ชำแหละพฤติการณ์ “ทหาร-ตำรวจเก๊” มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452038

ชำแหละพฤติการณ์ "ทหาร-ตำรวจเก๊" มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวการจับกุมผู้ต้องหาแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

พฤติการณ์ของคนกลุ่มนี้คือ จะแต่งชุดเครื่องแบบสีเขียวสีกากี ติดยศปลอม วางก้ามอวดเบ่ง ข่มขู่รีดไถประชาชน จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สินรายแล้วรายเล่า เพราะความหวาดกลัว

คำถามก็คือ วันที่ตำรวจ-ทหารเก๊อาละวาดไปทั่วเมือง ประชาชนตาดำๆอย่างเราจะรับมือ”มิจฉาชีพในเครื่องแบบ”เหล่านี้อย่างไร

มีเงิน2,000ก็ปลอมเป็นตำรวจ-ทหารได้?

รับรู้กันดีว่า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องหมายระบุยศตำแหน่ง ตราประทับ จนถึงสติ๊กเกอร์ของหน่วยงานราชการ มีวางจำหน่ายให้แก่บรรดาข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะบริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร ถือเป็นแหล่งกระจายสินค้าประเภทเครื่องแบบข้าราชการที่ใหญ่ที่สุด

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”  เปิดเผยว่า คนขายที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานจะทราบดีว่า คนไหนตัวคือเจ้าหน้าที่ตัวจริง คนไหนเป็นตัวปลอม

“บางคนเข้ามาซื้อปลอกใส่ปืน แต่ดันหยิบปืนอัดลมขึ้นมาโชว์ พวกนี้มันส่อพฤติการณ์ กลิ่นไม่ค่อยดี บางคนมาซื้อกุญแจมือ แต่ดันพูดว่า ‘ขอซื้อที่ล็อกหน่อย’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ไม่ใช่ตำรวจทหารพูดกัน อีกจุดสังเกตคือถุงเท้า ตำรวจตัวจริงขาดถุงเท้าไม่ได้ต้องใส่ตลอด หรือข้าราชการตัวจริง เวลามาซื้อของมักมากัน 2-3 คนหรือมาเป็นกลุ่ม พูดจาฉะฉาน รู้เรื่อง บอกความต้องการชัดเจน เอาเสื้อพราง ชุดเกราะ เปลสนาม อะไรก็ว่าไป ไม่อึกอัก ขณะที่ตัวปลอม บางคนเราถามว่าต้องการอะไรครับ เอาไปใช้ทำอะไร เป็นตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการ มักจะชะงัก คิดนาน ตอบไม่ถูก พวกมิจฉาชีพจะมีพิรุธ แต่ไม่ค่อยเจอบ่อยหรอกครับ”

ผู้ซื้อบางรายแม้ไม่ใช่ทหาร ตำรวจ แต่ต้องการสินค้าเพื่อนำไปใช้ในกองถ่ายละคร หรือกองถ่ายภาพยนตร์ แม้กระทั่งงานเลี้ยงที่จัดตามธีมของผู้จัด คนขายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความต้องการของผู้ซื้อได้อยู่แล้ว

“เราไม่ทราบเจตนาที่ผู้ซื้อได้ทุกคน ถึงแม้จะรู้ว่าคนนี้ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ทหาร แต่ห้ามไม่ได้หรอก ของซื้อของขาย อย่างพวกกองถ่ายเขาซื้อทีเป็นสิบๆชุด คนทั่วไปก็ซื้อกันได้ เรื่องแอบอ้างมันไม่ใช่หน้าที่คนขายในการคัดกรอง”

พ่อค้าหนุ่มใหญ่วัย 44 มองว่า แม้การเข้าถึงชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การนำไปใช้หลอกลวงเพื่อก่อเหตุในสถานการณ์จริง ถือเป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบท่าทีลักษณะของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารได้อย่างแนบเนียน

“ตัวปลอมมันทำไม่เหมือนหรอก เราต้องขอดูบัตร ถามเยอะๆมันก็ลนแล้ว พวกนี้ท่าทางจะกร่างกว่าปกติ และทำตัวรู้มาก อ้างโน่น อ้างนี่ รู้จักคนนั้น คนนี้ …สงสัยกลัวคนไม่รู้มั้ง (หัวเราะ) “

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์” ให้ความเห็นว่า ผู้ค้ามีหน้าที่ขายของ จะให้คอยตรวจสอบผู้ซื้อคงเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่คุ้มที่จะทำ เขาเชื่อว่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงมาซื้อชุดไปก่อเรื่องนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

“เราไม่รู้หรอกว่า คนที่มาซื้อเขามีวัตถุประสงค์อะไร บางคนเห็นเสื้อผ้าทหารเป็นแฟชั่น งานประจำปีหลากหลายบริษัทก็ฮิตจัดธีมเครื่องแบบทหารกัน บางคนไปเดินป่าหรือออกค่ายก็มาหาซื้อรองเท้า หาเสื้อผ้าที่ดูแข็งแกร่งใส่ มันลำบากในการตรวจสอบ จะขอดูบัตรก่อนซื้อก็ไม่ใช่หน้าที่เรา หรือให้ขายแต่เฉพาะคนที่ใส่เครื่องแบบอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ในฐานะผู้ขายก็ขาย เราไม่ใช่หน่วยงานที่จะมาตรวจสอบ”

เจ้าของร้านหนุ่มรายนี้ให้ข้อมูลว่า ราคาค่างวดของชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจเต็มยศ อยู่ที่ ไม่เกิน 2,000 บาท

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์”

“เลิกกลัว กล้าถาม”วิธีรับมือกับทหาร-ตำรวจเก๊

สำหรับประชาชนทั่วไป หากเจอเจ้าหน้าที่ราชการเข้ามาแสดงท่าทีไม่สุภาพ อวดเบ่ง หรือข่มขู่กรรโชก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก บอกเสียงเข้มว่า หากไม่มั่นใจว่ากำลังเผชิญหน้ากับทหารหรือตำรวจตัวจริงหรือไม่ ให้เริ่มจากขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ และขอถ่ายภาพบัตรเก็บไว้เพื่อนำส่งหน่วยงานพิสูจน์ต่อไป

“ประชาชนไม่ต้องกังวล หรือเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ หากถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิ์ขอดูบัตรประจำตัว ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริงเขาพร้อมยืนยันแสดงตัวตนอยู่แล้ว ตามหลักเกณฑ์หากเป็นทหาร ทุกครั้งที่ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นสิ่งกฎหมาย เขาจะมีหนังสือระบุคำสั่งชัดเจน สังกัดหน่วยงานใด ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องอะไร เพื่อแสดงตัวตนและอำนาจหน้าที่ ไม่เช่นนั้นก็แยกไม่ออกใครเป็นใคร และใคร ทุกคนสามารถแอบอ้างทำหน้าที่ได้หมด”

พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า ทหารไม่มีสิทธิ์ไปข่มขู่หรือกร่างกับประชาชน หากพูดจาไม่สุภาพ หรือแสดงท่าทีที่มีลักษณะเสื่อมเสียต่อความเป็นเจ้าหน้าที่ แม้กฎหมายไม่ได้ระบุความผิด แต่ในทางระเบียบวินัยของราชการนั้นทำไม่ได้ ถือว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้บังคับบัญชาไม่ปกป้องคนพวกนี้แน่นอน เพราะกองทัพต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน

ส่วนประเด็นเรื่องการเข้าถึงเครื่องแบบเจ้าหน้าที่และตราสัญลักษณ์ได้ง่ายนั้น โฆษกกองทัพบก เห็นว่าไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากตามกฎหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบอยู่แล้ว เชื่อว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กล้าตัดสินใจซื้อเครื่องแบบทหารมาใส่เพื่อแอบอ้างหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

ขณะที่ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ยอมรับว่า การลอกเลียนแบบบุคลิกท่าทางของนายตำรวจและทหาร โจรผู้ร้ายสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้จึงยากที่ประชาชนจะจับได้ว่า ‘ใครจริง ใครปลอม’

“ถ้าเป็นตำรวจด้วยกันเอง คงดูกันออก และสอบถามจนหาความผิดปกติได้ แต่ประชาชนทั่วไปดูยาก ทั้งตำเเหน่ง ยศ สัญลักษณ์ต่างๆ ฉะนั้นวิธีรับมือคือ ตั้งสติ อย่ากลัว ยิ่งกลัวมันยิ่งทำใครคนนั้นเข้ามากร่าง มาเบ่งใส่ ขอดูบัตร สอบถามเขาเลย นอกเครื่องแบบก็ถามได้ คุณมาด้วยวัตถุประสงค์อะไร สังกัดไหน ผู้บังคับบัญชาชื่ออะไร มีหนังสือคำสั่งมาไหม อย่ากลัวตำรวจถ้าไม่ผิด เรามีสิทธิ์ที่จะถาม คนบริสุทธิ์ใจเขาตอบได้อยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะวิธีสังเกตตำรวจปลอม เอาไว้ดังนี้

1. ดูจากการแต่งกาย บุคลิกท่าทางไม่มีมาดลุกลี้ลุกลน

2.พูดจากร่างเกินไปมักแสดงตนและนำเสนอว่าเป็นตำรวจบ่อยครั้ง

3.ติดเครื่องหมายประดับหน้าอกแพรแถบและป้ายชื่อไม่เรียบร้อย

4.ใส่เครื่องแบบเต็มยศบ่อยครั้งผิดปกติแม้กระทั่งใส่ไปเที่ยว

5.ทรงผมยาวกว่าปกติไม่ใช่รองทรงต่ำแบบไม่ยาวมาก

6.หน้าตา อายุ วัย ไม่สัมพันธ์กับยศหรือตำแหน่งที่อ้างถึง

7.ตอบคำถามรุ่นหรือหลักสูตรที่จบไม่รู้เรื่อง

8.บัตรข้าราชการเป็นบัตรกระดาษ นำรูปถ่ายมาติดและเคลือบพลาสติก

9.ตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานที่ต้นสังกัดแบบอ้อมค้อมหรือปกปิด

10.ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ ได้ทางเว็บไซต์ของกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ …โทษถึงคุก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า การแต่งการเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนั้นมีความผิดตามกฎหมาย

โดย พ.ร.บ.เครื่องแบบทหาร พ.ศ. 2477 มาตรา 6 ระบุ ว่า

“ผู้ใดแต่งเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือแต่งเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ โดยไม่มีสิทธิจะแต่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน – 5 ปีและถ้าการกระทำเช่นว่ามานี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

นอกจากความผิดฐานจงใจแต่งเครื่องแบบทหารโดยพลการแล้วใน พ.ร.บ.เครื่องแบบทหารยังระบุถึงความผิดของผู้ที่แต่งกายเลียนแบบทหาร จนสร้างความเสื่อมเสียและเกิดความเกลียดชังกับทหาร โดยในมาตรา 6 ทวิ (แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2485) ระบุว่า

“ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือคล้ายเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ อันอาจนำความดูหมิ่นเกลียดชัง หรือความเสื่อมเสียมาสู่ราชการทหารก็ดี อันอาจทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นทหารก็ดีผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าการกระทำเช่นว่านี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำความผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

ขณะที่ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกาศเอาไว้ดังนี้

มาตรา 108 ผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี

มาตรา 110 ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และกระทำการใดๆ อันทำให้ ราชการตำรวจถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ราชการตำรวจ หรือทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนเป็นตำรวจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 ระบุด้วยว่า ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน…หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง… กระทำการเช่นนั้น เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้ทุกวันนี้จะมีมิจฉาชีพบางกลุ่มแต่งเครื่องแบบคนมีสีไว้หากินในทางมิชอบ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะยอมให้คนเหล่านี้มาหลอกลวงกันได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว

 

 

รื้อรับตรงสะเทือน “แอดมิชชั่น” ปัญหาที่ยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451801

รื้อรับตรงสะเทือน "แอดมิชชั่น" ปัญหาที่ยังไม่จบง่ายๆ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อระบบเอนทรานซ์ ซึ่งถูกใช้เป็นวิธีการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 40 ปี ถูกมองว่าเป็นระบบที่มีข้อเสียหลายด้าน เช่น ไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียดให้กับบรรดานักเรียนที่สอบเข้าเรียนในสถาบันที่มุ่งหมายเพียงครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ แต่เป็นระบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันสอบอย่างสุดขั้ว ด้วยการโหมกวดวิชา จนแทบจะทิ้งห้องเรียน

ภาพการเดินเข้าสถาบันกวดวิชาตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลาย แทบจะเป็นปรากฏการณ์ปกติของนักเรียนที่ตั้งเป้าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ คณะไหนยิ่งฮิตก็ยิ่งมีอัตราการแข่งขันสูง

ปี 2549 ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น จึงถูกคิดขึ้น เพื่อหวังว่าจะผ่อนคลายบรรยากาศการแข่งขันและทำให้เด็กตั้งใจเรียนในชั้นเรียน เพราะระบบนี้ได้กำหนดคะแนนสะสม 30% จากการเรียนในชั้น 6 ภาคเรียนเป็นองค์ประกอบคะแนนที่จะใช้ยื่นสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

แต่แล้วระบบแอดมิชชั่นก็ได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม นักเรียนหลายคนยิ่งเครียดเป็นทวีคูณเพราะตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสอบเข้าเรียน และก็ไม่สามารถเลิกเรียนกวดวิชาได้เพราะต้องรับมือกับการสอบสัดส่วนคะแนนต่างๆ ที่จะใช่ยื่นสมัครเรียนตามที่คณะวิชาที่อยากเรียนระบุไว้

ระบบเอนทรานซ์จากไปกลายเป็นระบบใหม่ที่เด็กต้องกุมขมับทำใจว่า แทนที่จะเหนื่อยและตึงเครียดเพียงปลายปีหรือใกล้ฤดูสอบ กลับต้องเหนื่อยเป็นช่วงๆ กับสารพัดการสอบตลอดทั้งปี

ซ้ำร้าย องค์ประกอบสัดส่วนคะแนนที่คาบเกี่ยวระหว่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้สมัครสอบ จนเข้าไปเรียนได้ ถูกสะท้อนกลับมาจากมหาวิทยาลัยในประเด็นได้เด็กไม่ตรงกับที่ต้องการ เรื่องนี้ถูกตอกย้ำทุกๆ ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้แอดมิชชั่นจนเป็นระบบที่ถูกมองว่า ไม่มีมาตรฐานในการคัดเลือกเด็ก หลายคณะวิชาของมหาวิทยาลัยบางแห่ง จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการหันไปรับตรงในสัดส่วนที่มากขึ้นหรือรับตรงทั้งหมด

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายรอบใหม่ของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่ต้องขวนขวายไปตามมหาวิทยาลัยดัง กางตารางสอบรับตรงที่เปิดกันแทบตลอดทั้งปี ดั้นด้นไปสอบเท่าที่จะมีกำลังกายและกำลังทรัพย์

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ก่อนหน้านี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอทางออก ด้วยแนวคิดให้มีการรับตรงกลางร่วมกันของมหาวิทยาลัย หรือเคลียริ่งเฮาส์ แต่ก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยนัก เพราะหลายแห่งยังตั้งหน้าตั้งตาเปิดรับตรงตลอดทั้งปี โดยให้เหตุผลที่หลากหลายกันไป จนล่าสุดเมื่อ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาระบุ ว่าจะหาแนวทางเปลี่ยนการรับตรงใหม่ ด้วยการปรับช่วงเวลาการสอบต่างๆ ทั้งแกต หรือการทดสอบความถนัดทั่วไป และแพต ความถนัดทางวิชาการ-วิชาชีพ รวมถึง 9 วิชาสามัญ และข้อสอบอื่นๆ หลังเด็กเรียนครบหลักสูตร ม.6 แล้วประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะไม่ยอมให้มีการสอบนอกช่วงเวลานี้ เพื่อลดการวิ่งรอกสอบตรงของเด็ก โดยแนวทางที่ได้จะประกาศใช้ในปีการศึกษา 2561 เรื่องนี้ก็ถูกนำมาถกเถียงอีกครั้ง

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การแก้ไขเรื่องนี้ต้องพิจารณาหลายด้าน โดยได้ตั้งขอสังเกตว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกำลังแยกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน นักเรียนสายวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญกับระบบรับตรงกลางมากกว่าแอดมิชชั่น ขณะที่สายสังคม/ศิลปะ จะให้ความสนใจกับระบบแอดมิชชั่นกลางมากกว่า สังเกตได้จากคะแนนสูงสุดของรับตรงกลางจะเป็นแพทย์ วิศวะ แต่ถ้าเป็นแอดมิชชั่นกลางจะเป็นสายอักษรศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทั้งนี้แม้จะแยกกัน แต่ก็ยังต้องแบกภาระการสอบร่วมกัน เนื่องจากใช้การสอบข้อสอบคนละชุด มีภาระการสอบกระจุกตัวมาก ตั้งแต่เดือน ต.ค.-มี.ค. เฉลี่ยแล้วต้องแบกภาระการสอบเดือนละครั้ง

“แนวคิดเคลียร์ริ่งเฮาส์ใหม่ ให้โอกาสนักเรียนที่ไม่ผ่านในรอบแรก หรือไม่พอใจคณะที่ได้ ในรอบแรกสามารถสมัครสอบได้ในรอบที่ 2 เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสการสมัครให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการสอบซ้ำซ้อนซึ่งทำให้เป็นภาระกับนักเรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เครียดเพราะต้องอยู่ในสภาพเตรียมการสอบเป็นเวลานาน การแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดคือรวมการสอบ 2 ระบบเข้าด้วยกัน หากทำได้จะช่วยให้นักเรียนสามารถลดการสอบลงไปได้ 1-2 ครั้ง แต่ที่ผ่านมา ศธ.ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเจรจากับ ทปอ.เลย” สธน กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ อดีตประธาน ทปอ.และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคยมีความพยายามแก้ไขเรื่องการรับตรงมาโดยตลอด แต่เพราะเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย ที่ใช้กฎหมายบังคับไม่ได้ จึงทำได้เพียงขอความร่วมมือ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือนัก สิ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลอยากเข้าไปแก้ปัญหา คือ เงื่อนไขด้านเวลา ซึ่งโดยปกตินักเรียน ม.6 จะจบภาคเรียนสุดท้ายประมาณเดือน มี.ค. แต่มหาวิทยาลัยจะเริ่มเปิดเรียนเทอมแรกประมาณเดือน ส.ค. ระยะเวลาที่ห่างกันถึงเกือบ 6 เดือน ทำไมไม่มีการจัดสอบคัดเลือกให้แล้วเสร็จในช่วงนี้

อดีตประธาน ทปอ.กล่าวว่า มีการทักท้วงเรื่องนี้มาตลอดว่ามีช่วงเวลาว่างนานขนาดนี้ ทำไมถึงยังต้องมีการจัดสอบนอกเหนือจากนี้อีก เพราะการสอบล่วงล้ำไปในเวลาระหว่างเรียนมัธยมนั้นกระทบกับเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการเรียนในชั้นเป็นวงจรลูกโซ่ แนวโน้มที่เข้ามาแก้เรื่องนี้ เป็นความคิดที่ดี แต่ยังไม่เห็นเรื่องใช้ผลการเรียนในชั้นมาเป็นองค์ประกอบรับตรง ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่สนใจห้องเรียน และมุ่งกวดวิชา ทำให้การสอบเข้าอุดมศึกษาตกเป็นจำเลยข้อหาทำลายระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน วนไปสู่ปัญหาเก่าๆ ได้

 

เพิ่มค่าทำฟัน 900 บ. ภาพลวงตาผลักภาระผู้ประกันตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451577

เพิ่มค่าทำฟัน 900 บ. ภาพลวงตาผลักภาระผู้ประกันตน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์วงเงินการรักษาทางทันตกรรมของผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 600 บาท/ปี เพิ่มเป็นไม่เกิน 900 บาท/ปี ให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา เมื่อฟังอย่างนี้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องยินดีที่ผู้ประกันตนจะได้รับวงเงินค่าทำฟันเพิ่มขึ้น

ทว่าในทางกลับกัน สปส.กลับออกเงื่อนไขมากมายท้ายประกาศ ซึ่งหากผู้ประกันตนไปใช้สิทธิอาจต้องเบิกส่วนเกินเอง ไม่ได้ฟรี 900 บาทอย่างที่คิด

ภาคีเครือข่ายประกันสังคม กังวลว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิการรักษาทางทันตกรรมแก่ผู้ประกันตน เนื่องจากมีการระบุว่า การรักษาแต่ละประเภทจะมีอัตราค่าบริการเฉพาะ เช่น ค่าขูดหินปูนทั้งปากจำนวน 400 บาท ค่าอุดฟันด้วยวัสดุ จำนวน 1 ด้าน 300 บาท จำนวน 2 ด้าน  450 บาท  ถอนฟันแท้  250 บาท  ถอนฟันที่ยาก 450 บาท ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากนั้นผู้ประกันตนจะต้องออกค่าบริการส่วนเกินเอง ดังนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกรายการแนบท้ายประกาศฉบับดังกล่าวออก

มนัส  โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวว่า การที่ สปส.เพิ่มวงเงินการรักษาทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนจากไม่เกิน 600 เป็น 900 บาท/ปี ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่การที่มีประกาศแนบท้ายระบุเกณฑ์การรักษาเฉพาะ เช่น ขูดหินปูนทั้งปาก 400 บาท นอกนั้นผู้ประกันตนต้องออกค่าส่วนเกินเอง ตรงนี้ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน เนื่องจากประกาศก่อนหน้านี้ค่าทันตกรรม 600 บาท/ปี ครอบคลุมการรักษาทั้งหมด

