เร่งเครื่องปราบทุจริต สร้างผลงาน-ปรามศัตรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455453

เร่งเครื่องปราบทุจริต สร้างผลงาน-ปรามศัตรู

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลมีการขยับตัวเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวผ่านสองเวทีสำคัญ

เวทีแรก วันที่ 11 ก.ย. เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559 ที่มีการจัดงานที่สนามหลวง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า “เรื่องทุจริตเป็นกับดักที่สำคัญของประเทศ ทำให้ประเทศก้าวหน้าไปได้ช้า เกิดความขัดแย้ง แตกแยก สังคมมีปัญหาไปทั้งหมด ไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ วันนี้เราต้องดูว่าเดินหน้าประเทศไปอย่างไร เราแก้ปัญหามา 40 ปี แต่ยังเหมือนเดิม ต้องหาวิธีใหม่ ให้การแก้ปัญหามีผลสัมฤทธิ์ รัฐบาลทำทุกอย่าง

“ปัญหาการแก้ทุจริตต้องทำตั้งแต่วันนี้ ซึ่งอยู่ในแผนการปฏิรูป 20 ปีของรัฐบาล และอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะปราศจากทุจริต หากทุกฝ่ายร่วมกัน และประชาชนให้กำลังใจให้คนดีเข้ามาทำงาน ส่วนการใช้กฎหมายนั้นรัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังกดประชาชน ไม่ได้ให้เชื่อฟัง แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนควรต้องรู้เท่าทัน จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะไม่ต้องการให้คนไม่รู้เรื่อง และคนยากจนต้องเข้าไปรับโทษ รัฐบาลทำกฎหมายออกมาเพื่อป้องกันและจัดการกับทุกคน”

ส่วนเวทีสอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ในโอกาสแถลงผลงาน 2 ปี ของรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล

“ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนไม่ได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้เกิดการทุจริต หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศก็ได้พยายามวางรากฐานให้กับรัฐบาลต่อไปในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมาอีก” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ท่าทีที่แสดงออกมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำมาซึ่งการดำเนินการเพื่อปราบปรามการทุจริตในสองเรื่องสำคัญ

1.การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามานานแล้ว มีสาระสำคัญ คือ การห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติ ประกอบด้วย บุพการี บุตร และคู่สมรส เรียกว่ากฎหมาย 3 ชั่วโคตร

ทั้งนี้ หากมีผู้กระทำความผิดจะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน และจะมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100

2.การเตรียมกระบวนการยึดทรัพย์โครงการรับจำนำข้าว โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด

คำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ออกมาเป็นการให้กรมบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งหมายความว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกชดใช้ค่าสินไหมจากการกระทำละเมิดในคดีจำนำข้าวเมื่อไหร่ กรมบังคับคดีก็สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ได้ทันที

แม้จะไม่ใช่การใช้มาตรา 44 เพื่อยึดทรัพย์โดยตรง แต่ก็เป็นสัญญาณที่ คสช.กำลังบอกว่ากระบวนการเก็บกวาดบ้านจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้นนับจากนี้

การใช้วาระเรื่องการปราบทุจริตมาเป็นประเด็นที่นำเสนอต่อสาธารณะในเวลานี้ของรัฐบาลและ คสช.มีเหตุผลที่สำคัญ คือ การสร้างผลงานและลดทอนพลังของฝ่ายการเมือง

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังของ คสช. เพราะต้องเข้าสู่กระบวนการและขั้นตอนการคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560

เวลาที่เหลือน้อยในขณะนี้เป็นจังหวะที่สำคัญของการพิสูจน์ว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เสียของหรือไม่

การจะทำให้เห็นว่าการรัฐประหารในครั้งนั้นประสบความสำเร็จ ต้องเร่งเดินหน้าปราบปรามการทุจริตให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะคดีจำนำข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อครหาที่รัฐบาลมักจะใช้กล่าวอ้างมาตลอด หากปล่อยไว้นานยิ่งจะทำให้รัฐบาลเป็นฝ่ายที่ต้องตกที่นั่งลำบากมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็หวังใช้การปราบทุจริตเพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายการเมืองด้วยในระยะนี้ เพราะยิ่งใกล้เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งเท่าไหร่ ฝ่ายการเมืองจะออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.มากขึ้นเท่านั้น ฝ่ายการเมืองรู้ดีว่าเวลาของ คสช.นั้นเหลือน้อยเข้าไปทุกทีแล้ว จึงย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป

ดังนั้น ถ้า คสช.ไม่ใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ เวลาที่เหลืออยู่คงไม่พอที่จะให้ คสช.มีโอกาสได้แก้ตัวอีก

 

ยึดทรัพย์จำนำข้าว ‘ปู’หนาว‘คสช.’เก็บแต้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454823

ยึดทรัพย์จำนำข้าว ‘ปู’หนาว‘คสช.’เก็บแต้ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“การยึดทรัพย์” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการปราบปรามการทุจริตที่นักการเมืองไทยหวาดกลัวมากที่สุด ในอดีตกระบวนการยุติธรรมของไทยเคยดำเนินการยึดทรัพย์นักการเมืองมาแล้วหลายกรณี แต่คงไม่มีครั้งไหนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เท่ากับการยึดทรัพย์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ในคดีร่ำรวยผิดปกติอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น รวมเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้นำมาซึ่งการขยายผลตรวจสอบในคดีที่เกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เป็นต้น

จากปี 2553 ถึงปี 2557 ทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกเพ่งเล็งว่า คสช.จะตั้งซูเปอร์คณะกรรมการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่เพื่อดำเนินการควบคุมทรัพย์สินของนักการเมืองโดยตรงเหมือนกับเมื่อที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ให้มีภารกิจเพื่อล้างบางการทุจริตด้วยมาตรการการยึดทรัพย์เป็นการเฉพาะ

แต่สุดท้าย คสช.ก็ไม่ได้ดำเนินการแบบในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ คสช.มองว่าปัจจุบันมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่แล้ว รวมไปถึงหัวหน้า คสช.มีอำนาจครอบจักรวาลตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงไม่จำเป็นต้องตั้งซูเปอร์คณะกรรมการอย่าง คตส.ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากสถานการณ์ในปัจจุบัน “การยึดทรัพย์นักการเมือง” ใกล้เกิดขึ้นเข้าไปทุกขณะ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังจากเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด

สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช. คือ การให้กรมบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

การที่กรมบังคับคดีเข้ามามีบทบาทตามคำสั่งข้างต้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการรองรับการยึดทรัพย์คดีจำนำข้าวในอนาคต ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามในคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกชดใช้ค่าสินไหมจากการกระทำละเมิดในคดีจำนำข้าว

ทั้งนี้ ตามกลไกเดิมถ้าไม่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 ภาระในการบังคับคดีต้องตกเป็นของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องยอมรับว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีเครื่องมือสำหรับดำเนินการบังคับคดี ดังนั้น คสช.จึงต้องมอบหน้าที่นี้ให้กับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างกรมบังคับคดีเข้ามาทำหน้าที่แทน

เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ เซ็นคำสั่งเปิดไฟเขียวเมื่อไหร่ กระบวนการยึดทรัพย์ก็เริ่มได้ตั้งแต่นั้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายที่รับผลกระทบเต็มๆ คงหนีไม่พ้น “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องประมาณ 3-4 คน

ถ้าจะบอกว่าการให้อำนาจกรมบังคับคดีของ คสช.จะเป็นเหมือนกับกลไกของ คตส.ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่ คสช.ใช้กลไกพิเศษผสมกับกลไกปกติ ต่างจากกรณีของ คมช.ที่ใช้กลไกพิเศษอย่างเดียว

การใช้อำนาจแบบลูกผสมของ คมช.ย่อมมีแรงต้านน้อยกว่า เพราะแม้ คสช.จะถูกมองว่าใช้อำนาจมาตรา 44 แต่ คสช.ก็ย่อมอ้างได้ว่าการใช้มาตรา 44 ดังกล่าวเป็นแค่การอำนวยความสะดวกให้กับกลไกปกติที่มีอยู่เดิมอย่างกรมบังคับคดีสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งผู้ถูกยึดทรัพย์ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้า คสช.ใช้มาตรา 44 ลงมือยึดทรัพย์ทันที ตรงนี้ย่อมเป็นแผลให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ได้ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.ในระยะยาวอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน การเปิดเกมรุกของ คสช.ผ่านการกลไกคดีจำนำข้าวครั้งนี้ ไม่ได้มีผลแค่ “บุญทรง-ภูมิ” เท่านั้น แต่ยังสร้างความหนาวๆ ร้อนๆ ไปถึง “ยิ่งลักษณ์” ด้วย

กล่าวคือ ยิ่งลักษณ์ ตกเป็นจำเลยในคดีการละเว้นปฏิบัติจากกรณีปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวได้รับความเสียหาย ซึ่งอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ถึงแม้กรณีการยึดทรัพย์อาจจะไม่เกี่ยวกับคดีของยิ่งลักษณ์โดยตรง เพราะฐานความผิดต่างกัน แต่เป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกัน คือ โครงการรับจำนำข้าวและการขายแบบรัฐต่อรัฐ มาจากนโยบายรัฐบาลเหมือนกัน

เมื่อโครงการมีที่มาจากนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้มีผลต่อคดีของยิ่งลักษณ์ไม่มากก็น้อย โดยอาจเป็นการเพิ่มน้ำหนักเพื่อชี้ให้ศาลฎีกาฯ เห็นว่าโครงการจำนำข้าวมีความเสียหายจริงโดยมีกรณีการยึดทรัพย์เป็นหนึ่งในผลของความเสียหายที่เกิดขึ้น

จึงไม่แปลกที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยต่างออกอาการหัวเสียพอสมควรกับการดำเนินการของ คสช. เพราะนั่นหมายถึงตัวขุนของพรรคกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเข้าไปทุกขณะ

 

“บิ๊กตู่”แถลงโชว์ตัวเลข’ดีงาม’ยกฐานะสู่ประเทศโลกที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 08:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454801

"บิ๊กตู่"แถลงโชว์ตัวเลข'ดีงาม'ยกฐานะสู่ประเทศโลกที่ 1

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วครบรอบ 2 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำทัพคณะรัฐมนตรีแถลงผลงาน 2 ปี ในแต่ละด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง การศึกษา ไว้อย่างน่าสนใจ

ถ้อยแถลงตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลยึดโยงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และยึดหลักธรรมาภิบาล สุจริตโปร่งใส เพื่อเป้าหมายสำคัญในการวางรากฐานให้รัฐบาล ในอนาคตได้บริหารประเทศอย่างมี ธรรมาภิบาลภายใต้กฎกติกาที่เหมาะสม”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในประเทศไทยไม่ค่อยสงบสุข การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างล่าช้า เศรษฐกิจไม่ได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ประชาชนมีรายได้น้อย สังคมมีความสับสนวุ่นวาย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระทำได้จำกัด การวิจัย การพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมไม่ต่อเนื่อง ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม การที่ประเทศไม่มีแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่ชัดเจน ทำให้ประเทศขาดทิศทางในการพัฒนา ที่สำคัญหลายภาคส่วนไม่ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศเผชิญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของชาติ ทุกประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศ

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เราเจอปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศ และยังเจอกับปัญหาด้านเศรษฐกิจโลก ในปี 2558 มีการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ เพียงร้อยละ 3 ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ก็ยังคงขยายตัวเพียงร้อยละ 3.1 รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง แต่ในทางกลับกัน จากการประเมินของหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่มีต่อประเทศไทย สะท้อนผลการทำงานของรัฐบาลว่าเป็น ไปในทิศทางที่ดีขึ้น สรุปได้ดังนี้

ด้านความเสี่ยงความไม่แน่นอนทางการเมืองดีขึ้น จากอันดับที่ 58 ในปี2557 เป็นอันดับที่ 51 ในปี 2559 ความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐดีขึ้นจากอันดับที่ 57 ในปี 2557 เป็นอันดับที่ 25 ในปี 2559 จำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลดลงกว่าร้อยละ 50 จำนวนคดียาเสพติดลดลงกว่าร้อยละ 50 ขณะที่ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) เกือบ 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งดีขึ้นต่อเนื่องจากอันดับที่ 102 ในปี 2556 มาอยู่ที่อันดับ 76 ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าดีที่สุดในรอบ 6 ปี และมีความโปร่งใสดีที่สุดในรอบ 10 ปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้บริหารประเทศในทุกมิติทั้ง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และการทำงานในปัจจุบันเป็นระยะที่ 2 ของโรดแมป คือ การเริ่มต้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารราชการ และการจัดทำแผนที่นำทางไปสู่อนาคตตามวิสัยทัศน์ มั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน นำเอาปัจจัยภายในและภายนอก กำหนดว่าประเทศไทยควรจะทำอย่างไร ด้วยวิธีการใดจึงจะเกิดผลดีที่สุดกับประชาชน และสามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

“เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศในทุกระบบ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นชาติที่ไร้การพัฒนา และถูกทิ้งรั้งไว้เบื้องหลัง ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ถ้าไม่ทำวันนี้ โอกาสของประเทศไทย โอกาสของคนไทยจะสูญเสียไปอย่างมหาศาลและยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการรักษาสมดุลในการบริหารประเทศทั้ง 6 มิติแล้ว ภารกิจสำคัญของรัฐบาลในอนาคตจากนี้ คือการสร้างฐานรากสู่อนาคตตามโมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” และการเชื่อมโยงไทยสู่ประชาคมโลกรวมทั้งการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านกลไก “ประชารัฐ” และสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษาตลอดชีวิต การวางระบบการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน สนับสนุนการลงทุนภายในประเทศด้วยการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทันสมัย การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลักดัน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพและการจ้างงาน เปลี่ยนจากการค้าขายสินค้าเกษตรต้นน้ำ ไปสู่การสร้างสินค้าเกษตรนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาการใช้อำนาจพิเศษเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย รักษาสถาบัน เกิดการบูรณาการในทางสร้างสรรค์ ไม่ติดขัดในการทำงาน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็ผ่อนคลายอย่าไปทำให้มันย้อนกลับมาที่เดิมอีก การเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เคารพกฎหมาย  หาผลประโยชน์เพื่อกลุ่มตน พวกพ้อง ล้วนเป็นการทำลายชาติและเป็นภัยร้ายแรงของประเทศจะต้องถูกขจัดให้หมดไปจากแผ่นดิน อย่าเอาอะไรไปเชื่อมโยงบอกว่าไปทำเรื่องจราจรแล้วมาโวฟุ้ง มันใช่หรือไม่ต้องเอาสิ่งที่พูดไปทำขยายความเข้าใจขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยกัน แต่นี่ตีรัฐบาลทุกวันจับผิดทุกเรื่อง เราไม่ใช่ศัตรูกันอีกแล้วทุกคน

สำหรับภารกิจของรัฐบาลในอนาคตระยะที่ 3 นายกฯ คือการส่งมอบหน้าที่ต่อให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะต้องรับภารหน้าที่ในการบริหารประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งถ้าเปลี่ยนผ่าน “สำเร็จ”

เราจะมีโอกาสยกฐานะไปสู่ “ประเทศในโลกที่ 1” นั่นหมายถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้เฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขสงบเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ การเมืองที่มีเสถียรภาพ นักการเมืองมีธรรมาภิบาล สังคมมีกฎกติกา และประเทศไทยมีพื้นที่ยืนในเวทีโลกอย่างสง่างาม

อย่างไรก็ตาม ทุกเรื่องเป็นจริงได้ ถ้าคนไทยทุกคนร่วมมือ ร่วมใจเดินไปด้วยกันทุกคน และความสำเร็จนี้จะเป็นความสำเร็จร่วมกันของเราทุกคน

 

กกต.ใช้ยาแรงปฏิรูป บีบการเมืองหลังพิงฝา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 10:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454525

กกต.ใช้ยาแรงปฏิรูป บีบการเมืองหลังพิงฝา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้นับว่าอยู่ในช่วงบรรยากาศไม่เดือดแต่ไม่สงบ เพราะส่วนหนึ่งกำลังจับจ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะองค์กรที่จะทำการชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำ ซึ่งบัญญัติคำถามพ่วงไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับผลประชามติ ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นแรงกดดันทั้งหมดจะกลับไปที่ กรธ.อีกครั้ง เพราะ กรธ.ต้องทำหน้าที่แก้ไขให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่การเมืองจะไปถึงจุดนั้น เวลานี้คงต้องกลับมาดูสถานการณ์ ณ ปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

กรธ.กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กรธ.มีหน้าที่ต้องยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วันก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่จะต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนใครเพื่อนเพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.พรรคการเมือง และ 4.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ้ากฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วัน โดยตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้จะอยู่ในช่วงต้นปี 2560

แม้เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ กรธ.ก็เริ่มเดินหน้าเก็บข้อมูลเพื่อทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปพอสมควรแล้วด้วยการเชิญสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กกต.และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาให้ความคิดเห็น

ทั้งนี้ ต้องโฟกัสไปที่ความเคลื่อนไหวของ กกต. เพราะกำลังทยอยเสนอความเห็นเกี่ยวกับจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง

ล่าสุด กกต.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาให้กับ กรธ. มีสาระสำคัญ คือ การควบคุมการจัดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง

“ก่อนประกาศนโยบายดังกล่าว พรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้”

“(1) ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย (2) ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย (3) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (4) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ กรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกรอบ กกต.สามารถสั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบายดังกล่าว” เนื้อหาบางส่วนจากร่างกฎหมายของ กกต.

ขณะเดียวกัน กกต.กำลังจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีประเด็นสำคัญตรงที่พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่า 50% ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง ประมาณ 175 เขต ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้นต้อง ดีเบตผ่านทางสถานีโทรทัศน์ 5-6 ครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอของ กกต.ในแต่ละประเด็นถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซึ่งเป็นดาบสองคมที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและผิดพลาดอย่างที่คาดไม่ถึง

ด้านหนึ่งเสมือนเป็นการตีกรอบให้กับพรรคการเมืองมากเกินไปหรือไม่ อย่างเช่นการควบคุมนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง เพราะถ้าจะว่ากันตามหลักการแล้วพรรคการเมืองก็ควรมีอิสระในการกำหนดนโยบายหาเสียง

แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วจะใช้นโยบายประชานิยมที่ส่งผลกระทบต่อการเงินการคลัง แต่ต้องไม่ลืมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ก็ได้วางกลไกตรวจสอบไว้แล้ว

โดยให้ กกต. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทำงานและส่งคำเตือนไปที่รัฐบาลได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากวางกลไกตรวจสอบนโยบายเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งชั้น ย่อมมีคำถามตามมาว่าจะกระทบต่อหลักเสรีภาพของพรรคการเมืองหรือไม่

ไม่ต่างอะไรกับการเสนอแนวทางให้ว่าที่นายกฯ ดีเบต ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจเป็นช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองมากกว่านำนโยบายมาเสนอแข่งกัน

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ กรธ.ว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ กรธ.เป็นฝ่ายจัดทำและเสนอไปยัง สนช. เรียกได้ว่า กรธ.มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น หาก กรธ.รับยาแรงจาก กกต.เพื่อมาดำเนินการให้เป็นจริง โอกาสที่การเมืองจะเกิดความขัดแย้งที่เป็นผลมาจากเงื่อนไขทางกฎหมายอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้

อยู่ที่ กรธ.แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไรเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้มากที่สุด

 

กม.3ชั่วโคตร ติดดาบปปช.สกัดโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2559 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454524

กม.3ชั่วโคตร ติดดาบปปช.สกัดโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นกฎหมายอีกหนึ่งฉบับที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมเข็นออกมาปราบโกงนั่นคือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. … หรือกฎหมาย 3 ชั่วโคตร

สาระสำคัญคือ ต้องการติดดาบอาญาสิทธิ์ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบ เอาผิด ลงโทษ และฟ้องยึดทรัพย์เรียกค่าเสียหายกับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่ใช้อำนาจในตำแหน่งและหน้าที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตัวเองและเครือญาติ

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) หนึ่งในผู้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า เดิมเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2550 โดยมี ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ผลักดันและนำเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา ในตอนนั้นเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า กฎหมาย 7 ชั่วโคตร แต่แล้วกฎหมายฉบับนี้ตกไป

จนในที่สุดเมื่อถึงยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุด จึงปัดฝุ่นกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใหม่ โดยให้ทาง สปท.ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทาง สปท.เห็นว่าควรเหลือเพียง 3 ชั่วโคตรพอ คือ 1.พ่อแม่ 2.ตัวเอง และ 3.ลูก เท่านั้น อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้อาจยังไม่ครอบคลุมการทุจริตที่บุคคลทั้งนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง อาทิ พรรคพวกเพื่อนฝูง เครือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้อง หรือนอมินี สำหรับประเด็นฐานความผิดจะมีทั้งความผิดทางอาญาและแพ่ง นั่นคือติดคุกและถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกิดจากการทุจริต โดยรัฐสามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เบื้องต้นร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาปรับแก้ไขถ้อยคำ คาดว่าจะส่งร่างให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อส่งต่อให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในขั้นต่อไป สำหรับสาระได้กำหนดการกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 5 ดังนี้

1.กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา มีส่วนได้เสียอยู่ 2.นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่นมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น 3.การกระทำการใด ดำรงตำแหน่งใด หรือปฏิบัติการใดในฐานะส่วนตัว ที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะขัดกับประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ในความรับผิดชอบตามหน้าที่ หรือเป็นการเสื่อมเสียแก่ตำแหน่งหน้าที่ 4.การใช้เวลาราชการหรือหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกของทางราชการหรือหน่วยงานไป เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนหรือผู้อื่นเว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกฎ

5.การกระทำที่เกี่ยวกับการขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 6.การใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ที่ตนได้รับหรือทราบจากการปฏิบัติราชการหรือในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต 7.การริเริ่ม เสนอ จัดทำหรืออนุมัติโครงการของรัฐโดยทุจริต เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลใดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และ 8.การใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นโดยทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมและการกระทำตาม (8) ที่จะถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

1.อนุมัติ อนุญาต รับจดทะเบียน หรือให้สิทธิประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้

2.ให้สัมปทาน ทำสัญญา หรือทำนิติกรรม อันเป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด

3.บรรจุ แต่งตั้งเลื่อนขั้นเงินเดือน โอนย้าย หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐตาม (8) พ้นจากตำแหน่ง หรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

4.ไม่แจ้งความหรือร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

5.ไม่ฟ้องไม่ดำเนินคดีหรือถอนฟ้องไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา

6.ไม่บังคับทางปกครองหรือไม่บังคับคดี

7.กระทำการหรือไม่กระทำการอื่นตามที่ ป.ป.ช.ประกาศกำหนดให้นำความในวรรค (1) (2) (3) (4) มาใช้บังคับการกระทำของคู่สมรสและบุตรของเจ้าหน้าที่รัฐ

มาตรา 6 ในกรณีที่บุคคลใดได้รับประโยชน์จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ คู่สมรส บุตร หรือญาติ ตามมาตรา

5 ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำผิดและรับโทษเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามิได้มีส่วนรู้เห็น หรือยินยอมมาตรา 7 ให้ถือว่าความผิดมาตรา 5 และ

6 เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา และให้ถือเป็นเหตุให้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้

มาตรา 8 บรรดาของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ที่มีผู้มอบให้แม้ว่าผู้มอบจะระบุให้เป็นการส่วนตัวก็ตาม ให้ตกเป็นของรัฐทั้งสิ้น และให้จัดทำบัญชีไว้เป็นหลักฐานและเก็บรักษา ในกรณีที่ไต่สวนข้อเท็จจริงพบนำสิ่งของดังกล่าวไปเป็นของตน สูญหาย หรือเสียหาย ให้พนักงานอัยการเรียกให้ใช้ราคาหรือค่าเสียหายด้วย

มาตรา 12 เจ้าหน้าที่รัฐที่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่อายุยังไม่เกิน 2 ปี จะทำงานในภาคเอกชนที่เกี่ยวกับกิจการงานทางวิชาชีพโดยตรงกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหรืออยู่ในความดูแลของตนในระหว่างวาระการดำรงตำแหน่งหน้าที่มิได้

มาตรา 16 เจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี ปรับตั้งแต่ 4 หมื่น-4 แสนบาท และหากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี ปรับตั้งแต่ 8 หมื่น-6 แสนบาท

 

คสช.ปลดภาระศาลทหาร วางเป้าหมายสร้างปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454332

คสช.ปลดภาระศาลทหาร วางเป้าหมายสร้างปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในห้วงเวลาผ่านพ้นการทำประชามติเกิดจุดน่าสนใจอีกครั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 55/2559 ให้คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง และคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ให้กลับมาอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมจากเดิมที่อยู่ในอำนาจของ ศาลทหาร

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าวว่า “มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. ที่มีการประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. หากมีการกระทำผิดก็จะต้องไปขึ้นศาลพลเรือน ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในศาลทหาร ไม่สามารถโอนมาศาลปกติได้ เนื่องจากบางคดีก็มีการสืบพยานไปแล้ว หากโอนมาจะทำให้เกิดความยุ่งยาก

คดีที่อยู่ในศาลทั้งหมดมี 1,500 คดี และพิจารณาแล้วเสร็จ 1,000 คดี ค้างอยู่อีก 500 คดี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนผู้ที่กระทำความผิดโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับพวกที่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร คือผู้ที่กระทำผิดในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทหารที่ทำความผิด ทั้งหมดก็ต้องขึ้นศาลทหาร”

เดิมทีเมื่อครั้ง คสช.ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ในช่วงแรกที่อยู่ยังคงใช้ประกาศกฎอัยการศึก คสช.ออกคำสั่งให้ศาลทหารเข้ามามีบทบาทในการเข้าตัดสินคดีความมั่นคงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

คำสั่ง คสช.ที่ออกมาในเวลานั้นทำให้คดีความมั่นคงต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลทหาร จากเดิมที่ต้องใช้กลไกของศาลยุติธรรม

แม้ศาลทหารจะมีอำนาจในทางตุลาการเฉกเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม แต่มีวิธีการพิจารณาความและสิทธิของผู้ต้องหาที่ได้รับแตกต่างกับศาลยุติธรรมปกติ โดยเว็บไซต์ไอลอว์ (ilaw.or.th) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้รับระหว่างศาลทหารและศาลยุติธรรมพอสังเขปว่า “สิทธิของผู้ต้องหาที่ขึ้นศาลทหารแตกต่างกับสิทธิในการขึ้นศาลพลเรือนโดยปกติแล้วไม่ต่างกัน เว้นแต่เป็นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เวลาที่ประกาศกฎอัยการศึกจะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา”

เมื่อ คสช.นำกลไกของศาลทหารมาใช้ตัดสินคดีแทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกผ่านศาลยุติธรรมตามปกติ จึงแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของ คสช.ในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ต้องเสียไป ซึ่งส่งผลลามไปถึงการต่อรองของประเทศไทยในเวทีการค้าโลกที่ลดลงด้วย

แต่มองในอีกมุมหนึ่ง คสช.เองยอมที่จะแลกและกล้าได้กล้าเสีย เพราะ คสช.ต้องการใช้อำนาจเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยหวังว่าเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางเดิน จะช่วยให้ประเทศกลับเข้าสู่ความสงบได้ในระดับที่มากพอที่จะช่วยให้ คสช.บริหารประเทศตามโรดแมปไปได้อย่างราบรื่นมากที่สุด

ในที่สุดมาถึงจุดหนึ่ง คสช.ก็ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว

แม้รองนายกฯ วิษณุ จะระบุการโอนคดีจากศาลทหารจะกระทำเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 12 ก.ย.เท่านั้น ส่วนคดีที่อยู่ในสารบบก่อนหน้านั้นยังคงต้องพิจารณาด้วยระบบศาลทหารต่อไป แต่การให้ศาลทหารไม่ต้องทำคดีความมั่นคงเพิ่มเติมอีก นับเป็นย่างก้าวทางการเมืองที่สำคัญของ คสช.

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของ คสช.ในกรณีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

การออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นหลักไมล์สำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อความมั่นคงในเรื่องการเมืองใหม่ไปพอสมควร เริ่มยอมให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เวทีวิชาการบางแห่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามก็สามารถทำได้มากขึ้น จะขาดไปแค่เพียงการยอมให้พรรคการเมืองประชุมพรรคเท่านั้น

การปลดเปลื้องภาระของศาลทหารที่ไม่ต้องพิจารณาคดีความมั่นคงเพิ่ม จึงเป็นสัญญาณหนึ่งของ คสช.ที่ต้องการสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้ดีขึ้น

ประเทศไทยมาถึง ณ จุดนี้ ถือว่ากำลังสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งอย่างเต็มตัว เหลือแค่การรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งบัญญัติใส่คำถามพ่วงเข้าไป จากนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่กลไกการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ก็เดินเครื่องได้ทันที

อีกทั้ง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนัก ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นห่วงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองพร้อมๆ กับสนับสนุนการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อแลกกับการสร้างบรรยากาศทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การปรองดองในอนาคต

ดังนั้น ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่ คสช.จะให้ศาลทหารเข้ามาทำคดีความมั่นคงอีกต่อไป ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ กลับกันจะเป็นผลดีกับ คสช.ที่ไม่ต้องมาแบกรับความกดดันด้วย

 

นักการเมืองระแวงกกต. แจกใบเหลือง-ส้ม-แดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 10:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454329

นักการเมืองระแวงกกต. แจกใบเหลือง-ส้ม-แดง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นให้จับตาหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพิ่มมาตรการเข้มไว้ถึง 4 ระดับ คือ ใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง และใบดำ ใน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากพบการกระทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม โดยโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนสิทธิตลอดชีพ

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่าส่วนตัวรับได้กับเรื่องนี้ แต่ขอให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เพราะคนตั้งใจทุจริตการเลือกตั้งควรตัดสิทธิไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนเรื่องการพิจารณาของศาลต้องยึดสำนวนการสืบสวนไต่สวนของ กกต.เป็นหลักนั้น ยอมรับว่าเรื่องนี้จะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความไว้วางใจกับกระบวนการไต่สวนของ กกต. ถ้าฝ่ายสอบสวน กกต.ไม่มีประสิทธิภาพ เวลาตัดสินให้ใบอะไรก็ไม่ได้รับการยอมรับและเกิดปัญหาตามมา

“ถ้าเป็นการตัดสิทธิชั่วคราวไม่ได้ตลอดก็ไม่มีปัญหา เช่น ให้มีการเลือกตั้งใหม่ แบบนี้พอได้ แต่ถ้าเป็นการตัดสิทธิคน ผมมองว่าควรให้เป็นหน้าที่ศาล เพราะว่าสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ควรให้องค์กรที่ได้รับการยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ และกฎหมายรองรับที่ดีกว่า”

ขณะที่ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา มองว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าสัมพันธ์กับกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เป็นคน กกต.วินิจฉัยตัดสินเพียงอย่างเดียว ผลักภาระไปให้กระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวรับได้ อย่าใช้ดุลพินิจของคนเพียง 4-5 คนเท่านั้น

ส่วนสำนวนจะยึดของ กกต. หรืออะไรเป็นหลักก็แล้วแต่ ทว่ากระบวนการศาลจะมีการสืบพยานยังให้โอกาสจำเลยขึ้นมาหาหลักฐานต่างๆ มาหักล้างได้ แต่ไม่ควรใช้ความรู้สึกว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ตัดสินกันแบบนี้ สำหรับเรื่องการตัดสิทธิตลอดชีพยังมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะว่าสังคมไทยกำลังโหยหาเรื่องการปฏิรูป คนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ควรอยู่ในระบอบนี้

ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส่วนตัวขอตอบในเชิงหลักการ ถ้ากฎหมายมีความรุนแรงและสามารถป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งได้อย่างที่คิดก็ไม่ขัดข้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ กกต.ควรที่จะได้นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน

โดยเฉพาะที่มีการกล่าวหาความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานในเรื่องคดียุบพรรค สิ่งเหล่านั้นเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความแตกแยกจนทุกวันนี้

“ถ้าบอกว่าให้ยึดสำนวน กกต.เป็นหลัก แปลว่าวันนี้ กกต.ได้เข้ามาทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ ฉะนั้นแปลว่าตัวเองต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม เพราะผลการตัดสินมีโทษพิพากษาประหารทั้งชีวิตในทางการเมือง กระบวนการตรงนั้นผู้ที่ถูกลงโทษต้องได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นต้องวางกลไกให้ชัดเจน”

ชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อภาพรวมกฎหมายดังกล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย และถ้าคิดสุจริตก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่อยากฝากข้อสังเกตในลักษณะการเมืองของไทยที่ผ่านมา 1.อย่าเลือกปฏิบัติ และ 2.การกลั่นแกล้งกันระหว่างผู้สมัครด้วยกันเอง

ทั้งนี้ หากต้องได้รับโทษรุนแรงแล้วมาพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่ได้กระทำผิดแต่ต้องรับโทษไปถือว่าบาปกรรมมาก ดังนั้นต้องมีกระบวนการตรวจสอบให้รอบคอบเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าทุกพรรคการเมืองไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับการเลือกตั้งโดยผิดกฎหมาย

 

ถอยเซตซีโร่พรรค หวั่นกระแสต้าน-กรธ.ไม่สนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 10:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454105

ถอยเซตซีโร่พรรค หวั่นกระแสต้าน-กรธ.ไม่สนใจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับข้อเสนอที่กลับไปกลับมาของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคการเมือง

เดิมทีมีการจัดทำข้อเสนอให้รีเซตบัญชีสมาชิกพรรคใหม่ทั้งหมดด้วยการล้างบัญชีสมาชิกพรรค จากนั้นให้พรรคการเมืองจัดหาสมาชิกใหม่ แต่สุดท้ายคณะ กมธ.ต้องถอยข้อเสนอดังกล่าว หลังจากเจอกระแสต่อต้านอย่างหนัก

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะ กมธ. ระบุว่า “หากพรรคใดไม่ต้องการรีเซตรายชื่อสมาชิกพรรคใหม่ทั้งหมด ก็สามารถทำหนังสือยืนยันรายชื่อสมาชิกพรรคทั้งหมด เพื่อรับรองว่าสมาชิกพรรคที่มีอยู่เดิมนั้นมีความถูกต้อง การปรับแก้ดังกล่าวเพื่อให้เกิดทางเลือกแก่พรรคการเมืองมากขึ้น แต่หากพบว่ารายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองที่แต่ละพรรคยืนยันมาไม่เป็นความจริง ก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน

เพราะปัจจุบันมีสมาชิกพรรคจำนวนมากถูกนำชื่อมาแอบอ้างโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม หรือไม่รู้ตัว บางคนเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนกันหลายพรรคดังนั้น จึงต้องให้มีการยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากพรรคใดต้องการจะจดทะเบียนรายชื่อสมาชิกพรรคใหม่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน”

ประเด็นทางการเมืองว่าด้วยการเซตซีโร่่พรรคการเมืองนั้น มีเล็ดลอดมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อครั้ง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บางคนต้องการให้หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ พรรคการเมืองทุกพรรคต้องถูกยุบเพื่อกลับมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

แต่บังเอิญที่เวลานั้นร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำให้แนวคิดเรื่องเซตซีโร่่พรรคการเมืองเงียบหายไป

ต่อมาเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญในยุคของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ยังมีความพยายามผลักดันให้ข้อเสนอการยุบพรรคการเมืองเข้าไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่ปรากฏว่า กรธ.ไม่เล่นด้วย เพราะต้องการรักษาบรรยากาศทางการเมืองเอาไว้เพื่อไม่ให้กระทบการทำประชามติ

จนกระทั่งมาถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กระแสกดดันให้เซตซีโร่พรรคการเมืองเริ่มกลับมาเป็นประเด็นอีก

สปท.โดยคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้จัดทำข้อเสนอ เซตซีโร่่พรรคการเมือง แต่ดูเหมือนว่ากระแสจากหลายฝ่ายไม่เอาด้วยโดยเฉพาะจากพรรคการเมือง ทางคณะ กมธ.จึงเปลี่ยนเป็นแค่การให้พรรคการเมืองทำการยืนยันต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงจำนวนสมาชิกพรรคที่ตัวเองมีอยู่จริง หลังจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้เท่านั้น

เรียกได้ว่ากลับตัว 360 องศากันเลยทีเดียว ซึ่งน่าสนใจว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ สปท.ไม่กล้าทำข้อเสนอแบบสุดซอย ทั้งๆ ที่ในใจก็อยากลงมือ

แน่นอนว่าปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้น กระแสต่อต้านของพรรคการเมือง เพราะต้องไม่ลืมว่า ฝ่ายการเมืองกำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุมเข้าไปทุกขณะพอสมควร ไล่มาตั้งแต่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่คุมเข้มการใช้อำนาจของ สส.และรัฐบาลในอนาคตแทบทุกย่างก้าว อีกทั้งการกำหนดให้ 5 ปีแรก นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของที่ประชุมรัฐสภา

ดังนั้น หากผลักดันเรื่องเซตซีโร่เข้าไปอีก บรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเป็นไปด้วยดี อาจจะกลับมามีปัญหาได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน เมื่อมองไปยังท่าทีของคณะ กรธ.ในฐานะผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะถ้าเห็นด้วยตั้งแต่แรกคงบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ไม่ปล่อยให้มาถึงมือ สปท. ซึ่งสาเหตุที่ กรธ.ไม่เห็นด้วยกับการเซตซีโร่่พรรคการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในอดีตไม่เคยมีการปฏิบัติมาก่อน

ย้อนกลับไปที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ซึ่งจัดทำหลังจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผ่านการทำประชามติ

บทเฉพาะกาลของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ก่อนกฎหมายดังกล่าวยังคงเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายต่อไป แต่ถ้าพรรคการเมืองไม่ดำเนินการให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี พรรคการเมืองนั้นต้องสิ้นสภาพพรรคการเมืองต่อไป

ในเมื่ออดีตไม่มีการทำมาก่อน จึงเป็นเรื่องยากที่ กรธ.จะเออออไปกับข้อเสนอของ สปท.ด้วย เพราะถ้ากรธ.ลงมือทำ ย่อมทำให้ กรธ.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแทน สปท.ไปโดยปริยาย

ด้วยปัจจัยทั้งหมด มีความเป็นไปได้ที่ สปท.คงพิจารณาว่าโอกาสที่ข้อเสนอการเซตซีโร่พรรคการเมืองแบบสุดซอยคงเกิดได้ยาก จึงเปลี่ยนมาเป็นแค่การยืนยันจำนวนสมาชิกพรรคเท่านั้น เพราะมีความเป็นไปได้มากกว่า และช่วยให้ สปท.ไม่เสียรังวัดมากเกินไป

 

สปท.ถกเดือด ชงมท.คุมเลือกตั้งแทนกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454102

สปท.ถกเดือด ชงมท.คุมเลือกตั้งแทนกกต.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. และวลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท.คนที่ 2 ร่วมทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สปท. พิจารณาแล้วเสร็จ

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้นำเสนอรายงานว่า กมธ.ได้นำแนวทางการจัดทำกฎหมายเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.มีการบังคับกฎหมายที่เคร่งครัด มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การปฏิรูปมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม

ส่วนข้อเสนอที่ระบุให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น โดยอำนาจหน้าที่ กกต.ยังเหมือนเดิม เพียงแต่กระทรวงมหาดไทยมาช่วยงานเท่านั้น และที่เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาช่วย แม้ข้อเสนอนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์แต่มีเจตนาดี

“ไม่ได้หวังให้การเลือกตั้งกระทบหรือพรรคใดพรรคหนึ่งเดือดร้อน เสียหาย แต่จะแก้ปัญหาว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ ไม่มีการใช้จ่ายเงินมากเกินไป ไม่ให้การเลือกตั้งเป็นการลงทุน เป็นธุรกิจการเมือง ข้อเสนอต่างๆ มาจากสมาชิกที่มีประสบการณ์ แม้ผมและคุณวันชัยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้กระสุนตกมามากหน่อย แต่ไม่เป็นอะไร เราก็พยายามให้เหตุผลที่มาที่ไปว่า ถ้าทำตามข้อเสนอจะมีข้อดีอย่างไร ทำให้การเลือกตั้งดีขึ้นกว่าเดิม”

ขณะที่ วันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งข้อเสนอต่างๆ ของ กรธ.ให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ จึงต้องมีกฎหมายการกระตุ้นทุก
รูปแบบ ภาคเอกชนก็ต้องมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง

ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวหา โจมตี เป็นมาตรการเฉพาะหน้าเสนอต่อ ครม. จึงกำหนดให้การเลือกตั้งที่จะถึงครั้งต่อไปเป็นวาระแห่งชาติ เป็นหน้าที่ทุกภาคส่วน รวมถึง คสช.ต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการของ กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม เมื่อปฏิวัติแล้ว ทำให้เป็นปฏิวัติโมเดลทำให้การเลือกตั้งสุจริต โดย คสช.ต้องเข้ามาช่วย มาเสริม มาเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ คสช.มาควบคุม กกต.

“ตรงนี้มีการเอาไปแปลเพี้ยนกันไปหมด แต่ถ้าใครอยากทุจริตก็เชิญ เมื่อทำเช่นนี้จะทำให้การปฏิวัติไม่เสียของ กรรรมาธิการฯ จึงทำเป็นข้อเสนอไปยังรัฐบาลและ คสช. ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกระงับ ยับยั้งไม่ให้เลือกตั้ง อยากให้มีการลองกันก่อน ถ้าทำได้ ก็สามารถพูดได้ว่า จะทำได้ในการเลือกตั้งปี 2560 ข้อเสนอกระทรวงมหาดไทยมาช่วยจัดการเลือกตั้ง คสช.มาช่วยควบคุม ก็มาจากนักการเมืองอย่างวิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.ประชาธิปัตย์ เป็นผู้เสนอ ไม่ใช่คนอย่างพวกผมเป็นผู้เสนอ”

ด้าน วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นนักการเมือง ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติเหตุที่กล่าวอ้างก็เพราะนักการเมืองทุจริต รายงาน กมธ.การเมืองที่นำเสนอถูกวิพากษ์วิจารณ์ หาก สปท.ไม่ช่วยตกแต่งให้ดี จะโดนกันทั้งหมด ถ้ารับไม่ได้จริงๆ ก็อย่ารับ เพราะข้อเสนอที่จะออกไปจะเป็นการวัดว่าจะแพ้หรือชนะสำหรับการปฏิวัติครั้งนี้

ทั้งนี้ ที่บอกให้กระทรวงมหาดไทยช่วยจัดเลือกตั้ง เหมือนเป็นการยกให้มาเฟียจัดการเลือกตั้ง แต่พูดกันไม่หมด การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม หน่วยงานหวังให้ควบคุมการเลือกตั้งอย่างสุจริต คือ กกต. แต่ตลอดเวลาทำงานที่ผ่านมา ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย เนื่องด้วยภาระหน้าที่ของ กกต.มีเป็นจำนวนมาก

“สิ่งที่เราจะร่วมมือคือ ให้การเมืองเข้าสู่ทิศทางที่ดีงาม ให้คนดีได้เข้ามาการเมือง ข้อเสนอกรรมาธิการที่เราจะทำจดหมายถึง คสช.คือ เสนอให้ทุกคนในที่นี้เข้าไปดูเวทีการเลือกตั้งที่เป็นจริง เสนอให้ คสช.จัดเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนเลือกตั้ง สส. แบ่งให้สมาชิก สปท.ไปดูทุกพื้นที่ เป็นการชิมลางก่อน”

จากนั้นสมาชิก สปท.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใต้การกำกับดูแลของ กกต. ซึ่งฝ่ายสนับสนุน อาทิ ชูชัย ศุภวงศ์ อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ เห็นว่า ปัจจุบัน กกต.ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเองอยู่แล้ว เป็นเพียงแค่คนคุมนโยบาย จึงควรให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งเพื่อลดภาระงานของ กกต.

สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาทิ นิกร จำนง อภิปรายว่า อาจจะสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อความที่ระบุให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดการเลือกตั้ง
ภายใต้การกำกับดูแลของ กกต. เป็นการเขียนแบบกว้างๆ ยังมีความคลุมเครือ และเชื่อว่าแม้เสนอไป กรธ.คงไม่ทำตาม เพราะเนื้อหาของ สปท.มีหลายส่วนดีและไม่ดี ดังนั้น ส่วนตัวขอใช้สิทธิงดออกเสียง

จากนั้น สมพงษ์ สระกวี ประธานอนุ กมธ. ชี้แจงถึง พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า ส่วนตัวคิดว่าการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมืองมาช่วงโค้งสำคัญ ถ้าการเสนอล้มเหลวไม่เป็นผล เท่ากับการยึดอำนาจในเดือน พ.ค. 2557 ล้มเหลว และการยึดอำนาจครั้งนั้นให้เหตุผลสำคัญ ว่าเป็นการยึดอำนาจครั้งสุดท้าย เพื่อเข้ามาจัดสรรปฏิรูปการใช้อำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจ

ทั้งนี้ สถาบันพรรคการเมืองเป็นปัญหาที่คุ้นเคย คือ การเมืองของไทยมีอิทธิพลของเงินและทุนครอบงำ อีกทั้ง สภาพการเมืองไม่ได้สะท้อนอำนาจแท้จริงของประชาชน แต่กลับไปสะท้อนเพียงทุนเท่านั้น เมื่อนายทุนเข้ามาก็ถอนทุน ดังนั้น ในการปฏิรูปเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าว

1.การจัดตั้งพรรค ยังคำนึงเสรีภาพประชาชน คือ ตั้งไม่ยากจนเกินไป และพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งต้องประกาศอุดมการณ์และนโยบาย 2.ให้สมาชิกพรรคสมัครใจเป็นสมาชิก และเสียค่าบำรุงรายปี 100 บาท เพื่อให้ประชาชนได้ตั้งคำถามกับพรรค ซึ่งมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเงิน และ 3.ต้องการให้พรรคได้ให้ความสำคัญกับสมาชิก ว่าพรรคอยู่ได้ด้วยค่าสมาชิกและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

สมพงษ์ ยืนยันว่า ข้อเสนอของ กมธ.ไม่ได้มีให้เซตซีโร่พรรคการเมือง ไม่ได้มุ่งหวังทำลายนักการเมืองและพรรคการเมือง หรือต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเชื่อว่าการยึดอำนาจที่ผ่านมาจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถ้าไม่ร่วมกันสร้างสถาบันพรรคการเมืองที่มีเกียรติ ปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมา อย่างไรก็ดี ที่ประชุมมีมติให้ลงมติว่าเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับหรือไม่ในวันที่ 13 ก.ย.นี้

 

ยกสุดท้าย ประตูสู่นายกฯ คนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 17:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454042

ยกสุดท้าย ประตูสู่นายกฯ คนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบเส้นตายวันนี้ 12 ก.ย.ที่ทางศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งความเห็นและข้อมูล เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ หลังศาลพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ

ประเมินแล้ว นี่อาจเป็น “ยกสุดท้าย” สำหรับการเปิดประตูให้ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาที่จะมาจากการสรรหาล็อตแรก 250 คน

ต้องยอมรับว่า คะแนนเสียงอันท่วมท้น 15.1 ล้านเสียง หรือ 41.93% ที่เห็นชอบ “คำถามพ่วง” สนับสนุนให้ สว.ชุดใหม่ 250 คน มีส่วนร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้เกิดแรงผลักดันจะให้ สว.มีส่วนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งที่แต่เดิมนั้นพูดกันเพียงแต่ให้สิทธิในการโหวต แต่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นชนวนร้อนที่มีทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุน

จบยกแรกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันจุดยืนเดิมของตัวเอง พร้อมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแค่ให้อำนาจ สว.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

แม้ในการขับเคี่ยวตอนนั้นจะมีแรงผลักดันประเด็นให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นเป็นมติของ สนช. พร้อมออกมาเดินเกมกดดันอย่างหนักหน่วงหวังให้ กรธ.คล้อยตาม ยอมเพิ่มอำนาจ สว.ให้สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

แต่สุดท้าย กรธ.อธิบายจุดยืนที่ไม่ให้อำนาจ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการให้เป็นไปตามหลักสากลตามระบอบประชาธิปไตยที่ยึดโยงอำนาจประชาชนให้เป็นผู้กลั่นกรองเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำรัฐบาล

นอกเหนือไปจากประเด็นในช่วงการเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชามติก็ไม่มีการพูดถึงอำนาจ สว.ถึงขั้นสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากปรับแก้ให้อำนาจ สว.มากเกินไป อาจเข้าข่ายบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนที่ออกเสียงรับคำถามพ่วงได้

ทุกอย่างจึงเหมือนจะปิดฉากตั้งแต่ยกแรกที่ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามจุดยืนที่ประกาศ พร้อมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ทว่าความเคลื่อนไหวจากฝั่ง สนช.และ สปท.ที่ต้องการให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ยังไม่หมดไป

การต่อสู้ในยกสุดท้าย จึงอยู่ที่การชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากแม่น้ำทั้ง 3 สาย สนช. สปท.และ ครม. ที่ว่าไปแล้วก็ใช้ว่าจะไม่มีน้ำหนัก

เมื่อทั้ง สนช.และ สปท.เองก็เป็นคนคิดคำถามพ่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหตุผล เจตนารมณ์ และรายละเอียดของการตั้งคำถาม จึงเป็นสิ่งที่ทางศาลรัฐธรรมนูญต้องรับฟัง

ยังไม่พูดไปไกลถึงที่มาของคำถามพ่วง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรับสัญญาณมาจากทาง คสช.ที่เคยผลักดันประเด็นนี้ตั้งแต่ยื่นข้อเสนอให้ กรธ.ตั้งแต่เมื่อช่วงรับฟังความคิดเห็นแรกๆ แต่ไม่ได้รับการขานรับ

สอดรับไปกับกลไกต่างๆ ที่มีแต่จะยิ่งตอกย้ำข้อกังขา เรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กระโดดมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้อำนาจ สว. 250 ที่มาจากการสรรหาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เรื่อยไปจนถึงแนวคิดที่จะเซตซีโร่พรรคการเมือง ตลอดจนแนวคิดที่จะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยเข้ามาช่วย กกต.จัดการเลือกตั้ง

ประเด็นที่ทำให้กลุ่มนี้ต้องผลักดันให้ สว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้นั้น เป็นเพราะไม่มั่นใจว่าจะควบคุมทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้งได้ จนอาจนำไปสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง

เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากประชาชนจะตัดสินใจเลือกคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้สองพรรคใหญ่ต้องยอมจับมือกันตั้งรัฐบาลก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

อีกทั้งขยักที่สองหลังการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่อาจทำได้ จนต้องใช้เสียงในสภาในการปลดล็อกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มตั้งแต่ใช้ 250 เสียง ของ สส. เสนอให้ที่ประชุมลงมติเพื่องดเว้นการใช้บัญชีนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคที่เสนอมาก่อนเลือกตั้ง ซึ่งในการลงมติจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สส.และ สว.รวมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว

โดยเฉพาะในกรณีที่สองพรรคใหญ่ได้รับคะแนนเสียงค่อนข้างมาก จนสามารถคัดง้างกับ 250 เสียงของ สว.

ดังนั้น การต่อสู้เพื่อปูทางนายกรัฐมนตรีคนนอก จึงจำเป็นต้องหวังพึ่งการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของ สว.และทำให้การต่อสู้ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ ที่ทาง สปช. สนช.และ ครม.จะต้องหยิบยกเหตุผลนำเสนอข้อมูลว่าตามคำถามพ่วงนั้นหมายรวมถึงการให้อำนาจ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ยกสุดท้ายที่จะตัดสินเส้นทางและโอกาสของนายกรัฐมนตรีคนนอก