“ประกาศหาบ้านให้หมาแมวจร”…เช็คดีดีก่อนให้ใครไปเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449880

"ประกาศหาบ้านให้หมาแมวจร"...เช็คดีดีก่อนให้ใครไปเลี้ยง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…โครงการเพื่อนข้างถนน

ข่าววินมอเตอร์ไซค์หนุ่มทำทีขอรับแมวจรจัดจากเฟซบุ๊กไปเลี้ยง ก่อนลงมือทำร้ายจนตายอย่างโหดเหี้ยม กำลังสร้างความสลดหดหู่ให้แก่บรรดาคนรักสัตว์

ภณิตา สุนทรัตต์ เจ้าของโครงการเพื่อนข้างถนน เปิดเผยว่า เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ที่กำลังประกาศหาบ้านให้สุนัขและแมวจรจัดให้ตรวจสอบคนที่มาขอรับเลี้ยง

ขั้นตอนพิจารณาผู้มาติดต่อขออุปถัมภ์หมาแมวจรจัดของโครงการเพื่อนข้างถนน มี 4 ข้อ ประกอบด้วยดังนี้

1.ให้ผู้ขอรับเลี้ยงกรอกแบบฟอร์มข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ อาชีพ สถานที่ทำงาน ฯลฯ เพื่อให้ทราบตัวตนว่าเป็นใคร มาจากไหน

2.ขอสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อยืนยันว่าชื่อผู้ขอรับเลี้ยงตรงกับบ้านที่อยู่อาศัยจริง

3.ต้องมีการสัมภาษณ์ถึงวัตถุประสงค์การรับสัตว์ไปเลี้ยง และความพร้อมในการเลี้ยง รวมทั้งลงชื่อยอมรับข้อตกลงในหนังสือสัญญาของโครงการ เช่น ต้องฉีดวัคซีน-ทำหมันตามกำหนด และพร้อมดูแลรักษาพยาบาลเมื่อสัตว์เจ็บป่วย

4.ถ้าเป็นไปได้ ควรนำสัตว์ไปส่งถึงบ้าน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถานที่เลี้ยงเหมาะสมเอื้ออำนวยหรือไม่

 

คำถามที่เราอยากรู้คือ อยากเลี้ยงไปทำไม เพื่ออะไร บางคนให้เหตุผลว่าที่บ้านมีงูเยอะ หนูเยอะ จะเอาไปเลี้ยงเพื่อจับงู จับหนู แบบนี้เหมือนส่งหมาแมวไปเสี่ยงตาย บางคนอยากเลี้ยงเพราะน่ารัก จะให้เป็นของขวัญแฟน ถ้าเกิดวันนึงคุณเลิกกัน ใครจะเลี้ยงต่อ พ่อแม่บางคนอยากเอาไปให้ลูกเลี้ยง เราก็ถามว่าถ้าเค้าอึ ฉี่เรี่ยราด เช็ดได้ไหม ไม่ใช่เกี่ยงกันทำ หรือวันนี้ยังตัวเล็กน่ารัก พอโตขึ้นไม่น่ารักแล้วเกิดเบื่อ ไม่อยากเลี้ยงต่อ สุดท้ายเอาไปทิ้ง บางคนบอกว่าเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา อยากรับเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวให้บ้านมีความสุข เพื่อให้น้องหมาน้องแมวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แบบนี้โอเค การสัมภาษณ์เปรียบเสมือนการวัดใจซึ่งกันและกัน ทุกคำตอบจะสะท้อนออกมาชัดเจนว่าคุณมีเจตนาอย่างไร

ข้อสำคัญอีกประการคือ นำสัตว์ที่จะรับไปอุปถัมภ์ไปส่งให้ถึงบ้านผู้รับเลี้ยง การไปดูถึงบ้านจะได้เห็นว่าบ้านมีบริเวณกว้างขวาง มีรั้วรอบขอบชิดไหม ไม่ใช่เลี้ยงในที่แคบๆ ยิ่งเป็นคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนต์ บ้านเช่า แบบนี้เราไม่ค่อยอยากให้ เพราะถ้าวันหนึ่งเจ้าของไม่อนุญาตให้เลี้ยง หรือเลิกเช่า ย้ายที่อยู่ โอกาสที่สัตว์จะถูกทิ้งมีสูงมาก คนเลี้ยงหมาแมวบนคอนโดพลาดตกระเบียงตายไปก็เยอะ อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกเลี้ยงแบบระบบเปิด หมายถึง ปล่อยให้ไปเล่นนอกบ้านไม่สนใจไยดี ไปอึ ฉี่ได้ตามใจ ไม่มีวินัย สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน แบบนี้เสี่ยงทั้งติดโรค ถูกรถชน ถูกทำร้าย แบบนี้เราก็ไม่อยากให้ไปเลี้ยง

จากประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดมานานกว่ายี่สิบปี ภณิตาบอกว่า สเตตัสประกาศตามหาบ้านให้น้องหมาน้องแมวที่โพสต์โดยคนรักสัตว์หน้าใหม่ ส่วนใหญ่ไม่มีการตรวจสอบคัดกรองผู้มาติดต่อขอรับไปเลี้ยงอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เท่าที่เห็นไม่ค่อยเช็คกันหรอกว่า คนที่มาขอไปเลี้ยงเป็นใคร บ้านอยู่ไหน สภาพแวดล้อมเป็นยังไง มีความพร้อมแค่ไหน ขอให้ได้บ้านใหม่ก็เป็นพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน Pet Show บางงาน คุยกันไม่ถึง 3 นาทีก็ให้ไปแล้ว บางเจ้ายื่นข้อเสนอเลยว่าคุณซื้ออาหารสัตว์บริจาคให้เราหนึ่งกระสอบ รับสัตว์ไปได้เลย พวกนี้ต้องการปล่อยสัตว์ไปเร็วๆ จะได้ไม่เป็นภาระ แล้วมาเคลมว่าตัวเองหาบ้านให้หมาแมวจรจัดได้เยอะ เน้นยอดเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แต่หมาแมวจะไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ชะตากรรม พวกโรคจิตเดี๋ยวนี้มีเยอะ ทั้งเอาหมาไปล่ามโซ่ ขังในกรงแคบๆ ให้อดข้าวอดน้ำ เพาะพันธุ์ขายต่อ เอาไปเป็นอาหารให้สัตว์อื่น หรือร่วมเพศแบบวิปริตก็เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ

ผู้ก่อตั้งโครงการข้างถนน ทิ้งท้ายว่า เมื่อส่งมอบสัตว์จรให้แก่ผู้รับเลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย ควรติดตามอัพเดตความเคลื่อนไหวเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขกับชีวิตใหม่

บางคนก็ดีส่งรูปมาให้ดูตลอดว่า หมาแมวมีความเปลี่ยนแปลงยังไง กินอิ่ม อ้วนท้วนสมบูรณ์ มีความสุขอยู่ในบ้านดีๆ เจ้าของใจดี แต่บางคนก็เงียบหายไปเลยจนเราต้องตามไปดูถึงบ้าน ปรากฎว่าเอาไปทิ้ง เราบอกกับผู้มาขอไปเลี้ยงทุกคนว่า ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ถ้าวันใดคุณเลี้ยงไม่ไหว ก็ติดต่อมาได้ เรายินดีรับคืนทุกตัว

การประกาศหาบ้านให้สุนัขและแมวจรจัดผ่านเฟซบุ๊ก ถือเป็นกิจกรรมดีๆที่คนใจบุญทั้งหลายสามารถช่วยเหลือสัตว์ไร้บ้าน อดโซ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ให้มีชีวิตใหม่ มีบ้านอยู่อาศัย มีอาหารกิน มีเจ้าของคอยดูแลประคบประหงม แต่หากผู้ที่มาขอรับสัตว์เหล่านั้นไปอุปการะเป็นบุคคลวิปลาส จิตใจโหดเหี้ยมทารุณ หวังเพียงแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

การมอบน้องหมาน้องแมวให้ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายไปตลอดชีวิต …

ภณิตา สุนทรัตน์ ผู้จัดการโครงการเพื่อนข้างถนน

 

เศรษฐกิจดิจิทัล “ข้อมูลคืออำนาจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 15:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449798

เศรษฐกิจดิจิทัล "ข้อมูลคืออำนาจ"

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ในโลกดิจิทัล ที่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ตื่นนอนที่ชีวิตออนไลน์เกือบตลอดเวลา จึงทำให้ชีวิตดิจิทัล เหมือนโดนติดตามอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผ่านออนไลน์จะเกิดข้อมูลจำนวนมากหรือบิ๊กดาต้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเครื่องมือที่วิเคราะห์หรืออนาไลติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด (หรือ HDS) กล่าวว่า ปี 2016 เป็นปีแห่งความท้าทายในการรองรับบิ๊กดาต้า คลาวด์ โซเชียลมีเดีย รวมถึงเทรนด์ของ Internet of Things ได้เข้ามาในทุกส่วนของธุรกิจและสังคมอย่างเป็นจริงและมากขึ้นๆ

ดังนั้น ในปี 2559 จึงเป็นปีแห่งความท้าทายขององค์กรในการรองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ทางธุรกิจที่เกิดจากแพลตฟอร์มที่ 3 นี้ ซึ่งสิ่งที่หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญจึงเป็นเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) หรือการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทั้งในเรื่องของการจัดการและดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า และการสร้างโมเดลธุกิจใหม่ๆ ด้วยการนำข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งแบบที่มีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำไปวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจ

ยกตัวอย่างการนำบิ๊กดาต้าไปใช้งานให้เกิดประโยชน์เชิงธุรกิจอย่างชัดเจน คือ กลุ่มธนาคารที่นำข้อมูลการใช้งานบริการที่เกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์หรือโมบายแบงก์กิ้งมาต่อยอดด้วยการนำข้อมูลดังกล่าวไปให้กลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่ พัฒนาบริการทางการเงินที่เรียกว่า ฟินเทค (Fintech) รวมทั้งบล็อกเชน (Blockchain) ก็กำลังจะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ตัดความเป็นอินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์ออกไป

ทางด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้งานโซเชียลมีเดียของคนทั่วไปนั้น ถือว่าเป็นข้อมูลแบบ
ไม่เป็นทางการ หรือ อันสตรัคเจอร์ดาต้า (Unstructure Data) ที่องค์กรธุรกิจต้องการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจมาใช้ในการจับผลทางอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า ว่าลูกค้ามีความรู้สึกกับแบรนด์อย่างไร มีผลเป็นเชิงบวกหรือลบการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านดาต้าแวร์เฮาส์แบบเดิมนั้น อาจเป็นวิธีที่ดีแต่กว่าจะได้ข้อมูลต้องใช้เวลานาน การนำเครื่องมือที่เข้าถึงได้แบบดาต้าไลเซชั่นทำให้ได้ข้อมูลที่มีความไดนามิกและกึ่งเรียลไทม์ที่ช่วยจัดเงื่อนไขการทำงานได้ง่ายขึ้น

หากเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ จะมีฐานข้อมูลของลูกค้าที่เคยช็อปออนไลน์ พฤติกรรมและการเลือกซื้อสิ่งของ จากนั้นระบบจะประมวลและส่งข้อความเกี่ยวกับโปรโมชั่นส่วนลดเพื่อให้ลูกค้าไปใช้งาน การเก็บข้อมูลลูกค้าบนโลกออนไลน์และนำไปใช้ต่อยอดในช่องทางออฟไลน์ที่เรียกว่า ออมนิแชนแนล นั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ตลาดที่แบรนด์ทุกกลุ่มไม่ควรมองข้าม

นอกจากการนำข้อมูลแบบบิ๊กดาต้าไปใช้ในเรื่องของโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจด้านการขายแล้ว ที่ประเทศสิงคโปร์มีการนำข้อมูลบนบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาไข้หวัดนก โดยจะคาดการณ์การบินของนกว่าไปในเส้นทางไหน หรือสัตว์ปีกมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติอย่างไร การนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมารวมกันและประมวลผลเพื่อป้องกันปัญหาไข้หวัดนก ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของภาครัฐที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านวิเคราะห์บิ๊กดาต้าของภาคธุรกิจในกลุ่มโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าลงทุนสูงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะช่วยด้านธุรกิจในอนาคต แต่ในไทยนั้นยังถือว่าเป็นช่วงเรียนรู้ที่จะลงทุนเรื่องนี้ เพราะนอกจากเครื่องมือแล้ว ปัญหาสำคัญคือยังมีบุคลากรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเหมาะสมน้อย ส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ และคาดว่าจำนวนข้อมูลจะเติบโตขึ้น 40% ทุกปี ทำให้การเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีบิ๊กดาต้ามีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีที่ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลเชิงลึก สร้างโอกาสทางธุรกิจ มีดังต่อไปนี้ ประการแรก ธุรกิจสามารถรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่ดึงมาจากโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ และเริ่มวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เพื่อทำให้ทราบว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือใคร สถานที่ซึ่งคนเหล่านั้นชอบไป หรือคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจคืออะไร การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้การวางแผนด้านการตลาดในยุคนี้ไปไกลได้มากกว่า การวางแผนแบบเดิมๆ ที่เน้นวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยดูจากยอดขาย โดยธุรกิจในยุคนี้สามารถพัฒนารายละเอียดข้อมูลของลูกค้า (Customer Profile) จากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโลเกชั่น ประวัติการเสิร์ช การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ การสนทนาบนโซเชียลมีเดียได้แบบเรียลไทม์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทดสอบแคมเปญก่อนเปิดตลาด

ประการที่ 2 ธุรกิจจะต้องคำนึงถึงข้อมูลเป็นหัวใจหลักในทุกอย่างที่ทำ และจัดลำดับความสำคัญในการประเมินค่าข้อมูลที่สำคัญทางเทคนิคและข้อมูลที่สำคัญสำหรับธุรกิจในการขับเคลื่อนทั่วทั้งองค์กร เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านบิ๊กดาต้า ธุรกิจต้องใช้ประโยชน์จากสายธารข้อมูล (Data Lake) โดยนำข้อมูลต่างๆ ที่เป็น Silo มารวบรวมเพื่อให้สามารถจัดเก็บ เข้าถึง และจัดการข้อมูลของผู้ใช้ปลายทางที่มีมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดาย

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เช่น เทคโนโลยี Search Engine Optimization (SEO) การทำ Social Media Listening และการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (Data Mining) เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแคมเปญทางการตลาด หรือจะเป็นการใช้อัลกอริทึมแบบอัตโนมัติ (Automated Algorithms) เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความพิเศษกับลูกค้ามากขึ้น

ในยุคอินฟอร์เมชั่น อีโคโนมี (Information Economy) ปริมาณของข้อมูลและจำนวนของอุปกรณ์และบริการที่เชื่อมต่อกันจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการศึกษาดิจิทัล ยูนิเวิร์ส (Digital Universe) ของ EMC พบว่าปริมาณการจัดเก็บข้อมูลของทั้งโลกจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 44 เซตตาไบต์ ภายในปี 2020 ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่สำคัญหากธุรกิจสามารถจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ได้

บิ๊กดาต้า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ธุรกิจ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นในแนวทางเดียวกัน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานและช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีความต้องการต่างกันได้

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) และเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคต่างต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์แบบเรียลไทม์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปผ่านดีไวซ์หลากหลาย คำถามคือ องค์กรต่างๆ จะรับมือกับความคาดหวังเหล่านี้ได้อย่างไร

ด้วยความชาญฉลาดจากการสร้าง Data Lake หรือแหล่งรวบรวมข้อมูลดิบขององค์กร จะทำให้องค์กรสามารถหาข้อมูลเชิงลึกสำหรับการดำเนินงานได้แบบใกล้เรียลไทม์ ทำให้องค์กรทำงานได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองได้รวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า

การตลาดที่ใช้ดาต้าเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น คือ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร และสร้างสรรค์โซลูชั่นและประสบการณ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจในประเทศไทยต้องเริ่มต้นให้ถูกทาง

ความเข้าใจในวิธีการรวบรวมวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คือหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล และมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการวางกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ธุรกิจต้องพร้อมที่จะนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนา
ต่อยอด โดยมีการสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจและทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถใช้งบทางการตลาดได้อย่างคุ้มค่าและปรับปรุงการให้บริการลูกค้าในภาพรวมได้ดีขึ้น

 

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449373

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อมูลของศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย บ่งชี้ว่าภัยความมั่นคงและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ในปี 2556 คดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น 1,745 คดี ขณะที่ปี 2557 ตัวเลขพุ่งสูงกว่าเท่าตัวไปอยู่ที่กว่า 4,000 คดี และถัดมาปี 2558 คดีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ทะยานไปถึง 4,371 คดี และยังไม่พ้น 8 เดือนของปี 2559 ตัวเลขทางคดีมากกว่า 2,500 คดีเข้าไปแล้ว

สะท้อนไปถึงการจัดการคดีที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน จำนวนคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลมากยิ่งขึ้น ประชาชนอ้างสิทธิอันพึงมีเมื่อได้รับผลกระทบผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ผลดังกล่าวที่กลายเป็นความยุ่งเหยิงจึงนำไปสู่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้ปัจจุบันทันสถานการณ์โลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

เส้นทางการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอยู่ในชั้นกรรมาธิการสามัญพิจารณา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ซึ่งล่าสุดในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จัดขึ้นโดย สนช. เพื่อขอรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเป้าหมายของรัฐเพื่อหวังว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้จะสมบูรณ์และเท่าเทียมกันทุกคนในสังคมไทย

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยืนยันในวงสัมมนาว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขครั้งนี้ จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา และยอมรับว่าบางประเด็นมีความละเอียดอ่อนที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ท้ายสุดใน 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมาธิการจะเสนอต่อ สนช.ในวาระที่ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้กฎหมาย

ประเด็นในความละเอียดอ่อน หนีไม่พ้นในเรื่องของมาตรา 14 18 19 และมาตรา 20 ที่จะซับซ้อนกับความผิดและการพิจารณาเข้าข่ายความผิดของเจ้าหน้าที่ จนอาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก การเอาผิดฐานหมิ่นประมาทต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และที่ผ่านมาได้โยนความเห็นให้คณะกรรมการพิจารณาทางเลือกบ้าง

เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ชัชวาลย์ อธิบายว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างการคุ้มครองประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ และยังกำกับไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรซึ่งคือตำรวจภายในองค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีที่รุดหน้าไป ขณะเดียวกันงานด้านการสอบสวนทางคดีก็ต้องชำนาญด้วย และอาจจะมีการปรับผังโครงสร้างของ บก.ปอท.ใหม่ และจำต้องคัดบุคลากรให้เข้ามาทำงานด้วยคุณลักษณะที่มีความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายคอมพิวเตอร์และงานทางคดี

“หลายครั้งที่ตำรวจเองก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคดีใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ บางส่วนหมิ่นประมาทก็ต้องเป็นความผิดทางอาญา แต่หากใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือก่อเหตุ ก็ต้องเป็นความผิดอีกกฎหมายหนึ่ง ขณะที่ตามโรงพักเองเมื่อเห็นว่ามีการหมิ่นประมาทผ่านทางโลกออนไลน์ก็มักจะโยนคดีของผู้เสียหายไปยัง บก.ปอท.ทั้งหมด ซึ่งบางคดีก็ไม่เข้าข่ายความผิดของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ทำให้คดีเกิดความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ให้ข้อเสนอแนะ

ขณะที่เสียงจาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ระบุถึงข้อห่วงใยเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดย ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ เสนอในวงสัมมนาว่า มาตรา 14 (2) ยังสามารถถูกตีความฐานหมิ่นประมาทได้อยู่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุถึงความผิดในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้าง
พื้นฐานสาธารณะของประเทศ

ทั้งนี้ คำนิยามต่างๆ ในมาตรานี้กว้างและคลุมเครือ ทั้งคำว่าข้อมูลอันเป็นเท็จ และคำว่าบริการสาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความและลงโทษทางอาญากับผู้ที่แสดงความเห็นบนอินเทอร์เน็ต และจะขัดต่อสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐสามารถจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องอยู่บนฐานความชอบธรรม ความจำเป็นและความเหมาะสม 

ปิยนุช ย้ำอีกว่า กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่และศาลภายใต้มาตรา 18 19 และ 20 ซึ่งให้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย หรือระงับการเผยแพร่ หรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากศาลก่อน ซึ่งเห็นด้วยกับระบบดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงสิทธิประชาชนโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการยื่นคำร้องต่อศาล ตลอดจนการพิจารณาให้อำนาจของศาลนั้น ยังมีเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย

เสียงในวงสัมมนาเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะนำร่างก่อนจะเสร็จสิ้นในวาระ 3 ซึ่งค่อนข้างจะสมบูรณ์ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนได้เห็นกันก่อน และจะรับฟังเสียงความเห็นบนเวทีที่เปิดกว้างอีกครั้ง ก่อนที่ท้ายสุดจะไปสู่การรับร่างของ สนช.และประกาศใช้ต่อไป

 

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449348

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกือบ 2 สัปดาห์ หลังจากลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ความเคลื่อนไหวล่าสุด นักกิจกรรมที่รณรงค์ “โหวตโน” ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ ด้วยข้อหารุนแรงอย่าง ผิดมาตรา 61 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559

เริ่มตั้งแต่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ วศิน พรหมณี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพียง 1 วัน หลังทั้งสองคนสวมเสื้อโหวตโน และแจกเอกสารวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน ทั้งสองคนยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดคำสั่งของรัฐบาล เนื่องจากปฏิเสธพิมพ์ลายนิ้วมือระหว่างการควบคุมของตำรวจ

วศิน ถูกปล่อยตัวไปก่อนหน้า ส่วน จตุภัทร์ ยืนยันไม่ขอรับการประกันตัว รวมถึงประกาศอดอาหารนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

หลังจากนั้นจึงเกิดปฏิกิริยาจากทั้งในประเทศ และนานาชาติ เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับ จตุภัทร์ เนื่องจากเห็นว่าจตุภัทร์ใช้สิทธิที่พึงมีในการแสดงออกอย่างสงบ

