ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444716

ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ฐายิกา จันทร์เทพ

“เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” กำลังเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่กำลังถูกจับตาเป็นอย่างมาก ภายหลังออกแถลงการณ์ที่เป็นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลถึงสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครั้งล่าสุดที่ขอให้รัฐบาลเปิดเผยทางเลือกให้กับประชาชนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยมีผู้ลงนามสนับสนุน 117 คน ซึ่งมีนักการเมืองจากหลายพรรคร่วมด้วย

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในคนทำงานคนสำคัญของเครือข่ายฯ ถึงที่มาที่ไปในการตั้งเครือข่ายฯ และแนวทางการทำงานในอนาคต

บัณฑูร เล่าว่า ก่อนการออกแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ฉบับแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนั้นบรรยากาศของการทำประชามติมีความอึมครึมมากกว่าในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด มีความหวาดกลัว ไม่มีความชัดเจนในเรื่องกติกาของการแสดงความคิดเห็น จึงนำไปสู่ความห่วงใยร่วมกันของกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ รวมไปถึงพรรคการเมืองที่รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติที่เป็นมาตรฐานทั่วไปที่เข้าใจกัน ที่เคยผ่านมาตอนปี 2550 มันไม่ใช่แบบนี้ เลยเป็นที่มาของการเริ่มพูดคุย

“พอมาเจอกัน คนก็พูดกันว่าไปเจอกับคนโน้นคนนี้ตามงานแต่งงาน งานเลี้ยง ไปวัด ทุกคนก็พูดประเด็นเดียวกันว่าห่วงกับสถานการณ์แบบนี้ เลยทำให้รู้ว่ามีคนคิดแบบนี้เยอะ ดังนั้นภาคประชาสังคมและวิชาการจึงเป็นตัวนำที่จะเริ่มชวนให้มีการหารือเป็นกิจจะลักษณะ นำมาสู่การคิดว่าควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายร่วมใช้ชื่อว่ากลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย”

“ไม่มีใครเป็นประธาน ไม่มีฝ่ายเลขานุการ ไม่มีการมาบอกว่าต้องรอการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นระบบที่มีโครงสร้างแข็งตัว และไม่มีลำดับขั้นว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ในแง่ของการตัดสินใจการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นอิสระของแต่ละบุคคลและองค์กร”

สำหรับความสำคัญของการให้ประชาชนได้เห็นทางเลือกในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น บัณฑูร ระบุว่า “เราเชื่อว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการตัดสินใจ และจะทำให้การตัดสินใจเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจว่าเลือกทางนี้แล้วจะเกิดอะไร การที่มีข้อมูลไม่ครบจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคุณภาพ”

“เราเห็นว่าวันที่ 7 ส.ค. คือ การตัดสินทางการเมืองครั้งสำคัญ เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองโดยตรงตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าในบรรยากาศอย่างนี้ก็ตาม ดังนั้นถ้าจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.เกิดความชอบธรรม ข้อเรียกร้องที่เสนอไปต้องเกิดขึ้นให้ได้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับ เราก็สามารถก้าวเดินได้โดยที่ไม่ให้ผลของวันที่ 7 ส.ค.กลายมาเป็นชนวนของความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลาย”

การที่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วยจะทำให้ถูกมองเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอยู่หรือไม่? บัณฑูร ตอบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีในงานประชุมประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ในระบบการเมืองจำเป็นต้องมีนักการเมือง หมายความว่า ในระบบการเมืองจะไม่มีนักการเมืองไม่ได้ ทีนี้ภาคประชาสังคมเราก็เห็นว่ามันต้องอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราคุยกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อเป็นบททดลองทางสังคมว่าประเทศควรขยับออกไปจากจุดเดิมที่มองว่าเป็นศัตรูเป็นฝ่ายตรงข้าม”

“เอาคนที่เห็นต่างมาหาจุดร่วมที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ภายใต้จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่เราเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันได้ ในกรณีนี้ คือ กระบวนการทำประชามติที่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าควรเดินไปภายใต้กติกาแบบนี้ เมื่อเป็นกติกาแบบนี้เราก็จะยอมรับผลไม่ว่าจะออกในทางใด”

อย่างไรก็ตาม บัณฑูร ยืนยันว่า ภารกิจของเครือข่ายฯ ไม่ได้จบลงในวันที่ 7 ส.ค. เพราะยังมีงานที่ร่วมกันต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

“เราเริ่มคุยกันด้วยว่าไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและคงต้องหารือพูดคุยกันต่อ เป็นโอกาสที่พรรคการเมืองกับภาคประชาสังคมและวิชาการจะได้มาทำความเข้าใจในกติกาที่จะเดินต่อร่วมกัน ที่ผ่านมาอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันในบางครั้งบางคราวแต่ถ้าเราจะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นต่างแล้วจะเดินกันไปต่ออย่างไร”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน การบ้านก็ตามมา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับจะเอาอย่างไร พวกเราจะเข้าไปมีบทบาทจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร กฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ เช่น กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องออกมาภายใน 120 วัน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการไปทำเนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องตามมาที่ต้องทำภายใน 1 ปี และต้องใช้ไปอีก 20 ปี ภาคประชาสังคม นักวิชาการจะอยู่นิ่งเฉยเหรอ”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน การบ้านก็ชัด กระบวนการร่างใหม่ที่จะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกโหวตคว่ำอีกเป็นครั้งที่สามต้องเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็คุยกันว่าก็ต้องหาข้อมูล สอบถามความเป็นจริงว่าเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติคืออะไร แล้วเอาเหตุผลตรงนั้นมาใช้สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สรุปไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ยังมีงานต้องทำต่อเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อ”

สุดท้ายในมุมมองส่วนตัวของบัณฑูร เกี่ยวกับทางออกสำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คือ รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันก่อนจะลงมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ต้องเริ่มต้นจากตัวหลักการและพื้นฐานของความเข้าใจร่วมว่าหลักการของรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไรและต้องผลึกในแก่นความคิดให้ได้ก่อน เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพจะเอาอย่างไร ควรเป็นมาตรฐานเดิมที่ไม่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ใช่หรือไม่ และขยายต่อยอดให้สอดรับกับความตื่นตัว พอตกลงแบบนี้ได้ไม่ยากแล้ว”

“อันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมเดินได้ต่อ ถ้ารัฐบาลเห็นแง่มุมนี้ ก็จะเป็นทางออกที่วินวินกับทุกฝ่าย สังคมจะมาร่วมรับผิดชอบร่วมกันในการออกกระบวนการต่างๆ ซึ่งจะไม่ใช่ปัญหาหนักอกของ คสช.ฝ่ายเดียวแล้ว เป็นเรื่องที่สังคมจะมาแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน มองในมุมนี้ คือ ทางออกร่วมกันนะ”

“เชื่อมั่นว่าถ้าภายใต้กระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับแบบนี้ผลที่ออกมาจะเปลี่ยนไปจากสองฉบับที่เห็นต่างกันมากมายขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลเห็นมุมนี้ และสร้างพื้นที่ที่เปิดให้มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ก็จะได้คำตอบ ซึ่งไม่ใช้เวลานาน”บัณฑูร สรุป

 

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444536

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

นับถอยหลัง 15 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงให้ชัดเจนว่าหากไม่ผ่านประชามติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ออกมากระทุ้ง คสช. ที่มีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมืองหลายพรรคร่วมลงชื่อ

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงท่าทีจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย โดยระบุว่า การร่วมลงชื่อกับทางกลุ่มเพราะเห็นว่าจุดยืนของเครือข่ายฯ ไม่ต่างจากที่ตัวเองคิด และไม่รู้ว่ามีใครร่วมลงรายชื่อบ้าง รู้คร่าวๆ ว่ามีนักวิชาการ นักการเมือง และคนที่เห็นตรงกัน

“ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมงานเสวนากับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีอาจารย์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อาจารย์โคทม อารียา อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน เข้าใจว่าเขาคงจะจัดเสวนาไปสักระยะ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ประสานงานกลุ่มโทรมาหาผม สอบถามว่าสนใจที่อยากจะลงนามในเอกสารที่จัดทำหลังจากปรึกษาหารือกันหรือไม่ ก็มีการส่งมาทางไลน์เมื่อเราเห็นด้วยก็ร่วมลงนาม”

“ผมไม่รู้ว่าใครลงบ้าง ไม่ได้ปรึกษาใคร เห็นจุดยืนตรงกันก็ลงชื่อ มาเห็นชื่อคนอื่นก็ตอนเป็นชื่อในหนังสือพิมพ์ลงแล้ว การตัดสินใจก็ดูที่เนื้อหาสาระเห็นด้วยลงนาม จริงๆ คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนพูดเรื่องทำนองนี้เแรกๆ โดยเฉพาะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนควรทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางเลือกจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ วันนี้คนเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายกลุ่ม องค์กร หลายภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกัน”

ถามว่าการที่หลายพรรคการเมืองร่วมลงชื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือการต่อรองอะไรหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือต่อรองอะไร เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ที่เขาเห็นด้วยกับกลุ่มนี้ก็ไปร่วมลงนามมากกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรในเรื่องการต่อรอง เพราะเป็นการเรียกร้องอย่างเปิดเผย เรียกร้องด้วยเหตุผล ไม่ต่อรองว่าไม่ได้อย่างนั้นต้องได้อย่างนี้

ถามต่อว่า จะมีการเคลื่อนไหวก้าวที่สอง ก้าวที่สามต่อจากนี้หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า กลุ่มนี้เขาแสดงออก เคลื่อนไหวมาระดับหนึ่ง ส่วนเขาจะมีก้าวอะไรต่อไปเราไม่ทราบ จริงๆ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ นำเสนอข้อมูล พูดด้วยเหตุผล หากมีโอกาสรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะต้องไปทำอะไรที่จะเป็นปัญหาต่อบ้านเมือง

ในกรณีที่ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจาก คสช.จะทำอย่างไร องอาจ กล่าวว่า เราก็ต้องตัดสินใจว่าทำอย่างไรให้เขาเห็นความตั้งใจ ส่วนจะทำอะไรนั้นก็จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ขณะนี้สังคมเราเดินมาถึงจุดที่เราควรจะแสดงออกด้วยเหตุด้วยผล เราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมือง ไม่เอาตัวเราเองไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมือง

ทั้งนี้ ในกรณีหาก คสช.ประกาศทางเลือกแล้วเราเห็นด้วยก็สนับสนุน แต่ถ้าเขาประกาศทางเลือกแล้วเราไม่เห็นด้วย คิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เราก็ต้องแสดงออกต่อสาธารณะให้เห็นว่าทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมกว่ามันควรจะเป็นแบบไหน อย่างไร

ถามว่า ทางเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านคืออะไร องอาจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งยุคของ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ มีส่วนดีอยู่บ้าง เราสามารถหยิบยกส่วนดีมาได้บางส่วนมาประกอบกับสิ่งที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากกว่า

“ถ้าเราอยู่บนหลักการที่หยิบเอาส่วนดีของรัฐธรรมนูญมาประกอบกันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วสร้างกระบวนการของการทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ตรงนี้ก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นภาระต่อประเทศในอนาคต ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาแล้วเนื้อหาสาระมีข้อเสียมากกว่าข้อดี การได้มาไม่ได้รับการยอมรับก็จะสร้างปัญหาต่อประเทศในอนาคต ถ้าเราแก้สองส่วนนี้ได้ ทำให้กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับ สอง เนื้อหาสาระคนทั่วไปเห็นด้วยก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”

“วันนี้คนในสังคมถ้าเราไม่ถือทิฐิมานะมีอคติกัน เราก็พอมองออกว่าสิ่งไหนควรจะเป็น ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรืออันไหนที่ขาดไปควรจะเอามาเพิ่ม อันไหนที่ดีอยู่แล้วควรจะรักษาไว้เป็นต้น”

องอาจ ประเมินว่า เสียงเรียกร้องมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนไม่กี่คน จากเสียงไม่กี่เสียง ขณะนี้ก็กลายเป็นเสียงที่กว้างขวางมากขึ้น คนก็เริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ประชาชนควรมีทางเลือก ประชาชนไม่ควรไปลงประชามติโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

ถามว่า หาก คสช.เดินหน้าจัดทำประชามติโดยยังไม่มีคำตอบว่ากรณีประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไร องอาจ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะกระบวนการจัดทำประชามติเอียงไปทางด้านข้างของคนมีอำนาจและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการใช้กลไกรัฐออกไปพบปะพูดคุยถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

แน่นอนที่สุด แม้ผู้ที่ออกไปชี้แจงจะไม่ไปบอกให้รับหรือไม่รับ แต่เขาเป็นผู้ร่างก็ต้องบอกข้อดี ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ ขณะที่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐธรรมนูญหรือเห็นแย้ง ไม่มีโอกาสที่มีกลไกรัฐไปอธิบายความต่อพี่น้องประชาชนได้ เหมือน กรธ.

อีกทั้งกฎหมายประชามติมีข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงจำคุก 10 ปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่อยากสุ่มเสี่ยงกับการแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประชามติหรือรัฐธรรมนูญ เฉพาะคำพูดที่ว่าบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงก็ทำให้เกิดการตีความได้

“กระบวนการทำประชามติไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวรณรงค์เป็นธรรมเท่าเทียม อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของประชามติ เมื่อไม่ได้รับการยอมรับ ผลประชามติก็ส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นและใช้กันในบ้านเมือง รัฐธรรมนูญก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดคลื่นใต้น้ำในสังคมเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเป็น

ถ้าเราทำให้ผลของการทำประชามติได้รับการยอมรับแต่ต้น ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำไมพวกเราเรียกร้องให้การทำประชามติมีเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ ส่วนใครจะทำผิดกฎหมายประชามติก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย จะเห็นว่า บรรยากาศช่วงที่ผ่านมา ง่ายที่จะแสดงความคิดเห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าดี ส่วนฝ่ายเห็นแย้งเห็นต่างมีโอกาสที่จะแสดงออกน้อยมาก ตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาต่อไปหลังจากผลประชามติออกมาแล้ว”

ถามว่า หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะร่างใหม่เองหรือตั้งคณะบุคคลขึ้นมาร่างใหม่ จะได้รับการยอมรับหรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ปัญหาไม่อยู่ที่ใครเป็นคนร่าง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและกระบวนการร่างที่ต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าทำให้กระบวนการได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีเนื้อหาสาระที่ดีก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับกลไกการร่างก็มีหลายวิธีที่จะทำให้คนมีส่วนร่วม ถ้าคนส่วนมากไม่ยอมรับก็ไปไม่ได้ไกล และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังนั้นต้องป้องกันตั้งแต่แรกดีกว่าปล่อยให้เดินต่อไปแล้วเกิดปัญหา

“ผมคิดว่าเรื่องการทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิรับหรือไม่รับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ นอกจากเนื้อหาสาระของตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า มีข้อเสียข้อดีอย่างไรแล้ว เราควรจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบว่าการใช้สิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลไปในทิศทางใดอย่างไรต่อไปหรือไม่

ตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญอยากให้ทุกฝ่ายช่วยพิจารณาว่า ทำอย่างไรหากเราจะคิดถึงผลการทำประชามติ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์บ้านเมืองระยะยาว ไม่ใช่ผลเฉพาะหน้าของใครคนใดหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเพื่อที่จะดำเนินการที่ทำให้ผลการออกเสียงไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”

ปชป.เคลียร์ภารกิจก่อนประกาศจุดยืนรธน.

สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แม้จะออกมาวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ประเด็นนี้ องอาจ ชี้แจงว่า ประเด็นสาธารณะปกติในพรรคก็มีความเห็นทั้งสอดคล้องและแตกต่างกันบ้าง สำหรับประเด็นร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนกันมีทั้งคนเห็นชอบและไม่เห็นชอบแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถประชุมพรรคได้ จึงไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นมติพรรคอย่างเป็นทางการ มีเพียงความคิดเห็นของหัวหน้าพรรคหรือแกนนำบางส่วนที่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ความเห็นหัวหน้าพรรคก็เปรียบเสมือนจุดยืนพรรคกลายๆ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าพรรคก็ถือเป็นคนที่ได้รับการยอมรับในพรรค จุดยืนการแสดงออกของหัวหน้าพรรคจึงเหมือนเป็นจุดยืนของพรรคกลายๆ แม้จะไม่ใช่มติพรรคทีเดียว

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ คำถามพ่วงที่ให้ สว.มีส่วนเลือกนายกฯ  ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่การแสดงจุดยืนเรื่อง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ยังไม่แสดง เพราะมีภารกิจเรียกร้องอีกหลายเรื่องก่อนถึงวันลงประชามติ

“ถ้าเราไปบอกว่ารับหรือไม่รับแล้ว เราก็ไม่ต้องไปทำภารกิจอะไรเพิ่มเติม เช่น ภารกิจที่เราควรจะแสวงหาทางเลือกให้ประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ซึ่งเรายังมีภารกิจที่จะทำก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งพรรคพยายามทำต่อเนื่องตลอดมาในวาระต่างๆ รวมถึงการร่วมไปลงนามกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ก็ถือเป็นการพยายามปฏิบัติตามภารกิจของเรา ดังนั้นการแสดงจุดยืนรับหรือไม่รับ จึงยังไม่แสดงออกมาเพราะเรายังมีภารกิจที่อยากเดินหน้าในเรื่องอื่นๆ”

ถามว่า มีกระแสข่าวว่าวันที่ 25 ก.ค.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะแถลงจุดยืน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ คุณอภิสิทธิ์มีภารกิจตลอดทั้งวันที่ 25 ก.ค. แต่ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคเคยพูดว่าจุดยืนเรื่องรับหรือไม่รับก็จะแสดงออกในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ซึ่งก็คาดว่าน่าจะอยู่ที่สัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม คงประกาศเป็นมติพรรคไม่ได้เพราะประชุมพรรคไม่ได้ ก็คงจะเป็นจุดยืนหัวหน้าพรรคท่านก็จะพูดคุยซาวเสียงกับคนในพรรคว่าคนในพรรคมีความเห็นว่าอย่างไร สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร เห็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปสมาชิกก็จะไม่ไปแสดงความเห็นแย้งถ้าเป็นมติพรรค แต่คราวนี้เนื่องจากไม่ใช่มติพรรคก็ต้องดูว่าเหตุผลที่หัวหน้าพรรคจะให้ว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจนอกจากจะดูเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีมิติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญก็คือการเมือง ต้องพิจารณาจากหลายมิติด้วยกัน

ถามว่า พรรคการเมืองถูกมองว่าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้จะทำให้นักการเมืองถูกตรวจสอบเข้มข้น องอาจ กล่าวว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนกังวลเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้คิดเข้ามาโกง แต่คนหมู่มากก็อาจมีบางส่วนไปประพฤติทุจริตทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎหมายจะออกมาจัดการกับนักการเมืองที่โกงขนาดไหน ไม่มีนักการเมืองไปคัดค้านเรื่องเหล่านั้น เราพร้อมยอมรับได้

“นักการเมืองส่วนมากตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองมากกว่าตั้งใจจะเข้ามาทุจริต ผมเชื่อว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้กังวลตรงนี้ เราเองก็เห็นด้วยกับเรื่องการปราบปรามทุจริต ทั้งโดยนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า เพราะการทุจริตส่วนมากเกิดขึ้นได้จากสามส่วนร่วมมือกัน ผมคิดว่าไม่ใช่นักการเมืองออกมาคัดค้านหรือเห็นแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะมาปราบทุจริต”

องอาจ กล่าวว่า ส่วนที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชน หมวดของโครงสร้างดุลอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกลไกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เท่าที่ศึกษายังมีหลายส่วนที่ยังเป็นช่องโหว่ ช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้

สำหรับการขึ้นเวทีดีเบตนั้นหากใครเชิญมาก็พร้อมไปร่วม และไม่คิดว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่คิดไปขัดแย้งก็ไม่ขัดแย้ง ก็คิดไปพูดเนื้อหาสาระในจุดยืนมุมมองของเรามากกว่า อีกทั้งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ประชาชนจะได้รับฟังข้อเปรียบเทียบระหว่างคนที่เห็นด้วยกับคนเห็นต่างจะได้รับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“ผมไม่เชื่อว่าจากวันนี้จนไปถึงวันออกเสียงประชามติจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากผู้เห็นขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ เพราะคนที่เห็นต่างเรื่องรัฐธรรมนูญเขาก็แสดงออกด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าที่จะแสดงออกที่จะไปใช้ความรุนแรงใดๆ หรือไปก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเกิดปัญหา เป็นการแสดงออกเชิงเหตุผล เชิงสัญลักษณ์บ้าง”

องอาจ ประเมินว่า โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติไม่น่าจะมีความรุนแรง และบรรยากาศก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมาเท่าไหร่ การแสดงออกก็น่าจะยังไม่เป็นไปอย่างเสรี เท่าเทียม เพราะถ้าจะเป็นก็คงจะเป็นมาแต่ต้น ไม่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงท้าย และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า รอยร้าว ปชป.-สุขุมพันธุ์

หลังประชาธิปัตย์งัดไม้แข็งประกาศตัดสัมพันธ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้การบริหารงาน กทม.นับจากนี้เป็นเอกเทศไม่เกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบกับทุกคะแนนเสียงที่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งเวลานี้เงื่อนงำทุจริตที่เผยออกมาหลายเรื่องกำลังย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ

องอาจ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ กทม. ออกตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตระหนักดีว่า เมื่อตัดสินใจส่งผู้สมัครไม่ว่าจะระดับใด ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนคนนั้น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคอยู่แล้ว ถ้าเขาทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พรรคก็จะได้อานิสงส์ แต่ถ้าเขาทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา พรรคเองก็ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วย

ในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็เช่นกัน พรรคส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนเลือกผู้สมัครของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อมีใครก็ตามออกมาพูดถึงปัญหาการบริหารงานของ กทม. พรรคและหัวหน้าพรรคก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อะไรที่เป็นปัญหา เราก็พยายามสอดส่องไม่ให้เกิดปัญหา ปกติการบริหาร พรรคจะไม่ยุ่งปล่อยให้เขาทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงแต่อะไรที่เป็นปัญหา พรรคก็ต้องเข้าไปดูว่าปัญหาจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อให้กลับมาสู่ครรลองที่ควรจะเป็น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยายความต่อว่า ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อมีคนออกมาพูดถึงการทุจริตของการบริหารงานใน กทม. ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเป็น วิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์  หัวหน้าพรรคก็เรียกข้อมูลมาดูและพยายามเชิญ ผู้ว่าฯ กทม. มาชี้แจงเพื่อดูกันว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แต่หัวหน้าพรรคก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.

“เมื่อเราใช้ความพยายามถึงที่สุดเพื่อพูดคุยแก้ปัญหา เพราะมองว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายผลกระทบอย่างมาก เมื่อเราไม่สามารถพบปะแก้ปัญหาได้ ก็เป็นเหตุผลที่ออกมาแสดงจุดยืนของพรรคผ่านแถลงการณ์ไปว่าเราปล่อยให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เป็นเอกเทศ พรรคไม่เกี่ยวข้อง และออกมาขอโทษประชาชน ที่ออกมาสนับสนุนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการรับเลือกตั้งที่ผ่านมา”

พรรคพยายามทำดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่เมื่อเราแก้ไขไม่ได้เราก็ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ไม่ได้เลย พรรคจะประชุมพรรคก็ไม่ได้ เรียกมาคุยก็ไม่มา ก็ไม่รู้จะทำยังไง สส. สก. สข. ก็ไม่มี เราก็พูดความจริงกับประชาชน เราก็ตัดสินใจลำบากที่ออกมาแบบนี้

“เราไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาแบบนี้ เราคิดว่าทางออกที่ดีกว่า คือได้มีโอกาสพบปะพูดคุยเพื่อประโยชน์ประชาชนร่วมกัน แต่เมื่อเราทำไม่ได้ความเป็นพรรคการเมืองก็ไม่สามารถปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็จะสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมนั้น ทางพรรคก็พยายามหาทางช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด เช่นพื้นที่ที่มีปัญหา มีกลไกของพรรคทำอะไรได้ ก็เข้าไปดำเนินการ แจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้บริหาร กทม. แต่เมื่อเราประกาศให้การบริหารงาน กทม.เป็นเอกเทศ โอกาสที่จะไปทำอะไรได้ก็น้อยลง

ถามว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้สัมพันธ์ระหว่างประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ ขาดสะบั้นจนยากจะคุยกันได้นั้น  องอาจ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการความเข้าใจผิดอะไรบ้างอย่าง เมื่อไม่มีโอกาสได้พูดคุย มันก็ไม่สามารถยุติความเข้าใจผิดเหล่านั้นได้ สอง แนวทางการบริหารและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ระหว่างพรรคกับผู้บริหาร กทม. แตกต่างกัน ในระยะหลังก็ทำให้เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานพรรคเคยนำเสนอบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ บางเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน  ส่วนเรื่องการเข้าใจผิดกันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายคิดยังไง เข้าใจผิดอะไร แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงแต่ละฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน

“ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมท่านผู้ว่าฯ ถึงไม่ยอมมาคุยกับหัวหน้าพรรค”

ถามว่าปัญหาที่ขาดการสื่อสารกับพรรคเคยเกิดตั้งแต่ช่วงปลายสมัยวาระแรกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  มีสัญญาใจอะไรก่อนที่พรรคจะตัดสินใจส่งลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ไม่มี ถึงขนาดสัญญาใจเป็นการให้เกียรติคนของพรรคไปทำงาน ให้ทำงานได้อย่างมีอิสระอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำตัวห่างพรรคไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  สำคัญคือทำงานให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชน กทม. ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ จะเข้าพรรคไม่เข้าพรรคไม่ใช่หัวใจ จึงไม่ได้มีอะไรสัญญาใจ ให้เกียรติคนทำงาน

“วันที่เราตัดสินใจส่งคุณชายลงสมัครครั้งที่สอง เรามั่นใจว่า เขาจะสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนส่วนรวมได้ต่อไปอีก”

ส่วนเงื่อนงำการทุจริตที่ถูกขุดคุ้ยอยู่เวลานี้กำลังกระทบกับภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญเรื่อง การปราบทุจริตนั้น องอาจ กล่าวว่า  นี่ทำให้พรรคอยู่เฉยไม่ได้ แต่ขณะนี้เราคุยกันไม่ได้ จะไปต่อเรื่องอื่นก็ไม่ได้ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสปิริตการพักงานหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่สามารถคุยกันได้ และเรื่องสปิริตไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกได้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ตัวเอง

องอาจ ย้ำว่า พรรคไม่ได้มีคำสั่งให้ใครทำ หรือสั่งเบรกการดำเนินการตรวจสอบเรื่องทุจริตการบริหารงานใน กทม.เพื่อหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากใครรู้จักคุณวิลาศ ก็จะรู้ว่าเขาเป็นตัวเขาเองอยู่แล้ว

ถามว่าส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคมากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า เราแถลงออกไปชัดเจน ว่าพรรคปล่อยคุณชายบริหารงานเป็นเอกเทศ ประชาชนก็เข้าใจประชาธิปัตย์มากขึ้น วันนี้ประชาชนยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นยังไง เราพูดความจริงกับประชาชน ขอโทษประชาชน ไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็ขอโทษประชาชนที่ให้การสนับสนุนเรา

“เราเชื่อว่าเมื่อคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากการบริหารงาน ไม่พอใจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชน ว่าพรรคพยายามทำอะไรบ้าง เมื่อเขาได้ฟังข้อเท็จจริงจากเราเขาจะเข้าใจว่าทำไม มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงพูดยากว่ากระทบกับคะแนนเสียงมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีผลกระทบกับการรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้าหรือไม่  เรื่องนี้ขึ้นกับช่วงระยะเวลานั้นๆ ว่าผู้สมัครจะแข่งกับใคร  นโยบายเป็นอย่างไร  บรรยากาศการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร  สามส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดการตัดสินใจของประชาชนที่จะให้การสนับสนุนใครอย่างไร

องอาจ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการวางแผนถึงขั้นเตรียมส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.มีกำหนดครบวาระปีหน้า แต่ คสช.ยังอยู่ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะดูจากท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นครบวาระก็ให้รักษาการไปก่อนบ้าง  ดังนั้นเราไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งปีหน้าหรือ อีก 2-3 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรต้องไปดูช่วงใกล้ๆ

“ในความเป็นพรรคการเมืองแน่นอนที่สุดไม่ประสงค์อยากให้เกิดปัญหาใดๆ กับการทำงาน ที่ไปส่งผลกระทบกับประชาชน แต่เมื่อมีการทำงานใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบประชาชน หรือไม่ชัดเจน พรรคก็มีภารกิจที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อทุกอย่างเกิดความชัดเจนประชาชนก็จะเข้าใจเราให้โอกาสเราได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”

ถามว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาธิปัตย์หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ทุกๆ การทำงานล้วนแต่เป็นบทเรียนไม่ว่าการทำงานนั้นจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม  การทำงานอะไรก็ตามที่เป็นผลบวกกับพรรค เราก็เก็บมาเป็นบทเรียนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น อะไรที่เป็นการทำงานที่เป็นผลลบ เราก็ต้องเก็บมาเป็นบทเรียนไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก

 

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444171

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ประเทศไทยจะเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงท้ายๆ ของการจัดทำแผนแล้ว โดยวันที่ 22 ก.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเป็นรอบสุดท้ายก่อนเสนอแผนฉบับใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะแตกต่างจากแผนพัฒนาฯ ทั้ง 11 ฉบับที่ผ่านมา ตรงที่แผนนี้จะเกาะเกี่ยวอยู่กับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่ถูกจัดทำเป็นครั้งแรกในรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าประเทศอยู่ระหว่างการปฏิรูปในทุกๆ ด้าน จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติที่ยาวกว่า 5 ปี และมอบหมายให้ สศช. ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน คือ 1.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 2.ความมั่นคง 3.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม 4.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 5.การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียม และ 6.การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของคน

ในขณะที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะมียุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยยุทธศาสตร์ 6 ด้าน จะเกาะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และอีก 4 ด้านจะเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะตามแผนพัฒนา คือ 1.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค 2.การพัฒนาภูมิภาคเมืองและพื้นที่พิเศษ 3.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ
โลจิสติกส์ หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ “6-6-4” ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สู่ยุทธศาสตร์แผนฯ 12

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการลงประชามติในเดือนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์นี้” ปรเมธี กล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ทั้ง 10 ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 หลายส่วนยังคงมีความต่อเนื่องกับแผนฉบับที่ 11 คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ จะให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากในปี 2564 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 19.8% ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มเป็น 30% ในอนาคต ดังนั้นนอกจากการเตรียมการรับสังคมสูงวัยแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาคนตั้งแต่ในระบบการศึกษาไปจนถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งแม้ว่าในช่วงการพัฒนาที่ผ่านมาไทยจะลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่ต้องลดให้ได้เหลือต่ำกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดต่ำลงเลย

“เมื่อพิจารณาการกระจายรายได้ พบว่ากลุ่มที่รวยสุด 10% มีสัดส่วนรายได้ 35% ของรายได้รวมปี 2558 ขณะที่กลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุด มีสัดส่วนรายได้เพียงร้อยละ 14.3% ของรายได้รวมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านสินทรัพย์และการถือครองที่ดิน และปัญหากระจายบริการภาครัฐที่มีคุณภาพที่ยังไม่ทั่วถึง” 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาหลายปี จำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวได้สูงขึ้น โดยการเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ สร้างบรรยากาศการลงทุน และปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน เพื่อวางพื้นฐานให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2570 ขณะที่กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% โดยมีรายได้ต่อหัวเป็น 8,200 เหรียญสหรัฐ ในปี 2564 จากที่มี
รายได้อยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแผนฯ 12 จะเร่งขับเคลื่อนทั้งการรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความมั่นคง ถือเป็นครั้งแรกที่ สศช. นำงานด้านความมั่นคงเข้ามาอยู่ในแผนพัฒนาฯ เนื่องจากงานด้านความมั่นคงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น กลุ่มก่อการร้ายรุนแรงสุดขั้ว จึงต้องให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพื้นฐานความมั่นคงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางไซเบอร์ ระบบสื่อสาร พัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันเพื่อรับมือภัยคุกคามต่างๆ

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย โดยตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศ เพื่อเพิ่มคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ให้อยู่สูงกว่า 50% จากปัจจุบัน 38% ผ่านการพัฒนาหลายด้าน เช่น ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2564 จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยเหลือ 12% ของจีดีพี เพิ่มการขนส่งทางรางเป็น 4% จาก 2% ทางน้ำเป็น 19% จาก 15% ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ได้ 85% ของหมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 8 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็น 1.5% ของจีดีพี จากปัจจุบัน 0.48% และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยี จัดโดย IMD ให้อยู่ในลำดับ 1 ใน 30

ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบด้วย การพัฒนาภาคเหนือให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง พัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้หลุดพ้นจากความยากจนก้าวสู่เป้าหมาย “อีสานพึ่งตนเอง” พัฒนาภาคกลางให้เป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ และพัฒนาภาคใต้เป็นฐานการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ขณะที่พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก จะเป็นศูนย์อุตสาหกรรมทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูง

ยุทธศาสตร์ที่ 10 การต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทำเลที่ตั้งของประเทศเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย

 

“สยาม” ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443990

"สยาม" ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนเราเกิดมาลำบากแล้วใช่ว่าต้องลำบากตลอดชีวิตเสมอไป เช่นเดียวกันเกิดมาสุขสบายใช้เงินกองโตก็ใช่ว่าจะสบายไปตลอดชีวิต เพราะระหว่างทางเดินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้นเป็นผู้กำหนด

สยาม รามสูต ชายวัย 50 ปี เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ดี ทุกวันนี้เขามีดีกรีเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจจัดจำหน่ายหรือเทรดดิ้งยักษ์ใหญ่ บริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีบริษัทปลีกย่อยมากมายในประเทศแถบซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ทั้งทำธุรกิจเทรดดิ้ง เจ้าของสิทธิแฟรนไชส์วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม อีกทั้งเป็นผู้กระจายสินค้าดาวคอฟฟี่ของ สปป.ลาว ในไทยและเมียนมา แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินบนพรมแดง เพราะเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาอย่างโชกโชน

สยาม เล่าว่า สมัยเด็กเคยเป็นลูกศิษย์วัดมาก่อน อาศัยอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และได้ไปเรียนด้านก่อสร้าง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่ จ.เชียงใหม่ กระทั่งเรียนจบอายุ 22-23 ปี ก็เริ่มทำงานที่หมู่บ้านรังสิยาเป็นเด็กประจำออฟฟิศ ได้ค่าจ้างวันละ 80 บาท โดยงานที่ทำก็แล้วแต่เขาจะสั่งให้เราทำอะไร ไปซื้อโน่นซื้อนี่ เขียนแบบก่อสร้าง เพราะเราจบด้านก่อสร้างเราเขียนเป็นอยู่แล้ว ให้คุมงาน ให้คิดคำนวณงาน ไปยื่นแบบรับเหมาก่อสร้าง ประมูลงาน ตรวจงาน คิดโครงการใหม่

ด้วยความที่เขาจ้างเรา 80 บาท แต่เราทำให้เขาเหมือนจ้าง 1,000 บาท โดยไม่นึกเสียดายแรงเลย เขาใช้อะไรเราก็ทำ ถ้าเราทำไม่เป็นก็ไปศึกษา ทำได้ 3 ปี หลังจากนั้นจึงเติบโตในอาชีพการงานกลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของบริษัท บรรดาวิศวกร สถาปนิกที่เรียนจบปริญญามากลายมาเป็นลูกน้องของเรา ทั้งที่เราจบแค่ ปวส.

ระหว่างทำงานที่หมู่บ้านรังสิยานี่เอง ก็ได้พบรักกับ อ้วน-สุพิชชา รามสูต ที่เวลานั้นทำรับเหมาถมดิน ซึ่งคุณอ้วนดูแล้วเห็นว่าเราทำให้คนอื่นเขารวยมากแล้ว เลยชวนกันลาออกมาแต่งงานแล้วทำธุรกิจของเราเองดีกว่า มาทำให้รวยกันบ้าง

“ผมเป็นคนลำปาง ส่วนคุณอ้วนเป็นคนนครราชสีมา อยู่คนละฟากฝั่งแต่เรามาเจอกันที่กรุงเทพฯ คุณอ้วนนี่แหละกิ่งทองใบหยก ถ้าผมคนเดียวคงมาไม่ได้ถึงวันนี้”

หลังจากลาออกแบบไม่ได้เตรียมตัวกันล่วงหน้า คิดออกก็ทำกันเลย ไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่ สยามและอ้วนก็ตั้งใจว่าจะไปทำธุรกิจบ้านจัดสรรเองที่ จ.ตราด เพราะสมัยนั้นคุณพ่อของสยามย้ายมารับราชการประจำที่ จ.ตราด แต่เนื่องจากเวลานั้นต้องหาเงินเพื่อแต่งงานกัน ประกอบกับยังอยู่ระหว่างหาทำเลทำบ้านจัดสรร สยามและอ้วนจึงไปซื้อผลไม้จากสวนใน จ.ตราด มาขายก่อน เพราะคิดว่าต้องได้กำไรเห็นๆ

สยาม เล่าต่อว่า เขาเริ่มจากซื้อทุเรียนที่สวนมา 3 คันรถ สมัยนั้นซื้อได้กิโลกรัมละ 6 บาท มาขายกิโลกรัมละ 21 บาท ก็มองว่าได้กำไร 3 เท่า โดยสยามขับรถกระบะมาจอดตามถนนสีลม อโศก ลงมือปอกทุเรียนขายเอง แต่แล้วที่คิดว่ากำไรเห็นๆ กลับกลายเป็นขาดทุน เพราะขายปลีกผลไม้ไม่เป็น พอคนจะซื้อ ทุเรียนที่นำมาก็ยังไม่สุก แต่พอจะสุกก็สุกพร้อมกัน 3 คันรถ ทำให้ขายไม่ทันช่วงที่สุก กลายเป็นธุรกิจแรกที่ทำขาดทุน แต่ก็ยังไม่เข็ด เพราะตั้งใจสู้ต่อช่วยกันหาเงินแต่งงาน เพราะพ่อแม่ของเราก็ไม่ได้มีเงินมากมาย เลยตัดสินใจไปซื้อเงาะมาขายอีก ก็คิดเหมือนเดิมว่ากำไร 3 เท่าเห็นๆ แต่ก็ขาดทุนเหมือนเดิม เพราะซื้อเงาะจำนวนมากมาเร่ขาย ปรากฏว่าผลเงาะดำเร็ว ประสบการณ์นี้เองทำให้เรารู้ว่า การทำธุรกิจไม่ได้ง่าย ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ ไม่มีความรู้ สิ่งที่เห็นว่ากำไรก็กลายเป็นขาดทุนได้

หลังบาดเจ็บจากการขายผลไม้ คราวนี้อ้วนได้นำที่ดินของตัวเองที่ จ.นครราชสีมา ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อเปิดบริษัท รามสูตก่อสร้าง เพราะหาทำเลได้แล้ว โดยทำบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อโครงการสุวรรณโชติ ช่วงนั้นเงินทุนไม่ได้มากมายก็เริ่มจากทำทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ ก่อน จากนั้นก็ไปทำบ้านเดี่ยว แล้วก็ไปกำไรมากสุดตอนทำตึกแถว นอกจากนั้นก็รับเหมาสร้างที่ทำการไปรษณีย์ กระทรวง ถือว่าชีวิตเริ่มมีฐานะได้ก็จากธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งเราน่าจะมีอยู่ 5-6 โครงการ เป็นเจ้าใหญ่ใน จ.ตราด

อย่างไรก็ตาม ทำบ้านจัดสรรได้ 5-6 ปี ก็ตัดสินใจเลิกกิจการ เพราะเป็นช่วงปี 2540 ที่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บ้านจัดสรรชะงักกันหมด อ้วนมองแล้วว่า ที่ผ่านมาขายบ้านจัดสรรมากแล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอีกธุรกิจคือ ขายเพชร ขายทอง ขายข้าวสารอยู่ในตลาด ช่วงนั้นได้รู้จักกับลูกค้าที่เป็นระดับผู้ใหญ่ฝั่งกัมพูชามักเข้ามาซื้อขายเพชร ขายทอง ทำให้ได้กลายเป็นนายหน้าซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคไปด้วย เป็นแบบเขาสั่งของมา เราก็โทรไปสั่งซื้อสินค้าแล้วส่งให้เขา

สยาม รามสูต

เมื่อทำตัวเป็นพ่อค้าชายแดนได้ 3 ปี สมัยนั้นโอสถสภามองว่าอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะสูงขึ้น แค่มีพ่อค้าชายแดนคอยสั่งสินค้าส่งไปให้คนกัมพูชา คงไม่ทำให้สินค้าขายดีแล้วก็ยั่งยืนได้ แต่ต้องเข้าไปทำตลาดจริงจังในประเทศนั้น ทางบริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เช่น เครื่องดื่มตระกูลเอ็ม ลิโพ จึงเข้ามาคุยกับเราขอให้ไปเป็นตัวแทนกระจายสินค้า (ดิสทริบิวเตอร์) ที่กัมพูชาได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะยอดขายที่ได้จากการสั่งสินค้าของเราคงดีพอควรจึงอยากให้เราไปทำตลาด โดยเริ่มจากสินค้าแค่ตัวเดียวก่อนคือ เอ็ม-150

“พอโอสถสภาบอกให้เราไปทำตลาดให้เขา ไปเป็นดิสทริบิวเตอร์ สมัยนั้นเราไม่รู้จักว่าดิสทริบิวเตอร์คืออะไร เขาก็อธิบายว่ารู้จักดีทแฮล์ม สหพัฒน์ เสริมสุขไหม สมัยก่อนเราก็พอรู้จัก เขาก็ถามว่าอยากรวยอย่างนั้นไหม ประจวบเหมาะกับเราเบื่ออาชีพในไทยพอดีเลยตกลง”

สยาม อธิบายว่า ที่เบื่ออาชีพในไทย เพราะก่อสร้างก็ต้องหยุดทำ พอค้าทองค้าเพชรก็ไม่ใช่ทางของเรา ต้องนั่งเฝ้าทอง เฝ้าเพชรตลอดเวลาเหมือนติดคุก กินข้าวก็ต้องนั่งมองจอระวังโจรผู้ร้าย แล้วก็มีตำรวจเฝ้า ตื่นเช้ามาต้องขนทองตั้งที่ตู้โชว์ พอตกเย็นก็ต้องเก็บทองเข้าเซฟ ตกกลางคืนมีเซ็นเซอร์ติดในร้านทอง พอหนูวิ่งผ่านตัวหนึ่งเซ็นเซอร์ก็ร้องดัง ตำรวจมากันทั้งโรงพัก เลยรู้สึกว่าชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข อีกทั้งเวลานั้นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งไปทำทองก็ไม่กำไรมากเหมือนคนรุ่นก่อนที่ค้าขายทองมานาน มีทองเก่ามาขัดได้

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นดิสทริบิวเตอร์ เอ็ม-150 ให้โอสถสภา สยามก็เริ่มไปมาไทยกับกัมพูชาในปี 2540 แล้วปี 2541 จึงออกไปอยู่ต่างประเทศทำดิสทริบิวเตอร์เต็มตัว การออกไปครั้งแรกท้าทายมาก เพราะเขาเรียนจบแค่ ปวส. เวลานั้นภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยรู้ แม้แต่คำง่ายๆ This is a book หรือ This is a chair ก็ยังไม่รู้เลยว่าแปลว่าอะไร ส่วนการเดินทางไปกัมพูชาก็ต้องนั่งเรือจาก จ.ตราด ไปลงที่เกาะกง แล้วนั่งเรือต่อไปยังกำปงโสม จากนั้นมีเพื่อนที่กัมพูชาขับรถมารับต่อไปพนมเปญ

ระหว่างที่ไป สยามได้รู้จักหมดแล้วกับคำว่าใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มืดแปดด้าน สมัยนั้นกัมพูชายังมีการสู้รบกัน 3 ฝ่าย การเดินทางด้วยรถหรือเรือมีแต่คนพกปืน ในเรือมีสยามเป็นคนไทยท่ามกลางคนกัมพูชา 200-300 คน พูดกับใครไม่รู้เรื่อง แถมเรือก็ไม่ใช่สภาพดี ระหว่างแล่นไปก็ทำคนอาเจียนกันครึ่งลำ สยามคาดไม่ถึงเลยว่าต้องเจอสถานการณ์เหล่านี้ เกิดความรู้สึกว่าทำไมเสี่ยงตายและลำบากขนาดนี้ ตอนนั้นก็คิดเพียงว่าไม่เป็นไร เรามาทำตลาด ทำความดี มาจ้างแรงงานเขาก็เหมือนช่วยคนของเขาให้มีงานทำ

สยาม ระบุว่า การเริ่มต้นที่กัมพูชาเริ่มด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อน ไปแต่ตัว ส่วนสินค้าค่อยโทรศัพท์กลับมาสั่งจากไทยไป สมัยนั้นอีเมลก็ยังไม่รู้จัก เงินเหรียญสหรัฐก็ไม่รู้จัก มีแต่เงินบาทไป พอไปถึงต้องต่อสู้อยู่นานขาดทุน 3 ปีจึงตั้งตัวได้ เพราะการเป็นดิสทริบิวเตอร์ไม่เหมือนพ่อค้าชายแดนที่สั่งซื้อสินค้าใส่รถบรรทุกมาทีละพ่วงสองพ่วง ซื้อ 5 แสนบาท ขาย 6 แสนบาท ก็กำไร 1 แสนบาทเห็นๆ โดยดิสทริบิวเตอร์มีต้นทุนการดำเนินงานสูง ไปกัมพูชาต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลหลักใช้จ่าย ต้องจ้างพนักงาน 3 คน มีรถ 1 คันไว้ใช้ดำเนินการ และต้องลงทุนตั้งสำนักงาน

ทว่า พอปีที่ 4 ธุรกิจก็เริ่มอยู่ตัว นอกจาก เอ็ม-150 เริ่มติดตลาด บริษัท โอสถสภา และบริษัทอื่นๆ ก็ส่งสินค้าใหม่มาให้กระจายเพิ่ม เพราะบริษัทมีช่องทางจำหน่ายพร้อม มีร้านค้าในกัมพูชาเป็นคู่ค้าในมือรออยู่ เมื่อมีสินค้าเพิ่มมาก็ส่งให้คู่ค้ารายเดิมขายเพิ่มได้เลย ซึ่งความแข็งแกร่งในกัมพูชาทำให้สยามได้รับการติดต่อให้ไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาวต่อ แล้วก็ต่อยอดไปสู่เวียดนามและเมียนมา ถือว่าทำธุรกิจครอบคลุมซีแอลเอ็มวีทีอย่างสมบูรณ์

จะเห็นได้ว่า ทุกการกระทำของเราเท่านั้น ที่ปูทางเราสู่วันข้างหน้า หากสยามไม่ตัดสินใจไปล้มลุกคลุกคลานที่กัมพูชาในวันนั้น ก็อาจไม่ได้กลายเป็นเจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีทีอย่างในวันนี้

1 ใน 5 เสือซีแอลเอ็มวีที

กว่าจะบุกเบิกตลาดกัมพูชาจนธุรกิจมั่นคงได้อย่างในวันนี้ สยาม รามสูต ประธาน บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ส่วนสำคัญต้องขอบคุณ อ้วน-สุพิชชา รามสูต นี่แหละ หากไม่มีเธอคงไม่ได้มาถึงวันนี้ เพราะอ้วนเป็นคนที่เก่งเรื่องค้าขาย เปรียบแล้วอ้วนก็เหมือนเป็นกองหน้า ส่วนสยามก็เป็นกองหลังของการไปค้าขายติดต่อต่างๆ

ช่วงที่ไปกัมพูชาช่วงแรก มีรถใช้ขนส่งสินค้าแค่คันเดียว แต่ปัจจุบันมีเกือบ 100 คันวิ่งทั่วประเทศกัมพูชาแล้ว ก็เริ่มต้นจากการสร้างรากฐานธุรกิจมาเรื่อยๆ โดยที่อ้วน ภรรยาของเขาเป็นคนไปติดต่อค้าขายกับร้านค้าต่างๆ เอง ส่วนตัวสยามเป็นกองหลังที่นั่งประจำอยู่ในสำนักงาน จากเดิมที่พูดภาษากัมพูชาไม่ได้ ทุกวันนี้ก็เริ่มพูดได้บ้างแล้ว ขณะที่จำนวนพนักงานขายในกัมพูชามี 300-400 คน แต่ถ้ารวมพนักงานของทุกบริษัทในเครือสยามอินเตอร์เนชั่นแนล ครอบคลุมทั้งซีแอลเอ็มวีทีก็คงมีหลัก 1,000 คนแล้ว

สยาม กล่าวว่า หลังทำธุรกิจในกัมพูชา 5 ปี จึงเริ่มทำดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว สาเหตุที่ตัดสินใจไปเพราะธุรกิจในกัมพูชาเริ่มนิ่ง บริษัทกลายเป็นดิสทริบิวเตอร์กรณีศึกษาที่หลายหน่วยงานส่งคนมาดูงานที่กัมพูชา จากเริ่มต้นเป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โอสถสภา ก็ต่อด้วยยูนิชาร์ม โออิชิ เสร็จแล้วก็เป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทุกอย่างพ่วงมาเรื่อยๆ

“โอสถสภา กับยูนิชาร์ม ชวนผมมา สปป.ลาว เพราะเขาเห็นว่าเราเริ่มจากศูนย์ไม่มีความรู้ด้านค้าขาย แต่เขาแนะนำหรือสอนอะไรก็ทำตามที่เขาสอน และทำมากกว่าที่เขาสอนด้วย”

การไปเริ่มต้นธุรกิจใน สปป.ลาว ง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างที่เกี่ยวกับดิสทริบิวเตอร์ สยามเข้าใจหมดแล้ว อีกทั้งคนลาวรับสิ่งต่างๆ จากไทยได้ง่าย เพราะทางภูมิศาสตร์ จังหวัดธุรกิจของลาวอยู่ติดชายแดนไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต หรือปากเซ แค่นี้ก็ครอบคลุมธุรกิจ 70% ของประเทศแล้ว และคนลาวดูทีวีไทย หากมีสื่อโฆษณาในไทยก็จะโฆษณากับ สปป.ลาว ได้ด้วย อะไรนิยมในไทยก็นิยมที่ สปป.ลาว

สยาม เล่าต่อไปว่า ครั้งที่เข้าไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว มีสินค้าจาก 3 บริษัท รวมแล้วหลายร้อยรายการ ด้วยความที่ภาษาลาวกับไทยคล้ายๆ กัน วัฒนธรรมเหมือนกัน ความชื่นชอบเหมือนกัน และคนลาวถือว่าคุณภาพสินค้าไทยเทียบเท่าญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา จึงทำธุรกิจไม่ยาก และอยากแนะนำว่าบริษัทไหนคิดออกไปขยายตลาดต่างประเทศ แต่ไม่เคยทำเลย ก็อยากให้เริ่มที่ สปป.ลาวก่อน เพราะคุณไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ไปได้เลย แต่ต้องดูตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ดูคู่ค้าที่แข็งแรงก่อน

สยาม-สุพิชชา รามสูต

ทั้งนี้ หลังไปเริ่มใน สปป.ลาว สยามก็ขยายธุรกิจต่อในเวียดนาม ซึ่งทำมาได้ 5 ปีแล้ว โดยในเวียดนามเริ่มด้วยการเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ จากนั้นต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ในเมียนมาด้วย จนปัจจุบันเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ครอบคลุม 4 ประเทศแล้ว คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และขณะนี้สยามกำลังหารือเตรียมเป็นแฟรนไชส์แบรนด์ด้านความงามเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม สยามยังไม่เริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ในเวียดนามและเมียนมา เพราะอยากทำธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ในกัมพูชาและ สปป.ลาว ให้แข็งแรงก่อน จึงค่อยบุกเวียดนามและเมียนมาด้านนี้ ประกอบกับที่ผ่านมาเมียนมายังมีความไม่แน่นอน เช่น ไปสอบถามหน่วยงานหนึ่งบอกว่าสิ่งที่จะทำนั้นทำได้ เมื่อไปสอบถามอีกหน่วยงานกลับบอกว่าทำไม่ได้ จึงยังไม่เริ่ม

สยาม ระบุว่า ปัจจุบันไม่เพียงแต่ออกไปกระจายสินค้าประเทศเพื่อนบ้าน แต่เริ่มรับสินค้าประเทศเพื่อนบ้านเข้ามากระจายในไทยแล้ว เริ่มที่ดาวคอฟฟี่ ที่ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์กาแฟอย่างเดียว แต่มีผลิตภัณฑ์อื่นในกลุ่มด้วย โดยสยามตั้งบริษัทย่อยรับเป็นดิสทริบิวเตอร์ในไทย กัมพูชา และเมียนมา และกำลังขยายร้านกาแฟแบรนด์ ดาว เดอ โบลาเวน ขึ้นมาเองที่ไทย เป็นร้านกาแฟที่ใช้วัตถุดิบของดาวคอฟฟี่ ซึ่งอ้วนเป็นคนนครราชสีมา จึงขอเริ่มต้นเปิดร้านกาแฟ ดาว เดอ โบลาเวน แห่งแรกที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เพราะอยากเริ่มต้นร้านกาแฟแบบมีเรื่องราวของเราเอง และมีเรื่องราวให้กาแฟดาวด้วย

อีกธุรกิจที่ทำอยู่ คือ การร่วมหุ้นคนลาวทำลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์ ตั้งอยู่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 บริเวณที่ข้ามจาก จ.หนองคาย มาถึงด่านชายแดนเข้าลาวก็เจอกับลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์เลย คาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปีนี้และเปิดตัวได้ต้นปีหน้า

ด้านอนาคตที่สยามวางไว้ คือต้องการติดอันดับ 1-5 บริษัทขนาดใหญ่ด้านตัวแทนจัดจำหน่ายและทำช่องทางตลาดครอบคลุมซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับ 1-5 ของกัมพูชาและ สปป.ลาวแล้ว มูลค่าธุรกิจปัจจุบันของบริษัทในกลุ่มสยามอินเตอร์เนชั่นแนลอยู่ในหลักพันล้านบาท แต่สยามมองว่าหากภาครัฐของไทยอำนวยความสะดวกให้เอกชนส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านง่ายขึ้น ขั้นตอนเอกสารไม่ยุ่งยากซับซ้อน ก็มีโอกาสดันมูลค่าธุรกิจแตะหลักหมื่นล้านบาทได้ในอนาคต

 

เปิดใจ “สมชาติ ธรรมศิริ” จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443626

เปิดใจ "สมชาติ ธรรมศิริ" จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

รัฐสภากลายเป็นหนึ่งในองค์กรของรัฐที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ปรากฏว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกิดไม่บ่อยนัก

กระทั่งล่าสุด “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ มีคำสั่งให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกจากตำแหน่งถึง 2 คน หนึ่งในนั้น คือ สมชาติ ธรรมศิริ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จากกรณีใช้ตำแหน่งประธานสโมสรรัฐสภาอนุมัติเงิน จำนวน 3.4 ล้านบาท ให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยืมเพื่อดำเนินโครงการจัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งตามขั้นตอนของสภายังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาเปิดใจกับสมชาติ เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นว่า “เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่มีข้าราชการไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับประธาน สนช. ซึ่งทราบว่าข้าราชการคนนี้คงมีความไม่พอใจผมมาก่อน เพราะว่าในหนังสือร้องเรียนเท่าที่ได้เอกสารมา เขาเคยเป็นผู้ที่ถูกผมเสนอให้ลงโทษในการสอบสวนวินัยเรื่องการจัดซื้อนาฬิกาในรัฐสภา”

“ประธาน สนช.สั่งตั้งกรรมการสอบสวน สอบข้อเท็จจริงประมาณ 30 วัน จากนั้นดำเนินการสอบทางวินัยต่ออีกประมาณ 100 วัน ผลออกมาบอกว่าผมกระทำความผิดในหลายประเด็นว่าคำสั่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“ในส่วนนี้เมื่อครั้งท่านจเร พันธุ์เปรื่อง เป็นเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ดูอยู่แล้ว ก็มองกันว่าช่วงนั้นหลังจากการรัฐประหารไม่มีรัฐสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญ และกรรมการสโมสรรัฐสภา ซึ่งเดิมเป็น สส.และ สว. มันก็พ้นสภาพไปทั้งหมด สนช.ก็ยังไม่ได้ตั้งขึ้นมา แต่ว่าสโมสรรัฐสภาเป็นทรัพย์สินและกิจการของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มันจะปล่อยให้โดยไม่มีใครดูแลเลยไม่ได้ เวลานั้นก็มีเรื่องร้องเรียนมายังท่านจเร ก็เลยตั้งผมไปเป็นประธานกรรมการและให้มีคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาเพื่อให้มีการดำเนินการต่อ”

จากนั้น อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เล่าว่า ต่อมาสวัสดิการของข้าราชการรัฐสภามีเงินเหลือจำนวนไม่มาก ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องหารายได้เข้าสวัสดิการข้าราชการรัฐสภา จึงเริ่มคิดถึงการดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้สวัสดิการฯ มีรายได้เข้ามา

“ถ้าไม่ทำ สวัสดิการฯ จะไม่มีรายได้ สวัสดิการฯ เงินร่อยหรอมาก เหลือแค่ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งไม่พอจัดงานและช่วยงาน จึงจำเป็นต้องหาเงินมาเติม ซึ่งในปี 2552 ก็เคยมีการจัดสร้างพระ ใช้เวลาจำหน่าย 5-6 ปีถึงจะหมด เงินก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย อย่างกรณีนี้ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย”

“การสร้างพระน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด เพราะถ้าไปหาเงินด้วยวิธีการอื่น เช่น การจัดกอล์ฟการกุศล มันต้องไปรบกวนคนอื่น ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสมที่ข้าราชการต้องไปทำอย่างนั้น การสร้างวัตถุมงคล ผู้ที่มีจิตใจศรัทธาเขาสามารถมาเช่าบูชาได้เรื่อยๆ”

“รายได้ที่เข้ามาทยอยส่งคืนสโมสรรัฐสภาไป มีบางส่วนเข้ามาอยู่ในสวัสดิการฯ ผมในฐานะประธานกรรมการสโมสรก็ลงนามในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการสโมสรทั้งหมดส่งเรื่องไปที่สำนักการคลังที่ดูแลการเงินของสโมสรรัฐสภา เงินรายได้ที่มาจากการเช่าพระเข้ามาที่สวัสดิการฯ และทยอยส่งคืนให้กับสโมสรรัฐสภา ซึ่งจำหน่ายได้เงินประมาณ 1 ล้านบาท”

แสดงว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่? สมชาติ ตอบว่า “ผมคิดว่า …ไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือสำนวนสอบสวนมีมุมมองต่างกัน แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และนอกเหนือไปจากที่ทำถูกกฎหมายอย่างเดียวแล้ว ยังทำถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติด้วย”

“อาจจะไปขัดผลประโยชน์หลายๆ ฝ่าย เพราะเดิมร้านค้าในสโมสรฯ จะเป็นผู้จัดอาหารให้กับสภาและคณะกรรมาธิการต่างๆ แต่ในยุคของผมได้ให้เป็นความสมัครใจของคณะกรรมการและสมาชิกรัฐสภา ถ้าเขาจะใช้บริการของสโมสรฯ ก็ยินดี แต่ถ้าอยากใช้ภายนอกมาจัดอาหารก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าตามใจผู้มาใช้บริการ”

“ร้านค้าผมก็จัดระเบียบใหม่ เดิมทีเงินที่เข้าสโมสรฯ จะมีรายใหญ่อยู่ร้านหนึ่งที่เป็นคนรับผิดชอบทางสโมสรฯ แต่บังเอิญร้านเล็กต้องไปจ่ายกับร้านใหญ่อีกที ผมมองว่าลักษณะนี้มันเหมือนกับเป็นนายหน้า ซึ่งไม่ควรเกิดที่สโมสรฯ ร้านค้าทุกรายควรเป็นคู่สัญญากับสโมสรฯ เองโดยตรง”

สุดท้าย สมชาติ ยอมรับจากหัวใจว่า ไม่เคยคิดว่าจากคนที่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นจะกลายมาเป็นคนถูกตรวจสอบเองจนต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งที่มีความมั่นใจมาตลอดว่าตัวเองได้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

“ไม่เคยคิดนะ เพราะตอนทำงานเรายึดตามกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญจากประสบการณ์ เราทราบกันดีว่าการเข้ามารับงานในช่วงภาวะที่ไม่ปกติ เมื่อสถานการณ์ผ่านไปเรามีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเข้ามา เรามักจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก ยกตัวอย่าง เมื่อครั้งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผมต้องเป็นคนแก้ต่างแทนสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในเรื่องการพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลา 5-6 ปีเหมือนกันกว่าจะจบเรื่อง”

“เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้ามารับงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างสภาใหม่ งานสโมสรฯ หรืออื่นๆ เราทำใจอยู่แล้วว่าคงต้องถูกตรวจสอบอย่างหนักเช่นเดียวกันจากสภาและวุฒิสภาที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจึงทำงานอย่างระมัดระวัง”

“ถ้าถามว่ากระทบกระเทือนกับขวัญของข้าราชการสภาหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีความหนักแน่นจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน แต่แน่นอนว่าอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจกันบ้าง เพราะคนมีจิตใจและเลือดเนื้อ พอมาเห็นหลายคนที่ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ต้องมาประสบแบบนี้ มันอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจหรือเปล่าในการทำงานต่อๆ ไป เพราะแม้กระทั่งการทำงานตามกฎหมายและกรอบประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็อาจยังต้องรับผิดได้” สมชาติ ทิ้งท้าย

 

“แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง” วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443478

"แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทรงผมเนี๊ยบ มาดนิ่ง น้ำเสียงดุดัน ฝีปากกล้าไม่กลัวใคร ชายวัย 64 ผู้นี้ เดินหน้าไล่บี้โครงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีโรงเรียน โครงการจัดซื้อเครื่องจักรกล กล้องซีซีทีวี  สัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส อุโมงค์ไฟลานคนเมือง 39 ล้าน เครื่องสูบน้ำลากจูง จนถึงกรณีล่าสุดกับการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็ก จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8 ล้านบาท

“ผมไม่มีอำนาจที่จะปลดใคร แต่ผมตรวจสอบและเอามาเปิดเผยหมดทุกหน่วยงาน วันนี้เจอเรื่องของพรรคตัวเอง ไม่ได้แปลว่าจะต้องหยุดตรวจ และไม่ได้แปลว่าคุณชายเป็นคนโกง แต่เอาเป็นว่ามีการทุจริตใน กทม. แน่นอน”

น้ำเสียงหนักแน่นของ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังดังเสมอในเรื่องกทม…

ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร

ทุกครั้งที่ออกมาเผยข้อมูลที่ส่อเค้าไม่ชอบมาพากลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มักถูกตั้งคำถามเสมอถึงเป้าหมายว่ามีนัยยะแฝงเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ทุกอย่างไม่มีเบื้องหลังหรือความแค้นส่วนตัว และการตรวจสอบคนโกงต้องไม่มีการละเว้น แม้กระทั่งคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ถ้าเราใช้มาตรฐานในการตรวจโกงแบบ’พรรคพวกเพื่อนกันไม่พูด’ อย่างนี้ไม่แฟร์  ปัญหาทุจริตในวันนี้มันมาจากการเล่นพรรคเล่นพวก แล้วช่วยเหลือกันเองจนคนบริสุทธิ์ไม่ค่อยมี เพราะได้เหมือนกันหมด ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ หลายคนกล่าวหาว่าผมเป็นเครื่องมือใคร เรียนเลยนะครับ แถลงข่าวแต่ละครั้ง ไม่เคยปรึกษาใคร ไม่เคยไปบอกใครว่าจะแถลงอะไร หัวหน้าพรรคไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่วันที่ผมแถลง เรื่องอุโมงค์ไฟ 39 ล้าน หัวหน้ายังไม่รู้เลย วันนี้ผมแถลงเรื่องรถดับเพลิง หัวหน้าก็ไม่รู้ กับคุณชายก็ไม่ได้คุยกันและไม่ได้มีปัญหากัน ผมทำแบบนี้ ไม่มีใครเบรก และเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเบรกผมด้วย เคยมีคนมาบอกว่าเฮ้ยนี่พรรคเดียวกัน แต่ผมไม่เคยฟัง บอกเลยจะดำเนินการต่อ รู้ว่าใครโกง ก็ไล่มันออกไป จะเลี้ยงมันต่อทำไมล่ะ

อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า บางคนกลัวจะเสียคะแนนหากตรวจสอบพวกเดียวกันเอง หรือกลัวโดนเพื่อนนินทา แต่สำหรับเขาแล้วมองตรงข้าม

ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำลงไปประชาชนชื่นชม เพราะประชาชนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์นี่ เวลาคนในพรรคทุจริต ก็ไม่เว้น ผมไม่มีปัญหาเลยนะกับสิ่งที่ทำอยู่ หลายคนอาจจะมองตรงกันข้าม แต่ผมบอกว่า ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่ ชาวบ้านชื่นชม พรรคก็ไม่เคยตำหนิ ส่วนใหญ่เข้าใจ มาตรฐานพรรคเราไม่มีละเว้นกับคนที่กระทำความผิดอยู่แล้ว

เมืองไทยโกงกันเยอะ เพราะคุ้มที่จะเสี่ยง

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2558 (Corruption Perceptions Index 2015)  จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประเทศไทยได้ที่ 76 จาก 168 

จากประสบการณ์ของวิลาศ เขามองว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยการทุจริตเพราะมันมีความคุ้มค่าที่จะโกง

การทุจริตในเมืองไทย ผลตอบแทนสูง คุ้มกับความเสี่ยง ประเทศนอกเขาโกงกัน 3-5 เปอร์เซนต์ก็เยอะแล้ว บ้านเราล่อ 40-50 เปอร์เซนต์เลย มันคุ้มไง ติดคุกคนเดียวแต่เพื่อนสบายหมด องค์กรอิสระกว่าจะดำเนินการสอบสวนเสร็จ เผลอๆไอ้คนที่โดนตรวจสอบ มันตายไปแล้ว กระบวนการช้า ได้เงินมหาศาล คุ้มที่จะเสี่ยง โอกาสจะติดคุกมันน้อยมาก

อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิตย์ ชี้ว่า เมื่อการคอร์รัปชั่นในเมืองไทยขยายวงกว้างออกไปเพราะประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ดังนั้นต้องทำให้ประโยชน์จากการโกงน้อยลง เพิ่มโอกาสถูกจับสูงขึ้น และมีโทษแรงพอที่จะทำให้ “ไม่คุ้มเสี่ยง” ที่จะโกง

วิลาศมองว่า กรอบเวลาที่ชัดเจนในการปฎิบัติหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อแรก องค์กรอิสระต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ออกกรอบวิธีปฎิบัติงาน กำหนดหมวดหมู่ของเรื่องทุจริตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตไม่เกิน 5 ล้านบาท ตรวจสอบเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 เดือน ทุจริตไม่เกิน 100 ล้านบาท เสร็จภายใน 3 เดือน ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่ไม่มีกรอบวิธีปฎิบัติงาน

เวลาไปแจ้งความ ถามหน่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบอกไหมว่าจะฟ้องภายในกี่วัน จะดองเรื่องไปถึงไหนก็ได้ อัยการก็ไม่มี ศาลก็ไม่มี ปปช. กกต. สตง. ดีเอสไอ ไม่มีสักหน่วยงานเลยที่มีกรอบเวลา ลองไปดูประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขากำหนดเลยว่า เรื่องทุจริตทั้งหมดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน บางเรื่อง ยื่นเช้า ช่วงบ่ายเขาชี้แล้วว่า มึงผิด มึงทุจริต เขาทำกันจริงจัง ใช้เวลาไม่นาน คนมันกลัว ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโกง

มีเรื่องหนึ่งร้อง ป.ป.ช.ไปตั้งแต่เดือน เมษายน ปี 2545  ปรากฎว่าเรียกไปสอบเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 2558 ผมถามว่า คนที่เป็นคนกล่าวหาก็ดี คนที่จะไปเป็นพยานก็ดี มันมีหน้าไหนครับที่จะจำเรื่องได้ สุดท้ายคดีมันก็หลุดแหงๆอยู่แล้ว ระยะเวลาไม่ได้ทำให้คนเบื่อหน่ายอย่างเดียว แต่หลักฐานต่างๆก็สูญหายไปด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่กระทำความผิด ก็มีสิทธิ์ทำลายเอกสารที่เก็บไว้เกิน 10 ปี หลายคดีคนผิดหลุดไม่เท่าไหร่ ที่ช้ำใจคือ มันกลับมาเหยียบคนฟ้องร้องอีก แบบนี้ใครเขาจะอยากไปให้ความร่วมมือ

ข้อสอง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง วิธีใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐว่าดำเนินการยังไง รายละเอียดการประกวดราคาเป็นอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ประกาศให้ชาวบ้านเห็นชัดๆ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ประกาศ ไปขอ มันยังหลีกเลี่ยงไม่ให้เลย ทั้งที่การกำราบทุจริต ต้องให้ประชาชนเขาได้รับความสะดวกในการรับรู้ เพื่อให้เขามีส่วนร่วม

ข้อสาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ คุณต้องแก้ไข กำหนดเวลาให้ชัด ขอข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องให้เขาได้ภายในกี่วัน  ทุกวันนี้ผมต้องคอยไปตามทวงเอกสาร  ‘ได้หรือยัง’ ‘ได้เมื่อไหร่’ ‘ยังอีกหรอ’ ซึ่งถามว่าใครมันจะไปตามได้ทุกวัน เพราะแบบนี้คนเลยไม่อยากลุกขึ้นมาตรวจสอบ

รถกู้ภัยขนาดเล็กยังจอดสงบนิ่งอยู่ภายในสถานีดับเพลิงดุสิต หลังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการทุจริตของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8ล้านบาท โดยเป็นตัวรถราคา 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง

ปลุกข้าราชการกทม.ให้ตาสว่าง

การเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องทุจริตของกทม.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้วิลาศพบว่า ทุกวันนี้ข้าราชการกทม.เริ่มมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ กทม. กลับมาสง่างาม งานนี้เเม้ไม่ถึงกับราบคาบ เเต่ก็พอกำราบทุจริตลงได้บ้าง

มันเหมือนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาว่าต้องทำแบบนี้ๆ แต่พอเราเริ่มไปเปิดประเด็นบ่อยครั้ง ทำให้เห็นว่าข้าราชการกทม. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจเดิมๆ เริ่มมีความคิดที่อยากจะเห็นองค์กรของเขาดีขึ้น และให้ความร่วมมือโดยส่งข้อมูลต่างๆมาให้เยอะมาก ต่อไปนี้เชื่อว่า โครงการไหนส่อทุจริต พวกคนข้างล่าง อย่างกรรมการเปิดซองราคา กรรมการทีโออาร์ (เอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของภารกิจ) ต้องคิดหนักแล้วที่จะร่วมดำเนินโครงการตามผู้บริหาร เพราะเงินก็ไม่ได้ หรือได้แค่เศษเงิน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เผลอๆเอากระดูกมาแขวนคอ ติดคุกอีก

อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาระบบงบประมาณของกทม.นั้นเสียหายรุนแรง เพราะถูกผู้บริหารโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆเต็มไปหมด

ผู้บริหารฝ่ายการเมืองเสนองบประมาณไปซุกซ่อนเยอะแยะ ซิกแซก วางเงินตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว บางโครงการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง บางโครงการช่วยพวกพ้อง ซ่อนกันเต็มไปหมด ทำให้ระบบงบประมาณมันเสียหาย งบประมาณมันเกิดจากการไปคุยกันเรียบร้อยหมดแล้ว แล้วค่อยไปโยงงบมาว่าจะมาใช้ทำอะไร แต่หลังจากที่ผมเปิดเผย ไล่บี้ เท่าที่ทราบในขณะนี้ มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ 3 คนเลิกแล้วไม่กล้าขยับ เหลือหน่วยกล้าตายอยู่คนเดียวที่ยังกล้า สั่งให้โอนอันนี้ไปนั่น โอนอันนั้นไปโน่น ถ้าการสาปแช่งเป็นผลในทางปฎิบัติ ไอ้นี่ไม่น่าจะผุดจะเกิดแล้ว เพราะว่าโดนสาปแช่งมากๆ ผมว่าเขารู้อยู่แก่ใจ และข้าราชการ กทม. กว่าครึ่งเขารู้ว่าคนนี้โกง

ทำลายคนทุจริตด้วยธนบัตรใหม่

นักการเมืองขาบู๊รายนี้แนะนำแนวคิดการปราบปรามการทุจริตและคืนความโปร่งใสให้กับประเทศ ด้วยการยกเลิกธนบัตรเดิมและพิมพ์ธนบัตรใหม่

วันนี้ผมไม่รู้ใครโกงมากกว่าใครแล้ว เพราะมันกล่าวหากันเต็มไปหมด ทั้งฝ่ายการเมือง คสช. ข้าราชการ เอาอย่างนี้ดีไหม ผมเสนอให้ยกเลิกธนบัตรปัจจุบันเลย และพิมพ์ใหม่ ลองทำตามที่ผมว่าดู รัฐบาลอาจจะต้องลงทุนประมาณ 5 พันหรือ 1 หมื่นล้าน เพื่อพิมพ์ธนบัตรใหม่ ประกาศให้คนเอาของเก่ามาแลกของใหม่ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ว่าไป คนที่มีเงินสดเกิน 2 ล้าน หรือมีเงินฝากในธนาคารเกิน 10 ล้าน ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงินให้ได้ ผมจะดูซิ ไอ้พวกที่บอกว่า ตัวเองไม่เคยโกงเลย เป็นคนดีนี่มันจะทำหน้าอย่างไร โมเดลนี้มี 2-3 ประเทศเคยทำ จีนเคยทำ ผมถามหน่อยไอ้พวกที่มันโกง มันกล้าไหม ลงทุนหมื่นล้าน ผมว่าประเทศได้เงินคืนหลายล้านล้าน ผมเสนอไปเห็นนั่งเฉยหมด ไอ้พวกที่ปากดีบอกว่าโอ้โหพวกนั้นโกง ไอ้นี่โกง ผมเสนอเปลี่ยนธนบัตร ไม่เห็นออกมาเลย”

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทิ้งท้ายว่า วันนี้ไม่กลัวที่จะถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่รอให้มาฟ้องด้วยซ้ำ เพราะมีหลักฐานที่เปิดเผยทั้งหมด ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้เล่นงานแค่ กทม. แต่จัดการทุกหน่วยงานที่ทุจริต เพียงแค่ทุกครั้งที่พูดเรื่อง กทม. มักจะได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าเท่านั้นเอง

 

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448529

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

นับแต่วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เกมโปเกมอน โก สามารถดาวน์โหลดเล่นได้ในประเทศไทยพร้อมกับ 15 ประเทศในเอเชีย จนถึงวันนี้กระแสก็ยังคงพุ่งแรงฉุดไม่อยู่ ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ มองเห็นโอกาสที่จะนำโปเกมอน หรือชื่อเต็ม พ็อกเก็ต มอนสเตอร์ มาใช้ในธุรกิจ ทั้งเพื่อการสร้างแบรนด์ การกระตุ้นยอดขาย ไปจนถึงภาครัฐเองที่มองว่า โปเกมอน โก จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

เริ่มจากภาครัฐโดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.เตรียมเรียกด้านสารสนเทศ ด้านตลาดในประเทศ ร่วมหารือประเมินผลและโอกาสทางการตลาดส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น จากกระแสความนิยมคนไทยเล่นเกมโปเกมอน โก แล้วเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ โดยจะเร่งเก็บข้อมูลทางสถิติว่านักล่าโปเกมอนที่เดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เกิดการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวเพิ่มจริงหรือไม่ เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย แต่อย่างน้อยคาดว่าจะทำให้คนไทยเดินทางเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 10% ในช่วงครึ่งปีหลัง

“ททท.ต้องหารือกับทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอน เพื่อวางแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน อาจขอให้ปล่อยตัวโปเกมอนหายากในพื้นที่เมืองรองที่ ททท.ส่งเสริม แต่ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มเข้มงวดจัดโซนนิ่ง เช่น กรมอุทยานฯ ประกาศห้ามจับในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งททท.จะเร่งติดตามกระแสสังคมอีกครั้ง” ยุทธศักดิ์ กล่าว

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก ในระยะสั้นจะส่งผลให้การใช้จ่ายภาคบริการและการท่องเที่ยวขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากประชาชนสนใจออกไปจับโปเกมอนนอกสถานที่ ทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเติมน้ำมันรถ ใช้เงินบริโภคอาหารนอกสถานที่ ส่วนจะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าพัฒนาดึงดูดการท่องเที่ยว เช่น โปเกมอนใส่ชุดไทย หรือเพิ่มจุดเช็กอินในสถานที่สำคัญ เชื่อว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

ขณะที่ภาคบริการท่องเที่ยวเริ่มหยิบกระแสโปเกมอน โก มาใช้ทำกิจกรรม ทางภาคธุรกิจก็เกาะกระแสดังกล่าวทันทีตั้งแต่ 1-2 วันที่เปิดตัวเกมในไทย โดยเฉพาะกลุ่มสวนสนุก สวนน้ำที่พร้อมใจกันใช้ เช่น สวนสยาม, ดรีมเวิลด์, การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน, วานา นาวา หัวหิน วอเตอร์ จังเกิ้ล, รามายณะ และทุ่งสง วอเตอร์พาร์ค

วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนน้ำและสวนสนุกสวนสยาม กล่าวว่า สวนสยามหยิบโปเกมอน โก มาใช้ โดยชี้จุดในเฟซบุ๊กสวนสยามให้ทราบว่าในสวนสยามมีโปเก สต็อป 19 จุด และมียิมอีก 2 ยิม เพื่อชวนให้คนมาจับโปเกมอนในสวนสยาม และเป็นการเกาะให้ทันกระแสที่คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ โดยเป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไร รวมทั้งให้ฝ่ายการตลาดวางแผนว่าจะหยิบโปเกมอนมาใช้ทำกิจกรรมอะไรได้อีก

ธุรกิจโรงแรมก็โหมกระแสนี้เช่นเดียวกัน เช่น โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ใช้กลยุทธ์ซื้อตัวดูดโปเกมอนให้ปรากฏตัวบริเวณโปเก สต็อปที่โรงแรม, โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมให้จับโปเกมอน โก พร้อมถ่ายภาพพื้นหลังในโรงแรมไปชิงรางวัลส่วนลด, โรงแรมดีวาน่า กรุ๊ป ใช้กลยุทธ์ชวนลูกค้าเก็บโปเกบอลที่โปเกสต็อปในดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ อ่าวนาง และลด 10% ค่าอาหารและเครื่องดื่มให้คนที่จับโปเกมอนถ่ายภาพพื้นหลังเป็นโรงแรม, ห้องอาหาร กลุ่มฮ็อป อินน์ ที่ขึ้นภาพถ่ายโปเกมอนโดยมีพื้นหลังเป็นพื้นที่ในโรงแรมเพื่อเชิญชวนให้คนมาพักแล้วจับ และเรือสำราญริเวอร์ไซด์ ที่ออกไอเดียชวนคนมาซื้อแพ็กเกจล่องเรือจับโปเกมอน เป็นต้น

อีกภาคธุรกิจที่นำโปเกมอน โก ช่วยดึงคนเข้ามาใช้บริการ คือ ธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ฯลฯ ที่ต่างมองเห็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอน สยาม เซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอนถูกเลือกเป็นสถานที่ที่มีการติดตั้งโปเก สต็อป (Poke Stop) หรือปล่อยเลอร์ โมดูล (Lure Module) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอนที่จะเลือกติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ในสถานที่ที่มีทราฟฟิกจำนวนมาก อย่างไรก็ดีบริษัทอยากให้ผู้เล่นเกมโปเกมอนมีสติในการเล่น และเล่นเกมอย่างพอเหมาะพอควร

ในส่วนของบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ต้องยกให้เป็นนักจับกระแสเพื่อทำการตลาดก็ไม่ปล่อยโอกาสทองนี้เช่นกัน โดย บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น กล่าวว่า การจับเอากระแสที่กำลังเป็นที่นิยมหรือพูดถึงสังคมหรือโลกโซเชียลมาทำการตลาดในแบบเรียลไทม์ มาร์เก็ตติ้ง (Real-Time Marketing) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญของบริษัท

สำหรับโปเกมอน โกนั้น บริษัทได้ติดตามกระแสมาตั้งแต่แรก ด้วยการโพสต์อัพเดทในเพจบาร์บีคิวพลาซ่า เรื่องที่เกมโปเกมอน โก มาเปิดให้คนไทยได้เล่น จากนั้นก็มีการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ของร้านบาร์บีคิวพลาซ่ากับกระแสโปเกมอนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ลงไปทำการตลาดในเชิงลึกถึง
ขนาดเข้าไปร่วมกับเกมด้วยการที่ติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ที่ร้าน เพื่อให้คนเข้ามาจับโปเกมอนตลอดเวลา เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมาที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า บริษัทอยากให้คนใส่ใจกับมื้ออาหาร กับคนที่ร่วมรับประทานอาหารด้วย ไม่ได้เข้ามาที่ร้านเพื่อใช้เวลาทั้งหมดเพื่อเล่นมือถือ

ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับทรูเพื่อนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก ไปทำการตลาด ด้วยการนำคาแรกเตอร์โปเกมอน ไปปล่อยในภายในร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารหลายแบรนด์สนใจที่จะทำในลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกับโออิชิ รวมทั้งยังเป็นการโหนกระแสสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจนวายและแซดที่เป็นกลุ่มนิยมเล่นเกมโปเกมอน

ขณะเดียวกันทางโออิชิยังมองถึงการนำคาแรกเตอร์โปเกมอนมาเป็นสินค้าพรีเมียม อาทิ จัดทำเป็นตุ๊กตา มองว่า โปเกมอนถือว่าเป็นโอกาสทางการตลาดที่จะผลักดันในด้านของยอดขาย การสร้างแบรนด์ ซึ่งขึ้นว่านักการตลาดจะนำไปใช้หรือสร้างสรรค์อย่างไร

ทั้งนี้ ในส่วนของตัวแทนด้านพาณิชย์ของโปเกมอน โก อย่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย ทรู กล่าวว่า โปเกมอน โก เป็นโอกาสมหาศาลในการกระตุ้นให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น พิซซ่า หรือ แมคโดนัลด์ ซึ่งโอกาสในการใช้สัญลักษณ์ของตัวการ์ตูนเหล่านี้จะทำให้คนพูดถึงและใช้งานได้เหมือนกัน ซึ่งในโลกนี้มีน้อยสิ่งที่คนทุกกลุ่มชอบเหมือนกัน ไม่แบ่งแยก และสามารถสื่อสารในสิ่งเดียวกันได้

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเวอร์ชั่น 2 และการอัพเกรดเวอร์ชั่นภาษาไทย รวมทั้งจะมีคำเตือนเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อให้เล่นอย่างมีสติและอย่าเล่นอย่างโดดเดี่ยว ส่วนการขอความร่วมมือเรื่องการจัดการสถานที่ในการเล่นเกมนั้น ทางทรูได้คุยเบื้องต้นและขอความร่วมมือไปทางนินเทนโดแล้ว คาดว่าจะมีการอัพเกรดสถานที่ใหม่ในจุดที่มีการร้องขอไปไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นกระแสที่ทางผู้พัฒนาให้ความสำคัญอยู่แล้ว” พีรธน กล่าว

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจจากกว่า 50-60 สินค้า ที่ได้ยื่นขอนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก มาทำกิจกรรมจากบริษัทแม่ จากนี้คงต้องติดตามว่าสินค้าบริการไหนจะโหนกระแสได้เนียนกว่ากัน เพราะเป็นกิจกรรมตลาดต้นทุนน้อย แต่ทำให้ผลที่ได้จะกลับมาคุ้มค่ากว่าหลายเท่าตัว หรือถ้านี่เป็นเพียงแค่แฟชั่นแล้วหายไป คนที่ชิงทำตลาดก่อนก็ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งไปก้าวหนึ่งแล้ว

 

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 08:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448155

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โปเกมอน โก” กำลังสร้างกระแสนิยมไปทั่วทั้งโลก ภายหลังผู้พัฒนาเกมเปิดตัวให้ดาวน์โหลดได้ไม่ถึง 30 วัน พบว่าโกยรายได้ไปแล้วกว่า 6,960 ล้านบาท ทุบสถิติเกมอื่นแหลกละเอียด

สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งโหลดเล่นได้เพียง 1 สัปดาห์ กระแสนิยมกลับขยายกว้างอย่างรวดเร็ว หลากหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ถนน ตรอก ซอก ซอย ฯลฯ ล้วนแต่ถูกแปรสภาพให้เป็นสถานที่จับมอนสเตอร์แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่ามุมหนึ่งเต็มไปด้วยความสนุกและเสียงสนับสนุน ทว่าอีกมุมหนึ่งก็หนักแน่นไปด้วยข้อกังวล นำมาสู่การพูดคุยผ่านเวทีเสวนา เรื่อง “Pokemon Go จะพาสังคมไทยไปทางไหน” โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

ผศ.วิษณุ โคตรจรัส อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า เกมโปเกมอน โก เป็นเกมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นที่ทับซ้อนอยู่ในโลกของความจริง จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นเป็นหลัก เพราะด้วยเนื้อหาของเกมไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่น

ผศ.วิษณุ อธิบายว่า รูปแบบการพัฒนาเกมโปเกมอน โก เป็นเทคโนโลยีที่เกมอื่นก็มีอยู่แล้ว เช่น การใช้ระบบตรวจสอบตำแหน่ง แผนที่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเชื่อมต่อสถานที่จริงเป็นฉาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อกระแสเกมนี้เข้ามาจนเป็นที่นิยมแล้ว จึงควรทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์กับเกมนี้ เช่น การส่งเสริมการขาย และบริการ

ผศ.พรรณรพี สุทธิวรรณ นักจิตวิทยาพัฒนาการด้านเด็กและวัยรุ่น คณะจิตวิทยา จุฬาฯ บอกว่า หากพิจารณาตามมุมมองของจิตวิทยาเด็ก ในขณะที่สังคมภายนอกตื่นตัวและกำลังพูดถึงเกม พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรห้ามลูกเล่น เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีและมีผลต่อความคิด ฉะนั้นผู้ปกครองควรเข้าใจ ยอมรับ และพร้อมเล่นไปกับเด็กเพื่ออธิบาย

“การที่ผู้ใหญ่พยายามเบี่ยงเบน ต่อต้าน หรือห้ามไม่ให้เด็กเล่น อาจทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับในสายตาเพื่อน และอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีสิ่งที่ได้เรียนรู้เหมือนกับเพื่อนๆ” ผศ.พรรณรพี ระบุ

นักจิตวิทยารายนี้ บอกอีกว่า เมื่อเกิดกระแสขึ้นผู้ใช้เทคโนโลยีควรรู้เท่าทันสื่อใหม่และพยายามหาโอกาสใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าเกมโปเกมอน โก จะเหมือนกับกระแสตุ๊กตาเฟอร์บี้ โรตีบอย ฯลฯ ที่มาเป็นช่วงๆ

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ นักวิชาการจิตเวชผู้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออาการป่วยทางจิต จึงควรทำให้สถานการณ์มีความสมดุล เพราะไม่ว่าเกมนี้จะเข้ามาหรือไม่ก็มีปัญหาอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องสนใจก็คือเรื่องวินัยที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวเองให้ได้

นพ.ภุชงค์ ประเมินว่า กระแสเกมนี้ที่เข้ามาจะได้รับความนิยมในช่วงแรกเหมือนกับตอนที่สังคมให้ความนิยมกับคริสปี้ครีม แต่ภายหลังเมื่อสังคมได้รับรู้กระแสก็จะลดลงไปในระดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสที่เราจะทดสอบระบบในสังคมหลายอย่างว่าจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างสมดุลได้อย่างไร

ทางด้านเจ้าของลิขสิทธิ์เกมในประเทศไทยอย่าง พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น  เล่าว่า ในหลายประเทศได้นำเกมไปพัฒนาการส่งเสริมการขายและการเชื่อมต่อสื่อสาร ดังนั้นเมื่อเกมเข้ามาในประเทศไทยจะเป็นโอกาสในการกระตุ้นธุรกิจ และในอนาคตคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาทำระบบข้อมูลเป็นภาษาไทย

“ตอนนี้ถือเป็นก้าวแรกในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเกมนี้ถูกวางแผนพัฒนาไว้ต่อเนื่องถึง 5 ปี ซึ่งช่วงต่อไปจะเป็นการพัฒนาให้ตอบสนองคนไทยมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนควรพัฒนาการใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ให้เป็นประโยชน์” พีรธน พูดชัด

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราไม่อยู่ร่วมกับมันสิ่งนี้ก็จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ ดังนั้นเราควรใช้ประโยชน์จากมัน

นพ.ประวิทย์ ยืนยันว่า การแบนไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ฉะนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโลกนี้ให้ได้

 

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447934

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมไทยเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เกมโปเกมอน โก ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเมืองไทยเมื่อ วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่วัน แต่กระแสของคนใน สังคมอย่างที่พบหลายพื้นที่ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สวนสาธารณะ หน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่ง ทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีประชาชน เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ต่างก้มหน้าก้มตาจ้องจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อตามจับโปเกมอนจนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์อย่างรวดเร็ว

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า กระแส เกมจับโปเกมอนบางพื้นที่ไม่เหมาะสม ล่อแหลม หรือสุ่มเสี่ยงเป็นอันตราย และสร้างความรำคาญหรือไม่ และควรหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม มาให้ข้อมูลเพื่อเป็นการรับฟังว่า แอพพลิเคชั่น เกมโปเกมอน โก นี้มีผลกระทบกับเยาวชนหรือไม่และควรหาทางป้องกันแก้ปัญหาอย่างไร

พีรพัทธ์ นันนารารัตน์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพอินเตอร์ แอ็คทีฟ ผู้เชี่ยวชาญ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม อธิบายวิวัฒนาการของเกมนี้ว่า เดิมโปเกมอน คือ ตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลักษณะเป็นสัตว์ประหลาด ที่พกพาไปไหนได้ และถูกนำเข้ามาฉายในเมืองไทยช่วงปี 2547-2548 ดังนั้นเมื่อปัจจุบันมีการนำมาพัฒนาเป็นเกมเสมือนจริงจึงมีความแปลกใหม่กว่าเกมในมือถือ คอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะอาศัยสถานที่จริงเป็นฉากในเกม

ดังนั้นเมื่อกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิมที่เคยติดตามอยู่ในยุคแรกได้ทดลองเล่นจึงทำให้การเล่นจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างที่เห็นว่าตามสถานที่สาธารณะ จุดใหญ่ๆ มักมีคนไปรวมกลุ่มกันจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากสถานที่เหล่านั้นถูกกำหนดให้มีตัวโปเกมอน หรือของรางวัลอยู่ซึ่งมีผลต่อการเล่นเกม

ส่วนการที่ผู้ผลิตเกมกำหนดจุด ส่วนใหญ่อยู่ตามศาลพระภูมินั้น พีรพัทธ์ อธิบายว่า เดิมผู้ผลิตเกมโปเกมอนนี้ เป็นเจ้าของเดียวกับผู้ผลิตเกมอินเกรสที่มีมาก่อน ซึ่งขณะนั้นผู้ผลิตเกม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นแต่ละประเทศเสนอ สถานที่ ที่ต้องการให้เป็นจุดที่ผู้เล่นจะต้องไปรวมตัวกัน ซึ่งผู้เล่นหลายประเทศขณะนั้นได้ส่งจุดสัญลักษณ์สำคัญ เช่น รูปปั้นตามสถานที่ต่างๆ ไป แต่ผู้เล่น ในไทยได้เสนอศาลพระภูมิ เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมที่แปลกสำหรับต่างชาติและมีมากในเมืองไทย ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดที่ผู้ผลิตเกมดึงฐานข้อมูลนี้ไปใช้ และทำให้ศาลพระภูมิเป็นจุดที่พบ โปเกมอนอยู่มาก

“เมื่อผู้เล่นรู้ว่าที่ไหนมีโปเกมอนก็อยากไป ซึ่งที่รัฐสภา บริเวณศาลพระภูมิก็มี รวมถึงทำเนียบรัฐบาลก็คิดว่ามี รวมถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. ก็มี และก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้เล่นสนใจอยากเข้าไปเช่นกัน เพราะภาพรวมจุดที่มีโปเกมอนอยู่เป็นที่สาธารณะ” พีรพัทธ์ ระบุ

ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าการ เล่นจะเป็นการเก็บข้อมูลภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  หรือความมั่นคงหรือไม่นั้น ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม ระบุว่า จากที่ตรวจสอบยังไม่พบว่ามีการเก็บข้อมูลภาพจากผู้เล่นไปใช้ แต่ระบบจะเก็บข้อมูลสถานที่โลเกชั่นบริเวณโดยรอบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในแผนที่จีพีเอสได้ ส่วนประเด็นการเก็บข้อมูลขณะนี้ คาดว่ายังไม่สามารถทำได้ แต่คิดว่าอนาคตถ้ามีการพัฒนาก็อาจไปถึงขั้นนั้นได้เช่นกัน

พีรพัทธ์ เปิดเผยว่า หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ ได้ทำเรื่องร้องไปถึงบริษัทผู้ผลิตเกมนี้ให้ถอดบางสถานที่ออกจากเกมแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเกมได้ดำเนินการถอดบางสถานที่ตามที่หลายประเทศร้อง ขอไป เช่น อนุสรณ์สถาน ดังนั้นคิดว่าถ้ารัฐบาลไทยต้องการมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัย ควรกำหนดพื้นที่หวงห้าม หรือพื้นที่ที่ต้องการเปิดให้ ผู้เล่นเข้าไปได้ และส่งเรื่องผ่านไปยังสำนักงาน กูเกิล ประเทศไทย เพื่อประสานขอให้ผู้ผลิตถอดบางพื้นที่ออกจากเกมโปเกมอน เนื่องจากบริษัท กูเกิล เป็นเจ้าของเงินบางส่วนในการพัฒนาเกมนี้

“สถานการณ์เกมโปเกมอนในไทยขณะนี้ มองว่าจะมีไปอีกสักระยะ เพราะขณะนี้เพิ่งอยู่ในช่วงแรก ซึ่งผู้ผลิตได้ปล่อยโปเกมอนออกมาเพียง 145 ตัวจากที่มีในเกมกว่า 700 ตัว หรือ 20% ดังนั้นคิดว่ากระแสเกมนี้จะมีไปอีกสักระยะ แต่คิดว่าต่อไปก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นเรื่องนี้ผู้เล่นควรจัดระเบียบพฤติกรรมการเล่นให้เหมาะสม” ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม กล่าว

ขณะที่ มณเฑียร บุญตัน รอง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การควบคุมสถานที่การเล่นควรให้ทางสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.)ร่วมกับค่ายมือถือในการกำหนดพื้นที่ให้เหมาะสม แต่ในทางกลับกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรพัฒนาเกมโปเกมอนนี้ให้ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวด้วย

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่ง ในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับผู้ผลิตโปรแกรมให้ระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงตามสถานที่ต่างๆ แต่ภาพรวมทางตำรวจจะมีการตักเตือน ให้ คำแนะนำและเฝ้าระวัง ซึ่งไม่ควรเล่นขณะขับรถ หรือเดินทาง เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เกมโปเกมอนถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคม ที่มีทั้งแง่บวกและลบ อาทิ 1.อาจเสี่ยงถ้าไม่กำหนดพื้นที่ต้องห้ามให้ชัดเจน เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานที่เปลี่ยว 2.ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็น และ 3.อาจทำให้เสียเวลามากจนเกินไป ซึ่งจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นวันนี้ คิดว่าฝ่ายบริหารควรรีบดำเนินการกำหนดพื้นที่การเล่นให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับพื้นที่ของทางราชการ

 

เสียงสะท้อน…ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ “มีระเบียบแต่ไม่สะดวก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 20:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447913

เสียงสะท้อน...ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ "มีระเบียบแต่ไม่สะดวก"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่ที่สะเทือนชีวิตผู้ใช้รถสาธารณะ

เมื่อมีการประกาศนโยบายนำรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รัศมีไม่เกิน 300 กม. ภายใต้การดูแลของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแก้ปัญหาความไร้ระเบียบเรียบร้อย

คำถามก็คือ ผลกระทบจากการย้ายจุดจอดครั้งนี้ มีมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเป็นที่รับรู้ของคนเดินทางว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปรียบเสมือนหัวใจแห่งการเชื่อมต่อรถสาธารณะเลยทีเดียว

สะดวก ปลอดภัย เป็นระเบียบ

คณะทำงานจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ โดยกระทรวงคมนาคมและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศนำ รถตู้จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปอยู่ที่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต) สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ และสถานีขนส่งเอกมัยเท่านั้น

ดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่ง ตำรวจและทหารจะเริ่มทดลองจัดระเบียบนำร่องก่อนในวันที่ 1-15 ส.ค. เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาแก้ปัญหา จากนั้นจะประกาศดีเดย์ในวันที่ 25 ต.ค. ให้รถตู้หมวด 2 ทุกคันต้องไปจอดใน 3 สถานีเท่านั้น และห้ามจอดบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อีก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับปรับอย่างเข้มข้น

“ในช่วงแรกของการจัดระเบียบจะมีประชาชนที่เคยใช้บริการรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง กระทรวงคมมาคมจึงเตรียมหารือร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อบริการรถบัสรับผู้โดยสาร จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปยังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง โดยคาดว่าการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะภายในกรุงเทพฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบริการรถร่วม เพราะจะทำให้ บขส.สามารถควบคุมค่าโดยสาร ความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและการจราจรแออัดได้”

ทั้งนี้ จากรถตู้จำนวน 4,205 คัน รถตู้โดยสารเส้นทางสายเหนือเเละตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 2,046 คัน จะถูกย้ายไปจอดในพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต ส่วนสายใต้ จำนวน 1,617 คัน จะย้ายไปที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่  ถนนบรมราชชนนี เเละสายตะวันออก จำนวน 542 คัน จะย้ายไปที่สถานีเอกมัย

ชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างปลอดภัยกับความสะดวก

ตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ได้กำหนดให้รถโดยสาธารณะทุกคันต้องใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นต้นทางและปลายทาง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการบริหาร จัดการเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ฉะนั้นสถานที่จอดรถตู้ในปัจจุบันที่พบเห็นได้ตามใต้ทางด่วนและรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ จึงถือว่าผิดกฎหมาย

นพ.ธนพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (มสช.) แสดงความเห็นว่า นโยบายย้ายรถตู้ บขส. จำนวน 4,025 คัน กลับไปจอดตามสถานีนั้น หากมองในแง่การจัดการ ความเป็นระเบียบ และปลอดภัย ถือว่ายอดเยี่ยม

“ข้อดีของการนำรถตู้กลับเข้าไปอยู่ในสถานี คือ ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบสมรรถภาพความพร้อมของตัวรถตู้โดยสารและพนักงานขับรถได้ง่าย นอกจากนี้ การมีที่จอดเป็นหลักแหล่งยังเป็นผลดีต่อพนักงาน ที่สามารถทราบเวลาเข้าออกที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องหลบไปจอดพักตามสถานที่ต่างๆ รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เช่น ซอยรางน้ำ ใต้ทางด่วน ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนล้าได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน บอกว่า ทุกวันนี้อนุเสาวรีย์ชัยฯ มีวินรถตู้กระจัดกระจายไปทั่วทุกมุม ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ การย้ายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้สามารถจัดการดูแลได้เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมองในมุมผู้โดยสารแล้ว แน่นอน ต้องเสียความสะดวกสบายและเวลาไป เนื่องจากจุดจอดอย่าง สถานีขนส่งจตุจักรและสายใต้ใหม่ ไม่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งที่ดีอย่างรถไฟฟ้า ขณะที่เอกมัยเองก็คับแคบและอยู่ในบริเวณที่มีปัญหาเรื่องจราจร

“หลายๆ คน ตัดสินใจขึ้นรถตู้มาจากต่างจังหวัด ก็เพื่อหวังเข้ามากลางเมืองเลย ไม่มีใครอยากต่อรถหลายต่อ เสียทั้งเวลา และเงินทอง เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ หนีไม่พ้นเสียงบ่นแน่นอน ซึ่งสภาพที่เป็นมันสะท้อนให้เห็นว่า สถานีที่เราออกแบบไว้ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อที่ดีตั้งแต่แรก ผมคิดว่า ถ้าเร่งพัฒนาจุดจอดบริเวณสถานีหลักในมีระบบรถไฟฟ้าเข้าถึง ปัญหาความไม่พอใจอาจลดลง พูดง่ายๆ ว่า การย้ายจุดยอดนั้น ระยะยาวเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่เดือนตุลาคมนี้ คงไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะผู้โดยสารมองว่า รัฐกำลังโยนภาระให้พวกเขา”

ไม่สะดวก เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย เห็นใจประชาชนด้วย

พื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นวงเวียนเส้นทางจราจรหลากหลาย เชื่อมต่อกับ ถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี ถนนพญาไท และถนนดินแดง ทำให้จุดนี้มากไปด้วยรถโดยสารสาธารณะ และไม่แปลกที่นโยบายย้ายจุดจอดรถตู้จะสั่นสะเทือนการเดินทางของประชาชนหลายแสนคน

มณฑนา สถาพรวุฒิคุณ อายุ 23 ปี นักศึกษาขาประจำรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพ – หมวกเหล็ก บอกสั้นๆ ว่า เดือดร้อนแน่กับนโยบายนี้ เพราะต้องต่อรถไปยังมหาวิทยาลัยอีก 1 ต่อ ซึ่งหมายถึงเวลาและค่าโดยสารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานีหลักจะเรียบร้อยและเหมาะสมกว่า

“ที่ใหม่ยังไม่เรียบร้อย พร้อมรองรับหรือเปล่าก็ไม่รู้ ย้ายไป จะยิ่งซ้ำเติมให้หนักขึ้นหรือเปล่า รถเมล์กรุงเทพฯ ก็มาไม่เป็นเวลา ถ้าต้องต่อรถเมล์ มีปัญหาเเน่ๆ”

จิรวัฒน์ มั่นคง อายุ 18 ปี นักศึกษา ผู้โดยสารรถตู้สาย แม่กลอง – อนุสาวรีย์ชัยฯ บอกว่า รอบบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตนั้นรถติดมาก ทุกวันนี้ใช้เวลาเดินทางไป-กลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมง หากต้องย้ายไปจริงๆ ชีวิตคงจะต้องเปลี่ยนแปลงและเหนื่อยมากขึ้น

นพร ยิ้มกริ่ม แม่ค้าสาวใหญ่วัย 67 ปี  ผู้โดยสารสายกรุงเทพ – องครักษ์ บ่นเสียงดังว่า แก่แล้ว ไม่อยากต่อรถเยอะ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ขอให้รัฐเห็นใจคนทำมาหากินบ้าง

“ใครๆ ก็อยากสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด ป้ามารับของทุกวันที่ประตูน้ำ จากอนุสาวรีย์ไปประตูน้ำมันใกล้ ถ้าเปลี่ยนจุดจอดไปที่หมอชิต คิดดูตอนหิ้วข้าวของเดินทาง มันเหนื่อยขนาดไหน แถวนั้นรถติดด้วย คำนวณเวลาไม่ได้”

ยอน เชนรัมย์ อายุ 53 ปี ผู้โดยสารอีกรายแสดงความเห็นน่าสนใจว่า บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เต็มไปด้วยโรงพยาบาล และการเชื่อมต่อ ซึ่งสำคัญมากกับเหล่าผู้สูงอายุ

“เหตุผลหลักที่อนุสาวรีย์ชัยฯ สำคัญกับผู้สูงอายุก็คือ การอยู่ใกล้โรงพยาบาล ทั้งราชวิถี รามาธิบดี รวมไปถึงสถาบันสุขภาพเด็ก เรานั่งมาถึงและเดินต่อไปอีกนิดเดียว ถ้าย้ายไปที่อื่น คนแก่ คนชรา หรือพ่อแม่เด็กๆ คงลำบากมาก ที่นี่สำคัญจริงๆ”

รถติด เครียด เสียเวลา

ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากตอบโจทย์การเดินทางที่ สะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัด

ความคิดเห็นต่อนโยบายล่าสุด ณัฐกิต ชูชาติ อายุ 57 ปี พนักงานขับรถรถตู้โดยสาร สายนครนายก-กรุงเทพฯ ยืนยันว่า การย้ายจุดจอดรถ กำลังจะส่งผลให้ผู้โดยสารมีปัญหาทั้งเรื่องเวลาและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการต่อรถ

“อนุสาวรีย์ชัยฯ อาจจะมีระเบียบมากขึ้นบ้าง รถติดน้อยลง แต่ที่หมอชิด เอกมัย หรือสายใต้ใหม่ จะหนักขึ้นแน่นอน คนที่แย่ก่อนคือผู้โดยสาร ถ้าเขาเบื่อ ไม่สะดวกจากการต่อรถ และหันไปใช้เส้นทางอื่นเมื่อไหร่ ทีนี้แหละคนขับจะหากินลำบาก เศรษฐกิจรอบบริเวณนี้ก็เสีย คนหายไปจำนวนมหาศาล การจัดระเบียบอะไรสักอย่าง เข้าใจว่ามันเกิดจากความหวังดี แต่ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง ไม่ใช่ว่าจะจัดระเบียบอย่างเดียว ผลกระทบแง่ลบอาจเป็นวงกว้าง ถ้าทำไม่ถูกจังหวะเวลา”

ชัยนิมิตร ตรีนัย อายุ 37 ปี  พนักงานขับรถโดยสาร สายกรุงเทพ – องครักษ์ – บ้านนา ส่ายหัวด้วยความไม่พอใจกับนโยบายย้ายจุดจอดรถ ก่อนระบุว่า ทุกวันนี้รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว ย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้โดยสารคงหนีหายไปหมด

“จัดระเบียบคราวที่แล้ว สั่งห้ามรถตู้ บขส. จอดแวะตามป้าย คนก็หายไปเยอะ รอบนี้จะให้ไปอยู่ที่สถานีหลักเลย ผมว่าคนยิ่งหาย บางคนเลือกไปขึ้นที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตเลย คำนวณเเล้วถูกกว่า เเละถ้าผู้โดยสารน้อยลง คนขับก็ไม่มีจะกินด้วย”

ชัยนิมิตร ยืนยันว่า บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการพักผ่อนของพวกเขา และสามารถให้บริการผู้โดยสารด้วยร่างกายและสติสัมปชัญญะเต็มที่ โดยปัจจุบันบริการวิ่งรถวันละ 2 รอบ คิดเป็นเวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ไม่แน่ว่าการให้ย้ายไปอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิต อาจจะต้องนั่งหาวกว่าเดิมก็ได้

“ผมว่าตรงนี้ก็เรียบร้อยแล้วนะ ไม่ได้จอดเกะกะเหมือนสมัยก่อนแล้ว รถตู้ทุกคันเห็นด้วยที่จัดระเบียบก่อนหน้านี้ มันดีอยู่แล้ว รถติดน้อยลง เหมาะสมกับทั้งผู้ใช้และไม่ใช้”

คำพวน ไชยบุรมย์ อายุ 51 ปี พนักงานขับรถ สาย อนุสาวรีย์ – พนมสารคาม บอกว่า หากถูกย้ายไปอยู่ที่เอกมัยหรือหมอชิต ก็ต้องยอมรับ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องความเครียดและเหนื่อยล้าจากปัญหารถติดมากขึ้น

“อย่างหมอชิต เรารับรู้กันดีอยู่แล้วว่า บริเวณโดยรอบการจราจรหนาแน่นขนาดไหน ส่วนเอกมัย นั่นไม่ต้องพูดถึงเลย อยู่กลางเมืองซะขนาดนั้น ย้ายเมื่อไหร่ คนขับก็น่าจะเหนื่อยขึ้น ใช้เวลานานขึ้นในการขับรถ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับเพราะทำอะไรไม่ได้อยู่ดีครับ”

สถานีย่อยทางออกที่เหมาะสม

เมื่อเหตุผลของฝ่ายรัฐต้องการสร้างมาตรฐานความเป็นระเบียบ ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้งานเห็นว่ากำลังจะสูญเสียความสะดวกสบายไป ทางออกของเรื่องนี้อาจเป็น “สถานีย่อยเฉพาะกิจ”

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ จากทีดีอาร์ไอ บอกว่า ตามกฎหมาย รถตู้โดยสารที่วิ่งระหว่างจังหวัดในระยะทางค่อนข้างไกลมากกว่า 300 กม. จำเป็นต้องเข้าจอดที่สถานีขนส่ง เพื่อความปลอดภัยและการตรวจสอบสภาพที่ถูกต้อง เพียงแต่สถานที่ตั้งของสถานีปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการตัดสินใจของผู้ใช้งาน

“สถานีขนส่งในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อรถโดยสารขนาดใหญ่ วิ่งในระยะทางไกลตั้งแต่ 400 กม. – 700 กม. การไปนำรถตู้ที่มีระยะทางวิ่งใกล้เข้าสู่สถานีขนส่ง มันทำให้ผู้โดยสารตัดสินใจเลือกมาใช้สถานียาก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะเดินทางไปเชียงใหม่ ใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง คงรู้สึกคุ้ม ถ้าต้องเสียเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมาขึ้นรถที่สถานี แต่ปัญหาคือ ถ้าคุณจะไปแค่กาญจนบุรี สระบุรี ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 – 2 ชั่วโมง การลงทุนเดินทางไปหมอชิต 1 ชั่วโมงเพื่อซื้อตั๋ว ดูแล้วไม่คุ้มและไม่สะดวกพอ เพราะเช่นนั้น ทางออก อาจจะต้องมีสถานีย่อยที่เหมาะสมขึ้นมา โดยมีการออกแบบและกำกับดูแลที่ชัดเจน อาจใช้พื้นที่ของเอกชนหรือรัฐที่ไม่ได้ใช้งาน มาปรับปรุงเพื่อรองรับผู้โดยสาร”

ดร.สุเมธ  ชี้ว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานีย่อยได้ เนื่องจากไม่มีจุดจอดรับผู้โดยสารที่ดีและเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พนักงานต้องออกไปหลบจอดตามข้างทาง ก่อนทยอยเข้ารับส่งผู้โดยสาร ซึ่งสร้างปัญหาให้ระบบจราจรโดยรอบ

สำหรับสถานีย่อยที่เหมาะสม ต้องคำนึงถึงการต่อเชื่อมต่อกับระบบสาธารณะอื่นๆ อย่างรถไฟฟ้าและรถเมล์จำนวนมาก มีความสะดวกสบายให้ได้ใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์ชัยฯ

“คนพอใจกับอนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะมีรถไฟฟ้า และรถเมล์ผ่านเยอะ สามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทาง ผิดกับหมอชิต ที่เข้าออกยาก และสายใต้ใหม่ ที่ไม่มีการเชื่อมต่อดีพอ ขณะที่เอกมัย ก็มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่เเละปัญหาจราจร การย้ายสถานที่ต้องคิดและวางแผนให้ดี ไม่นานมานี้รัฐมีบทเรียนแล้วจากการย้ายจุดจอดรถตู้ไปอยู่บริเวณด้านหลังอาคารสถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ซึ่งล้มเหลว ไม่มีผู้โดยสารตามไปนั่ง จนต้องกลับมาอยู่ที่เดิม

ดร.สุเมธ ชี้ว่า พฤติกรรมประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องการความสะดวกสบาย ถ้าสามารถเสนอทางเลือกที่มีความสะดวกสบายไม่ต่างจากที่เป็นในปัจจุบันมากนัก โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจจะพอทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้

“ถ้ามีแรงจูงใจ มีการออกแบบที่ดี มีบริการที่เหมาะสมกว่า ตัวอย่างเช่น ที่ใหม่ ใกล้รถไฟฟ้า มีรถเมล์ผ่านเยอะ ที่นั่งรอสะดวก แอร์เย็น ซื้อตั๋วง่าย คนขับมีมารยาทดี พวกนี้ก็จะดึงดูดให้คนมาใช้งานโดยปริยาย ถ้าเราเอาเเต่สั่งอย่างเดียวว่าจะย้าย แบบนั้น จะเกิดปัญหา ถึงตอนนี้ ผมยังมองเห็นว่า จุดย้ายไปต้องเหมาะสมกว่า สถานีขนส่งในปัจจุบัน”

การเเก้ไขปัญหารถโดยสารสาธารณะอาจจะมองอย่างรอบด้านเเละเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน