มาตรฐานคุมเข้มไปเมืองนอก กำลังย้อนมาเล่นงานรัฐบาล?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458428

มาตรฐานคุมเข้มไปเมืองนอก กำลังย้อนมาเล่นงานรัฐบาล?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนในทางการเมืองขึ้นมาทันที หลังจากพบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยคณะเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียนและสหรัฐอเมริกา ที่มลรัฐฮาวาย โดยว่าจ้างเครื่องบินเหมาลำด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 20.9 ล้านบาท

สาเหตุที่เรื่องนี้ถูกสังคมสนใจค่อนข้างมาก เพราะรัฐบาลชุดนี้ได้วางมาตรฐานให้หน่วยงานของรัฐใช้งบประมาณเดินทางไปราชการต่างประเทศเท่าที่จำเป็นและต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า ดังจะเห็นได้จากเมื่อเดือน มี.ค. 2558 คณะรัฐมนตรีมีหนังสือเรื่อง “การเดินทางไปศึกษาดูงาน ประชุม สัมมนา อบรม ณ ต่างประเทศ” ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1.ให้หัวหน้าส่วนราชการ (กระทรวง/กรม)หรือเทียบเท่า ผู้บริหารของส่วนราชการ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น กรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นิติบุคคลที่รัฐถือหุ้น งดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ยกเว้นกรณีเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนาตามพันธกรณี ข้อตกลงระหว่างประเทศหรือ

2.หากหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องการศึกษาดูงาน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นการศึกษาดูงานภายในประเทศแทน โดยเฉพาะการศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

3.ให้กระทรวงการคลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดให้ข้าราชการเดินทางด้วยเครื่องบินในชั้นโดยสารดังนี้

3.1 ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (อธิบดีหรือเทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการ เอกอัครราชทูต รองปลัดกระทรวง) ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิให้เดินทางภายในประเทศในชั้นประหยัดและเดินทางต่างประเทศในชั้นธุรกิจ

3.2 ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ประเภทอำนวยการ ระดับสูงประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ให้เดินทางทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในชั้นประหยัด

นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยอ้างถึงการกำชับของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้หน่วยงานของรัฐใช้งบประมาณในเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสม

“นายกฯ ได้กล่าวถึงเรื่องการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศว่า กิจกรรมใดที่มีความจำเป็นน้อยก็ปรับลดให้เกิดความเหมาะสม แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการศึกษาดูงานในต่างประเทศก็ขอให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะสามารถเชิญวิทยากรมาบรรยายในประเทศได้หรือไม่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง พร้อมทั้งได้ให้ข้อเสนอแนะถึงระดับผู้บริหารที่จะเดินทางโดยเครื่องบิน เพื่อไปประชุมในประเทศและต่างประเทศ เช่น อธิบดีก็ขอให้เดินทางในชั้นประหยัด ส่วนกรณีที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศให้พิจารณาตามความเหมาะสม ขณะที่ระดับรองอธิบดีลงมาก็ให้เดินทางในชั้นประหยัด”(พล.ท.สรรเสริญ 3 มี.ค. 2558)

เหนืออื่นใด แม้แต่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศก็ได้ให้ความเห็นและข้อสังเกตว่าหน่วยงานราชการควรพิจารณาเรื่องการจัดสรรงบประมาณสำหรับการอบรม สัมมนา รวมไปถึงการเดินทางไปต่างประเทศให้มีความรอบคอบและคุ้มค่า ซึ่งมีสาระสำคัญตามลำดับดังต่อไปนี้

คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2558 ระบุว่า “การฝึกอบรมในหลักสูตรที่จัดให้มีการศึกษาดูงานในต่างประเทศ ควรคำนึงถึงความจำเป็น ความคุ้มค่าและความประหยัด โดยมีการติดตามและประเมินผลความสำเร็จของงานที่ได้ดำเนินการแล้ว เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า”

“การเดินทางไปราชการต่างประเทศ ควรมีหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นหรือกรณีที่มีพันธะผูกพันหรือข้อตกลงหรือกรณีเป็นภารกิจหลัก โดยพิจารณาจำนวนคนและระยะเวลาการเดินทางตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยต้องเป็นบุคคลผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น”

“สำหรับการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เพื่อเดินทางไปราชการต่างประเทศ ควรดำเนินการเฉพาะกรณีที่จำเป็นข้อผูกพันหรือความจำเป็นที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณเท่านั้น ทั้งนี้ควรนำเทคโนโลยีการประชุมทางไกลมาใช้ในการประชุมระหว่างประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่มีการตั้งงบประมาณเดินทางไปราชการต่างประเทศในภารกิจเดิมเป็นประจำทุกปี ควรพิจารณาทบทวนโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริง”

เช่นเดียวกับคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2559 มีความเห็นว่า “ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม สัมมนา หลักสูตร ระยะเวลา และจำนวนคนต้องไม่มีความซ้ำซ้อนและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ตอบสนองต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับและความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ การเดินทางโดยเครื่องบินให้ดำเนินการเฉพาะที่จำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และควรใช้ชั้นประหยัด”

ล่าสุด คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2560 มีความเห็นว่า “ค่าใช้จ่ายการจัดฝึกอบรม สัมมนา ต้องกำหนดแผนการดำเนินงานให้ชัดเจนทั้งจำนวนคน หลักสูตร และระยะเวลา รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัดของหลักสูตรต้องตอบสนองต่อภารกิจหลักของหน่วยงานเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ”

จากนี้ไปต้องรอดูว่ารัฐบาลในฐานะผู้วางมาตรฐานจะจัดกับเรื่องนี้อย่างไร ท่ามกลางกระแสที่จับจ้องแบบตาไม่กะพริบ

 

ปมร้อนรุมเร้า เขย่าความเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458195

ปมร้อนรุมเร้า เขย่าความเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความเชื่อมั่นต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกสั่นคลอนต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียกรณีการเดินทางไปประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN – US Defense Informal Meeting) ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ณ มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ประเด็นอยู่ที่การเดินทางระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-1 ต.ค.ที่ผ่านมา มีข้อมูลออกมาว่าใช้งบประมาณกับค่าเดินทางที่สูงเกินความเหมาะสม ท่ามกลางข้อสงสัยว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้จากการเดินทางไปร่วมงานหรือไม่

อ้างอิงเอกสารจากเว็บไซต์สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่เผยแพร่ประกาศราคากลางจัดซื้อ-จัดจ้าง ประจำปี พ.ศ. 2559 จ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศโดยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโครงการโดยกองการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 20,953,800.00 บาท ซึ่งกำหนดราคากลาง (ราคาอ้างอิง) เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป็นการจ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นการเดินทางในนามรัฐบาล จึงต้องจ้าง จาก บริษัท การบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ  โดยแจกแจงเป็น 1.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน 3,835,200.00 บาท 2.ค่าเชื้อเพลิงอากาศยาน 10,776,000.00 บาท 3.ค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเที่ยวบิน 600,000 บาท 4.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติการภาคพื้น 2,636,400.00 บาท และ 5.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 3,106,200.00 บาท

