วัดใจ “บิ๊กตู่” ปมร้อนคดี ปู-บิ๊กติ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/456822

วัดใจ "บิ๊กตู่" ปมร้อนคดี ปู-บิ๊กติ๊ก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดศึกรอบใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ย้อนศร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยการขอความเป็นธรรมมาตรฐานเดียวกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์

“ทุกอย่างที่นายกฯ ยืนยันออกมาจากปากท่านว่าการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคดีดิฉัน เป็นไปตามกฎหมายไม่ได้กลั่นแกล้ง ก็อยากให้นายกฯ ใช้หลักคิดและให้ความเป็นธรรมกับดิฉันเหมือนที่ท่านให้ความเป็นธรรมและปกป้องน้องชายท่าน รวมทั้งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับท่าน เพราะกฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับฝั่งดิฉันเพียงฝ่ายเดียว”

คู่ขนานไปกับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ทบทวนกระบวนการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และยกเลิกการใช้มาตรา 44 โดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไล่เรียงมาตั้งแต่ประเด็นการเรียกค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายรัฐบาล ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่นำเรื่อง กำไร-ขาดทุน มาพิจารณาเรียกค่าเสียหายจากผู้นำรัฐบาล

อีกทั้งการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของบุคคล กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินบุคคล ไม่ควรเร่งรีบรวบรัดกำหนดค่าเสียหาย จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาก่อน

ที่สำคัญ การออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผู้ออกคำสั่งควรคำนึงถึงความชอบธรรมเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้หัวหน้า คสช.และรัฐบาลดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ควรใช้อำนาจพิเศษ มาตรา 44 เพื่อเร่งเอาผิดกับบุคคลเป็นการเฉพาะ

เผือกร้อนจึงย้อนกลับมาอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ อีกครั้ง ท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าจะจัดการกับการเอาผิดและไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายจาก ยิ่งลักษณ์ และพวกอย่างไร

ยังไม่รวมกับอีกบรรดาสารพัดคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวม 15 คดี อาทิ การแต่งตั้งโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ไม่เป็นธรรม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ คดีแต่งตั้งโยกย้าย ปลัดกระทรวงกลาโหมไม่เป็นธรรม จ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ

คดีประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง คุมม็อบ กปปส.โดยมิชอบ ลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท อนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยแพร่ภาพและเสียงรายการ “มวยไทยวอริเออร์ส” ซึ่งจัดที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า คดีรับผิดชอบการระบายน้ำเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ยิ่งในเวลานี้ที่มีความพยายามปลุกกระแสเรื่องการใช้อำนาจพิเศษเข้ามากลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง สอดรับกับบรรดาคดีที่จ่อเข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการ

ทั้งหลายเรื่องที่ดูรวบรัดตัดตอน อีกทั้งบางเรื่องมีการใช้อำนาจพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง ล้วนแต่ตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการแกล้งฝั่งตรงข้ามที่ถูกขยายผลอยู่ในเวลานี้

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้เกิดมีกรณีชวนให้เปรียบเทียบกับเรื่องราวที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนของ พล.อ.ปรีชา ที่บริษัทของลูกชายเข้าไปประมูลงานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3 จำนวน 2 สัญญา มูลค่า 27 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ควรจะต้องว่ากันไปตามกระบวนการไต่สวนที่จะเกิดขึ้นต่อไป

กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะแบ่งรับแบ่งสู้และตัดตอนไม่ไปแบกรับความรับผิดชอบ พร้อมถามกลับว่าเรื่องถูกโจมตีเหล่านั้นจริงหรือเปล่า แต่อีกด้านเปิดทางให้เข้าไปตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

“เขาคงไม่โง่หรอก แต่ผมก็ไม่รับประกันแทนอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของเขาที่ต้องรับผิดชอบไป เพียงแต่ว่ามันจะถูกจับตานี่โน่น คือพอมีอะไรขึ้นมาผมก็จะต้องโดน แล้วมาบอกว่ารัฐบาลไม่เอาใจใส่ มันคนละประเด็น อยากจะสอบก็สอบไป แต่อย่าไปเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาตีกันอีกว่าทางนี้ก็เป็น จะทำไปเพื่ออะไร”

เวลานี้ ยิ่งลักษณ์ นำตรงนี้มาเป็นประเด็นเปรียบเทียบว่าหากยุติธรรมจริงทุกอย่างต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งในแง่กระบวนการและปัจจัยแวดล้อม อื่นๆ ที่จะต้องไปเทียบเคียงกับคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา

หากพูดถึงเรื่องมาตรา 44 ที่นำมาใช้อำนวยความสะดวกในการตรวจสอบความไม่โปร่งใสก่อนหน้านี้หลายเรื่องก็ถูกตั้งคำถามว่าจะนำมาใช้กับกรณีของ พล.อ.ปรีชา ด้วยหรือไม่

ดังจะเห็นว่าหลายเรื่องก่อนหน้านี้แค่ถูกร้องเรียนยังไม่ถึงขั้นชี้มูลความผิดก็มีการใช้มาตรา 44 พักงาน หลายคนจึงสงสัยว่าจะมีการใช้มาตรฐานเดียวกันนี้กับกรณี พล.อ.ปรีชา หรือไม่

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่วัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสามารถสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียม และทำให้เกิดการยอมรับในสังคมได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมที่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคตต่อไป

 

จับตาพรรคการเมือง รื้อกฎหมายลูก-ปฏิรูปกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2559 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/456817

จับตาพรรคการเมือง รื้อกฎหมายลูก-ปฏิรูปกกต.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.ย.การเมืองไทยจะมีสองเวทีให้ติดตามกัน ได้แก่ 1.การวินิจฉัยความชอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ และ 2.การจัดเวทีอภิปรายระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

แต่ละเวทีนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยในเวทีของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ปรับแก้ตามคำถามพ่วงที่ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวาระ 5 ปีแรก สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบ ทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนด้วยการส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น จะเป็นหน้าที่ของ กรธ.ในการนำร่างรัฐธรรมนูญมาปรับแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ขณะที่เวทีของ กรธ.ก็ต้องจับตามองเหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ กรธ.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

