไม้เก่าๆธรรมดาๆ แต่ในหลวงท่านทรงไม่ถือพระองค์ ทั้งยังไถ่ถามความเป็นไปภายในบ้านหลังนี้อย่างเป็นกันเอง พระองค์ท่านทรงถามผมว่า ‘ครูนอนไหน’ ผมก็ชี้ห้องนอนให้ดู ท่านทรงถามต่อว่า ‘แล้วลูกล่ะนอนไหน’ ผมก็พาท่านไปดู พระองค์ท่านยังตรัสถามด้วยว่า ‘บ้านหลังนี้ใครเป็นคนสร้าง’ ผมตอบสั้นๆว่า ‘ตัวกระผมเองพร้อมกับจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยด้วย’ ในหลวงท่านฟังแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า ‘ไม่รู้ว่าครูแลเป็นช่างไม้เหมือนกัน’ จากนั้นท่านเดินไปดูครัว ดูกรงนกหงส์หยกที่เลี้ยงไว้ ก่อนสนทนากับท่านประธานกาชาดแห่งโลกเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจึงเสด็จกลับ …เป็นยี่สิบนาทีในชีวิตที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ”

ครูแล เผยว่า จากการทำงานรับใช้ในหลวงอย่างใกล้ชิดทำให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า พระองค์ท่านทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อประชาชนของท่านเหมือนพ่อดูแลลูก

ครูแล สังข์สุข เมื่อครั้งที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาที่บ้าน

“ฉันทนา ศรีสวัสดิ์”เมื่อสุนัขหลุดเข้าไปในวังไกลกังวล

ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ หญิงสาววัยกลางคนซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดชื่อ ‘เจมส์’ ซึ่งต่อมากลายเป็น ‘หลวงแจ่ม’ สุนัขทรงเลี้ยงของในหลวง

“ดิฉันเป็นชาวหัวหินโดยกำเนิด บ้านใกล้กับวังไกลกังวล ประมาณปีพ.ศ.2541 ได้เลี้ยงลูกสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดชื่อเจมส์ ซนมาก ชอบหลุดเข้าไปวิ่งเล่นในวัง ครั้งหนึ่งหายจากบ้านไปสามวัน จึงขออนุญาตเข้าไปตามพบว่ากำลังนอนตากแอร์อย่างมีความสุขอยู่ในครัว เราก็กังวลนะ กลัวไปสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทุกๆวันมักจะมีเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบจูงเจ้าเจมส์มาส่งเสมอ กระทั่งครั้งสุดท้ายเขากำชับว่า อย่าปล่อยให้เข้ามาเพ่นพ่านอีกเป็นอันขาด เพราะคราวนี้เข้าไปถึงพระตำหนักชั้นใน เราก็ตกใจมาก สุดท้ายตัดสินใจจับใส่กรง”

ไม่กี่วันถัดมา มีเจ้าหน้าที่จากในวังมาแจ้งว่า ในหลวงตรัสถามหาว่า หมาตัวโตที่เคยมาวิ่งเล่นหายไปไหน และขอนำตัวไปเข้าเฝ้าฯ ฉันทนาเล่าว่าอาบน้ำทำความสะอาด ขัดสีฉวีวรรณเต็มที่เพื่อนำตัวเจ้าเจมส์ไปเข้าเฝ้าเป็นเวลาสามวันก่อนถูกส่งกลับบ้าน

“ตอนนั้นเราคิดว่า การที่พระองค์ท่านตรัสถามหา และให้เข้าไปอยู่ในวังถึงสามวัน แสดงว่าพระองค์ท่านโปรดเจ้าตัวนี้พอสมควร เราเองอยากให้พระองค์ท่านมีความสุข จึงตัดสินใจจะน้อมเกล้าฯถวายให้ วันไปส่งตัวครอบครัวเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน ได้ยินพระองค์ท่านตรัสขึ้นว่า ‘สีเหมือนคุณทองหลางมาก’ เราจึงกราบบังคมทูลว่า ‘ข้าพระพุทธเจ้า ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ มีความประสงค์จะขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดอายุ 11 เดือน ชื่อเจมส์ เพคะ’ พระองค์ทรงตรัสว่า ‘เลี้ยงที่นี่ลำบาก ที่สวนจิตรกว้างกว่า’

ขณะนั้นเองหันไปเห็นสุนัขเทศสีแดงคือ คุณทองแดง เขาวิ่งออกมาเห่าใส่เจ้าเจมส์ เราเลยหลุดปากกราบบังคมทูลท่านไปว่า ‘เขาถูกกันไหมเพคะ’ ในหลวงท่านทรงตรัสว่า ‘ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเจอกัน แต่นี่เขาขี้อิจฉา’ ท่านทรงชี้ไปที่คุณทองแดง หลังเสร็จสิ้น ข้าราชบริพารเข้ามาบอกว่า เวลาเข้าเฝ้าฯห้ามถามในหลวง ให้ตอบอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่า เรานี่ไม่รู้อะไรเลย แต่ขนาดเราทำสิ่งไม่บังควร พระองค์ท่านก็ยังไม่ถือพระองค์ สิ่งนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าในหลวงของเรานี้จะหาที่ใดในโลกเหมือนไม่มีอีกแล้ว”

ฉันทนา บอกว่า หลังการเข้าเฝ้าฯครั้งนั้น เธอได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมหลวงแจ่มหลายครั้งก่อนพบว่า หลวงแจ่มดูดีขึ้นมาก อ้วนท้วนสมบูรณ์ ร่าเริงมีความสุข เธอทิ้งท้ายว่า ดีใจที่ได้รู้ว่าเจ้าเจมส์ของเธอทำให้ในหลวงมีความสุข

ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ นำเจ้าเจมส์ เข้าเฝ้าฯในหลวงที่วังไกลกังวล

“สีเทา”กับดอกไม้พระราชทานจากในหลวง

สีเทา-จรัล เพ็ชรเจริญ ดาวตลกอาวุโส ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งเคยเล่าถึงความทรงจำที่ได้ถวายงานแก่ในหลวงอย่างใกล้ชิด

อดีตครูประชาบาลจากสุราษฎร์ธานีที่หลงใหลในการพากย์หนัง ใช้เวลาว่างหมดไปกับการตระเวนดูหนังกางแปลง ก่อนเข้าเป็นสมาชิกคณะพากย์หนังของเสน่ห์ โกมารชุน จนกลายเป็นนักพากย์ที่มีชื่อเสียง ด้วยลีลาการพากย์ที่ตลกเฮฮา มีลูกล่อลูกชน ดัดเสียงได้หลากหลายอารมณ์

“วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เข้าไปพากย์หนังให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรในวัง ทั้งตื่นเต้น ทั้งเกร็ง ไม่เป็นอันกินอันนอน แต่ก็ต้องทำเต็มที่ จำได้ว่าที่นั่งพากย์ห่างจากพระองค์ท่านไม่กี่เมตร หนังที่ฉายคือ แม่นาคพระโขนง เวอร์ชั่นสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์และปรียา รุ่งเรือง ก่อนหนังฉาย ในหลวงท่านเสด็จมารับสั่งกับผมว่า ‘เธอพากย์ในโรงยังไงก็พากย์แบบนั้นให้เราฟังเลยนะ’ คราวนี้ล่ะหายเกร็งเลย ใส่ภาษาชาวบ้านอย่างเต็มที่ ขณะพากย์เหลือบไปมองพระองค์ท่าน เห็นทรงพระสรวล ก็ดีใจ คิดว่าท่านน่าจะโปรด พอหนังจบ พระองค์ท่านเสด็จมาตรัสว่า ‘เหนื่อยไหมล่ะ ทานข้าวก่อนนะ หนังที่เธอพากย์สนุกดี’ เท่านั้นล่ะความเหนื่อยมันหายเป็นปลิดทิ้งเลย”

หลังจากนั้นสีเทาเข้าเป็นโฆษกวงดุริยางค์ตำรวจ มีโอกาสไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งที่พระราชวังไกลกังวล ทุกครั้่งในหลวงจะทรงห่วงใยและเมตตาเสมอ ทรงไถ่ถามว่าเหนื่อยไหม เมื่อเล่นจบ พอพระองค์เสด็จเสวยพระกระยาหารเสร็จก็จะเสด็จลงมาเล่นดนตรีด้วยโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่นิดเดียว

“ปีพ.ศ.2539 ผมป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก นอนโรงพยาบาลอยู่ 17 วัน ในใจคิดว่าท่าจะสิ้นชื่อก็คราวนี้ จู่ๆสำนักพระราชวังแจ้งมาว่า ในหลวงท่านทรงพระราชทานดอกไม้มาให้ พอรับแจกันเท่านั้นแหละ น้ำตาไหลเลย ตื่นตันใจ จากที่คิดว่าไม่รอดบอกตัวเองไว้เลยว่า เรารอดแน่ เราไม่เป็นอะไรแน่ เหมือนพระองค์ทรงชุบชีวิตเราขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ให้เรามีความหวังและกำลังใจให้อยู่บนโลกนี้ต่อไป”

สีเทาบอกด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า พอได้ออกจากโรงพยาบาลก็ประคองแจกันดอกไม้พระราชทานเข้าบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งช่อดอกไม้พระราชทานในแจกันทรงสูงนั้นแม้จะร่วงโรยแห้งเหี่ยวไปตามกาลเวลา แต่เขาก็เก็บไว้เหนือหัวนอนตราบจนวันนี้

สีเทา

ดอกไม้พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

“ว่าที่ร.ต.ดิลก ศิริวัลลภ”ความประทับใจของล่ามมลายูส่วนพระองค์

ว่าที่ร.ท.ดิลก ศิริวัลลภ ชาวไทยเชื้อสายมุสลิม อดีตล่ามประจำอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ผู้กลายมาเป็นล่ามส่วนพระองค์ที่ถวายงานแปลภาษามลายูให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมายาวนานกว่า 40 ปี

ว่าที่ร.ท.ดิลก เล่าว่า ปีพ.ศ.2519 ขณะดำรงตำแหน่งล่ามภาษามลายูประจำอำเภอตากใบ ในหลวงและพระราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จึงได้มีโอกาสถวายงานรับใช้พระองค์ท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต

“พระบารมีของพระองค์ท่านสูงมาก เรามองพระพักตร์ท่านไม่ได้เลย เวลากราบบังคมทูลอะไรต่างๆก็ต้องก้มมองต่ำๆ มันวิตกกังวลต่างๆนานา  กลัวแปลผิด กลัวถูกลงโทษ แต่ด้วยความที่เราเกิดและโตที่ที่จึงรับรู้ปัญหาต่างๆ สามารถตอบได้อย่างฉาดฉานเวลาพระองค์ท่านตรัสถาม พระองค์ท่านตรัสภาษามลายูได้ ทรงฟังออกเป็นบางคำ จึงทรงเข้าใจในสิ่งที่ชาวบ้านพูด พระองค์ท่านทรงเมตตา ไม่ถือพระองค์ พูดผิดไม่เป็นไร จะทรงตั้งใจฟังทุกคำอย่างอดทน วิธีการของผมคือ จะไม่แปลโดยทันที เมื่อในหลวงทรงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้าน เราก็ปล่อยให้สนทนากันไป ถ้าสื่อสารกันรู้เรื่อง เราก็ปล่อยให้ชาวบ้านเขาพูด แล้วค่อยเสริมให้ในบางประโยค แต่ต้องไม่ไปขัดระหว่างที่มีพระราชปฏิสันถาร งานนี้ต้องรู้เขารู้เรา

หลังจากถวายงานครั้งนั้น สมเด็จพระราชินีส่งชักชวนให้เป็นล่ามส่วนพระองค์ เพื่อตามเสด็จไปในท้องที่อื่นๆ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า ‘ในบางพื้นที่ไม่มีล่าม ฉันอยากจะขอให้คุณดิลกช่วยเป็นล่ามติดตามไปในท้องที่อื่นๆด้วยจะได้ไหม’ ผมตอบว่า ‘ด้วยความเต็มใจพระเจ้าข้า’ แต่ต้องขออนุญาตนายอำเภอก่อน นายอำเภอเมื่อได้ยินดังนั้นก็กราบบังคมทูลตอบเสียงดังฟังชัดว่า ‘อนุญาตพระเจ้าข้า'”น้ำเสียงของเขากลั้่วหัวเราะ

การถวายงานล่ามส่วนพระองค์ทำให้เขาทราบถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกชาวบ้านที่จะได้เข้าเฝ้าฯ นอกจากตรวจสอบประวัติ รายละเอียดต่างๆแล้ว คนที่จะเข้าเฝ้าฯนั้นต้องวีไอพีจริงๆ แต่วีไอพีในที่นี้หมายถึงชาวบ้านที่เดือดร้อน ยากจนมาก ลำบากจริงๆ ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ในฐานะล่ามส่วนพระองค์ เขาบอกว่าแม้ในหลวงจะทรงมีพระราชภารกิจหนักหนาแค่ไหน ก็ยังทรงเปี่ยมด้วยพระราชอารมณ์ขัน

“วันไหนพระองค์ท่านทรงงานหนัก ท่านจะตรัสเป็นภาษามลายูว่า วันนี้ ซาเก๊ะกาปาลอจริงๆ แล้วทรงชี้ไปที่พระเศียร หรือบางทีก็ตรัสว่า ปือนิงกาปาลอ แล้วก็ลูบพระนาภี สองคำนี้แปลว่าปวดหัว ปวดท้อง อุปกรณ์การปฏิบัติพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ของในหลวงที่เห็นเป็นประจำคือ  ดินสอ กล้องถ่ายรูป วิทยุสื่อสาร สมุดจด แผนที่ เท่านี้ก็ออกทรงงานได้แล้ว เรื่องการกินอื่นๆก็ทรงไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย”

กว่า 40 ปีของการถวายงานล่ามส่วนพระองค์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเฉพาะจะชนะใจชาวมุสลิมผู้นี้คนเดียวเท่านั้น หากแต่ยังชนะใจพี่น้องชาวมุสลิมไทยทั้งแผ่นดิน

“เดิมทีเมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาใหม่ๆ พวกชาวบ้านจะเรียกว่า รายอซีแย หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งคล้ายๆกับชาวต่างประเทศที่ดูห่างเหิน แต่กาลเวลาผ่านมากว่า 60 ปี พระองค์ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งปวง ภายหลังชาวไทยมุสลิมเรียกในหลวงว่า รายอกีตอ เรียกสมเด็จพระราชินีว่า ประไหมสุหรีกีตอ ซึ่งแปลว่า ในหลวงของเรา และพระราชินีของเรา การที่พวกเขาเรียกเช่นนี้ย่อมหมายถึงความไว้วางใจ เคารพรัก ศรัทธา และจงรักภักดี สิ่งเหล่านี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา และสร้างขึ้นมาไม่ได้ด้วยวัตถุ”

จวบจนถึงวันนี้ไม่ว่าไทยพุทธ ไทยมุสลิมจะมีคำกล่าวถึงในหลวงเหมือนกันโดยไม่แบ่งแยกว่า

“กีตอกาเซะ รายอกีตอ …. ในหลวงของเรา เรารักในหลวงของเรา”

หมายเหตุ-ข้อมูลจากนิตยสารฅ.คน ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม พ.ศ.2549

ว่าที่ ร.ท.ดิลก ศิริวัลลภ ขณะทำหน้าที่ล่ามประจำพระองค์

 

 

“คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์”บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460283

"คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์"บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชกาลที่9

เรื่องและภาพ วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. บรรยากาศบริเวณวัดอมรินทรารามวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช อันเป็นเส้นทางเคลื่อนขบวนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 มีพสกนิกรชาวไทยจำนวนมากมาเฝ้ารอเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นคือ คณะนักดนตรีชื่อ “คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์” วงนี้เกิดจากการรวมตัวของพนักงานในบริษัท “KING I.T.” บริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก

วิสิทธิ์ ผ่องใส ตัวเเทนวง กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของวงคิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ มาร์ชชิ่ง แบนด์ เกิดจากเจ้าของบริษัทเป็นนักดนตรี จึงชักชวนพนักงานก่อตั้งวงดนตรีประจำบริษัทขึ้นมา โดยเป็นการรวมตัวของศิษย์เก่าอดีตนักดนตรีของเเต่ละสถาบัน มีอิสระในการเล่น เเละไม่ได้รับว่าจ้างให้กับที่ใด ส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะโอกาสงานเทิดพระเกียรติ อาทิ วันคล้ายพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม และวันสำคัญอื่นๆ ก็จะนำวงดนตรีของบริษัทเข้าไปร่วมบรรเลงเป็นประจำมานานกว่าสิบปีเเล้ว

”วันนี้วงเรามากันมากกว่า 30 คน เป็นงานที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เเต่เมื่อมันเกิดขึ้นเเล้ว ก็อยากจะร่วมบรรเลงเพลงสักหนึ่งเพลงก็ยังดี เพื่อส่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านสู่สวรรคาลัย โดยเพลงที่นำมาบรรเลง ล้วนเเล้วเเต่เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่เล่นอยู่เป็นประจำทั้งสิ้น เช่น เพลงใกล้รุ่ง”