เริ่มจาก 96 องค์กรใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ที่รวมนักวิชาการ-เอ็นจีโอ เข้าด้วยกัน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีประชาชนที่รณรงค์ประชามติและแสดงความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญและปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ตามมาด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกแถลงการณ์ไปในแนวทางเดียวกัน ให้ยุติการดำเนินคดีต่อผู้แสดงความเห็นต่างทางการเมืองโดยสุจริต และเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจให้เปิดพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเสรีบนพื้นฐานของการไม่ใช้ความรุนแรง

ขณะที่ต่างประเทศ ก็แสดงออกไปในทางเดียวกัน ทั้งเครือข่ายนักวิชาการในภาวะเสี่ยง (Scholars at Risk) และองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ซึ่งเห็นว่าการจับกุมจตุภัทร์ แสดงออกถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงออก และขอให้ปล่อยตัวทันที

ขณะเดียวกัน องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องให้สมาชิกร่วมกันเขียนจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที รวมถึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับนักกิจกรรมทั้งหมด

ส่วนพื้นที่ในโลกออนไลน์ นักวิชาการ-นักกิจกรรมหลายคน อาทิ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันเขียนจดหมายให้กำลังใจจตุภัทร์ และขอให้ผู้มีอำนาจปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที

แต่ท่าทีจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ไพบูลย์ ยังคงยืนกรานที่จะดำเนินคดีกับทั้งหมดต่อไป

“บูรณุปกรณ์” ยังถูกควบคุมตัวฐานอั้งยี่-ซ่องโจร

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ตระกูลบูรณุปกรณ์ ตระกูลนักการเมืองใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ นำโดย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และหลานสาว กับพวกรวม 10 คน ก็ถูกดำเนินคดีฐานทำเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.

ทั้งหมดโดนข้อหาหนัก ต่างจากนักกิจกรรมทั่วไป ทั้งสิบคนถูกควบคุมตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44  รวมถึงถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการทำผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง และ มาตรา 210 สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปกระทำการเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร

คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นผู้จัดทำจดหมายวิจารณ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีลักษณะบิดเบือน โดยมี บุญเลิศ และทัศนีย์ เป็นผู้จ้างวาน รวมถึงคนอื่นๆ เป็นผู้ควบคุม ยุยงปลุกปั่น ซึ่งข้อหาดังกล่าว ถูกส่งตรงไปดำเนินคดียังศาลทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่

หลังศาลทหารไม่ให้ประกันตัว อดีตนักการเมืองใหญ่ ก็ถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทันที โดยทั้งหมดถูกศาลคัดค้านไม่ให้ได้รับการประกันตัว ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 10 ปี

นอกจากนี้ ทหารได้คุมตัว รังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต สส.ลำพูน สมโภช สายเทพ สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย และปริญญา ขาววัฒน์ รองนายกเทศมนตรี ต.บ้านธิ จ.ลำพูน ในความผิดข้อหา ทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ ด้วยการแจกจ่ายเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคเหนือ และหลังจากถูกนำตัวมาควบคุมที่ มทบ.11 ที่ กทม.ครบ 7 วัน ก็ถูกส่งกลับไปดำเนินคดีที่ศาลทหารพื้นที่เกิดเหตุ โดย รังสรรค์ ศาลไม่ให้ประกันส่วนที่เหลือถูกปล่อยตัว

เสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวส่วนใหญ่ ยังมาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ที่เรียกร้องให้ดำเนินคดีด้วยกระบวนการปกติ รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งหมดทันที

หลังจาตุรนต์ แสดงความเห็นได้ไม่นาน ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวชน์ ก็แจ้งความต่อ สน.สำราญราษฎร์ ให้ดำเนินคดีกับ จิราภรณ์ ฉายแสง ภรรยาของจาตุรนต์ ในข้อหาช่วยให้ผู้กระทำความผิดคดีนี้ หลบหนีในวัดสระเกศ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าว

ทว่า สุดท้ายตำรวจก็ยังไม่ได้มีการดำเนินคดีกับภรรยาของ จาตุรนต์ แต่ระบุว่ายังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเท่านั้น ขณะที่จาตุรนต์ตั้งการ์ดเตรียมฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ หากมีการดำเนินคดีกับภรรยา

ล่าสุด โครงการอินเทอร์เน็ตกฎหมายเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมข้อมูลผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ 2559 โดยแบ่งข้อมูลเป็น 1.ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ.ประชามติ (รวมถึงคดีฉีกบัตรลงประชามติ และทำลายรายชื่อลงคะแนน) พบว่ามีมากกว่า 64 คน และ 2.ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. และกฎหมายอื่นๆ มีมากกว่า 131 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องว่า เมื่อประชามติผ่านไปแล้วควรยุติการดำเนินคดี โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น แต่ คสช.ยังปฏิเสธเสียงเรียกร้อง และสั่งการให้เร่งจัดการต่อไป

ทั้งหมดนี้จะจบลงอย่างไร น่าสนใจยิ่ง

 

บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449009

บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นเรื่องสร้างความเสียหายไม่น้อยต่อประเทศ ภายหลังเกิดเหตุระเบิด 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งทำความเสียหายให้กับสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว

จนถูกนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการเมือง โดยเฉพาะหลังจากผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามเพิ่มเติมผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ขณะที่หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีส่วนกับการขยายตัวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) วิเคราะห์ว่า เหตุผลหลักฐานขณะนี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงภาคใต้มากกว่าประเด็นทางการเมือง

ทั้งนี้ เพราะวิธีการใช้ระเบิด องค์ประกอบของระเบิด วิธีการปฏิบัติการ ศักยภาพการปฏิบัติ น่าจะเป็นขบวนการในพื้นที่ภาคใต้ หากเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง แรงจูงใจมี แต่ศักยภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่และจุดปฏิบัติการไม่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกจับหรือล้มเหลว

ศรีสมภพ ขยายความต่อว่า แต่ถ้าเป็นขบวนการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ความพร้อมในเรื่องเทคนิค ยุทธวิธี และเครือข่าย แม้จะไม่ใช่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ภาคใต้ตอนบนก็สามารถสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานในระยะยาว ดังนั้นในทางข้อสมมติฐานจึงมาทางด้านขบวนการภาคใต้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องการลงประชามติครั้งล่าสุดก็มองได้ เพราะเสียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่ และช่วงก่อนการลงประชามติประมาณต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค. มีเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงผิดปกติประมาณ 80 กว่าเหตุการณ์ และใน 80 เหตุการณ์มีระเบิดถึง 50 เหตุการณ์ ซึ่งเข้มข้นสูงมาก

และเมื่อลงประชามติแล้วก็เป็นสัญลักษณ์ในทางการเมืองส่วนหนึ่ง เหตุการณ์ภาคใต้ตอนบนก็เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ในทางแนวคิด แต่การเมืองเชื่อมโยงกับประเด็นภาคใต้ ในเรื่องอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา แสดงโชว์ให้เห็นว่าสามารถขยายไปในพื้นที่อื่นได้

“คงเตรียมการไว้นานเป็นเดือน ไม่ใช่ประชามติตัดสินใจทันที และเหตุผลเลือกช่วงนี้ซึ่งถือว่าดี เพราะหลังลงประชามติไม่กี่วัน เป็นพื้นที่ปฏิบัติการได้หากเตรียมการดี และการระเบิดแบบนี้ขนาดเล็ก ทำและหลบหนีได้ง่าย ไม่เสี่ยงมากสำหรับผู้ก่อเหตุ ช่วงเวลาเหมาะสมหลังลงประชามติใหม่ๆ วันหยุดด้วย ช่วงเวลาเลือกสอดคล้องเป้าหมายของกระแสข่าว โดยเฉพาะจุดก่อเหตุเป็นในเชิงสัญลักษณ์”

ทั้งนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ ทุกคนรู้ว่าเป็นจุดสำคัญของประเทศและรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก มันสอดคล้องกับเป้าหมายกระเทือนต่อเศรษฐกิจ และมีผลต่อการทำข่าวเพราะเป็นจุดสนใจของต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก เป็นเหตุผลสื่อสารในทางการเมือง

ขณะที่ พีรยศ ราฮิมมูลา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความเห็นส่วนตัวว่า จากการติดตามสถานการณ์ ประเด็นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่า เพราะว่ามีการป่วนก่อนลงประชามติและหลังจากประชามติก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดในอีกหลายจุด

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามติดตาม สืบสวน สอบสวน เพื่อหาหลักฐานให้ชัดเจน ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พบว่าดีเอ็นเอตรงกับแนวร่วมในพื้นที่ตากใบ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการดึงกลุ่มจากภาคใต้ช่วย

“แต่ไม่ใช่ขยายพื้นที่หรือขบวนการ เป็นวิธีการอำพราง ด้วยการนำซิมการ์ดมาเลเซียมาใช้ ทำให้เหมือนเป็นการขยายพื้นที่ ซึ่งซิมการ์ดหาซื้อได้ไม่ยากในชายแดนไทย-มาเลย์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่กลุ่มขบวนการสามจังหวัดจะขยายไปตรงนั้น ผมมองแบบนั้น

ผมคิดว่าประเทศไทยเราโชคดี เพราะเวลาเกิดเรื่องผ่านไปสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็กลับมาสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าต่อไป เป็นผลดีของวัฒนธรรมไทยเรา ถ้ากระทบใหญ่ก็เป็นเรื่องการท่องเที่ยว เป็นการทำลายรายได้หลักของประเทศให้ลดลง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้”

ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องรอฟังจากเจ้าหน้าที่ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้บงการเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกระชากกลุ่มอยู่เบื้องหลังนี้ให้ได้ และจากเหตุการณ์ที่เกิดสรุปได้ว่ามาจากกลุ่มเสียประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ด้าน เจะอามิง โตะตาหยง อดีต สส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ประเด็นเหตุการณ์ระเบิดมันมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคง ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่น รวมทั้งต้องรีบกระชากหน้ากากผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ชัดเจน

ทั้งนี้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหายโดยเฉพาะภาพลักษณ์ของรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนกระทำ เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับประชาชน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจับกุมให้ได้โดยเร็ว โดยอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากลักษณะการใช้วัตถุระเบิดต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด การทำทั้งหมดมีการวางแผนมา เป็นขบวนการ แต่จะบอกว่าเป็นฝ่ายใด ต้องขยายผลจับกุมให้ได้ และอย่าจับแพะ

“จะเป็นการยืมมือจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น เท่าที่ติดตามจากข่าวมองว่าต่างกัน เพราะลักษณะการก่อเหตุพยายามให้เกี่ยวโยงภาคใต้ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ดังนั้นในการหาข้อมูลต้องไม่คลุมเครือ เพราะหากเป็นคนที่กระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา”

 

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 13:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448823

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผลตรวจสอบระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดที่ถูกจุดชนวนให้เกิดไฟไหม้หลายพื้นที่ที่คนร้ายก่อเหตุใน 7 จังหวัดภาคใต้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจระบุว่ารูปแบบของระเบิดและการจุดชนวน ถือเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย

โดยเฉพาะเหตุเพลิงไหม้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และพังงา เป็นการวางเพลิงด้วยอุปกรณ์พิเศษด้วยการจุดระเบิด คนร้ายกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ เป็นอุปกรณ์ในการตั้งเวลาและจุดชนวน โดยมีขดลวดความร้อนต่อกับวงจรตั้งเวลาและใช้แอลกอฮอล์เหลวเป็นตัวจุดไฟ เมื่อเกิดประกายไฟขึ้นเพลิงจะลุกติดไปตามแอลกอฮอล์เหลวที่เป็นตัวเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว

และด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้การลุกไหม้ของเพลิงยิ่งรุนแรง ขณะเดียวกันก็ทำลายหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุได้ด้วย

แต่ยังมีโทรศัพท์มือถืออีกจำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่พบได้ทันและการจุดชนวนไม่สมบูรณ์ จึงไม่เกิดเหตุขึ้นและจากการนำโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมาตรวจสอบก็พบว่า โทรศัพท์มือถือถูกต่อพ่วงเข้ากับวงจรไฟฟ้า-ถ่านขนาด 3 เอ จำนวน 2 ก้อน และแอลกอฮอล์เหลว 1 อัน โดยมีการเผาไหม้ของวงจร แต่แอลกอฮอล์เหลวยังสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการเผาหรือไหม้

สืบไปจนพบว่าโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายใช้ก่อเหตุถูกนำมาจากประเทศมาเลเซีย

ข้อสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ  ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ให้ความเห็นถึงรูปแบบของระเบิดชนิดนี้ว่า ระเบิดที่ใช้ก่อเหตุล่าสุดเรียกว่า ระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง คือจุดชนวนด้วยการตั้งเวลาในโทรศัพท์มือถือ บางครั้งจุดโดยใช้แอลกอฮอล์เพื่อทำให้เกิดไฟลุกลามจากประกายไฟที่ถูกจุดขึ้น ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างที่เห็น

ส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียนั้น แตกต่างจากแบบแรกตรงที่จะไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่จะใช้ บอล-แบริ่ง เป็นสะเก็ดระเบิด ด้วยแรงระเบิดทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นมา ซึ่งรูปแบบระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ใช้บอล-แบริ่งเป็นสะเก็ดนั้น จะพบเจอบ่อยในเหตุความรุนแรงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

“การประกอบมีความเชี่ยวชาญพอสมควร แต่รูปแบบของระเบิดก็ไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ระเบิดจะถูกประกอบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนจะถูกลำเลียงมาก่อเหตุยัง 7 จังหวัด” พ.ต.อ.กำธร ให้ความเห็น

พ.ต.อ.กำธร บอกอีกว่า ในส่วนที่โทรศัพท์มือถือมีการระบุว่ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ก็เป็นงานของฝ่ายสืบสวนที่จะต้องเดินสืบตามหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

อีกหนึ่งแหล่งข่าวนายตำรวจที่คุ้นชินกับวัตถุระเบิด บอกว่า บอล-แบริ่ง ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในระยะหลัง ซึ่งอานุภาพจะรุนแรงกว่าการใช้สะเก็ดระเบิดแบบอื่นๆ เพราะบอล-แบริ่งมีน้ำหนัก เมื่อเกิดแรงอัดภายในจากระเบิด ทำให้บอล-แบริ่งพุ่งแรงหากกระทบเข้ากับคนก็ทำให้การสูญเสียเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หากจำได้เมื่อปี 2558 ที่แยกราชประสงค์ บอล-แบริ่งก็ถูกนำมาใช้เป็นสะเก็ดระเบิดด้วย และที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองก็เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระเบิดที่พบใน 7 จังหวัดภาคใต้ล่าสุดนี้รัศมีการทำลายล้างจะไม่กว้างมากนักก็ตาม แต่คนร้ายเลือกตั้งเวลาจุดชนวนในห้วงที่มีคนพลุกพล่าน ทั้งช่วงค่ำที่บาร์เบียและงานพิธีในวันแม่แห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดไฟไหม้นั้นก็น่าสนใจ เพราะคนร้ายบรรจุระเบิดในอุปกรณ์ต่างๆ ที่แน่นอนว่าคนทั่วไปจะไม่สังเกต คือทั้งในกระป๋องขนม บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้ยากต่อการสังเกตมากยิ่งขึ้น

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ได้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ แม้วิธีการก่อเหตุเป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกไป

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ประมาทและต้องดูแลทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุ อีกทั้งอยากขอร้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ส่วนมาตรการด้านการข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานด้านการข่าวจะต้องลงไปดูแลตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448575

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อไรที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้รับผลการออกเสียงจาก กกต. ทาง กรธ.จะสามารถเริ่มนับหนึ่งกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเอาคำถามพ่วงมาใส่ได้ทันที

กรธ.มีเวลาแก้ไข 30 วัน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็น 30 วัน หากศาลเห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.ไม่ขัดกับผลประชามติ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเห็นศาลวินิจฉัยว่าขัดกับผลประชามติ กรธ.จะนำกลับไปแก้ไขใหม่ภายใน 15 วัน และส่งมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องจับตา กรธ.เป็นพิเศษในระยะนี้จำนวน 2 ประเด็นด้วยกัน

1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่า กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบัญญัติเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ต้องแก้ไขบทบัญญัติบางส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ กรธ.ยังคิดไม่ตก คือ การเปิดทางให้รัฐสภา (สส.และ สว.) สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง

เดิมที กรธ.กำหนดให้การเลือกนายกฯ ให้เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากเกิดกรณีที่สภาจะเลือกบุคคลจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต.ในวันสมัครเลือกตั้ง จะต้องขอมติจากรัฐสภาเพื่อขอให้สภาเลือกคนนอกบัญชีมาเป็นนายกฯ ได้

ทว่า เมื่อคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ผ่านประชามติ ทำให้เกิดปัญหาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมืองได้จะทำอย่างไร

โดยมีหลายสูตรที่ กรธ.สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการให้รัฐสภามีมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่จะให้รัฐสภามีมติงดเว้นในการใช้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกันกับวันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ทันที หรือจะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้รัฐสภาลงมติในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนึ่งที่เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตด้วย เช่น กรธ.จะขยายอำนาจของวุฒิสภาในการตรวจสอบรัฐบาล

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้านการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติกกำหนดให้ สว.มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ย่อมอาจเป็นเหตุให้วุฒิสภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยก็ได้

หาก กรธ.ให้ความใส่ใจกับหลักความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ กรธ.ก็อาจเพิ่มอำนาจของวุฒิสภาในระยะ 5 ปีแรกเข้าไป เช่น การให้ สว.สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีอำนาจหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นต้น

แต่กระนั้นถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภานั้นต้องถือว่ายังมีน้อยอยู่พอสมควร เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้การแก้ไขของกรธ.ในลักษณะนี้ขัดกับผลประชามติ ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงบัญญัติแค่การให้สว.มีสิทธิแค่เลือกนายกฯ กับ สส.เท่านั้น

ส่วนเรื่องการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะ กรธ.เห็นตรงกันว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงบัญญัติ คือ ให้วุฒิสภามีหน้าที่ร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้ สว.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนที่ปวงชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

ดังนั้น เท่ากับว่าการเสนอชื่อนายกฯ ยังเป็นหน้าที่ของ สส.ตามเดิม เหลือแค่การกำหนดทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เท่านั้น

2.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้จัดทำจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับแรกเสร็จ กกต.ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 150 วันนับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

แม้ตามกฎหมายกระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น กรธ.ก็เริ่มหารือกันบ้างแล้ว โดยร่างกฎหมายที่ถูกโฟกัสจากหลายๆ ฝ่ายมากที่สุด คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียหายจะตกอยู่กับสองพรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไปไล่หาสมาชิกพรรคการเมืองและเริ่มกระบวนการจัดโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูเมื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.ในเวลานั้นยังคงให้พรรคการเมืองยังมีสถานะตามเดิมด้วยการกำหนดไว้ในมาตรา 135 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ว่า “ให้พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ตรงนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้ กรธ.ไม่ดำเนินการเซตซีโร่พรรคการเมือง แม้ว่าจะมีบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกันก็ตาม

นอกเหนือไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องจับตาไปที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วย เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่กำกับการเลือกตั้ง สส.ให้โปร่งใส และควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อเสียง โดยจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไป ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เตรียมเสนอให้ กรธ.พิจารณาในหลายประเด็น

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย หรือการห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ซึ่ง กกต.จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเสียด้วยซ้ำ

 

อาลัย “บรรหาร ศิลปอาชา” 83 ปี มังกรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448546

อาลัย "บรรหาร ศิลปอาชา" 83 ปี มังกรการเมือง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

การจากไปของนาย บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วัย 83 ปี ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งในวันที่ 14 ส.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทร์ทราวาส ราชวรวิหาร

ภายในงานมีบรรดาบุคคลสำคัญระดับประเทศ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก เพื่อมาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายต่อชายผู้มีชีวิตเป็นต้นแบบแก่คนรุ่นหลังปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ชายร่างเล็กใจใหญ่ เจ้าของฉายามังกรสุพรรณ โลดแล่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน ได้สร้างสีสัน สร้างวีรกรรม สร้างผลงานคุณงามความดีมากมายนานัปการ

เบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของนายบรรหารล้วนต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมาอย่างโชกโชน …

บรรหารในวัยหนุ่มถ่ายรูปกับพ่อแม่

 

บรรหารเกิดเมื่อ 19 ส.ค. 2475 ณ ห้องแถวไม้เล็กๆที่เปิดเป็นร้านขายผ้าชื่อ”ย่งหยูฮง” ภายในตลาดทรัพย์สิน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พ่อแม่ชื่อนายเซ่งกิม แซ่เบ๊ และนางสายเอ่ง แซ่ตั้ง เป็นลูกคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยสมบูรณ์ สายใจ อุดม ดรุณี และชุมพล

ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานสารพัด จ่ายตลาด หุงข้าว ทำกับข้าว หาบน้ำใส่ตุ่ม ช่วยแม่เย็บผ้า ขณะเดียวกันเป็นคนเรียนเก่ง ผลการเรียนเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาคำนวณและภาษาอังกฤษ จนเพื่อนๆตั้งฉายาให้ว่า “หัวลูกคิด”

นิสัยส่วนตัวที่ได้จากพ่อคือใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือคน ขณะที่แม่ให้ความอดทน และละเอียดรอบคอบ

อายุ 18 ปีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นเอเยนต์จำหน่ายสุราย่านหลานหลวง งานหลักคือจัดของตามใบสั่ง เช่น เหล้า เบียร์ น้ำหวาน โซดา ใส่ท้ายรถจักรยานเอาไปส่งตามที่ต่างๆ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเริ่มสนใจทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้วิธีเรียนรู้แบบครูพักลักจำจากร้านขายวัสดุก่อสร้างใกล้บ้าน ก่อนจะเปิดบริษัท ‘สหะศรีชัยก่อสร้าง จำกัด’ ขึ้นในปี 2499

บรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทสหะศรีชัยก่อสร้าง

 

 

เข้าพิธีวิวาห์กับแจ่มใส ศิลปอาชา คู่ชีวิต

 

 

ต่อสู้ฟันฝ่าดำเนินธุรกิจมาอย่างล้มลุกคลุกคลาน อาศัยความอดทน ไม่ยอมแพ้ และมัธยัสถ์อดออม ทำทุกอย่างเองทั้งหมดตั้งแต่ทำบัญชี ซื้อวัสดุอุปกรณ์ วิ่งเต้นหางานประมูล ติดต่อกู้เงินธนาคาร เขียนใบสั่งงานให้ลูกน้อง ยันปัดกวาดเช็ดถูบริษัท จนสามารถตั้งตัวได้มั่นคง

หลังประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานก็ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด กลับมาบริจาคเงินบูรณะศาลหลักเมือง สร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างถนนหนทาง สะพาน ไฟฟ้าประปา จนถึงแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีให้เจริญรุดหน้าดังที่เห็นในทุกวันนี้

ชีวิตครอบครัวสมรสกับแจ่มใส (เลขวัต) ศิลปอาชา มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ หนูนา-กัญจนา ยุ้ย-ปาริชาติ และ ท็อป-วราวุธ

ปี 2517 ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุค”สภาสนามม้า”อันลือลั่น ปี 2519 ลงสมัครเลือกตั้งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคชาติไทย และคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี 2523

เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร

ลีลาการอภิปรายในสภา

 

ปี 2537 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ควบคู่กับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2538 และเลือกตั้งใหม่ พรรคชาติไทยมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้บรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย

ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21

 

ผลงานสำคัญที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์คือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ก่อนจะกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด

ช่วงที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมือง ได้รับฉายาจากสื่อมวลชวนมากมาย เช่น “มังกรสุพรรณ” มาจากฐานเสียงหนาแน่นที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี หรือฉายา “เติ้ง” มาจากบุคลิกที่คล้ายกับเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำประเทศจีน หรือ “หลงจู๊’” จากลักษณะการทำงานเหมือนเถ้าแก่ คอยดูแลตรวจตราสั่งงาน ล้วงลูก ล้วงงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

หลังพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมรัฐบาลอีกหลายสมัย โดยคุมกระทรวงหลักที่คุ้นเคยอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับบรรหารเอง แม้ไม่ได้กลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยังลงสมัครเลือกตั้งและคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายได้ทุกครั้ง ปี 2551 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ทั้งยังถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

วาระสุดท้ายของชีวิต บรรหารดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมยังประกาศว่าเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก กระทั่งถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้-หอบหืดกำเริบ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเวลา 04.42 น.ของวันที่ 23 เม.ย.2559

นับเป็นการปิดฉากตำนานชีวิตมังกรการเมืองอย่างถาวร…

ถึงบรรทัดนี้ ขอหยิบยกเอาคำกล่าวที่บรรหารเคยกล่าวไว้ในหนังสือครบรอบวันเกิด 72 ปี ใจความสำคัญนั้นบ่งบอกถึงปณิธานสุดท้ายของชีวิตได้เป็นอย่างดี …

“เพราะชีวิตเหมือนการเดินทาง บางช่วงสนุกตื่นเต้น บางช่วงเนิ่นนาน เหน็ดเหนื่อย

การเดินทาง ทำให้เราเปลี่ยนผ่าน รู้จักผู้คน รู้จักเรื่องราวของตัวเรา ได้เรียนรู้ ได้หยุดนิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้มีข้อจำกัดอยู่เพียงสองอย่าง…สังขาร…และ…เวลา…

การเดินทางของผมมีหลายมิติ แต่ที่ปรารถนาที่สุดก็คือ ได้ใช้สังขารและเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด มีคุณค่าต่อผู้อื่น มีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน มีคุณธรรมต่อครอบครัว และมีคุณภาพต่อตนเอง

การเดินทางของผมจึงมีช่วงพักน้อยมาก ทำให้ได้ทำงานหลากหลายลึกซึ้ง หลายคนที่ห่วงใยถามผมว่า ทำไมไม่หยุดทำงาน ความมั่นคงในชีวิตก็มีพร้อม แต่เมื่อเห็นว่างานคือความสุข ก็ทำให้ไม่มีทุกข์เพราะการได้ทำงาน ตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ทำงานดูจะเป็นทุกข์มากกว่า เวลาเห็นข่าวในพระราชสำนัก ยิ่งทำให้สำนึกว่า พระเจ้าแผ่นดินของเราทรงงานหนักยิ่งกว่า นานยิ่งกว่าเสียอีก

ผมเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ปู่ ย่า เข้ามาพึ่งเงาร่มแห่งพระบรมโพธิสมภาร ผมเกิดในประเทศไทย เติบโตได้ดีด้วยน้ำใจคนไทยในสังคม คนเราแม้เลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกสถานที่ที่จะอยู่ และสถานที่ที่จะดับได้ และผมก็เลือกแล้วว่า ไม่มีที่ใด ร่มเย็นเป็นสุขเท่า…ประเทศไทย แผ่นดินแม่ แผ่นดินเกิดแห่งนี้

การทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เพื่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงทำให้มีความสุข และการเดินทางของชีวิต จึงมีเป้าหมาย…เป้าหมายที่จะได้อยู่…และดับอย่างมีความหมาย…สงบ…และภูมิใจ

ผมจึงขอบคุณแผ่นดินไทย และคนไทยทุกคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตของผมและครอบครัวมีวันนี้ วันที่เราได้สนองคุณแผ่นดิน…ด้วยการทำงาน”

หมายเหตุ-สำหรับหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ เจ้าภาพจึงใคร่ขอให้ผู้มาร่วมงานที่มีบัตรรับหนังสือ สามารถนำบัตรไปขอรับหนังสือได้ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ 1.ที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย 2.ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี 3.แผนก Concierge โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ และโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 

 

 

“เจ้เล้ง” นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452871

"เจ้เล้ง" นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การเป็นนักล่าฝันและมีความฝันที่จะรวย ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อ “เล้ง” จากเด็กนักเรียนกลายมาเป็นแม่ค้าแผงลอย จุดเริ่มต้นของ “ร้านเจ้เล้ง” ที่จับพฤติกรรมสาวไทยได้ถูกต้องที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ทำให้เครื่องสำอางสกินแคร์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และกลายเป็นร้านค้าปลีกนำเข้าขนาดใหญ่ย่านดอนเมือง

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้า เจ้เล้ง เล่าให้ฟังว่า การทำธุรกิจของร้านเจ้เล้งกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นเศรษฐินีมีรายได้ระดับพันล้าน จุดเริ่มต้นมาจากการมีความฝันอยากมีรายได้ 5 แสนบาท จึงคิดขายสินค้ามาตั้งแต่ตอนเมื่ออายุ 14 ปี เริ่มจากการขายสินค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ขนม เสื้อผ้า และก็เพิ่มกลุ่มสินค้าขึ้นมาเรื่อยๆ พอทำธุรกิจขายของได้ถึงอายุ 16-17 ปี ก็วิ่งไล่ล่าทำตามความฝันได้สำเร็จ ธุรกิจออกดอกออกผลมีกำไร 5 แสนบาท จากนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะฝันวางเป้าหมายว่า ถ้าเรามีเงิน 5 ล้านบาท แล้วก็จะพอแล้ว กระทั่งปัจจุบันอายุ 70 ปี ยังฝันไม่หยุดอยากมีรายได้แตะระดับหมื่นล้านบาท

ย้อนไปในอดีตครอบครัวของเจ้เล้ง เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่และย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองไทย โดยมีแม่เป็นครูสอนภาษาจีน แต่ต่อมาโรงเรียนได้โดนสั่งปิดไป เพราะรัฐบาลต้องการปราบปรามคอมมิวนิสต์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวตั้งแผงลอยขายของเล็กๆ น้อยๆ ที่ตลาดสะพานใหม่ ดอนเมือง ด้วยการขายเสื้อผ้าคอกระเช้า ผ้าถุง แต่หลังจากที่เจ้เล้งต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ขายของ ด้วยความเป็นคนหัวการค้าใช้เงินลงทุน 1,200 บาท เปลี่ยนสินค้าหน้าร้านมาเป็นขนมของเด็กๆ รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยใหม่แทน และจุดเปลี่ยนคือ การมาจับตลาดนำเครื่องสำอางมาขายภายในร้าน

เมื่อเราถึงจุดที่รวยก็ทำให้การคบค้าสมาคมกับเพื่อนก็เป็นอีกระดับหนึ่ง จึงมีช่องทางทำให้ได้สินค้าราคาถูก สอดคล้องกับการทำธุรกิจคือ คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าของเราขายได้ในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นๆ เพราะราคาถือว่าเป็นปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า จึงเริ่มนำเข้าสินค้าหนีภาษีเข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง น้ำหอม สกินแคร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาลูกค้า กระทั่งสร้างชื่อเสียงให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย “เจ้เล้ง ดอนเมือง” แต่พอย่างเข้าสู่ปี 2549-2550 ก็เกิดกระแสข่าวลบของร้านต่างๆ นานา ว่าจำหน่ายสินค้าปลอม เป็นสินค้านำเข้าโดยไม่ถูกกฎหมาย เพราะด้วยกลยุทธ์ราคาที่ถูกแสนถูกก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

“ในห้วงเวลานั้น ลูกค้าที่เคยเดินทางมาซื้อสินค้าร้านเจ้เล้งหายไปกว่า 50% ที่ร้านเงียบมากร่วม 2-3 เดือน ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ต้องมองว่า การทำธุรกิจต้องทำให้ถูกกฎหมายเสียภาษีให้กับรัฐบาลให้ถูกต้อง ยอมกำไรน้อยหน่อย เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่เจ้เล้งปลุกปั้นทำธุรกิจมาเกือบ 10 ปี นอกจากนี้ยังสร้างแบรนด์เจ้เล้งให้ผู้บริโภคเข้าใจกระแสข่าวขายสินค้าปลอม เนื่องจากภายในร้านมีจำหน่ายซีดีหนังและโดนตำรวจจับเท่านั้น ภายในร้านเราไม่มีสินค้าปลอม จากนั้นลูกค้าก็เริ่มกลับมาซื้อสินค้าตามปกติ”

 

อารียฉัตร กล่าวว่า ในปี 2549 ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทาย เจ้เล้งเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งขายสินค้าปลอมบ้าง กระทั่งมาถึงสนามบินย้ายไปอยู่สุวรรณภูมิเหมือนฟ้าฟาดลงมา ถึงกับใจหายเดิมได้ยินเสียงเครื่องบินตลอดเวลา เนี่ยคือเงียบมาก จากปริมาณคนที่เดินทางแล้วต้องแวะหากซื้อของฝากจากต่างประเทศไม่ได้ก็มาแวะที่นี่ลูกค้าในส่วนนี้จะหายไปเลย แต่หลังจากนั้นลูกค้าก็กลับมาซื้อ เพราะทางร้านมีจุดแข็งมาร้านเจ้เล้งไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศก็ได้รับของถูก ซึ่งปัจจุบันทางร้านนำสินค้าจากต่างประเทศมามากกว่า 10 ประเทศ เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย โปแลนด์