โดยครั้งนี้ กรธ.จะโฟกัสไปที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และพรรคการเมืองก่อน ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ กรธ.ได้รับมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนที่เหลืออีก 8 ฉบับ กรธ.จะรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอร่างกฎหมายมายัง กรธ.ก่อน จากนั้นถึงจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง

ทั้งนี้ เวทีในวันที่ 28 ก.ย. กรธ.ไม่ได้ทำหนังสือเชิญพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก กรธ.มองว่าพรรคการเมืองยังไม่สามารถประชุมพรรคการเมืองได้ ดังนั้น ตัวแทนของพรรคการเมืองที่จะมาในวันดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นในนามส่วนบุคคลเท่านั้น

สำหรับประเด็นที่พรรคการเมืองจะแสดงความคิดเห็นนั้นครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1.การควบคุมการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง

ในร่างกฎหมายพรรคการเมืองที่ กกต.เสนอนั้นวางหลักการให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมสมาชิกพรรคการเมืองไม่ให้ทำผิดกฎหมายระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการบริหารพรรคควบคุมไม่ได้ จะมีผลให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถขอความเห็นชอบจาก กกต.เพื่อให้กรรมการบริหารพรรค การเมืองพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งในพรรค การเมืองเป็นเวลา 5 ปี

ประเด็นนี้พรรคการเมืองเตรียมเสนอให้ กรธ.ในฐานะผู้ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการจะสั่งให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งใดๆ นั้นควรเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่มีขอบเขตอำนาจ ไม่ใช่นายทะเบียนพรรคการเมืองและ กกต. แม้ว่านายทะเบียนพรรคจะมีหน้าที่ควบคุมพรรคการเมืองก็ตาม

เช่นเดียวกับการกำหนดให้พรรค การเมืองต้องสิ้นสภาพลงจากกรณีที่ไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็น สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอาจมีผลให้พรรค การเมืองขนาดเล็กเสียเปรียบ จึงควรกำหนดการสิ้นสภาพของพรรคการเมืองให้ครอบคลุมเฉพาะพรรคการเมืองที่ไม่มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในด้านอื่นๆ แทน เช่น การไม่ตั้งสาขาพรรคการเมืองให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

2.การควบคุมนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

กกต.กำหนดเงื่อนไขการทำนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ซึ่งต้องประกอบด้วย 1.ที่มางบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย 2.ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย 3.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 4.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย โดยต้องส่งให้ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ ถ้าไม่ดำเนินการตามที่ กกต.กำหนด กกต.มีอำนาจสั่งระงับการโฆษณานโยบายนั้นของพรรคการเมืองได้

มุมมองของพรรคการเมืองต่อมาตรการนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่า กกต.ไม่ควรเข้ามาดำเนินการ เพราะการจัดทำนโยบายควรให้เสรีภาพของพรรคการเมือง ขณะเดียวกัน ในร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระที่สามารถเข้ามาตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลได้อยู่แล้ว จึงเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของ กกต.ตรงนี้ไม่มีความจำเป็น

3.ปฏิรูป กกต.

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และพรรคการเมือง ได้มอบอำนาจให้ กกต.ในหลายๆ ด้าน แต่อีกด้านหนึ่ง กกต.กลับกำลังมีปัญหาเรื่องการบริหารการดำเนินการภายใน เช่น การชิงตำแหน่งประธาน กกต. การบริหารที่ติดขัดในช่วงการรณรงค์ออกเสียงประชามติที่ผ่านมา หรือการที่มี กกต.บางคนถูกตรวจสอบเรื่องการทุจริต เป็นต้น

ตรงนี้จะเป็นประเด็นสำคัญที่พรรค การเมืองเสนอให้ กรธ.นำมาพิจารณาว่าสมควรเซตซีโร่ กกต.หรือไม่ เพราะในเมื่อ กกต.เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคการเมือง สมควรที่ กกต.ควรจะต้องมีความโปร่งใสก่อนเช่นกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ

ประกอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติกำหนดให้ กกต.มีจำนวน 7 คน แต่ปัจจุบันมี กกต. 5 คน อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กกต.แตกต่างออกไปจากอดีตพอสมควร อาจทำให้เกิดปัญหาในทางกฎหมาย

4.เซตซีโร่พรรคการเมือง

แม้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ กกต.ได้ส่งไปให้ กรธ.จะยังคงให้พรรคการเมืองดำรงสถานะความเป็นพรรคการเมืองต่อไป แต่ต้องไม่ลืมว่า กรธ.จะเป็นผู้กลั่นกรองและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

ด้วยเหตุนี้เองพรรคการเมืองจึงเกิดความไม่มั่นใจว่าพรรคการเมืองจะถูกให้สิ้นสภาพหรือไม่ เนื่องจากมองว่าเรื่องนี้มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองแอบแฝงอยู่ ส่งผลให้พรรคการเมืองเตรียมเสนอแนวทางไปยัง กรธ. เพื่อให้ กรธ.ให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการเซตซีโร่พรรคการเมืองเกิดขึ้น

 

กรธ.ลุ้นระทึก ศาลชี้ชะตาที่มานายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 19:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/456768

กรธ.ลุ้นระทึก ศาลชี้ชะตาที่มานายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แก้ไขด้วยการเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปนั้น สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

คำถามพ่วงที่ผ่านการประชามติมีเนื้อหาว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

ภายหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ ปรากฏว่าเกิดแรงกดดันมาที่คณะ กรธ.จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิร่วมเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งจากบุคคลที่เป็นและไม่ได้เป็น สส.

สปท.และ สนช.ยื่นเงื่อนไขว่าในกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ที่มาจากการเสนอชื่อของ สส.ได้ การเลือกนายกฯ ในรอบที่สองจะต้องให้สิทธิ สว.ในการเสนอชื่อนายกฯ ด้วยไม่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางใด โดยอ้างว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า กรธ.กลับปฏิเสธข้อเสนอแบบไม่ไว้หน้า เพราะ กรธ.มองว่าคำถามพ่วงมีความมุ่งหมายที่ต้องการให้ สว.แค่ทำหน้าที่ร่วมลงมติว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ เท่านั้น โดยไม่ให้มีสิทธิเสนอชื่อแต่อย่างใด เมื่อ กรธ.ได้ข้อยุติแบบนี้ จึงได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดในวันที่ 28 ก.ย.