วิสิทธิ์ บอกความรู้สึกที่มีต่อในหลวงว่า เคยรับเสด็จพระองค์ท่านครั้งหนึ่ง ได้เห็นพระพักตร์ในระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว ถือว่าเป็นบุญของชีวิตมาก ทั้งนี้ในส่วนของพวกเรานักดนตรีก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุด ทุกครั้งที่ได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์เทิดพระเกียรติในหลวงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

”ทุกคนรู้สึกจิตใจหดหู่ พูดไม่ถูก เเละน้ำตาไหล เเต่ก็มากันด้วยความเต็มใจเเละเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ เพื่อส่งพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”

 

 

 

 

 

 

ก่อการร้ายคลุมเครือ ซ้ำเติมความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460182

ก่อการร้ายคลุมเครือ ซ้ำเติมความเชื่อมั่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศแจ้งเตือนเหตุก่อการร้ายในพื้นที่ กทม. ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค.นี้ พร้อมกำชับไปยังแต่ละพื้นที่ให้เฝ้าระวัง กวดขัน ติดตามรถต้องสงสัย ถือเป็นสัญญาณอันตรายและส่งผลสั่นคลอนความมั่นคงภายในอย่างรุนแรง

ในมุมหนึ่งการออกมาเตือนล่วงหน้าย่อมถูกมองว่าเพื่อให้ประชาชนได้ระมัดระวังตัวที่จะเดินทางไปไหนมาไหน ตลอดจนหวังสร้างความร่วมมือดึงประชาชนให้ช่วยมาเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุ หรือความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบอีกทางหนึ่ง

แม้วิธีการลักษณะนี้จะนำไปสู่ความ “แตกตื่น” และสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายกระทบต่อไปถึง “ความเชื่อมั่น” ในสายตาต่างชาติที่มองเข้ามายังประเทศไทย

ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมยิ่งฉุดให้สถานการณ์ภายในประเทศย่ำแย่หนักกว่าเดิม ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ซึ่งสุดท้ายย่อมย้อนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ที่สำคัญการออกมาแจ้งเตือนครั้งนี้ ซึ่งมีการระบุช่วงเวลาชัดเจนวันที่ 25-30 ต.ค. ไปจนถึงทะเบียนรถต้องสงสัย แต่ทว่ายังขาดรายละเอียดอื่นๆ ทั้งเรื่องว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหน แรงจูงใจในการก่อเหตุ หวังผลอะไร ที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

บางกระแสมองว่านี่อาจเป็นเพียงแค่การ “ดักคอ” แบบหว่านแหโดยไม่มีน้ำหนัก เพียงแต่เฝ้าระวังในช่วงที่สุ่มเสี่ยงธรรมดาเนื่องจากเดือน ต.ค. มีวันที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายวัน และยังมีวันครบรอบเหตุรุนแรงในอดีต เช่น วันที่ 10 ต.ค. เป็นวันสถาปนาฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็น วันที่ 12 ต.ค. เป็นวันประกาศธรรมนูญของขบวนการพูโลใหม่ วันที่ 25 ต.ค. ตรงกับเหตุการณ์ตากใบ

การออกมาประกาศให้เฝ้าระวังช่วงนี้ จึงอาจเป็นการสุ่มเฝ้าระวังแบบยังไม่มีข้อมูลที่มีน้ำหนักก็ได้

เนื่องจากก่อนหน้านี้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงไล่มาตั้งแต่ระเบิดกลางกรุงครั้งแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เรื่อยมาอีกหลายครั้งจนถึงระเบิดที่ศาลพระพรหม ล้วนแต่เกิดเหตุขึ้นมาโดยไม่มีการข่าวระแคะระคายแจ้งเตือนล่วงหน้า

การแจ้งเตือนล่วงหน้าครั้งนี้ จึงอาจเป็นการ “แก้ลำ” พยายามลบล้าง “แผลเก่า” แสดงให้เห็นว่าการข่าวของคสช.ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาอย่างหนักในอดีตนั้น เวลานี้ไม่มีปัญหาแล้วเนื่องจากสามารถออกมาแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้มีการเฝ้าระวังได้ก่อนจะเกิดเหตุ

บางกระแสมองว่านี่อาจเป็นเพียงแค่การจุดประเด็นร้อนเพื่อกลบกระแสข่าวฉาวเรื่องทัวร์ฮาวาย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ด้วยการเปิดประเด็นร้อนใหม่ขึ้นมากลบกระแสหรือไม่

เมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่าเรื่องการก่อการร้ายนี้ส่วนมากจะไม่มีการออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้เกิดความ “แตกตื่น” ในสังคม

เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของรัฐบาล คสช.เวลานี้ มีกลไกอำนวยความสะดวกในการติดตาม สืบสวน สอบสวน ตรวจค้นได้อย่างกว้างขวาง บางส่วนจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรดำเนินการอย่างเงียบๆ ทั้งการติดตามเฝ้าระวังและการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยมากกว่าจะออกมาเปิดประเด็นใหญ่สู่สาธารณะที่อาจจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมานอกจากการตรวจค้นในหลายพื้นที่และยังไม่พบความผิดปกติชัดเจนแล้ว การออกมาเปิดประเด็นว่าจะมีคนร้ายประกอบระเบิดคาร์บอมบ์ แล้วนำมาก่อเหตุในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในช่วงนี้ ย่อมสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย เมื่อมีการระบุพื้นที่เป้าหมายจุดล่อแหลมเป็นห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ทางด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาชี้แจงว่า การแจ้งเตือนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล นั้นในฐานะที่เป็นหน่วยปฏิบัติมีการเตรียมการในการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งนี้การแจ้งเตือนเป็นเรื่องปกติ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ทั่วโลกมีการก่อการร้าย ประเทศไทยถือเป็นจุดหนึ่งจะเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้

“เมื่อมีการแจ้งเตือนมา หน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องความมั่นคงจะเข้มงวดในการตรวจสอบ ระแวดระวัง นอกจากนี้การแจ้งเตือนไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นมีการแจ้งเตือนมาตลอด”

ที่สำคัญ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนจะเป็นข่าวจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่เราต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลสำเร็จจะได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจและความเข้าใจประชาชน สำหรับบทบาทกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในปัจจุบันเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการร่วมกันทุกขั้นตอน

ปัญหาความคลุมเครือที่เกิดขึ้นมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและมีแต่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น

 

เปิดปูม 33 สนช.ใหม่ ช่วยนิติบัญญัติหรือต่างตอบแทน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459979

เปิดปูม 33 สนช.ใหม่ ช่วยนิติบัญญัติหรือต่างตอบแทน?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มเติมตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 จำนวน 33 คน

โดยแบ่งเป็นอดีตนายทหาร 26 คน นายตำรวจ 2 คน และพลเรือน 5 คน เพื่อทำหน้าที่ช่วยภารกิจ สนช.ที่เหลือในการออกกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมถึงกฎหมายที่ค้างคาการพิจารณาซึ่งเหลืออยู่

ทั้งนี้ สนช.ใหม่ทั้ง 33 ราย ได้ทยอยเดินทางเข้ารายงานตัว ณ อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา หากเปิดประวัติจะพบว่าแต่ละคนที่เข้ารับตำแหน่งนั้นไม่ธรรมดา

เริ่มด้วย พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าปี 2492 รุ่นที่ 24 หลังจบการศึกษาได้เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ โดยตำแหน่งสุดท้ายได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย เมื่อปี 2529 ต่อมายังได้รับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2535

ขณะเดียวกัน ยังมีศักดิ์เป็นน้องชาย น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน อดีตพระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พล.ท.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา รองเสนาธิการคนที่ 2 รับผิดชอบงานและเอกสารงานการข่าวและกิจการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร พล.อ.ท.จิรวัฒน์ มูลศาสตร์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธินและเสนาธิการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์ เตรียมทหารรุ่น 23 เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เคยปฏิบัติภารกิจสำคัญในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าทำหน้าที่บริหารประเทศใหม่ คือ จัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ

พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย รองเสนาธิการทหาร เป็นผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 22 และมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และยังเคยปฏิบัติภารกิจสำคัญร่วมกับ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในการควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ปี 2553

พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก และเป็น 1 ใน 16 คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. พล.ร.อ.ทวีชัย บุญอนันต์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือและหัวหน้าคณะทำงานพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนนโยบายรัฐบาล

พล.อ.ธนดล สุรารักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก และอดีตเจ้ากรมทหารช่าง ณ ค่ายภาณุรังษี กรมการทหารช่าง ต.พงสวาย อ.เมือง จ.ราชบุรี พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ธีรชัย

พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 16 และโรงเรียนนายเรือ รุ่นที่ 7 นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ อีกทั้งยังมีหน้าที่ดูแลเรื่องพลังงานกับความมั่นคงของชาติ พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ พล.ร.ท.รัตนะ วงษาโรจน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน โดยได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2559 พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ น้องชาย พล.อ.กัมปนาท อีกทั้งยังเป็นแกนนำเตรียมทหารรุ่นที่ 16

พล.ต.วุฒิชัย นาควานิช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 น้องชายพล.อ.ธีรชัย ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน พล.ท.ศิริชัย เทศนา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ

พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาค 3 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 16 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 27 พล.ท.สรรชัย อจลานนท์ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก เคยดำรงตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับหมวดทหารม้า กองพันทหารม้าที่ 7 ผู้บังคับกองร้อย กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์

พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 22 พล.ร.อ.สุชีพ หวังไมตรี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 17 โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนเสนาธิการ

พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่  พล.ท.สุรใจ จิตต์แจ้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 19 และ พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองเสนาธิการทหารอากาศ เคยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมข่าวทหารอากาศ

ส่วน สนช.จากตำรวจ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 34 และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 35 และยังเป็นคนสนิท พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ด้าน สนช.จากพลเรือน เจริญศักดิ์ ศาลากิจ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ วิทยา ผิวผ่อง  อดีต ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็น ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

“เสน่ห์กรุงเทพฯต้องไม่สกปรก” วัลลภ สุวรรณดี มือจัดระเบียบทางเท้ากทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459921

"เสน่ห์กรุงเทพฯต้องไม่สกปรก" วัลลภ สุวรรณดี มือจัดระเบียบทางเท้ากทม.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหาบเร่แผงลอยแน่นเอี้ยดเต็มทางเท้าที่คนกรุงคุ้นเคยกันดี วันนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต หลังจากที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าจัดระเบียบอย่างเด็ดขาดจริงจัง เพื่อคืนทางเท้าให้กับประชาชน

วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะมาเปิดเผยถึงนโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้กับเมืองหลวงของประเทศไทย

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับและทำตามกฎหมาย” 

หมดเวลาเอาเปรียบคนอื่น

แม้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง  พ.ศ. 2535 จะระบุไว้ว่า ‘การค้าขายบนทางเท้านั้นเป็นเรื่องผิด’ ทว่าที่ผ่านมาภาพหาบแร่แผงลอยตั้งขายกันทั่วทุกมุมเมืองนั้นถือเป็นการผ่อนปรน เปิดโอกาสให้กับผู้มีฐานะยากจนสร้างรายได้

วัลลภ สุวรรณดี เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อครั้งกรุงเทพมหานคร ยังเป็นเมืองที่ไม่มีความหนาแน่นของประชากร การจราจร และการก่อสร้างมากดังเช่นปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายสมัยได้มีการอนุโลมให้ค้าขายบนทางเท้า เรียกว่า ‘จุดผ่อนผัน’ เพื่อดูแลผู้ค้าที่มีฐานะทางเศรษฐกิจย่ำแย่

“ช่วงนั้นผู้ว่าฯ เปิดโอกาสให้หารายได้บนทางเท้า แต่ระยะหลังบ้านเมืองหนาแน่น ทั้งคน ทั้งรถ การก่อสร้างอาคาร คอนโดที่อยู่อาศัย บางจุดในอดีตไม่มีคนเดิน วันนี้กลับเต็มไปหมด กระทั่งเกิดการร้องเรียนอย่างหนักจากประชาชนตั้งแต่สมัย ผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่ง กทม.พยายามแก้ปัญหาร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น) มาตลอด งานนี้เจ้าพนักงานจราจรก็ปวดศีรษะ อยากให้ กทม.จัดการให้ในหลายๆ จุด”

วัลลภ บอกว่า แผงค้าบนทางเท้านั้นทับซ้อนไปด้วยปัญหามากมาย ตั้งแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งจากมิจฉาชีพและการจราจร ตลอดจนพบว่าประเภทของผู้ค้าได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี มีศักยภาพในการหารายได้สูง บางแผงยกเลิกค้าขายแล้ว ตามหลักพื้นที่ต้องฟันหลอ แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเซ้งต่อในระดับตัวเลข 6-7 หลัก

“ปัญหาจากการขายนั้นมีมาก เช่น ผู้ค้าไปเช่าที่เก็บถังหรือรถใส่สินค้าตามพื้นที่ใกล้เคียง ถึงเวลาก็เข็นออกมาขาย ซ้ำเติมปัญหารถติด หรือการตั้งร้านวางสินค้า บางแห่งเว้นที่เหลือให้คนเดินเพียง 60 เซนติเมตร พอคับแคเบียดเสียดก็เป็นช่องให้พวกมิจฉาชีพ ล้วงกระเป๋าจนเป็นคดีความมากมาย โดยเฉพาะในท้องที่ สน.บางรัก และสน.ปทุมวัน

ส่วนประชาชนที่ไม่อยากซื้อของ ไม่อยากเบียดเสียด ก็เลือกลงมาเดินบนถนนเช่นเดียวกับคนที่ยืนรอตามป้ายรถเมล์ พอรอบนทางเท้าไม่สะดวกก็ลงมายืนข้างล่าง กลายเป็นความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเข้าไปอีก หนักกว่านั้นพื้นที่อย่างสีลมหรือสุขุมวิทช่วงกลางคืนยังพบว่า มีการค้าขายสินค้าเถื่อนและปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารริมทาง ขายสุราหรือเหล้าปั่นด้วย เรื่องแบบนี้สังคมต้องรับทราบ”

นอกจากแผงค้าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนแล้ว ลึกลงไปกว่านั้นยังสร้างความลำบากในการจัดการความปลอดภัยยามเกิดภาวะฉุกเฉินเหตุร้ายขึ้นด้วย  ยกตัวอย่างเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2558 การเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องพบอุปสรรคขัดขวางจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแผงค้านอกกฎหมาย

“เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ เป็นอุทาหรณ์ชั้นดี เพราะการก่อการร้ายจากผู้ไม่หวังดีนั้นสร้างสถานกาณ์ได้ทุกรูปเเบบ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นบนรถไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลำบากมาก กว่าจะฝ่าด่านผู้ค้าไปได้ ขณะที่ผู้ประสบภัยลงมาไม่ได้ เพราะติดขัดไปหมด ลองนึกดูหากคนรู้จักของเราเจ็บป่วยหรือเจอสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ด้านบน เดินลงมาข้างล่าง เข้าหาโรงพยาบาลไม่ทัน เพราะติดแผงผู้ค้า จะเสียหายขนาดไหน”

แผงค้าถูกกฎหมายว่างกว่าหมื่นแห่ง 

ที่ปรึกษากทม.รายนี้ยืนยันว่า ไม่ได้รังแกหรือบีบบังคับให้ผู้ค้าย้ายออกจากพื้นที่ชนิดไม่ทันตั้งตัวหรือไร้การวางแผน กลับกันมีการประชุม เจรจาทำความเข้าใจหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังจัดหาพื้นที่การค้าแห่งใหม่รองรับด้วยซ้ำ โดยโครงการจัดระเบียบผู้ค้าหายเร่แผงลอย เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนก.ค. 2557 ถึงปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้ทั้งสิ้น 233 จุด ครอบคลุมจำนวนผู้ค้า 19,678 ราย ในพื้นที่ 42 เขตทั่วกทม.