ดังนั้น อยากเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งประกาศบัญชีแนบท้ายดังกล่าว และทำให้การรักษาทันตกรรมที่จ่ายให้ไม่เกิน 900 บาท/ปี ครอบคลุมการรักษาทันตกรรมทั้งหมด ไม่ควรแยกประเภท เนื่องจากตามหลักความเป็นจริง ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินให้ สปส.ทุกเดือนจะรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาทันตกรรมก็เกินกว่าราคาที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายอยู่แล้ว ดังนั้นควรให้สิทธิการรักษาผู้ประกันตนครอบคลุมเต็มที่ 900 บาท

“ถ้าทำอย่างนี้จะยิ่งทำให้ลูกจ้างรายวันเข้าถึงสิทธิการรักษาทางทันตกรรมยากขึ้น เพราะเมื่อลูกจ้างรายวันต้องการรักษาฟันจะต้องลางาน ซึ่งการลางานจะถูกหักค่าจ้าง 300 บาทอยู่แล้ว นอกจากนี้จะมีค่าเดินทางอีกด้วย ตรงนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ลูกจ้างไม่กล้าใช้สิทธิรักษาทันตกรรม และอาจส่งผลต่อระบบสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น มีการอาการปวดมากขึ้น จนทำเหงือกบวม หรือเกิดโรคในช่องปากอื่นแทรกซ้อน” มนัส ระบุ

มนัส มองว่า การแก้ปัญหาระยะสั้น สปส.ควรยกเลิกบัญชีแนบท้ายดังกล่าวออก ขณะที่การปฏิรูปด้านทันตกรรมระยะยาวเรียกร้องให้ทันตกรรมถูกบรรจุเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องส่งเสริมให้มีการักษาเหมือนกับโรคอื่นๆ และควรได้รับการสนับสนุนให้มีการตรวจสุขภาพทางช่องปากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปี

นอกจากนี้ ควรทำให้ระบบทันตกรรมไม่ควรมีการสำรองจ่าย โดยให้ได้รับการรักษาฟรีเหมือนระบบกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และกองทุนของข้าราชการ เพราะปัจจุบันผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสุขภาพ สปส. 1.5% ของเงินเดือนทุกเดือน ฉะนั้นควรที่จะได้รักษาในระบบที่ดีกว่านี้

สอดคล้องกับ ทพญ.มาลี วันทนาศิริ ทันตแพทย์โรงพยาบาลลำลูกกา ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันให้สำนักงานประกันสังคม เพิ่มสิทธิทันตกรรมจากที่เบิกได้ 600 บาทเป็น 900 บาท/ปีจนเป็นผลสำเร็จ เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหานี้ ในระยะสั้นควรนำบัญชีแนบท้ายนี้ออก และทำให้วงเงินการรักษาทันตกรรมที่ 900 บาทครอบคลุมทุกประเภท ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง  ส่วนระยะต่อไปคิดว่า ควรทำให้สิทธิของผู้ประกันตน ได้รับสิทธิเหมือนกับบัตรทอง หรือข้าราชการ คือ ได้รับการรักษาตามโรค ไม่ใช่ตามเพดานวงเงินที่ระบุ

ทพญ.มาลี กล่าวว่า  ค่ารักษาฟัน 900 บาท/ครั้งคงไม่พอ เพราะคนทั่วไปมีฟันผุมากกว่า 2-3 ซี่ รวมถึงคนที่มีฟันผุ 1 ซี่ก็ต้องขูดหินปูนด้วย ดังนั้นเมื่อเข้ารักษาที่คลินิกเอกชนก็มีแนวโน้มจะไม่พอเช่นกัน ไม่นับรวมถ้ามีรายการอื่นที่ต้องรักษามากกว่านี้ยิ่งไม่พอใหญ่

ด้าน โกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ให้ทางคณะกรรมการแพทย์ที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการแพทย์นำไปศึกษาพิจารณาทบทวนตามข้อเรียกร้องของภาคีเครือข่ายประกันสังคม ซึ่งจะมีการประชุมช่วงก่อนกลางเดือน ก.ย.

ขณะที่ นพ.ชาตรี กล่าวว่า จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการแพทย์ประจำเดือนในวันที่ 9 ก.ย.นี้ หลักการพิจารณาจะให้ผู้ประกันตนเกิดความพึงพอใจและได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด

 

แผนปฏิรูปท้องถิ่น ไม่ยุบแต่ใช้วิธีควบรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451147

แผนปฏิรูปท้องถิ่น ไม่ยุบแต่ใช้วิธีควบรวม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีว่า จะมีการยุบการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา 163 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น สปท. เรื่อง “โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. … และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปฏิรูปรูปแบบโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างใหม่เป็น 2 รูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิรูปโดยเปลี่ยนบทบาทให้เป็นหน่วยงานอำนวยการ สนับสนุน บูรณาการ ประสานงาน ส่งเสริม การดำเนินการให้กับเทศบาล การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล หรือส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน เมื่อหน่วยงานของรัฐร้องขอ (2) เทศบาล กำหนดให้มีการปรับปรุงเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ ปรับปรุงจำนวนเขตเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกที่มีความแตกต่างกันระหว่างเทศบาลในเขตพื้นที่ชนบทกับเทศบาลในเขตพื้นที่ที่มีความเจริญ ให้มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เทศบาลในเขตพื้นที่ชนบทได้รับการดูแลเท่าเทียมกันกับเทศบาลในเขตพื้นที่ที่มีความเจริญและมีภาระงบประมาณใกล้ เคียงกัน

โดยยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศเป็นเทศบาล ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเทศบาลรูปแบบเดียวกันทั้งหมดแล้วจะดำเนินการให้มีการ ควบรวมองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยกฐานะเป็นเทศบาลข้างต้น ซึ่งอาจควบรวมกันเอง หรือควบรวมกับเทศบาลเมือง หรือควบรวมกับเทศบาลนคร หรืออาจควบรวมกันเป็นจำนวนกี่แห่งก็ได้เพื่อให้เป็นเทศบาลขนาดใหญ่ โดยให้มีความสามารถด้านรายได้หรืองบประมาณและขนาดที่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน เพื่อสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

2.ปฏิรูปการเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหาร สมาชิกสภาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพิ่มเติมจากของเดิม เช่น เกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยรับราชการ หรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นต้น

3.ปฏิรูปการเงิน การคลัง และการงบประมาณ แก้ไขกฎหมาย การเพิ่มฐานภาษีใหม่ๆ การถ่ายโอนภารกิจการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากรัฐไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การปรับปรุงภาษีป้ายที่มีอักษร ภาพเคลื่อนไหว ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างแทนภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง การถ่ายโอนการออกใบอนุญาตจำหน่ายยาสูบและสุรา ภาษี สิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

4.ปฏิรูปการจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรควบรวมกัน เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะภายในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพ ดูแลราษฎรได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

ขณะที่ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประเด็นสำคัญตรงที่การกำหนดขั้นตอนการควบรวมการปกครองส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 15 โดยมีเนื้อหาว่า “ให้ควบรวมเทศบาลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท หรือมีจำนวนประชากรต่ำกว่า 7,000 คน เข้าด้วยกันหรือกับเทศบาลแห่งอื่นที่มีพื้นที่ติดกันและในอำเภอเดียวกันภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลใช้บังคับ โดยให้ทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย การควบรวมกับเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลที่ควบรวมนั้น การสำรวจเจตนารมณ์ของประชาชนให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด…”

 

ตีแผ่เบื้องหลัง “แฮ็กตู้เอทีเอ็ม” กรณีศึกษา 12 ล้านธนาคารออมสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 21:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451136

ตีแผ่เบื้องหลัง "แฮ็กตู้เอทีเอ็ม" กรณีศึกษา 12 ล้านธนาคารออมสิน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุการณ์โจรไฮเทคปล่อยโปรแกรมมัลแวร์เเฮ็กตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสิน จำนวน 21 ตู้ กวาดเงินไปกว่า 12 ล้านบาท ปรากฎเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แม้ว่าการก่ออาชญากรรมครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับเงินในบัญชีลูกค้า แต่ก็สร้างความหวาดวิตกต่อระบบความปลอดภัยของธนาคารของเมืองไทยอยู่ไม่น้อย

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้ก่อตั้งเเละกรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี อธิบายว่า การยึดตู้เอทีเอ็มด้วยโปรเเกรมมัลแวร์ที่คนร้ายใช้นั้น ทำได้ 3 วิธี ดังนี้

1.ปล่อยมัลแวร์ผ่านช่องเสียบยูเอสบีที่ตู้เอทีเอ็ม

“การติดตั้งตู้เอทีเอ็มมี 2 ลักษณะคือ แบบที่ติดอยู่กับผนังภายในสถานที่ และแบบที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone)  ซึ่งตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุมหรือสิ่งต่างๆภายในตู้นั้นมีโมเดลที่สามารถค้นหาได้ไม่ยากอยู่แล้ว ด้านล่างเป็นเซฟเก็บเงิน คอมพิวเตอร์อยู่ด้านบน เอทีเอ็มบางตู้หากเป็นรุ่นเก่าเป็นไปได้ว่าไม่มีระบบป้องกันที่แน่นหนา หรือส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนร้ายสามารถเปิดได้ก็จะทำการเสียบยูเอสบีและปล่อยมัลแวร์เพื่อควบคุมตู้ในที่สุด”

2.ปล่อยมัลแวร์ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก

“ตู้เอทีเอ็มนั้นมีการอัพเดทซอฟต์แวร์อยู่แล้ว ซึ่งซอฟต์แวร์จะถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่ วิธีการของแฮ็กเกอร์คือ แฮ็กเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของธนาคาร หรือแฮ็กเข้าไปยังแอ็คเคาท์ของผู้ดูแลระบบ ซึ่งอาจมีจำนวน 10 คนหรือ 20 คน สุ่มหาช่องโหว่หรือความผิดพลาดจากคนๆ หนึ่ง ก่อนจัดการฝังมัลแวร์เข้าไปกับตัวซอฟต์แวร์ที่จะอัพเกรดเพื่อพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาที่ตู้เอทีเอ็ม

วิธีการนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ไต้หวัน หลังจากฝังมัลแวร์เข้าระบบมาสักระยะ คนร้ายได้ลงมือโดยใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สาย สั่งการให้ตู้เอทีเอ็มปล่อยเงินไหลออกมาตามที่ควบคุม โดยมีทีมอาชญากรไปรอรับ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่น่าเป็นไปได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกับธนาคารออมสิน เนื่องจากเป็นลักษณะของทีมแฮ็กเกอร์ระดับโลก”

3.ฝังมัลแวร์ ในช่วงที่มีการปรับปรุงระบบตู้เอทีเอ็ม

“ตู้เอทีเอ็มต้องมีการ Maintenance ซ่อมบำรุงดูแลรักษาหรือปรับปรุงอยู่แล้ว ยิ่งปัจจุบันธนาคารหลายแห่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงปรับระบบเอทีเอ็มจากบัตรแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด ซึ่งคาดว่าต้องมีการอัพเกรดระบบซอฟต์แวร์กันจำนวนมาก