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน”เหตุผลของ กรธ. ระบุ

ทั้งนี้ เมื่อมองแนวโน้มของคำวินิจฉัยที่น่าจะออกมาคงหนีไม่พ้น 2 แนวทาง ดังนี้

1.สอดคล้องกับผลประชามติ ในกรณีแสดงว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ จะทำให้การเลือกนายกฯ ใน 5 ปีแรกต้องเป็นไปตามคำถามพ่วงพร้อมกับการเดินหน้าไปตามโรดแมป

ตามขั้นตอนต้องส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กรธ.มีหน้าที่ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้ สนช.ดำเนินการให้ความเห็นชอบ 60 วัน พร้อมกับการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล

เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. พรรคการเมือง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ จะนำไปสู่การประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อไป

2.ไม่สอดคล้องกับผลประชามติ จะเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำถามพ่วงที่ กรธ.นำมาปรับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ แม้ในกรณีนี้จะไม่มีผลกระทบต่อโรดแมปมากนัก เพราะ กรธ.ต้องนำไปแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จ 15 วัน และส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จากนั้นกระบวนการต่างๆ จะเหมือนกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่มีประเด็นที่ต้องจับตา คือ เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน

ยังไม่มีใครรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีเหตุผลอย่างไรในกรณีนี้ แต่แน่นอนว่าประเด็นที่ถูกจับตามองว่าอาจมีผลต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ที่การตัด สว.ออกจากสารบบในการมีส่วนร่วมเสนอชื่อนายกฯ

ขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมองเรื่องนี้อย่างไร

เช่น การมองว่าคำถามพ่วงมีความมุ่งหมายต้องการให้ สว.เข้ามามีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกฯ กับ สส.ได้ทางใดทางหนึ่ง โดยอยู่บนหลักที่ว่าเมื่อ สว.มีสิทธิพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ ก็ย่อมมีสิทธิเสนอชื่อได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม แม้ตัวอักษรในคำถามพ่วงจะไม่ได้ถูกระบุไว้ตรงๆ ก็ตาม

“สิทธิทางตรง” หมายความถึงการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ได้ทั้งรอบแรกหรือรอบสอง ส่วน “สิทธิทางอ้อม” คือการไม่ให้ สว.เสนอชื่อนายกฯ แข่งกับ สส.ทั้งสองรอบ แต่อาจให้ สว.เข้าไปมีส่วนร่วมผ่านการเข้าไปร่วมรับรองรายชื่อที่ สส.เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อนถึงการลงมติเลือกในขั้นตอนสุดท้าย อย่างน้อยเพื่อให้นายกฯ มีจุดยึดโยงและเป็นความผูกพันที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อวุฒิสภาในอนาคต

ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 28 ก.ย. จึงเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

ม็อบสารพัดสีเสื้ออยู่ลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 10:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/456224

ม็อบสารพัดสีเสื้ออยู่ลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการเมืองเริ่มกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง ในช่วงที่หลายฝ่ายกำลังจดจ่ออยู่กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2560 บรรดานักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง หรือภาคประชาชนที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ เริ่มลดบทบาทและนับถอยหลังวันที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนการเมืองต้องลดบทบาทตัวเองเป็นเพราะต้องหันไปให้ความสนใจกับคดีความต่างๆ ที่ติดตัวเรื่อยมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร และหลายคดีศาลกำลังใกล้จะถึงกำหนดการตัดสิน

รวมไปถึงหลายคดีก่อนหน้านี้ ที่เริ่มเห็นนักการเมืองทยอยติดคุกและกำลังถูกไล่เบี้ยทวงเงินคืนหลวง

สอดรับไปกับแนวคิด เรื่อง “เซตซีโร่” ล้างไพ่ระบบการเมืองใหม่ตามที่มีความพยายามผลักดันหลายระลอก ตั้งแต่ช่วงเริ่มร่างรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงขั้นตอนการออกกฎหมายลูก

นักการเมืองหลายคนจึงพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สร้างปัญหาที่จะไปซ้ำเติมคดีความที่อยู่ในระบบ รวมทั้งไม่ไปดำเนินการใดๆ ที่จะท้าทายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำสายต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่วางกรอบกติการะบบการเมืองใหม่ ตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติคัดคนที่เข้าสู่เส้นทางการเมือง

ดังจะเห็นเริ่มมีกระแสออกมา “ดักคอ” การสลายขั้วการเมือง และการตั้งกฎระเบียบสกัดนักการเมืองที่เข้มงวดจนเสมือนเป็นการกันนักการเมืองเก่าที่หลายคนล้วนแต่ต้องเผชิญคดี

ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นักการเมืองเท่านั้นที่กำลังต้องเผชิญวิบากกรรม แต่บรรดากลุ่มการเมืองสีเสื้อต่างๆ ก็กำลังเผชิญกับคำตัดสินของศาล ที่แน่นอนว่าสุดท้ายก็ย่อมส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตต่อไป ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

ล่าสุด ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก แทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. 3 ปี ในคดีการบุกรุกที่ดินของรัฐและป่าในพื้นที่เขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน

ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องนี้ก็ย่อมส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหว รวมถึงพลังการเคลื่อนไหวของ กปปส.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะในฐานะที่ออกมาเรียกร้องต่อสู้เพื่อความถูกต้องแต่กลับต้องมาเจอเรื่องนี้ ย่อมทำลายความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น แถมยังซ้ำเติมแผลเก่าเมื่อสมัย ส.ป.ก. 4-01 ในอดีต

ยังไม่รวมกับบรรดาคดีต่างๆ ของแกนนำ กปปส. ที่ได้มาระหว่างช่วงการชุมนุมและจ่อรอเข้าสู่การพิจารณา ที่นับวันมีแต่จะบั่นทอนพลังการเคลื่อนไหวมากขึ้น