“เราประชุมกันก่อน แล้วค่อยๆปรับเปลี่ยน ยกตัวอย่างที่สยามสแควร์ เมื่อก่อนขายตั้งเเต่ 10.00 น. – 24 .00 น. เราก็ขอปรับเปลี่ยนไม่ให้ขายตอนเช้า ให้ขายตั้งเเต่ 19.00 น. เป็นต้นไป เป็นมาตรการผ่อนปรน ตั้งเเต่สมัยผู้ว่าสุขุมพันธุ์ บริพัตร กระทั่งช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการประชุมตลอด ไม่ใช่ประชุมแค่ 4 วันหรือ 48 ชั่วโมงแล้วไล่ เฮ้ย คุณออกไป ไม่ใช่แบบนั้น”

ข้อมูลน่าสนใจคือ ตลาดในการบริหารจัดการของสำนักงานตลาดกรุงเทพฯและเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จากแผงค้ารวมทั้งสิ้น 28,857 แห่ง มีแผงค้าว่างถึง 10,538 แห่ง ซึ่งเท่ากับว่ายังมีพื้นที่ให้ผู้ค้าจับจองอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกเพียบ

ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันว่า มาตรการที่ใช้ในแต่ละพื้นที่นั้นไม่แตกต่างกัน คือเริ่มสำรวจเเผงค้า หาพื้นที่แห่งใหม่รองรับ พร้อมเจรจาเจ้าของที่ดินโดยขอร้องให้เจ้าของงดเก็บค่าเช่าในช่วง 3-6 เดือนแรก และคงค่าเช่าในระยะ 3 ปีแรก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ก่อนจะเรียกประชุมผู้ค้าเพื่อทำความเข้าใจและวอนขอให้ย้ายไป โดย 3 ต.ค.ที่ผ่านมา กทม.สามารถเคลียร์พื้นที่หลายจุด และจัดการไปทั้งหมด 105 จุด เคลียร์ผู้ค้าไปทั้งสิ้น 4,883 ราย ในพื้นที่ 19 เขต

“ทุกจุดที่กทม.จัดระเบียบไม่ว่าจะเป็นคลองถม สะพานเหล็ก ปากคลองตลาด กทม.ได้จัดที่ค้าใหม่ให้หมด แรกๆก็ต่อต้านบ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยอมและปรับตัวได้ อย่างคลองถม เราจัดสถานีสายใต้ใหม่ ถ.บรมราชชนนีให้ ทุกวันนี้ขายดิบดี สัปดาห์ละ 7 วัน วันละหลายชั่วโมง หรือที่ ตลาดนัดรถไฟ รามอินทรา มีคนเดินแน่นทุกวัน ให้กลับมาที่เดิม พวกเขาไม่เอาแล้ว”

สำหรับผู้ค้าบริเวณสยามสเเควร์ พื้นที่ปัญหาล่าสุด ได้จัดพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วนพงษ์พระราม ขนาด 7 ไร่ 46 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไว้ให้ โดยติดตั้งไฟฟ้า ขีดเส้นล็อกแผงสินค้า และเตรียมนำห้องน้ำสาธารณะไปติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนผู้ค้าย่านประตูน้ำ ถนนราชปรารภ กทม.ได้เจรจากับเอกชน ขอใช้พื้นที่ซอยหัสดิน ซึ่งอยู่ระหว่างซอยราชปรารภ 2-4 และใต้ทางด่วนพงษ์พระราม เป็นพื้นที่รองรับ มีการทำความสะอาดและติดตั้งโครงหลังคาแผงค้าให้เรียบร้อยแล้ว

กลุ่มผู้ค้าดอกไม้สดในบริเวณปากคลองตลาดรวมตัวกันประท้วงเจ้าหน้าที่ กทม. เมื่อช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา

เลิกอ้างเอกลักษณ์และความยากจน

ไม่นานมานี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้จัดอันดับ 23 เมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก อันดับหนึ่งหนีไม่พ้นกรุงเทพฯ โดยซีเอ็นเอ็นระบุว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่พลาดอาหารริมถนนในกรุงเทพฯ” อย่างไรก็ตามสำหรับ กทม. แล้ว  การจัดอันดับดังกล่าวไม่น่าดีใจนัก เพราะไม่ได้มองในเรื่องกฎหมายและความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย

“ขอบคุณที่ให้เกียรติ เเต่ถามกลับว่าสุขอนามัยของร้านจำหน่ายอาหารบนทางเท้าเป็นอย่างไร มีใครพูดถึงการล้างจานไหม ล้างด้วยน้ำกี่กะละมัง เวียนใช้กี่ครั้ง พูดไหมว่าร้านนำไขมัน เศษอาหารเทลงท่อระบายน้ำ ฉะนั้นที่บอกว่าการจัดระเบียบทำให้เสน่ห์หายไป ผมว่าไม่เกี่ยว ตรงนั้นไม่ใช่เสน่ห์ เเต่คือความสกปรก เอกลักษณ์ความเป็นไทยต้องมองอย่างรอบด้าน ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนอยากเดินกินของอร่อยๆ แล้วถูกล้วงกระเป๋า ถามว่าล้วงกระเป๋า เป็นเอกลักษณ์ที่บวกเข้าไปด้วยหรือเปล่า หรือถ้าไม่อยากโดนล้วงกระเป๋าก็ลงมาเดินบนถนน เพื่อเสี่ยงต่อการถูกรถชนเเทน นั่นเป็นเอกลักษณ์เหรอ”

ส่วนข้ออ้างเรื่องความยากจนเพื่อขอผ่อนปรนนั้น วัลลภบอกข้ามไปได้เลย เพราะหากวัดกันที่เงินตรา กฎหมายระเบียบคงไม่มีความหมาย ที่สำคัญคาดว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมกว่าผู้ค้าปัจจุบันหลายราย

“ผู้ค้าบางคน ตอนมาประท้วง ยังขอความเห็นใจบอกว่า ขายตรงนี้ทำให้เขาซื้อบ้าน ซื้อรถ สร้างเนื้อสร้างตัวได้  ผมถามกลับว่า ถ้าคนอื่นที่เขาไม่มีอะไรเลยจะขออย่างคุณบ้างล่ะ ระเบียบสังคมอยู่ตรงไหน ถ้าจะเเข่งกันด้วยความจน อาจจะมีคนที่เหมาะสมกว่าคุณด้วยซ้ำ”

ที่ปรึกษา ยืนยันว่า ที่ผ่านมา กทม.ดำเนินการทุกอย่างด้วยการผ่อนปรน มองข้ามความผิดของผู้ค้า เปรียบดั่งการหลับตาข้างเดียวจัดการปัญหามาตลอด ซึ่งขอให้เข้าใจว่าหาก กทม.ไม่ทำตามกฎหมาย จะกลายเป็นผู้ผิดเสียเอง ประชาชนทั่วไปฟ้องร้องได้ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คำถามสำคัญที่สุดหลังการจัดระเบียบก็คือ ทำอย่างไรให้ความเรียบร้อยเป็นไปอย่างยั่งยืน

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ความยั่งยืนอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับวินัยของทุกคนในสังคม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ ผู้ค้า และผู้ขายที่จะต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ ตระหนักในความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังนี้ชี้แจงด้วยว่า การจัดระเบียบไม่ได้เป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากกทม.ทำมาตลอดหลายพื้นที่ตั้งแต่ยังไม่มีคสช.

“ทุกคนต้องช่วยกันให้ความถูกต้องนั้นยั่งยืน ผู้ว่าฯกำชับเลย กลับมาไม่ได้  ทุกวันนี้สั่งการให้สำนักเทศกิจทุกเขต ถ่ายรูปรายงานจุดที่ดำเนินการไปเเล้วทุกวัน เเละฟังการร้องเรียนตลอด  แต่เข้าใจว่าคนไทยก็คือคนไทย พูดตรงๆว่า ไม่ค่อยรักษาวินัย พอเจ้าหน้าที่หันหลัง ก็กลับมาปูผ้าค้าขายกันอีก ฉะนั้นพี่น้องประชาชนต้องช่วยด้วย ไม่ซื้อ ไม่สนับสนุน และแจ้งเจ้าหน้าที่ ความยั่งยืนครั้งนี้ขึ้นอยู่ที่สังคม”

ทั้งหมดนี้เป็นคำชี้แจงจาก วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงการพลิกโฉมทางเท้าเมืองหลวงครั้งสำคัญ

 

“คอร์รัปชั่น” ต้นเหตุสำคัญปัญหาถนนโลกพระจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459918

"คอร์รัปชั่น" ต้นเหตุสำคัญปัญหาถนนโลกพระจันทร์

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ภาพผู้หญิงอาบน้ำนุ่งกระโจมอกกลางถนนไปถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แล้วนะ หลายประเทศนำเอาไปเป็นแบบอย่าง แล้วบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลให้ดีกว่านี้ อายเขาไหมล่ะ”

ความไม่พอใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังภาพดังกล่าวแพร่สะพัดประจานปัญหาการสร้างถนนที่เป็นหลุมบ่อและความล่าช้าของระบบราชการในพื้นที่ไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

กระนั้นนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านทนไม่ไหวกับปัญหาสภาพถนน การประท้วงถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเกิดขึ้นหลายครั้งด้วยภาพประท้วงที่ตลกเสียดสีจนบางทีขำไม่ออก เช่น ชาวบ้านรวมตัวกันใช้สุ่มจับปลากลางถนนลูกรังที่เป็นหลุม หรือปลูกต้นกล้วยกลางถนน แต่หากเทียบกับถนนใจกลางเมือง หรือหน้าบ้านพักนักการเมืองทั้งหลายคงไม่เป็นเช่นนี้แน่ เป็นคำถามที่ประชาชนสงสัยว่าเพราะอะไร หรือควรทำอย่างไรปัญหานี้จึงจะหมดไปจากประเทศไทย

