วิบากกรรมพท.-นปช. ติดบ่วงคดี-ตัดสิทธิการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453637

วิบากกรรมพท.-นปช. ติดบ่วงคดี-ตัดสิทธิการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ห้วงเวลากว่า 2 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาปฏิบัติภารกิจแก้ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง จึงไม่แปลกที่คดีความฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะคนที่อยู่ภายใต้ร่มเงาพรรคเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้งคดีการเมืองบ้าง คดีทุจริตคอร์รัปชั่นบ้าง แม้แต่คดีค้างเก่าก็ถูกเช็กบิล จำคุก ยึดทรัพย์ในยุคนี้

เริ่มจากคนตระกูลชิน ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ไล่ตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตรสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในกรณีของทักษิณถูกดำเนินการถอดยศ ด้วยประกาศคําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2558 เรื่องการ ดําเนินการเพื่อถอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากยศตํารวจ โดยผ่านการพิจารณาของ คสช. เนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีกระทบต่อความมั่นคงของชาติและมีความจำเป็นต้องดำเนินการเป็นการด่วน

ตามด้วยน้องเขย สมชาย ศาลฎีกาแผนกอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังพิจารณาคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 บริเวณหน้ารัฐสภา จนกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งรุนแรง คดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง สมชาย พร้อมกับพวกรวม 4 คน คาดว่าประมาณกลางปี 2560 คดี 7 ตุลาฯ จะต้องติดตามอีกครั้งว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไร

ส่วนน้องสาว ยิ่งลักษณ์ เวลานี้กำลังเผชิญมรสุมทางการเมืองจากการถูกฟ้องร้อง ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการทุจริตรับจำนำข้าว มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท เป็นความเสียหายจากการระบายข้าวในสต๊อกไม่ได้ ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ทำเอาเจ้าตัวหวาดหวั่นถึงขั้นต้องออกสื่อโซเชียลขออย่าใช้คำสั่งมาตรา 44 อายัดยึดทรัพย์

คดีสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เมื่อปลายสัปดาห์ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอดีต สส.พรรคเพื่อไทย เป็นแพ็ก ประกอบด้วย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ในฐานะประธานสภา นริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร กรณี อุดมเดช รัตนเสถียร จากพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจ ปลอมแปลงและเสียบบัตรแทนกันแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา พร้อมกับเสนอรายงานให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประชา ประสพดีอดีต รมช.มหาดไทย ยุคยิ่งลักษณ์ ก็ถูก สนช.ลงมติถอดถอนจากคดีความผิดใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการทำงานขององค์การตลาด (อต.) ไปแล้ว และล่าสุด สนช.นัดลงมติถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือไม่ ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ จากคดีที่ ป.ป.ช.กล่าวหาใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือสนับสนุนแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ “หมอเลี้ยบ” อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในยุครัฐบาลทักษิณ ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ไม่รอลงอาญาในคดีตกเป็นจำเลยอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมภายในประเทศ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ รวมถึงคดีที่ศาลฎีกาสั่งพิพากษาจำคุก พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่คดีของ นปช. อาทิ ศาลพิพากษา จตุพร พรหมพันธุ์ ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท แต่รอลงอาญา 2 ปี โดยอยู่ระหว่างฎีกา เป็นคดีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจตุพรเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทในเหตุการณ์ชุมนุมช่วงเดือน เม.ย. 2552

คดีของ “ทอม ดันดี” ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 15 ปี ที่ปราศรัยหมิ่นเบื้องสูงบนเวที นปช.เมื่อปี 2556 และนำคลิปไปเผยแพร่ทางยูทูบ แต่ด้วยรับสารภาพลดโทษเหลือจำคุก 7 ปี 6 เดือน และคดีของ “จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่รอลงอาญา

 

การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453451

การเมืองแผ่ว นับถอยหลังรอ เลือกตั้ง'60

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านประชามติ ต่อเนื่องด้วยการเร่งจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่วางไว้เบื้องต้นประมาณเดือน ธ.ค. 2560

บรรยากาศทางการเมืองในเวลานี้จึงดูสงบ ไร้คลื่นลม มรสุม เมื่อทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ภายใต้กรอบกติกาตามระบบปกติ

เวลานี้ฝ่ายการเมืองเองต่างรู้ดีว่าการออกมาเคลื่อนไหว หรือการไปคัดง้างกับทางรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดี

ประการแรก ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ คสช. ที่แสดงศักยภาพให้เห็นหลายครั้งหลายคราผ่านคำสั่งต่างๆ ตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทั้งการพักงาน ปลด โยกย้าย ฯลฯ การไปสร้างประเด็นให้เกิดปัญหาและผลกระทบที่จะถูกเล่นงานได้ย่อมมีแต่เสียแต่เสีย

ด้วยคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ได้สกัดทุกการเคลื่อนไหวของฝั่งการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพรรคการเมืองที่ไม่อาจจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมได้ เรื่อยไปจนถึงกลุ่มการเมืองที่แม้แต่จะออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในช่วงที่ผ่านมายังถูกควบคุมตัวหลายหน จากเหตุผลเรื่องของความมั่นคง

ไม่เว้นแม้แต่บรรดาแกนนำพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ที่ถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติหลายรอบเพียงเพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.

กฎระเบียบเหล่านี้จึงสะกดให้พรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ไม่อยากเสี่ยงออกมาทำอะไรที่จะถูกเล่นงานได้ เมื่อหลายคนล้วนมีแผลที่กลัวว่าจะถูกหยิบยกมาไล่เช็กบิลเมื่อไหร่ก็ได้

ยิ่งวันนี้คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ขยับกลับมาสูงขึ้นจากช่วงหลังๆ ด้วยผลงานที่เด็ดขาดและโดนใจชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ทั้งการใช้มาตรา 44 พักงานบรรดาข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหลายรายที่เข้าไปพัวพันกรณีทุจริต

อีกทั้งเกิดกระแสไม่เอานักการเมืองและการเมืองระบบเก่า ที่ถูกตีตราว่าเป็นจำเลยของสังคมนำพาให้ติดหล่มจนไม่อาจก้าวพ้นวงจรปัญหาที่เป็นมาร่วมสิบปี

ตอกย้ำด้วยผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชน 16.8 ล้านคน หรือ 61.3% ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องคำถามพ่วงที่ว่ากันว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกเปิดทางสืบทอดอำนาจในอนาคต ที่ประชาชน 15.1 ล้านคน หรือ 58.07% ให้ความเห็นชอบ

นี่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักการเมืองอาจต้องมาพิจารณาตัวเอง แถมเป็นอีกเหตุผลที่ต้องเริ่มสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้ง ที่มีแต่จะฉุดคะแนนนิยมให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

เมื่ออีกด้านหนึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง พรรคการเมือง กำลังถูกจับตาว่าจะมีการเซตซีโร่ หรือคุมเข้มบรรดานักการเมืองมากขนาดไหน

ยังไม่รวมกับพรรคทางเลือกของไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคใหม่ ดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่จะทำให้สนามเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการพิสูจน์ความนิยมในตัวนักการเมืองรอบสำคัญ

สอดรับไปกับอดีตนักการเมืองหลายคนเริ่มเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีที่ทำเอาหลายคนต้องถูกกันพ้นสนามการเมืองรอบใหม่ และมีอีกหลายคนที่จ่อจะถูกฟัน ทำให้หลายคนพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สร้างปัญหา