ไม่ต่างจากทางฝั่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่แกนนำหลายคนล้วนแต่ต้องเผชิญหน้ากับการถูกดำเนินคดีหลายเรื่อง หลายเรื่องก็เป็นคดีที่มีโทษสูงคาบเกี่ยวกับการก่อการร้าย

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. หนึ่งในแกนนำที่ถูกดำเนินคดีจำนวนไม่น้อยหลายคดีผ่านศาลชั้นต้นแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการประกันตัวออกมาสู้คดี

คดีร้ายแรงที่สุด คือ การก่อการร้ายในความผิดฐานร่วมกันใช้ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย (คดีหมายเลขดำที่ อ. 2542/2553) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับพวก 5 คน จตุพร วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหวง โตจิราการ และ นิสิต สินธุไพร

ทว่า ล่าสุดทางอัยการได้ออกมายื่นเรื่องต่อศาลขอให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของทั้ง  5 คน เนื่องจากทำผิดเงื่อนไขห้ามกระทำการที่มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นผู้อื่น หรือยั่วยุปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ซึ่งจากเดิมศาลนัดการไต่สวนเพื่อถอนประกันจากเดือน ม.ค. 2560  มาเป็นวันที่ 3 ต.ค.นี้ จึงยิ่งสั่นคลอนการเคลื่อนไหวนับจากนี้ เพราะหากพลาดพลั้งย่อมต้องทำให้แต่ละคนกลับไปถูกควบคุมตัวในระหว่างการสู้คดี

อีกด้านทางฝั่งเสื้อเหลืองกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองก็ระส่ำไม่แพ้กลุ่มอื่น เพราะทาง สนธิ ลิ้มทองกุล ล่าสุดถูกศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาจำคุก 20 ปี จากการกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 กรณีทำเอกสารเท็จค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทยกว่าพันล้านบาท

นอกจากหัวขบวนแล้วทางแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นๆ 98 คน ยังอยู่ระหว่างการลุ้นคดีบุกรุกท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ นอกจากคดีอาญาแล้ว ยังจะถูกดำเนินคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วย

คดีทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้แกนนำต้องระมัดระวังตัวและให้ความสำคัญกับการไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม และนั่นย่อมมีส่วนสะกดให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ขาดพลังที่จะออกมาเคลื่อนไหวทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

ส่องร่างกฎหมายลูก พรบ.เลือกตั้ง-พรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2559 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/456222

ส่องร่างกฎหมายลูก พรบ.เลือกตั้ง-พรรคการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอันเรียบร้อยสำหรับร่าง  พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ดำเนินการจัดทำส่งให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประกอบการพิจารณาในการเขียนกฎหมายลูก ให้เสร็จทันก่อนการเลือกตั้งตามโรดแมปในปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 ซึ่งหากมาดูสาระสำคัญและเป็นประเด็นให้ต้องจับตาต่อกฎหมาย 2 ฉบับ

เริ่มด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ กกต.จัดทำให้กับ กรธ.เพื่อป้องกันนายทุนเข้าครอบงำพรรคการเมือง และให้เกิดความยึดโยงกับประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ซึ่งหมวด 2 การดำเนินกิจการ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและการกำหนดนโยบายเพื่อโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง

ส่วนที่ 2 มาตรา 44 กรณีจังหวัดใดที่มีสาขาพรรคการเมืองตั้งอยู่ให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคการเมืองพิจารณาเสนอนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา และรายชื่อสมาชิกในจังหวัดนั้นเป็นผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ โดยการเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งให้คำนึงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

มาตรา 46 กรณีจังหวัดใดที่มีจำนวนสมาชิกตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป แต่ไม่มีสาขาพรรคการเมืองตั้งอยู่ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองจัดมอบหมายให้กรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรคการเมืองจัดให้มีการประชุมสมาชิกในจังหวัดนั้น

เพื่อพิจารณาเสนอนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาและรายชื่อสมาชิกในจังหวัดนั้น เป็นผู้สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัคร สส.ตามมาตรา 45 โดยการประชุมดังกล่าวจะต้องมีสมาชิกพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คนขึ้นไป จึงนับเป็นองค์ประชุม

อย่างไรก็ดี รายชื่อบุคคลสมควรได้รับเลือกเป็น สส. ต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 แต่หากไม่อาจลงมติด้วยคะแนนเสียงตามกำหนดได้ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคจัดประชุมใหญ่พรรคเพื่อลงมติเลือกผู้สมควรส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้ง

ขณะที่มาตรา 50 การกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ให้คำนึงถึงความเห็นของที่ประชุมตามมาตรา 45 และมาตรา 46 โดยก่อนประกาศนโยบายดังกล่าว พรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น

และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต. เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ 1.ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย 2.ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย 3.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 4.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ กกต.
สั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบาย

ส่วนที่ 3 การยุบพรรคการเมือง มาตรา 101 เมื่อพรรคการเมืองกระทำอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค 1.กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา 102 เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าพรรคการเมืองใดกระทำตามมาตรา 101 ให้นายทะเบียนของ กกต.แจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน เมื่ออัยการสูงสุดได้รับแจ้งให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควรให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าว ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายทะเบียนตั้งคณะทำงาน โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนและผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ในการที่คณะทำงานนี้ไม่สามารถหาข้อยุติได้ใน 30 วัน นับแต่วันที่ตั้งคณะทำงานให้นายทะเบียน โดยความเห็นของ กกต.มีอำนาจยื่นคำร้องเอง

ถัดมาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบด้วยกัน 5 หมวด คือ การเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ การประกาศผลการเลือกตั้ง การสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย และบทกำหนดโทษ

โดยมาตรา 9 ในการเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป หากมีเหตุจำเป็นให้ กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามวันที่ประกาศได้ ให้ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลงทุกเขตเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้กระทำไปก่อนวันที่ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งใหม่

หมวด 4 การสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย ส่วนที่ 1 การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 118 เมื่อ กกต.สืบสวนหรือไต่สวนแล้วพบเห็นการกระทำผิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง

มาตรา 119 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้สุจริตเที่ยงธรรม หรือนับคะแนนไม่ถูกต้อง กกต.มีอำนาจสั่งให้เลือกตั้งหรือนับคะแนนใหม่หรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้สมัครกระทำหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นให้ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราวระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยคำสั่ง กกต.ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำความผิดตามที่ถูกร้อง ให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลา 10 ปี มาตรา 121 กรณีที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครและเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้นั้นชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง และให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากตำแหน่งดังกล่าว

 

เพื่อไทยระส่ำ ไล่เช็กบิลเหมาเข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455975

เพื่อไทยระส่ำ ไล่เช็กบิลเหมาเข่ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ระส่ำหนักถึงขั้นทำให้ 40 อดีต สส.เพื่อไทย ต้องออกมาเคลื่อนไหวยื่นเรื่องให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทบทวน ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเอาผิดกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2556 ตามที่เคยถูกร้องว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

จากเดิมที่แสดงออกมาโดยตลอดว่าค่อนข้างมั่นใจในการกระทำของตัวเองว่าด้วยอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติย่อมมีสิทธิในการออกกฎหมายได้อย่างอิสระไม่น่ามีปัญหา

แต่ทว่าระยะหลัง “สัญญาณ” เริ่มไม่สู้ดี เมื่อทางฝั่งขั้วอำนาจเก่าถูกไล่บี้เรียงตัวมาเรื่อยๆ คู่ขนานไปกับกระแสข่าวเรื่องการเซตซีโร่พรรคการเมือง และความพยายามสลายขั้วการเมืองที่หนักหน่วงขึ้น

เริ่มจากหัวขบวนอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนจากความผิดเรื่องเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท

เวลานี้กำลังต้องมาเผชิญหน้ากับการถูกไล่เบี้ยทวงเงินมาชดใช้คืนหลวง โดยขั้นตอนอยู่ที่รอการสรุปความชัดเจนจากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่าจะเคาะสุดท้ายเท่าไหร่

หลังจากที่ในส่วนคดีของการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พร้อมพวก ซึ่งทางรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อย

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เพิ่งจะถูก สนช.ลงมติด้วยคะแนน 159 ต่อ 27 เสียง ถอดถอนพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิการเมือง 5 ปี จากการแทรกแซงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม

ตามรอย ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ที่ถูก สนช.ลงมติด้วยคะแนน 182 ต่อ 7 เสียง ถอดถอนพ้นตำแหน่งและตัดสิทธิ 5 ปี จากความผิดแทรกแซงการทำงานองค์การตลาด

ขณะที่ทางฝั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพิ่งจะมีคำพิพากษาจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที กรณีเอื้อสัญญาสัมปทานให้ชินคอร์ป

อีกทั้งยังมีอีกหลายคดีที่จ่อรอคิวพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล่าสุดที่ทาง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 3 อดีต สส.พรรคเพื่อไทย นริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ส่วน อุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรี และ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีรู้เห็นให้มีการสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่กระบวนการถอดถอนของ สนช.และเอาผิดทางอาญาต่อไป

แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้น จึงยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลในพรรคเพื่อไทยหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากหัวขบวนและแกนนำหลายๆ คนจะถูกเขี่ยพ้นสนามการเมืองจนบั่นทอนขวัญกำลังและย่อมส่งผลต่อทิศทางการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแล้ว

หากรอบนี้อดีต สส.เพื่อไทย ร่วม 40 คน มีอันต้องถูกถอดถอนขึ้นมาจริง ย่อมต้องทำให้กำลังหลักของพรรคเพื่อไทยต้องหายไปร่วมครึ่งร้อย แน่นอนว่าย่อมต้องกระทบต่อไปถึงจำนวนเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต ที่สำคัญย่อมกระทบต่อไปถึงจำนวนเสียงที่จะมีส่วนในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

ยิ่งหากดูรายชื่อทั้ง 40 อดีต สส. จะเห็นว่าเป็นบุคลากรที่มีความเหนียวแน่นกับพรรค และมีฐานเสียง ฐานมวลชน ในพื้นที่ของตัวเองที่เข้มแข็ง แถมยังเป็นสายตรงที่ไม่สนกระแสสังคม และไม่สนเสียงต้านจากรอบด้าน ออกมาเข็น พ.ร.บ.ล้างผิดสุดซอย จนบานปลายใหญ่โต

ดังนั้น หากถูกจำกัดไม่ให้กลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งย่อมกระทบพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง และซ้ำเติมปัญหาอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยกำลังต้องเผชิญ ทั้งเรื่องความเป็นเอกภาพภายในพรรค ที่ทำให้ยากในการเลือกแม่ทัพมารับไม้ต่อเดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง

อีกด้านยังต้องพะวักพะวนกับความพยายามแซะหรือซื้อตัวอดีต สส.ไปตั้งพรรคใหม่ในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอประกาศใช้ต่อไป ค่อนข้างจะให้อำนาจพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่าเดิม

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นภาพการเคลื่อนไหวของ 40 สส.เพื่อไทย ที่ต้องออกมาดิ้นหนีตายตอนนี้

ยิ่งในวันที่สถิติหลังๆ จำนวนเรื่องถอดถอนที่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช.แทบจะถูกถอดถอนทั้งหมด และบุคคลที่ถูกถอดถอนก็ล้วนเป็นบุคลากรที่มาจากขั้วอำนาจเก่าทั้งนั้น

แน่นอนว่าคงต้องรอดูการพิจารณาของ ป.ป.ช.ว่าจะออกมาเช่นไร เมื่อทางฝั่ง สส.เพื่อไทยก็ยืนยันชัดเจนว่าทำตามหน้าที่ เนื่องจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของ สส.เป็นการใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550

แต่แค่นี้ก็ทำให้ภายในพรรคเพื่อไทยต้องระส่ำอย่างหนัก กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้

 

เปิดข้อหา40สส.เพื่อไทย นิรโทษกรรมเอื้อประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455974

เปิดข้อหา40สส.เพื่อไทย นิรโทษกรรมเอื้อประโยชน์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้พรรคเพื่อไทยกำลังมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญคือ การเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยุติการไต่สวนคดีการเสนอชื่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. … เมื่อปี 2556

ทั้งนี้ กลุ่มอดีต สส.พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ เพราะการเสนอร่าง พ.ร.บ.เป็นเรื่องภายในของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ยืนยันว่า ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนเรื่องนี้ตามกฎหมายครบถ้วน

“สิ่งที่ ป.ป.ช.ดำเนินการเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายอยู่ในเขตอำนาจที่ ป.ป.ช.ดำเนินการได้ ไม่ใช่การเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงอำนาจหน้าที่การเสนอกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร” ประธาน ป.ป.ช.ยืนยัน

คดีดังกล่าวเริ่มมาจากการยื่นเรื่องของ “บวร ยสินทร” ประธานเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้อง 3 สถาบัน เพื่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนอดีต สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 40 คน ที่เสนอชื่อร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

ต่อมา ป.ป.ช.ได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

พฤติการณ์ในการกระทำความผิด : เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2556 ผู้ถูกกล่าวหาได้ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เพื่อให้สภาพิจารณาโดนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวปรากฏในมาตรา 3 ที่ว่า

“ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุมการประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวในห้วงระยะเวลาดังกล่าว”

อีกทั้งในมาตรา 4 ยังปรากฏความว่า “เมื่อ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวนหรืออัยการระงับการสอบสวน หรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้อง หรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น”

เนื้อตามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 3 และมาตรา 4 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ดังกล่าวเป็นการตรากฎหมายโดยมีเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลผู้ทุจริตทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพ้นจากความผิด ซึ่งผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาโดยเจตนา ย่อมอยู่นอกเหนือเหตุผลความขัดแย้งและแสดงออกทางการเมือง ซึ่งศาลสามารถพิจารณาวินิจฉัยเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอยู่แล้ว

แต่การที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเหมารวมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาโดยเจตนาให้พ้นผิด ย่อมเป็นการตรากฎหมายที่เอื้อประโยชน์กับผู้ทุจริตโดยเจตนาด้วย จึงเป็นการสมคบกันของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อผ่านกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อกระบวนการยุติธรรม การใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกลุ่มบุคคลที่จะได้ผลประโยชน์จากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจรัฐและผู้ถูกกล่าวหากับพวกที่เสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

ฐานความผิด : กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 40 คน ประกอบด้วย 1.วรชัย เหมะ 2.บุญแก้ว สมวงศ์ 3.ถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ 4.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ 5.สมศักดิ์ ใจแคล้ว 6.บุญชู นิลถนอม 7.มนตรี ตั้งเจริญถาวร 8.เอมอร สินธุไพร 9.สมคิด เชื้อคง 10.สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์

11.พหล วรปัญญา 12.พัชรินทร์ มั่นปาน 13.สมหญิง บัวบุตร 14.เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ 15.มาลินี อินฉัตร 16.ชมภู จันทาทอง 17.เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข 18.อนุรักษ์ บุญศล 19.สุณีย์ เหลืองวิจิตร 20.พายัพ ปั้นเกตุ

21.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ 22.สุนัย จุลพงศธร 23.สงวน พงษ์มณี 24.เทียบจุฑา ขาวขำ 25.ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย 26.สมโภช สายเทพ 27.ปวีณ แซ่จึง 28.อนุสรณ์ ปั้นทอง 29.ชูศักดิ์ แอกทอง 30.ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

31.รส มะลิผล 32.อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย 33.ประสาท ตันประเสริฐ 34.ชินวัฒน์ หาบุญพาด 35.ก่อแก้ว พิกุลทอง 36.พิสิษฐ์ สันตพันธุ์ 37.ธวัชชัย สุทธิบงกช 38.นิยม เวชกามา 39.ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง และ 40.โกศล ปัทมะ

ตามขั้นตอน หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นความผิด จะต้องรายงานพร้อมความเห็นไปให้กับอัยการสูงสุด เพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นประเด็นที่อดีต สส.พรรคเพื่อไทยวิตกค่อนข้างมาก เพราะนั่นหมายถึงอนาคตในการกลับสู่เส้นทางการเมืองก็จะดับลง

 

มรสุมถาโถม บิ๊กติ๊ก สั่นคลอน บิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455724

มรสุมถาโถม บิ๊กติ๊ก สั่นคลอน บิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มรสุมหลายลูกกำลังถาโถมใส่ บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม แถมยังส่งผลกระทบต่อไปถึงพี่ชายที่ชื่อ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เรื่องแรกกับการจัดทำฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา จ.เชียงใหม่ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องและเหมาะสมกับการนำชื่อของ ผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ปรีชา ไปใช้ตั้งเป็นชื่อฝายกั้นน้ำ

แม้ต่อมาจะมีการชี้แจงว่าการตั้งชื่อฝายแม่ผ่องพรรณนั้นเกิดจากที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาเนื่องจากมีความคุ้นเคยและเคารพผ่องพรรณ ที่ทำงานในพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่เรื่อยมา

ทว่า อีกด้านกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียยังมองว่า แม้จะมีสถานะเป็นนายกสมาคมแม่บ้านปลัดกระทรวงกลาโหม แต่การนำเอางบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนมาใช้ หรือแม้แต่จะเป็นแนวคิดที่มาจากการริเริ่มของตัวเองไม่ควรนำชื่อตัวเองไปใช้

เพราะนั่นอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ควักกระเป๋าออกเงินด้วยตัวเอง หรือหวังคะแนนนิยมจากการนำงบหลวงไปใช้ ไม่ต่างจากวิธีที่นักการเมืองเคยใช้ในอดีต

ประเด็นนี้ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบผ่องพรรณ และ พล.อ.ปรีชา ว่ามีพฤติกรรมที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่

ที่สำคัญนี่จะเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสถึงการกระทำในลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานราชการในสังกัดปลัดกระทรวงกลาโหม

แน่นอนว่าหากเป็นคนอื่นเรื่องคงไม่รุนแรงเช่นนี้ แต่ด้วยสถานะภรรยาของน้องชายนายกรัฐมนตรี ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตาและคาดหวังว่าจะต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจาก คสช. ซึ่งขันอาสาเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูป จึงต้องเริ่มตั้งแต่วางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ไม่เดินซ้ำรอยเดิมทั้งที่เป็นสิ่งที่ตัวเองกำลังจะแก้ไข

ต่อเนื่องด้วยเรื่อง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีบุตรชาย พล.อ.ปรีชา ถือหุ้นอยู่นั้น เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า 2 โครงการ วงเงิน 26.9 ล้านบาท

ทั้งอาคารอเนกประสงค์ของกองทัพภาคที่ 3 จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ค่ายพ่อขุนผาเมือง ที่ทำสัญญาวันที่ 23 มี.ค. 2558 และตึกแถวนายทหารประทวน 10 ครอบครัวของโรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก ทำสัญญาวันที่ 25 เม.ย. 2559

เรื่องนี้ดูจะรุนแรงกว่าเรื่องฝาย เพราะมีประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เข้ามาเกี่ยวข้อง และกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เมื่อสถานะของ พล.อ.ปรีชา ในอดีตยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ควบคุมดูแลพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นย่อมมีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน

ไม่แปลกที่ในการตัดสินใจเลือกบริษัทเข้ามารับงานในกองทัพภาคที่ 3 จะเกิดข้อกังขาว่ามีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน และแต่ละบริษัทที่มาแข่งขันรับงานนั้นได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมหรือไม่

ทาง พล.อ.ปรีชา ชี้แจงว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรและไม่ได้ใช้อำนาจไปช่วยเหลือ เป็นเรื่องของลูกชายที่ทำถูกกฎหมายทุกอย่าง โดยเฉพาะขั้นตอนของการประกวดราคา ที่มีหลายบริษัทเข้าร่วมแข่งขัน เมื่อบริษัทลูกชายของตนเสนอราคาเป็นที่น่าพอใจ ทางกองทัพภาคที่ 3 จึงได้ว่าจ้างให้เข้าไปรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นนี้ค่อนข้างเปราะบาง เพราะเป็นประเด็นที่ทาง คสช.พยายามเข้ามาหาทางแก้ไขวางกรอบกติกาให้รัดกุมโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน แต่เมื่อคนใกล้ตัวของหัวหน้า คสช.ต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ ผลกระทบที่ตามมาจึงยิ่งรุนแรง

แน่นอนว่าเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่แค่ครั้งแรก หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยปรากฏข่าวเรื่อง พล.อ.ปรีชา อาศัยอำนาจทำการแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม อนุมัติบรรจุลูกชายเข้ารับราชการทหารติดยศว่าที่ร้อยตรี ซึ่งต่อมาก็มีคำชี้แจงต่อสังคมว่ามีหลายคนในกองทัพก็ทำแบบนี้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจน เพื่อให้สังคมได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง มากกว่าการโบ้ยให้เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งที่ตัวเองเป็นน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น

ไม่เช่นนั้นสุดท้ายแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากบิ๊กติ๊กในเวลานี้ อาจบานปลายและส่งผลกระทบรุนแรงต่อไปถึงบิ๊กตู่ และพานจะทำให้เสถียรภาพของคสช.ในช่วงปลายโรดแมปต้องสั่นคลอนไปด้วย

 

ทวงหนี้จำนำข้าว เผือกร้อนวัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455494

ทวงหนี้จำนำข้าว เผือกร้อนวัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การไล่ทวงค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว กลายเป็น “เผือกร้อน” ที่ผู้เกี่ยวข้องกล้าๆ กลัวๆ ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงเข้าไปร่วมแบกรับความรับผิดชอบ

หลายคนกลัวการถูกไล่เช็กบิลย้อนหลัง เมื่อผ่านพ้นยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะไม่มีกลไกคุ้มครองป้องกันเหมือนปัจจุบัน ขณะที่อีกหลายคนอยากพ้นจากตำแหน่งทั้งรัฐมนตรี และเกษียณอายุราชการแบบมีความสุข ใช้ชีวิตบั้นปลายแบบไม่ต้องกังวล ต้องคอยลุ้นว่าจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

ยิ่งในอนาคตหลังเลือกตั้ง ไม่รู้ว่าขั้วอำนาจเก่าจะกลับมามีบทบาททางการเมืองหรือไม่

เรื่องนี้จึงถูกดองค้างมานานกว่า 2 ปีหลังรัฐประหาร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตัวเลขความเสียหาย รวมถึงบุคคลที่จะต้องถูกดำเนินการเอาผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายมีความชัดเจนในระดับหนึ่งมาตั้งแต่แรก

ที่สำคัญจะเห็นว่ากระบวนการไล่ติดตามเอาผิดมีความคืบหน้าให้เห็นเป็นระยะ แต่ไปไม่ถึงขั้นปิดบัญชีได้สักที จนมีกระแสเป็นห่วง ถึงขั้นออกมาดักคอเกรงว่าจะมีกระบวนการปล่อยให้เรื่องนี้หมดอายุความไปในที่สุด

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงการเลือกตั้ง แรงกดดันทั้งหมดตกมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ว่าจะจบเรื่องนี้อย่างไร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศคำสั่ง ที่ 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิดตามที่ได้มีการดําเนินการโครงการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายโครงการ

โดยเมื่อได้มีคําสั่งทางปกครองของหน่วยงานของรัฐ หรือคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาล แล้วแต่กรณี ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต 2548/2549 จนถึงปีการผลิต 2556/2557 โครงการแทรกแซงมันสําปะหลังของรัฐ  หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

พร้อมให้กรมบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคําสั่งหรือคําพิพากษา และให้ได้รับความคุ้มครองด้วย

ทว่านี่ยังไม่เพียงพอสร้างความมั่นใจให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของคดีการระบายข้าวแบบจีทูจีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก 6 คน และคดีความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เริ่มตั้งแต่ในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหาย และคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง โดยคดีของบุญทรงอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ จากเดิมที่เคยประเมินความเสียหายไว้ 2.86 แสนล้านบาท ต่อมามีข่าวหลุดออกมาว่าตัวเลขถูกปรับลดเหลือเพียงแค่ 1.78 แสนล้านบาท และคิดกับยิ่งลักษณ์เพียง 20% เหลือเพียง 3.57 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

