พระราชทานคำสอน รัฐบาลต้องทำเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 12:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460790

พระราชทานคำสอน รัฐบาลต้องทำเพื่อชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยต่างรับรู้เป็นอย่างดี

ตลอดการครองราชย์เป็นเวลายาวนานถึง 70 ปีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศอย่างมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะทรงเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละชุด ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือวิธีการอื่นที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต้องยึดหลักซื่อสัตย์สุจริต

วันที่ 9 ต.ค. 2549 ทรงมีพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางให้กับ ครม.ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“เข้าใจว่าท่านได้รับเลือกเฟ้นเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ หน้าที่นั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำด้วยความตั้งใจที่จะให้ได้ผลสำเร็จ คือ ผลสำเร็จไม่ได้หมายความว่า จะให้มีผลในทางวัตถุ แต่จะต้องทำให้ดี เพราะว่าแต่ละกระทรวงก็ต้องทำ และโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ ประเทศก็กำลังผ่านวิกฤตการณ์ ไม่ใช่เฉพาะในทางที่ท่านต้องทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ต้องทำด้วยความสามารถ เพราะว่าประเทศชาติกำลังผ่านระยะที่วิกฤต ทั้งในด้านสถานการณ์ที่จะต้องใช้ความสามารถในทางที่จะให้ประเทศรุ่งเรืองได้ แม้แต่ธรรมชาติก็อันตรายอยู่”

“นอกจากนั้น เวลานี้บ้านเมืองได้รับความเดือดร้อน นอกจากน้ำท่วม ก็มีอย่างอื่น ที่มีคนเขาพูดมาก โดยเฉพาะไม่ใช่คนไทย คนต่างประเทศพูดว่า ประเทศไทยไม่ดี ก็จะต้องพยายามที่จะแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข ประเทศก็เสียชื่อ แล้วก็เมื่อเสียชื่อแล้ว ก็จะเสียหายในเรื่องที่ประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าเขาว่าว่าคนไทยไม่ดี ก็ทำให้คนไทย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ปกครอง แต่ทุกคนก็กลายเป็นคนไม่ดี ฉะนั้น ต้องพยายามแก้ไขอะไรที่ไม่ดี ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นงานที่ยาก หนัก ก็ขอให้ท่านได้มีกำลังใจปฏิบัติงาน เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ”

“ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะทำ ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะทำ แม้มีเวลาน้อย แต่เชื่อว่าท่านทำได้ เพราะท่านก็มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ ก็ขอให้ท่านได้ผ่านพ้นอุปสรรค และขอบใจที่ท่านรับหน้าที่อันหนักนี้ และขอให้ทำด้วยความเข้มแข็ง และขอให้ท่านสำเร็จในงานการที่ได้รับทำ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตการณ์ และมีความเจริญ มีความสำเร็จในการปฏิบัติ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ และมีร่างกายเข้มแข็ง แข็งแรง ไม่มีอะไรที่มาขัดขวาง ขอให้ได้รับความสำเร็จทุกประการ”

เช่นเดียวกับพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานให้กับ ครม.ชุดใหม่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551

“ถ้าท่านทำงานเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบุญ สำหรับประเทศ เพราะว่าประเทศต้องมีคนที่ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี ถ้ามิเช่นนั้น ไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานของประชาชนทั่วไปได้ดีนัก แต่ถ้าท่านได้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสุข ความเรียบร้อย ก็ทำให้ประเทศชาติผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนคนไทยทุกคนที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปโดยดี เพราะว่าทำให้สามารถที่จะมีความเป็นไทยได้”

“ขอให้พยายามที่จะปฏิบัติงานให้ดีที่สุดเพื่อให้เมืองไทยมีความเรียบร้อยมีความสุข ถ้าทำไม่ดีจะเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงหรือคนที่ทั่วไปทำไม่ดีคนหนึ่งคนใดก็ทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ ท่านมีหน้าที่สูงที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปด้วยดี ขอให้ปฏิบัติงานเพื่อความดีความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สุด”

“หากทำได้ท่านเองก็มีความสุขประชาชนทั่วไปก็มีความสุขทั้งนั้น คนไหนจะทำอะไรก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ ถ้าท่านช่วยกันดูแลประเทศชาติมีความราบรื่นท่านเองก็มีความสุขเหมือนกัน ที่ท่านตั้งในจะปฏิบัติงานโดยดีนั้นเป็นความดีที่ถ้าจะทำสำหรับตัวเองและส่วนรวม ถ้าส่วนรวมอยู่ดีท่านก็อยู่ดี ขอให้ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยให้ประเทศชาติมีความราบรื่น ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงานแต่ละส่วนที่ท่านต้องทำ”

เหนืออื่นใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงเน้นย้ำถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ดังจะเห็นได้จากการมีพระราชดำรัสต่อ ครม.ชุดใหม่เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554

“ขอทุกท่านทำงานด้วยความตั้งใจอย่างดีที่สุดเพื่อผลสำเร็จของบ้านเมืองในทุกสาขา ในทุกด้านมีความพอใจในงานการ และมีความสำเร็จในงานการ ทำให้ประเทศชาติเป็นที่อยู่ที่สบายในโลก ซึ่งในโลกนี้มีความวุ่นวายพอแล้ว ขอให้ในประเทศไทยมีความเรียบร้อย”

“ขอแสดงความยินดีต่อคณะรัฐมนตรีที่ได้ตั้งขึ้นมาใหม่ และที่มากล่าวคำปฏิญาณว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศชาตินี้ ขอให้ทำงานตามที่ได้กล่าวปฏิญาณ และสามารถปฏิบัติตามความตั้งใจ”

“ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในความมีผลสำเร็จ ท่านเอง ในส่วนตัวของท่านก็จะมีความพอใจ ถ้าท่านได้ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการ และให้บ้านเมืองมีความสำเร็จตามที่ต้องการ ซึ่งถ้าประเทศไทยนั้น น่าจะมีได้”

“ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้มีความวุ่นวายอย่างยิ่ง เมืองไทยยังมีความวุ่นวายน้อย การรักษาความสงบสุขรักษาความสำเร็จที่ได้กระทำมาแต่ปางก่อน ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะมีความสำเร็จได้แล้ว จะมีความพอใจ”

บ้านเมืองจะพัง เพราะการทุจริต

นอกเหนือไปจากพระราชดำรัสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ ครม.ในหลายโอกาสแล้ว ยังมีอีกพระราชดำรัสหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นคำสอนที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง คือ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ว่าราชการจังหวัดระบบบูรณาการ (ผู้ว่าฯ ซีอีโอ) เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2546 ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยใจความสำคัญ ดังนี้

“ที่ใช้คำว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอก็เข้าใจว่าจะให้ทุกคนมีความรู้ทั่วทุกอย่าง และเมื่อมีปัญหาอะไรก็จะแก้ปัญหาได้ อันนี้ได้เคยถามทางซีอีโอว่า ท่านจะรู้ได้อย่างไร ท่านบอกว่า ก็ขอให้รองผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอทำตามปัญหาที่มีอยู่ ไม่ใช่ผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ไม่ต้อง ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย อันนี้ก็มีปัญหาอะไรที่จะมีผู้ว่าฯ ซีอีโอ เพราะว่าซีอีโอนี้เข้าใจว่า เป็นผู้ที่มีคำสั่งได้ คนไทยมีคำสั่งได้ ไม่เข้าใจในงาน ไม่รู้รายละเอียดของงานก็ลำบาก ทำไม่ได้”