ก้าวเข้าสู่การค้าการขายในยุคดิจิทัล ช่องทางค้าปลีก หรือออฟไลน์ เริ่มมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าลดลง อีกทั้งยังมีคู่แข่งขายสินค้าทางออนไลน์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งการจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือกระทั่งไลน์ แถมส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าหนีภาษี ประกอบกับมีคนไทยสร้างแบรนด์สกินแคร์ เครื่องสำอาง ราคาไม่แพงมาจำหน่ายจำนวนมาก นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินถูก คนก็เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศง่ายขึ้น ก็ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาใช้เอง ร้านเจ้เล้งจึงได้รับผลกระทบมาก ความถี่การซื้อสินค้าน้อยลง เพราะหันไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ส่งผลให้เจ้เล้งต้องบุกช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็ถือว่าไม่ทำช้าเกินไป แต่จะทำให้มากขึ้นจากปัจจุบันสร้างรายได้สัดส่วน 30% ของรายได้รวม

การทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ถามข้อมูลสินค้าข้ามวันไปเลย ถามจนกว่าจะพอใจ บางทีก็ไม่ซื้อ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ที่สำคัญพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่มีเป้าหมายว่าจะซื้ออะไรอยู่ในใจ ทำให้ปริมาณการซื้อของไม่ได้เยอะเหมือนเวลาเข้ามาซื้อสินค้าในร้านที่มีสินค้าหลากหลายดึงดูดใจควักกระเป๋าเงินซื้อสินค้าหลายชิ้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจานำเข้าสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจากยุโรปและเอเชียมาแข่งขันกับคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ โดยมีหมัดเด็ดที่สำคัญ เปิดศึกขายสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพ

“ประสบการณ์ทำธุรกิจมา 56 ปี จึงรู้ว่าอะไรควรบุกและอะไรต้องชะลอการทำออกไป ก่อนหน้านี้ประกาศว่าจะขยายสาขาเจ้เล้ง 2 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท รวมทั้งชะลอการขยายแบรนด์ไลลา มีสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 รายการ อาทิ สกินแคร์ แต่จากสถานการณ์การแข่งขันธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง สกินแคร์ ที่รุนแรง ช่องทางออฟไลน์กำลังอยู่ในภาวะขาลงและออนไลน์เริ่มเข้ามาแทนที่ ทำไมต้องลงทุนสร้างเราก็ใช้ออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งในรูปแบบปลีกและค้าส่งได้ เพราะการลงทุนค้าปลีกใช้งบลงทุนสูงคืนทุนช้า สำหรับเป้าหมายต่อไปของผู้หญิงนักสู้วัยของเจ้เล้ง การผันตัวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงขั้นทำเป็นโครงการใหญ่โต”

อารียฉัตร กล่าวว่า ขณะนี้มุ่งสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ในรูปแบบให้เช่า เพราะเป็นธุรกิจที่กินได้ยาวมากกว่าการปล่อยขาย ก่อนหน้านี้ก็สร้างห้องเช่าให้ผู้เช่าขายสินค้าอยู่แล้ว จึงมองว่าการทำธุรกิจต้องทำสิ่งที่มีความถนัด อย่าไปเปลี่ยนสายน้ำให้ไหลไปจุดนั้นจุดนี้ และแม้ว่าจะเป็นเศรษฐินีระดับพันล้าน แต่เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ต้องทำงานอยู่ตลอด ไม่สามารถหยุดทำงานได้ จึงลงมือคุมงานอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อเหล็ก หรือกระทั่งปูน เลือกเองหมดทุกอย่าง ถึงขั้นไปต่อรองราคาซื้อขายด้วยตัวเอง เลยรู้ว่าตอนนี้ราคาเหล็กลดลงจากกิโลกรัมละ 20 บาท เหลือเพียง 12 บาท/กก.

สำหรับแผนสร้างโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ระหว่าง 2 ปี หรือ (2559-2560) พัฒนาที่ดินย่านลาดกระบัง 100-200 ไร่ เฟสแรกลงทุน 1,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย อพาร์ตเมนต์ 21 อาคาร มี 1,500 ห้อง เริ่มก่อสร้างแล้ว 30-40% ความโดดเด่นของเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ของเจ้เล้งที่พูดด้วยความภูมิใจว่า เป็นคนรักความสะอาดมาก ดังนั้นจะมีบริการฟรีทำความสะอาดห้องพักให้กับผู้เช่า
เดือนละ 1 ครั้ง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะประกาศตัวลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลักการลงทุนของเจ้เล้งค่อยๆ ลงทุนครั้งละ 25% จากมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เพราะต้องการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจ และค่อยๆ ศึกษาธุรกิจ พฤติกรรมผู้เช่าว่ามีความต้องการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์รูปแบบใด เบื้องต้นคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จปลายปีหน้าและในปี 2565 ถึงจะคุ้มทุน สำหรับวางเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าหวังรายได้ขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสัดส่วนเป็น 50% และร้านเจ้เล้ง 50%

คีย์ซัคเซสของร้านเจ้เล้งที่เกิดจากแม่ค้าแผงลอยเล็กๆ มาสู่ธุรกิจค้าปลีก เกิดจากการมีใจรักที่จะค้าขาย รู้ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร ขยัน สิ่งสำคัญต้องมีความอดทน เพราะทำงานทุกอย่างล้วนมีอุปสรรคทั้งสิ้น

ส่วนสูตรอีกหนึ่งตัวคือความเชื่อที่ว่าชื่อร้าน “เจ้เล้ง” ต้องใช้ไม้ตรี แต่กลับใช้ไม้โท เพราะไม้โทมันแหงนหน้า ทำให้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เพราะเจ้เล้งย้ำว่า เก่ง ขยัน อย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสาน ถึงมีเจ้เล้ง ดอนเมืองมาถึงทุกวันนี้

66ยังแจ๋วมีหมื่นล้านจะวางมือ

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้าเจ้เล้ง กล่าวว่า แม้ว่าจะอายุ 66 ปี แต่ยังไม่คิดว่าจะวางมือแล้วปล่อยให้ทายาท ภัทรานิษฐ์ ลาภชีวะสิทธิฉัตร หรือ “น้องซิน” ลูกสาวคนที่ 3 เข้ามาดูแลกิจการอย่างเต็มตัว ต้องรอให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยประกาศกับตัวเองว่าจะไม่ทำงานอะไรทั้งสิ้น จะอยู่บ้านแบบสบายๆ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้ วันรุ่งขึ้นก็กลับไปทำงานตามปกติ เพราะชีวิตที่ผ่านมาทำงานมาโดยตลอดจึงไม่คุ้นชิน

ส่วนชีวิตเว้นว่างจากการทำธุรกิจ วันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์กับอาทิตย์ ก่อนหน้านี้จะหัดขี่จักรยาน เพราะในช่วงวัยเด็กมีชีวิตกับการค้าขายมาโดยตลอด ไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยานเหมือนเด็กคนอื่นๆ พอขี่ได้รู้สึกดีใจมาก ไม่ว่าจะรวยแค่ไหนสำคัญคือต้องรวยอย่างมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย จะได้มีชีวิตยาวนานดูแลธุรกิจและเร่งสร้างรายได้ให้ได้ตามความฝันมีรายได้ แตะหมื่นล้านบาทแล้วเจ้เล้งอาจจะถึงเวลาที่ต้องวางมือเสียที

 

“ฟิลิป” 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 18:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452497

"ฟิลิป" 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง…

หลังอดีตนักมายากลเด็กชื่อดัง “สำลี สังวาลย์” ออกมาร่ำไห้ผ่านสื่อว่า ชีวิตตกอับถึงขีดสุด ไม่มีงานทำ ซ้ำยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกเมีย โดยพาดพิงถึง “ฟิลิป” ยอดนักมายากล ผู้ปลุกปั้นจนโด่งดังว่าปฏิเสธให้ความช่วยเหลืออย่างไร้เยื่้อใย จนเกิดวิวาทะตามมา ท้ายที่สุดตัดสินใจขอขมาพ่อบุญธรรมเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ไม่มีใครไม่รู้จักคณะมายากลอันประกอบด้วยฟิลิป ลิซ่า และสำลี ภาพนักมายากลสุดเท่ในชุดทักซิโด้ สาวสวยเซ็กซี่ เด็กน้อยผู้เปี่ยมอารมณ์ขัน กลายเป็นสูตรสำเร็จ ส่งผลให้รายการโทรทัศน์ คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ยันงานเลี้ยงสังสรรค์ ขาดความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้นอย่างมายากลไปไม่ได้เลย

ชีวิตย่อมมีขึ้นลงตามวัฎจักร จากชื่อเสียงขจรขจายคับฟ้า งานทองไหลมาเทมา วันหนึ่งกระแสมายากลเข้าสู่ช่วงขาลง คณะฟิลิปห่างหายจากหน้าจอโทรทัศน์ กระทั่งวันนี้ชื่อของฟิลิปถูกลากเข้ามาในแสงสปอร์ตไลท์โดยบังเอิญ

ความทรงจำครั้งเก่าถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง ภาพชายในชุดทักซิโด้กับลีลาความสามารถในการเสกมายากลอันน่าทึ่งพลันกลับมากระจ่างแจ่มแจ้งอยู่ในหัวสมอง

เมื่อครูสอนลีลาศถูก”เดวิด คอปเปอร์ฟิล”ร่ายมนต์ใส่

ชื่อจริงของฟิลิปคือ เฉลิมสวรรค์ ไพบูลย์พันธ์ เป็นชาวพัทลุง เติบโตท่ามกลางชนบทปักษ์ใต้ แรกเห็นโชว์มายากลเป็นครั้งแรกก็ประทับใจทันที

“สมัยเด็กๆ เวลามีงานรื่นเริงก็มักจะมีมายากลกลางแปลงมาแสดง ก็ไปยืนมุงดูตามประสาเด็กๆ พออายุ 18 เข้ากรุงเทพฯ ก็ได้เห็นมายากลกลางแปลงอีกครั้ง คราวนี้อลังการกว่าที่บ้านนอกเยอะ ทั้งคลุมผ้าปิดตาถามคำถาม ‘อับดุลเอ๊ยๆๆ’ แล้วทายถูกหมด มีงูเห่าไฟในกระป๋อง โชว์ตัดคอเด็ก เราก็ฮือฮามาก”

ชีวิตในเมืองหลวงต้องต่อสู้ดิ้นรน กลางวันทำงานที่บริษัทแผ่นเหล็ก กลางคืนไปเรียนหนังสือที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา เฉลิมสวรรค์รู้สึกเบื่อที่ต้องทำงานงกๆอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม จึงลาออกไปสมัครเป็นครูสอนลีลาศ