แค่นี้สร้างความสงสัยให้กับสังคมระดับหนึ่งแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ จนทำให้ตัวเลขในชั้นกรรมการรับผิดทางแพ่งของ มนัส แจ่มเวหา จึงลดลง ต่างจากกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ จิรชัย มูลทองโร่ย มากขนาดนั้น และนี่เป็นสิ่งที่สังคมคงต้องรอฟังคำชี้แจง

โดยทางมนัสชี้แจงว่ายังไม่สรุปความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ และพยายามสรุปให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า หรือก่อนที่จะเกษียณในวันที่ 30 ก.ย.นี้

ไม่แปลกที่จะถูกมองว่าพยายามยื้อเรื่องออกไปให้พ้นช่วงเกษียณ คล้ายกับในส่วนของ อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ที่ตอนแรกมอบอำนาจไปให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เซ็นลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี ด้วยเหตุผลที่อธิบายว่าเพราะเรื่องนี้ต้องลงรายละเอียดเยอะ เป็นเรื่องซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการทำงานให้รอบคอบ ไม่ตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งใคร

ในขณะที่ ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังสงวนท่าทีไม่ลงนาม ส่วน วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกตัวว่าไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจึงไม่รู้รายละเอียด หากต้องเข้าไปดูแลคงต้องดูในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร

จนต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า อภิรดีลงนามแน่นอนโดยล่าสุดได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้

ส่วนคดีของยิ่งลักษณ์นั้น ทาง สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หากทาง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง สั่งให้ปลัดกระทรวงการคลังลงนามในคำสั่งทางปกครองก็พร้อมลงนาม

แม้การไล่บี้เรียกค่าเสียหายรอบนี้ อีกด้านหนึ่งจะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งไล่เอาผิด ขณะที่ยิ่งลักษณ์และพลพรรคเพื่อไทยเริ่มออกมาเคลื่อนไหวดักคอ ท่ามกลางความเป็นห่วงว่านี่อาจเป็นชนวนนำไปสู่แรงกระเพื่อมในอนาคต

ส่วนสุดท้ายผลการดำเนินการจะออกมาอย่างไร ถือเป็นเดิมพันของ คสช.ที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

 

เปลือยทรัพย์ข้าราชการ สร้างความโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455492

เปลือยทรัพย์ข้าราชการ สร้างความโปร่งใส

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีมติเอกฉันท์ 168 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง “การปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ” โดย สปท.จะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

มาตรการ 1 กำหนดนโยบายเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐ

รัฐบาลต้องกำหนดให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการกำหนดนโยบายเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐ โดยมีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม มีขั้นตอนนำนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นไปปฏิบัติ มีการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายเกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชั่น

จากนั้น จะต้องมีการติดตามประเมินผล ทุกหน่วยงานมีการประเมินตนเองผ่านโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีการปรับปรุงข้อคำถามในแบบสำรวจให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามแนวทางการกำหนดนโยบายเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐ และนำผลการประเมินไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อให้หน่วยงานที่ประเมินตนเองใช้ในการปรับปรุง พัฒนาการดำเนินงานเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชั่นขององค์กรให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้นต่อไป

มาตรา 2 กำหนดบุคคลที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติม

ให้ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังต่อไปนี้ ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 40

1.ผู้บริหารที่มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง

2.ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการ องค์กรในกำกับของรัฐ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. เช่น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการประกันสังคม เป็นต้น

3.ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ จัดจ้าง การอนุมัติ อนุญาต การแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไปดำรงตำแหน่งต่างๆ

กำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน รวมทั้งสามี หรือภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องยื่นบัญชีรายได้ ทรัพย์สินและหนี้สิน ทุก 1-3 ปี โดยให้ส่วนราชการต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เก็บข้อมูลไว้ในแฟ้มประวัติข้าราชการ และรายงานการยื่นบัญชีของข้าราชการในสังกัดเพื่อเป็นกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในระบบราชการ ป้องกันการทับซ้อนของผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม และเป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเมื่อมีข้อสงสัย

โดยให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดำเนินการจัดทำรายละเอียดของข้อมูลที่ต้องยื่นคู่มือแนวทางปฏิบัติ บทลงโทษทางวินัยเมื่อมีเจตนาแจ้งข้อมูลเท็จ และออกแบบระบบที่ใช้เป็นการยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเก็บฐานข้อมูลข้าราชการเมื่อพร้อม

มาตรการ 3 การแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้างเปรียบเทียบ

ให้กรมบัญชีกลาง มีหน้าที่รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้างเปรียบเทียบของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ในรายการประเภทเดียวกัน และให้ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในระบบเครือขายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ค้าหรือผู้สนใจทั่วไป เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงในการเสนอราคาเพื่อความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ลดปัญหาการทุจริต และประหยัดงบประมาณ ทำให้การใช้งบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

มาตรการ 4 กำหนดให้มีหน่วยงานกำกับ ติดตาม และประเมินผล

ให้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ประจำกระทรวง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบระดับกระทรวง ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และประเมินผล ในหน่วยงานภาครัฐ และให้มีการตั้งหรือมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานในระดับ กรม และหน่วยงานในระดับจังหวัด อำเภอ รวมทั้ง รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน รับผิดชอบในระดับรองลงไป

มาตรการ 5 เกณฑ์จริยธรรม ข้อห้ามปฏิบัติ และคู่มือในการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ

ให้กรมบัญชีกลางกำหนดเกณฑ์จริยธรรม ข้อห้ามปฏิบัติ และคู่มือในการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์กลางของประเทศ ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและมีมาตรฐานเดียวกัน

มาตรการ 6 ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการให้เป็นองค์กรคุณธรรม

รัฐบาลต้องกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการให้เป็นองค์กรคุณธรรมตามแนวทางศูนย์คุณธรรม และสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาคุณธรรมแห่งชาติ โดยให้ศูนย์คุณธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันให้เกิดองค์กรคุณธรรมในภาคราชการ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ในลักษณะระเบิดออกจากข้างในหรือล่างสู่บน เพื่อนำไปสู่การเป็น “องค์กรคุณธรรม” และปรับบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของทุกหน่วยงานให้เป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนผลักดันให้เกิด “องค์กรคุณธรรม” ขึ้น