ชาวบ้าน จ.หนองบัวลำภู ประท้วงนุ่งกระโจมอกอาบน้ำโคลนกลางถนน / ภาพ : หนังสือพิมพ์หนองบัวลำภูนิวส์

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ผู้รับบทบาทตรวจสอบทุจริต กล่าวว่า ถนนดีสามารถทำได้ แต่สาเหตุที่ถนนพังอยู่บ่อยครั้งเพราะมีการทุจริต ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วในประเทศไทย โดยรูปแบบการโกงก็ทำคล้ายๆ กัน ไม่ว่าภาคไหนก็ตาม เพราะเมื่อคนโกงอยู่ที่ไหนก็โกงได้หมด

“การดำเนินทุกโครงการต้องมีการกำหนดมาตรฐานก่อสร้างถนน (สเปก) ไว้อย่างละเอียดว่าต้องใช้หิน ทราย ปริมาณเท่าใด หรือถนนบดอัดเท่าไร และเมื่อถึงขั้นตอนการตรวจสอบก็จะต้องเจาะดูว่าความหนาแน่นของถนนได้มาตรฐานหรือไม่ แต่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าไปตรวจสอบจริง ปล่อยให้บริษัทผู้รับเหมาดำเนินการเอง

…เมื่อนายช่างผู้ควบคุมงานไปตรวจก็มักให้ซองกันมาบ้าง หรือถ้ามีความสนิทสนมกัน ดูเสร็จก็กลับบ้านโดยที่ไม่ได้ทดสอบจริง รวมถึงการทำงานเมื่อกำหนดว่าถนนขนาดนี้ ต้องผูกเหล็กขนาดใดจึงได้มาตรฐานก็อาจลดขนาดเหล็กลงสักนิดก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นแล้ว หรือถนนคอนกรีตมาตรฐานกำหนดความหนาต้องไม่น้อยกว่า 17 ซม. แต่เมื่อเทปูนจริงอาจเหลือเพียง 13-15 ซม. ตรงนี้ถ้าลดปริมาณความหนาของถนนไป 3-4 ซม. หรือลดขนาดเหล็ก ปริมาณทรายไปนิดหน่อยก็เป็นเงินมหาศาล”

วิลาศ ระบุว่า การหาประโยชน์ก็จะได้ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มประกวดราคาโครงการ ผู้ให้งบประมาณ คณะกรรมการตรวจรับงาน นายช่างควบคุมงาน ฯลฯ ต้องได้หมด เพราะปัจจุบันการทุจริตแต่ละโครงการมีมูลค่าถึง 40% ของราคาค่าก่อสร้างถนน ไม่นับรวมค่าอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม เช่น เครื่องจักร ฉะนั้นการทุจริตขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมากในประเทศไทย

ชาวสตูลประท้วงนำกล้วยมาปักกลางถนนที่เป็นหลุมบ่อ

ด้าน รศ.คมสัน มาลีสี ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า รูปแบบการก่อสร้างถนนในประเทศไทยมี 2 ลักษณะหลัก คือ ถนนบดอัดเทคอนกรีต ซึ่งพบมากในเขตเมือง ส่วนแบบที่ 2 ถนนบดอัดเทแอสฟัลต์ (ถนนยางมะตอย) ซึ่งพบมากตามต่างจังหวัด หรือถนนเชื่อมระหว่างเมือง เพราะถนนแบบยางมะตอยนี้ ค่าก่อสร้างจะถูกกว่าถนนคอนกรีตมาก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ถนนพังบ่อยมีหลายปัจจัย อาทิ รถที่ใช้ถนนบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด ส่วนที่ 2 ถนนบดอัดไม่ดีพอ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่ดิน

นอกจากนี้ การสร้างถนนจะมีงบประมาณกำหนดไว้คิดเป็นตารางเมตรว่ามีมูลค่าเท่าไร แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการกำหนดมาตรฐาน แต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มสัมปทานผู้รับเหมาในพื้นที่ จึงทำให้เกิดการแข่งขันสู้ราคาประมูลโครงการให้ถูกกว่า นี่จึงเป็นอีกปัญหาที่ทำให้ถนนพัง เพราะถ้าหากผู้รับเหมาทำถนนราคาต่ำ คุณภาพจะออกมาไม่ดี และมักพบว่าถนนพื้นที่นั้นคุณภาพไม่ดีอยู่เรื่อย

“คนไทยสร้างถนนที่ดีมีคุณภาพได้ เพราะศักยภาพการคุมงาน ผู้รับเหมา วัสดุคอนกรีตของไทย นับว่ามีคุณภาพสูง แต่ที่เป็นปัญหาเช่นนี้ เพราะมีการแข่งขันสู้ราคากันของผู้รับเหมาให้ต่ำลงเพื่อให้ได้โครงการ และต้องจ่ายใครเพื่อให้ได้งาน ฉะนั้นต้องไปดูในส่วนนี้ว่ามีเบี้ยรายทางหรือไม่ ถ้ามีก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนคุณภาพถนนลดลงไปอีก ฉะนั้นการที่นายกรัฐมนตรีบ่นว่าถนนทำไมถึงพัง ผมว่าทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

รศ.คมสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาถนนพังเหล่านี้ ทุกคนรู้ว่าเกิดจากอะไร ถ้าจริงจังกับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพและกระบวนการต่างๆ รวมถึงปราบเรื่องคอร์รัปชั่นได้ ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย

 

ชงรัฐผุดเศรษฐกิจพิเศษสุขภาพ ปั๊มกำลังซื้อรับสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 21:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459709

ชงรัฐผุดเศรษฐกิจพิเศษสุขภาพ ปั๊มกำลังซื้อรับสังคมสูงอายุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “สังคมผู้อายุ” ในอีก 6 ปีข้างหน้า คือก่อนปี 2568

ข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ในปี 2565 (ก่อนเข้าสังคมผู้สูงอายุ 3 ปี) ประเทศไทยจะมีประชากรถึงจุดสูงสุดที่ 67.9 ล้านคน

ทว่าปริมาณแรงงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จำนวน “คนงาน” กลับลดลงเรื่อยๆ และจะยิ่งลดลงอีกอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในระยะเวลา 5 ปี จะเติบโตเพียง 3% แต่จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสังคมผู้สูงอายุจะทำให้อัตราการเติบโตเหลือแค่ 2.6% เท่านั้น

จากข้อมูลของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและอนาคตประเทศไทย” ภายใต้การประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ในข้างต้น

ชัดเจนว่าสังคมผู้สูงอายุจะนำพาประเทศชาติเผชิญหน้ากับความเสี่ยง

ที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยก็คือ เมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ภาระงบประมาณของรัฐบาลในการดูแลรักษาสุขภาพก็เพิ่มสูงเป็นเงาตามตัว

อาจารย์สมเกียรติ อธิบายว่า ระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลของประเทศไทยเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อถึง 2 เท่า

ข้อมูลปี 2557 พบว่า ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ มีค่าใช้จ่ายรวมถึง 2.5 แสนล้านบาท

ผลการศึกษาของ วิลเลียม บอร์มอล (William Baumol) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชี้ว่าสาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลแพงเนื่องจากเป็น “บริการหัตถกรรม” ที่ต้องใช้แรงงานคนและทักษะเฉพาะด้าน

ว่ากันในรายละเอียด สาเหตุที่ทำให้บริการหัตถกรรมมีต้นทุนสูง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีมีราคาแพง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบายเมดิคัล ฮับ ทุรเวชปฏิบัติ รวมทั้งการผูกขาดในวิชาชีพ

ทว่าในมุมมองของ ศ.วิลเลียม สิ่งเหล่านี้มีส่วนให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง แต่ก็ยังไม่ใช่สาเหตุหลักของราคาแพง

สำหรับต้นตอของปัญหาเป็นเพราะบริการหัตถกรรมจะมีผลิตภาพเท่าเดิม (การผลิตเท่าเดิม) ในขณะที่ต้นทุนด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ตามทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กฎข้อที่ 1 ก็คือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อคน จะเติบโตใกล้เคียงกับรายได้ต่อหัวของประเทศนั้นๆ

นั่นก็คือเมื่อประเทศพัฒนาไป ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจะสูงขึ้น