วันหนึ่งเจอประกาศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับสมัครครูสอนลีลาศแถวประตูน้ำ เจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศเห็นว่าหน้าตาคมสัน หน่วยก้านดี แกรับทันที แถมสอนให้ฟรีด้วย แต่ตกลงกันว่าสอนเสร็จแล้วให้มาเป็นครูสอนลีลาศที่โรงเรียนเป็นการชดเชย ผมก็เอาสิ แหม สอนฟรี แถมได้งานทำ มีแต่ได้กับได้ ช่วงเป็นครูสอนลีลาศ เที่ยวทุกคืน สอนเสร็จนักเรียนมาชวนแล้ว ครูไปเที่ยวไหม สมัยนั้นไนท์คลับเฟื่องฟู ไม่ได้ไปกินเหล้าเมามาย แต่ชอบเต้น ยังคิดไว้ว่าอยากจะเปิดโรงเรียนสอนลีลาศเล็กๆของตัวเอง

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2524 เฉลิมสวรรค์ได้ดูภาพยนต์เรื่อง ปีศาจรถไฟ (terror train) เรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรสวมหน้ากากไล่ฆ่าคนบนขบวนรถไฟ

ฉากหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมเป็นฉากที่เด็กหนุ่มนักมายากลคนหนึ่งเล่นกลเสกไพ่ออกมาจากมือ โอ้โห ลีลาเท่มาก นักมายากลคนนี้ยังมีบุคลิกพิเศษ หน้าตาหล่อเหลา มีเสน่ห์ ตอนโชว์กลนี่มันกระชากวิญญาณเราออกมาเลย เดินออกจากโรงหนังพูดกับตัวเองเลยว่า จะเป็นนักมายากลแบบไอ้หนุ่มคนนี้่ให้ได้ และจะมีชื่อเสียงด้วย กระทั่งหลายปีต่อมา ถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มนักมายากลคนนั้นคือ เดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลชื่อดังของโลก

ถ่ายรูปกับเดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลระดับโลก ผู้เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ

ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม … 6 ชั่วโมงต่อวัน

หลังออกจากโรงภาพยนต์ในวันนั้น ชีวิตของเฉลิมสวรรค์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียนวิชามายากล

ไปเดินแถวสำเพ็ง ดูพวกร้านขายอุปกรณ์เล่นมายากล เห็นของเล่นแปลกๆเต็มไปหมด ด้วยความที่ขี้อาย ผมทำทีไปซื้อของแล้วเลียบๆเคียงๆถามเจ้าของร้านว่า ไอ้ที่เสกไพ่ออกจากมือน่ะ ทำยังไง เขาก็ใจดีแนะนำว่าทำแบบนั้นสิแบบนี้สิ เราก็กลับไปฝึกต่อ ปีถัดมาไปเจอประกาศแข่งประกวดมายากล โดยชมรมสยามเมจิกคลับ ผมคิดอยู่ 3 วัน ก่อนโทรไปสมัครกับเขา และใช้ชื่อในการแสดงว่า ‘ฟิลิป’ ชื่อนี้เอามาจากหนังชีวประวัติเจ้าชายฟิลิปป์แห่งอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าเท่ สง่ามาก พอไปแข่งกับอีก 12 คน ปรากฎว่าฟลุ๊คได้ที่หนึ่ง

ฟิลิปทำหน้างงๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงด้วยความปลาบปลื้ม เขายอมรับว่า ตอนนั้นไม่ได้มีเทคนิคแพรวพราวอะไรนัก แค่เสกไพ่ เสกลูกบอลธรรมดาๆ อาจเป็นไปได้ว่าบุคลิกครูสอนลีลาศที่มีท่วงท่าลีลาไม่เหมือนใคร จึงโดนใจกรรมการ

ความโชคดีวิ่งเข้าชนฟิลิปอีกตูมใหญ่ เขาได้รับการชักชวนจากอาจารย์ไพรัช ธนสารสมบัติ ประธานชมรมสยามเมจิกคลับ ให้ทุนเรียนมายากลฟรี สอนโดยอาจารย์ชาลี ประจงกิจกุล นักมายากลชื่อดัง

ผมยังเป็นครูสอนลีลาศอยู่ พอได้แชมป์ ผมไม่เอาเลย ลาออก บอกเจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศว่าอาจารย์ครับ ผมไม่เอาแล้ว ผมจะไปเป็นนักมายากล อาจารย์นี่อึ้งเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นอายุ 27 ไม่มีความคิดสักนิดเดียวว่า มายากลจะทำเงินให้ผม คิดอย่างเดียวว่าผมชอบมัน รักมัน หลงใหลมัน อยากเล่น อยากเรียน อยากฝึกซ้อมให้เก่งๆ บรรยากาศการเรียนเข้มข้นมาก สอนตัวต่อตัวในห้องแอร์วันละหนึ่งชั่วโมง แต่ผมจะกลับไปฝึกต่ออีกวันละ 6 ชั่วโมง ฝึกแบบนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อย มีความสุข ผมเป็นคนขยันฝึกมาก ครูยังงงว่า สอนอะไรไป ฟิลิปมันทำได้หมด สอนวันนี้ พรุ่งนี้มันมาเล่นให้ดูแล้ว“แววตาเป็นประกายความมุ่งมั่้น

การเดินตามความฝันมีราคาที่ต้องจ่าย ช่วงที่เรียนมายากลฟรี ฟิลิปงานไม่มีทำ แถมต้องจ่ายค่าห้องเช่า ค่ากิน ค่าอยู่ จึงงัดวิชาศิลปะสมัยมัธยมมาหากิน นั่นคือ ปั้นตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ขายตามร้านเครื่องเขียน ประทังชีวิตให้อยู่รอดเดือนชนเดือน

วาสนาดีได้ไปเรียนมายากลที่ญี่ปุ่น

ปีพ.ศ.2527 หลังฝึกปรือวิทยายุทธ์มายากลได้ 2 ปี ฟิลิปเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์มายากลโลกที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเขามั่นใจสุดขีดว่า ผลจากการซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายน่าจะสามารถคว้ารางวัลติดมือกลับบ้านได้ แต่สุดท้ายเกิดแห้ว ไม่ติดสักอันดับ แม้จะผิดหวังเสียใจ แต่ก็มีน้ำใจนักกีฬาพอที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

ใครจะรู้ว่า สิ่งที่ได้รับกลับมาหลังจากชวดรางวัลนั้นยิ่งกว่าคว้าแชมป์

หลังจบงาน ผู้จัดการแข่งขันชื่อ คุณซาวาดะ ให้คนมาเชิญไปนั่งคุยด้วย เขาบอกว่า อยากมาอยู่ญี่ปุ่นสัก 6 เดือนไหม จะหาครูมาสอนมายากลให้ฟรี อาหาร ที่พักฟรี แถมเงินพ็อคเกตมันนี่ให้ใช้ด้วย คุณคิดดูสิ วาสนาดีไหม ไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันยิ่งกว่ารางวัลใดๆ ผมคิดว่าสาเหตุที่เขาประทับใจในตัวผมน่าจะอยู่ที่อารมณ์ในการแสดงของตอนอยู่บนเวที Inner มันมาจากภายใน สีหน้า ท่าทาง ลีลา มีพลัง ดึงดูดคน ที่สำคัญเขาบอกว่า พอได้ดูการแสดงของผมรู้เลยว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันต้องฝึกฝนมาอย่างหนัก  แต่สิ่งที่ขาดก็มีเพียงเทคนิคใหม่ๆเท่านั้นเอง ฝีมือเราสู้กับเมืองนอกได้ แต่ไอเดียเราสู้เขาไม่ได้ สมัยนั้นบ้านเราจะเรียนมายากลทีนึงยากลำบากมาก ญี่ปุ่นเขาสั่งวีดีโอสอนมายากลนำเข้าจากอเมริกาไม่กี่วันถึง แต่กว่าจะมาถึงเมืองไทยก็หลายเดือน ยุคนั้นวีดีโอยังไม่นิยม ช่องทางการเข้าถึงมีแต่เรียนจากครู เรียนจากตำราเก่าๆเท่านั้น

6 เดือนที่ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของนักมายากลชาวไทยคนนี้ เป็น 6 เดือนที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาในทุกๆด้าน

ฟิลิปเล่าว่า ฝีมือและเทคนิคพัฒนาสูงขึ้นอีกระดับประสบการณ์กว้างขวางขึ้น เพราะได้ดูโชว์จากนักมายากลรุ่นเยาว์ยันมืออาชีพมหาวิทยาลัย ทั้งยังได้เรียนรู้เบื้องหลังการจัดเวที แสง องค์ประกอบฉากต่างๆ ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมวงการมายากลญี่ปุ่นพัฒนารุดหน้าไปเร็วมาก

วันกลับเมืองไทย คุณซาวาดะมาส่งผมที่สนามบิน ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ ผมถามเขาว่า ต้องชดเชยอะไรบ้าง เพราะตอนเรียนลีลาศยังต้องไปเป็นครูสอนลีลาศตอบแทน นี่เขาให้ขนาดนี้ จึงถามไปว่าอยากให้ไปสอนที่ไหนรึเปล่า คุณซาวาดะส่ายหัวบอกว่า ‘ไม่ต้อง คุณกลับไปประเทศของคุณ ไปเป็นผู้นำด้านมายากลที่ประเทศคุณนั่นแหละ’

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนพรวิเศษที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นมอบให้แก่ลูกศิษย์จากเมืองไทยคนนี้

งานชุก เงินทองไหลมาเทมา ชื่อเสียงคับฟ้า…ยุคทองของนักมายากลไทย

และแล้วก็ถึงเวลาที่นักมายากลหนุ่มไฟแรงจะเสกความมหัศจรรย์ให้คนไทยได้ตื่นตะลึง ในฐานะดีกรีแชมป์ประเทศไทย แถมยังได้ไปชุบตัวถึงญี่ปุ่นอีก สถานะฟิลิป ณ ขณะนั้นไม่ต่างอะไรจากพยัคฆ์ติดปีก

ตอนนั้นดีกรีดีมาก เทคนิค ฝีมือระดับโลกแล้ว มั่นใจสุดๆ ในวงการมายากล ชื่อฟิลิปแจ้งเกิดเต็มตัวแล้ว แต่ในตลาดทั่วไปยังไม่มีใครรู้จัก ผมจึงเริ่มมองหางานอย่างจริงจัง ตอนนั้นตลาดเมืองไทยอยู่ที่คาเฟ่ซึ่งเฟื่องฟูมาก นักมายากลรุ่นพี่ไปแสดงกันทุกคืน วันหนึ่งมีเอเยนต์ติดต่อให้ไปเล่น ค่าตัวครั้งแรก 800 บาทต่อ 30 นาที ผมงัดเทคนิคมาโชว์ไม่ยั้ง ปรากฎว่าล้มเหลว ไปเล่นที่ไหนก็ถูกด่า ผู้จัดการไม่ชอบ มารู้ทีหลังเขาบอกว่า ‘มันเล่นเก่งจริง แต่เล่นไม่สนุก’ หมายถึง ยอมรับว่าผมเก่ง มีฝีมือ แต่แขกไม่ชอบ  ผมกลับมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ฝีมือเหนือกว่าคนอื่น จนมาพบว่า นักมายากลคนอื่นเขาฝีมือด้อยกว่าเราก็จริง แต่เขาเอนเตอร์เทนเก่ง จับคนดูอยู่ เล่นไม่ต้องเก่งมาก สำคัญคือต้องให้คนดูชอบ พวกนี้เล่นนิดเดียว พูดคุย หยอกล้อ เล่นมุขเสียเยอะ แขกก็ชอบ ผู้จัดการก็บอกเฮ้ย วันหลังมาอีก ส่วนผมขี้อาย พูดก็น้อย โชว์อย่างเดียว คิดแต่จะโชว์ว่ากูเก่ง แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับแขกเลย

ฟิลิป บอกว่า แม้ประสบความล้มเหลว ได้งานเพียง 3 ครั้งต่อเดือน เงินก็น้อยนิด แต่เขาไม่รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด กลับมีความสุขมากเสียอีกที่ได้แสดงบนเวที

กระทั่งปีพ.ศ.2530 หลังจากลุ่มๆดอนๆอยู่ตามเวทีคาเฟ่มาเกือบ 3 ปี วันหนึ่งฟิลิปเกิดปิ๊งไอเดียจากภาพยนต์เรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เขาตัดสินใจพลิกโฉมคาแรกเตอร์เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

ผมสวมทักซิโด้ เล่นกลไพ่ กลจุดบุหรี่ เสกผ้าพันคอให้กลายเป็นนก คนชอบมาก ยิ่งตอนนั้นคุณลิซ่า ไปรพิศ เข้ามาเป็นผู้ช่วย โอ้โห สวย เซ็กซี่ คนดูเลยชอบกันใหญ่ ค่าตัวเพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อ 30 นาที เล่นคืนหนึ่ง 5-6 ร้าน บทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นคือ หัวใจสำคัญของการแสดงบนเวทีอยู่ที่การเอาชนะใจคนดูให้ได้ ไล่เลี่ยกันกับช่วงนั้นมิวสิควีดีโอกำลังบูม ผมนั่งดูแล้วโป๊ะเช๊ะเลย เสร็จกูล่ะ ทำไมเราไม่เอามิวสิควีดีโอมาเล่นเป็นโชว์ของตัวเองเสียเลย เช่น เพลงพี่เบิร์ด ธงไชยที่ร้องถึงนก หมอก ควัน ดอกไม้ ผมก็เสกนก เสกควัน เสกดอกไม้ พูดง่ายๆเล่นกลตามเพลง ไม่มีใครทำมาก่อน ผลคือชื่อของคณะฟิลิปดังกระหึ่ม

สำลี นักมายากลเด็กชื่อก้องแห่งยุค สมัยที่ไปออกรายการทีวี

ในสายตาของนักมายากลคนนี้ คำว่าแจ้งเกิดหมายถึง การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และวันแจ้งเกิดของคณะฟิลิปอย่างจริงๆจังๆคือ ตอนที่เขาได้ไปพบกับเพชรเม็ดงาม เด็กชายร่างเล็ก ผิวดำ ฟันขาว นิสัยร่าเริงนามว่าสำลี ก่อนนำมาชุบเลี้ยงปลุกปั้นให้กลายเป็นนักมายากลเด็กชื่อดังที่สุดของวงการบันเทิงยุคนั้น

ยุคนั้นความบันเทิงอันดับหนึ่งของคนไทยคือ โทรทัศน์ ใครชอบดูรายการอะไรจะนั่งหน้าจอรอเลย ผมไปออกรายการสี่ทุ่มสแควร์ ให้สำลีเขาฝึกเต้นเป็นไมเคิล แจ็คสัน คราวนี้ดังไปทั่วประเทศเลย จากกรุงเทพฯขยายไปต่างจังหวัด ชื่อของฟิลิป ลิซ่า สำลี ติดหูคนไทย งานไหลมาเทมาทั้งออกรายการทีวี งานเลี้ยงบริษัท งานสัมมนา ปีใหม่ งานแต่ง งานบวช วันเกิด โชว์ตามห้าง ถ่ายแบบโฆษณา จำได้ว่าลงประกาศในสมุดหน้าเหลือง คนโทรมาเยอะจนรับงานไม่ทัน ต้องจองกันข้ามปี ค่าตัวเวลานั้น 65,000 บาทต่อครึ่งชั่วโมง ถึงขนาดบริษัทวีดีโอจ้างไปบันทึกเทปสอนมายากลเดือนละม้วน ยิ่งกว่านั้นคือ ไปออกรายการชิงร้อยชิงล้านแล้วทำล้านแตก นั่นเป็นช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพนักมายากลของผมเลย

ยุคทองของคณะฟิลิปกินเวลานานนับสิบปี ระหว่างพ.ศ.2530-2547 กระแสดังกล่าวยังปลุกวงการมายากลให้กลับมาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอีกครั้ง บรรดาผู้ประกอบอาชีพนักมายากลมีงาน มีเงินอู้ฟู่ ร้านขายอุปกรณ์การเล่นกลผุดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเปิดโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปในปีพ.ศ.2538 อันถือเป็นโรงเรียนมายากลแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ

สมัยผมเด็กๆไม่รู้เลยว่าจะไปดูมายากลที่ไหน จะเรียนได้จากไหน แต่ช่วงที่ผมดัง ทุกเช้าวันเสาร์จะไปยืนอยู่หน้าจอทีวี สอนมายากลออกรายการซูเปอร์จิ๋วให้เด็กๆทั้งประเทศได้ดู นี่เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาก ทำให้เด็กๆหลายคนเกิดแรงบันดาลใจพ่อแม่นิยมส่งลูกมาเรียนมายากลกันเยอะเลย เดี๋ยวนี้มีนักมายากลรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะ เด็กสมัยนี้เขาเก่งขึ้น กว้างขึ้น มีคลิปวีดีโอสอนมายากลให้ดูไม่รู้เบื่อ สั่งซื้ออุปกรณ์เล่นมายากลได้ง่ายๆทางออนไลน์ ต่างจากสมัยผมต้องสั่งซื้อต่างประเทศ แถมราคาแพงเป็นแสน อีกเรื่องที่ผมภูมิใจมากไม่แพ้กันคือ  ช่วงนั้นผมเชิญคุณซาวาดะมาเที่ยวเมืองไทย ดูแลที่พัก อาหาร พาเที่ยวทุกอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณท่าน

ฟิลิปกำลังโชว์มายากลให้เด็กๆในรายการซูเปอร์จิ๋ว

สูงสุดคืนสู่สามัญ ความสุขในวันนี้ของ”ครูฟิลิป”

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะอยู่ค้ำฟ้า ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ มีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากกระแสนิยมอาชีพมายากลพุ่งสู่จุุดสูงสุดแล้วค่อยๆแผ่วลง

กระนั้นนักมายากลหมายเลขหนึ่งอย่างฟิลิปไม่เคยหวั่นไหว

ช่วงพีคสุดๆ เงินสะพรั่งสุดๆ ผมไม่เคยไปซื้อคฤหาสถ์ ซื้อรถสปอร์ต สะสมเพชรนิลจินดา สิ่งที่ลงทุนไปมีเพียงโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปซึ่งวันนี้ยังคงเปิดสอนอยู่ โชคดีที่ผมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย และคิดมาตลอดว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน ผมเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร ใครจะดังได้ตลอดกาล พอกระแสเริ่มแผ่ว ผมเริ่มหายหน้าไปจากสื่อ แต่งานยังคงมีตลอด คำว่าขาลงไม่ใช่เรื่องฝีมือตกเหมือนนักร้อง ถ้าเขาร้องเพลงเก่ง ร้องเพลงเพราะ คุณภาพเขาไม่มีวันตกอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างหาก สมัยก่อนฟิลิปออกทุกรายการ คนก็เบื่อ ถึงวันหนึ่้งเขาก็ไปสนใจอย่างอื่น”

งานลด เงินน้อย ภาระความวุ่นวายต่างๆก็หายไป แทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบาย ฟิลิปบอกว่าชีวิตวันนี้เขามีความสุขมาก

ช่วงพีคๆ เหนื่อยมาก ไหนจะงานแสดง ไหนจะบริหารจัดการ ลูกน้องเยอะ ได้เงินเยอะก็จ่ายเยอะ ไม่มีเวลาพักผ่อน เครียด นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเผชิญ ทุกวันนี้งานน้อยลง เหลือเดือนละ 3-4 งาน ค่าตัว 30,000-40,000 บาท ไม่นับงานเปิดสอน ให้เช่าอุปกรณ์มายากลอีก ก็พออยู่ได้นะ แต่ชีวิตผมเบา สบาย ไม่ต้องเครียด มีเวลาได้พักผ่อน ตอนนี้มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนอีก …คุณดูหน้าผมสิ สดใสไหม นี่อายุ 60 แล้วนะ (หัวเราะ)”

ฟิลิปและลิซ่า คู่ขวัญวงการมายากลเมืองไทย

ถามว่าคนที่เคยผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว รู้สึกอาลัยอาวรณ์อดีตอันหอมหวนไหม

อยากจะพูดแบบนี้ว่า ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องเงินเลยผมเล่าให้คุณฟังตั้งแต่แรกๆตอนเข้าสู่วงการมายากลแล้วว่า ผมทำด้วยใจรักใจชอบ มีความสุขที่ได้เล่นมายากล สมัยแรกๆทำงานได้เดือนละแค่ 3,000-4,000 ก็ผมยังมีความสุข ไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ ขอให้ได้ขึ้นเล่นเท่านั้นพอ ผมชอบเล่นมายากล มายากลคือสิ่งที่ผมรัก แล้วผมก็มีอาชีพเป็นนักมายากล ดังนั้นชีวิตผมจึงไม่ได้ทำงานเลย เพราะผมได้พบกับงานที่ผมรัก ชีวิตคนเราแค่คุณได้พบกับงานที่คุณรัก คุณก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องมีออฟฟิศ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ไปเล่น ไปสนุกอย่างเดียว เงินทองเป็นอีกเรื่องที่ตอบแทนมาทีหลัง

ในวัย 60  ความฝันสุดท้ายของตำนานนักมายากลรายนี้คือ อยากจะถ่ายทอดความรู้เรื่องมายากล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้จักมันดีที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด ให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างไม่ปิดบัง

มายากลเป็นสิ่งผมรู้ดีที่สุด จึงอยากจะถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ ส่งผ่านไปให้เด็กๆเพื่อที่เขาจะเอาไปสร้างสรรค์ พัฒนาวงการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ให้เขามีโอกาสเหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาส ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญครับ โอกาสน่ะมันมี แต่วันที่ยังมาไม่ถึง ถ้าเราไม่อดทนก็ไม่ได้เจอกับความสำเร็จ ผมอดทน และก็อึดด้วย ตอนฝึกใหม่ๆไม่มีเงินกินข้าว ต้องเร่ขายตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ และผมซ้อมหนักมากวันละ 6 ชั่วโมง การมายืนอยู่จุดนี้ได้ผมต้องอึดมากๆ แล้วสุดท้ายผมก็ชนะ

น้ำคำเด็ดเดี่ยวของลูกผู้ชายชื่อ ฟิลิป ตำนานนักมายากลที่ยังมีลมหายใจของเมืองไทย