บรรดานักการเมืองจึงอยู่ในสภาพบอบช้ำ ไร้แรงต้านทาน สิ่งที่ทำได้จึงการประคองตัวไปให้ถึงการเลือกตั้ง เพราะหากยิ่งดิ้นก็มีแต่จะยิ่งสร้างปัญหา

จากที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ตลอดจนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าระยะหลังบทบาทเหล่านี้เริ่มลดน้อยถอยลงไป

เพื่อไทยเองก็เริ่มหันไปทำพื้นที่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง มากกว่าการออกมาเปิดศึกกับทาง คสช. เมื่อไม่มีปมร้อนให้มาขยายแผล การไปแข่งขันในสนามเลือกตั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ไม่ต่างจากฝั่งประชาธิปัตย์ ที่เสียศูนย์จากจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จนขยายรอยร้าวในพรรคระหว่างฝั่งประชาธิปัตย์และ กปปส. ให้ห่างไกลกันออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ไม่อาจจัดกิจกรรมในนามพรรคได้ ก็หันไปทำกิจกรรมในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เดินสายลงพื้นที่แจกถุงยังชีพกับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ

สัญญาณต่างๆ ล้วนชี้ให้เห็นการเฝ้ารอการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะได้กลับสู่ถนนการเมืองตามระบบปกติอีกครั้ง

 

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453449

ยุติ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เมล็ดพันธุ์‘พธม.’ยังคงอยู่

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นเรื่องให้ต้องจับตาต่อจากนี้ภายหลังศาลฎีกาตัดสินให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากกรณีทำเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยรวมกว่า 1,000 ล้านบาทก่อนส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในนามกลุ่มพันธมิตรฯ จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ หรือจะหมดพลังลงไป หลังเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานตลอดเกือบ 10 ปี เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะเมื่อแกนนำคนสำคัญถูกคำพิพากษา

สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อธิบายว่า ต้องทำความเข้าใจก่อน แกนนำพันธมิตรฯ โดย 5 แกนนำได้ประกาศยุติบทบาทอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ทว่า การเคลื่อนไหวที่เห็นเป็นกระแสอยู่บ้าง เป็นเฉพาะแค่บางประเด็นบางกลุ่ม เป็นมวลชนที่สนและติดตามเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าเมื่อแกนนำจะอยู่หรือจะหยุดหรือพัก มวลชนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นทางการของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติไปหลังจากแกนนำประกาศ

อย่างไรก็ดี ในแง่อุดมการณ์การต่อสู้หรือสามัญสำนึกทางการเมืองได้ถูกจุดขึ้นจากการต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานตั้งแต่ปี 2548 ทำให้คนเหล่านี้มีความตื่นตัวทางการเมือง เป็นมวลชนที่เอาการเอางาน ถามว่าแล้วจะพัฒนาต่อไปหรือไม่อย่างไร มันคาดการณ์ยาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยและสถานการณ์การเมืองข้างหน้าด้วย ทั้งนี้ จะกลับมารวมกันอีกได้หรือไม่หรือในเงื่อนไขอะไร เป็นเรื่องต้องทำความเข้าใจ

สุริยะใส ยกตัวอย่าง กรณีพันธมิตรฯ เมื่อยุติบทบาทลงไปแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. และไม่คิดว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ จะมาเป็นแกนนำ สถานการณ์อาจสร้างอะไรหลายๆ อย่างที่นอกเหนือจากการคาดการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ คาดการณ์แนวโน้มกัน

สุริยะใส ขยายความต่อว่า ขบวนการเคลื่อนไหวหลักๆ มันมีลักษณะกระจัดกระจาย ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อหลัก มากกว่าใช้การชุมนุมเหมือนแบบเดิม การชุมนุมจะใช้อีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เว้นแต่สถานการณ์เป็นเงื่อนไขให้เกิดเหมือนเช่น กปปส.

กรณีของสนธิแน่นอนมีพลังในการเปิดโปง เพราะได้รับการยอมรับสูงในเรื่องทำการบ้าน มีข้อมูลที่ดี และมีพลังในการเปิดโปง โดยเฉพาะระบอบทักษิณ ทำให้มีประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมมหาศาล รวมทั้งเปิดโปงระบบการเมือง โครงสร้างทางสังคมไม่ชอบมาพากล

“คุณสนธิเป็นคนทำหน้าที่เป็นคนเปิดโปง ให้ข้อมูล ในฐานะสื่อมวลชน เมื่อขาดคุณสนธิไป ผมว่าก็อาจลดหายไปบ้าง ถามว่ากระทบกับพันธมิตรฯ ไหม ในแง่มวลชนคนที่ผูกพันกับคุณสนธิซึ่งเป็นแกนหลักพันธมิตรฯ เมื่อก่อนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันจนยุติบทบาท ยังรักใคร่ใกล้ชิดคุณสนธิแน่นอนย่อมใจหายเป็นธรรมดา แต่ถามว่าถึงขั้นท้อถอยหมดกำลังใจ ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อว่าพลังเคยต่อสู้ทางการเมืองตลอด 10 ปีอย่างเอาการเอางาน จะไม่ยอมแพ้หรือถดถอยง่ายๆ และพร้อมก้าวข้ามสถานการณ์แบบนี้ไปได้”

อย่างไรก็ตาม แม้แกนนำจะยุติบทบาท แต่มวลชนกลุ่มนี้ยังคงเฝ้าดูสถานการณ์ วันหนึ่งอาจจะมีแกนนำรุ่นใหม่กลุ่มอื่นมาก็ได้ ถ้าประชาชนหรือมวลชนรับได้ และส่วนตัวคิดว่าในฐานะทำงานมวลชน แกนนำไม่ได้มวลชนเป็นของใครคนไหน แต่มวลชนมีเสรีที่จะเลือก อาจจะใจหายบ้าง ระยะยาวเชื่อว่ามวลชนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อสู้มา จะเป็นพลังสำคัญในการปฏิรูปประเทศ สร้างบ้านแปลงเมืองในระยะยาวได้

ขณะที่ ประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่น 2 ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนซึ่งถูกหว่านไปทั่วประเทศ โดยมวลชนเหล่านี้มีความตื่นตัวเข้าใจการเมือง ปัญหาประเทศเป็นอย่างดี มีจิตสำนึก ในการเข้าร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง เพราะความพื้นฐานความรู้ทางการศึกษาเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ แน่นอนบทบาทพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา โดยสนธิ เป็น 1 ใน 5 ของแกนหลักในการจุดเทียนประกายไฟให้คนลุกขึ้นมาสู้ ถือเป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดในการทำให้การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง และก็ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เติบโตเข้มแข็งขึ้นมา

แต่เมื่อพันธมิตรฯ ต่อสู้ไปได้ระดับหนึ่งช่วงของการโค่นล้มขับไล่ระบอบทักษิณ เห็นว่าภาระหน้าที่ดูแลบ้านเมืองหรือการเมืองในภาคประชาชน มันไม่ควรถูกผูกขาดหรืออยู่ในบ่าของแกนนำ 5 คนเพียงอย่างเดียว จึงประกาศสลายตัวในวันที่ 23 ส.ค. 2556 เพื่อเปิดให้กลุ่มมวลชนต่างๆ มีอิสระในการเข้าร่วมต่อสู้การเมืองภาคประชาชน ทำให้เกิดการนำใหม่ๆ ขึ้นมา