การ maintenance มี 2 แนวทางคือ ธนาคารดูแลจัดการเองหรือจ้างบริษัทเอ้าท์ซอร์สดูแล คดีนี้เป็นไปได้ว่า คนร้ายอาจมีความผูกโยงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเอ้าท์ซอร์ส เพื่อหาทางฝังมัลแวร์เข้าไปเพื่อยึดตู้ในที่สุด”  

เมื่อสามารถฝังมัลแวร์เข้าไปที่ตู้เอทีเอ็มอันเปรียบเสมือนกับการยึดตู้ได้สำเร็จ ขั้นตอนต่อมาคือ วิธี”นำเงินออกมา”

ดร.โกเมน บอกว่า โดยทั่วไปทุกครั้งที่มีซ่อมบำรุง ปรับปรุง หรือแม้กระทั่งเติมเงินในตู้เอทีเอ็ม จำเป็นต้องการทดลองระบบเพื่อตรวจดูความถูกต้องเสมอ

เวลาพนักงานนำเงินจากธนาคารไปใส่ในตู้จำนวน 2 ล้านบาท ก็ต้องมีการเทสระบบ ใส่เงิน เบิกเงิน เพื่อดูว่าระบบใช้งานอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งการเทสระบบเช่นนี้เป็นเรื่องระหว่างคนกับตู้เท่านั้น ไม่ได้ติดต่อกับธนาคาร ธนาคารรับรู้เพียงว่า ถ้าเติมเงินครบ 2 ล้านก็จบ ฟังก์ชั่นทดสอบพวกนี้ ปัญหาคือ หลังจากโจรยึดตู้ได้แล้ว มันก็จดจำรหัสโค้ดจากบัตรซึ่งเป็นฟังก์ชันพิเศษสำหรับพนักงานผู้เทสระบบ ก่อนจะกดโค้ดใส่ตู้เอทีเอ็มเพื่อให้เงินไหลออกมาตามใบสั่ง

พฤติกรรมของมิจฉาชีพที่ทำกับธนาคารออมสินนั้น สังเกตได้ว่า คนร้ายจะค่อยๆ ทยอยกดเงินจำนวนไม่มากนักต่อตู้ ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ต่างจังหวัด เเละก่อเหตุเฉพาะเครื่องที่ติดตั้งนอกสถานที่ หรือ Stand Alone เท่านั้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ บอกว่า ธนาคารจะทราบว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อก็ต่อเมื่อจับสังเกตได้ว่าจำนวนเงินภายในตู้นั้นหมดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ

“ทยอยกดทีละ 2 หมื่น 4 หมื่น แบงค์ไม่รู้หรอก เพราะไม่มีประชาชนเสียหาย จะรู้ก็ต่อเมื่อ มีคนไปกดแล้วเงินไม่พอ ตู้ส่งสัญญาณเตือนไปยังแบงค์ ถ้าแบงค์เห็นว่า เฮ้ย…เพิ่งเติมเงินไปไม่นานนี้เอง จะหมดได้อย่างไร แล้วมีการตรวจสอบจริงจังนั่นแหละถึงทราบว่าตัวเองโดนเข้าให้แล้ว สาเหตุที่เลือกต่างจังหวัดก็เพราะตู้ไม่ได้เติมเงินบ่อย กว่าจะจับสังเกตได้ก็ใช้เวลา ผิดกับตู้เอทีเอ็มในกทม. ที่มีการใช้งานอย่างเป็นประจำ เรื่องมันจะแดงไว งานนี้เหมือนโจรปล้นแบงค์ เพราะประชาชนไม่ได้เดือดร้อน”

ดร.โกเมน ทิ้งท้ายว่า คดีนี้ต้องรู้ให้ชัดก่อนว่าคนร้ายใช้ช่องทางใด เพื่อหาแนวทางป้องกันที่แน่ชัด ซึ่งต้องทำการอัพเกรดซอฟท์แวร์ทางด้านความปลอดภัยและจัดการกับไวรัสมัลแวร์ทุกตู้เอทีเอ็ม นอกจากนั้นก็จำเป็นต้องพยายามปิดจุดอ่อน ช่องโหว่ และพัฒนาประสิทธิภาพความปลอดภัยของระบบอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดต่อไป

“ภัยพวกนี้เกิดขึ้นมาแล้วในหลากประเทศ ทั้ง ไต้หวัน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับโลกอนาคต อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่ไทยเราโดนไปแค่ 21 ตู้  12 ล้านบาทเท่านั้น”

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วันที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยเท่านั้นที่ถูกยกระดับ แต่กลวิธีการโจรกรรมก็ร้ายกาจมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

 

“โจรไฮเทค” ภัยที่มาพร้อมธนาคารออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451123

"โจรไฮเทค" ภัยที่มาพร้อมธนาคารออนไลน์

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

สองเหตุการณ์ที่ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารออมสินเจอปัญหาการถูกโจรกรรมทางการเงิน ทั้งสองกรณีต่างกันที่กรณีธนาคารกสิกรไทยหัวขโมยอาศัยช่องโหว่ของการปกปิดข้อมูลของลูกค้า การปฏิบัติงานธนาคาร และการออกซิมโทรศัพท์ใหม่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โอนเงินออกจากบัญชีลูกค้า ส่วนกรณีของธนาคารออมสินโจรไฮเทคใช้วิธีการติดตั้งอุปกรณ์ปล่อยไวรัสเข้าเครื่องเอทีเอ็มขโมยเงินจากธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะสร้างความเสียหายกับลูกค้าหรือกับธนาคารนั้น ก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางการเงินที่น่าเป็นห่วงทั้งสิ้น เพราะมีพัฒนาการวิธีขโมยเงินที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

อนุชิต อนุชิตานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเกียรตินาคิน ที่ปรึกษาระบบการชำระเงินของกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่เห็นโจรเอารถปิกอัพมาลากตู้เอทีเอ็มเอาไปเจาะเพื่อขโมยเงินภายใน แต่จะเผชิญหน้ากับโจรไฮเทคที่จะจับยากขึ้นเรื่อยๆ

“ขณะนี้การค้าการชำระเงินเปิดกว้างทางอินเทอร์เน็ต มีโอกาสที่จะเจอความเสี่ยงกันทุกคน แล้วแต่ใครจะเจอแจ็กพอต” อนุชิต กล่าว

การโจมตีของแฮ็กเกอร์เพื่อสร้างความเสียหายต่อธุรกรรมการเงินทางไซเบอร์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การโจมตีที่ระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของธนาคารกับการโจมตีช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจากความระมัดระวังไม่ดีพอของลูกค้า

แหล่งข่าวจากชมรมไอที สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารแต่ละแห่งทุ่มงบประมาณในการดูแลระบบของธนาคารปีละหลายร้อยล้านบาท มีการจ้างแฮ็กเกอร์ต่างชาติเจาะระบบของธนาคารเพื่อดูว่ามีช่องโหว่อะไร หากพบก็จะแจ้งธนาคารให้ปิดช่องโหว่ทันที ซึ่งจะต้องทำตลอดเวลาเนื่องจากโจรไฮเทคก็พัฒนาโปรแกรมมัลแวร์ที่มีความร้ายกาจมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้ ระบบของธนาคารถูกโจมตีจากแฮ็กเกอร์ ที่พยายามเจาะเข้ามาในระบบทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถผ่านไฟร์วอลล์ของธนาคารเข้ามาได้ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่เคยถูกเจาะระบบเข้ามาได้ มีแค่เมื่อปีสองปีที่ผ่านมามีกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ใช้ชื่อว่าอมาดา คอลเลคทีฟ ส่งอีเมลข่มขู่ 4 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และ กรุงไทย ให้จ่ายเงิน 2 แสนบาทให้ ไม่เช่นนั้นจะโจมตีเว็บไซต์ของธนาคารด้วย การทำ DDoS หรือ Distributed Denial-of-Service (ดีดอส) ที่จะส่งผลให้ลูกค้าแต่ละธนาคารไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงเว็บเพจของธนาคาร หรืออาจจะเข้าเว็บเพจเพื่อทำธุรกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ เพราะระบบดีดอสดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีจำนวนสูงจนระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารล่มได้

“หากระบบของธนาคารถูกเจาะจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในเรื่องการดูแลรักษาเงิน ซึ่งทุกธนาคารถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กำชับตลอดเวลาไม่ให้เกิดการรั่วไหลของระบบเด็ดขาด” แหล่งข่าวเปิดเผย

แต่การโจมตีที่ระบบของธนาคารครั้งยิ่งใหญ่ ยังไม่มีเกิดขึ้นเพราะความระมัดระวังของธนาคาร อย่างกรณีของธนาคารออมสินก็เป็นการโจมตีที่เครื่องเอทีเอ็ม เป็นการปล่อยไวรัสใส่ที่เครื่องไม่ใช่ในระบบของธนาคาร

ไม่เพียงแต่เครื่องเอทีเอ็ม แม้กระทั่งเครื่องรูดบัตรเครดิตตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกต่างๆ ยังมีโอกาสติดมัลแวร์ได้

สำหรับการโจมตีจากแฮ็กเกอร์ในส่วนที่สองคือ การโจมตีจากช่องโหว่การใช้งานของลูกค้า แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลายกรณีที่เป็นคดีความที่ลูกค้าได้รับความเสียหาย พบว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การไม่ปกปิดข้อมูลส่วนตัว การเปิดเผยรหัสและพาสเวิร์ดให้บุคคลที่ 3 ล่วงรู้ การให้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทน เป็นต้น ทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้ช่องโหว่นี้ขโมยเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การไม่ติดตั้งระบบป้องกันไวรัส การใช้ไว-ไฟสาธารณะ การดาวน์โหลดโปรแกรมหรือเปิดลิงค์ ที่ไม่มีที่มาที่ไป ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือติดไวรัส ถูกมัลแวร์ฝังเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวนำไปก่ออาญชากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีการขโมยข้อมูลที่ลูกค้าคาดไม่ถึง เช่น การใช้สมอลทอล์ก หรือบลูทูธ เพิ่มความปลอดภัยในการสนทนาและการทำผิดกฎหมายจราจรในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างขับขี่ ผู้ใช้สมอลทอล์กคงไม่มีปัญหาเสี่ยงภัย แต่หากเป็นใช้บลูทูธก็มีโอกาสเสี่ยงกับการถูกขโมยข้อมูลลับที่อยู่ในโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว

“ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น ถ้าท่านกำลังทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารผ่านโทรศัพท์ ซึ่งทำได้ทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือก็อาจถูกมิจฉาชีพใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและสมาร์ทโฟน ที่มีโปรแกรมและเครื่องมือพิเศษสามารถสแกนหาสัญญาณบลูทูธในรัศมีที่สามารถดักจับได้ โปรแกรมดังกล่าวจะโชว์หมายเลขโทรศัพท์และชื่อของเจ้าของเครื่องนั้นๆ แฮ็กเกอร์จะทดลองเจาะเข้าไปทีละเครื่อง โดยการส่ง SMS ด้วยข้อความล่อลวงต่างๆ เพียงเพื่อให้ประชาชนกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนโทรศัพท์ และไม่ว่าจะเลือกกดปุ่มใดแฮ็กเกอร์ก็สามารถทำให้เป็นการตอบตกลงตามข้อเสนอ ผลที่ออกมาคือเหมือนเป็นการยืนยันการต่อสัญญาณให้แฮ็กเกอร์ หลังจากนั้นคนร้ายจะขโมยข้อมูลทั้งหมดและอาจพุ่งเป้าหมายไปที่การทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์” แหล่งข่าวเปิดเผย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ภัยของโจรไฮเทคไม่ได้มีแค่ธนาคารเท่านั้น ยังมีเป้าหมายใหม่ในการโจมตีของคือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความเชื่อว่าธุรกิจของตัวเองมีขนาดเล็ก วงเงินไม่ได้สูงมากเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ความเชื่อนั่นผิด เพราะความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ไม่เลือกขนาด

“ปัจจุบันการพัฒนาไวรัสต่างๆ ของแฮ็กเกอร์ต่างมุ่งไปที่เอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยสนใจจะลงทุนทางด้านไอทีมากนัก บางรายยังใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนโดยทันที เพราะนอกจากจะเสี่ยงโดนขโมยความลับทางธุรกิจแล้ว ยังเสี่ยงโดนเรียกค่าไถ่หรือขโมยลูกค้าที่สำคัญของบริษัทไปอีกด้วย” แหล่งข่าวเปิดเผย

เมื่อมีความเสี่ยงมากมาย แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินได้ สิ่งที่จะต้องทำคือ เรียนรู้ที่จะอยู่กับเทคโนโลยีและใช้งานบริการการเงินออนไลน์อย่างเข้าใจ และปิดความเสี่ยงให้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีจะสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจให้สูงขึ้น แต่ภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ก็ส่งผลต่อภาคประชาชน ธุรกิจ และประเทศได้พร้อมๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใส่ใจตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับประเทศ

 

ผวา…แผ่นดินไหว เมืองใหญ่ทั่วไทยตั้งทับรอยเลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 07:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450785

ผวา...แผ่นดินไหว เมืองใหญ่ทั่วไทยตั้งทับรอยเลื่อน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.2 แมกนิจูด ที่ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น และช่วงเย็นวันเดียวกัน อีกซีกโลกเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แมกนิจูด ใกล้กับเมืองพุกามของประเทศเมียนมา จนทำให้อาคาร วัด เจดีย์ เสียหายจำนวนมาก สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาครั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ไกลไปถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ รวมถึงผู้คนในประเทศไทยทางภาคเหนือ และบนอาคารสูงของกรุงเทพฯ ดังนั้นนี่จึงเป็นประเด็นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าวเรื่อง “แผ่นดินไหวอิตาลี-พม่า ผลกระทบตึกสูง-โบราณสถานในประเทศไทย” เพื่อเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจ อย่างถูกต้องในการเตรียมรับมือการเกิดแผ่นดินไหว

ประเด็นน่าสนใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ คือ ข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยา ซึ่งพบว่าเมืองใหญ่ต่างๆ ในประเทศไทยล้วนมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เพราะล้วนแต่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อน

ผศ.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา และเมื่อไปชนกับแผ่นเปลือกโลกอื่น จึงเกิดการสะสมพลังงาน และเมื่อถึงจุดแตกหักจึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวที่อิตาลีเกิดจากแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวหลายทิศทาง จึงทำให้ภูเขาหลายลูกมีลักษณะที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงทำให้เกิดการเปิดของมหาสมุทรในบริเวณโดยรอบ ส่วนแผ่นดินไหวในเมียนมาเกิดจากแผ่นเปลือกโลกทวีปอินเดียเคลื่อนตัวไปชนกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียในรูปแบบการมุดตัว เมื่อเกิดการสะสมพลังงานเต็มที่จึงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น

ผศ.ภาสกร ระบุว่า แผ่นดินไหวในอิตาลีไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เมียนมาเกิดตามมา เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในอิตาลีรุนแรงน้อยกว่าเมียนมา และระยะห่างไกลกันถึง 8,000 กิโลเมตร ไม่สามารถที่จะเป็นแรงกระตุ้นดันได้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้พบผู้เสียชีวิตที่อิตาลีจำนวนมากนั้นเนื่องจากเกิดเหตุเวลา 03.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่หลับอยู่

แม้แผ่นดินไหวในเมียนมาจะมีความแรงมากกว่า แต่ไม่น่าเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวได้ในไทย เพราะระยะที่ค่อนข้างไกลกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ผศ.ภาสกรกังวล คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และเกือบทุกเมืองใหญ่ของไทยมีรอยเลื่อนอยู่ ตั้งแต่ปี 2518 มาถึงปัจจุบันไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวมามากกว่า 10 ครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีการศึกษากันมาก่อนเลยว่ารอยเลื่อนในประเทศไทยมีการสะสมพลังงานมากน้อยเท่าไรแล้ว และจะแตกหักเมื่อไหร่ ดังนั้นประเทศไทยจึงเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว จึงควรเตรียมองค์ความรู้ด้านนี้ให้พร้อมมากขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์

ขณะที่ รศ.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิตาลีและเมียนมาที่มีความเสียหายต่างกัน เพราะจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวมีความลึกต่างกัน ที่อิตาลีจุดศูนย์กลางอยู่ตื้น จึงทำให้เกิดความเสียหายหนัก ส่วนในเมียนมาจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึก ทำให้เกิดความเสียหายน้อย แต่สาเหตุแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงประเทศอินเดียและกรุงเทพฯ เนื่องจากการที่จุดศูนย์กลางอยู่ลึกจึงทำให้แรงสั่นสะเทือนกระจายออกไปไกล แม้ทำให้ประเทศไทยรับรู้ได้ในหลายอาคารใหญ่ แต่ประเมินว่าระดับความรุนแรงยังคงน้อยกว่าครั้งที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย เมื่อปี 2557 เล็กน้อย ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้โครงสร้างของอาคารเสียหาย

รศ.นคร ภู่วโรดม อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมียนมาสามารถรับรู้ได้ง่าย โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่บนอาคารสูง ส่วนอาคารที่สูง 5-7 ชั้น ไม่ค่อยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ภาพรวมครั้งนี้ก็ยังไม่ถือว่ารุนแรง

“สาเหตุที่ทำให้โครงสร้างโบราณสถานหลายแห่งเสียนั้น เพราะโบราณสถานส่วนใหญ่ก่อสร้างมาเป็นระยะเวลานาน ใช้วัสดุที่มีค่าความแข็งแรงต่ำ หากเทียบกับวัสดุที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วัด เจดีย์ หลายแห่งเสียหาย ควรมีการบูรณะโบราณสถานให้มั่นคง ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนการบูรณะ ซึ่งในปัจจุบันไทยยังไม่มี และไทยยังขาดองค์ความรู้ที่ทันสมัยที่จะเข้าไปดูแล รวมถึงขาดกำลังบุคลากร งบประมาณ และกำลังบุคลากรที่จะเข้าไปบำรุงรักษา ส่วนการดูแลความพร้อมตามอาคาร สถานที่ต่างๆ ควรติดตั้งสถานีตรวจวัดการสั่นสะเทือนบนพื้นดิน บนอาคาร เพื่อประเมินสถานการณ์เมื่อเกิดแผ่นดินไหว และต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการขยายคลื่นแผ่นดินไหวของแอ่งดินในเขตเมืองใหญ่อยู่ตลอด”

ด้าน ผศ.ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากหลายพื้นที่ที่เกิดเหตุพบว่าอาคารที่ถล่มเป็นอาคารที่ไม่มีความแข็งแรง แต่ภาพรวมในประเทศไทยโครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้และคอนกรีตเสริมเหล็ก ถือว่าภาพรวมมีความแข็งแรง แต่ไม่ควรก่อสร้างในรูปแบบที่ผิดปกติจากหลักวิศวกรรม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงได้

 

อนาคอนด้าในไทยมี 100 ตัว! ไร้กม.เอาผิดคนลอบเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450588

อนาคอนด้าในไทยมี 100 ตัว! ไร้กม.เอาผิดคนลอบเลี้ยง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากกรณี นสพ.ทวีศักดิ์ อนันต์ศิริวัฒนา สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์คลองหลวง จ.ปทุมธานี และทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล ผ่าตัดรักษาอาการเนื้องอกในหัวใจงูอนาคอนด้าของนักเลี้ยงงูรายหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างเป็นผลสำเร็จกลายเป็นข่าวดังที่สร้างความตื่นตะหนกว่า เหตุใดเจ้างูยักษ์อนาคอนด้า ซึ่งเคยสร้างความน่าสะพรึงกลัวจากที่หลายคนเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์และสารคดีต่างๆ จึงนำมาครอบครองได้ ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื้อหาได้ทั่วไป

เมื่อสำรวจในโลกออนไลน์ เว็บไซต์บางแห่งมีการระบุกระทั่งราคาขายของลูกงูยักษ์ สนนราคาอยู่ที่เพียงตัวละ 6,500 บาท

อดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า เรื่องของจำนวนงูอนาคอนด้าและสัตว์นำเข้าหลายชนิดที่มีการลักลอบนำเข้ามายังมีตัวเลขที่ไม่ชัดเจนเพราะไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย แต่จัดอยู่ในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส จัดเป็นสัตว์ป่าที่ยังไม่ถึงกับสูญพันธุ์ จึงอนุญาตให้ค้าในเชิงพาณิชย์หรือนำเข้า

ทั้งนี้ ได้เร่งตรวจสอบเพื่อหาเจ้าของงู โดยติดต่อไปยังสัตวแพทย์ที่ทำการผ่าตัดงู แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิ จึงเร่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาผู้ครอบครอบงูตัวนี้ให้ได้ ว่ามีการนำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่หรือไปซื้อต่อมาจากใคร หากได้มาอย่างไม่ถูกต้องจะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

นอกจากนี้ ยังได้สั่งให้ไล่ย้อนกลับไปหาข้อมูล ผู้ทำเรื่องนำเข้างูชนิดนี้ในไทย ส่วนใหญ่เป็นเอกชน หรือพ่อค้า คนพวกนี้รู้จุดอ่อนของกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่ตอนนี้ ว่าต่อให้ผิด ไม่มีหลักฐาน กรมอุทยานฯ ก็ไม่มีสิทธิยึดสัตว์ของกลาง จับหรือปรับ เพราะสัตว์ที่นำเข้ามานั้นอยู่นอกเหนือกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าของไทย

“งูอนาคอนด้าตัวดังกล่าวอาจนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ถูกก็ได้ แต่ก็ยอมรับว่าตรวจสอบได้ยากเพราะผู้นำเข้ามาจะนำไปจำหน่ายต่อหรือเพาะพันธุ์อย่างไร เป็นการยากจะไปตรวจสอบต้นตอที่มา หลายกรณีมักจะอ้างว่าซื้อต่อมาจากพ่อค้า”