อาจารย์สมเกียรติ บอกว่า ไม่มีวิธีการใดจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็พอจะมีทางชะลอปัญหาได้ เช่น เทคโนโลยีราคาแพงก็ต้องประเมินความคุ้มค่า หรือทบทวนนโยบายเมดิคัลฮับเพื่อลดอุปสงค์ ส่งเสริมการใช้ยาราคาถูก ลดทุรเวชปฏิบัติและลดการผูกขาดในวิชาชีพ

ทั้งหมดจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลง แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วเพื่อสร้างกำลังซื้อ

การก่อกำเนิดของนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไปจนถึงไทยแลนด์ 4.0 จึงมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

หนึ่งในสาขาที่จะถูกปั้นก็คือ “บริการสุขภาพ” ซึ่งมีจุดเด่นคือราคาถูก บุคลากรเก่ง ต้อนรับดี โรงพยาบาลมีคุณภาพ โดยพบว่าบริการสุขภาพในประเทศไทยถูกกว่าของสหรัฐอเมริกา 6-15 เท่า สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากกว่าปีละ 1 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม การผลักดันบริการสุขภาพโดยเฉพาะนโยบายเมดิคัล ฮับ ย่อมสร้างผลกระทบต่อคนไทย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์จากชนบทหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะถูกดึงตัวเข้าสู่ระบบเอกชน จนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัว

ข้อเสนอของอาจารย์สมเกียรติก็คือ ควรเปิด “เศรษฐกิจพิเศษสำหรับรักษาพยาบาล”

ควรเปิดโอกาสให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสุขภาพจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการคนไข้ต่างประเทศในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งปัจจุบันกฎหมายของประเทศไทยห้ามไว้

“เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เพื่อลดแรงกดดันของบริการต่างๆ หากเน้นส่งเสริมบริการอย่างเมดิคัล ฮับ โดยไม่เปิดเสรีให้มีบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามารักษาพยาบาลคนไข้ต่างประเทศ แรงกดดันก็จะมีมากขึ้นต่อคนไทย” ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุ

 

เปิดภารกิจปั๊มกฎหมาย เร่งรัดปฏิรูป-กรุยทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459540

เปิดภารกิจปั๊มกฎหมาย เร่งรัดปฏิรูป-กรุยทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อีกไม่กี่อึดใจประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันนี้

ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญถึงมือ พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เท่ากับว่าในปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง สส.อย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นมีภารกิจที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำมากมายเพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศ หนึ่งในนั้น คือ การจัดทำกฎหมาย

ทั้งนี้ การจัดทำกฎหมายดังกล่าวแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.ต้องจัดทำให้แล้วเสร็จ และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดย สนช.มีเวลาพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจาก กรธ.

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ถ้า สนช.ให้ความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

ส่วนที่ 2 การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ทั่วไป โดยมาตรา 278 อาจเรียกได้ว่าเป็นบทบังคับที่จะมีผลให้ฝ่ายข้าราชการเกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ เพราะมีการกำหนดว่าถ้าไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กฎหมายกำหนด คณะรัฐมนตรีต้องสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพ้นตำแหน่ง

มาตรา 278 บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีกำหนดดำเนินการให้จัดทำร่างกฎหมายที่จำเป็นตามมาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 63 ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้น

ในกรณีที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ให้คณะรัฐมนตรีกำหนดระยะเวลาที่แต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน แต่ทั้งนี้เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 240 วันตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งไม่อาจดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้คณะรัฐมนตรีสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่ง”

สำหรับกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐต้องดำเนินการจัดทำตามมาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 63 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ร่างกฎหมายควบคุมการดำเนินการของรัฐหรือกรณีที่รัฐอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ หรือชุมชน หรือ
สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

2.ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม

3.ร่างกฎหมายที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน การจัดทำร่างกฎหมายในส่วนที่ 2 นี้ จะรวมไปถึงร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้วย

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 259 กำหนดให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และประกาศใช้ภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน โดยให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อการปฏิรูปเป็นการเฉพาะด้วย

กรณีของการปฏิรูปตำรวจ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมและไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อนเป็นประธาน มีหน้าที่ในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปดังกล่าว และตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายฉบับใหม่ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส

ขณะที่การปฏิรูปการศึกษากำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระหนึ่งคณะ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี มีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

นับจากนี้ไปภารกิจในระยะเปลี่ยนผ่านกำลังจะเริ่มอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ต้องรอดูว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างที่ คสช.หวังหรือไม่

 

ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459329

ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

อีก 5 ปี สังคมไทยกำลังนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ในปี 2564 เมื่อถึงตอนนั้นจำนวนประชากร 20% ของประเทศจะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี สวนทางกับประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง

ที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มวางนโยบายรับมือตั้งแต่ก่อตั้งกรมกิจการผู้สูงอายุ เมื่อปี 2558 รวมถึงตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ขึ้นมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีไอเดียทำแผน “โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุให้มีงานทำ” จึงเป็นเรื่องน่าจับตาว่าทิศทางการดำเนินนโยบายนี้อีก 5 ปี จะไปทิศทางใด

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นด้วยว่า โมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณเป็นแนวคิดที่ดี และควรเร่งทำให้เสร็จภายใน 5 ปี เพราะปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว

“ขณะนี้สถานการณ์การจ้างงานขาดแคลนในเชิงปริมาณมีมานาน และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนเพิ่ม เห็นได้จากปัจจุบันไทยต้องใช้แรงงานต่างด้าวเกือบ 3 ล้านคน”

ยงยุทธ เสนอว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณ เบื้องต้นจะต้องทำระบบฐานข้อมูล คัดกรองกลุ่มผู้สูงอายุให้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ โดยมีเกณฑ์ด้านสติปัญญา ภาวะสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และความสนใจงานของแต่ละบุคคลมาเป็นตัวชี้วัด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการแยกกลุ่มระหว่างผู้สูงอายุระดับบนและระดับล่าง ซึ่งกลุ่มแรงงานระดับบนที่มีความรู้สูงอาจให้ทำงานเป็นที่ปรึกษากับแรงงานรุ่นใหม่ที่ขาดประสบการณ์ ส่วนกลุ่มผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาดี ควรให้ทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เช่น สอนภาษา ฯลฯ

ขณะที่กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุที่มีความรู้ไม่เท่าระดับผู้บริหาร แต่มีทักษะประสบการณ์ทำงานสูง ตรงนี้ต้องพิจารณาดูลักษณะงานให้เหมาะสม เช่น หลายประเทศหน่วยงานภาครัฐจะจ้างในรูปแบบสัญญา ให้ทำงานลักษณะพนักงานเก็บเงิน ฉะนั้นมองว่ารัฐควรนำเงินส่วนหนึ่งมาจ้างงานกับบุคคลกลุ่มนี้ แทนที่จะจ้างคนรุ่นใหม่ทั้งหมด คิดว่ากระทรวงแรงงานต้องสร้างระบบการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุขึ้นมา และต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลโดยตรง ทั้งเรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่ไม่ควรน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน

“ยังมีผู้สูงอายุเป็นหลักล้าน หรืออย่างน้อยก็หลายแสนคน ที่ยังต้องการทำงานอยู่ ฉะนั้นถ้าหากสามารถขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุให้มีงานทำได้ นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุได้มีเงินออมต่อไป ก็จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัวในอนาคต”

ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การพัฒนาจะทำให้แรงงานผู้สูงอายุมีความรู้เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงยังจะเป็นการช่วยลดปัญหาสังคม เพราะหากรอความช่วยเหลือจากรัฐผ่านเบี้ยชราภาพ 800 บาท/เดือน คงไม่พอกิน เพราะสมัยนี้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท/เดือน จึงจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิต

ขณะที่ พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) อธิบายว่า หลักการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามปฏิญญาสากลจะต้องทำให้มีความมั่นคง 3 ด้าน คือ 1.ด้านสุขภาพ ต้องทำให้การดำเนินชีวิตมีสุขภาพที่ดี 2.ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีรายได้ มีงานทำ และมีเงินออมเพื่อเป็นปัจจัยทำให้ชีวิตเกิดความมั่นคง และ 3.ต้องมีหลักประกันที่มั่นคงจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม

สำหรับโมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ รัฐและเอกชนต้องทำให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง ส่วนแรงงานนอกระบบ นายจ้างต้องส่งเสริมให้ผู้ที่เป็นผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของตนเองด้วย ฉะนั้นทิศทางการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายการเกษียณออกไป ถ้าเป็นกลุ่มผู้บริหารองค์กรที่มีทักษะสูง สถานประกอบการเอกชนก็พร้อมรับเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มทั่วไป อย่างน้อยรัฐควรสนับสนุนจ้างงานในสถานที่ราชการ ตามชุมชน ท้องถิ่น โรงพยาบาล และสถานีอนามัย