ประเด็นนี้ พล.อ.ประวิตร ออกมาชี้แจงประเด็นแรกถึงสาเหตุที่ต้อง “เช่าเหมาลำ” เพราะการเดินทางครั้งนี้ไม่มีสายการบินใดที่จะเดินทางไปที่ฮาวายโดยตรง และต้องไปต่อเที่ยวบินซึ่งเสียเวลาเพราะเดินทางไปแค่ 3 วันเท่านั้น จึงเสนอไปที่การบินไทยและระบุราคาสูงสุดมา แต่ก็ไม่ได้เก็บราคาเต็ม เหมือนเป็นการช่วยการบินคล้ายกับเงินกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา เป็นของราชการช่วยราชการ ไม่เห็นจะมีอะไร

ส่วนประเด็นเรื่องของความคุ้มค่าการเดินทางไปนั้น เดินทางไปเพื่อไปหารือเรื่องการก่อการร้าย การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องไอซิส รวมถึงความมั่นคงทางทะเลที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทะเลจีนใต้ เป็นต้น ซึ่งทางสหรัฐชื่นชมไทยในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย แก้ปัญหาเรื่องการบิน

อีกด้านในโซเชียลมีเดียยังมีความพยายามหยิบยกการเดินทางของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ขึ้นมาเปรียบเทียบ กรณียกคณะ 81 คน เดินทางระหว่างวันที่ 8-15 ก.ย. 2556 ไป 3 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และมอนเตเนโกร ซึ่งใช้วิธีเดินทางด้วยการเช่าเครื่องการบินไทย  เส้นทาง กรุงเทพฯ -เจนีวา-ซูริก-โรม-มิลาน (พักเครื่องรอ) -กรุงเทพฯ เป็นเงิน  18,900,000 บาท มิลาน-มอนเตเนโกร 2 ลำ ลำละ 1,450,000 บาท รวมทั้งหมด 21,800,000 บาท

แต่สุดท้ายแม้จะมีคำชี้แจงจากฝั่ง คสช. หรือการนำไปเปรียบเทียบเคียงกับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่อาจคลี่คลายแรงกดดันที่มีต่อฝั่ง คสช.ได้ เมื่อรัฐบาล คสช.ที่อาสาตัวปฏิรูปประเทศคลี่คลายปัญหาต่างๆ ในอดีต จำเป็นต้องวางตัว วางบรรทัดฐานให้สูงกว่านักการเมืองในอดีตที่ตกเป็นจำเลยในสังคมว่าเป็นสาเหตุที่นำบ้านเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

จะเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นในตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กระเตื้องขึ้นมาดีขึ้นจากบทบาทที่เด็ดขาดกับการใช้มาตรา 44  เข้าไปเคลียร์ทางตันสะสางเรื่องทุจริตในหน่วยงานราชการ และการเมืองท้องถิ่นหลายกรณี

แต่ความเชื่อมั่นเหล่านั้นกลับต้องมาสั่นคลอนเพราะบรรดาปัญหาของคนใกล้ตัว เริ่มตั้งแต่แผลเก่าอย่างเรื่องเงื่อนงำความไม่โปร่งใสของโครงการราชภักดิ์ ที่สุดท้ายผลสอบออกมาโปร่งใสแบบยังค้างคาใจประชาชน

ต่อเนื่องด้วยปมของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย ทั้งเรื่องกรณีรับเหมารับงานก่อสร้างจากองทัพภาคที่ 3 ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ยังไม่รวมกับปัญหาเก่าก่อนหน้านี้

เมื่อมาเจอกับเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทางของ พล.อ.ประวิตร และคณะ ที่ยังไม่มีการออกมาชี้แจงเรื่องตัวเลขที่ชัดเจน นี่จึงเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่ย้อนกลับมาถึง คสช.

ยิ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนที่ออกคำสั่งไม่ให้หน่วยงานต่างๆ เดินทางไปดูงานต่างประเทศเพื่อประหยัดงบประเทศ แต่เมื่อเจอกรณีเช่นนี้ปัญหาจึงส่อเค้ารุนแรงหนักขึ้น

สุดท้ายอยู่ที่ พล.อ.ประวิตร จะออกมาชี้แจงทำความเข้าใจในรายละเอียดเรื่องนี้ให้สังคมเข้าใจ ว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ และนำตัวเลขที่แท้จริงออกมาอธิบายถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าไม่ให้ทุกอย่างกลายเป็นปัญหาหมักหมมที่จะฉุดความเชื่อมั่น คสช.ต่อไป

 

เปิดแผนปฏิรูปสปท. สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458194

เปิดแผนปฏิรูปสปท. สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานเรื่อง “การกำหนดประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ” เสนอต่อที่ประชุม สปท. ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการ สปท.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ

รายงานดังกล่าวได้เสนอประเด็นปฏิรูปด้านต่างๆ ไว้ 11 ด้าน อาทิ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ สื่อสารมวลชน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ การดำเนินการปฏิรูปรัฐต้องดำเนินการตามมาตรา 259 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. … โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติและเป้าหมายการปฏิรูปตามมาตราดังกล่าวเป็นหลัก และต้องคำนึงถึงความต้องการพัฒนาประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงหน่วยงานเกี่ยวข้อง

ตลอดจนวิเคราะห์สถานการณ์ในและต่างประเทศ เป็นกรอบความคิดและยังยึดถือยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆ รวมทั้งแผนพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรา 258 ได้กำหนดไว้ชัดเจนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อย 7 ด้าน

คณะกรรมการจึงเห็นว่า ในกรณีที่มีความจำเป็น หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ภายนอกประเทศและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศ อาจพิจารณากำหนดด้านหรือประเด็นการปฏิรูปนอกเหนือจากประเด็นปฏิรูปประเทศตามมาตรา 258 ด้วย

1.ด้านการเมือง ให้ดำเนินการตามที่ สปท.มีมติเห็นชอบ และให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการเมืองที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้ดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและสามารถตรวจสอบได้เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนปราศจากการครอบงำจากนายทุน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบอย่างแท้จริง

พร้อมทั้งให้รัฐอุดหนุนเงินทุนให้กับพรรคการเมืองอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาพรรคการเมืองไม่มีเงินทุนจนต้องพึ่งพาเงินจากนายทุน

2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีเทคโนโลยีเหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ให้มีปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารงานรัฐและแผนกำลังคนภาครัฐให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ รวมทั้งต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐ และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถของงานแต่ละบุคคล มีความซื่อสัตย์ กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว

ขณะเดียวกัน ปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความคล่องตัวตรวจสอบได้และมีมาตรการป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน รวมทั้งในการปฏิรูปให้สามารถส่งเสริมในการแข่งขันของประเทศ มีธรรมาภิบาล และให้บริการประชาชนอย่างทัดเทียมกัน พัฒนาระบบงบประมาณและการคลังภาครัฐเพื่อสนองภารกิจรัฐและยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3.1 ด้านกฎหมาย ให้ปฏิรูปกฎหมายที่ประชาชนสามารถรับรู้ เข้าถึงได้โดยง่าย เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยให้กฎหมายมีความชัดเจน ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อน และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น

3.2 กระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ด้วยการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี รวมถึงกฎหมายคุ้มครองเหยื่อและผู้เสียหายในคดีอาญา ตามแนวทาง กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งจัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี

นอกจากนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการปฏิรูป สตช.โดยโอนภารกิจที่ไม่ใช่หลักของตำรวจไปให้หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการ กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในกระบวนการยุติธรรม และกำหนดเกณฑ์มาตรฐานแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ กระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจไปสู่ระดับจังหวัด

4.ด้านเศรษฐกิจ ให้มีการปฏิรูปเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืนเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการเติบโตอย่างสมดุล

5.ด้านสื่อสารมวลชน มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม มาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชน มีกลไกกำกับดูแลตนในระดับองค์กรสื่อมวลชนแต่ละแห่ง มีประมวลจริยธรรมสื่อที่เป็นมาตรฐาน กำหนดนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อ

6.ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ตัวแทนภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ศึกษาวิเคราะห์เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งเสนอให้แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายอันเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ แล้วแต่กรณี

7.ด้านความมั่นคง ปฏิรูปความพร้อมของประเทศให้สามารถเผชิญภัยคุกคามได้ทุกระดับ ทั้งภัยคุกคามภายในประเทศและนอกประเทศ รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ปฏิรูปประสิทธิภาพของกลไก แผน และมาตรการแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติอย่างมีดุลยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่จังหวัดภาคใต้

 

จัดทัพบิ๊กสีกากี เสริมแกร่ง “จักรทิพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 14:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458062

จัดทัพบิ๊กสีกากี เสริมแกร่ง "จักรทิพย์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่ชูมือผ่านฉลุยให้แต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจทั้งใหญ่และเล็ก จำนวน 321 ราย โดยมี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะประชุม

เป็นอันว่านายตำรวจชั้นยศระดับ พล.ต.อ.-พล.ต.ต. ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ถึงระดับผู้บังคับการ (ผบก.) ผ่านฉลุยในทุกตำแหน่ง ไร้เสียงคัดค้านใดๆ จากที่ประชุม

เมื่อชำแหละรายชื่อจะเห็นได้ชัดเจนว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คัดเลือกโดยมุ่งไปที่ประสิทธิภาพของนายตำรวจเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกัน นายตำรวจที่ใกล้ชิดกับขั้วอำนาจปัจจุบัน ก็ทะยานขึ้นชั้นเป็นทิวแถว

แต่อีกด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็สลายขั้วอำนาจเก่าให้หมดสิ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้งานตำรวจที่ยุคปฏิรูปได้เดินหน้าอย่างที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความต้องการ

เพราะหากไม่จัดระเบียบ ปล่อยทิ้งขว้างไร้การดูแล หรือปรับตำแหน่งให้เหมาะสม งานที่ต้องเดินหน้าอาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาอาจมัวแต่ขัดแข้งขัดขาผู้เป็นนาย

ไล่เรียงจากตำแหน่งสูงสุดอย่าง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา ที่ปรึกษา สบ 10 นายตำรวจที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่าทางภาคเหนือ ได้เลื่อนชั้นขยับขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. พร้อมคุมงานใหญ่อย่างป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา สบ 10 นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 33 ในฐานะอาวุโสอันดับ 1 พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ 10 นรต.32 อาวุโสอันดับ 2 ก็ถูกดันขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร. เช่นกัน

เมื่อมามองในตำแหน่งหลักอย่างในกรุงเทพมหานครที่เป็นพื้นที่สำคัญที่สุด และในหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ตัว ผบ.ตร.ต้องวางคนที่ไว้วางใจได้ที่สุดคุมพื้นที่เมืองหลวง

แต่หาใช่ในยุคของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ แต่อย่างใด แม้ว่าเสียงลือในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ดังออกมานอกรั้วว่ามีการต้องการเปลี่ยนตัว ผบช.น. เจ้าของรหัสเรียกขานว่า น.1 อย่าง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. อยู่บ่อยครั้ง บ้างว่า “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ในฐานะที่เป็น นรต.รุ่น 36 รุ่นเดียวกันกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ และยังถือว่าเป็นเพื่อนรัก ผบ.ตร. จะก้าวเข้ามาเป็นใหญ่ในเมืองหลวงบ้าง

ท้ายสุด ชื่อของ “แป๊ะเล็ก” พล.ต.ท.ศานิตย์ ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้คุมตำรวจเมืองกรุงต่อไป อาจจะด้วยว่าเป็นน้องรักของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่หนุนสุดตัวให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อสานต่องานหลักคือแก้ไขปัญหาจราจรและเป็นนายใหญ่เมืองกรุง

แต่อีกนัย การที่เพื่อนรักของ ผบ.ตร.ไม่ได้นั่งเก้าอี้เมืองหลวงก็ตาม แต่ท้ายสุด พล.ต.ท.ชาญเทพ ก็ยังได้ขยับใกล้เข้ามา เมื่อมานั่งเป็น ผบช.ภ.1 คุมกำลังตำรวจหลักของภาคกลาง ขณะที่เจ้าของตำแหน่งเดิมอย่าง พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ อีกราย ก็ขยับขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.

ขณะที่พื้นที่สำคัญทางการเมืองอันเข้มข้น ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน รัฐบาลต้องการเลือกคนที่ไว้ใจเข้าไปคุมอำนาจและนายตำรวจที่ว่าต้องสามารถกดความเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจที่เห็นต่างให้ได้ จึงเป็นชื่อของ พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 สามี กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็น ผบช.ภ.3 คุมภาคอีสานตอนล่าง ขณะที่อีสานตอนบน ได้ พล.ต.ต.จตุพล ปานรักษา รอง ผบช.ภ.4 นายตำรวจที่ใกล้ชิดและสายตรง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ขยับขึ้นเป็น ผบช.ภ.4

ส่วนภาคเหนือ ได้ พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รองผบช.น. นรต.35 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. บวกแรงหนุนจากสายทหาร ทำให้ได้ขยับข้ามห้วยไปนั่ง ผบช.ภ.5 และทั้ง 3 พื้นที่หลักถือเป็นพื้นที่สำคัญที่สายทหารจำต้องขอให้วางคนที่ไว้ใจได้มาคุมกำลัง

อีกด้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) “บิ๊กแหมว” พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รอง ผบช.ภ.1 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ อีกราย ถูกย้ายลงใต้รับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น และถือเป็นมือดีที่ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น เมื่อถูกวางตัวให้คุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วยความครบเครื่องที่ว่า พล.ต.ต.รณศิลป์ จะช่วยงานและเบาแรงให้ ผบ.ตร.ได้อีกด้วย

ส่วนด้านการข่าวอย่างกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็วางเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนอย่าง “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. ให้ขยับข้ามห้วยมาเป็น ผบช.ส.

ดูจากการวางนายตำรวจเพื่อทำงาน เห็นได้ชัดว่าจากนี้จะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ แทบทั้งสิ้น ด้วยการวางคนที่สนิทและสายตรงที่สั่งการได้อยู่ในพื้นที่สำคัญๆ เกือบจะทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อให้ขาเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่ยังต้องอยู่อีก 3 ปีข้างหน้าแข็งแรงมากที่สุด

 

เปิดศาลทุจริตฯ ติดเครื่องเร่งปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 09:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457784

เปิดศาลทุจริตฯ ติดเครื่องเร่งปราบโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์เปิดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบวันนี้ 1 ต.ค. ณ ที่ทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แห่งแรกบริเวณศรีย่าน ถนนสามเสน พร้อมเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีความต่างๆ ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายการพิจารณาของศาลนี้ตามกรอบที่กำหนดใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ศาลนี้จะเป็นศาลชำนัญพิเศษที่ใช้เป็นระบบไต่สวน ต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่ใช้ระบบกล่าวหา อีกทั้งศาลนี้จะเหมือนกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรงมี 2 ศาล คือ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีองค์คณะผู้พิพากษา 10 องค์คณะ มีอธิบดี 1 คน รองอธิบดีอีก 3 คน มีอำนาจพิจารณาคดีที่มีโทษทางอาญาเกี่ยวกับความผิดเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทคดี ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันให้สินบน หรือเป็นคนกลางเสนอให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน

ส่วนผู้ที่จะมาเป็นผู้พิพากษานั้น ให้คัดเลือกจากคนที่เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาในศาลอาญาไม่น้อยกว่า 10 ปี จะได้หลักประกันว่ามีผู้พิพากษาที่ชำนาญโดยเฉพาะ

สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนวันที่ 1 ต.ค. ทั้งคดีทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอยู่ในศาลอาญากว่า 40 คดี ตลอดจนคดีที่มูลคดีเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร ศาลจังหวัดประทับรับฟ้องไว้ก่อนแล้วจะไม่ถูกโอนไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และศาลจะรับพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่ยื่นฟ้องในวันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป โดยห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตตลอด กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี แต่บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก็ได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

คดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางให้มีความหมายครอบคลุมดังนี้ (1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ

(2) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(3) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลให้
ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ ยอมจะรับ หรือ
ให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น

(4) คดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(5) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(6) คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
ผิดปกติ

อีกด้านหนึ่ง ในส่วนของคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่อยู่ใน
อำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

นับจากนี้ ศาลทุจริตฯ จะเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะมีส่วนช่วยป้องปรามให้การทุจริตในภาคส่วนต่างๆ ลดลง ร่วมกับกลไกอื่นๆ ที่ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบครบวงจร

 

ศาลรัฐธรรมนูญดึงสว.ปลดล็อก เพิ่มโอกาสนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457546

ศาลรัฐธรรมนูญดึงสว.ปลดล็อก เพิ่มโอกาสนายกฯคนนอก

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาทันที เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมกับ สส. จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จากเดิมที่เป็นสิทธิของ สส.เท่านั้น ท่ามกลางข้อกังขาว่านี่เป็นการเปิดทางนายกฯ คนนอกหรือไม่

ประเด็นนี้ จักษ์ พันธ์ชูเพชร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษาต่อเนื่อง และรักษาการผู้อำนวยการสถานการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยนเรศวร วิเคราะห์ว่าผลวินิจฉัยที่ออกมาก็ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมีนายกฯ คนนอก

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนที่ยกมือโหวตยังเป็นเหมือนเดิมคือ ยังให้ทั้งสองสภาเป็นผู้ยกมือโหวต เพราะฉะนั้นคะแนนที่จะได้รับการรับรองต้องได้รับการยอมรับจากทาง สว. ซึ่งมีจำนวนถึง 250 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อย แต่ก็ไม่น่ามีปัญหา

ทั้งนี้ โอกาสที่พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ จะจับมือกันแล้วมีเสียงสนับสนุนเกินเสียงข้างมากจนเข้าไปนั่งในสภาได้ เป็นนายกฯ ได้นั้นเป็นไปได้น้อย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเข้ามาสู่ “ไม้สอง” คือกระบวนการที่ขอยกเว้นข้อบังคับ

“แต่ก็จะมีปัญหา ถ้าสมมติว่าเป็นคนภายนอกจริงๆ แล้วพรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุนจริงๆ ก็อยู่ลำบาก แม้จะมีเสียง สส.จับมือกับ สว. แต่เป็นกลุ่ม สส.เสียงข้างน้อย เมื่อเข้าไปนั่งแค่จะผ่านเรื่องงบประมาณ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่รอดแล้ว มันเดินต่อไปไม่ได้ เมื่อได้นายกฯ คนนอกซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยจาก สส.ในสภาของ สส.เข้ามานั่ง เหมือนปล่อยลอยตัวอยู่ในสภา เพราะว่า ณ เวลานั้น สว.ไม่ได้เป็นแบ็กอัพอีกแล้ว”

ส่วนที่มีการมองเรื่องนี้ทำไปเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบนั้น ส่วนตัวไม่ได้มองถึงเรื่องการ “ปูทาง” แต่เป็นการ “เปิดช่อง” เพราะในร่างเดิมให้อำนาจ สส.ขอยกเว้นข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หาก สส.ไม่เสนอยกเว้นข้อบังคับมันก็จะเป็นทางตันนี่จึงเป็นการเปิดช่องทางนี้ไว้

“ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังมองตรงนี้มากกว่า เพราะโอกาสเป็นไปได้สูง วันนี้ซีก สส.ไม่ได้มอง สว.ที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งเป็นบวก ทำให้โอกาสตีรวนก็พอมี เพราะคนชงไม่ชงขึ้นมาก็ทำอะไรไม่ได้ ก็จะเข้าสู่วิกฤตอีกและมีปัญหาต่อไป กรณีที่แก้ปลดล็อกตรงนี้ไว้ให้มันอาจจะเป็นการเปิดช่องทางให้คนอื่นเข้ามา” จักษ์ กล่าว

ขณะที่ พัฒนะ เรือนใจดี นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นว่า การมีนายกฯ คนนอกมีโอกาสอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 272 โดยระบุว่า ถ้าไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอรายชื่อพรรคละ 3 คน ก็เปิดช่องให้มีการขอยกเว้นเงื่อนไขได้

ทั้งนี้ ประเด็นที่มีปัญหาตามกฎหมายคือ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เขียนไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ลงประชามติเกี่ยวกับคำถามพ่วง จึงเป็นสาเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญตีกลับให้ทำใหม่จนเสร็จภายใน 15 วัน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าประชาชนให้ สว.มีส่วนในการเลือก หรือโหวตนายกฯ ได้ แต่ไม่ได้รวมถึงการเสนอชื่อนายกฯ ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นต้นร่างที่ทาง กรธ.ส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งมีประเด็นตรงนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญมองว่าส่งไปร่วมเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ด้วยหรือเปล่า ศาลถึงได้ตีกลับ

พัฒนะ อธิบายต่อว่า ประเด็นต่อมาไม่ติดใจในเรื่องเกี่ยวกับคำว่า 5 ปี เริ่มนับเมื่อไหร่ 5 ปี ที่เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายเริ่มนับเมื่อมีรัฐสภาชุดใหม่ ซึ่งได้มีการปฏิญาณตนต่อสภาแล้ว

ประเด็นถัดมา สส. หรือรัฐสภากันแน่ เป็นคนเสนอขอยกเว้นขอปลดล็อกเงื่อนไขต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ คล้ายๆ เป็นการแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ ว่าบัดนี้ตกลงกันไม่ได้แล้ว ตรงนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญติงมาว่าไม่ใช่ให้ สส.กึ่งหนึ่งส่งมาแต่ต้องให้รัฐสภากึ่งหนึ่ง เป็นการดึงเอาวุฒิสภามีส่วนในการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้รัฐสภาทราบ ซึ่งข้อบกพร่องเหล่านี้ที่ศาลมองว่าเขียนไม่ตรงกับเจตนารมณ์ในคำถามพ่วง จึงตีกลับไปปรับแต่งให้สมบูรณ์

ส่วนที่มองเป็นการเปิดทางให้ พล.อ. ประยุทธ์ มานั่งนายกฯ คนนอก ก็มีความเป็นไปได้หมด ถ้าเกิดยืนยันเฉพาะ สส.เท่านั้นที่เสนอชื่อได้ ถึงแม้ไม่มี สว.เสนอ เนื่องจากคนนอกไม่ได้ถูกตัดออกไปจากรัฐธรรมนูญ เพราะคนนอกมีมาตั้งแต่แรก รายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหลายเสนอคนเป็นนายกฯ ไม่จำเพาะต้องเป็น สส.

“พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องมารอให้ สว.เลือก สส.ทั้งหลายอาจเลือกมาอยู่ในบัญชีรายชื่อ 3 คน ตั้งแต่แรกก็ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าท่านไม่ได้มารอบสอง รอบแรกก็มาได้ถ้าพรรคการเมืองเสนอชื่อท่านอยู่ 1 ใน 3”

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า เป็นกฎเกณฑ์โดยทั่วไป เมื่อการเลือกนายกฯ ครั้งแรกไม่สำเร็จ ซึ่งครั้งแรกต้องโหวตด้วยเสียงจากสองสภา โดยเสียงต้องไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง ถ้าเลือกครั้งแรกสำเร็จไม่ต้องพิจารณาต่อไป ดังนั้นคนเป็นนายกฯ ก็มาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอในวันเลือกตั้งเท่านั้น

“ฉะนั้นขึ้นอยู่กับนักการเมืองเองในการช็อตแรกสามารถรวบเสียงเกิน 375 จาก 750 เสียง ก็ไม่ต้องห่วงมีนายกฯ คนนอก หรือขั้นตอนแรกไม่สำเร็จ การปลดล็อกก็ต้องใช้ สส.ร่วมด้วย โดยใช้มติ 2 ใน 3 ของสองสภาเช่นเดิมก็คือ 500 จาก 750 เสียง”

คำนูณ อธิบายต่อว่า ต่อให้ สว.ทั้งสภาโหวตสนับสนุนให้มีการยกเว้นเสนอชื่อ โดยไม่เอาจากบัญชีพรรคการเมืองก็แค่ 250 เสียง ต้องมีนักการเมือง หรือ สส.ไปร่วมโหวตด้วย จึงจะเลือกนายกฯ นอกบัญชีได้ ซึ่งเป็นขั้นที่สอง ดังนั้น ถ้า สส.ไม่ต้องการนายกฯ จากนอกบัญชีพรรคก็ต้องผนึกกำลังให้ได้ตั้งแต่ช็อตแรก 375 เสียง และถ้าไม่ได้ก็ผนึกให้เกิน 250 เสียง ยังไงไม่สามารถเลือกคนนอกได้

ช็อตที่สาม ผ่านแล้วเลือกนายกฯ คนนอกได้ ยังไงต้องการเสียงสองสภาเกินกึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง ลำพัง สว. 250 เสียง ทำอะไรไม่ได้มันต้องมี สส.อีก 126 คนไปร่วม ดังนั้นทุกขั้นตอน สส.มีส่วนร่วมด้วยทั้งสิ้น และในความเป็นจริงทางการเมืองเป็นไปไม่ได้ที่นายกฯ หรือรัฐบาล ไม่มีเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นต้องคิดอีกมุมหนึ่งว่าที่สุดเป็นวิจารณญาณของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าช่วง 5 ปีแรกต้องการให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร

 

บทสรุปร่างรธน.-คำถามพ่วง เปิดประตูสู่นายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 07:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457521

บทสรุปร่างรธน.-คำถามพ่วง เปิดประตูสู่นายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากรอกันอยู่นานสองนานในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แก้ไขเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าการริเริ่มเพื่องดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ต้องมาจากสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) จำนวนเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่มาจาก สส.เกินกึ่งหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ประเด็นที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกนายกรัฐมนตรีจะสามารถเลือกนายกฯ จากคนในหรือนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ตลอดระยะเวลา 5 ปีตามความมุ่งหมายของคำถามพ่วง จากเดิมที่ทำได้เฉพาะหลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นให้ กรธ.แก้ไขในสองประเด็น ประกอบกับตัวร่างรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ เท่ากับว่า สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ และทำให้กระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ มีลำดับขั้นตอน ดังนี้

พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 คนที่จะให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภา ซึ่งประธานสภาจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

เมื่อได้ตัวประธานรัฐสภาแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ

ขั้นตอนนี้ สส.จะเสนอบุคคลจากบัญชีของพรรคการเมือง ถ้ารัฐสภา (สส.และ สว.) มีมติมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เลือกใครเป็นนายกฯ จะต้องมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อไป

แต่หากเกิดกรณีการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐสภามีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง จะเป็นผลให้ต้องมีการเลือกนายกฯ อีกครั้ง

การเลือกนายกฯ ในครั้งที่สอง ร่างรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าชื่อให้ได้ 376 คน และยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภามีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 คนจาก 750 คน ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีพรรคการเมืองก็ได้ จากนั้นรัฐสภาจะประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยเสียงที่จะชี้ขาดว่าบุคคลใดจะได้เป็นนายกฯ คือ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา แม้จะมีความเห็นให้ กรธ.กลับไปแก้ไข ซึ่งดูเหมือนว่า กรธ.จะเสียหน้า แต่ถ้ามองในมิติทางการเมืองแล้ว ถือว่าสร้างความผิดหวังให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่า สนช.และ สปท.ต่างแสดงจุดยืนว่าต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ เท่ากับว่า สส.เท่านั้นที่มีหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ

อย่างไรก็ตาม มองลึกลงไปในกระบวนการเลือกนายกฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสที่จะมีนายกฯ คนนอกหรือคนในมีเท่าๆ กัน แต่ถ้าจะฟันธงนายกฯ จะมาจากคนในบัญชีพรรคการเมืองหรือไม่นั้นต้องยอมรับมีโอกาสเป็นไปได้น้อยพอสมควร

ปัจจัยสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ไม่เอื้อให้มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงข้างมากในสภาแบบเด็ดขาด

แม้ฝ่าย สส.จะเป็นต่อฝ่าย สว.ผ่านการมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แต่เมื่อการเลือกนายกฯ ในขั้นตอนสุดท้ายยังกำหนดให้ชี้ขาดด้วยเสียงเกินกึ่งของที่ประชุมรัฐสภา หรือ 376 เสียง จากทั้งหมด 500 คน ย่อมเป็นการบีบให้ สส.ต้องไปพึ่งพาเสียงของ สว.บางส่วนในการเลือก
นายกฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โอกาสเดียวที่จะให้ สว.ไม่มีอำนาจต่อรองกับ สส.ในเรื่องการเลือกนายกฯ เลยอยู่ที่ความสามารถของฝ่าย สส.ที่ต้องรวบรวมเสียงของตัวเองให้ได้มากที่สุด อย่างน้อย 376 คนเพื่อให้การเลือกนายกฯ ต้องจบตั้งแต่รอบแรก เพื่อไม่ต้องง้อเสียง สว.