จนกระทั่งเกิดเป็น กปปส. นำโดยสุเทพ แต่มวลชนที่เข้าร่วมในการต่อสู้ทั้งพันธมิตรฯ หรือ กปปส. แทบเป็นกลุ่มเดียวกัน อาจมีมวลชนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง แต่สะท้อนให้เห็นว่าแม้ไม่มีสนธิ มวลชนก็พร้อมต้อสู้ เคลื่อนไหว ถ้ามันมีประเด็นปัญหาบ้านเมืองไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม หรือผู้ปกครองประเทศใช้อำนาจโดยไม่ชอบสร้างความเสียหายให้ประเทศ

“ในวันนี้ถึงแม้ว่าคุณสนธิถูกคำพิพากษาของศาลให้จำคุก ซึ่งมันเป็นเรื่องเก่า ไม่เกี่ยวกับขบวนการต่อสู้ ก็คงมีผลต่อจิตใจประชาชนบ้าง แต่ไม่ถึงจะหยุดขบวนการประชาชนได้ ซึ่งขบวนการประชาชนจะเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยสำคัญ คือ การบริหารและการใช้อำนาจการปกครองของผู้บริหารบ้านเมืองเป็นสำคัญ

เมื่อผู้บริหารปกครองประเทศดำเนินการไม่ชอบ จะเกิดกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา เมล็ดพันธุ์พันธมิตรฯ ที่ปลูกหว่านไปทั่ว พร้อมรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ เข้าร่วมสนับสนุนใครก็ได้ที่คิดและเชื่อมั่นว่าผู้นำมีความเสียสละเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”

ประเด็นการเมืองภาคประชาชนมันจะห่อเหี่ยว จะฝ่อ หรือล่มสลายไปไหม รัฐบาลหรือใครก็ตามอย่าไปประเมินเช่นนั้น เพราะประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชนมันบอกอยู่แล้ว ซึ่งผู้นำเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของบ้านเมือง ไม่มีใครเป็นผู้นำภาคประชาชนตลอดไป

แต่เหตุสำคัญถ้าปัจจัยไม่มี ภาคการเมืองประชาชนก็กระจายตัวไป แต่ก็ยังดูแลติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้หมายความว่าประชาชนหลับหูหลับตา ถ้าการปฏิรูปประเทศ การแก้ปัญหาด้านพลังงาน หรือการบริหารประเทศส่อไปในทางไม่สุจริต ก็อาจจะรวมตัวเมื่อไหร่ก็ได้ รัฐบาลไม่ควรดูแคลนพลังประชาชน การไม่มีผู้นำหรือผู้นำบางคนหมดบทบาทไป ไม่ได้หมายความว่าพลังของมวลชนจะหมดไปด้วย ดังนั้น แนวโน้มทิศทางการเมืองภาคประชาชนก็ยังควบคู่การเมืองกระแสหลักอยู่เสมอ

 

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453212

เปิดร่างพรบ.พรรคการเมือง คุมเข้มหาเสียงเกินจริง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เรียบร้อยแล้วสำหรับร่างแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาส่งให้กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีทั้งสิ้น 6 หมวด 147 มาตรา

หากเปิดเฉพาะสาระสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าว อาทิ หมวด 1 การจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง มาตรา 8 ต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปเพื่อขอจัดตั้งพรรค เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ขณะเดียวกัน มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ผู้ที่มาเป็นสมาชิกพรรคจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น และต้องมีสมาชิกร่วมกับผู้จัดตั้งพรรครวมแล้วไม่น้อยกว่า 5,000 คน

ส่วนที่ 2 การจดทะเบียนพรรคการเมือง มาตรา 18 ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคยื่นคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองภายในวันที่หนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งพรรคมีผลบังใช้อยู่ พร้อมทั้งส่งนโยบายของพรรคและข้อบังคับพรรค รายชื่อผู้สมัคร และสำเนารายงานการประชุมจัดตั้งพรรค

หมวด 2 การดำเนินกิจการ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการกำหนดนโยบายเพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ซึ่งมาตรา 21 ระบุว่า กรรมการบริหารพรรคต้องรับผิดชอบร่วมกันในบรรดามติของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง

อย่างไรก็ดี กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบตามวรรคดังกล่าว หากพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ร่วมกระทำการนั้น และได้คัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยได้ปรากฏในรายงานการประชุมหรือได้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานที่ประชุม ภายใน 7 วัน นับแต่สิ้นสุดการประชุมในกรณีที่ไม่ปรากฏในรายงานการประชุม

ขณะที่ มาตรา 22 คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกกระทำการฝ่าฝืนอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือประกาศ กกต. ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ในการที่ปรากฏว่าคณะกรรมการบริหารพรรคฝ่าฝืนตามวรรคดังกล่าวให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.มีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง

นอกจากนี้ มาตรา 37 กรณีที่สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน เห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก

จะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ทั้งนี้ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับพรรคขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติข้อบังคับดังกล่าวเป็นอันยกเลิกไป

มาตรา 40 การตั้งสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 คน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองนั้น และเมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคแล้วให้ออกหนังสือรับรองการจัดตั้งสาขาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

มาตรา 44 ห้ามมิให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ส่วนที่ 2 การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและการกำหนดนโยบาย เพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง มาตรา 50 การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของที่ประชุมสาขาพรรคและที่ประชุมสมาชิกพรรค

และ ก่อนประกาศนโยบายดังกล่าวพรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย (2) ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย (3) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (4) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ กรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกรอบ กกต.สามารถสั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบายดังกล่าว

หมวด 3 การเงินและการสนับสนุนพรรคการเมือง ส่วนที่ 1 การเงินของพรรคการเมือง มาตรา 52 บัญชีของพรรคการเมืองและบัญชีสาขาพรรค (1) บัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย (2) บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคตามมาตรา 69 (3) บัญชีแยกประเภท (4) บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน มาตรา 55 รายได้และทรัพย์สินที่พรรคการเมืองได้รับตาม พ.ร.บ.ประกอบนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

หมวด 4 การสิ้นสภาพ การเลิก และการยุบพรรคการเมือง มาตรา 105 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใด เพราะเหตุตามมาตรา 101 และปรากฏหลักฐานอันควร เชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนร่วม รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้นั้นนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

 

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/453211

พันธมิตรฯไม่สะเทือน แต่หนีแรงสะท้านไม่พ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นประเด็นข่าวใหญ่ไม่น้อยสำหรับกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในคดีกระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากกรณีที่บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ทำสำเนารายงานการประชุมของกรรมการบริษัทที่เป็นเท็จ ว่ามีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป

ผลของคดีนี้ถือว่าเป็นที่สุดแล้ว “สนธิ” ต้องเดินหน้ารับโทษตามคำพิพากษาของศาลจนครบกำหนด หรือครบเงื่อนไขที่สามารถขอลดและบรรเทาโทษได้

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ต้องให้ขบคิดกันต่อไป ว่าในวันที่พันธมิตรฯ ไม่มีคนที่ชื่อ “สนธิ” แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนธิ คือ หัวใจสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ก่อนการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ สนธิเป็นผู้นำคนเดียวและคนแรกที่จุดกระแสต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร จากนั้นจึงมีการตั้งกลุ่มพันธมิตรฯ ในเวลาต่อมา

สนธิ เป็นแกนกลางคนสำคัญในการรวบรวมภาคประชาชนเพื่อจัดรูปองค์กรต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ แม้การล้มลงของรัฐบาลทักษิณ จะไม่ได้มาจากผลของการชุมนุมของพันธมิตรฯ แต่ก็ทำให้เกิดยุคเฟื่องฟูของการเมืองนอกสภากลับมาอีกครั้ง