“แต่เข้าใจว่าท่านได้ผ่านอบรมมา และมีผู้ที่เป็นผู้อบรม มีคุณภาพตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศมาสอนท่าน และท่านเข้าใจในการสอนนั้น ถ้าทำอย่างนั้นได้ก็ไม่ต้องให้โอวาทอะไรเลย เพราะว่าโอวาทนั้นจะมีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง แต่ท่านก็รู้เรื่อง แต่อยากจะสรุปหน้าที่ของท่านว่าท่านจะต้องปกครอง คำว่าปกครองนี้ก็หมายความว่า จัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนมีความเรียบร้อย มีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตดีอย่างดี เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างนั้นจะต้องมีความรู้ในทั้งหลักวิชาต่างๆ”

“อีกข้อหนึ่งของซีอีโอ ข้อสุดท้ายคือประสานนั้น ต้องประสานงานไม่ใช่ประสานงา โดยมากเอะอะอะไรก็ประสานงากัน แล้วก็มีการทุจริต ทำอย่างไรจึงจะปราบทุจริตได้ ปราบทุจริตจะว่าเป็นเรื่องของตำรวจ เรื่องของศาล เป็นเรื่องของพระ ไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ว่าฯ ซีอีโอ อย่าให้ข้าราชการชั้นไหน ชั้นใด ข้าราชการหรือประชาชนมีการทุจริต ถ้ามีทุจริตแล้วบ้านเมืองพัง ที่เมืองไทยพังมาเพราะว่ามีทุจริต”

“ท่านเป็นซีอีโอ แต่ซีอีโอมีเกษียณ และกฎหมายบอกต่ออายุไม่ได้ มีแต่ต่ออายุข้าราชการสำนัก ที่จะต่ออายุได้เพราะว่ามีกฎหมายที่ข้าราชการสำนักต่ออายุได้ ถึงเท่าไรก็ได้ เพราะไม่ทราบว่าลองไปพูดว่าผู้ว่าฯแข็งแรงให้ต่ออายุ เพราะว่าผู้ว่าฯ ซีอีโอต้องเป็นคนที่สุจริต ทุจริตไม่ได้”

“ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป ถ้าไม่ทุจริต ถ้าสุจริตและมีความตั้งใจในธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง แล้วสุจริตประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก เพราะว่าผู้ที่ทำด้วยความตั้งใจ เพียงแค่นี้จะให้พรให้อายุยืนเท่าไรๆ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรัฐบาลยังไม่ให้ต่ออายุ ก็ขอให้อย่างน้อยถึงอายุ 60 ท่านแข็งแรงไม่มีไข้เจ็บอะไร ให้ปลอดภัยให้สามารถทำงานที่ต้องการ”

 

โรดแมปไม่เปลี่ยน เดิมพันอนาคตชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 10:07 น   http://www.posttoday.com/analysis/politic/460792

โรดแมปไม่เปลี่ยน เดิมพันอนาคตชาติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ช่วงนี้ประเทศไทยยังอยู่ในความโศกเศร้ากับเดือนแห่งมหาวิปโยค ภายหลังสำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค.

แม้บรรยากาศทุกอย่างของประเทศจะอยู่ในความเงียบเหงาเพื่อร่วมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บูรพมหากษัตริย์ซึ่งทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาปรานี ต่อพสกนิกรคนไทยที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินขวานทอง

ทว่า การเมืองช่วงนี้จะเงียบไปตามบรรยากาศหรือแทบจะหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว จนหลายฝ่ายมองว่าอาจล่าช้าจากแผนตามโรดแมปที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งปี 2560 ซึ่งเรื่องนี้มีการยืนยันจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ได้การันตีถึงประเด็นดังกล่าว “ไม่มีอะไรกระทบโรดแมปที่วางไว้ ตราบใดที่ท่าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่ประกาศอะไร โปรดเชื่อเถิดว่าไม่มีอะไรที่จะกระทบกระเทือน ถ้ามีอะไรรัฐบาลรู้ก่อนแล้วต้องบอกประชาชน แต่ตอนนี้ที่ไม่ได้บอกเพราะไม่มีอะไรที่จะกระทบ”

จึงเป็นคำพูดที่ทำให้มั่นใจได้ว่า จากนี้ไปหลังคนไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงสะเทือนจิตใจแล้ว การเมืองยังคงเดินหน้าไปสู่ทางออกให้กับประเทศได้ โดยไม่มีอะไรมากระทบ หรือต้องทำให้สะดุดลงเลื่อนออกไปอีกจนสร้างความเสียหายตามมา

โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่ง ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ซึ่งต้องออกให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง เพราะหลายฝ่ายให้ความสนใจว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ท่ามกลางเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไล่เรียงตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (สว.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า หากจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยคาดว่ากฎหมายประกอบทั้งสองฉบับจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือน ต.ค. หรือไม่ก็ต้นเดือน พ.ย.นี้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป แต่ก็ต้องติดตามโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวข้องกับ กกต. เพราะนอกจากจะมีการเพิ่ม 5 เสือ เป็น 7 เสือแล้ว

แต่ กรธ.อาจมีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ รวมถึงชื่อและวิธีการได้มาของ กกต.จังหวัด หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง

ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น กรธ.ได้ดำเนินการพิจารณาเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วงถก กรธ.อีกครั้งหนึ่งเพื่อกำหนดคอนเซ็ปต์

ทว่า เรื่องที่ถูกวิจารณ์จากพรรคการเมือง ยิ่งเฉพาะ พ.ร.บ.พรรคการเมือง คือพรรคต้องนำเสนอนโยบายหาเสียงกับ กกต.พิจารณาก่อนประกาศใช้ เพื่อเป็นด่านแรกในการสกัดไม่ให้เกิดนโยบายประชานิยม ซึ่งเคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมาแล้ว

อย่าลืมว่า กกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ด้วยลำพังแค่ภาระนี้ก็หนักเพียงพอต่อการทำงาน เนื่องด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดรายใดได้ ดังนั้นหากเพิ่มงานเข้ามาอีกอาจทำให้กระทบต่อระบบทั้งหมดก็เป็นได้

ทั้งหมดจึงล้วนแต่ดุลพินิจของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะพิจารณาเพื่อให้สำเร็จลุล่วงตอบสนองต่อประโยชน์ประเทศให้มากที่สุด โดยไม่เกิดความขัดแย้งอย่างที่ผ่านๆ มา

ส่วนกฎหมายประกอบที่เหลืออีก 2 ฉบับ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กรธ. ว่าจะให้ออกมาเป็นแบบไหน เพื่อลดแรงเสียดทานจากทุกฝ่าย และให้ทันต่อแผนกำหนดที่รัฐบาล คสช.วางไว้ ทั้งหมดจึงล้วนแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าต่อการดำเนินการของทุกฝ่าย

เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทาง เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หลังจากรอคอยมายาวนานกว่า 10 ปี เนื่องด้วยต้องประสบปัญหาในทางการเมืองจนเกิดความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแยกขั้ว

ท่ามกลางปัญหานานัปการรุมล้อมรอคอยทิ่มแทงรัฐบาลรวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะต้องฝ่าฟันข้ามไปสู่โรดแมป

เพราะถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ต่อประชาชน ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องเดิมพันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยไม่ให้ถดถอยล้าหลัง จากปัญหาเดิมๆ ที่เคยมีมาและพัฒนาชาติสู่ความเจริญรุ่งเรืองตามความตั้งพระทัยของพ่อหลวง

 

‘มีชัย’ จบภารกิจร่างรธน. เงาคสช.คลุมการเมือง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460180

'มีชัย' จบภารกิจร่างรธน. เงาคสช.คลุมการเมือง 5 ปี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วสำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใต้เดี่ยวมือหนึ่งที่ชื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หลังจากได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่แก้ไขเพิ่มเติมคำถามพ่วงเข้าไปให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 11 ต.ค.