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า เมื่อไล่เรียงสติถิงูอนาคอนด้าในไทย เริ่มมีครั้งแรกตั้งแต่ปี 2543 จำนวน 4-5 ตัว ในปี 2547 มีผู้ขออนุญาตเป็นขององค์การสวนสัตว์นำเข้า 17 ตัว และในปี 2549 อีกประมาณ 50 ราย เป็นของเอกชนที่ทำเรื่องมาเพียงรายเดียว ขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่สืบหาข้อมูลที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ เอกชนเพื่อตรวจสอบว่ายังเลี้ยงดูได้ดี ถูกต้อง รัดกุม หรือปล่อยสัตว์ส่งต่อไปยังที่ใด เพราะหลังข่าวแพร่ออกไปมีประชาชนเริ่มหวาดกลัวว่าจะงูอนาคอนด้าจะหลุดในธรรมชาติซึ่งคนกลัวกันมาก

อดิศร กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษการครอบครองสัตว์ต่างประเทศให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งหากประกาศใช้ก็สามารถเอาผิดผู้ที่มีสัตว์ประเภทนี้ในครอบครองได้ แต่จากที่ติดตามข่าวมาตลอดหลายสิบปียังไม่มีการพบ หรือรายงานข้อมูลว่าพบงูชนิดนี้ในผืนป่าธรรมชาติไทย ซึ่งงูชนิดนี้ ลักษณะนิสัยจะเหมือนกับงูเหลือม งูหลามที่พบในไทย เพียงแต่จะมีลักษณะตัวใหญ่ สีเข้มคล้ำกว่า ตัวโตสุดเส้นผ่าศูนย์กลางจะใหญ่กว่า 30 เซนติเมตร ถ้าดูจากจำนวนที่นำเข้ามา หากมีการเพาะพันธุ์ งูอนาคอนดาทุกชนิดจะออกลูกเป็นตัว ครั้งละประมาณ 20-40 ตัว หรือมากกว่านั้น ก็คาดว่าน่าจะมีงูอนาคอนด้าในไทยไม่ต่ำกว่า 100 ตัวแล้ว

เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ตลาดสัตว์นำเข้าหลายชนิด ซื้อขายได้เพราะการตรวจจับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก งูเป็นสัตว์ที่ลักลอบนำเข้ามาได้ง่าย เพราะ ผู้ค้าใช้วิธีรมยาสลบงูและจับกดไว้ในกล่องพันเทปกาวซุกรวมกับสินค้าอื่น ๆ ก็รอดพ้นสายตาจากภาพเอ็กซ์เรย์เล็ดลอดเข้ามาในประเทศได้ง่าย หรือบางชนิดก็นำเข้ามาตั้งแต่ยังเป็นไข่ นำมาฟักเอง หรือยังเป็นลูกสัตว์ที่ขนส่งง่าย

ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ผู้ค้าทราบดีว่าการขออนุญาตนำเข้าสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นอันตราย มีพิษ เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มีขั้นตอนตรวจสอบประเทศต้นทาง ทั้งเรื่องการจัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง การตรวจโรค ตรวจสอบด้านสาธารณสุข ที่มีค่าใช้จ่ายมากมาย ต้องติดต่อกับประเทศปลายทางขออนุญาตผ่านด่านศุลกากร รวมถึงต้องระบุชัดเจนว่าจะนำไปเลี้ยงที่ไหน กรณีที่เป็นสัตว์ที่มีอันตราย มีมาตรการดูแลความปลอดภัยไม่ให้กระทบต่อคนอื่นแค่ไหนอย่างไร เมื่อเห็นอย่างนี้ ก็คิดว่า การเสี่ยงลักลอบเข้ามาขายอย่างอิสระคุ้มกว่า ที่สำคัญ คือ เรื่องนี้บังคับใช้กฎหมายยาก เพราะกฎหมายเอาผิดได้เฉพาะผู้ค้าในฐานะลักลอบนำเข้าได้แต่เอาผิดผู้ครอบครองไม่ได้

 

ส่องชีวิต “พนักงานวัยเกษียณ” …แก่แต่เก๋าเก่าแต่เจ๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 21:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450522

ส่องชีวิต "พนักงานวัยเกษียณ" ...แก่แต่เก๋าเก่าแต่เจ๋ง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล  / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช, ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความฝันวัยเกษียณของใครหลายคนคือ การได้พักผ่อนอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ ทำงานอดิเรกยามว่าง เดินทางท่องเที่ยวอย่างสงบสุข ไร้กังวล หลังตรากตรำทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต

ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนจำนวนมากไม่มีเงินเก็บ บางคนมีไม่เพียงพอให้อุ่นใจ เนื่องจากต้องใช้หนี้ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ไหนจะค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวัน เมื่อไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ไม่มีลูกหลานให้พึ่งพา ไม่มีสวัสดิการใดๆมารองรับ

ชีวิตช่วงบั้นปลายจึงกลายเป็นฝันร้ายอันน่าสะพรึง …

“จ้างงานคนวัยเกษียณ” ฝันเป็นจริงของคนแก่(แต่ยังมีไฟ)

“ฮือฮา!เครือเซ็นทาราจัดตั้งนโยบายจ้างแรงงานวัยเกษียณ”

ข่าวกรอบเล็กๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ ดึงดูดความสนใจบรรดาสถานประกอบการในภาคธุรกิจ นักวิชาการด้านแรงงานและผู้สูงอายุ ตลอดจนคุณลุงคุณป้าวัยใกล้หลักหก

ภัทรา จองเจริญกุลชัย รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เล่าว่า ปัจจุบันเครือเซ็นทารามีโรงแรมและรีสอร์ทในเครือกว่า 70 แห่งทั้งในไทยและต่างประเทศ การดูแลรักษาพนักงานที่มีศักยภาพให้อยู่กับองค์กรจวบจนเกษียณอายุเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะพนักงานที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว และทำงานอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลานาน มักจะมีความรู้ความชำนาญ มีประสบการณ์ชนิดหาตัวจับยาก เปรียบเสมือนทรัพยากรทรงคุณค่าที่มิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้

เรามีพนักงานที่จงรักภักดีทำงานด้วยกันตั้งแต่ยุคบุกเบิก คุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ (ประธานกรรมการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา) ท่านให้ความสำคัญกับพนักงานมาก หลายคนคุ้นเคยสนิทสนม พอเกษียณแล้วเลยขอทำงานต่อ เพราะผูกพัน เราก็เลือกคนทำงานดี ทำงานไหว และมีตำแหน่งว่าง ต่อมามีพนักงานใกล้จะเกษียณเยอะ บวกกับไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากร คุณทศ จิราธิวัฒน์ (ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด) จึงประกาศว่า ใครยังมีแรง อยากทำต่อ ก็ให้รับเข้าทำงานทุกคน เพราะเสียเวลาหาคนใหม่ การรักษาคนเก่าที่จงรักภักดีเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ทุกวันนี้ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มีพนักงานวัยเกษียณประมาณ 120 คน ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร หัวหน้าแผนก ยันพนักงานซักรีด ทำครัว ล้างจาน ช่างซ่อมบำรุง จองห้องพัก แม่บ้าน

“มีทั้งพนักงานที่จ้างต่อหลังอายุครบเกษียณ ทั้งรับคนที่เกษียณอายุจากที่อื่นมาทำใหม่ ก็จะตรวจสุขภาพ สัมภาษณ์ ประสบการณ์พวกนี้แน่นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง จุดเด่นของพนักงานสูงวัยคือ ขยัน อดทน มีวินัย ไม่งอแง ไม่เกเร ต่างจากเด็กรุ่นใหม่เวลาตำหนิอะไรนิดหน่อย พรุ่งนี้ลาป่วย ไม่มาทำงานเลย คนแก่อดทนกว่า อีโก้น้อยกว่า อาจมีช้าบ้างแต่ตั้งใจทำงาน ตรงนี้ไม่ถือเป็นอุปสรรค

รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ทิ้งท้ายว่า น่าชื่นใจที่ภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มอ้าแขนรับคนวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงาน ดีกว่าปล่อยให้นั่งเหม่อ ซึมเศร้าเหงาหงอยอยู่กับบ้าน การได้ทำงานจะทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง ประสบการณ์ของคนเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีประสิทธิภาพ ลดภาระสังคม กระตุ้นเศรษฐกิจ แถมยังพัฒนาประเทศชาติด้วย

“ขยัน อดทน ชั่วโมงบินสูง” ทีเด็ดของพนักงานสว.

ท่ามกลางความกังวลว่า หลังเกษียณไม่มีรายได้ จะเหี่ยวเฉา ซึมเศร้า ไร้ที่พึ่ง การอ้าแขนรับพนักงานสูงอายุเข้าทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับสายฝนอันชุ่มฉ่ำที่ตกลงมาบนผืนดินแห้งผาก ดลให้สรรพสิ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ระจิต โภคสมบูรณ์กิจ วัย 62 คร่ำหวอดอยู่ในแผนกแม่บ้านโรงแรมมานานกว่า 30 ปีแล้ว

เริ่มจากเลขานุการอาวุโสหัวหน้าแม่บ้านที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกแม่บ้านโรงแรมโซลทวินทาวเวอร์ หัวหน้าแม่บ้านโรงแรมรอยัลปาร์ควิว โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สีลม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และโรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแม่บ้าน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

“จริงๆต้องเกษียณอายุตั้งแต่อายุ 55 ปีแล้ว แต่เขายืดเวลาให้ เพราะเรายังทำงานได้ดี  ยิ่งตอนนี้ทำสัญญาปีต่อปียิ่งต้องดูแลสุขภาพ สร้างผลงาน ห้ามเฉื่อย โชคดีที่งานโรงแรมมีตัวกระตุ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นแขก เวลา ความสะอาด ความเป็นระเบียบ อายุ 62 นี่เผลอๆแรงเยอะกว่าสาวๆอีกนะ (หัวเราะ) เพื่อนวัยเดียวกันเกษียณเกือบหมดแล้ว เจอกันทักประจำว่า ‘เอ้า เขายังจ้างเธออยู่เหรอ’ ก็เรายังสนุกอยู่ ถ้าให้กลับไปอยู่บ้านเฉยๆคงเฉาตาย ขนาดหยุดงาน 3-4 วันยังเซ็ง ไม่รู้จะทำอะไร กลัวเป็นโรคซึมเศร้า ตอนแรกวางแผนไว้ว่าถ้าสมัครงานไม่ได้ จะทำธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารกล่องขาย คิดแต่จะทำงานอยู่ตลอด เราไม่มีหนี้สินหรือเดือดร้อนเรื่องเงิน เพียงแต่ไม่อยากเอาเงินเก่ามานั่งกิน เพราะสักวันมันก็ต้องหมด”

ระจิต โภคสมบูรณ์กิจ ขณะกำลังตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องพักโรงแรม

 

‘คุณแม่ระจิต’ที่พนักงานรุ่นลูกเรียกกันติดปาก ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลังว่า