บทบาทการเป็นผู้นำม็อบเสื้อเหลืองของสนธิ โดดเด่นอย่างถึงที่สุดเมื่อครั้งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

เวลานั้นพันธมิตรฯ สามารถยกระดับการชุมนุมแบบที่ไม่เคยมีม็อบการเมืองกลุ่มไหนทำได้มาก่อน เช่น การถ่ายทอดสดการชุมนุมผ่านสื่อของตัวเองทั้งวันทั้งคืน หรือการเข้ายึดสถานที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

อาจเรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กคนสำคัญที่ช่วยดึงดูดให้มวลชนมาร่วมกับพันธมิตรฯ มากขึ้น และสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลสมัครและสมชาย

แต่งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยุติบทบาทตัวเอง ภายหลังสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุของการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งตามมาด้วยการขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯ

การปิดฉากลงของรัฐบาลสมชาย ไม่ต่างอะไรกับการปิดตัวลงของกลุ่มพันธมิตรฯ และสนธิอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเวลานั้นพันธมิตรฯ เปลี่ยนรูปแบบของการเคลื่อนไหวไปเป็นการจัดเวทีอภิปรายแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลานั้นไม่ได้มีเงื่อนไขที่ทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นมาได้

ทั้งนี้ มีเพียงอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุม โดยเป็นการชุมนุมในเรื่องปัญหาข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร แต่การชุมนุมไม่ได้ยืดเยื้อและจบลงในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เงียบหาย บางส่วนสร้างพื้นที่แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องกิจการพลังงานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนตัวของสนธิเองยังคงทำหน้าที่ของสื่อมวลชนผ่านการจัดรายการในสื่อของตัวเอง

ยิ่งในช่วงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มุ่งหน้าสู่ท้องถนนเหมือนอย่างที่เคย ปล่อยให้กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นองค์กรในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ฝ่ายเดียว โดยขออยู่นอกสนามรบเท่านั้น

ขณะเดียวกัน แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันสนธิจะสิ้นเสรีภาพ แต่ด้านหนึ่งก็คงไม่มีผลกระทบในเชิงโครงสร้างของกลุ่มพันธมิตรฯ มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าฐานของมวลชนที่สนธิและแกนนำพันธมิตรฯ สร้างเอาไว้ตั้งแต่การสู้กับทักษิณถึงสองครั้งใหญ่นั้นมีความเข้มแข็งพอสมควร ดูได้จากเวลาที่เครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ จัดเวทีอภิปรายเรื่องต่างๆ พบว่ายังมีคนเข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก

หากจะให้บอกว่าในวันที่สนธิไม่อยู่จะไม่มีผลกระทบกลุ่มพันธมิตรฯ เลยก็คงเป็นการมองโลกสวยเกินไป

ต้องไม่ลืมว่าสนธิเป็นแม่ทัพของพันธมิตรฯ ทั้งในยามสงบและยามรบ ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์พยายามระดมความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็ยังต้องส่งตัวแทนเข้ามาพบกับสนธิโดยตรง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ คือ สนธิ และ สนธิ คือ พันธมิตรฯ

แต่กระนั้น พันธมิตรฯ ก็ไม่น่าจะสะเทือนมากนัก จนถึงขั้นล่มสลาย เพราะองค์กรพันธมิตรฯ ได้ทำการปรับตัวมาตลอด สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ให้ขึ้นมามีบทบาทในสาธารณะมากขึ้น ไม่ปล่อยให้การนำผูกขาดอยู่กับสนธิ หรือแกนนำรุ่นเก่าๆ เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น จังหวะก้าวของพันธมิตรฯ ในเวลาที่ไม่มีสนธิจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452743

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นบนโลกใบนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าปัจจุบันการใช้พลังงานหลักอย่าง พลังงานฟอสซิล น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ที่นิยมใช้อยู่มีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากประเทศไทยขณะนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศมากกว่าครึ่งที่ผลิตในประเทศ และยิ่งนับวันพลังงานในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมายาวนาน กำลังจะหมดลงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล ภาคเอกชน กำลังเร่งระดมศึกษา วิจัยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนอื่น อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวมวล ฯลฯ ทั้งนี้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทยกับทิศทางพลังงานภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อเป็นเวทีพูดคุยถึงทิศทางพลังงาน และแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตว่าจะไปในทิศทางใดต่อไป

ศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เริ่มฉายภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงในประเทศไทยว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีการซื้อขายได้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าแล้ว เห็นได้จากข้อมูลราคาพลังงานทดแทนใน 16 ประเทศ จาก 6 ทวีปทั่วโลก ปัจจุบันราคาพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.70-3.30 บาท/หน่วย ส่วนพลังงานลมราคาอยู่ที่ 1.10-3.50 บาท/หน่วย หากเทียบกับพลังงานหลักที่ใช้ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกกว่า

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552-2556 มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการขายพลังงานเข้าสู่ระบบของไทยที่มีมากสุดในภาคกลาง รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันนโยบายแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลปี 2558-2579 ที่รัฐบาลอนุมัติเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ได้กำหนดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพิ่ม อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในอนาคต โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากที่ผ่านมาไทยทำลายสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าเลยจุดสูงสุดหลายครั้ง เห็นได้จากเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 29,619 เมกะวัตต์ แต่หากเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่สามารถรองรับได้ถึง 40,932 เมกะวัตต์ ซึ่งตรงนี้มีค่าส่วนต่าง 11,313 เมกะวัตต์ ฉะนั้นจึงมองว่าตรงนี้ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพียงพออยู่

“อีก 10 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2558-2568 รัฐบาลจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 25 แห่ง ซึ่งจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75 บาท/หน่วย เพิ่มเป็น 5.26 บาท/หน่วย โดยราคานี้ไม่นับรวมภาษีอื่นเพิ่มเติม แต่ผมมองว่าศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนของไทยยังเพียงพอต่อจุดพีกการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่การดำเนินการขึ้นอยู่ที่ว่าส่วนราชการจะทำหรือไม่นั้น” ผู้จัดการนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ระบุ

ปัญหา 10 ปีที่ผ่านมาของไทยกับนโยบายการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายการคอร์รัปชั่น รูปแบบหนึ่ง คือ 1.การรับซื้อมีการกำหนดปริมาณเฉพาะและเปิดเป็นรอบๆ โดยไม่ยอมให้เปิดแบบรับซื้อเสรี จึงทำจำนวนการรับซื้อพลังงานทดแทนไม่มีความแน่นอน  2.ราคารับซื้อถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมือง และไม่ยอมเปิดให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาราคากลาง จึงทำให้การปรับราคาไม่โปร่งใส 3.การอนุมัติโครงการต่างๆ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาทางธุรกิจ จึงทำให้ภาพรวม 3 นโยบายดังกล่าวเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น

ศุภกิจ เสนอแนะว่า การใช้พลังงานทดแทนในอนาคตไทยยังติดอยู่กับรูปแบบการทำอุตสาหกรรมแบบเดิม ดังนั้นควรต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทัน เช่น กลางวันใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนใช้พลังงานชีวมวล ถ้าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาพลังงานฟอสซิลในอนาคตได้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิพากษ์ว่า ประเด็นพลังงานที่ผ่านมาในไทยมีการถกเถียงเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะถึงแม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะโตเร็วมากในอาเซียน แต่พลังงานฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนการใช้ที่มีอยู่มาก เห็นได้จากประเทศในแถบยุโรป จีน อินเดีย ยังคงใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักในการผลิตพลังงานอยู่

ทั้งนี้ จากแผนความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน ที่มีแนวโน้มการประหยัดพลังงานในทางที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นเสาหลักในการดำเนินการเรื่องนี้มาพอสมควร ดังนั้นคิดว่าหน่วยงานองค์กรต่างๆ ของไทยควรพัฒนาเรื่องพลังงานหมุนเวียนให้เกิดการขยายตัวในอาเซียน

วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการบริษัท เอสพีซีจี ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายแรกในประเทศไทย อธิบายว่า พลังงานเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคน ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีการประกาศรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางด้านพลังงานของประเทศ

ขณะที่การเติบโตทางด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ วันดี มองว่า ขณะนี้การผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้ปีละ 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ และไทยยังติด 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีการพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุด จนถูกยกให้เป็นผู้นำด้านโซลาร์เซลล์ในอาเซียน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าไทยจะสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ถึงปีละกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ เพราะอนาคตไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพราะจะต้องเป็นโจทย์การใช้พลังงานของประเทศอย่างเห็นได้ชัด

 

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452516

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กไทย หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (ไอคิว) และระดับความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทยช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2559 กว่า 23,644 คน พบว่าเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยไอคิวอยู่ที่ระดับ 98.2 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากการวัดผลเมื่อปี 2554 โดยขณะนั้นอยู่ที่ระดับ 94 แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา 4.2 นี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ยังมองว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่กำหนดอยู่ในระดับ 100

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เด็กไทยที่มีไอคิวสูงส่วนใหญ่ระดับไอคิวกลับหยุดนิ่ง สาเหตุหลักมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เล่นเกม หรือโปรแกรมอื่นมากเกินไป จนทำให้ไม่มีการพัฒนาทางด้านความคิด การสื่อสาร ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องหันมาสนใจว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้สติปัญญาของเด็กไทยมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า สถานการณ์ระดับไอคิวของเด็กในแต่ละประเทศ ปัจจัยหนึ่งพบว่าขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ และสถานะประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เยอรมนี ระดับสติปัญญาของเด็กในประเทศเหล่านี้จะมากกว่า 110 ขึ้นไป ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาระดับสติปัญญาเด็กจะอยู่ในช่วงใกล้เคียง 100 ประมาณ 90-110 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังไม่เคยมีการสำรวจระดับไอคิวอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าระดับไอคิวของเด็กในประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ระดับสติปัญญาของเด็กไทยปัจจุบันอยู่ระดับ 98 ถือว่าเป็นผลที่น่าพอใจ แต่อีกมุมหนึ่งที่ในปัจจุบันโลกมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น กลับพบว่าเด็กบางส่วนที่อยู่ในเขตเมืองมีระดับไอคิวสูงกว่า 100 แต่ระดับการพัฒนาการของไอคิวกลับหยุดนิ่ง ซึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน มากจนเกินไป จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาทางความคิด ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองเข้าใจผิดคิดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความฉลาดให้กับเด็ก จึงอาจปล่อยให้เด็กเล่นศึกษาเพียงลำพังโดยไม่ได้ติดตามดูแล จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้สติปัญญาไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

“มีรายงานชี้ว่าเด็กที่จมอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้มากจนเกินไป จะเป็นตัวดึงรั้งพัฒนาการทางด้านความคิด การเรียนรู้ การอ่าน การเขียน รวมไปถึงการอยู่ร่วมในสังคมให้เกิดการชะงัก ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้ต้นทุนชีวิตไม่ได้แย่ แต่ถูกละเลยจากการเลี้ยงดูโดยที่ผู้ปกครองเอาแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ไปเลี้ยงดู” ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ระบุ

พญ.อัมพร มองว่า ปัญหาเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย และจากรายงานพบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากถึง 90 ล้านเครื่อง ตรงนี้มองว่าถ้าใช้แบบที่ไม่เกิดประโยชน์ก็จะทำให้เกิดโทษได้

ดังนั้น การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ควรเข้าให้ถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลที่เป็นพิษที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น เช่น เกมหรือโปรแกรมที่มีลักษณะเกี่ยวกับการต่อสู้ แข่งขัน ช่วงชิง ทำร้ายกัน ซึ่งตรงนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เทคโนโลยีก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เสมอไป

ส่วนที่ปัจจุบันเด็กไทยรวมถึงทุกคนในสังคมนิยมเล่นโปรแกรมเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ซึ่งก็มีแนวโน้มเข้าข่ายหมกมุ่นได้ ฉะนั้นมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยให้ถูกวิธี ควรรู้เท่าทันก่อนการใช้ หรือควรเลือกศึกษาสื่อที่มีประโยชน์ โดยที่จะต้องมีวินัยในการใช้ด้วย นอกจากนี้ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรช่วยอธิบายให้เด็กใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ และรู้จักควบคุมตัวเองในการใช้สื่อให้ได้

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ไอคิวเด็กในเมืองสูงกว่าเด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกล พญ.อัมพร ชี้ว่า เด็กเมืองกับเด็กชนบทมีความแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยแรกมาจากด้านสังคม ทั้งระดับเศรษฐกิจ ระดับการเรียนรู้ ระดับการศึกษา ของสังคม ส่วนปัจจัยที่เกิดจากครอบครัวมาจากพันธุกรรมที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด การเลี้ยงดูที่หลากหลาย ฉะนั้นมองว่าปัจจัยเหล่านี้สังคมครอบครัวควรที่จะต้องเพิ่มอาหารทั้งทางกายและใจให้กับเด็กอย่างเหมาะสม

พญ.อัมพร

พญ.อัมพร เสนอแนะว่า แนวทางการป้องกันรักษา ในระดับครอบครัวควรดูแลให้เด็กได้รับอาหารกายที่มีโภชนาการเพียงพอ ส่วนอาหารใจครอบครัวควรให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจอย่างเหมาะสม ไม่ควรปล่อยปะละเลย ขณะที่ระดับสังคมภาครัฐควรช่วยเหลือเรื่องระบบสวัสดิการกับแม่ที่ยากจน และควรส่งเสริมให้สถานประกอบการเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ โดยทำให้เด็กมีความใกล้ชิดกับมารดา เช่น อาจมีการตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กภายในบริษัทเพื่อทำให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด

สำหรับทางการแพทย์ขณะนี้ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งการช่วยเหลือสนับสนุนอาหารเสริมตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเพื่อป้องกันโรค รวมถึงให้คำแนะนำทางด้านจิตเวชศาสตร์กับพ่อแม่และครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด อบรมให้พ่อแม่มีความรู้ดูแลบุตรอย่างถูกวิธี ส่วนกลุ่มเด็กนอกระบบสาธารณสุขจะลงไปติดตามดูแลคุณภาพชีวิตความเสี่ยงของเด็กกลุ่มนี้ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือกับพ่อแม่ในการเลี้ยงดู โดยปัจจุบันมีการให้เงินช่วยเหลือ 400 บาท/เดือน แต่อนาคตอาจปรับเพิ่มเป็น 600 บาท

พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจัดรูปแบบการสอนให้ถูกหลักเพื่อให้ไอคิวเด็กเกิดการพัฒนาทักษะทางความคิด กระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจอยากพัฒนา ไม่ควรมุ่งเน้นการอ่านเขียนเพียงอย่างเดียว ส่วนเด็กระดับที่โตขึ้น ไม่ควรปลูกฝังค่านิยมการเรียนวิชาสายสามัญเพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ในสายอาชีพ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการงานในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“การพัฒนาไอคิวเด็กภาพรวม ต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ควรขาดช่วง โดยทุกหน่วยงานควรร่วมมือบูรณาการกันทำงาน เพราะเมื่อกระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านสุขอนามัยในช่วงเด็กแล้ว เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการควรเป็นเจ้าภาพ จัดกระบวนการหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเชื่อมโยงส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง”พญ.อัมพร ระบุ

ช่วงท้าย ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล มองว่า สถานการณ์ไอคิวของเด็กในอนาคต ทิศทางจะเป็นไปตามพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และระบบการศึกษาที่มีแนวโน้มดีขึ้น ฉะนั้นคิดว่าต้นทุนไอคิวของเด็กไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรวางใจและต้องเฝ้าระวัง เพราะการสำรวจยังพบว่ารูปแบบการเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังขาดการที่ให้เด็กเกิดความมานะ พยายาม ฝึกฝนทักษะในการแก้ปัญหา

ฉะนั้น เรื่องนี้ควรต้องทำให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้ได้ โดยการพัฒนาครอบครัว การแพทย์ การศึกษา ต้องร่วมมือกันเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

คนโกงหนี…เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 06:56 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452511

คนโกงหนี...เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้ให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจะเป็นเขี้ยวเล็บที่เสริมแข็งแกร่งในการทำงานกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เพิ่งมีการก่อตั้งไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้วิธีการพิจารณาคดีด้วยระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในกฎหมายและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนการพิจารณาไม่ถูกต้อง ดำเนินกระบวนการพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนดด้วย

ที่สำคัญ มาตรา 10 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

อนึ่ง มาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกำหนดอายุความในกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีหลังจากศาลพิพากษาเป็นที่สุด ดังนี้ 1.โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 20 ปี มีอายุความ 20 ปี 2.โทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี มีอายุความ 15 ปี 3.โทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี มีอายุความ 10 ปี 4.โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีลงมาหรือโทษอย่างอื่น มีอายุความ 5 ปี

ดังนั้น การที่มาตรา 10 กำหนดให้ไม่ต้องนำมาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ เท่ากับว่าถ้าผู้ต้องหาหลบหนีจะไม่หยุดการนับอายุความเอาไว้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ มาตรา 11 ยังระบุเพิ่มเติมจากที่มาตรา 10 กำหนดว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.นี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”

การพิจารณาของศาลจะเป็นระบบ 3 ศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

กำหนดให้การฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้

ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ประธานและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือหน่วยงานหรือบุคคลใดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แล้วรายงานให้ศาลทราบและจัดส่งพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นจะต้องทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาชั้นต้นหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เช่นเดียวกับการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ก็ต้องทำภายในหนึ่งเดือน

โดยการพิจารณาและวินิจฉัยจะดำเนินการด้วยองค์ผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกา 1 คน และผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อย 3 คน การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็นของฝ่ายที่เห็นควรรับฎีกา

ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกวาดล้างขบวนการทุจริต โดยศาลจะเข้ามาทำงานในเชิงรุกมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

 

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452484

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศไม่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ดูเหมือนหลายปัจจัยยังคงเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะแรงงานสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันมาหลายปี ขณะที่ข้อจำกัดดังกล่าวบีบให้ไทยจำเป็นต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานแทนแรงงานคนไทยที่หายาก โดยเฉพาะงานประเภทที่เป็นงานหนักและมีความเสี่ยง

รายงานการย้ายถิ่นของประเทศไทยฉบับปี 2557 ได้ประมาณการประชากรต่างด้าวในประเทศไทย พ.ศ. 2556 ทั้งสิ้น 3.68 ล้านคน เป็นผู้พํานักอาศัย 428,827 คน หรือ 11.6% พํานักและทํางาน 3.25 ล้านคน หรือ 88.4% หรือประมาณ 8% ของกําลังแรงงานในไทยในข้อมูลจํานวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานคงเหลือทั่วประเทศล่าสุด ณ เดือน ก.ค. 2559 อยู่ที่ 1.56 ล้านคน เทียบกับ 1.44 ล้านคน ณ สิ้นปี 2558 โดยแยกเป็นแรงงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ 45% ภูมิภาคอื่นๆ 55% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชั่วคราวรอการพิสูจน์สัญชาติ 989,374 คน และชั่วคราวนําเข้าตาม MOU 279,311 คน และจากทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตนี้ 88.2% เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว รวม 88.2% หรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาต กับข้อมูลประมาณการจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย เป็นการชี้ให้เห็นว่ายังมีแรงงานต่างด้าวจํานวนมากที่ยังไม่ทราบสถานภาพของการทํางาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งเป็นลูกจ้างโดยไม่ถูกกฎหมาย การประกอบอาชีพผิดกฎหมาย

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจได้ดำเนินการสำรวจ “การประกอบอาชีพค้าขายรายย่อยของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4 พ.ค.-22 มิ.ย. 2559 ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมีมาตรการป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต

รายงานของ สศช. ระบุให้เห็นว่า ขณะนี้แรงงานต่างด้าวไม่เพียงแต่เข้ามาทำงานในขอบข่ายที่ทางการไทยอนุญาต แต่เริ่มมีการประกอบอาชีพอิสระที่หลากหลายและจำนวนมากที่เข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยเฉพาะอาชีพค้าขายรายย่อย ซึ่งการรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ตัวอย่าง 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร เชียงใหม่ นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี และสงขลา นั้น พบว่าแรงงานต่างด้าวมีการค้าขายในทุกระดับตั้งแต่ในศูนย์สรรพสินค้า ตลาดนัด ตลาดสด และตลาดชุมชน

เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบร้านค้าที่เปิดขายทั้งสิ้น 10,453 ร้าน/แผง อยู่ในศูนย์สรรพสินค้า 1,480 ร้าน ตลาดนัด 8,497 ร้าน/แผง ตลาดสด 321 ร้าน/แผง และตลาดชุมชน 155 ร้าน/แผง ในนี้พบว่ามีร้านค้าที่มีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของ 102 ร้าน หรือ 6.9% 149 ร้าน/แผง หรือ 1.8% 67 ร้าน/แผง 20.9% และ 15 ร้าน/แผง 9.7% แต่จะพบมากในตลาดสดและตลาดชุมชน เนื่องจากความง่ายในการเข้าถึงสถานที่ และในผลสำรวจก็ระบุว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการค้าขายเป็นอาชีพสงวนของคนไทย จากการสอบถามคนต่างด้าว 424 ราย มีเพียง 1 ใน 4 รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดกฎหมาย และส่วนใหญ่ของคนที่รู้คือผู้ค้าต่างด้าวที่เป็นเจ้าของกิจการ

ด้าน สศช.ระบุถึงสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อควบคุมการประกอบอาชีพของคนต่างด้าว ได้แก่ 1.ข้อกำหนดงานอาชีพสำหรับคนต่างด้าวไม่สอดคล้องกับสภาพความต้องการใช้แรงงาน 2.การขาดการรับรู้ด้านกฎหมายของทั้งแรงงานต่างด้าวและพ่อค้าแม่ค้าไทยจํานวนไม่น้อยที่ขาดความตระหนักไปให้ความร่วมมือกับแรงงานต่างด้าว 3.ยังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายเห็นได้จากผู้ค้าต่างด้าวที่ถูกจับแต่ก็ยังสามารถกลับมาขายได้อีก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงยังขาดการให้ความสําคัญกับนายหน้าหรือกลุ่มทุนที่เป็นแหล่งใหญ่ของการลักลอบนําเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.การมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานจนกลายเป็นมีช่องโหว่ เช่น ขาดการบันทึกข้อมูลประวัติการทําผิดของแรงงานต่างด้าว ทําให้ผู้ถูกส่งกลับประเทศสามารถกลับเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายใหม่ในประเทศไทยได้อีก และที่สำคัญยังขาดข้อมูลความต้องการแรงงานต่างด้าวในเชิงปริมาณและอาชีพที่ชัดเจน ส่งผลต่อการกําหนดจํานวนแรงงานต่างด้าวและอาชีพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการแรงงานต่างด้าวในประเทศและการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 5.ความซับซ้อนของขั้นตอนการบริหารจัดการต้องพึ่งพานายหน้าทําให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เป็นสาเหตุให้แรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่เลือกขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง

ทว่า แม้จากรายงานการสำรวจจะระบุว่าการมีผู้ค้ารายย่อยต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยังไม่สร้างผลกระทบที่ชัดเจนเพราะผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนไทยเองก็มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้บรรยากาศการค้าขายคึกคัก ส่วนข้อเสียก็คือการแย่งอาชีพคนไทย

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดสด นฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ เจ้าของตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภาครัฐจะต้องการแก้ไขปัญหาอย่างไร หากต้องการจัดระเบียบก็ต้องทำให้คนต่างด้าวมีที่ทำกินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งก็ต้องอยู่กับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น หากมีแผงขายผักจะเข้าข่ายกฎหมายธุรกิจต่างด้าวหรือไม่ หากเปิดกว้างตลาดยิ่งเจริญมีแผงลอยรองรับอยู่แล้ว ปัจจุบันมี 2,000 แผง

แหล่งข่าวจากผู้ค้าในย่านตลาดบางแค ตลาดสดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดในย่านบางแค เปิดเผยว่า เดิมแรงงานเมียนมาเป็นเพียงลูกจ้างของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเริ่มเห็นว่ามีชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเจ้าของแผงเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 30% ของผู้ค้าทั้งตลาดที่มีเจ้าของแผงเป็นชาวเมียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นแผงด้านในตลาด ได้แก่ แผงปลา แผงผัก และแผงไก่สด ส่วนแผงหมูและแผงของชำยังเป็นคนไทย และมีลูกจ้างเป็นชาวเมียนมา ส่วนแผงด้านนอกบริเวณหน้าตลาดบางแคริมถนนเพชรเกษมเจ้าของแผงยังคงเป็นคนไทย

สำหรับชาวเมียนมาที่เป็นเจ้าของแผงในตลาด เดิมเป็นลูกจ้างตามแผงต่างๆ ทำงานเก็บเงินมายาวนานจนมีทุนที่จะเซ้งแผงเป็นของตัวเอง ส่วนคนไทยเจ้าของแผงเดิมก็มีทั้งปล่อยเช่าช่วงต่อให้ชาวเมียนมาทำต่อแล้วเก็บค่าเช่า หรือใช้วิธีรับเงินก้อนใหญ่ให้ชาวเมียนมาเซ้งแผงทำต่อไป ซึ่งปัจจัยสำคัญที่คนไทยไม่ทำต่อ เพราะลูกหลานพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากทำต่อแล้ว เรียนหนังสือแล้วก็หางานประจำทำ และมีบางส่วนที่ชาวเมียนมาที่ทำงานในย่านนี้ ชวนเครือข่ายเพื่อนและญาติที่มหาชัยมาเช่าแผงแล้วนำปลาสดมาขาย

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่ทำงานคลุกคลีในด้านนี้มานาน อธิบายฉายภาพว่า การที่คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยมีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากประเทศไทยมีชายแดนติดกับประเทศอื่น ซึ่งการติดต่อเริ่มแรกมาจากการค้าขายบริเวณชายแดน จากนั้นกาลเวลาเปลี่ยนไปไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2537

จากนั้นจึงมีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา โดยเริ่มจากงานภาคประมง ต่อมารัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบอยู่เป็นระยะ จากนั้นจึงเกิดการขยายตัวจากแรงงานภาคประมงทะเล ได้แปรสภาพเป็นแรงงานกรรมกรให้กว้างขึ้น และมีข้อยกเว้นให้ทำงานได้ อาทิ กรรมกรประเภทต่างๆ งานรับใช้ในบ้าน อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำ แต่ไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ก็ผันตัวจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบกิจการ เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กในตลาด ซึ่งตรงนี้นอกจากทำให้คนต่างด้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ดีขึ้นแล้ว ก็ยังได้การยอมรับจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันอีก

อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า การป้องกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ที่ผ่านมามีการติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด ซึ่งจะลงไปดูทุกพื้นที่ที่มีปัญหาตามย่านการค้า แหล่งท่องเที่ยว กับมัคคุเทศก์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ รวมไปถึงการปล่อยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีการตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด เห็นได้จากช่วงหลังมา แขกชาวอินเดียที่ผิดกฎหมาย มีจำนวนปริมาณลดการกระทำผิดก็ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่ต้อง บูรณาการกับทุกฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทำงานลักษณะสืบสวนสอบสวนคงไม่ได้ ส่วนแผนการแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้ไทยกำลังวางแนวทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560-2565 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อนำมาปรับใช้จะทำให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในกิจการตามพื้นที่ต่างๆ ของไทย สามารถกำกับดูแลได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

กางเอกสาร”ทัพเรือ” ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452478

กางเอกสาร"ทัพเรือ" ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

กองทัพเรือเผยแพร่เอกสารชี้แจงความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำเนื่องในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 ก.ย. ด้าน “บิ๊กป้อม” มั่นใจได้ซื้อในรัฐบาลนี้

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. กองทัพเรือ (ทร.) ได้เผยแพร่เอกสาร “ความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำ ในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 กันยายน” โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า ความต้องการที่จะมีเรือดำน้ำ เข้าประจำการในกองทัพเรือไทยมีมานานกว่า 100 ปี มาแล้ว

สำหรับเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีดังนี้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงถวายบันทึกรายงานความเห็นเรื่อง เรือ  “ส” (หมายถึงเรือดำน้ำ “ส” คือ Submarine) ต่อ นายพลโท พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เมื่อ พ.ศ.2458 ว่าการมีเรือ “ส” ในประเทศไทยมีได้แน่และจะได้ประโยชน์ดังความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเรามีเรือ ส แล้ว ข้าศึกจะต้องนึกถึงเรือ ส ของเราด้วยในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเข้ามาตีกรุงสยามสงครามคราวนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของเรือ ส เพราะฉะนั้นเพื่อจะหนีอันตรายเรื่องเรือ ส ข้าศึกคงไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้เป็นเป้าแก่เรือ ส ได้”

จนกระทั่งกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ในปี พ.ศ.2477 โดยได้มีการเสนอพระราชบัญญัติบำรุงกำลังกองทัพเรือต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกองทัพเรือ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ และได้คัดเลือกแบบเรือดำน้ำของบริษัทมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ซึ่งทั้ง 4 ลำนี้ เป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก สำหรับใช้รักษาชายฝั่ง ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่า เรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล

โดย เรือหลวงมัจฉานุ และเรือหลวงวิรุณ ได้ต่อเสร็จสมบูรณ์ก่อนสองลำแรก และได้ทำพิธีส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและนักดำเรือดำน้ำแห่งราชนาวีจึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำไทย

ในอดีตเรือดำน้ำเคยช่วยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครอง และ เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทไทย–อินโดจีนมาแล้ว และจากประวัติการรบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวี ที่เกาะช้างที่กองทัพเรือต้องเสีย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยอย่างมาก หลังจากต่อตีเรือของกองทัพเรือแล้ว จึงรีบถอนกำลังทางเรือกลับทันที

ต่อมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ถูกปลดประจำการไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 จึงทำให้ประเทศไทยขาดรั้วที่สำคัญไปหนึ่งด้าน มาเป็นเวลากว่า 64 ปี จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเล ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน

เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า

ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาสมดุลย์กำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้

โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้

เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วย

คุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึง

ดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุกๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี

เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึงร้อยละ 95 มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกอ่าวไทยปีละประมาณ 15,000 ลำ โดย อ่าวไทย ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคม ที่มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่เชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา เข้าไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ทั้งนี้อ่าวไทย เป็นพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือ เนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูก ปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย อย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ 

แม้ว่ากองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ในการสกัดกั้นการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกัน สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ในแง่ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ นั้นประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร

จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำ USS Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวงสมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้

ส่วนในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรือดำน้ำยุคใหม่ จะมีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัย มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมาก ในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้

จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือ มีความจำเป็น ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล ซึ่งนับว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลที่ยั่งยืนตลอดไป

ในอดีตการทำสงครามจะทำกันเฉพาะบนบกกับในทะเลบริเวณเหนือผิวน้ำเท่านั้น ส่วนการรบทางอากาศกับใต้น้ำนั้นยังไม่มีเนื่องจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่มี ความเจริญก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบันที่ได้มีการทำสงครามเต็มรูปแบบทั้ง 4 มิติ ดังนั้น องค์ประกอบของกำลังรบในกองทัพปัจจุบัน จึงต้องมีทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ โดยเฉพาะกำลังทางเรือนั้น ต้องมีทั้งในส่วนของเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งกองทัพในนานาอารยประเทศต่างก็ได้มีการพัฒนากำลังรบดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานาวิกานุภาพของกองทัพเรือไทยได้มีการเสริมสร้างกำลังทางเรือ อาทิ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ เรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือยกพลขึ้นบก เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และกำลังอากาศนาวีอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประเทศไทยไม่มีเรือดำน้ำนั้น ทำให้เสียเปรียบบางประเทศที่มีเรือดำน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงรุกที่สามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จะส่งเรือรบผิวน้ำเข้ามาประชิดยังทะเลอาณาเขตจึงต้องใช้ความระมัดระวังที่สูงมาก ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์แบบอื่น ๆ

แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และจัดหาไว้เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ากำลังทางเรือของไทยจะสามารถปกปักรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำต้องมีการใช้ระยะเวลา เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ล้วนแล้วแต่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่ จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไทยไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี

ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 6 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ

ประเทศเวียดนามสั่งต่อเรือดำน้ำจากรัสเซียจำนวน 6 ลำ ขณะนี้เข้าประจำการแล้ว 4 ลำ

ประเทศอินโดนีเซียมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ กำลังต่อเพิ่มที่เกาหลีใต้อีก 3 ลำ

ประเทศมาเลเซียปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ เป็นต้น

กองทัพเรือ ได้เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ใช้งบประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมองระยะยาวเมื่อนับอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่มีอย่างน้อย 30 ปีรวมกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่อปีแล้ว คิดเป็นเพียง 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงมีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งหากการคมนาคมขนส่งทางทะเลมีความมั่นคง ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจในด้านการลงทุนได้เป็นอย่างดี

สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้

แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ทั้งนี้การพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ นั่นได้ดำเนินการคัดเลือกเรือดำน้ำ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้านทั้งในด้านสมรรถนะและขีดความสามารถ ความปลอดภัย การบำรุงรักษา ส่วนสนับสนุนบนบก การฝึกกำลังพล และอื่นๆ ที่ประเทศผู้ผลิตจะเสนอภายในวงเงินที่กำหนด

โดยกองทัพเรือได้พิจารณาข้อเสนอจากประเทศต่างๆ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเยอรมนี

โดยผู้ผลิตจากจีนเป็นรายเดียวที่เสนอเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท

ในขณะที่รายอื่นเสนอเพียงจำนวน 2 ลำ แต่ก็มิได้เป็นเหตุผลเดียว ที่นำมาตัดสิน หากแต่ได้มีการคำนึงถึงในทุกประเด็นที่กล่าวข้างต้น

ในส่วนของสมรรถนะและขีดความสามารถ ของเรือดำน้ำจีนที่กองทัพเรือพิจารณาจัดหานี้ มีระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ทำให้สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นาน โอกาสที่จะถูกตรวจจับจึงต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำประเทศอื่นที่อยู่ในน้ำได้อย่างมาก 4-5 วัน จึงต้องโผล่ขึ้นมาทำการชาร์จแบตเตอรี่

แต่เรือดำน้ำจีนสามารถอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานาน 21 วัน โดยไม่ต้องขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งหากในสถานการณ์รบที่ยืดเยื้อ หรือสถานการณ์คับขัน เรือดำน้ำ ที่อยู่ใต้น้ำได้นานโดยไม่ต้องขึ้นมาเปิดเผยตัวจะได้เปรียบทางการรบมากกว่า

นอกจากนั้น เรือดำน้ำจีน ยังมีการติดตั้งระบบอาวุธที่ครบถ้วนหลายชนิดมาพร้อมกับเรือ ได้แก่ อาวุธปล่อยนำวิถีที่สามารถยิงจากใต้น้ำสู่เป้าหมายเรือรบผิวน้ำ และยังสามารถยิงเป้าหมายบนฝั่งได้ รวมทั้งอาวุธตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด จึงทำให้มีขีดความสามารถที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นที่เสนอมา

นอกจากนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับกำลังพลในการขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉิน ก็ใช้อุปกรณ์ของยุโรป จึงมีความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลเช่นเดียวกันกับเรือดำน้ำของยุโรป

สำหรับความปลอดภัยของตัวเรือนั้น เรือเป็นแบบตัวเรือ 2 ชั้น (Double Hull) มีกำลังลอยสำรองสูงกว่าแบบตัวเรือชั้นเดียว (Single Hull) มีการออกแบบผนังกันน้ำภายในเรือและช่องทางออกจากตัวเรือที่สมบูรณ์ และช่องทางออกของเรือดำน้ำสามารถเชื่อมต่อกับยานกู้ภัยใต้น้ำได้ตามมาตรฐานนาโต้ จึงนับว่ามีความปลอดภัยอยู่ในเกณท์ที่ดี

สำหรับในด้านการบำรุงรักษาเรือ ทางบริษัทผู้สร้างเรือจะรับประกันอุปกรณ์ทุกระบบเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมากกว่าของประเทศอื่นๆ ที่รับประกันเพียง 1 ปี และสนับสนุนอะไหล่เป็นเวลาถึง 8 ปี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำให้ กำลังพล ทร.อีกด้วย

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ของ ทร. ว่า ถ้ามีเงิน ก็ซื้อ ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่ซื้อ

ส่วนจะได้ซื้อในรัฐบาล นี้หรือไม่ นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็น่าจะได้นะ ถ้างบประมาณ ผ่าน สภา สนช. ก็ค่อยว่ากัน”