“การต่อขยายอายุการทำงาน ขณะนี้เริ่มใช้แล้วในกลุ่มงานผู้พิพากษา อัยการ เพราะต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นขณะนี้มีการออกกฎหมายขยายอายุการทำงานแล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นกำหนดให้บางอาชีพสามารถทำงานได้ถึงอายุ 67 ปี เช่น ผู้พิพากษา ส่วนอาชีพที่เน้นใช้แรงงานกาย ใช้ความว่องไว และเสี่ยงอันตราย เช่น ตำรวจ ทหาร ตรงนี้ถ้าไม่มีงานตำแหน่งรองรับ ก็อาจอยู่ไม่ได้”

พญ.ลัดดา ระบุว่า การเสนอแนวคิดจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณอายุราชการ ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ส่วนตัวคิดว่าราชการคงไม่สามารถขยายงานได้ทุกประเภท แต่ถ้าจำเป็นต้องขยาย ควรเริ่มจากกลุ่มที่ต้องการทักษะฝีมือเฉพาะมาเติมส่วนที่ขาดก่อน จากนั้นถึงพิจารณากลุ่มงานประเภทอื่นๆ

ขณะเดียวกัน รัฐควรส่งเสริมเรื่องการออมด้วย เพราะชีวิตผู้สูงอายุหลังเกษียณถ้าคิดเพียงแต่จะใช้เงินสะสมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และถ้าสุดท้ายมาพึ่งรัฐด้วยจำนวนมากเกิน รัฐก็คงไม่มีจะให้พึ่งเช่นกัน

“ผู้สูงอายุหลังเกษียณควรต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 2 ล้านบาท เพื่อให้มีใช้จ่ายเฉลี่ย 8,000-9,000 บาท/เดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้หากเทียบกับสภาพปัจจุบันอาจดูไม่มาก แต่ความเป็นจริงผู้ที่จะออมเงินได้ถึง 2 ล้านบาทมีน้อยมาก เพราะจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้จากการเก็บออมเป็นรายได้มีเป็นส่วนน้อย เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากบุตรเลี้ยงดูแลรับผิดชอบ รองลงมาเป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้จากการออมคงไม่พอ คนกลุ่มนี้ถึงยังต้องทำงานอยู่”พญ.ลัดดา กล่าว

พญ.ลัดดา กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก หรืออาจมีน้อย ซึ่งจะทำให้อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนยุคปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตอาจมีรายได้จากบุตรลดลง และต้องพึ่งพาตนเองจากการทำงานมากขึ้น ควบคู่ไปกับต้องเก็บออมเงินให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีเงินดูแลตนเองไปตลอดจนช่วงท้ายของชีวิต

ด้านผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่าง ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณให้มีงานทำ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุระยะที่ 1 ช่วงปี 2559-2564 โดยแบ่งเป็น 5 กลยุทธ์ย่อย คือ 1.ต้องกระจายงานเข้าสู่ชุมชน เพื่อทำให้ผู้สูงอายุทั่วไปที่อยู่บ้านมีงานทำ 2.ร่วมมือกับภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ เบื้องต้นมีสถานประกอบการร่วมโครงการแล้ว 12 แห่ง 3.สร้างตลาดแรงงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

4.ขยายการเกษียณอายุราชการเฉพาะตำแหน่ง 5.ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัยในอาชีพที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทำแล้วบางหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน เช่น ให้มาเป็นกรรมการฯ ที่ปรึกษา หรือวิทยากร

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะ เท่าที่อายุมากถึง 70 ปี ในรูปแบบสัญญาจ้างปีต่อปี หรือจ้างเหมาเป็นรายโครงการ ส่วนกลุ่มข้าราชการเกษียณทั่วไป ขณะนี้มีเปิดลงทะเบียนฝึกประกอบอาชีพ รวมถึงได้เปิดศูนย์รับลงทะเบียนผ่านศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุ ของกรมการจัดหางานแล้ว คาดว่าโมเดลนี้จะชัดเจนภายใน 6 เดือน เพื่อเตรียมตัวรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุในปี 2564

 

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459310

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว/โชคชัย สีนิลแท้

ปัญหาการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ที่เห็นได้ชัดเจนในเวลานี้คือ ปัญหาน้ำท่วม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวสูงมาก จนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของเมืองยังรองรับไม่ทัน

ข้อมูลจากบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า กรุงเทพฯ นับตั้งแต่ปี 2538 จนถึงเดือน ส.ค. 2559 หรือประมาณ 21 ปี มีจำนวนคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพิ่มขึ้นจากอดีต 1.8 แสนยูนิต ส่วนโครงการนอกเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 2.5 แสนยูนิต

ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6.5 แสนหน่วย จะเห็นว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีมีจำนวนการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมาย และยังไม่รวมถึงอาคารศูนย์การค้า อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน

มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้คนจากทั่วประเทศต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมืองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้สาธารณูปโภคที่จะมารองรับไม่เพียงพอ ประกอบกับมีการพัฒนาพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำ หรือแนวฟลัดเวย์ทำให้กีดขวางทางระบายน้ำ หรือมีการถมดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม จนทำให้พื้นถนนต่ำกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองปลายน้ำ โอกาสที่น้ำท่วมเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คนเมืองกรุงจึงต้องทำใจยอมรับให้ได้ในระดับหนึ่ง และคิดในเชิงบวกว่าเราจะอยู่อย่างไรกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น จะแก้ปัญหาและจัดการกับระบบน้ำอย่างไร โดยยอมรับกับธรรมชาติของน้ำ ซึ่งก็มีหลายแนวคิดที่ใช้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับเมืองที่มีลักษณะเหมือนกรุงเทพฯ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับน้ำคือ การยกใต้ถุนสูง ที่สามารถนำมาประยุกต์ในการปรับปรุงเมืองยุคใหม่ได้

ด้าน นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้มีฝนตกในภาคกลางและกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งปริมาณน้ำฝนรวมและปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะที่ฝนตก ทำให้ระบบการระบายน้ำซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

“การแก้ไขก็คงต้องรื้อและปรับปรุงระบบ ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และดำเนินการไปตามลำดับ คงต้องนึกภาพว่าถ้าเปลี่ยนท่อระบายน้ำกันทั้งกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร ส่วนเสริมอื่นๆ ที่ต้องทำในเบื้องต้นอาจเป็นการทำพื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และดึงน้ำรอระบายจากถนนไปเก็บไว้ในนั้น”

ขณะที่แหล่งข่าวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งเห็นว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการจัดสรรตามที่ผังเมืองกำหนด หรือสิ่งที่ภาครัฐวางกรอบการพัฒนากำหนดในรูปแบบของผังเมือง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อพัฒนาไปแล้วไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น พัฒนาโดยการไปถมที่ดินทับลำราง ทางน้ำไหลผ่าน หรืออาจจะพัฒนาอยู่บนพื้นที่รับน้ำ

“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการใหม่ขึ้นมาต้องคำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น อาจจะต้องมีการก่อสร้างพื้นที่หน่วงน้ำภายในโครงการ เพื่อเป็นการระบายน้ำภายในพื้นที่โครงการ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ แต่ก็เป็นที่ทราบว่าการลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากขึ้น ภาระที่แท้จริงก็จะตกไปอยู่กับผู้บริโภค”

ขณะที่ ปิยะ ประยงค์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจแวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ให้ความเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ รวมไปถึงหลายจังหวัดในเขตปริมณฑลนั้น ไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดปัญหาใหญ่ในช่วงนี้ แต่หากศึกษาในอดีตจะพบว่ามีปัญหามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากในพื้นที่ภาคกลางนั้นเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ดินต่ำ การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการวางแผนอย่างบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงานเหมือนกับประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

“กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้น้ำระบายออกได้รวดเร็ว ในหลายครั้งที่ผ่านมาจะพบว่ามีมวลน้ำขนาดใหญ่ทางภาคเหนือไหลลงมา ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการระบายออกอย่างรวดเร็วไปยังโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยต้องมีการขุดลอกคลองหรือลำราง รวมไปถึงใช้หลักในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีการพร่องน้ำออก แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่เห็นหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ปัญหาการรุกล้ำบริเวณลำคลองนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหาขยะล้นเมือง เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ระบบการรับน้ำและระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ” ปิยะ กล่าว