แต่มีคำถามว่า สส.จะรวบรวมเสียงได้ถึงขนาดนั้นหรือไม่

ย้อนกลับไปดูตัวเลขการตั้งรัฐบาลครั้งล่าสุดหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พบว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสียงสนับสนุนจากสภา 296 คะแนน

ดังนั้น ด้วยปัจจัยหลายประการไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนไปและสถานการณ์ทางการเมืองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่อาจละทิ้งอำนาจได้ 100% จึงไม่ต่างอะไรกับการบีบให้การเลือกนายกฯ ในอนาคตต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของทั้ง สส.และ สว.

เว้นเสียแต่สองพรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะจับมือเป็นรัฐบาลร่วมกันเพื่อให้การเมืองเป็นเขตปลอดทหาร แต่ถามว่าขมิ้นกับปูนจะยอมผสมกันเพื่อเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนั้นเหรือ

 

ตั้งขรก.เกษียณนั่งสนช. ฉุดความเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457306

ตั้งขรก.เกษียณนั่งสนช. ฉุดความเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดสำหรับว่าที่ 30 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล็อตใหม่ที่จะเข้ามาเสริมทัพช่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงโค้งสุดท้ายตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เซ็นลงนามแต่งตั้งไปเรียบร้อย รอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา ซึ่งตามคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่เกษียณ มีบุคคลภายนอก 2 คนเท่านั้น

แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการดึงข้าราชการเกษียณเข้ามาร่วมทีมเป็นมือไม้ทำงานสำคัญ อย่างการเร่งผลิตกฎหมายโดยเฉพาะกับกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคต

ดังจะเห็นการออกมา “ดักคอ” จากหลายฝ่ายตั้งแต่แรกว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนีไม่พ้นที่จะต้องดึงข้าราชการเกษียณเข้ามานั่งทำงานให้ คสช. ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างไร และทำให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกปีละ 62 ล้านบาท

ทว่า นัยสำคัญของการเพิ่มจำนวน สนช. 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้าราชการเกษียณอายุนั้น ด้านหนึ่งเป็นไปได้ทั้งเรื่องความ “ต่อเนื่อง” และ “รวดเร็ว”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เส้นทางการปฏิรูป ตลอดจนแนวทางการบริหารประเทศ กลับไปตกอยู่ในมือข้าราชการเสียส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเอือมระอานักการเมือง หรือไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แต่นั่นก็ทำให้กลไกข้าราชการกลับมาเข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในแทบทุกภาคส่วนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

บรรดาบิ๊กข้าราชการส่วนต่างๆ จึงเข้าไปนั่งทำงานทั้งในกลไกต่างๆ ของแม่น้ำ 5 สาย ทั้งทางตรง หรือเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นมือไม้ช่วยงานในทางปฏิบัติ

ทำให้ข้าราชการรู้แนวทางการทำงานที่วางไว้ตามโรดแมปเป็นอย่างดี ในฐานะที่ร่วมทำมากับมือ

เมื่อข้าราชการกลุ่มนี้เกษียณอายุราชการ แม้จะดันแถวสองแถวสามมารับไม้ต่อก็สามารถทำงานให้ลุล่วงต่อไปได้จนสำเร็จ เพียงแค่อาจจะมีการสะดุดหรือผิดเพี้ยนไปบ้างในทางปฏิบัติจากความตั้งใจเดิม

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา ข้าราชการกลุ่มนี้จึงถูกดึงกลับมาทำงานในกลไกสภานิติบัญญัติ ที่จะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นคนกลั่นกรองกฎหมายทุกเรื่องที่จะประกาศใช้

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ฉบับ ที่มีความสำคัญและเร่งรีบต้องทำให้เสร็จตามกรอบเวลาและทันสำหรับการเตรียมตัวการเลือกตั้งที่วางไว้จะเกิดขึ้นในปี 2560 นี้

แม้ สนช. 220 คนเดิมจะสามารถทำงานได้ ดังจะเห็นจากผลงานในช่วงที่ผ่านมา แต่การเพิ่มเป็น 250 คน ก็เพื่อให้สามารถแยกไปนั่งเป็นกรรมาธิการในชั้นแปรญัตติวาระ 2 และ 3 ที่ต้องใช้บุคลากรค่อนข้างมาก

ปัญหาอยู่ที่สังคมส่วนหนึ่งมองว่า การแต่งตั้ง สนช. 30 คน ล็อตใหม่นี้อาจเป็นไปเพราะเอื้อประโยชน์พวกพ้องหรือหวังเพิ่มความเป็นเอกภาพภายใน สนช.ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานในโค้งสุดท้ายที่จะทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ

ประการแรก เพราะบรรดาข้าราชการเกษียณอายุส่วนหนึ่ง คือ คนที่ทำงานรับผิดชอบในกระทรวงต่างๆ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ บรรดาคนข้าราชการในกองทัพที่เคยช่วยงาน คสช.มาตลอด เมื่อเกษียณไปแล้วย่อมเคว้งคว้างถึงจะช่วยงานอยู่ แต่ก็อาจไม่มีตำแหน่งหน้าที่ให้ชัดเจน การตั้งตำแหน่ง 30 สนช.มารองรับจึงอาจเป็นทางออก

อีกทั้งยังจะสามารถมาช่วยควบคุมดูแลกระบวนการทำงานให้ออกมาในแนวทางที่ คสช.ต้องการ โดยเฉพาะรายละเอียดปลีกย่อยที่จะต้องเคาะสุดท้ายในกฎหมายต่างๆ และเริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกันในหลายส่วน

ประการต่อมา จากผลงานที่ผ่านมา จะเห็นว่า บทบาทการทำงานของ สนช. เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะเห็นว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่ามาก ดังจะเห็น สนช.หน้าเดิมๆ ที่คอยอภิปรายเนื้อหากฎหมายหรือรายงานต่างๆ อยู่ไม่กี่คน

อีกทั้ง สนช.จากสัดส่วนกองทัพหลายคนแทบไม่เห็นบทบาทการทำงานหน้าที่ที่ชัดเจน แต่สุดท้ายเมื่อถึงขั้นตอนการลงมติ เสียงที่ออกมาเกือบจะเป็นเอกภาพ ก็ยิ่งสะท้อนภาพการทำงานของ สนช.