อยากให้เก็บออมเงินไว้บ้าง วางแผนชีวิตยาวๆเลยว่าถ้าแก่ตัวไป อายุครบเกษียณจะต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะไม่ลำบาก เป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ ไม่ใช่ว่ามีเงินก็ใช้หมด สวัสดิการสังคมบ้านเรายังไม่ดี ดังนั้นถ้าหวังพึ่ง ไม่พอกินแน่นอน

ประไพ ฤทธิยา วัย 72 หรือแม่ตุ๋ย พนักงานแผนกโรงครัวที่อายุมากที่สุดในโรงแรม เล่าว่า ทำงานตั้งแต่ยุคบุกเบิก ความสุขในวันนี้คือ ได้ทำอาหารให้พนักงานทุกคนทานอิ่มท้อง

นโยบายนี้ดีมากๆค่ะ ทำให้คนแก่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระให้ลูก รู้สึกสบายใจที่ยังมีงานให้ทำ และเป็นงานที่เราชอบ แถมยังได้เงินเดือน เพื่อนวัยเดียวกันพักผ่อนแล้ว แต่เรายังไม่อยากพักเพราะใจมันยังชอบ ที่นี่ผู้ใหญ่ใจดี เราก็คิดว่าจะทำจนกว่าจะทำไม่ไหว ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่าจะให้เราทำอีกนานแค่ไหน เรื่องเกษียณแล้วไม่มีเงินใช้น่ากลัวมากที่สุด อายุน้อยต้องรีบเก็บเงิน แก่ตัวมาจะรู้ว่าเงินมีค่า ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะแยะ แก่ตัวไปไม่มีเงิน ลูกหลานทอดทิ้ง ต้องเป็นภาระของสังคม“แม่ตุ๋ยให้พรลูกหลานไว้อย่างน่าคิด

ไพโรจน์ ขยายศรี พนักงานลายครามแผนกซักรีด อายุล่วงเข้าปีที่ 58 ปี แต่ยังแข็งแรงปานคนหนุ่ม

“ทำมานานก็ชำนิชำนาญเป็นธรรมดาครับ เอาประสบการณ์ตรงนี้ไปสอนเด็กๆต่อได้ด้วย”ไพโรจน์ว่าขณะพับผ้าด้วยทีท่าคล่องแคล่ว ก่อนบอกต่อ “ตอนนี้ผมยังต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว เลี้ยงลูกสาวม.3 ลูกยังเรียนไม่จบ ก็ต้องทำไปเรื่อยๆครับ ชีวิตยังมีเรื่องให้ห่วงอยู่

ไพโรจน์ ขยายศรี พนักงานฝ่ายซักรีด วัย 59 ยังอยากทำงานต่อไปเพื่อหารายได้ส่งลูกเรียน

 

ประไพ ฤทธิยา หรือแม่ตุ๋ย พนักงานอายุมากที่สุดในโรงแรม กำลังปรุงอาหารอย่างมีความสุข

 “ผูกพันกันเหมือนครอบครัว”เคล็ดลับมัดใจลูกจ้าง

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครไปทานข้าวที่ศูนย์อาหารตลาดเสรีมาร์เก็ต ห้างพาราไดซ์ปาร์ค คงพบภาพน่ารักของกลุ่มแม่บ้านรุ่นคุณป้า (หรืออาจจะคุณย่าคุณยาย) ในชุดไทย กำลังเข็นรถเก็บถ้วยชาม ทำความสะอาดโต๊ะ ด้วยสีหน้าแช่มชื่น

เคยมีลูกค้าบอกว่า แม่บ้านที่นี่ถึงจะมีอายุ แต่ก็ดูแข็งแรงกว่าหนุ่มสาวหลายคน ปลื้มใจค่ะที่เขาชม”ประทีป  ขวัญอ่อน แม่บ้านวัย 59 ยิ้มปลาบปลื้ม

กันยพัชร์ สุขะธนประเสริฐ วัย 58 และ องอาจ วังสิงห์ วัย 53 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บอกอย่างภาคภูมิใจเป็นเสียงเดียวว่า พนักงานสว.ทุกคนที่นี่อยู่ด้วยกันมานานเกือบ 30 ปี ผูกพันเหมือนครอบครัว ทุกวันที่มาทำงานจึงเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และ…บางวันก็ฮา

สิ่งที่ทำให้เรายังมีไฟคือ ลูกๆให้กำลังใจ ผู้บริหารก็ดีกับเราทุกอย่าง หัวหน้าก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี ทุกคนช่วยกัน ประคับประคองกันไป

พนักงานสว.แห่งตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ปาร์ค เก็บถ้วยจานชามอย่างกระฉับกระเฉง

สาลี่ สุขีมิตร แม่บ้านวัยเฉียดหกสิบ บอกว่า กระฉับกระเฉงตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแต่งตัวไปทำงานแล้ว

วันไหนจำเป็นต้องหยุด วันนั้นจะเบื่อโดยอัตโนมัติ งานแม่บ้านเหนื่อย หนัก หาคนทำยาก หนุ่มๆสาวๆบางคนทำวันเดียวลงไปนั่งกับพื้นเลย แต่เราไหว สบายมาก

ศิลป์ ชัยเดช 59 ปี บอกว่า ดีใจที่มีนโยบายแบบนี้ ถ้าสถานประกอบการทุกแห่งมีเหมือนกันจะดีมาก คนแก่จะได้มีกำลังใจทำงานต่อไป

ดูผมสิ ทีแรกพอใกล้จะ 60 ต้องถูกปลด ใจมันเหี่ยว แต่พอเขาจะต่อสัญญาให้ ทุกอย่างก็สว่างไสว กำลังใจมาทันที” เจ้าของร่างกำยำสง่าสมวัยหัวเราะในลำคอ

นุ่งชุดไทย เข็นรถเก็บขยะตั้งแต่เช้าจรดเย็น ความขยันไม่แพ้สาวๆ

รัชนี ศรีวะรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ตลาดเสรีมาร์เก็ต เผยว่า ปัจจุบันตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ปาร์ค มีพนักงานสูงวัยประมาณ 30 คน ประกอบด้วยพ่อบ้าน แม่บ้าน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

เราอยู่กันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเสรีเซนเตอร์ พอหมดเสรีเซ็นเตอร์ เขาอยากไปกับเราต่อ ก็เลยยกขบวนมาทำด้วยกันถึงวันนี้ เกือบ 30 ปีแล้ว เรียกว่าแก่ไปด้วยกัน พนักงานเหล่านี้อยู่มานานก็เกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร ผู้บริหารเองก็สนับสนุน ไม่อยากให้คนสูงอายุหมดค่า สโลแกนของเรามีอยู่ว่า ‘วิถีไทยใส่ใจผูกพัน’ วิถีไทยคือครอบครัวเดียวกัน ใส่ใจคือใส่ใจดูแลเขา ผูกพันคือรัก สามัคคีกัน ก็อยู่กันจนกว่าจะไม่ไหวแหละค่ะ”รัชนี หรือพี่อิ๋ว หัวเราะชอบใจ

การฝึกฝนให้พนักงานมีความรับผิดชอบ เชี่ยวชาญในการทำงาน และจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่ได้ทำกันง่ายๆ พนักงานแบบนี้หายากและมีคุณค่ามากซึ่งองค์กรต้องรักษาไว้ ถ้าเขายิ่งเกษียณอายุ แล้วเราจ้างทำงานต่อ ความจงรักภักดีก็จะยิ่งทวีคูณ เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ความฮึกเหิมจะกลับมาอีกครั้ง

ในฐานะผู้บริหาร รัชนีเปรียบเทียบพนักงานสว. กับพนักงานหนุ่มสาวว่า พนักงานสว.ชั่วโมงบินสูง อดทนเป็นเยี่ยม ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบ ส่วนพนักงานหนุ่มสาวเรี่ยวแรงเยอะ แต่กลับขี้เกียจ ดื้อ เชื่อมั่นในตัวเองสูง

เด็กรุ่นใหม่ๆชอบงานสบาย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ แถมยุคนี้ยังติดมือถือ  เวลาตำหนิก็เถียง หนักเข้าก็ลาออก ทิ้งงานเลย แต่คนแก่นี่อึด อดทน ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ใส่ใจในสิ่งที่ทำ ขยัน อยู่ว่างไม่ได้ต้องหาอะไรทำตลอด ไม่ปริปากบ่นแม้งานยุ่งยาก งานแม่บ้านทำความสะอาดเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคนอยากทำ เก็บโต๊ะ เก็บขยะ เข็นรถ สกปรก เหนื่อย ต้องปะทะกับลูกค้าทั้งวัน ถ้าใจไม่รักทำงานนี้ไม่ได้  แต่พนักงานสูงอายุเขารับมือได้ ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเขารู้ว่า งานบริการต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ

เจ้านาย-ลูกน้องรักและผูกพันกันเหมือนครอบครัว

รับมือสังคมผู้สูงอายุ

ปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า ไทยมีประชากรผู้สูงอายุถึง 10,014,699 คน คิดเป็น 14.9 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด สอดรับกับนิยามขององค์การสหประชาติที่กำหนดไว้ว่า การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต้องมีประชากรอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมากกว่า 10 % ของประชากรทั้งประเทศ

ปัญหาใหญ่ที่ผู้สูงอายุพ.ศ.นี้ต้องเผชิญคือ ไม่มีหลักประกันทางรายได้ หรือถ้ามีก็ไม่มั่นคง

ผลการศึกษาเรื่อง “การบูรณาการระบบบำนาญของประเทศไทย” โดย ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ยศ วัชระคุปต์ และพสิษฐ์ พัจนา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ในวันที่สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่หลักประกันทางด้านรายได้สําหรับผู้สูงอายุยังไม่สามารถครอบคลุมกลุ่มวัยทํางานได้ครบทุกคน โดยพบว่า 73% ของคนวัยทำงานไม่มีหลักประกันรายได้ 19.2% ใช้ประกันสังคม ส่วนอีก 7% เป็นข้าราชการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะไม่สามารถเลี่ยงการเป็นสังคมสูงอายุได้ แต่สามารถเตรียมความพร้อมในการรับมือได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน จะต้องผนึกกำลังช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ

 

เมื่อเร็วๆนี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีให้กับภาคเอกชนที่จ้างผู้สูงอายุเข้ามาทำงานสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น คาดว่าเร็วๆนี้ มาตรการดังกล่าวจะออกมามีผลบังคับใช้

อยากให้คนแก่ได้ทำงาน จากที่ดูตัวอย่างของญี่ปุ่น เวลาสำรวจคนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา ส่วนใหญ่เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีสังคม ชีวิตไม่มีความหมาย จึงได้คุยกับกระทรวงแรงงานให้หาทางจ้างงานคนแก่ และอยากให้เอกชนมาชวนคนแก่ทำงานด้วย โดยรัฐจะมีสิ่งจูงใจทางภาษีให้

สอดคล้องกับ ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้เสนอมาตรการสนับสนุนบริษัทเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุทำงานไปยังกระทรวงการคลังแล้ว โดยบริษัทเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการจ้างงานมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า มีเงื่อนไขคือ ผู้สูงอายุต้องอายุ 65 ปีขึ้นไป กำหนดการจ้างงานคือ ต้องไม่เกิน 10% ของรายจ่ายจ้างงานทั้งบริษัท และไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานบริษัท นอกจากนี้ กำหนดเงินเดือนผู้สูงอายุที่ถูกจ้างงานต้องมีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท เนื่องจากต้องการสนับสนุนให้จ้างพนักงานระดับล่างทำงาน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีพหลังเกษียณอายุ

 

ขณะที่ รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า นโยบายสนับสนุนจ้างงานคนวัยเกษียณ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

ต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป เอเชีย ในซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีแรงงานสูงวัยจำนวนครึ่งต่อครึ่ง ส่วนมากทำงานเบาๆ ไม่ต้องใช้แรงหนัก เช่น แคชเชียร์ เขาน่ารักมาก มีความสุขกับการทำงาน หรืออย่างธุรกิจโรงแรมจะเห็นว่าผู้สูงอายุไปทำแผนกแม่ครัวได้สบายๆ แต่ถ้างานหนักบางประเภท เช่น ปูเตียง ซึ่งต้องเนี้ยบและใช้แรงเยอะ อาจลำบาก จึงอาจต้องขยับไปคอยชี้แนะให้คนหนุ่มๆสาวๆทำแทนได้ ไม่ก็หมุนเวียนไปทำแผนกอื่น เช่น จัดโต๊ะ จัดดอกไม้ ให้แนะนำหน้ารีเซปชั่น ขณะเดียวกันสถานประกอบการเองก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานด้วย เช่น เงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ให้เหมาะสมเพื่อให้เขาอยู่ได้

นักวิชาการด้านแรงงานรายนี้ บอกว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แรงงานสูงอายุที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะเกษตรกร

ผมไม่ห่วงแรงงานสูงอายุภาครัฐ เพราะเขามีเงินเดือนสูง มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล มีบำเหน็จบำนาญ พวกนี้มีเงินพอกินแน่นอน ส่วนแรงงานภาคเอกชน ถ้าไม่มีเงินเก็บเงินออม เกษียณอายุไปจะลำบาก เพราะเบี้ยยังชีพจะไม่เพียงพอแน่นอน ผลวิจัยระบุว่าเกินกว่าครึ่งไม่มีเงินเก็บ และต้องกลับมาทำงานในระบบอีก แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม ไม่มีสวัสดิการ หลายคนพึ่งพาลูกหลานไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาน้อย โอกาสจะกลับเข้ามาทำงานในระบบก็ยากขึ้นไปอีก”

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ไทยกำลังรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนโยบายการสนับสนุนแรงงานวัยเกษียณ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจอันน่าจะช่วยให้คนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีแรง มีไฟ และอยากทำงาน สามารถพึ่งพาตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบากลำบนนัก.

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154618058779835%2F&show_text=0&width=560

เปิดอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดีเดย์ 1 ต.ค. เขี้ยวเล็บขจัดคนโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 18:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450018

เปิดอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดีเดย์ 1 ต.ค. เขี้ยวเล็บขจัดคนโกง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในที่สุดความพยายามผลักดันจัดตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแห่งแรกในประเทศ ก็เป็นผลสำเร็จแล้ว หลังมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษามื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจังเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริตอย่างจริงจัง

นิกร ทัสสโร ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาคนแรกและคนสุดท้าย ในฐานะหนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่ร่วมผลักดันก่อตั้งศาลคดีทุจริตฯ ร่วมกับผู้พิพากษาอีก 12 ท่าน บอกว่า การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางครั้งนี้จะทำให้แผนกดังกล่าวถูกยกขึ้นเป็นศาล คดีทุกคดีในศาลอาญาที่เข้าข่ายจากนี้ จะถูกโอนไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและพฤติมิชอบกลาง เตรียมเปิดทำการศาลในวันที่ 1 ต.ค. 2559 โดยมีอธิบดีผู้พิพากษา 1 คน และรองอธิบดีฯ อีก 3 คน นิกร ระบุว่า เมื่อตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ ที่กรุงเทพฯ เสร็จ เชื่อว่า ในอนาคตจะขยายเปิดศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1-9 ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วประเทศที่ต้องเกี่ยวข้องกับคดีประเภทนี้ ทั้งที่เป็นโจทก์ จำเลย และต้องมาเป็นพยาน ซึ่งขณะนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ

สำหรับองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตฯ จะใช้ผู้พิพากษา 2 ท่าน คุณสมบัติของผู้พิพากษานั้น “ผู้พิพากษาหัวหน้าองค์คณะ” จะต้องเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาก่อน ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างต่ำ 20 ปี เฉลี่ยอายุระหว่าง 45-55 ปี ส่วน “ผู้พิพากษาองค์คณะ” ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างต่ำ 10 ปี เฉลี่ยอายุ 36 ปีขึ้นไป

คดีที่เข้าสู่การพิจารณา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.คดีอาญาที่เจ้าหน้าที่รัฐ ถูกกล่าวหา หรือร่วมเอกชน กระทำผิด เช่น ฮั้วประมูล 2.คดีทางแพ่ง ที่ขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน, คดีความผิดฐานฟอกเงิน, คดีร่ำรวยผิดปกติ และ 3.คดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

ส่วนคดีที่เข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางมี 3 ช่องทาง 1.คดีสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2.คดีสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ 3.ประชาชนผู้เสียหายฟ้องร้องเอง

ปัจจุบันมีคดีความเข้ามาสู่แผนกฯ เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เฉลี่ย 2 วัน ต่อ 1 เรื่อง ต่อไปในอนาคตศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางเพียงศาลเดียวที่มีอำนาจรับคดีทั่วประเทศ

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตฯ ท่านนี้ แจกแจงว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางไม่ได้เป็นแต่เพียงศาลที่ตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น ยังมีระบบการพิจารณาใหม่ด้วย คือ ระบบไต่สวน โดยศาลมีหน้าที่สำคัญในการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ซักถามพยานเอง คู่ความและทนายความจะถามได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล ต่างจากระบบกล่าวหาที่ใช้กันในปัจจุบัน

เรื่องภาระการพิสูจน์ยังคงตกอยู่แก่โจทก์ดังเดิม นอกจากนี้ระบบการพิจารณาของศาลใหม่จะมีสำนวนของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เป็นสำนวนหลักซึ่งอัยการสูงสุด หรือ ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์ จะต้องนำมาส่งต่อศาลในวันยื่นฟ้อง ซึ่งศาลจะใช้สำนวนดังกล่าวเป็นแนวทางหรือเป็นหลักในการไต่สวน และตั้งคำถามที่สำคัญ

หลักวิธีพิจารณาที่สำคัญของศาลคดีอาญาทุจริตฯ มีหลายอย่าง ซึ่งนักกฎหมายและประชาชนจะต้องปรับตัวให้คุ้นเคย เริ่มตั้งแต่ คำถามที่จะถามพยาน ทุกฝ่ายสามารถใช้คำถามนำได้ การพิจารณาคดีโดยหลักมีเพียงสองชั้นศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ คดีจะถึงที่สุดที่ศาลชั้นอุทธรณ์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาถึงจะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ เช่น เป็นข้อกฎหมายใหม่ที่ศาลฎีกาต้องการวางบรรทัดฐาน หรือคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตจำเลย

ทั้งนี้ จำเลยที่ไม่ถูกคุมขัง หากต้องการยื่นอุทธรณ์ต้องมายื่นด้วยตัวเอง ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นมายื่นแทนได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างจากคดีอาญาปกติทั่วไป ในส่วนทรัพย์สินของกลางที่รับสินบน หรือติดสินบนกันมา กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาเดิม ศาลถือหลักว่าของกลางนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ขอให้ริบ ศาลไม่สามารถริบได้ แต่กฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริต ให้อำนาจศาลริบทรัพย์ของกลางได้ แม้โจทก์จะไม่มีคำขอให้ริบทรัพย์ก็ตาม

“ถ้าศาลไต่สวนแล้วพบว่ามีเงินในบัญชีเงินฝาก หรือมีทองคำ เป็นเงินหรือทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริต แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ริบ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการสืบสวนของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใด”

นิกร บอกอีกว่า หากสภาผ่านกฎหมายนี้ในเรื่องการริบทรัพย์ ก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นทางการบังคับแก่ทรัพย์ที่เป็นสินบน สมมติจำเลยรับสินบนเป็นทองคำมา แต่ทองคำเหล่านั้นสูญหายหรือถูกจ่ายโอนไป ก็ต้องชำระเงินแทน หากขัดขืนก็ต้องเสียดอกเบี้ย หรืออาจถูกคุมขัง และอาจถูกยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดต่อไป “จึงกล่าวได้ว่า มาตรการริบทรัพย์นี้ แม้โกงเงินบาทเดียวก็เป็นความผิดและหนีไม่ได้”

นิกร ย้ำเจตนาส่วนตัวของเขาว่า อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่าไทยสุจริต คือการทุจริตนั้นจะไม่สามารถแก้ได้ ถ้าคนในสังคมไม่ให้ความร่วมมือ ยอมรับว่าระบบกฎหมายและศาลเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

“ประเทศไทยทำไมดัชนีการทุจริตจึงสูงกว่าประเทศอื่น อาจเกิดจากความหย่อนยานทางจิตใจสำนึกในความซื่อสัตย์สุจริต และไม่ได้รับการปลูกฝัง เมื่อมาประกอบกับคิดถึงแต่ด้านวัตถุนิยม ที่มีการเคารพและให้ความสำคัญต่อคนรวยและความรวย ทั้งสองอย่างนี้จึงนำพาเป็นสังคมทุจริตโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว”

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตฯ ท่านนี้ ยังกล่าวเปรียบเปรยเรื่องความสุจริต ว่า บางคนรู้สึกว่า “จะให้เป็นคนสุจริตก็ได้ แต่ขอสุจริตเป็นคนสุดท้าย” เพราะ 1.ยังรู้สึกว่ายากจนอยู่ 2.คนอื่นก็ทุจริตเหมือนกัน 3.คนทุจริตยังไม่ถูกลงโทษ และ 4.ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ทุจริตก็ยังได้รับการยอมรับ แล้วเรายังจะยอมให้ประเทศไทยของเราเป็นแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่

เขาทิ้งท้ายว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่มีศาลประเภทนี้มากำจัดคนทุจริตเป็นการเฉพาะ ดังนั้น การที่ประเทศไทยต้องตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เท่ากับเราใช้ต้นทุนและภาพลักษณ์ของประเทศไปแลกอยู่เหมือนกัน เพราะเท่ากับประเทศของเรามีคนทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถ่วงน้ำหนักแล้วเชื่อว่าการมีศาลอาญาคดีทุจริตฯ น่าจะดีกว่าไม่มี และในอนาคตก็หวังว่าอีกสิบปีข้างหน้าเราสามารถยุบศาลนี้ได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่สุจริต จะไม่มีคดีทุจริตให้ต้องตัดสินกันอีกแล้ว