ขั้นตอนต่อจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปของ คสช.ในปี 2560

ย้อนกลับไปที่การทำงานของ กรธ.ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ช่วง

ช่วงที่หนึ่ง เป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ มีเนื้อหา 16 หมวด 279 มาตรา โดยเนื้อหาสาระสำคัญตั้งแต่วันนั้นจนถึง ณ วันที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้รัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

โครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ อย่างคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และองค์กรอิสระ ถูกปรับเปลี่ยนไปตามฐานข้อมูลที่ กรธ.ได้รับมาจากหลายส่วน ภายใต้หลักการปราบทุจริตและการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ ดังจะเห็นได้จากมาตรา 244 และมาตรา245

มาตรา 244  มีหลักการสำคัญว่าในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

มาตรา 245 กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ป.ป.ช. และ กกต. ปรึกษาร่วมกัน และส่งผลการตรวจสอบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐไปยังสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายการเมืองจะถูกตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว เพราะองค์กรอิสระก็สามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน อาทิ การให้ สส.และ สว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อเพื่อกล่าวหา ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ต่อประธานรัฐสภา ก่อนจะส่งไปให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่้อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ทำการไต่สวนหาข้อเท็จจริง หากพบว่ามีความผิดจะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาต่อไป

ช่วงที่สอง อาจกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านการทำประชามติ เพราะ กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงที่ว่าด้วยการให้ที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปี มาปรับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

กระแสกดดันพุ่งเข้าใส่ กรธ.อย่างมหาศาล โดยเฉพาะจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกฯ แต่ กรธ.ปฏิเสธ โดยยังคงเอกสิทธิ์ในการเสนอชื่อนายกฯเป็นของ สส.ตามเดิม และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เท่ากับว่า สส.ยังคงเป็นฝ่ายเสนอชื่อนายกฯ ตามเดิม เพียงศาลได้ให้ กรธ.แก้ไขเฉพาะการให้ สว.มีสิทธิร่วมลงชื่อกับ สส.เปิดประชุมรัฐสภาลงมติงดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมือง และให้กระบวนการเหล่านี้สามารถทำได้ตลอด 5 ปี ไม่ใช่ทำได้เพียงครั้งเดียวหลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ผลของคำวินิจฉัยทำให้กระบวนการเลือกนายกฯ มีลำดับดังนี้

– พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 คน ที่จะให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ต่อ กกต. ในวันรับสมัครเลือกตั้ง

– หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภา ซึ่งประธานสภาจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง เมื่อได้ตัวประธานรัฐสภาจะเป็นขั้นตอนของการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกฯ

– สส.เสนอบุคคลจากบัญชีของพรรคการเมือง ถ้ารัฐสภามีมติมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียงจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 คน เลือกใครเป็นนายกฯ จะต้องมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

– หากเกิดกรณีการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่ประสบความสำเร็จ ต้องมีการเลือกนายกฯ อีกครั้ง

– การเลือกนายกฯ ในครั้งที่สอง สส.และ สว. เข้าชื่อ 376 คน และยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อเปิดประชุมรัฐสภา และมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 501 คน จาก 750 คน ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีพรรคการเมืองก็ได้

– รัฐสภาประชุมอีกครั้งเพื่อลงมติเลือกนายกฯ โดยเสียงที่จะชี้ขาดว่าบุคคลใดจะได้เป็นนายกฯ คือ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 คน จากสมาชิกรัฐสภา 750 คน

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า สว.ในช่วง 5 ปีแรก จะมาจากการสรรหาของ คสช. ซึ่งมีผลให้ คสช.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ ในอนาคต

ที่สุดแล้ว แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้นตามขั้นตอน แต่ดูเหมือนว่าการเมืองไทยเพิ่งกำลังจะเริ่มต้นใหม่เท่านั้น เพราะนับจากนี้ไป กรธ.จะเข้าสู่โหมดการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ฝ่ายการเมืองเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจนำมาซึ่งการห้ำหั่นทางการเมืองกันอีกรอบ

 

“จตุพร”ติดคุก ฉุดพลังนปช.แผ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 13:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/459830

"จตุพร"ติดคุก ฉุดพลังนปช.แผ่ว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลับมาสูญเสียอิสรภาพรอบที่ 3 เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กระทำการผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมกับมีคำสั่งให้ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราว

ประเด็นอยู่ที่การคุมตัว จตุพร ซึ่งเตรียมพร้อมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าเป้มาระหว่างรับฟังคำสั่งศาลวานนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อ “ทิศทาง” และ “พลัง” การเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงในอนาคต อย่างมีนัยสำคัญ

ประการแรกนี้เป็นคดีที่แกนนำ นปช.ตกเป็นจำเลยในคดีก่อการร้ายที่มีโทษรุนแรง นอกจากจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือแล้ว ยังต้องต่อสู้ตามกระบวนการไปอีกสักระยะ

แม้ทาง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช.คนอื่นๆ ที่ติดร่างแหอยู่ในคดีนี้และได้รับการประกันตัวชั่วคราวออกมาสู้คดีพร้อมกัน จะไม่ถูกถอนประกันในรอบนี้ด้วย

แต่ใช่ว่าแกนนำเหล่านี้จะกล้าออกมาเคลื่อนไหวในอนาคตเพราะบทเรียนจาก จตุพร รอบนี้สะท้อนให้เห็นว่าออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดความเห็นที่หมิ่นเหม่ถูกดำเนินคดีได้ สุดท้ายอาจพลาดพลั้งต้องเดินทางกลับเข้าสู่เรือนจำตามรอย จตุพร อย่างไม่รู้ตัว

จะเห็นว่าชนวนสำคัญทำให้ จตุพร ถูกถอนประกันเนื่องจากการจัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ ใส่ความให้ร้ายผู้อื่น ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย อันเป็นการละเมิด กระทบสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล หรือหน่วยงานรัฐ ที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขการให้ประกันตัวชั่วคราวของศาล

แต่หากดูรายละเอียดแต่ละเรื่อง อาทิ การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อุทยานราชภักดิ์ จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเข้าใจได้ว่าทำไมถึงถูกตีความว่าเข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ทำให้บ้านเมืองไม่สงบผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว

ทั้งที่เจ้าตัวจะพยายามชี้แจงว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมโดยความสุจริตในฐานะประชาชนผู้ห่วงใยประเทศ ไม่เคยพูดในลักษณะยุยง

ไม่แปลกที่จะมีบางกลุ่มมองว่าการที่อัยการออกมาขอเพิกถอนการปล่อยตัวรอบนี้เป็นอีกแรงบีบที่จะควบคุมแกนนำ นปช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว ตลอดจนการออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช.

ก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีความพยายามสกัดการเคลื่อนไหวของ นปช.หลายระลอก ทั้งกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติสั่งพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทีวียี่สิบสี่ ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า เนื้อหาในรายการเข้าข่ายให้ข้อมูลข่าวสารยั่วยุ ปลุกปั่น ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557

แต่ก็ไม่อาจหยุดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.ได้ เมื่อแกนนำ นปช.พากันเปลี่ยนรูปแบบการจัดรายการเมื่อจัดผ่านยูทูบและเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊ก

ปัญหาอยู่ที่รอบนี้ จตุพร ในฐานะประธาน นปช.ต้องกลับเข้าเรือนจำในช่วงที่ต้องต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมกับทั้งคดีก่อการร้ายที่ใช้เวลาอีกนาน ยังไม่รวมกับคดีอื่นๆ ที่จ่อคิวอีกหลายคดี

เมื่อหัวขบวนไม่อาจนำทัพเคลื่อนไหวได้ คงยากมีใครกล้าเอาอนาคตมาสุ่มเสี่ยงด้วยการผลีผลามทำอะไรที่ท้าทาย คสช. ซึ่งมีอำนาจเต็มมือเวลานี้

อีกทั้งเวลานี้ยังไม่มี “ประเด็น” ที่มีน้ำหนักเพียงพอจะออกมาขย่ม คสช. ยิ่งในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น แม้จะถูกฉุดด้วยเรื่องของคนรอบตัวไปบ้างแต่ก็ไม่ทำให้ภาพรวมของ คสช.เสียหายรุนแรง

แถม “สัญญาณลุย” จากเมืองนอกที่เคยเปิดหน้าออกมาขย่ม คสช.ในช่วงก่อนหน้านี้ก็ดูจะเงียบหายไปในระยะหลัง

ดังนั้น เมื่อแกนนำ นปช.ที่เวลานี้แต่ละคนก็ล้วนแต่มีคดีติดตัวจนไม่มีเวลาจะมาคิดเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.เหมือนแต่ก่อน ย่อมทำให้พลังของมวลชนคนเสื้อแดงค่อยๆ มอดลงไป

สอดรับกับผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนใหญ่ออกมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานอันเข้มแข็งของคนเสื้อแดง

ทั้งที่แกนนำ นปช.และพรรคเพื่อไทยออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ยังไม่รวมกับเงื่อนไขคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามพรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งสะกดไม่ให้ใครกล้าฝ่าฝืนหากไม่มีเหตุจูงใจ เพราะโทษของการฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.นั้น มีแต่จะไปซ้ำเติมคดีอื่นๆ ให้หนักขึ้น

สุดท้ายเมื่อเส้นทางข้างหน้าชัดเจนแล้วว่าหากกัดฟันรออีกแค่ปีกว่า ทุกอย่างต้องเดินไปสู่กระบวนการเลือกตั้งที่จะพาประเทศกลับเข้าสู่ระบบปกติ

เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เชื่อได้ว่าพลังการเคลื่อนไหวของ นปช.จะแผ่วลงไปเรื่อยๆ

 

“บิ๊กตู่” เดิมพันอนาคต ป้องกันน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/459550

"บิ๊กตู่" เดิมพันอนาคต ป้องกันน้ำท่วม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ “น้ำ” เวลานี้ยังเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่อาจนิ่งนอนใจ แถมยังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังจะเห็นจากท่าทีเอาจริงเอาจังทั้งการเฝ้าระวัง การหาแนวทางป้องกันล่วงหน้า รวมทั้งการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงานในพื้นที่ล่อแหลม เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ที่ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยให้พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง

ที่สำคัญได้มอบหมายให้กรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานด้านน้ำอื่นๆ และแต่ละจังหวัดที่พายุจะพาดผ่าน ปรับแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวม และพื้นที่รับผิดชอบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

เนื่องจากโจทย์เรื่อง “น้ำท่วม” อีกด้านหนึ่งยังต้องไม่ทำให้เกิดปัญหา “น้ำแล้ง” ในอนาคตอีกด้วย

การทำงานช่วงที่ผ่านมายังทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง คสช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ล่าสุดสถานการณ์น้ำเริ่มประชิดกรุงเทพฯ ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะกลับไปซ้ำรอยมหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงอีกหรือไม่

สอดรับกับท่าที พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ออกมาระบุว่ามีน้ำทั้งในเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนพระราม 6 ที่ต้องผันลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยามากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตร ถ้าเป็นในอดีตคงท่วมหมดแล้ว เราพยายามกระจายน้ำทำให้ทุกอย่างไม่ให้เดือดร้อนมาถึงกรุงเทพฯ

แม้จะไม่ตอบคำถามว่า “เอาอยู่มั้ย” แต่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการหรือเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ คงจะท่วมกันหมดแล้ว

การทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนในอดีตนั้นถือเป็นเดิมพันของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะหากทำสำเร็จย่อมเพิ่มความเชื่อมั่นให้เพิ่มสูงขึ้นทั้งในสายตาของประชาชนทั่วไป

อีกด้านหนึ่งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ นักลงทุนจากต่างประเทศ หลังจากบางส่วนถอนการลงทุนกลับไป หรือระงับการลงทุนใหม่ หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพราะไม่กล้าเสี่ยงกับสถานการณ์ที่ไม่รู้จะควบคุมได้หรือไม่

หากครั้งนี้ป้องกันน้ำท่วมได้สำเร็จ ย่อมสามารถฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้รัฐบาล คสช.มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นตามมา

ที่สำคัญการป้องกันน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งยังจะเป็นการ “ดิสเครดิต” ซ้ำแผลเก่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายรุนแรง

ทั้งหมดจึงทำให้เวลานี้รัฐบาล คสช.ให้ความสำคัญกับการตั้งรับป้องกันปัญหาน้ำท่วม ดังจะเห็นจากในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่จัดประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อธิบดี ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัด และหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 

เพื่อหาทางป้องกันสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

ปัญหาอยู่ที่หากรอบนี้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาด สถานการณ์รุนแรงจนเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ ย่อมจะนำไปสู่แรงเสียดทานที่จะถาโถมกลับมายังตัว พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรุนแรงหลายเท่า ที่จะสั่นคลอนต่อไปถึงเสถียรภาพการบริหารประเทศในช่วงปลายโรดแมป นับจากนี้

รวมไปถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่กำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ ให้กลับทรุดหนักลงไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อครั้งนี้ไม่อาจไปโทษดินฟ้าอากาศ เพราะกลไกเครื่องไม้เครื่องมือเฝ้าติดตามฝน ปริมาณน้ำ ตลอดจนระดับน้ำในเขื่อนนั้นมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอย่างใกล้ชิด

อีกทั้งจากบทเรียนเมื่อน้ำท่วมใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็มีประสบการณ์ในการทำหน้าที่แก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในฐานะ ผบ.ทบ. ที่ถือเป็นกลไกสำคัญรับมือปัญหาในเวลาน้ัน

ที่สำคัญ ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือสามารถสั่งทุกกลไกข้าราชการและหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและไร้ข้อจำกัด หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อีกย่อมต้องถูกตั้งข้อสงสัยในฝีไม้ลายมือในการรับมือปัญหาน้ำท่วม แถมยังจะพาลไปถึงความสามารถในการบริหารงานด้านอื่นๆตามไปด้วย

ยิ่งในพื้นที่ กทม.ด้วยแล้วเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดผู้ว่าฯ กทม.ไปก่อนหน้านี้หากเกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ กทม.ในอนาคต แรงกดดันจะยิ่งสะท้อนกลับมารุนแรง

ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นเดิมพันสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

บริวารเป็นพิษ จุดอ่อนบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/459357

บริวารเป็นพิษ จุดอ่อนบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไป 2 ปีกว่า คะแนนนิยมรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ลดหย่อนลงไปมากนัก เพราะผลโพลทุกสัปดาห์ได้สะท้อนว่า มีประชาชนยังนิยมในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จำนวนมาก

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้เปิดเผยผลสำรวจเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า สิ่งที่ประชาชนสมหวังกับ 2 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้มีอิทธิพล 82.69% รวมไปถึงการควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง 78.32% การบริหารประเทศเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนด 70.69% การแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ที่สาธารณะ การจัดระเบียบสังคม 67.32% และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม 60.15%

ในทางกลับกัน สิ่งที่ประชาชนผิดหวังกับ 2 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ปัญหาปากท้องของประชาชน 73.52% ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร 71.89% การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น 68.38% ปัญหาอาชญากรรม คดีอุกฉกรรจ์ต่างๆ 58.87% และการแก้ปัญหาไฟใต้ 52.19%

ขณะเดียวกันสิ่งที่ประชาชนคาดหวังในปีที่ 3 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า ประชาชนคาดหวังสูงสุดคือให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีการลงทุนขนาดใหญ่ พัฒนาระบบการคมนาคม ถึง 83.18% ถัดมาเป็นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี กินดีอยู่ดี มีงานทำ 79.24% ส่วนคนไทยรักสามัคคีกัน บ้านเมืองสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง 72.08% และมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย การเมืองเป็นไปในทิศทางที่ดี 71.65%

จากผลโพลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนชื่นชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นผลมาจากการใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา อาทิ โยกย้ายข้าราชการสีเทา แก้ปัญหาการยึดคืนที่ดิน ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

ประเด็นสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีจุดอ่อน ในเรื่องที่สังคมกำลังจับจ้องคือเรื่องปัญหาบริวารเป็นพิษ ที่มาจากคนรอบข้างทั้งจากครอบครัวน้องชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม อาทิ การแต่งตั้งยศทหารให้ลูกชาย “ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา” เพื่อให้เข้ารับราชการเป็นนายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ต่อด้วยบุตรชายที่ได้รับงานจากกองทัพภาคที่ 3 หลายโครงการ และยังใช้บ้านพักราชการจดทะเบียนตั้งบริษัทอีกด้วย สุดท้ายกับกรณีภรรยาที่ถูกกล่าวหาใช้งบและกลไกของทางราชการในการสร้างฝายที่ จ.เชียงใหม่ โดยใช้ชื่อตนเอง “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา”

ปมปัญหาฉาวดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ออกอาการปกป้อง แต่ท้ายที่สุดต้องนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจถ่วงเวลาไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องฉาว กรณีการบินไปประชุมร่วม รมว.กลาโหมอาเซียน และ รมว.กลาโหมสหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN – US Defense Informal Meeting) ของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ใช้งบกว่า 20 ล้านบาท โดยคนที่ร่วมขบวนไปด้วยถูกกล่าวหา ส่วนใหญ่เป็นนายทหารนอกราชการ เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ประวิตร เอง

ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมเรื่องที่มีการกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องไปแล้ว และเรื่องการให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) รับทำโครงการขุดลอกคลองอีก

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ พร้อมที่จะฉุดให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดิ่งเหวทันที หากมีการปกป้องไม่พยายามตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส และถูกมองว่าใช้เครื่องมือกลไกที่พรรคพวกตนเองมีอำนาจอยู่ มาฟอกขาวให้ จะยิ่งทำให้รัฐบาลเสียหาย

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีจุดอ่อนทางอารมณ์ ที่มักจะแสดงอารมณ์เสียกว่านายกฯคนอื่นๆ อาจเพราะเป็นคนใส่ใจในทุกเรื่อง ทุกงานต้องเดินหน้า ไม่เกิดปัญหา และไม่อยากได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อมีอะไรมากระทบ ก็จะออกอาการหลุดและหากควบคุมไม่อยู่ ก็จะเป็นผลเสียได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของรัฐบาลคือ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีกลไกการดำรงอยู่ของรัฐบาลด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จแบบรัฏฐาธิปัตย์ และมีโรดแมประยะเวลาเป็นตัวกำหนดอายุรัฐบาลอย่างชัดเจน หากนำไปใช้ตรงไปตรงมา จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและได้รับความนิยมมากขึ้น

ทว่า ห้วงเวลาจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรอบคอบนอกจากควบคุมอารมณ์ คือการคิดให้ทะลุในหลักการของกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเมือง ที่จะต้องผ่อนคลาย และสร้างให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเมืองและรัฐบาลในอนาคตอย่างไรไม่ให้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ หรือปูทางไว้สำหรับตัวเอง และแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ไม่ใช่สร้างกลไกให้เป็นระเบิดเวลา พล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่ในอำนาจได้อีกนาน

 

ประวิตร สะดุดขาตัวเอง ปิดฉากนั่งนายกฯ คนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458883

ประวิตร สะดุดขาตัวเอง ปิดฉากนั่งนายกฯ คนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แคนดิเดตว่าที่นายกรัฐมนตรีคนนอกน้อยลงไปอีกคน เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังสะบักสะบอมอย่างหนักกับมรสุมลูกใหญ่ กรณีเช่าเครื่องบินเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

จะเห็นว่าคำชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณ 20.9 ล้านบาท ช่วงที่ผ่านมาดูจะไร้น้ำหนัก จนค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประวิตร แถมลามไปถึง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ไม่ว่าจะประเด็นผู้ร่วมเดินทาง 38 คน ที่ตอนแรกไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ อ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ก่อนที่จะมีเอกสารหลุดออกมาในโซเชียลมีเดีย ปรากฏทั้งรายชื่อตัวแทนเอกชนยักษ์ใหญ่ร่วมคณะ และมีชื่อผู้ประกาศข่าว ซึ่งต่อมาออกมายืนยันว่าไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย

ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการใช้วิธี “เช่าเหมาลำ” ด้วยเหตุผลว่าไม่มีสายการบินใดที่จะเดินทางไปที่ฮาวายโดยตรง จำเป็นต้องไปต่อเที่ยวบินซึ่งเสียเวลาเพราะเดินทางไปแค่ 3 วัน นั้นเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้

แต่การให้น้ำหนักไปกับการชี้แจงว่าเลือกสายการบินไทยเพราะเหมือนควักกระเป๋าซ้ายจ่ายกระเป๋าขวาดูจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ในเมื่อสังคมกำลังตั้งตารอกับรายละเอียด เรื่องความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปกว่า 20 ล้านบาท มากกว่า

แถมสิ่งที่หยิบยกมาอธิบายต่อสาธารณะ เรื่องประเด็นการเดินทางไปประชุมนั้นจะมีการหารือเรื่องการก่อการร้าย การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องไอซิส รวมถึงความมั่นคงทางทะเลที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทะเลจีนใต้ เป็นต้น ซึ่งทางสหรัฐชื่นชมไทยในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย และแก้ปัญหาเรื่องการบิน ยังดูเลื่อนลอยขาดรายละเอียดที่ชัดเจน

ครั้นจะหวังกลไกการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ มายืนยันความบริสุทธิ์ก็ดูจะไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เมื่อเรื่องนี้ประเด็นอาจไม่ใช่เรื่องของ “ความผิด” แต่เป็นเรื่อง “ความเหมาะสม”

อย่าลืมว่าหลายนโยบายแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ช่วยเหลือ กลับต้องถูกปฏิเสธไปเพราะเหตุผลว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ แต่เมื่อเห็นการจับจ่ายเงินของรัฐบาลไปกับการเดินทางเพียงแค่ 3 วันร่วม 20 ล้านบาทยิ่งมีแต่จะทำให้ทุกอย่างดูแย่ลง

สุดท้ายคนที่เสียหายที่สุดก็คือ พล.อ.ประวิตร เอง ที่สูญเสียความน่าเชื่อถือและทำให้เส้นทางที่วิเคราะห์กันว่ามีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกต้องหมดลงไปทันที

ก่อนหน้านี้ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร ถูกมองว่าเป็นคนกุมอำนาจที่แท้จริงของ คสช. แถมสั่งสมบารมีจนมีกระแสข่าวว่าถึงขั้นวัดรอย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

สะท้อนผ่านเมื่อครั้ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป คนสนิท พล.อ.เปรม ถูกออกหมายเรียกข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการส่งไลน์เปิดเผยการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

จนสุดท้าย พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาชี้แจงว่า “ในชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับน้อง พล.ร.อ.พะจุณณ์ก็เปรียบเป็นน้องผม ยิ่งไปเขียนถึงท่านรัฐบุรุษอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้” ก่อนตบท้ายว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลย อาจหาว่ามึงใหญ่ดีนักเลยเขียน ผมไม่ใหญ่เลย ไม่เคยใช้อำนาจและไม่อยากใหญ่ด้วย พร้อมออกทุกวัน”

ยิ่งทำให้กระแสข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ดูมีน้ำหนักมากขึ้นก่อนที่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้า พล.อ.ประวิตร ลาออกก็ใช้มาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่

แต่หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรมีบทบาทใน คสช.แทบจะมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง ซึ่งจะเห็นว่าตั้งแต่ระดับบิ๊กตำรวจ ไล่มาตั้งแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ถือเป็นน้องรัก พล.อ.ประวิตร ไม่ต้องพูดถึงการจัดโผทหารในฐานะ รมว.กลาโหม แม้แต่ องค์กรอิสระ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็เคยนั่งเป็นเลขานุการรองนายกฯ ให้กับบิ๊กป้อม

ไม่แปลกที่หลายครั้งเมื่อมีการวิเคราะห์เผื่อในกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงจากตำแหน่ง ก็จะเห็นชื่อของ พล.อ.ประวิตร ลอยโดดเด่นมาแต่ไกล ไม่เว้นแม้แต่ว่าที่ นายกฯ คนนอกในอนาคตหลังเลือกตั้งหาก สส.ไม่สามารถตกลงกันได้ในการเลือกรอบแรก พล.อ.ประวิตร ก็มีโอกาสอยู่ไม่น้อย

สุดท้ายหากยังไม่มีคำชี้แจงในประเด็นที่สังคมเคลือบแคลง นี่ก็จะเป็นมรสุมลูกใหญ่ ที่ฉุดภาพลักษณ์ และทำให้บารมีที่ พล.อ.ประวิตร สั่งสมมาต้องพังทลายลงไปอย่างรวดเร็ว แถมยังจะทำให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ คนนอกของ พล.อ.ประวิตร ต้องปิดฉากลงไปด้วย

 

ปชป.ปัดจับมือ พท. เพิ่มโอกาสนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458658

ปชป.ปัดจับมือ พท. เพิ่มโอกาสนายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะยังสงวนท่าทีแบบ “ประชาธิปัตย์” แต่สัญญาณล่าสุดจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ตีความได้ชัดเจนว่าโอกาสที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือเพื่อไทยร่วมตั้งรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ยากมาก

“ผมพูดชัดเจนแล้วว่า หากพรรคเพื่อไทยยังคงจุดยืนเดิม เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับครอบครัว หรือบุคคล แล้วก็ยังมีปัญหาเรื่องนิรโทษกรรม การคอร์รัปชั่น หรือการดำเนินงานทางการเมืองที่เอาความรุนแรงมาใช้ ผ่านกลไกมวลชน ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมด้วยแน่นอน หรือแม้จะแยกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อมาขอร่วมด้วยก็ตาม” อภิสิทธิ์ ระบุ

แต่ก็เป็นไปตามที่ อภิสิทธิ์ออกตัวว่าเรื่องนี้ยังเร็วเกินไปที่จะมาพูดถึงเรื่องพรรคไหน หรือใครจะจับมือกับใคร เพื่อร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเด็นแรก เพราะยังไม่เห็นผลการเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะได้คะแนนเท่าไหร่ การประเมินล่วงหน้า โดยไม่มีคะแนนเสียงหรือจำนวนเก้าอี้ สส.มาประกอบการพิจารณาย่อมดูเลื่อนลอยเกินไป

อย่าลืมว่าระบบการเลือกตั้งใหม่แบบบัตรเดียวคิดคะแนนทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ที่หลายคนประเมินล่วงหน้าว่าระบบนี้จะทำให้ไม่มีพรรค การเมืองใดได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลาย

ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับเห็นแย้งว่าระบบเลือกตั้งบัตรเดียวนั้นยิ่งจะทำให้คะแนนพรรคใหญ่ทิ้งห่างพรรคเล็ก ด้วยการส่งผู้สมัครระบบเขตที่จะต้องเลือกเฟ้นคนที่เป็นที่นิยมได้รับการยอมรับอย่างมากในพื้นที่ และนั่นย่อมทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มสูงตามไปด้วย

ทั้งสองแนวคิดที่แตกต่างจึงยากจะสรุปได้ว่าระบบเลือกตั้งนี้จะส่งผลต่อคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งอย่างไร

ประเด็นต่อมา แนวคิดเรื่อง เซตซีโร่พรรคการเมือง เพื่อ “ล้มกระดาน” และเริ่มต้นการเมืองกันใหม่หมดนั้นยังเป็นความพยายามที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

หากในทางปฏิบัติเกิดขึ้นจริง ย่อมทำให้เกิดการสลายขั้วทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ จนไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงเรื่องใครจับมือกับใคร

อีกทั้งหากประเมินตามรูปการณ์แล้ว การวางสถานะเป็นพรรคขนาดกลางขนาดเล็ก มุ่งเจาะพื้นที่ที่ตัวเองได้ ย่อมหวังผลได้ง่ายกว่าการทุ่มทรัพยากรที่มีจำกัดไปทำพื้นที่ทั้งประเทศ

ที่สำคัญ พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น ถูกมองว่าจะเป็นตัวแปรทางการเมืองในอนาคต จนถึงขั้นมีส่วนชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป

ยกเว้นกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังคงเหนียวแน่นได้คะแนนเสียงมาเป็นกอบเป็นกำ ย่อมได้เปรียบในการเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเอาเข้าจริงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ปัญหาติดอยู่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ สส.เหมือนที่ผ่านมา แต่ตามรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามตินั้น กำหนดให้ สว. 250 คน เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ด้วย

จากเดิมที่เสียง สส. 251 น่าจะเพียงพอในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้วนั้น กลายเป็นต้องใช้เสียง สส.และ สว.อย่างน้อย 376 เสียง ถึงจะมีอำนาจเพียงพอในการชี้ขาดเลือกนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น หากเป็นไปตามที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้ คือ ไม่จับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ลำพัง สส.จะรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่พึ่ง สว.ย่อมเป็นไปได้ยาก

สมมติโดยเทียบเคียงกับการเลือกตั้ง ปี 2554 เพื่อไทยได้ 265 เสียง ประชาธิปัตย์ 159 เสียง ดังนั้น ต่อให้เพื่อไทยรวมเสียงพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ทั้งหมด 76 เสียง (265+76) ก็จะได้เพียง 351 เสียง ไม่ถึง 376 เสียง

อีกทั้งประเมินสถานการณ์แล้วคงเป็นไปได้ยากที่เพื่อไทยจะได้คะแนนสูงเท่าเดิม และยังไม่รวมกับเสียงจากพรรคอื่นๆ ที่จะไม่ไปรวมกับเพื่อไทย อาทิ พรรคของ ไพบูลย์ นิติตะวัน สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งจะทำให้คะแนนของเพื่อไทยน้อยลงไปอีก

ในทางกลับกัน การที่ประชาธิปัตย์จะอาศัยเสียง 159 เสียง รวมกับพรรคอื่นไม่ใช่เพื่อไทย จะได้เสียงเพียง 235 เสียง หากได้คะแนนหนุนจาก สว. 250 จัดตั้งรัฐบาลได้แต่ก็ขาดเสถียรภาพเพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ดี

อีกทั้งสถานการณ์ภายในประชาธิปัตย์ก็ง่อนแง่นมีปัญหาเรื่องเอกภาพและคะแนนนิยมลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนทำให้ประเมินแล้วคงยากที่จะได้เสียงกลับมาเท่าเดิม

สุดท้าย เมื่อประชาธิปัตย์ประกาศไม่จับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะตกลงกันในการเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรกย่อมเป็นไปได้ยาก และนั่นย่อมต้องนำไปสู่ขยักที่สองเปิดทางให้มีการเลือกนายรัฐมนตรีนอกลิสต์ 3 รายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง

หากเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะได้นายกฯ คนนอกเป็นไปได้สูง ด้วยเหตุผลเพียงเพราะพรรคการเมืองไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้

 

ยุทธศาสตร์ปราบทุจริต นักการเมืองต้องสาบานห้ามโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458657

ยุทธศาสตร์ปราบทุจริต นักการเมืองต้องสาบานห้ามโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็นชอบ มีสาระสำคัญดังนี้

การป้องกันทุจริตจะเริ่มตั้งแต่ต้นทาง กล่าวคือ กระบวนการเข้าสู่อำนาจหรือเข้าสู่ตำแหน่งของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ตั้งแต่ขั้นการก่อตัวของนโยบาย ไปจนถึงขั้นการติดตามการตรวจสอบผลกระทบจากการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งในยุทธศาสตร์ฯ ระยะที่ 3 มีจุดเน้นที่ผสมผสานกันระหว่างงานป้องกันที่มุ่งผนึกกำลังทุกภาคส่วน ดึงจุดแข็งตามบทบาทภารกิจของแต่ละหน่วยงานมาร่วมสร้างสังคมที่ซื่อสัตย์และสุจริต สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต สร้างกลไกการกล่อมเกลาทางสังคม เป็นการขัดเกลาผ่านการอบรมสั่งสอน ทั้งในระดับครอบครัว ระดับการศึกษา ซึ่งกรณีนี้ผู้สอนและผู้รับจะรู้สึกตัวในกระบวนการอบรมสั่งสอนโดยตรง

แบ่งเป็น 1.กลไกทางสังคมที่เป็นทางการ สร้างหลักสูตรต่อต้านการทุจริต เข้าไปในแบบเรียน ของนักเรียน นักศึกษา ในทุกระดับชั้น ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาเป็นภาคบังคับ บูรณาการการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณด้วยหลักคิดคุณธรรมจริยธรรมเพื่อปลูกฝังค่านิยมร่วมต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ 2.กลไกทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ ใช้กลไกทางศาสนาเป็นกลไกในการขัดเกลา สร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านการทุจริต

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต มุ่งเน้นการพัฒนากลไกการกำหนดให้นักการเมืองแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริตต่อสาธารณะก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือก่อนดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสดงแนวทางการบริหารที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งพรรคการเมืองยังจะต้องจัดทำเอกสารแสดงเจตจำนงทางการเมืองของพรรคการเมืองในการต่อต้านการทุจริตและเผยแพร่ให้แก่ประชาชน

หากตลอดวาระในการบริหารงานเกิดการทุจริต หรือเกิดความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายของสังคมและประเทศชาติ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนต่อประเทศชาติ เป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นปัญหาการทุจริต โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนากลไก มาตรการทางกฎหมาย รองรับการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งนี้เป็นการกำหนดระเบียบ แนวทาง การตรวจสอบนโยบายประชานิยมและวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายของพรรคการเมือง

วางมาตรการเสริมในการตรวจสอบกระบวนการทางนโยบาย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการก่อตัวของนโยบาย การกำหนดนโยบาย การตัดสินใจในนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินนโยบาย นอกจากนี้ต้องมีการรายงานผลการสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการประเมินกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติว่าภายหลังจากที่มีมาตรการเสริมในการตรวจสอบนโยบายแล้ว นโยบายนั้นยังมีความเสี่ยงต่อการทุจริตอีกหรือไม่ นโยบายมีประสิทธิภาพหรือมีความคุ้มค่าหรือไม่ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวมหรือไม่

ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบการป้องกันการทุจริตเชิงรุก รัฐบาลและองค์กรอิสระต้องร่วมมือกันพัฒนาและปรับปรุงแนวทาง มาตรการ หรือระบบการทำงานที่สามารถนำไปปรับใช้กับการป้องกัน หรือแก้ไขกระบวนการทำงานของส่วนราชการให้ปลอดจากการทุจริต เช่น การสร้างกระบวนการให้ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ หรือรับทราบข้อมูล ข่าวสารของทางราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งเสริมและพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งสามารถยับยั้ง หรือป้องกันการทุจริตภายในหน่วยงานของตนเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการกลไกต่างๆ ของการปราบปรามการทุจริตทั้งระบบให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การตรากฎหมายที่เท่าทันต่อการตรวจสอบการทุจริต กำหนดกรอบระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการปราบปรามการทุจริตให้ชัดเจนและควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาและจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ โดยมีอำนาจเฉพาะและมีขั้นตอนการดำเนินการที่กระชับและรวดเร็ว

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) จัดตั้งหน่วยงานหรือกลุ่มภารกิจเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ใช้สำหรับการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศ (CPI) ในแต่ละแหล่ง ศึกษาและวิเคราะห์ว่าในแต่ละแหล่งข้อมูลนั้นมีการประเมินในประเด็นใดบ้าง เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ พร้อมกับศึกษาวิธีการสำรวจและการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละแหล่งข้อมูล

ขณะเดียวกันให้มีหน่วยงานหรือกลุ่มภารกิจขึ้นเพื่อทำหน้าที่เร่งรัด และกำกับติดตามให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศให้สูงขึ้น หรือกำหนดเป็นมาตรการให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ หากไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดนับว่าเป็นความผิด

 

ถอนประกัน นปช. ปมเสี่ยงสยบการเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458430

ถอนประกัน นปช. ปมเสี่ยงสยบการเคลื่อนไหว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชี้ขาดกันวันที่ 11 ต.ค.นี้ ตามที่ศาลอาญานัดฟังผลว่าจะพิจารณาถอนประกัน วีระกานต์ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ และนิสิต สินธุไพร 5 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)หรือไม่

คดีนี้ 5 แกนนำ นปช. เป็นจำเลยในข้อหาก่อการร้ายซึ่งขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการต่อสู้ทางคดี แต่ต่อมาพนักงานอัยการคดีพิเศษ ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากจำเลยออกมาพูดจาพาดพิงผ่านรายการโทรทัศน์เรื่องสมเด็จพระสังฆราช อุทยานราชภักดิ์  เข้าข่าย“ยั่วยุปลุกปั่น” ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบอันผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวที่ทำไว้กับศาล

ไม่แปลกที่จะถูกมองว่าการขอเพิกถอนการปล่อยตัวรอบนี้เป็นอีกแรงบีบที่จะควบคุมแกนนำ นปช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว ตลอดจนการออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช.

สอดรับกับท่าทีของ จตุพร ที่รีบออกมาปกป้องตัวเองด้วยการชี้แจงว่า แม้จะพูดเรื่องดังกล่าวในรายการจริง แต่เป็นการแสดงความเห็นลักษณะห่วงใยในการบริหารงานบ้านเมือง

“เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ติชมโดยความสุจริตในฐานะประชาชนผู้ห่วงใยประเทศ ไม่เคยพูดในลักษณะยุยง แต่พวกผมพูดให้ประชาชนอยู่ในความสงบสุข” จตุพร ระบุ

อีกทั้ง ถ้าเห็นว่าการกระทำของพวกตนมีลักษณะพาดพิงกระทบกับบุคคลใด ก็มีกฎหมายหมิ่นประมาทที่บุคคลนั้นจะใช้สิทธิยื่นฟ้อง หรือหากเห็นว่าก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และอัยการสามารถยื่นฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ได้

หากย้อนกลับไปดูก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีความพยายามสกัดการออกมาวิพากษ์รัฐบาล คสช. อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเจ้าตัวไปปรับทัศนคติหลายระลอก

แถมต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติสั่งพักใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทีวียี่สิบสี่ ด้วยเหตุผลที่ระบุว่าเนื้อหาในรายการเข้าข่ายให้ข้อมูลข่าวสารยั่วยุ ปลุกปั่น ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557

ท่ามกลางการปลุกกระแสโจมตีกลับว่ามีการเลือกปฏิบัติเพราะอีกฝั่งหนึ่งยังสามารถจัดรายการออกโทรทัศน์ได้ตามปกติโดยไม่ถูกปิดหรือถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ

แต่สุดท้ายถึงจะปิดรายการโทรทัศน์ไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถสกัดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. เมื่อแกนนำ นปช.ได้เปลี่ยนช่องทางการแสดงความเห็นจากในโทรทัศน์ไปอยู่ในยูทูบที่ยากต่อการปิดกั้น แถมยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน

ที่สำคัญเนื้อหาในการจัดรายการผ่านยูทูบยังมีอิสระมากกว่าเดิม ไม่ถูกกฎระเบียบต่างๆ ควบคุมมากมายเหมือน โทรทัศน์ปกติ จนทำให้เนื้อหาระยะหลังดูจะดุเดือดมากขึ้น

ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงการดำเนินคดีไล่เบี้ยอดีตยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเด็นจำนำข้าว เรื่อยมาจนถึงช่วงการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นช่องทางนำเสนอข้อมูลความคิดเห็นเรื่อยมา

ความพยายามปิดปากสกัดการเคลื่อนไหวยังคงมีต่อเนื่อง แต่ดูจะไม่เป็นผล ถึงจะหยุดหรือสงบไปบ้างก็เพียงแค่บางช่วงบางตอนเท่านั้น

การพิจารณาถอนประกันแกนนำ นปช.รอบนี้จึงถูกมองว่าอาจมีผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาเรื่อยมาจนถึงวันที่ 11 ต.ค.นี้ทางศาลจะตัดสินชี้ขาดว่าจะถอนประกันหรือไม่

ดังจะเห็นว่าก่อนหน้านี้ ศาลนัดการไต่สวนเพื่อถอนประกันจากเดือน ม.ค. 2560 มาเป็นวันที่ 3 ต.ค.นี้ เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมร่วม 2 เดือน จนเป็นที่กังขาว่าอาจเป็นมาตรการปิดปาก และกดดันการเคลื่อนไหวของแกนนำ นปช. ไม่ให้มาสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.

เมื่อแกนนำ นปช.ที่มีคดีติดตัวไม่ใช่คดีนี้เพียงคดีเดียว ย่อมไม่อยากเอาอนาคตและอิสรภาพมาสุ่มเสี่ยงกับการเคลื่อนไหวที่ยังไม่มีประเด็นเคลื่อนไหวที่มีน้ำหนักเพียงพอจะปลุกกระแสได้

แถมหากพลาดถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้วย่อมเป็นเรื่องยากที่จะได้รับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวหากคิดจะขออีกในอนาคตเพราะเคยทำผิดเงื่อนไขมาแล้วรอบหนึ่ง

ที่สำคัญการจะมาฝืนกระแสเคลื่อนไหวท้าทาย คสช.ในวันที่ยังไม่มีประเด็นเพลี่ยงพล้ำ แถมยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือที่จะทำอะไรก็ได้ ยิ่งข้อหาเรื่องการเคลื่อนไหวเข้าข่ายยั่วยุปลุกปั่น ปลุกระดม ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องยากที่จะสรุปได้ชัดเจน

ดังนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรดาแกนนำ นปช. ที่จะออกมาเสี่ยงตอนนี้ สู้เก็บเนื้อเก็บตัวรอไปจนถึงหลังการเลือกตั้ง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะหากถูกเพิกถอนการประกันตัวรอบนี้อาจต้องถูกคุมควบตัวกันอีกยาว