ไม่แปลกที่การแต่งตั้ง สนช. 30 คนนี้ จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน เอื้อพวกพ้องมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริง

ตรงนี้สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกัดเซาะเสถียรภาพของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ในอนาคต โดยเฉพาะหากการทำงานของ 30 สนช. ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่เข้าตาหรือมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงมาทางฝั่งประโยชน์ของ คสช.มากกว่าประโยชน์ของสาธารณะด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้ปัญหามีแต่จะรุนแรงมากขึ้น

สุดท้ายแรงเสียดทานทั้งหมดก็อาจฉุดความเชื่อมั่นและกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดต้องเสียหายและเสียของอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

เสียงแกว่งที่มาสว. ปลดล็อก-หรือเพิ่มปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 09:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457069

เสียงแกว่งที่มาสว. ปลดล็อก-หรือเพิ่มปัญหา

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งกฎหมายลูกให้ต้องจับตากับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำเสนอให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.ใช้พิจารณา

เนื่องด้วยกฎหมายดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการได้มาของ สว. ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ใช้วิธีการเลือกตั้งและสรรหาจนได้สมาชิกครบ 250 คน

โดยวิธีการใหม่ให้การสรรหาจาก 20 กลุ่มสาขาอาชีพแล้วเลือกกันเองจนได้ 200 คน ก่อนส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คัดเลือกตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269 เหลือ 50 คน และสำรองรายชื่ออีก 50 คน

รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. กทม. ขยายมุมมองว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้มากนัก เพราะในระบบของการเลือกแบบนี้ เคยเจอประสบการณ์กรณีการเลือกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้เลือกกันเองภายในอาชีพ แต่การเลือกไขว้กันเป็นจำนวนน้อย ซึ่งไม่มีทางป้องกันได้

นอกจากนี้ การให้เลือกไขว้อาชีพกันแม้จะแก้ปัญหาหนึ่งแต่ก็ไปเจอปัญหาอื่น ที่จริงมันไม่มีสูตรสำเร็จอะไร การจะให้เลือกไขว้อาชีพไม่ได้แปลว่าจะบล็อกโหวตกันไม่ได้ หากมองในกรณีการเลือกจากลักษณะนี้ คนไม่รู้จักกัน ดังนั้น การป้องกันบล็อกโหวตเรื่องนี้จึงลำบาก

“สมัยก่อนที่เคยเสนอว่า การเลือกโดยเป็นกลุ่มฐานอาชีพแล้วให้ประชาชนเลือก แต่เขาไม่เอา ไปทำให้การเลือกซับซ้อน ระบบที่ทำไม่ได้ให้แก้ปัญหา คิดว่าการเลือกในลักษณะของความหลากหลาย และยอมรับในแง่ให้ประชาชนเลือก แทนให้เลือกกันเอง ก็ควรกำหนดโครงสร้างแต่ละอาชีพว่าต้องการกี่คนให้ประชาชนเลือก ในแง่นี้มันสามารถช่วยป้องกันบล็อกโหวตได้”

ทั้งนี้ เพราะว่าประชาชนเลือกเยอะ โดยให้เลือกเป็นระดับจังหวัดก็ได้ แต่ถ้าเลือกในระดับของคนจำนวนน้อยแล้วให้เลือกไขว้กันอาชีพ 1.ไม่มีทางแก้ปัญหาในเรื่องบล็อกโหวตได้ 2.เวลาเลือกในระดับกว้างประชาชนไม่อาจมีทางรู้ว่าคนคนนั้นมีคุณสมบัติดีมากน้อยแค่ไหน แต่ลดปัญหาในแต่ละเรื่องได้

ทว่า การเลือกข้ามอาชีพส่วนตัวไม่เชื่อในแง่จะสามารถลดบล็อกโหวต ขณะเดียวกัน ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่ามาจากผู้แทนปวงชน ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าอยากจะเลือก สว.ไปเพื่ออะไร ถ้าเลือกมาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แล้วมีความหลากหลายเป็นคนละส่วนกับ สส.เป็นเรื่องหนึ่ง

รสนา ขยายต่อว่า แต่ถ้าต้องการให้ สว.มาจากคนละฐานมาจากการสรรหา ก็ต้องลดอำนาจลง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะพัวพันกันหมด เพราะว่าปัญหาของวิธีการทำมันไม่สามารถตอบโจทย์ทุกเรื่องได้ การเลือกไขว้กันเพื่อให้มีอาชีพหลากหลาย แต่ว่าไม่สามารถที่จะบอกว่าป้องกันการบล็อกโหวตเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าให้สรรหามาหมดจากผู้มีอำนาจอย่าง คสช.ก็ไม่ควรมีอำนาจเยอะ จึงเชื่อว่าไม่ตอบโจทย์ป้องกันการบล็อกโหวตหรือการซื้อเสียงได้ หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ต้องมาจากปริมาณ การเลือกของคนลงคะแนนเสียง เช่น เลือกระดับจังหวัดการซื้อเสียงยากขึ้น

ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวเชื่อว่า กกต.ยังห่วงว่ามีปัญหาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการเพิ่มข้อความ “จะกำหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน หรือจะกำหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้”

ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวทำให้ไม่เข้าใจว่าวิธีการผู้สมัครวิธีการอื่นคืออะไรผู้สมัครรับเลือกคัดกรองเองนั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกไขว้ ทำให้ กมธ.ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของ กรธ. ว่าการบัญญัติเรื่องดังกล่าว โดยมีมาตรการได้มาของ สว.ในลักษณะใดกันแน่

เสรี ยังฉายภาพต่อว่า สิ่งที่วิตกกับการเลือกไขว้ คือ ไม่รู้จักข้อมูลคนที่เลือกกันเองมาก่อน จะทำให้ยากต่อการตัดสินใจ และมีโอกาสแปรเปลี่ยนด้วยกลไกให้ผลประโยชน์เพื่อให้ได้ซึ่งคะแนนมากขึ้น ส่วนวิธีการบล็อกโหวตนั้น ต้องไปกำหนดมาตรการที่ป้องกันความผิดให้ชัดเจนเป็นข้อๆ พร้อมไปกำหนดอัตราโทษในทางอาญาให้สูงขึ้น และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งคนทำผิดด้วย ซึ่งจะสามารถช่วยได้ในเรื่องดังกล่าว

ส่วนข้อกำหนดในเรื่องสาขาอาชีพ 20 กลุ่ม จะไปจำกัดสิทธิกลุ่มที่ไม่มีรายชื่อด้วยหรือไม่ มันจะเป็นปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมของผู้สมัคร ก็จะเป็นหนึ่งปัญหาตามมา ดังนั้น ควรเปิดอีกกลุ่ม คือ สาขาอาชีพอื่นๆ นอก 20 กลุ่ม เพื่อให้ผู้สมัครที่ไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มที่กำหนดสามารถเข้ากลุ่มอื่นๆ ได้

“ผมเป็นห่วงว่าหาก กรธ. และ กกต.เดินตามรูปแบบนี้ จะเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ป้องกันอย่างหนึ่ง แต่ไปเกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น อยากให้ กรธ.และ กกต.พิจารณาให้รอบคอบ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตได้”

ด้าน ประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต สว. สรรหา กลุ่ม 40 สว. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย 1.เรื่องที่มาของ สว.ต้องต่างจาก สส. เนื่องจากการเลือกตั้ง สว.และ สส.เป็นฐานเสียงเดียวกัน ภาคเหนือ-อีสานเป็นฐานเสียงของหนึ่งพรรคใหญ่ ภาคใต้ก็เป็นฐานเสียงของหนึ่งพรรคใหญ่ และภาคกลางเป็นพรรคขนาดกลาง เพราะฉะนั้น สว.ควรมีที่มาแตกต่างกับ สส.

2.กลุ่มประสบการณ์หรือกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ยังไม่เคยทำ มาก่อน และคิดว่าน่าทดลองใช้ เพราะว่าการได้มาซึ่ง สว.โดยมีฐานเสียงแตกต่างจาก สส. และ 3.เดิมวิธีเลือกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใช้เลือกกันเองตามกลุ่มบล็อกโหวตกันได้ คือ มีการซักซ้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง

“การดีไซน์ใหม่ในการเลือกไขว้ตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นวิธีการซึ่งทำให้การบล็อกโหวตทำได้ยาก สมมติ ผมอยู่กลุ่มอาชีพอิสระ ผมไม่มีสิทธิเลือกตัวเอง ต้องไปเลือกกลุ่มอื่นอีก 19 กลุ่ม การเราเลือกอีก 19 กลุ่ม ยากมากในการไปบล็อกให้มาเลือกตัวเอง ผมเห็นว่าเลือกไขว้ป้องกันการบล็อกโหวตได้ดีพอสมควร น่าเป็นธรรม เพื่อให้ได้ สว.ซึ่งเป็นที่ยอมรับจริงๆ”

ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้ที่จะได้เปรียบกับเรื่องดังกล่าว คือ บุคคลที่มีชื่อเสียงถ้าโนเนมอาจจะยาก เช่น การเลือกไขว้กลุ่ม จะเลือกเพื่อนกลุ่มอื่นก็ต้องเลือกคนมีผลงานเป็นคนอยู่ในใจผู้คนทั่วไป ดังนั้น คนมีชื่อเสียงจะมีโอกาสมากกว่าซึ่งไม่ผิดเป็นวิธีถูกต้องชอบธรรม ดังนั้น เห็นด้วยกับเรื่องนี้ในการให้ สว.มีที่มาแตกต่างจาก สส. ไม่เช่นนั้น สว.ก็ต้องตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพรรค การเมือง

 

วัดใจศาล รธน. ปม สว.ชงชื่อนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 09:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457066

วัดใจศาล รธน. ปม สว.ชงชื่อนายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวในทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในวันนี้ต้องยกให้กับ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เพราะจะทำการวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แก้ไขนั้นสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้งประเทศผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่มีอีกส่วนที่ กรธ.ได้รับมาดำเนินการ คือ คำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติ

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดว่าในกรณีที่คำถามพ่วงได้รับความเห็นชอบจากประชาชน กรธ.ต้องนำมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่

สำหรับคำถามพ่วงมีเนื้อหาที่ระบุว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านสมรภูมิประชามติ ปรากฏว่า กรธ.เจอกับกระแสกดดันจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะผู้เสนอประเด็นคำถามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนด

สนช.และ สปท.สร้างแรงกดดันไปยัง กรธ.ด้วยการอ้างว่า สว.มีสิทธิที่จะเสนอชื่อบุคคลที่เป็นหรือไม่เป็น สส.ให้กับที่ประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะเป็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบที่หนึ่งหรือรอบที่สอง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฝ่าย สนช.และ สปท.พยายามชี้ให้เห็นว่า สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้นั้น คือ การใช้ตรรกะที่ว่าในเมื่อ สว.มีสิทธิลงมติเลือกนายกฯ ได้ก็สมควรมีสิทธิเสนอชื่อได้เหมือนกัน และมองว่า สว.มีสถานะเป็นตัวแทนของประชาชนไม่ต่างจาก สส. จึงสมควรมีสิทธิและหน้าที่ในการสถาปนาอำนาจฝ่ายบริหารเฉกเช่นเดียวกัน

แต่ กรธ.กลับแสดงจุดยืนในทางตรงข้ามมาตลอดว่า เมื่อคำถามพ่วงไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า สว.สามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้ กรธ.จึงไม่อาจนำคำถามพ่วงมาปรับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญโดยให้มีเนื้อหาเป็นอย่างอื่นตามที่ สนช.และ สปท.เสนอได้

“เมื่อเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าต้องยึดตามถ้อยคำที่ถามต่อประชาชนโดยเคร่งครัด เพราะตามหลักทั่วไปแห่งการออกเสียงประชามติ ผู้ออกเสียงประชามติย่อมออกเสียงประชามติตามพื้นฐานแห่งถ้อยคำที่ปรากฏในบัตรลงคะแนน” เหตุผลของ กรธ.

ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่าง “กรธ.-สนช. และ สปท.” กำลังจะได้ข้อยุติที่ศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้

การตัดสินของศาลในวันนี้จะขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักการตีความคำถามพ่วงแบบใด ระหว่างเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัด

ในกรณีถ้าศาลรัฐธรรมนูญเลือกจะใช้หลักการตีความอย่างเคร่งครัด แน่นอนว่าจะสอดคล้องกับแนวทางของ กรธ.ที่เห็นว่าเมื่อคำถามพ่วงไม่ได้บัญญัติเนื้อหาเป็นอย่างอื่น ก็เป็นการไม่สมควรที่จะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ อีกทั้งในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการออกเสียงประชามติได้ลำดับถึงขั้นตอนการเสนอชื่อและการโหวตเลือก
นายกฯ ไว้อย่างชัดเจนว่า สส.เท่านั้นที่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

หากเป็นเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยืนตามร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ปรับแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ

ส่วนการตีความแบบไม่เคร่งครัดนั้น หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้หลักการที่ว่าการใช้กฎหมายต้องยึดตามตัวอักษรไปพร้อมกับความมุ่งหมายของกฎหมายด้วย เรียกได้ว่าเป็นการตีความไปถึงเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงควบคู่ไปกับตัวอักษร

การตีความโดยใช้หลักที่พินิจพิเคราะห์ไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นเคยมีตัวอย่างมาแล้วจากกรณีที่เมื่อครั้งวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 291 ของพรรคเพื่อไทย ขณะนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่มีผลให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ผ่านการทำประชามติทั้งฉบับนั้นจำเป็นต้องมีการทำประชามติสอบถามความเห็นของประชาชนก่อน

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีการบัญญัติถึงการให้ทำประชามติสอบถามความคิดเห็นก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไว้ คำวินิจฉัยของศาลที่ออกมาจึงแสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ยึดการตีความกฎหมายด้วยการดูความมุ่งหมายของกฎหมายเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าศาลใช้หลักการตีความอย่างหลัง โอกาสที่ สว.ในอนาคตจะมีส่วนร่วมกับกระบวนการเลือกนายกฯ นอกเหนือไปจากการนั่งยกมือโหวตอย่างเดียวก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย