ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444199

ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนถึงนาทีนี้คงเป็นไปได้ยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยอม “หงายไพ่” แจกแจงรายละเอียดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” จะรวมตัวออกโรงเรียกร้องประเด็นนี้ต่อ คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติก็ตาม

ต้องยอมรับว่าการขยับครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่ต้องการเห็นทางเลือกที่ชัดเจนเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น

ที่สำคัญ การขยับครั้งนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มที่หวังอาศัยจังหวะสร้างสถานการณ์กดดันการทำงานของ คสช. เพราะกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นเครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการจากหลายสถาบัน โดยมีผู้สนับสนุนลงนามในคำแถลง 117 คน กับอีก 17 องค์กร

ส่องดูรายชื่อ อาทิ สุริชัย หวันแก้วโคทม อารียา สุรชาติบำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สุหฤท สยามวาลา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นิกร จำนง สมชาย วงศ์สวัสดิ์  พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ วันมูหะมัดนอร์มะทา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หลายคนเป็นนักวิชาการเป็นที่เคารพนับถือในสังคม ขณะที่ส่วนของภาคการเมืองที่มาร่วมลงรายชื่อนั้นก็มาจากหลายพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย หลายคนเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อดีตประธานสภา ฯลฯ ที่ทำให้เสียงสะท้อนครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่ผ่านมา

จะเห็นว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามทวงถามความชัดเจนจาก คสช.อยู่เป็นระยะเพื่อให้การตัดสินใจออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างรอบคอบ เมื่อรู้ว่า “ทางเลือก” ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำไปเปรียบเทียบได้ว่า “ดี” หรือ “ร้าย” กว่าฉบับนี้

แต่ท่าทีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนคนใน คสช.ยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือและสับสน

ชัดเจนที่สุดคงเป็นท่าทีจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับการออกมาอธิบายถึงความเป็นไปได้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2.ทำโดยวิธีใด 3.กรอบเวลาให้เสร็จเมื่อไร และ 4.เมื่อร่างเสร็จแล้วต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

พร้อมตบท้ายว่าส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชามติอีกเพราะจะทำให้เสียเวลานาน

อีกด้านหนึ่ง ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยหลุดปากกว่าหากมีปัญหามากนัก ก็จะเขียนรัฐธรรมนูญเอง โดยเอาความรู้สึกของประชาชนว่าต้องการอะไรมาเขียน ก่อนจะมาอธิบายว่าเป็นคำพูดไม่ทางการ

“อย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่า เทศน์แบบคาบลูกคาบดอก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ท่าทีทั้งหลายเหล่านี้ทำยิ่งทำให้ “ทางเลือก” ในกรณีที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น ยิ่ง “คลุมเครือ” จนไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
กันแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่อาจเป็นความตั้งใจจากฝั่ง คสช. ด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มตั้งแต่ต้องการบีบให้กลุ่มคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคิดหนักว่าจะลงมติ “ไม่รับ” หรือไม่ เพราะไม่มีหลักประกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมาใหม่จะดีกว่าฉบับที่กำลังจะลงมติ

แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นการ “มัดมือชก” แต่ทาง คสช.ก็พยายามชี้แจงว่าอยากให้โฟกัสที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าเปรียบเทียบระหว่างฉบับนี้หรือฉบับใหม่

ประเด็นถัดมา หาก คสช.พูดชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนั้น ก็เท่ากับเป็นการ “ผูกมัดตัวเอง” ให้ต้องทำตามที่รับปากอย่างไม่มีทางเลือก

ดังจะเห็นว่าจากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ช่วงการออกเสียงประชามติยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง ที่อาจมีปัจจัยนำไปสู่การพลิกผันได้ตลอดเวลา

การตีกรอบให้ตัวเองต้องเดินไปตามทางที่กำหนดไว้ท่ามกลางความสุ่มเสี่ยงจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะหากถึงจุดหนึ่งอาจจำเป็นต้องตัดสินใจเดินออกนอกทางที่ประกาศไว้

การเปิดทางเดินให้กว้างไว้ในช่วงปลายโรดแมปย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ คสช.ที่กำลังจะต้องเตรียมหาทางแลนดิ้งลงจากหลังเสือ

ดังนั้น ต่อให้มีความพยายามหรือแรงกดดันมากแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะยอมหงายไพ่เผยหน้าตักของตัวเองทั้งหมด ที่จะทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเดิมพันที่ใกล้จะรู้ผลแพ้ชนะ

 

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443966

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. กลุ่มต้าน กลุ่มค้าน ร่างรัฐธรรมนูญยิ่งเปิดหน้าออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ปลุกให้เสียง “ไม่รับ” ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

ล่าสุด “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” เปิดหน้าออกแถลงเรียกร้องดึงทุกฝ่ายในสังคมร่วมผลักดัน 5 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1.เปิดให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้าน เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย เพื่อการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.ต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน กรณีไม่ผ่านประชามติกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

3.กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติ ผ่านกลไกทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้ในโรดแมป สู่การเลือกตั้ง 4.หากหลักการตามข้อเรียกร้อง ข้อ 1-3 ที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง ทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรยอมรับในผลของการทำประชามติ โดยร่วมกันส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในสังคม

และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มานั้นควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ ที่ไม่ถดถอยไปจากเดิม การตรวจสอบการถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตยของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล การกำหนดให้มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่มีความพร้อมในการจัดการตนเอง การกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และมาตรการในการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมทั้งมีบทบัญญัติที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความจำเป็นและตามกรอบของกฎหมาย

แม้จะไม่ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ท่าทีและมุมมองต่อเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่สะท้อนออกมาก็พอจะชี้ชัดในตัวเอง

ความสำคัญของ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” อยู่ที่กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล องค์กร จากทั้งภาควิชาการ เอ็นจีโอ ที่มีชื่อเสียง โคทม อารียา สุริชัย หวันแก้ว สุรชาติ บำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐ
ศิโรตม์ รวมไปถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองขั้วต่างๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นั่นทำให้พลังของกลุ่มนี้มีน้ำหนักจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจมองข้ามหรือใช้วิธีเดิมๆ เข้าไปสกัดเหมือนที่เคยทำมา เพราะด้วยตัวองค์กรและบุคลากรที่มาจากภาควิชาการที่ไม่ใช่ขาประจำหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเคลือบแคลงแล้ว แม้แต่บุคคลที่มาจากฝั่งการเมืองเองก็หลากหลายไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง จนอาจตีความว่าเป็นการเรียกร้องของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าเท่านั้น

จะเห็นว่าท่าทีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ เสียงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียออกมาขยายผลปลุกกระแสนำเสนอมุมมองไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อเนื่องด้วยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวรุกหนักขึ้น และเริ่มมีแนวร่วมออกมาร่วมเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ คสช.ต้องหันมาจับตาและตีกรอบไม่ให้บานปลายมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ยังมีเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ประกาศจุดยืนออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ดูจะมีเพียง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่เปิดหน้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  นอกเหนือไปจากฝั่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่โหมประชาสัมพันธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งการทุ่มเงิน 10 ล้านบาท ตีพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญลงหนังสือพิมพ์ 8 ฉบับ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับแจกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่การจัดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.กำลังเป็นแม่งาน ดึงฝ่ายที่เห็นต่างขึ้นเวทีร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น ด้านหนึ่งย่อมช่วยลดแรงกดดันที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น สร้างความชอบธรรมให้การทำประชามติ

แม้สุดท้ายอาจจะกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรงที่ปลุกให้ “เสียงต้าน” มีน้ำหนักและเป็นที่รับรู้รับทราบในวงกว้างมากขึ้น และปลุกให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ

 

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443813

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเดินเกมการเมืองในช่วงจังหวะสำคัญพอสมควร ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเปิดเวทีอภิปรายหรือดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ด้วย

ในประเด็นนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. อธิบายว่า กกต.เป็นผู้กำหนดประเด็นเนื้อหาทั้งหมด 10 หัวข้อ ที่ส่วนใหญ่เป็นปัญหากระทบความเป็นอยู่ใกล้ตัวเกี่ยวกับสิทธิที่ประชาชนมีความห่วงใยและ
มีการปล่อยข่าวให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดมาตลอด อาทิ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การศึกษาฟรี 12 ปี

“เราจะให้มีกลุ่มนักวิชาการจากเครือข่ายไอลอว์ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มาร่วมเวทีในฐานะที่เป็นผู้เสนอขอให้มีเวทีพูดคุยอย่างเสรี 4 ครั้ง และจะเชิญกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนทั่วไปอีก 6 ครั้ง รวมทั้งจะพยายามเชิญตัวแทนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมถกปัญหาภายใต้บรรยากาศที่เป็นสาระ ไม่ใช้สำนวนตีรวน เอาชนะ ปลุกระดม หรือเอาแต่ความสนุกสนาน โดยจะควบคุมไม่ให้เกิดสภาพฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรุมอีกฝ่ายและจะบันทึกเทปเผยแพร่” สมชัย ระบุ

ทั้งนี้ รูปแบบรายการที่ว่านี้ กกต.จะไม่เป็นรายการสด แต่จะบันทึกเอาไว้เพื่อนำไปทยอยออกอากาศระหว่างวันที่ 25 ก.ค.-5 ส.ค. เวลา 13.00-14.00 น. ซึ่งการดีเบตในลักษณะนี้เรียกง่ายๆ ว่า “ดีเบตแห้ง”

ส่วนท่าทีของแต่ละฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง และกลุ่มภาคประชาชน ค่อนข้างจะตอบรับอยู่พอสมควร เหลือเพียงแต่ กรธ.ที่ยังคงสงวนท่าทีอยู่

นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. ระบุว่า “ตามขั้นตอนคงต้องรอให้ กกต.แจ้งรายละเอียดต่างๆ มาให้ กรธ.อย่างเป็นทางการก่อน จากนั้น กรธ. จึงจะประชุมและมีความเห็นร่วมกันต่อไป”

แม้ก่อนหน้านี้ กรธ.จะมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ไปร่วมเวทีดีเบต เพราะไม่ต้องการให้ใครนำไปสร้างเป็นเงื่อนไขทางการเมือง แต่เมื่องานนี้ กกต.ลงมาเป็นเจ้าภาพเองและไม่ได้รายการสดทางโทรทัศน์ ทาง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. คงไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

การเปิดให้มีเวทีดีเบตของ กกต.นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้เกมฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมา กรธ. กกต. รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่างถูกโจมตีว่าชกฝ่ายเดียว ด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐรณรงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงฝ่ายรัฐบาลจะอ้างเป็นเพียงช่องทางเพื่อให้ประชาชนได้เห็นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยไม่ได้ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น แต่ด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารที่หวังผลในทางการเมือง

อีกทั้งยังโดนโจมตีไปถึงเรื่องการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จนก่อให้เกิดเป็นกระแสในทางลบและสร้างบรรยากาศที่ไม่ดี

เมื่อกระแสเหล่านี้มีผลให้อุณหภูมิการเมืองเริ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนที่อาจแสดงถึงการต่อต้าน คสช.ด้วยการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยิ่งทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำย่อมมีสูง

ดังนั้น การแก้เกมที่ดีที่สุด คือ การเปิดให้โต้วาที เอาทุกฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างน้อยจะช่วยลดข้อครหาที่ว่าด้วย “การชกข้างเดียว” ออกไปบ้าง รวมไปถึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ลดความขัดแย้งที่นำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ดีที่เอื้อต่อการลงประชามติ

การเปิดเวทีลักษณะนี้อาจบอกได้ว่า “วิน-วิน” ทุกฝ่าย ฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญจะได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลที่ตัวเองเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่นำไปสู่สาธารณะโดยตรง

ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ใช้พื้นที่เดียวกันนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่แต่ละฝ่ายต่างพูดในเวทีและพื้นที่ของตัวเองหรือผ่านสื่อมวลชน

เหนืออื่นใด เวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้ายจะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลและ คสช.ในอนาคตด้วย

โดยหลังจากเวทีดีเบตหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ย่อมจะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลและ คสช.นำไปใช้เป็นข้ออ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบสง่างามได้ แต่ถ้าไม่มีเวทีดีเบต ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะไม่มีทางหนีข้อครหาไปได้ หนำซ้ำจะยิ่งทำให้การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญลดลงด้วย

ทั้งหมดนี้ กกต.หวังใช้เป็นเส้นทางสร้างความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติท่ามกลางเสียงตำหนิว่าเป็นมวยที่ชกอยู่ข้างเดียว

 

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443810

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงประชามติ 7 ส.ค. ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐในการติดตามตรวจสอบกลุ่มเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคุมเข้มการแสดงออกด้วยการแจกใบปลิว หรือใช้ไม้แข็ง ห้ามแจกเอกสาร “ความเห็นแย้ง” รัฐธรรมนูญโดยเรียกจากฝ่ายรัฐว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปลอม”

อย่างไรก็ตาม เสียงที่ห้ามไม่ได้คือเสียงทักท้วงจากนานาชาติที่เรียกร้องให้เกิดการลงประชามติที่โปร่งใส-ยุติธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออก ทั้งจากองค์การสหประชาชาติ ทั้งจากสหภาพยุโรป ซึ่งเอกอัครราชทูตหลายประเทศถึงกับรวมตัวกันออก “แถลงการณ์ร่วม” เรียกร้องเสรีภาพของประชาชน จนนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่เอกอัครราชทูต “กังวล” ตรงกันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย ในการแสดงความคิดเห็นก่อนลงประชามติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นักวิชาการมองว่า ปฏิกิริยาจากรัฐบาลยิ่งแรง ยิ่งเป็นผลลบ ทำให้สายตาจากต่างประเทศที่ทอดมาที่เมืองไทย เป็นลบมากกว่าจะเชื่อถือคำชี้แจงจากรัฐบาล

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย บอกว่า ท่าทีดังกล่าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือว่าถูกจับตาในระดับสูงสุดจากนานาประเทศทั่วโลก และถือเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกในลักษณะที่แรงที่สุด เพราะทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ รัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตในประเทศยุโรปต่างก็ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อแสดงความเป็นห่วงการลงประชามติและสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการ

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลอนุญาตให้ฝ่าย “เห็นด้วย” เท่านั้น ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับถูกมาตรา 44 ถูกจับ ถูกจำคุก การออกข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญปลอม รวมถึงการใช้อำนาจมาตรา 44 สั่ง กสทช.ปิดสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิด

ท่าทีเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกโดยรัฐ ซึ่งโลกต่างก็แสดงความกังวลว่ากระบวนการประชามติจะไม่เป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แบบที่ประเทศเผด็จการอื่นๆ เคยทำมาก่อนหน้านี้

“ถามว่า คสช.ทำแบบเดิมต่อไปได้ไหม ด้วยกฎหมายที่มีในมือ คสช.จะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่กังวล ถ้าอยากตัดขาดกับประชาคมโลก ก็สามารถยืนในจุดยืนเดิมแบบที่ทำอยู่ แต่ต้องถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกหรือไม่ ถ้ายังอยากมีความร่วมมือกับโลก ถ้ายังอยากมีมิตรประเทศเหล่านี้เป็นเพื่อนก็ควรจะรับฟัง”

สุณัย บอกอีกว่า ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อเมียนมาทำประชามติเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาก็แสดงออกแบบเดียวกัน คือห้ามประชาสัมพันธ์การ “ไม่รับ” และนานาชาติก็กระทุ้งด้วยการแสดงความกังวล ขอผู้สังเกตการณ์เข้ามา

“หากประเทศไทยยังอยากอยู่ในประชาคมโลกอยู่ ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบตัดสินใจผ่อนปรนมากขึ้น เพราะหากยังเข้มงวดลักษณะนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดี ทั้งต่อการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตย และภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก ให้ไม่ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า เมื่อเทียบกับการทำประชามติที่แคว้นคาตาลัน ในประเทศสเปน ซึ่งปลุกระดมในเรื่องที่แรงกว่าอย่าง “ขอแยกดินแดน” รัฐบาลก็ให้จัดเวทีไฮด์ปาร์กแสดงความคิดเห็นเต็มที่ นอกจากนี้ยังสนับสนุนงบประมาณเพื่อออกเอกสารสนับสนุนฝ่ายเห็นด้วยกับการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหาเอกสารปลอม หรือการปลุกระดมด้วยเอกสารเท็จ รัฐก็ไม่ได้ใช้อำนาจฟ้องหรือแจ้งความ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้รู้มาอธิบายข้อเท็จจริงแทนโดยยึดหลักการต่อสู้ข้อมูลเท็จด้วย “เสรีภาพในการแสดงออก” ไม่ใช่ใช้อำนาจกดดัน

“ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการปลุกระดมคลั่งชาติ หรือขวาจัด ก็จัดเวทีให้พูดกันจนใจเย็นลง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ว่ายิ่งห้าม ก็ยิ่งมีข่าวลือ ยิ่งมีความเท็จ และยิ่งไปจับ ก็ยิ่งเดือดดาล ยิ่งในยุโรป ยึดหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องระวังการแสดงออกในช่วงประชามติมากๆ” ทศพล ระบุ

สำหรับการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ทศพล ยังเชื่อว่ารัฐบาล คสช.น่าจะใช้กฎหมายรุนแรงในการจัดการกับผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญออกมารับรองว่า พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องยอมรับว่าได้ผล เพราะคนที่กล้าเสี่ยงกับ “คุกทหาร” จะน้อยลงเรื่อยๆ จนไม่มีใครกล้าทำอะไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปฏิกิริยาจากต่างประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศยุโรปออกมาแสดงความกังวลก็น่าจะทำให้รัฐบาลไทยลดการจับแบบ “หว่านแห” มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เคยมีเอกอัครราชทูตไปเยี่ยมบ่อยๆ

“หลักนิติธรรมถือเป็นเสาหลักหนึ่งของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเคารพเสียงทุกคน เพื่อสร้างกติกาพื้นฐานที่สุดในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะในยามขัดแย้งสูง เขาเชื่อว่า ถ้ากติกาดีมาจากกระบวนการดีมาจากการยอมรับของทุกฝ่าย น่าจะเป็นไปได้มากกว่า ยึดกันไปมาแบบตามอำเภอใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ในที่สุด ทุนข้ามชาติก็ไม่เชื่อถือ และจะทำนายสถานการณ์ในอนาคตยาก”

“ถ้ามองประวัติศาสตร์ยุโรปยาวๆ จะเห็นชัดว่าประเทศพวกนี้ตกผลึกแล้วว่า การไม่มีกติกา ไม่รักษากติกา สุดท้ายทุนจะไม่เอาคือ ถอนทุนออกไปพื้นที่อื่น ซึ่งเสถียรภาพมากกว่า หรือไม่ก็อยู่เบื้องหลังสนับสนุนเผด็จการไปเลย” ทศพล ระบุ

 

“โหนกระแสตุรกี” แผนดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443638

"โหนกระแสตุรกี" แผนดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ “ยกย่องชัยชนะของประชาชนตุรกีในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร” จับกระแสความพยายามการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ด้วยการนำกองกำลังรถถังและเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญและใช้กำลังอาวุธโจมตีในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี รวมทั้งนครอิสตันบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน

แต่การรัฐประหารดังกล่าวได้ล้มเหลวลงจากการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนเพื่อคัดค้านการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย อันแสดงถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และกำลังใจที่เข้มแข็งในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร โดยไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชน

“จากเหตุการณ์ข้างต้น พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอยกย่องการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ และชัยชนะของประชาชนตุรกี ที่ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงพลังประชาชนที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และไม่ยินยอมให้มีการใช้กำลังอาวุธและอำนาจนอกระบบ มาบังคับและกำหนดชะตาชีวิตของประเทศของตน”

ถือเป็นการ “โหนกระแส” ของพรรคเพื่อไทยโดยอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกี เรียกทั้งคะแนนความสงสาร และยังได้ดิสเครดิตการทำรัฐประหารในประเทศไทย

แน่นอนว่าเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกีนั้นยากที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้กับประเทศไทย ด้วยบริบทที่แตกต่างกันในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านี้ เบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มผู้สนับสนุน

ไม่แปลกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะวิเคราะห์ว่าแถลงการณ์ของเพื่อไทยเป็นการ “ตีกิน” สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าความพยายามทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่ทำรัฐประหาร นั้นสื่อมวลชนต่างประเทศต่างวิเคราะห์ว่า ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนก็รู้ดีว่าเป็นการทำเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

“ดังนั้นชาวตุรกีจึงรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเขาเอง และเป็นรัฐบาลเน้นปกป้องผลประโยชน์ให้ชาวตุรกีมากกว่า และเป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง และวัฒนา เมืองสุข มองว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยกลับกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียเอง แสดงว่าประชาธิปไตยที่เราเห็น ก็มีด้านมืดที่อาจจะไม่ใช่ หรือเรามองไม่เห็น” นพ.วรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนเปรียบเทียบไปถึงการรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.นั้น ในมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเสมือนตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ โดน คสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ยกย่องเชิดชูกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการตอกย้ำเรียกคะแนนความสงสารที่พรรคเพื่อไทยเคยตกเป็นฝ่ายถูกยึดอำนาจ โดยไม่มีมวลชนออกมาปกป้อง สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยพยายามออกมาป่าวประกาศว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำจาก คสช.ทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลาง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่จะไม่มีประชาชนออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกรัฐประหารแล้ว ตรงกันข้ามเหตุการณ์ในประเทศไทยช่วงนั้นยังมีมวลชนเรือนแสนเรือนล้านหมุนเวียนออกมาชุมนุมกดดันให้รัฐบาลลาออก และเปิดประตูเชิญชวนให้ทหารออกมารัฐประหารฝ่าทางตันทางการเมืองด้วยซ้ำ

ที่สำคัญช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาขาดความน่าเชื่อถืออย่างหนักตั้งแต่เรื่องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเงื่อนงำการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายคดี โดยเฉพาะคดีจำนำข้าวที่นำไปสู่ความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่มวลชนฝั่งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจะออกมาต่อต้านรัฐประหาร

อีกด้านหนึ่งแถลงการณ์เพื่อไทยที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นความพยายามดิสเครดิต คสช. แบบ อ้อมๆ เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและมีคำสั่ง คสช.ออกมาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นที่สุ่มเสี่ยงกระทบกับความมั่นคง

จะเห็นว่าที่ผ่านมาเพื่อไทยได้แต่ใช้วิธีเลียบๆ เคียงๆ ออกมาแสดงความเป็นห่วงในการบริหารราชการของ คสช. โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจปลุกความเชื่อมั่นฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การค้า การลงทุนได้เสียที

อีกด้านการออกมาขย่ม คสช.ในเวลาใกล้ถึงกำหนดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น เพื่อนำไปสู่การถกเถียงหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ทาง คสช.ยังกลับควบคุมการแสดงความเห็นอย่างเข้มงวดจนถึงเวลานี้

แถลงการณ์ที่ถูกมองว่าออกมาเพื่อหวังดิสเครดิต คสช.นั้น อีกด้านหนึ่งจึงอาจหวังผลต่อเนื่องไปถึงการซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญอีกทางด้วย

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยได้เปิดหน้าประกาศตัว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมพยายามเคลื่อนไหวตามกรอบที่จะทำได้

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์ปราบโกงประชามติและการเปิดรายการแสดงความเห็นต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายช่องทาง

แต่ทั้งหมดด้วยบริบทและสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมาก สุดท้ายแถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ออกมาโหนกระแสตุรกีหวังว่า
จะได้รับคะแนนสงสาร หรือทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้ อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ตรงกันข้ามอาจเป็นช่องว่างให้ถูกถล่มและเกิดกระแสตีกลับไปยังเพื่อไทยก็เป็นได้

 

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443370

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องศาสนา ณ เวลานี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าเรื่องของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  กทม. กับการมีชื่อเป็นเบอร์ 1 สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

ถัดมาเป็นการเรื่องคดีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี  ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงิน หลังมีชื่อรับเช็คจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  ทั้งหมดคือปมปัญหาล้วนสร้างความสั่นคลอนให้กับสังคมในห้วงเวลานี้  จนเกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ประชาชนเบื่อหน่ายศรัทธาศาสนา

แต่มุมมองของคนรุ่นใหม่อย่าง  วิจักขณ์ พานิช  เคยแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์พุทธศาสนาในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างน่าสนใจผ่านบทความต่างๆ มากมาย  ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์  ถึงต้นตอการเสื่อมศรัทธาทางศาสนาที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง  โมงยามลงตัวก่อนเปิดฉากสนทนาให้ฟังว่า พระสังฆราช มหาเถรสมาคม (มส.) องค์กรสงฆ์ และครอบคลุมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ทั้งหมด คือเป็นโครงสร้างที่รวมศูนย์แบบรัฐ ส่วนที่ตรงข้ามคือคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ของรัฐ เป้าหมายคือต้องการรวมศูนย์ ต้องการมั่นใจว่าพุทธศาสนามีมาตรฐานเดียว แบบเดียว และเป็น “พุทธศาสนาแบบรัฐ” ที่ต้องการเผยแพร่คำสอนไปในโรงเรียน เป็นพุทธพิธี ตักบาตรทั่วประเทศ และพระสงฆ์ต้องขึ้นตรงกับอำนาจส่วนกลาง

ซึ่งโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐมันก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 และมาชัดเจนเป็นรูปธรรมช่วงรัชกาลที่ 5 โดยเป็นโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐและรวมศูนย์  นั่นสะท้อนรูปแบบการเมืองการปกครองแบบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์”

“โครงสร้างแบบนี้ถือเป็นโครงสร้างที่ล้าหลังมาก มันเป็นปัญหาเมื่อยุคช่วงล่าอาณานิคมผ่านไปแล้ว ตอนนี้เราเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เป็นการแข่งขันอย่างเสรี ประเทศต้องเปิดกว้างเข้าสู่สากล เรียนรู้จากภายนอก ยิ่งประเทศไหนที่ได้รับการกระจายอำนาจ  มีการเรียนรู้ เปิดกว้าง ประเทศเหล่านั้นก็จะนำไปสู่การพัฒนา”

โดยมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่างวิจักขณ์ เห็นว่าโครงสร้างสังคมเราไม่ใช่แบบนั้น แม้จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเมื่อปี 2475 แล้วก็ตาม เรายังติดแหง็กอยู่กับโครงสร้างแบบการรวมศูนย์อยู่  ไม่ว่าจะเป็นการเมือง และศาสนา ทั้งคู่ยังติดแหง็กกับโครงสร้างแบบรวมศูนย์อยู่

โครงสร้างพระสงฆ์ไทยเก่าไม่ก้าวหน้า

อย่างโครงสร้างคณะสงฆ์ปัจจุบัน ที่มีสมเด็จพระสังฆราช พระมหาเถรสมาคม มีพระผู้ใหญ่ที่อายุมากๆ ทั้งหลายอยู่ อันนี้แสดงให้เห็นเลยว่าเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นผลผลิตของระบอบเก่า ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องการพระเหล่านี้เป็นที่ปรึกษาทางจิตใจและทางการปกครอง

“ประเทศก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่แล้ว แต่ทุกวันนี้เราติดอยู่กับระบอบเผด็จการระบอบทหารอยู่ ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ยังติดกับระบอบเดิม ที่ว่าใครจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วก็ทะเลาะกัน แล้วก็มาโยงเข้ากับวัดพระธรรมกาย มีเรื่องกลุ่มก้อนต่างๆ ใครสนับสนุนใคร มีความเห็นแย้งสองฝ่าย จนกลายเป็นเรื่องการเมือง”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า ธรรมกายอยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์และยังมีอิทธิพลภายในโครงสร้างคณะสงฆ์ ธรรมกาย สามารถใช้โครงสร้างสงฆ์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไปเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองได้ เหมือนที่มีข่าวว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนช่วยเหลือวัดนั้นวัดนี้ ก็เหมือนกับนักการเมืองทั่วไป เพียงแต่นักการเมืองเหล่านี้คือ “พระสงฆ์”

ย้อนถามว่ามีทั้งกลุ่มคนที่ชอบและไม่ชอบวัดพระธรรมกาย แต่ทุกวันนี้ที่สังคมบอกจะกำจัดธรรมกาย ขอตั้งคำถามว่า?? เราจะจัดการเขาอย่างไร  คิดว่าจะใช้หลักการหรือวิธีคิดแบบใดไปจัดการ

“ที่บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน เรื่องที่ดิน ผลประโยชน์ ของธรรมกาย  แล้วพระพุทธะอิสระ ทำไมไม่ไปตรวจสอบด้วย หรือคุณเลือกปฏิบัติเพียงเพราะว่าคุณไม่ชอบเขา  หรืออย่างที่บอกว่าธรรมกายเผยแพร่คำสอนไม่ตรงตามหลักคำสอน แล้วพระพุทธะอิสระตรงหรือเปล่า”

วิจักขณ์ อธิบายความเห็นต่อไปว่า หากจะมีการตรวจสอบวัด ทุกวัดก็ต้องมีการตรวจสอบเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด แล้วคำสอนของศาสนาที่มองว่าธรรมกายบิดเบือนคำสอน  “ต้องมองว่าคำสอนของพระแต่ละสำนักไม่มีใครสอนตรงกันเลย สันติอโศกสอนอย่าง พุทธทาสสอนอย่าง พระไตรปิฎกสอนอย่าง พุทธะอิสระสอนอย่าง หมอผีก็สอนอย่าง”

ดังนั้น เราต้องตระหนักว่าไม่มีใครสอนตรงกันเลย เพราะฉะนั้นความพยายามที่ต้องการให้คำสอนเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือแบบเดียวกันทั้งหมด คือสิ่งที่ผิด เพราะศาสนาไม่ควรไปตั้งมาตรฐาน

เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องการทดลองของแต่ละบุคคล อย่างพระพุทธเจ้าแสวงหาสัจธรรมความจริง พระพุทธเจ้าก็ต้องไม่ให้ใครมาชี้นำ สิ่งที่พุทธศาสนาต้องการและช่วยให้พุทธธรรมงอกงามได้ดีที่สุด ก็คือเรื่อง “เสรีภาพทางศาสนา” ถามว่า พระพุทธเจ้าต้องการค้นพบสิ่งใดมากที่สุด นั่นคือการค้นพบการตื่นรู้ ความกรุณา

“สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการมากที่สุด ไม่ใช่มหาเถรสมาคม ไม่ใช่คนที่ออกมากำจัดธรรมกายเพื่อศาสนา แต่พระพุทธเจ้าน่าจะต้องการให้คนมีเสรีภาพในการลองผิดลองถูก และคิดใคร่ครวญหาคุณค่าความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง ดังนั้นต้องตั้งคำถามให้ถูกต้องว่า ศาสนาพุทธคืออะไรกันแน่  มันคือเรื่องการเรียนรู้ ตื่นรู้ การภาวนา การเผชิญความทุกข์ คุณไม่ต้องการอำนาจของรัฐมากดขี่ควบคุมมาบอกว่าสิ่งใดผิดหรือถูก

“ศาสนาพุทธมาจากความทุกข์ของทุกคน แทนที่จะเอาหนังสือธรรมะไปยัดเยียดให้เด็กในโรงเรียนท่องจำ แต่ให้พาเด็กออกมาจากโรงเรียนให้เห็นผู้คนกับคนไร้บ้าน คนในสลัม ที่ยากลำบาก อันนี้ต่างหาก ที่จะทำให้เข้าใจเรื่องของทุกข์ จะทำให้เด็กเหล่านั้นเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่มีการศึกษาและเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนเขา  ดังนั้นพุทธศาสนาแบบรัฐ ที่ปกป้องค้ำจุน ที่อยู่ในธงชาติสีขาว ผมว่ามันผิดทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มไฟแรงอย่างวิจักขณ์ยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคุณค่าในศาสนาพุทธ ว่าศาสนาพุทธในสังคมไทยทุกวันนี้ควรให้คุณค่ากับความเป็น “พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน” และนั่นก็กำลังตายลงไปเรื่อยๆ  เพราะอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์มาควบคุม รุกล้ำเสรีภาพ อิสรภาพในการลองผิดลองถูกของคน แล้วทำให้พระสงฆ์ไปอิงอยู่กับอำนาจนอกตัว คือ “อำนาจรัฐ”

จึงเชื่อว่าพุทธศาสนาในอดีต มีชีวิตชีวา เป็นพุทธศาสนาที่มีความกล้าหาญ พุทธศาสนาที่มีสัมพันธ์กับความทุกข์ของชาวบ้าน และพุทธศาสนาที่สัมผัสชีวิตจริงของสังคมได้

ส่วนมุมมองเรื่องการปฏิบัติธรรมของสงฆ์ในปัจจุบัน วิจักขณ์ ระบุว่า การปฏิบัติธรรมทำเพื่อสรรพสัตว์ เพื่อความทุกข์ของผู้อื่นคือเรื่องดี  “แต่คุณปฏิบัติธรรมเพื่อชาติ เพื่อพระศาสนา มันผิดรูปแบบ  จึงกลายเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อความดีบ้างอย่างที่สูงกว่า  ทั้งที่จริงการปฏิบัติควรทำเพื่อขัดเกลาตัวเอง เผชิญความทุกข์ตัวเองก่อน  แล้วจึงจะเห็นว่าคนอื่นมีความทุกข์ไม่ต่างจากเรา  และนั่นจะทำให้มีจิตใจอ่อนน้อมถ่อมตนร่วมสุขร่วมทุกข์กับคนอื่น จนนำไปสู่ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์”

วัดเป็นฐานเสียงนักการเมือง คล้ายระบบเจ้าพ่อ

วิจักขณ์  บอกอีกว่า  เมื่อศาสนาพุทธถูกดึงเป็นเครื่องมือหรือกลไกการปกครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มันทำให้ศาสนาพุทธหมดความเป็นตัวเอง มันเป็นศาสนาพุทธที่ถูกตีความว่าเป็นการดำรงอยู่ของอำนาจชนชั้นนำหรือโครงสร้างแบบเก่า เป็นศาสนาพุทธแบบอุปถัมภ์

“มีคนที่สูงกว่า ต่ำกว่า คนที่สูงกว่าเพราะเป็นคนดี อุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนา ไปวัดทุกวัน คนกลุ่มนี้ก็ดูสูงส่งขึ้น  แล้วพระก็จะกลายเป็นประจบประแจงคนทำบุญ ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติธรรม ตักเตือนกัน จึงกลายเป็นการเมืองโดยธรรมชาติ ไปสู่พุทธศาสนาแบบชนชั้นนำ จนกลายเป็นพุทธศาสนาที่สนับสนุนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีการต่อสู้เพื่อคนชั้นล่าง ไม่มีการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนทุกข์ พระไม่มีความกล้าหาญ กลายเป็นพระที่หมดความเป็นตัวของตัวเอง” วิจักขณ์ กล่าวและว่า

วัดเป็นฐานเสียงของนักการเมืองและเป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์คล้ายระบบเจ้าพ่อ  ปัจจุบันพระไม่เป็นตัวของตัวเอง คำนึงแต่ผลประโยชน์ พระเป็นส่วนหนึ่งของระบบเจ้าพ่อ

อย่างใน กทม.ก็แบ่งเป็นซุ้ม เป็นก๊ก เป็นเหล่าเต็มไปหมด และอย่างเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ส่วนตัวของวิจักขณ์สะท้อนออกมาว่า  ระบบการตั้งสังฆราชเละทั้งหมด หากวิเคราะห์เราไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป  เพราะเราไม่มีสิทธิรู้ มันไม่มีกฎเกณฑ์ มันเป็นเรื่องของใครรู้จักใคร เส้นทางมายังไง ขั้วอำนาจทางการเมืองต่างๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของการเมืองชนชั้นนำ มองเป็นเรื่องพวกพ้อง คนรุ่นใหม่มองเรื่องนี้เป็นความเบื่อหน่าย

“ใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม ใครจะเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป เราจะมีชีวิตดีขึ้นไหม มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย มันถึงไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่และการศึกษา ที่เราเรียนเสริมสร้างความคิดมากมายสุดท้ายไปใช้ระบอบอุปถัมภ์”

วิจักขณ์ กล่าวด้วยว่า พระสงฆ์ที่ทะเลาะกันเกิดขึ้นตั้งแต่อดีต มันเหมือนการเมืองสองฝั่ง มีนิกายธรรมยุตและมหานิกาย แต่ละฝ่ายก็มีก๊กมีเหล่า  ซึ่งระบอบของคณะสงฆ์ถือว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่ง  ย้ำว่าพุทธศาสนาไทยเป็นการเมือง

เสนอยุบ มส. พศ.-วัดเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน

ระหว่างสนทนา วิจักขณ์  ตั้งคำถามย้อนมาว่า  จะทำยังไงให้พ้นจากการเมืองชนชั้นนำโดยปลดปล่อยศาสนาพุทธออกมาจากโครงสร้างทางการเมืองแบบอุปถัมภ์ แบบเผด็จการ ทำอย่างไรให้ศาสนาพุทธกลับมาเป็นสติปัญญาของประชาชนและมีอิสระ ศาสนาพุทธแบบชาวบ้านที่เลือกและลองเอง

เพราะปัญหาของศาสนา คือ การไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ  ศาสนากลายเป็นเรื่องของพระ และพระกลายเป็นชนชั้นนำ สุดท้ายศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของเรา จึงรู้สึกว่าจะทำอย่างไรให้ “พุทธศาสนาฆราวาส” ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อความเป็นอิสระทางศาสนา

สำหรับองค์กรทางสงฆ์ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  มหาเถรสมาคม  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยกำกับดูแลปกครองสงฆ์  ส่วนตัวของวิจักขณ์ มองว่า “ยิ่งองค์กรเหล่านี้แข็งแรง ยิ่งเป็นผลร้ายต่อศาสนาพุทธโดยรวม” และองค์กรเช่นนี้ไม่สามารถแข็งแรงได้แน่นอน เพราะโลกเป็นเสรีภาพทางความคิด เป็นโลกสมัย ดังนั้นตัวศาสนาต้องวางตำแหน่งของตัวเองให้ถูก  เพราะตอนนี้ศาสนาวางตำแหน่งของตัวเองผิด เลยยิ่งเป็นอุปสรรคทำให้ตัวศาสนาและสังคมล้าหลังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้

วิจักขณ์ ถามอีกว่า เราจะออกจากวงจรอุบาทว์นี้อย่างไร??  “วงจรที่มีปัญหาคณะสงฆ์ ศาสนาพุทธไม่ควรอยู่ในโครงสร้างของ มส.และ พศ.ตั้งแต่แรก ดังนั้นให้ยุบองค์กรเหล่านี้ทิ้ง แล้วศึกษาให้ดีว่าสังคมสมัยใหม่อยู่กับศาสนาอย่างไร เขาวางตำแหน่งศาสนายังไงที่ทำให้เกิดเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อ ความคิดของคน และไม่เอาศาสนามาเป็นเรื่องทะเลาะกัน”

นอกจากนี้ วัดหรือศาสนาควรเป็นรูปแบบมูลนิธิหรือเอกชน  สามารถตรวจสอบการเงิน ตรวจสอบการก่อตั้งองค์กร เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด  ที่เห็นชัดเจนอย่างกรมสรรพากรต้องมีความกล้าตรวจสอบพระและวัด  จะอ้างความเชื่อความเป็นพระไม่ได้  ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าตัวศาสนาไปผูกอยู่กับรัฐ

“จึงทำให้เกิดมุมมืดทางสังคม กลายเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน เวลาไม่มีใครไปตรวจสอบก็จะมีพวกกาฝาก เห็บเหา เกาะอยู่กับศาสนา”

วิจักขณ์  ยังยอมรับว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยมีอำนาจทางสังคมและการเมืองมากเกินไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สังคมไทยไม่มีศาสนา แต่ตนย้ำมาตลอดว่าการแยกรัฐออกจากศาสนาไม่ใช่สังคมที่ไม่มีศาสนา เพียงแต่ว่าไม่เอาอำนาจทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง  คือรัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา หวังว่าจุดเริ่มต้นแบบนี้จะเกิดขึ้น ในเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนา ไม่ได้หวังจะเกิดขึ้นในเชิงการเมืองอย่างเดียว หวังว่าจะมีคนเข้าใจในประเด็นที่ตนพูด

“ทุกวันนี้คนเราทำบุญไม่ได้ทำเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังอะไรบางอย่าง  การทำบุญคือการบริจาค การสละ เพื่อคนที่มีความทุกข์ลำบากมากกว่า คนจนก็จนไป คนทำบุญพระก็รวยไป ต้องยอมรับว่าอดีตพระไม่สะสมเงินทอง ทรัพย์สินกระจายไปสู่คนลำบาก  สวนทางกับปัจจุบันคนทำบุญหนึ่งอยากจะเอาล้าน ส่วนพระรับมาสิบ ก็อยากจะได้ร้อยได้พัน  จึงกลายเป็นเรื่องธุรกิจทางศาสนา แล้วพระใช้ศาสนาหากินหรือเปล่า”

วิจักขณ์ ทิ้งท้ายอย่างมีหวังว่า ทางเดียวที่จะทำให้พุทธศาสนากลับมามีพลัง กลับมามีพลวัต ต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจรัฐให้ได้ ต้องเป็นตัวของตัวเอง  ดังนั้นต้องมีอิสระ มีเสรีภาพ  ส่วนองค์กรของรัฐที่จะควบคุมพุทธศาสนาควรยุบทิ้งไปให้หมด และคนได้เรียนรู้การเปิดให้แลกเปลี่ยนโต้เถียงกัน แล้วจะทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น

“อยากรู้ว่าอะไรมีความสุข” พลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตศึกษาศาสนา

สําหรับ วิจักขณ์ พานิช ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท “ประวัติศาสตร์ศาสนา” ที่สถาบันนาโรปะ แหล่งศึกษาทางศาสนาที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านในและวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด

มีคำถามว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้หันมาสนใจศึกษาเรื่องศาสนา วิจักขณ์ สะท้อนความคิดว่า ทุกคนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเองทุกคน ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่า จึงต้องหันมาดูตัวเองว่าติดขัดหรือมีปัญหาเรื่องไหน หรือว่าสับสนตัวเองอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณค่าของตัวเองคงไปไม่ไกล ดังนั้นเมื่อคิดว่ามีปัญหาก็ต้องเยียวยาเพื่อให้เข้าใจความสับสนของตัวเองมากขึ้น และอยากรู้ว่าอะไรมีความสุข แล้วสามารถแชร์ให้กับคนอื่นได้ นั่นมาจากคำถามในใจ

“เรียนโรงเรียน เรียนมหาวิทยาลัยมาหลายปีมันตอบไม่ได้เลยว่า เราคือใคร เราเกิดมาทำไม เรามีคุณค่าอะไร พอทำงานก็เริ่มคำนึงถึงเรื่องการอยู่รอด จึงเป็นคำถามของตัวเองมาโดยตลอด กระทั่งมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเจอครู เจอพื้นที่การเรียนรู้บางอย่างที่ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยากจะสร้างพื้นที่แบบนี้ที่เมืองไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้บางอย่างที่ทำให้คนได้มองเข้าไปภายในตัวเอง คลี่คลายคำถามเกี่ยวกับชีวิตแบบลึกๆ เป็นศาสนาที่ตอบคำถามว่า คุณทำอะไรแล้วมีความสุข แชร์กับคนอื่นได้ เลยกลายเป็นจุดที่มาของการทำงานลักษณะนี้”

ส่วนตัวคิดว่ามีคนที่ต้องเป็นอะไรแบบนี้จำนวนมาก คนที่มีความทุกข์ สับสน หาตัวเองไม่เจอ คนเหล่านี้ต้องการกัลยาณมิตร ต้องการคนที่คุยได้เหมือนเพื่อน มีความเป็นกันเอง คนที่คุยในทางมิติศาสนธรรมที่ไม่ใช่แบบศาสนากับศาสนา แต่เป็นแบบธรรมดาๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ แชร์ความทุกข์ของคนเหล่านั้น

วิจักขณ์ ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาเล่าเรียนฝึกเกี่ยวกับการภาวนา จึงมีการเปิดคอร์สสอนอบรมการภาวนา โดยใช้กระบวนการนั่งสมาธิภาวนามาช่วยเรื่องการขัดเกลาจิตใจ เยียวยาจิตใจ อย่างคนที่มีความทุกข์ ความเครียด เขาต้องการพื้นที่มาเยียวยาหรือต้องการผ่อนคลายปล่อยวางจากความคิด การโทษตัวเองให้อภัยตัวเอง มีความกรุณา มีความรักกับคนอื่นและรอบข้าง คนก็มาฝึกเรียนรู้

กลุ่มที่มาเรียนมีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่น กลางคน คนแก่ คนอายุ 70 ปี เป็นการเรียนลักษณะแบบการศึกษาผู้ใหญ่ใครก็สามารถมาเรียนได้ นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์จะเปิดบ้านพักส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “ติโรปะ” ทำสมาธิภาวนา มีลูกศิษย์และคนทั่วไปที่สนใจและเปิดรับความหลากหลายทางศาสนา และต้องการภาวนามาปฏิบัติกันพอสมควร

วิจักขณ์ เผยอีกว่า เท่าที่ทำมารู้สึกมีความสุข ยืนยันไม่ต้องการชื่อเสียง แต่คิดว่าอยากจะเป็นแรงบันดาลใจฝึกให้คนทำแบบตนเพิ่มขึ้นอีก มีคนที่ฟังคนอื่นและสอนคนอื่นแบบเปิดกว้าง อยากเห็นครูที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นนักข่าวที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นหมอ พยาบาลมีจิตวิญญาณ มาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งมีความหวังมากๆ เนื่องจากมีคนสนใจเรื่องเหล่านี้เยอะ เพราะคนเริ่มเหนื่อยหน่ายกับ “ศาสนาพุทธรูปแบบเดิม” คนเลยหาทางเลือกในหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น

สำหรับเรื่องการศึกษา วิจักขณ์ มองว่า ถ้าเรามีจิตใจเปิดกว้างรับฟังคนอื่น ก็จะเป็นพื้นที่ที่ดีมากในทางการศึกษา โดยไม่ยึดมั่นอยู่ในกรอบของตัวเอง และเปิดกว้างกับความเป็นไปได้อื่นๆ อยู่เสมอจนไปสู่การแลกเปลี่ยนแบบพลวัต

ปัจจุบัน วิจักขณ์ รับบท “เรือจ้าง” สอนพิเศษอยู่ที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่สอนระดับ ปริญญาตรี ส่วนวิชาที่สอนจะเกี่ยวข้องกับวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ พุทธศาสนากับสังคมสมัยใหม่ จิตวิทยากับพุทธศาสนา เจ้าตัวบอกว่า เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปีและยังได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ หรือแม้แต่การได้รับโอกาสไปบรรยายพิเศษมานับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับมติชน นิตยสาร way และทำหนังสือ แปลหนังสือ เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ปลากระโดด ซึ่งจะพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ แปลผลงานจากตะวันตกให้เห็นว่า ศาสนธรรม ศาสนาพุทธ เปิดกว้างและหลากหลายได้ขนาดไหน

ทว่าด้วยความเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาการวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่เข้าหูเข้าใจคน จนมองตัวของ วิจักขณ์ ไม่เข้าใจเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ วิจักขณ์ สวนตอบด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งว่า “ผมไม่แคร์” เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของพุทธธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของพระพุทธเจ้า สำหรับคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของศาสนาแล้วต้องปกป้องศาสนาของเขาเอง และการที่คิดว่าแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่าง มีจินตนาการที่แตกต่างเป็นการเรื่องการทำลายศาสนา

“ผมว่ามันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมคิดว่าอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่รองรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาและคิดว่างานที่ผมทำเป็นงานสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย และผมไม่มีอำนาจไปบังคับใครให้เชื่อตามผม ผมมีแค่สติปัญญา และสองมือในการทำงานเชิงสร้างสรรค์”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า อย่างน้อยสิ่งที่สอนและทำก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่สนใจศาสนา เปิดจินตนาการ ก็เหมือนตนเป็นพระป่า เดินร่อนเร่ ไม่มีสำนักอะไร แต่ว่าพบปะผู้คนตลอด ซึ่งมองว่าพลังศาสนธรรมจะเกิดขึ้นจากตัวปัจเจกบุคคล พลังการตื่นรู้

ภาพใหญ่ในศาสนาพุทธของไทย เป็นแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือมนุษย์ ดังนั้นเวลาคนเข้าหาศาสนาพุทธส่วนใหญ่ก็ไปกราบไหว้พระพุทธรูป ขอหวย กราบไหว้หลวงพ่อที่มีพลังวิเศษดูจิตได้ แก้กรรมได้ และสภาพแบบนี้ทำให้เกิดพระอลัชชี มากกว่าดึงดูดพระที่ดี

“คุณไม่อยากเป็นเหรอ คุณห่มผ้าเหลืองเวลาคุณพูดอะไรทุกคนเชื่อหมดเลย วางตัวให้สุขุม นั่งสมาธิให้ได้นานๆคนก็มากราบคุณ หรือพูดอะไรให้ดูดีนิดนึง ก็กลายเป็นเซเลบขึ้นมา เงินก็ไม่รู้เท่าไหร่ คุณไม่อยากเป็นเหรอ ใครๆก็อยากเป็น มันง่าย”

วิจักขณ์ ย้ำว่า ตนไม่ได้ทำร้ายใคร งานที่ทำมันพิสูจน์ตัวเอง แล้วตัวพุทธธรรมแบบนี้ ถ้าเรามองในมุมที่กว้างจะเห็นเลยว่า สิ่งที่ตนพูดมันนิดเดียว หากเทียบกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ศาสนาพุทธที่เปิดกว้างหลากหลาย เกิดขึ้นในตะวันตก อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เต็มไปหมด เชื่อว่าคนที่มองต่างมีปัญหาความคับแคบของตัวเอง ไม่ใช่ปัญหาของตนที่เปิดกว้าง คนที่เรียนกับตนจะรู้เองว่าสิ่งที่สอนมันใช้ได้จริงหรือไม่

เพราะงอกเงยทางศาสนธรรมหรือที่เรียกว่า Spirituality หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ จะสอดคล้องกับชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ “ไม่มีใครสนใจแล้วเรื่องศาสนา แต่เขาสนใจเรื่องจิตวิญญาณ” ทำยังไงให้การดำเนินชีวิตมีแรงบันดาลใจ มีคุณค่า ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

“เตือนคนที่ทะเลาะกันวนเวียนความขัดแย้งทางศาสนา ขอให้ตระหนักมันไม่ได้เป็นความหวังของคนรุ่นถัดไป แต่คุณกำลังไปทะเลาะกับสิ่งมันจะตาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับคนรุ่นหลัง แล้วศาสนาพุทธแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของผู้คน เพราะฉะนั้นตัวศาสนาพุทธต้องตั้งหลักให้ดี” วิจักขณ์ ฝากถึงสังคม

 

“ธรรศพลฐ์” หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442925

"ธรรศพลฐ์" หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หากเอ่ยชื่อสายการบินที่ประสบความสำเร็จมากในเมืองไทยเวลานี้ หนีไม่พ้นสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใครๆ ก็บินได้” ล่าสุดผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิถึง 1,009.08 ล้านบาท เกือบเท่ากับกำไรสุทธิที่ทำได้ทั้งปี 2558 อยู่แล้ว

ด้วยความสำเร็จเหนือเมฆเช่นนี้ ไทยแอร์เอเชียจึงหอมหวน ชวนให้คนอยากเป็นเจ้าของ มีกระแสออกมาต่อเนื่องว่าเจ้าสัวคนนั้นจะซื้อ มหาเศรษฐีคนนี้ก็สนใจ สุดท้ายตกร่องปล่องชิ้นที่ครอบครัวศรีวัฒนประภา เจ้าของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ มาซื้อหุ้น 39.83% จากส่วนของ “โจ-ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินไทยแอร์เอเชีย และครอบครัวของโจด้วยราคาหุ้นละ 4.20 บาท ทำให้โจเหลือสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่แค่ 5%

รวมเงินค่าหุ้นที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายให้โจเบ็ดเสร็จแล้วก็กว่า 7,944 ล้านบาท คนจำนวนมากอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดซีอีโอสายการบินไทยแอร์เอเชียท่านนี้ ยอมขายหุ้นจำนวนมากออกไปในราคาแค่ 4.20 บาท ทั้งที่ราคาในตลาดหุ้นเวลานั้นสูงถึง 6 บาท กลุ่มแบเลเว็ลด์จะนำเงินจำนวนมากนี้ไปทำอะไร และอีกข้อสงสัยที่โจมักโดนคนครหาก็คือ เป็นนอมินีถือหุ้นแทนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แน่ๆ แต่สำหรับผู้ชายชื่อโจ ไม่เคยแคร์คำพูดเหล่านี้

ธรรศพลฐ์ ชายหน้าละอ่อนอายุย่างเข้าสู่หลัก 50 ปี เปิดใจหลังการขายหุ้นว่า ก้าวแรกที่เข้ามาทำสายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มจากเป็นผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียที่มีหุ้นแค่ 1% เท่านั้น กระทั่งกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่นในเวลานั้น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักขายหุ้นไทยแอร์เอเชียไปให้กองทุนเทมาเซก โฮลดิ้งส์ สิงคโปร์ โดยไทยแอร์เอเชียตอนนั้นเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ที่มีเครื่องบินแค่ 8 ลำ เขาจึงจับมือกับผู้บริหาร 5-6 คน กู้เงินซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียกลับคืนจาก เทมาเซก โฮลดิ้งส์

แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกพูดถึงว่าเป็นนอมินี สิ่งที่เขารู้คือ 5 ปีกว่าหลังกู้เงินมาซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชีย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการพยายามหาเงินเพื่อใช้หนี้ค่าหุ้นที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินมาจนหนี้กลายเป็นศูนย์ แล้วนำบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้

จากนั้นมา ธรรศพลฐ์ก็กลายเป็นหนี้อีกครั้งจากการไปลงทุนในสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ โดยถือหุ้นอยู่ 41% ซึ่งก็มาติดปัญหาเรื่ององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ปักธงแดงกับไทยให้ต้องปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินพอดี ทำให้สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ขยายมากไม่ได้ และนี่เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัดใจขายหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ไป

“ผมเป็นหนี้อยู่ 5 ปีกว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น กว่าจะหาเงินไปใช้คืนแบงก์ได้เลือดตาแทบกระเด็น วันนี้ขายหุ้นไปแล้วก็มีเงินเหลือไม่เยอะ เพราะผมเอาเงินไปลงทุนกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอสมควร ซึ่งติดปัญหาไอซีเอโอทำให้ขยายตัวไม่ได้ ดังนั้นเงินก็ไปติดอยู่กับไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอควร ก็เลยขายหุ้นในบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น วันนี้ตื่นมาก็สบายใจ ไม่มีหนี้ ส่วนเงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรเดี๋ยวจะบอก คงเป็นการไปใช้ลงทุนในฐานะนักลงทุน ไม่ได้เข้าไปบริหารธุรกิจเอง อาจเลือกบริษัทดีๆ สักแห่งเพื่อลงทุน แต่คงไม่ไปขลุกอยู่ด้วย เพราะผมมีหน้าที่อยู่ที่แอร์เอเชียต่อไป และไม่ได้รีบไปไหน”

แม้คิง เพาเวอร์ จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในไทยแอร์เอเชีย แต่ธรรศพลฐ์ยืนยัน คิง เพาเวอร์ ไม่ได้เข้ามาทำให้อะไรในไทยแอร์เอเชียเปลี่ยน เป็นเพียงนักลงทุนที่ส่งคนมานั่งเป็นกรรมการบริษัท ไม่ได้ยุ่งกับการทำงาน แค่บอกไว้ว่าเมืองไหนที่คิง เพาเวอร์มีคอนเนกชั่น อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้ ซึ่งขณะนี้เราก็ให้ทีมศึกษาอยู่ว่า คิง เพาเวอร์ ช่วยอะไรเราได้บ้าง เรียกง่ายๆ คือ คิง เพาเวอร์ เป็นนักลงทุน ส่วนเขาเป็นเวิร์กเกอร์ เป็นม้างาน ซึ่งการนั่งบริหารโดยถือหุ้นแค่ 5% ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม

ธรรศพลฐ์ย้ำว่า อย่าไปคิดมาก เมื่อก่อนเขาไม่มีอะไรเลยก็ยังเปิดเส้นทางบินมาได้ตั้งหลายเมือง เขาผ่านมาหมดแล้วตั้งแต่มีหุ้นแค่ 1% จากนั้นก็เพิ่มไปเป็น 22% เป็น 45% ไปจนถึง 50% จนมาวันนี้เหลืออยู่ 5% ก็ยังซ่าได้เหมือนเดิม และอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า ความเป็นไทยแอร์เอเชียคงอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าไทยแอร์เอเชียยังเป็นพันธมิตรกับแอร์เอเชีย มาเลเซีย ไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนก็แค่พันธมิตรฝั่งไทย ผู้บริหารทั้งหมดของไทยแอร์เอเชียอยู่ครบ เปลี่ยนเพียงคณะกรรมการบริษัทแค่ 3 คน ส่วนสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ก็ยังอยู่กับธรรศพลฐ์เหมือนเดิม

ด้านแผนงานที่ธรรศพลฐ์วางไว้กับไทยแอร์เอเชีย คือ การรักษาส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้บริการเป็นจีน 20% อาเซียน 20% คนไทย 40-45% และอินเดียอยากได้ 10% จากปัจจุบันมีแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ยังขยายได้อีกไกล เหมือนตลาดจีน ที่ไทยแอร์เอเชียไปบุกเบิกมากว่า 10 ปีแล้ว

ครั้งแรกที่ไปเปิดบินเมืองเซียะเหมิน เวลานั้นมีสายการบินเดิมบริการแค่ 2 ราย คนจีนยังงงกับรูปแบบของไทยแอร์เอเชียที่ต้องซื้ออาหาร ซื้อน้ำหนักกระเป๋า ส่วนไทยแอร์เอเชียก็ยังจับตลาดไม่ถูกจุดก็ต้องปิดเส้นทางบินไป หลังจากนั้นจึงกลับไปเปิดบินเข้าเสิ่นเจิ้น เพราะเริ่มจับตลาดคนจีนได้ถูกจุดและทยอยเปิดเส้นทางบินไปเมืองอื่นของจีนต่อเนื่องตั้งแต่นั้น ซึ่งอินเดียคงคล้ายกัน ที่ผ่านมาเคยไปเปิดบินเข้าอินเดียแล้ว แต่ยังจับจุดไม่ถูกก็ปิดไป จากนี้คงกลับไปอีกครั้ง เพราะธุรกิจการบินในอินเดียเป็นระบบระเบียบ มีมาตรฐานสากลขึ้น และไทยแอร์เอเชียรู้จักตลาดอินเดียดีขึ้น ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นกลุ่มที่ไทยแอร์เอเชียชอบ เพราะใช้เวลาบินน้อย ส่วนต่างของกำไรดี

ปัจจุบันมีเส้นทางบินอาเซียนเกือบครบแล้ว นับเฉพาะในซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา-สปป.ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) ถือว่าต่อจิ๊กซอว์ครบแล้วหลังเพิ่งเปิดบินเข้าเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาวได้ เพราะก่อนหน้านี้เปิดบินเข้าเมืองหลวงประเทศอื่นในซีแอลเอ็มวีหมดแล้ว จากนี้ไปคงมองหาโอกาสขยายเส้นทางบินจากเมืองอื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เข้าไปในซีแอลเอ็มวีเพิ่ม ขณะที่เมืองที่ยังเหลืออยู่ในอาเซียนที่ยังไม่ไปมีเพียงบรูไน กับฟิลิปปินส์ ซึ่งบรูไนคงไม่ได้ไป เพราะมีคนบรูไนมาไทย แต่คนไทยอาจไม่ได้ไปบรูไน ส่วนฟิลิปปินส์ ปัจจุบันสนามบินที่มะนิลาแน่น ต้องรอให้ขยายสนามบินก่อนจึงไปได้

เมื่อถามหาศักยภาพในการไปขยายเส้นทางจากเมืองรองของไทยเข้าเมืองในซีแอลเอ็มวี ธรรศพลฐ์ ตอบกลับทันที “ไม่มีคำว่าศักยภาพในโลกนี้หรอก ถ้าเราไม่ไปกระตุ้นตลาด มันอยู่ที่คนต้องไปกระตุ้น” ซึ่งข้อดีของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) คือ 70-80% ของผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยว หากมีที่เที่ยวใหม่ก็มีคนไป กลยุทธ์การเปิดเส้นทางบินของธรรศพลฐ์คือ ไม่รีบ แต่ขอไปก่อนคนอื่นก็พอ

ธรรศพลฐ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ในฐานะที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากทำให้บริษัทเจริญขึ้นแล้ว เขามองว่าทีมงานมีศักยภาพพอจะทำให้ประเทศชาติเจริญได้ด้วยการผลักดันจังหวัดต่างๆ ที่บินไปให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการไปเปิดฐานการบิน (ฮับ) นอกกรุงเทพฯ ก็ตอบโจทย์นี้ เพราะไม่อย่างนั้นอะไรต่อมิอะไรจะมากระจุกตัวแค่ที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิหมด ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้โตตามธุรกิจท่องเที่ยวไปด้วย

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า 2 ปีตั้งแต่ปฏิวัติ รายได้ที่พยุงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยให้เป็นบวกได้คือท่องเที่ยว ถ้าถอดรายได้ท่องเที่ยวออกไปจีดีพีคงติดลบ ดังนั้นการไปเชิญชวนคนมาเที่ยวมาใช้เงินเป็นทางเลือกที่หาเงินง่าย และมีธุรกิจต่อเนื่องอยู่มาก เช่น โรงแรม สายการบิน สนามบิน รถ สปา บันเทิง ร้านข้างถนน ได้อานิสงส์หมด ถือเป็นหน้าที่ของเราในฐานะคนไทยมีศักยภาพจะสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ด้วยการดึงคนไปเที่ยว

นี่คือหัวเรือใหญ่สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่แม้วันนี้จะมีหุ้นอยู่น้อยนิดเป็นเพียงมือปืนรับจ้างบริหาร แต่สำหรับโจ-ธรรศพลฐ์แล้วทุกอย่างยังคงเดิม ใจที่มีให้ไทยแอร์เอเชียก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้ชายสนุกทุกวัน

หากจะจัดว่าผู้ชายชื่อ ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เป็นบุคคลที่ผ่านสังเวียนธุรกิจมาอย่างโชกโชนก็คงได้ เพราะก่อนเป็นผู้บริหารสายการบิน เขาคลุกคลีมาแล้ว 3 บริษัท คือ เป็นพนักงานดูแลสินค้าลูกอมฮอลล์ ที่บริษัท แคดเบอรี อาดัมส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการประจำประเทศไทยที่บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ ดูแลธุรกิจน้ำตาล แล้วไปเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) ทำธุรกิจเพลง เรียกว่าขายมาแล้วตั้งแต่ลูกอม น้ำตาล ยันเทปเพลง ก่อนมาขายตั๋วเครื่องบินอย่างทุกวันนี้

ธรรศพลฐ์ มองว่า ผ่านสังเวียนมาหลายธุรกิจแล้ว ธุรกิจทุกอย่างที่เคยทำก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความยากง่ายหลากหลายต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกธุรกิจก็จะมีคู่ค้า หากเป็นธุรกิจลูกอม น้ำตาล หรือเทปเพลงที่เคยทำ คู่ค้าก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าเป็นธุรกิจสายการบินต้องติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรงมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านหน้าเว็บไซต์ของสายการบินได้เลย ดังนั้นความยากง่ายก็จะเป็นอีกรูปแบบเมื่อไปเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่เคยทำมาที่ต้องติดต่อกับตัวกลางขายเป็นหลัก แทนที่เวลาไปติดต่อแล้วต้องไปเชิญชวนตัวกลางว่าซื้อของเราเถอะ เงื่อนไขเราดี ก็ต้องเปลี่ยนไปส่งสารกับผู้โดยสารอีกรูปแบบ เช่น ให้ข้อมูลว่าถ้าไปเที่ยวที่นี่มีที่ไหนสวยๆ หรือน่าสนใจบ้าง

“สิ่งที่ต่างกันของธุรกิจที่เคยทำมา คือ สิ่งแวดล้อมธุรกิจและคู่ค้าต่างกัน แต่ทุกธุรกิจคือการค้าขายไม่ต่างกัน และสิ่งที่ธุรกิจทุกที่ต้องมีเหมือนกันคือการบริหารคน มีคนถามผมว่ามาทำสายการบินมีคนทำงานเยอะแยะ อยู่ค่ายเพลงมีคนทำงานไม่กี่ร้อยคน จะบริหารคนได้อย่างไร ผมก็บอกไปว่าถ้าคุณดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ จะคนกี่คนก็ไม่มีอะไรยาก”

ธรรศพลฐ์ ขยายความเพิ่มว่า ที่เปรียบเปรยเช่นนี้เพราะ “แอ๊ด คาราบาว” เป็นทั้งนักธุรกิจและศิลปิน มีความแข็งกร้าว ความอ่อนไหว และความกล้าตัดสินใจ ทุกอย่างล้วนอยู่ในตัวคนเดียวครบ ถือเป็นปูชนียบุคคล วันไหนมีอารมณ์ศิลปินก็สามารถแต่งเพลงออกมาได้จับใจด้วยศัพท์แบบกวี ถ้าดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ ในปฐพีนี้ ทุกคนในโลกนี้คุณก็เอาอยู่ เพราะหัวใจสำคัญของการบริหารคนก็คือ คนเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ นี่เป็นข้อเดียวเท่านั้น ข้ออื่นไม่มีเลย ขอเพียงไม่แทงกันข้างหลัง ไม่มีวาระซ่อนเร้น แม้รู้ว่าวันนี้จะต้องทะเลาะกันก็ต้องคุย แต่คุยแล้วต้องจบ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มันคือพื้นฐานสำคัญ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่คิด

ทั้งนี้ คนที่มีความคิดใกล้เคียงศิลปินที่สุดก็คือ นักบิน เพราะนักบินมีความคิดเป็นของตัวเอง ถูกสอนมาให้เป็นขาวกับดำ ไม่มีเทาๆ คือมีแต่สนามบินนี้ไปลงได้กับไปลงไม่ได้ แต่ไม่มีคำว่าสนามบินนี้ต้องพยายามไปลง เมื่อหัวสมองนักบินเป็นแบบดิจิทัล ความคิดแบบดิจิทัล คุณจะไปคุยกับเขาแบบอะนาล็อก คงคุยกันไม่รู้เรื่อง คุณต้องบอกตัวเลือกข้อเอ ข้อบี ข้อซีให้เขาเลือก ให้เขาไปเขียนบรรยายคงไม่ใช่ แต่ถ้าไปคุยกับฝ่ายการตลาดก็อีกแบบ

“คุยกับมาร์เก็ตติ้งบางทีต้องคุยเป็นชั่วโมง เพราะมาร์เก็ตติ้งต้องมีของมาหักล้างเสมอ แต่ถ้าคุยกับนักบิน 3 นาทีจบ เพราะนักบินมีแค่ใช่หรือไม่ใช่ ดำหรือขาวแค่นั้น”

เมื่อถามสไตล์การทำงานแบบธรรศพลฐ์ เขาไม่ขอตอบสไตล์ตัวเอง ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้ตอบเองคงต้องบอกให้ตัวเองดูดีอยู่แล้ว ธรรศพลฐ์หันไปถามพนักงานรอบข้างทันควันให้ช่วยไขข้อข้องใจว่าสไตล์การทำงานของเขาเป็นเช่นไร คำตอบที่ได้กลับมาคือ ผู้ชายชื่อธรรศพลฐ์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีทิศทางการทำงานชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ถ้ามั่นใจแล้วก็ทำเลย

ขณะเดียวกัน เมื่อขอให้ธรรศพลฐ์วิเคราะห์ความสนุกในการทำธุรกิจสายการบิน ในฐานะที่วนเวียนอยู่ในธุรกิจมากว่า 10 ปี เพื่อเทียบกับธุรกิจอื่นที่เคยทำมา เขามองว่า ความสนุกไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่ใจ ที่ตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าหากใจเราไม่สนุก การทำงานก็จะไม่สนุก แต่สำหรับเขาแล้วเป็นคนสนุกทุกวัน พร้อมพูดติดตลกสไตล์คนสนุกว่า วันไหนพนักงานทำผมผิดสีผมอาจไม่สนุกเพราะลูกน้องดูไม่ดี ไม่สวย วันไหนทาลิปสติกสวยทำผมสวยก็อารมณ์ดี เพราะเขามองว่าเมื่อออกไปพบปะสาธารณชนก็อยากเห็นพนักงานดูดี ถ้าจะหงุดหงิดก็มีแค่เรื่องนี้

ธรรศพลฐ์ กล่าวถึงการทำงานของเขาที่ไทยแอร์เอเชียว่า ราคาค่าโดยสารไทยแอร์เอเชียที่นำเสนออาจถูกกว่าบางสายการบิน แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ไทยแอร์เอเชียไปดึงใครให้ต้องกดราคาลงมา เพราะไทยแอร์เอเชียทำตามโครงสร้างราคาที่ตัวเองมี ส่วนสายการบินอื่นจะลดราคาหรือไม่ลดก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ตลาดมีสายการบินอื่นที่บินอยู่ได้ด้วยราคาของเขา กลุ่มลูกค้าของเขาก็เหมือนประเทศไทย ถ้ามีแต่โรงแรม 3 ดาวอย่างเดียว นักท่องเที่ยวคงไม่มากอย่างทุกวันนี้ ต้องมีโรงแรม 5-6 ดาว 4 ดาว 3 ดาว ลงไปถึงที่พักที่ไม่ได้มีดาว ทุกระดับก็มีคนมาพัก

ทั้งหมดนี้คือมุมมองและสไตล์การทำงานของนักบริหารแบบธรรศพลฐ์

 

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442678

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การประชามติร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถึงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งเดือนจะถึงวันชี้ขาดวันที่ 7 ส.ค. ต้องยอมรับว่านับจากวันเริ่มลงมือเขียนร่างรัฐธรรมนูญวันแรก จนมาถึงการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ พัฒนาการทางวิวาทะมีการเพิ่มความดุเดือดเป็นลำดับ ถึงขั้นที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกกับสื่อมวลชนว่า “มีเรื่องวิชามารที่คอยบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ”

จังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาพิเศษ “อาจารย์อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ.เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและทิศทางการต่อสู้ของ กรธ.ในศึกประชามติที่ใกล้เข้าสู่บทสรุปในเดือนหน้า

“เราเห็นว่าการสื่อสิ่งที่เป็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญมันก็เป็นไปตามตัวอักษร เราเขียนอะไรทุกคนก็รู้ตรงกับเรา 279 มาตรา เรื่องที่คนชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องที่เราห้ามกันไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่การมาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญของเราเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคนละเรื่อง”

“วิชามาร คือ การพยายามใช้เล่ห์เพื่อจะทำให้คนเกิดความเข้าใจผิดและความวิตก โดยเฉพาะการบอกว่า กรธ.พยายามดึงคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญไม่มี หรือการพูดว่าในช่วง 5 ปี พรรคการเมืองจะไม่มีความเป็นอิสระหลายเรื่อง”

อาจารย์อุดม ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองของฝ่ายการเมือง

“ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองพยายามทำคือ การต่อรองการใช้กลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงวิธีการสร้างกระแสการสร้างความยอมรับ แต่ที่มันหนักข้อมากขึ้น คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของ กรธ.ด้วยการบอกว่า กรธ.จะไปทำให้บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการและทหาร ตรงนี้เป็นวิถีของคนที่้ต้องการจะโจมตี”

ขณะเดียวกัน ในทัศนะของอาจารย์อุดม ยังเห็นอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเป้าจริงที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตี เพราะเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ คสช.

“ท้ายที่สุด ถ้าเรามองว่าวิชามารที่พยายามจะพูดคือ การเอาหน้าปกเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไปแปลงสาร พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้เห็นว่าสิ่งที่ กรธ.ร่างขึ้นมาไม่มีความน่าเชื่อถือ การสร้างความไม่น่าเชื่อถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการมาบอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการบอกว่าคุณอย่าไปไว้ใจเขานะ”

“คือ จริงๆ ผมยังมีความรู้สึกว่าเวลาเราตีความเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คนมีความคิดสองแบบ แบบที่หนึ่ง คือ การที่ คสช.เสนอให้ประชาชนว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่ ซึ่งมันธรรมดาคุณจะเอาหรือไม่เอาก็ได้ ไม่เอาก็จบ แบบที่สอง คือ การไปผูกโยงกับการเมืองว่า ถ้าไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ต้องรับผิดชอบ เป็นความพ่ายแพ้ของ คสช.และรัฐบาล โดยมองแบบการประชามติของสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ หวังผลไปที่ คสช. ทำให้ประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธา”

“ผมคิดว่า คสช.ไม่ได้เล่นด้วยหรอก เขาไม่ได้มีอะไรที่เขาต้องไปผูกหรือไม่ผูกตัวเองกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ คสช.บอกให้ กรธ.ดำเนินการ กรธ.ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหมด อะไรมีเหตุผลเราก็ร่างให้ ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ชอบเราไม่รู้หรอก”

ในเมื่อมีวิชามารมาก ทำไม กรธ.ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง? โฆษก กรธ.อธิบายว่า เราพูดกันตามจริง กรธ.ไม่ใช่คู่กรณี กรธ.ทำหน้าที่แค่การยกร่างรัฐธรรมนูญ คนจะรับหรือไม่รับไม่เป็นไร โอเค คนรับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ดีใจ คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ก็อาจจะไม่ค่อยสบายใจหน่อย แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรที่มาผูกกับเรา เราไม่ได้มีอะไรที่ได้เสียโดยตรง

“ในความเป็นจริงเราไม่อยากเห็นบรรยากาศของบ้านเมืองขุ่นมัว การที่คนชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นธรรมดา เราไม่ได้รู้สึกว่าการที่คนไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศัตรูกับเรา เขาก็มีสิทธิที่จะไม่ชอบ”

ส่วนการทำงานของ กรธ.จากนี้ยังคงยึดตามรูปแบบเดิมโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แต่อาจารย์อุดมยอมรับความเป็นจริงว่าคงไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตราก่อนเดินเข้าคูหาไปใช้สิทธิ เพราะการทำงานของ กรธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“พูดกันตามจริง ไม่ว่าจะ กรธ. นักข่าว นักการเมือง กลุ่มการเมือง การศึกษารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถามว่าท่านเข้าใจและเห็นด้วยทุกมาตราจริงๆ เหรอ หรือถ้าเป็นกลุ่มชาวบ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่นักวิชาการ ต่อให้มีความสนใจร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไปศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งกับตัวมาตราทั้ง 279 มาตรา”

“จริงๆ มันคือการหยิบยื่นตัวบทกฎหมาย ตัวร่างกฎหมาย คำอธิบายและช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ เราเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราทำอย่างนี้ เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้ง 279 มาตรา เราพูดแต่เพียงช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึง เช่น ถ้าคุณสงสัยประเด็นใด คุณก็จะมีช่องทางเข้าถึง เป็นต้น ถ้าจะให้อธิบายตัวบทร่างรัฐธรรมนูญ วันเดียวจะไปพูดอะไร ขนาดเขาสอนกันทั้งเทอมเขายังไม่ได้ครบทุกมาตราเลย”

“การลงประชามติของเรา มันเป็นเพียงการมาผูกมัดว่าต่อไปนี้ ถ้าชาวบ้านบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้พอได้ การเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งจะมาเที่ยวแก้ไขง่ายๆ ไม่ได้นะ ถูกไหม ชาวบ้านอาจจะไม่ได้ชื่นชมยินดีกับร่างรัฐธรรมนูญนี้เต็มที่ แต่อย่างน้อยเขาก็บอกว่าพอรับได้”

จากนั้นยังประเมินถึงปัจจัยชี้ขาดที่จะมีผลต่อการลงประชามติว่ามีอยู่สองเรื่อง ซึ่งอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ หมวดปฏิรูปประเทศและบทเฉพาะกาล

“สำหรับผมแล้วส่วนที่มีสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ บทเฉพาะกาล เท่านั้นแหละ ส่วนบทอื่นมันมีอยู่แล้วแต่เป็นเพียงการกระชับให้กลไกต่างๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าเราเทียบบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญอื่นๆ ค่อนข้างแตกต่างกันไป สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในช่วง 5 ปีนี้บทเฉพาะกาลมันจะเดินโดยเฉพาะการได้มาซึ่ง สว. และการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ สว.”

“รัฐธรรมนูญอื่นๆ ไม่เคยเขียนเรื่องปฏิรูปประเทศชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลของการมี สว. 250 คนจาก คสช. คือการมาคู่กับการปฏิรูปประเทศ ดังจะเห็นได้จาก กรธ.เขียนหมวดการปฏิรูปประเทศไว้หลังหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าหมวดปฏิรูปประเทศเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา มันมีที่ไหนที่รัฐธรรมนูญคิดว่าจะใช้แค่ชั่วขณะเหรอ คิดใช้ยาวๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศคือ สิ่งที่เราคาดหวังว่าต่อไปจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”

สุดท้าย ในมุมมองของอาจารย์อุดมยังตั้งความหวังว่าอยากเห็นประเทศเดินหน้าปฏิรูปไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยหลายปัจจัยสนับสนุน

“ระยะเฉพาะหน้า การเมืองการเลือกตั้งมันยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ให้มันเกิดความชัดเจนได้ เพราะการเมืองในบ้านเรามันมีเรื่องของผลประโยชน์กลุ่ม มีเรื่องของคุณภาพของคนที่มาผลักดัน แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับว่ามีกลไกในการปฏิรูปประเทศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเทศจะไม่ถูกยกระดับได้หรอก ถ้าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ถูกปลุกขึ้นมา”

“ต้องมีกลไกรองรับโดยองค์กรปกครองส่วนถิ่น องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ไม่ใช่ไปหวังพึ่งคนนั้นคนนี้อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมีความรับผิดชอบร่วมกันที่เราจะไปให้ถึงจุดนั้น ถ้าถามผมผมก็ยังอยากเห็นกฎหมายที่ทำให้ภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม”

“ผมพูดแบบภาพรวมว่าการเปลี่ยนแปลง ลำพังกฎหมาย ลำพังแนวคิด ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยอัศวิน อาศัยรัฐบุรุษ หมายถึงคนในสังคมที่ให้ความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนเป็นรูปธรรม เหมือนในฝรั่งเศสคนนับถือชาร์ล เดอโกล ชาร์ล เดอโกลว่าไงก็ว่าตามกัน แต่ประเทศไทยจะเป็นใครคุณก็ต้องช่วยคิดกัน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย

 

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442457

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

12 ปีแล้ว ความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าสนใจคือในช่วงเดือนรอมฎอน เหตุการณ์มักจะรุนแรงขึ้นในทุกปี

แม้จะมีการริเริ่มการพูดคุยเพื่อสันติสุขกับตัวแทนผู้ก่อความไม่สงบมากว่า 3 ปี แต่ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการสันติภาพ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังต้องทนทุกข์กับปัญหาความรุนแรง

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ที่ศึกษาปัญหาความรุนแรงของไฟใต้มาโดยตลอด ให้คำตอบว่า ระยะเวลากว่า 2 ปีของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเข้ามาแก้ปัญหา มีความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลก่อนหน้า คือ ใช้วิธีการสันติภาพ พูดคุยแสวงหาทางออกกับกลุ่มที่เห็นต่าง แต่จะมีการปรับโครงสร้างของทีมพูดคุยบ้างเพื่อประสิทธิภาพ รวมถึงคำสั่งของ คสช.ที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ ก็เป็นลักษณะการหาทางออกด้วยทางทหาร และที่น่าสนใจคือมีกลุ่มเห็นต่างที่เริ่มเข้ามาคุยมากขึ้นด้วย ทั้งกลุ่มที่ใช้อาวุธ และกลุ่มทางความคิด

และจุดเด่นของการแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างหนึ่ง คือ ผู้นำที่เป็นรัฐบาลทหาร การจัดการแบบทหาร การควบคุมกลไกภายในประเทศทุกอย่างจะทำอย่างเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ นี่คือลักษณะของการใช้ทหารนำการเมือง

“เห็นได้จากรัฐบาลให้ความสำคัญกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เดินหน้าขับเคลื่อนการพูดคุย และลดบทบาทศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่เป็นหน้าที่ของพลเรือน โดยให้มุ่งเน้นไปในด้านการพัฒนาพื้นที่และสังคม ส่วนการดูแลจัดการความปลอดภัย และการพูดคุยเจรจา ในยุคนี้อำนาจที่ว่าอยู่ในมือทหารทั้งหมด” 

ศรีสมภพ อธิบายว่า จุดสำคัญอีกประการสำหรับการแก้ไขปัญหาคือเรื่องงบประมาณ ที่รัฐบาล คสช.เบ็ดเสร็จในการสั่งการ คุมงบ บริหารงบลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกของงานจัดการทางทหาร และการใช้งบประมาณสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ก็มุ่งเน้นในเรื่องป้องกันและควบคุมเป็นหลัก ภาพที่ออกมาจะชัดเจนว่า การพูดคุยทหารก็ทำ งบประมาณทหารก็จัดการ ผลลัพธ์ที่ทหารต้องการตามรูปแบบ คือ เป็นเอกภาพ เห็นผล และเกิดการพัฒนา

“เมื่อทหารเข้ามาจัดการปัญหาในเวลา 2 ปี ก็จะเห็นได้ชัดว่าเกิดผลดีอยู่ไม่น้อยในเรื่องการพูดคุย เพราะมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการอย่างเต็มที่ แผนปฏิบัติการชัดเจนเป็นเรื่องดี เพราะวัดค่าประสิทธิภาพได้เลย แต่ก็มีข้อเสีย เพราะหากแผนผิดหรือเคลื่อนไป ก็จะทำให้แผนเดินหน้าการพูดคุยหลุดไปเลย อีกทั้งอย่าลืมว่างบประมาณของทหารที่จัดการเอาลงพื้นที่มีโอกาสที่จะเกิดคอร์รัปชั่นได้ เพราะไร้การตรวจสอบจากภาคประชาสังคม หรือภาคการเมือง ความโปร่งใสจึงยังไม่ชัดเจน”

ศรีสมภพ ย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี กลุ่มต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแนวคิดรวมทั้งเป้าหมาย แม้ว่าการพูดคุยสันติภาพเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้คืบหน้ามากนัก ทหารสามารถหยุดชะงักการก่อเหตุ หรือจำกัดการก่อเหตุในวงแคบๆ ได้ ส่วนหนึ่งเพราะกำลังทหารที่ลงไปมากขึ้น จึงสามารถกดเอาไว้ได้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรงต้องหยุดปฏิบัติการ เพียงแต่มีโอกาสก่อเหตุน้อยลงเท่านั้น

“แผนของทหารคือจะเน้นอุดในเขตเมืองไม่ให้มีเหตุการณ์ใดๆ เลย ความรุนแรงในเขตเมืองก็จะลดน้อยลง แต่ที่มากขึ้นคือพื้นที่รอบนอก ชาวบ้านยังตกเป็นเป้าหมาย นี่คือปัญหาที่ทหารยังแก้ไม่ตก ที่ผ่านมาการพูดคุยทั้งแบบเปิดเผยและทางลับ บอกชัดเจนว่าถ้าจะทำก็ทำกับทหาร อย่าทำชาวบ้าน ก็ได้ผลแค่ชั่วครู่ แต่ท้ายสุดชาวบ้านก็ยังเป็นเป้าอยู่ดี ทหารต้องวางหมากในการแก้ไขใหม่” 

แต่ทั้งนี้ การเจรจาพูดคุยสันติภาพ สำหรับศรีสมภพแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์และควรจะเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์อันยาวนานที่ดีที่สุดแล้ว แต่ที่รัฐบาลทหารควรจะมุ่งเน้นและเพิ่มเติมให้มากขึ้น คือการมีส่วนร่วมของภาคสังคม ประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นตนเองด้วย จะทำให้เกิดการสร้างความเข้าใจ ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้อง เพราะอย่างไร คนในพื้นที่ชายแดนใต้ก็ฟังกันเองมากกว่ารัฐบาล

“แม้ว่าการเจรจาอาจไม่เห็นผลเร็วนัก แต่การเทงบประมาณและเพิ่มจำนวนทหารลงไปอาจจะเห็นผลเร็วกว่า เพราะทหารมากก็สามารถกดกลุ่มเคลื่อนไหวเอาไว้ได้ แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้น หากรัฐบาลเอาเต็มที่ปราบรุนแรง คนจะหันไปหาฝ่ายก่อเหตุแน่นอน” ศรีสมภพให้ความเห็น

ในภาพรวม ศรีสมภพบอกว่า เหตุรุนแรงลดลงไปเมื่อเทียบสถิตินับตั้งแต่ที่ คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ในรายละเอียดจะพบว่า ความรุนแรงของเหตุก็ดูจะหนักขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย สังเกตได้จากช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่เป็นห้วงสุดท้ายของการถือศีลอด หรือช่วงรอมฎอน ที่เหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และศรีสมภพมองเรื่องนี้ว่า เป็นเหตุปกติ

“แต่ในปี 2556 ครั้งนั้นรัฐบาลคุยกับกลุ่มเห็นต่างอย่างลับๆ ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ขอกันตรงนั้นเลย และน่าจะเป็นปีเดียวที่ได้ผล ไม่มีเหตุในช่วงรอมฎอน” ศรีสมภพย้ำ

ศรีสมภพ ทิ้งท้ายว่า ทิศทางปัญหาไฟใต้ เชื่อว่ารัฐบาลพยายามคุมขอบเขต และป้องกันความรุนแรง แต่คงทำได้ในระดับหนึ่ง กลุ่มเห็นต่างคงไม่หยุด เพราะกุญแจของการแก้ไขปัญหาอยู่ในกระบวนการทางการเมือง คือการพูดคุย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนขับเคลื่อนด้วย หากรัฐไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในการพูดคุยได้ สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยคนรุ่นใหม่ก็จะเติบโตขึ้น และขับเคลื่อนกลุ่มด้วยการมุ่งใช้ความรุนแรงต่อไป

 

กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442220

กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว"ประยุทธ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดตัวรอบใหม่กับบทบาท “องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ด้วยการส่งเสียงเชียร์แบบสุดตัว พร้อมเปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวนำเสนอจุดเด่นจุดดีแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ ท่ามกลางข้อกังขาว่าการขยับรอบนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มี “สัญญาใจ” หรือ “ผลประโยชน์” แอบแฝงหรือไม่

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์กับการประกาศจุดยืน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบตรงไปตรงมาว่า “ชอบ” และ “พอใจ” ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะตอบสนองข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนเรื่องการปฏิรูปประเทศ

ก่อนหน้านี้มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุม 204 วัน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศโดยทันที ทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่ต้องการให้วงจรเลวร้ายทางการเมืองอย่างที่เคยเป็นมาเกิดขึ้นอีก เนื่องจากจะทำให้ประเทศชาติ ประชาชน เดือดร้อน

ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปของมวลมหาประชาชนมี 5 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูปการเมือง ทั้ง พรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ขั้นตอนเลือกตั้ง หวังให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม สนองตอบเจตนารมณ์ของประชาชนที่แท้จริง 2.ปฏิรูปเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ให้กับประเทศมาก

3.ปฏิรูปกระบวนการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เป็นรูปธรรม ป้องกันไม่ให้นำเอานโยบายประเภทประชานิยมมาใช้เพื่ออ้างว่าจะช่วยคนจน และกลายเป็นเรื่องการทำมาหากินของฝ่ายการเมือง 4.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และ 5.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มวลมหาประชาชนเรียกร้อง

ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน อธิบายว่า การร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเอาไว้ มากกว่าที่มวลมหาประชาชนเรียกร้องไว้เสียอีก ทั้งนี้ มวลมหาประชาชนพิจารณาในประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน

“ผมออกมาแสดงความเห็นว่าชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ ไม่มีเบื้องหลังเป็นอย่างอื่น”

ถามว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพราะต้องการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือต่อรองอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ สุเทพย้อนไปถึงช่วงหลังรัฐประหารว่า ตั้งแต่ คสช.เข้ามารับผิดชอบแก้ปัญหาประเทศไทย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็นว่าก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนที่มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนตัวไปบวชแล้วเป็นเวลาปีกว่า

“ผู้ที่เป็นแกนนำ กปปส.ทั้งหลายก็ไปบวช ไม่มีใครได้ประโยชน์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล เป็น สนช.ก็ไม่มี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ผมไปบวชไม่เคยพบปะพูดคุยปรึกษาหารือ หรือว่ารับฟังความเห็น ไม่เกี่ยวข้องกัน ผมเจอ พล.อ.ประยุทธ์ ในงานศพ งานพิธีต่างๆ เป็นครั้งคราว จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่มีการติดต่อพูดจาหรือโทรศัพท์”

สุเทพ เล่าว่า ในส่วนของการให้คำแนะนำเรื่องการปฏิรูปมีอยู่ครั้งเดียวหลังยึดอำนาจใหม่ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เชิญแต่ละฝ่ายไปพูดคุยถามว่า สำหรับการปฏิรูปประเทศ กปปส.เห็นอย่างไร ก็กราบเรียนไป ต้องการเห็นปฏิรูปตามนั้นเพียงครั้งเดียว

ในส่วนของการชี้แจงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญลงในเฟซบุ๊กสิบกว่าวันนั้น ช่วงแรกมีคนติดตามมากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักหมื่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งคนเขาต้องการได้ยินว่าส่วนตัวเขามีความคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เมื่อรู้ว่าประกาศจะไปลงประชามติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนี้

“ที่ผมจัดเฟซบุ๊ก ผมก็ถือว่าได้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมไม่ได้มาชักชวนใครให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมอธิบายกับพี่น้องประชาชนว่า ผมอ่านรัฐธรรมนูญ ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดแล้ว และผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดี เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในประทศไทย และวางกรอบกฎเกณฑ์กติกาของบ้านเมืองได้ตรงจุด ตรงประเด็น ตรงใจที่ประชาชนเรียกร้อง ผมก็อธิบายในรายละเอียดว่าแต่ละเรื่องตรงใจอย่างไร และประกาศว่าจะไปลงประชามติตั้งใจว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ”

“ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ คสช. เรามีหน้าที่ต้องดูแลส่วนได้เสียของประเทศไทย ผมคิดเห็นโดยสุจริตว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติก็จะทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เรามีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล เราแสดงออกของเรา ไม่มีจะต้องไปคิดเห็นในแนวทางเดียวกับ คสช.หรือไม่ อย่างไร

…ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ร่างผมก็เห็นด้วย เพราะเป้าหมาย กปปส. คือการปฏิรูปประเทศ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยิ่งเขียนได้กว้าง และลึกกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนเสียอีก ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับคนใน คสช. ผมก็ไม่รู้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้ตรวจสอบกับเขาว่าเขาคิดอย่างไร จนถึงเดี๋ยวนี้”

หลายคนโจมตีว่าสุเทพดูจะเจาะจงพูดแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าตัวอธิบายว่า “ก็ผมชอบก็ต้องพูดด้านดีสิ คนไม่ชอบก็พูดด้านร้ายทุกวัน เป็นธรรมดา คนรักคนชอบเจอจุดที่เห็นว่าพอใจ คุณก็ต้องพูดเรื่องที่คุณชอบ ผมไม่ได้ไปวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ผมบอกว่าผมชอบรัฐธรรมนูญตรงไหนบ้าง อีกทั้งปกติเวลาออกเฟซบุ๊กก็ได้แค่ 4-5 นาที พูดอะไรไม่ได้มาก”

สุเทพ เล่าให้ฟังว่า อาจมีจุดที่ไม่ถูกใจในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภาพรวมยังเห็นว่าดี ส่วนตัวไม่ชอบให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะคิดว่าไม่ได้ออกแรงไปหาเสียง ไปสัมผัสประชาชน ไม่ต้องตากแดดตากฝน ไม่ต้องไปไหว้ใคร อาศัยพึ่งใบบุญของพรรค ได้มาเป็น สส. ได้เป็น สส.แล้วก็ไม่ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ไม่ดูแลเขตพื้นที่ ไม่ต้องเดือดร้อน เงินเดือนได้เท่ากัน สิทธิทุกอย่างเท่ากันหมด จึงไม่ต้องการเห็น สส.ประเภทนี้

“ผมต้องการเห็น สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเท่านั้น ประเภทเดียว แต่เราไม่ใช่คนเดียวในประเทศไทยที่จะกำหนดอะไรได้ คนอื่นเขาก็มีความคิดและเหตุผล มองว่าคะแนนที่ไม่ชนะ ไม่ควรจะโยนทิ้งไป เขาก็มีความคิดของเขาดี ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเกินไปเมื่อช่างน้ำหนักกับส่วนอื่นอีก 99% ดีกว่า ผมไม่ชอบตรงนี้ก็ไม่เอามาเป็นประเด็น”

อดีตเลขาธิการ กปปส. ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ ทุกคนก็บอกว่ายาก คงต้องรอชาติหน้า แต่ถ้าคุณไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเขียนไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับตำรวจทั้งหมด พร้อมบอกด้วยว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการมีคุณสมบัติอย่างไร ตำแหน่งประธานต้องเป็นคนที่ไม่ได้เป็นตำรวจมาก่อน บังคับเลยว่าต้องแก้กฎหมายให้เสร็จภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ใช้บังคับกับตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สส. สว. นักการเมือง รัฐมนตรีทุกคน

ตรงนี้มีน้ำหนักกว่าคราวก่อน ที่พูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเขียน แต่วันนี้บอกชัด มีมาตรฐานกำหนดเลย ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่สามารถเขียนมาตรฐานทางจริยธรรมเสร็จภายใน 1 ปี ก็ให้พ้นจากตำแหน่งทุกคนเลย นั่นแข็งแรงมากๆ

สุเทพ อธิบายว่า อีกสิ่งที่ประชาชนบ่นคือ สส.หาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน ไปเป็น กมธ.งบประมาณ และแปรญัตติ เพิ่มโครงการ เพิ่มเงิน แล้วรัฐมนตรีก็รู้ สส.ก็รู้ แต่ต่อไปนี้ไม่ได้ ถ้ารู้ว่า สส. สว. ไปทำแล้วถูกร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่าผิดก็จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต กลับมาไม่ได้อีก ถ้าใครไปมีส่วนในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินที่ออกไป แล้วมีความผิด ครม.รู้เห็นมีส่วน ก็ให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะ และต้องชดใช้เงินเสียดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่ดีที่เราต้องการเห็น

ก่อนหน้านี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ส่วนตัวก็เคยไปแถลงข่าวสนับสนุนที่โรงแรมอินเตอร์คอนฯ แต่พอดีถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนทำประชามติเลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่คราวนี้ประชาชนยังไม่มีโอกาสได้อ่านรัฐธรรมนูญกันมาก กกต.พิมพ์ผิดๆ ถูกๆ และบางส่วนยังส่งไปถึงเลย

“ผมจึงออกมาบอกกับประชาชนว่า ผมคิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ แล้วผมก็ทำเฟซบุ๊กเพราะเป็นเรื่องที่สะดวก ไม่ต้องไปประชุมกับใครเกิน 5 คน ผิดกฎหมาย ผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย กฎหมายบอกว่าอย่าไปบอกใครว่าให้รับหรือไม่รับ แต่ชอบไม่ชอบตรงไหนวิจารณ์ได้ ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ตามกฎหมาย”

“ผมก็บอกแล้วว่า ผมไม่คิดที่จะลงไปสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว ผมไม่คิดกลับไปพรรคประชาธิปัตย์  ไม่คิดกลับไปตั้งพรรคการเมือง ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นห่วงอีกแล้ว ผมเป็นห่วงประเทศมากกว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ผ่านประเทศขาดทุน อย่างน้อยก็ขาดโอกาสที่จะปฏิรูปในด้านต่างที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้”

สำหรับโค้งสุดท้ายมีแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า ไม่มีแผนทำไปตามสถานการณ์และตามที่กรอบของกฎหมายอนุญาต ถ้ากฎหมายไม่ห้าม ป่านนี้อาจไปตั้งเวทีแล้ว แต่เมื่อเขาห้ามก็ทำเท่านี้ มีอะไรที่จะทำได้ก็ว่ากันตามกฎหมาย

ส่วนจุดยืนที่แตกต่างระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ กล่าวว่า “อย่าเอาผมไปโยงกับประชาธิปัตย์ คุณต้องเชื่อผมว่า ผมออกจากประชาธิปัตย์ และไม่กลับประชาธิปัตย์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคจะทำยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะทำยังไงก็เป็นเรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับพรรค พรรคจะไปสั่งผมก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งพรรคก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงอนาคตพรรค เป็นเรื่องของพรรค พรรคก็ไม่ต้องห่วงอนาคตของผม เรื่องของผม”

ในส่วนสมาชิกที่ยังสวมหมวกสองใบนั้น สุเทพ มองว่า ประชาชนแต่ละคนเขามีจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครทั้งนั้น คนไปโมเมเอาเองว่าเขาต้องเป็นอย่างงั้น มีหมวกสองใบ สามใบ เขามีหมวกใบเดียวคือ ประชาชน ยกเว้นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรคหนึ่งพรรคใดก็คิดไปตามนั้น แต่ประชาชนคิดแง่ประชาชน ไม่ได้หมายความว่าต้องผูกปี ตีตราจองคิดนอกกรอบไม่ได้

แนวคิดที่ผ่านมาเรื่องรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปไหม หลังจาก ปชป. มา กปปส.

เมื่อผมออกมาร่วมต่อสู้กับมวลมหาประชาชน เราก็หลอมความคิดเข้ากับมวลมหาประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความคิดชัดเจน เห็นตรงกันว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในด้านต่างๆ ขนานใหญ่ ที่เราเรียกว่าการปฏิรูปประเทศ

เคารพกฎหมายหัวใจสู่ “ปรองดอง”

สำหรับภารกิจสำคัญอย่างการคลี่คลายความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง นั้น สุเทพ มองว่า คนพูดเรื่องปรองดองเป็นนามธรรมมาก สิ่งที่สำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายต้องเคร่งครัดให้ได้ผล ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เท่านี้ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเรียกใครมานั่งคุยสร้างความปรองดอง

“ผมก็ทำตามกฎหมาย คุณก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คุณกับผมก็ไม่ต้องมีเรื่องกัน แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมายแล้วมาบอกว่าต้องรอประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อน อย่างนี้ก็ปรองดองไม่ได้ นักการเมืองจะเห็นแย้ง มองไม่เหมือนกันไม่เป็นไร คุณจะคิดเห็นแตกต่างกันยังไงก็ได้ แต่คุณห้ามทำผิดกฎหมาย

…การที่คุณไม่ทำผิดกฎหมาย ยกพวกตีกัน โฆษณาชวนเชื่อแบ่งแยกดินแดน อย่างนี้ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ  พวกผม กปปส. ไม่ต้องชวนไปร่วมวงปรองดองกับใคร เพราะผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ถ้าทุกคนทำแบบนี้ก็จบ”

สุเทพ อธิบายว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้แก้ปัญหาปรองดองด้วยการว่าไปตามกฎหมาย และไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนิรโทษกรรมล้างผิด

ทั้งนี้ ถ้าคนคิดง่ายๆ ว่าทำผิดกฎหมายแล้วมานิรโทษ ต่อไปคนก็ไม่กลัวกฎหมายหรอก ส่วนตัวไม่เรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ทั้งที่ตัวเองเป็นจำเลยอยู่มาก ก็ไปสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องเคารพกฎหมาย เคารพ ยอมรับกระบวนการยุติธรรม อย่าคิดว่าถ้าเราถูกลงโทษ แล้วไม่ยุติธรรมไม่ได้

“ผมนั่งทำสำนวนแก้ข้อกล่าวหาเยอะมาก ทั้งกบฏ ก่อการร้าย บุกรุกสถานที่ราชการ เป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร เยอะแยะไปหมด เยอะมาก เขียนคำให้การมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่จบ ไม่เห็นต้องหนีไปไหนก็ยังต้องสู้คดี เตรียมตัวสู้คดีในศาล ยังไม่นับรวมคนนู้น คนนี้หาเรื่อง ทั้งธาริต (เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ)  ฟ้อง เอสซีแอสเสท ฟ้องบ้าง ก็ไปสู้คดีทุกคดี”

สุเทพ ย้ำว่า เรื่องการเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย เป็นหัวใจ ถ้าทำเรื่องนี้ บ้านเมืองก็เรียบร้อยไปเอง ไม่ต้องเรียกให้ใครมาปรองดองกับใคร

“คุณกับผมยังโกรธกันได้เหมือนเดิม แต่ว่าคุณทำผิดกฎหมายไม่ได้ จะลุกมาชกผมผิดกฎหมาย ดักตีกบาลผมผิดกฎหมายไม่ได้ ถ้าคุณไม่ทำผิดกฎหมาย ผมไม่ทำผิดกฎหมาย ผมกับคุณก็ไม่มีเรื่อง ถึงไม่ชอบกันก็ช่วยไม่ได้ จะไปบังคับให้คุณกับผมมารักกันได้ยังไง เป็นเรื่องของหัวใจ ไม่ต้องกังวล แค่อย่าผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย”

ถามว่ามีบางฝ่ายออกมาโจมตีว่าถูกกลั่นแกล้งเอาผิดทางกฎหมาย สุเทพ ตอบทันทีว่า  “แล้วทำไมผมไม่พูดอย่างนั้นบ้างล่ะ ผมก็ถูกดำเนินคดีเหมือนกัน ธาริตตั้งข้อหาผมเยอะแยะไปหมด ทำไมผมไม่ร้องอย่างนั้นบ้างล่ะ แกล้งก็แกล้งไป ก็ต้องต่อสู้ตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐาน”

“ผมคิดว่าอย่าพูดเอาแต่ได้ ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทย ผมถือว่ามีมาตรฐาน มีมาตรฐานมาเป็นร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเคารพ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้เปรียบ แล้วต้องบอกว่าศาลไม่ยุติธรรม อย่างนี้คนพูดก็ไม่ยุติธรรม เราต้องเคารพตรงนี้ก่อน เรามีตั้ง 3 ศาล ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ผมสู้คดีกับคุณวาสนา (เพิ่มลาภ อดีต กกต.) มา 3 ศาล ผมก็สู้” สุเทพ กล่าว

งานเด่นคสช.ปฏิรูปคืบหน้า หนุนยึดที่ดินสปก.สร้างความเป็นธรรม

ผ่านมา 2 ปีกว่ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกับแม่น้ำ 5 สาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต เลขาธิการ กปปส. ที่เคยเป็นแกนนำร่วมกับมวลมหาประชาชนออกมาเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ประเมินความคืบหน้าการปฏิรูปสามารถเดินหน้าไปได้หลายเรื่อง

“ผมว่า คสช. ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจ เขาสามารถที่จะทำให้สิ่งที่เป็นความหวังประชาชนได้หลายอย่าง ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พวกเย้วๆ ก็ต้องอยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกมาทำความวุ่นวาย ประชาชนใช้ชีวิตปกติสุขได้ อันที่สอง เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมถือว่า คสช.ทำได้ดี เอาจริงเอาจัง อยากให้เขาทำแบบนี้เข้มข้นต่อไป สาม หลายอย่างที่เขาทำได้เลย ใช้อำนาจ คสช. ทำได้เลย ยกตัวอย่าง เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศ คำสั่ง คสช. จัดการศึกษาภาคบังคับโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 15 ปี ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มการปฏิรูปการศึกษาแล้ว”

“ผมหนุนสุดตัว เพราะผมเป็นคนบ้านนอก คนยากคนจน คนบ้านนอกเสียเปรียบไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการศึกษาเพราะว่าโรงเรียนอนุบาลบ้านนอกไม่มี ในอำเภอ ตัวเมืองโรงเรียนอนุบาล บางแห่งก็แพงวันนี้เขาบังคับ เขาจะจัดการศึกษาตั้งแต่ขั้นอนุบาลก่อนวัยเรียน นี่เป็นการสร้างความเท่าเทียมตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าเป็นแบบเดิมก็แพ้ตั้งแต่แรก เราอายุ 8 ปี เข้า ป.1 เขาเรียน เอ บี ซี วัน ทู ทรี เรายังมา เอ เขียนผิด เขียนถูกต่างกันมา ดังนั้น จะมาบอกผมเชียร์ สนับสนุน ก็เชียร์จริงๆ เพราะว่ามันดี”

ถามต่อเนื่องไปถึงคำสั่ง คสช. 36/2559 มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย   ทั้งนี้ มีด้วยกัน 13 ข้อ เพื่อดำเนินการกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน หรือบางรายคำที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อให้ ส.ป.ก.ดำเนินการจัดที่ดินตามกฎหมายไม่ยอมดำเนินการตามคำพากษา

สุเทพ กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการที่ถูกต้อง ส่วนตัวเคยเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดิน เคยเป็น รมต. ถูกกล่าวหาใส่ร้ายเยอะแยะ รัฐบาลหลังๆ ก็ละเลยไม่ได้ทำ ทิ้งเอาไว้ วันนี้เขามาสะสางเป็นเรื่องที่ดี ให้เกิดความเป็นธรรม ทั่วถึงก็ว่าไป ใครที่มีที่ดินมากมาย แล้วเป็นที่ดินของรัฐเขาก็เอามาจัดสรร เป็นเรื่องปกติ กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา

“ตอนแรก ผมเข้าไปเป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบายเอาที่ดินของรัฐที่ราษฎร ครอบครองทำกิน มาทำการปฏิรูป โดยเราบอกว่า ถ้าใครถือครองที่ดินอยู่ให้เอามาคืน แล้วมาจัดให้เขาตามจำนวนที่เขาครอบครองอยู่จริง ตอนนั้นคิดไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าเขาทำจริงๆ  ก็ดี อย่างน้อย 500 ไร่ ก็มีอย่างน้อย 10 ครอบครัว ที่เขาได้”

“มันไม่มีการแก้ไขกฎหมาย เขาเล่นงานผมเสร็จแล้วเวลาจะทำไม่กล้าทำ ติดอยู่ตรงนั้น ไม่ทำอะไร ปัญหาหมักหมม  ผมคิดว่า ปัญหา มีเยอะ แต่ว่า ตรงไหนทำได้ต้องรีบทำ ไม่ยืดเยื้อต่อไป พอจะเข้าไปจัดที่ดินก็ไป ติดขัดหรือมีกลุ่ม คล้ายๆ อิทธิพลยึดครอง เกรงใจติดขัดไม่สามารถมาปฏิรูปได้”

สุเทพ ระบุว่า การแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแปลงว่า พื้นที่ที่เอามาให้คนจน จริงๆ มีกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดว่าที่ดินที่จัดให้ โดยกฎหมายปฏิรูปที่ดินขายต่อให้คนอื่นไม่ได้ เปลี่ยนมือได้ตามมรดก พ่อให้ลูก แต่วันนี้ต้องมาบังคับตรงนี้ให้ชัดไม่งั้นวันหน้าคนจนบุก ต่อไปจะไปเอาที่ไหนมาให้  เขาต้องทำไปพูดให้ประชาชนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ทำการเกษตรที่ดินเป็นปัญหาหนึ่ง น้ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งต้องแก้ทุกปัญหา อันไหนทำได้ ต้องทำทันที อันไหนติดขัดต้องคิดหาวิธีการต่อไป เช่น เรื่องการโซนนิ่งการเกษตร พื้นที่ไหนเพาะปลูกพืชชนิดไหน ถ้าวันนี้ทำให้ชัดเจนก็ดี บางพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าวก็ทำอย่างอื่นซึ่งต้องไปดูแลเขา ทั้งวิธีการเพาะปลูก เรื่องการแปรรูป การตลาด จริงๆ มีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จได้ ช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่แบบนี้

สำหรับเรื่องยางพารา สุเทพ อธิบายว่า สถานการณ์ในขณะนี้แตกต่างจากอีกสมัยที่เคยมีส่วนรับผิดชอบแก้ปัญหาราคายาง จากกิโลกรัมละ 37-38 บาท  มาเป็น  170-180 บาท  วันนี้พื้นที่ปลูกยางเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ขณะที่เศรษฐกิจโลกความต้องการใช้น้อยลง มีปัญหาเรื่องดีมานด์ซัพพลาย

สิ่งที่ทำได้เร็ว คือเรื่องของการส่งเสริมให้มีการใช้ยางเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในประเทศไทยให้มากขึ้น ประเทศเราส่งออกยางพารา 80-90% ใช้ในประเทศน้อยมาก มันอาจต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน สินค้าสำเร็จรูปจากยางพาราในประเทศไทย โดยต้องมีแรงจูงใจ
เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลก่อนว่าจะสร้างนิคมยาง แต่ก็ยังไม่เกิดซักที วันนี้น่าจะเกิดได้เพราะคำสั่ง คสช. เป็นกฎหมาย สามารถทำได้เร็ว ซึ่งต้องมีหลายมาตรการ ต้องมีคนที่นั่งทำงานเป็นการเฉพาะ

ยกตัวอย่าง สมมติที่ภาคใต้ คนที่มีสวนยางถึงเวลาต้องตัดโค่น กรีดมา 29-30 ปี วันนี้ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายก็อาจกำหนดให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งวันนี้อยู่ในการยางแห่งประเทศไทย โดยออกเป็นมาตรการถ้าสวนยางเหล่านี้โค่นยางแล้วไปปลูกปาล์มน้ำมัน  ก็จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ จูงใจให้พื้นที่ที่เคยปลูกยางเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม ปริมาณยางพาราก็น้อยลงอีกทาง

“ที่พูดไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ประเทศมาเลเซียทำตัวอย่างให้เราเห็นพื้นที่ปลูกยางลดน้อยลงมาก เขาหันมาทำเรื่องปาล์มน้ำมันมาก ของเราปาล์มน้ำมันยังไม่พอบริโภคภายในด้วยซ้ำ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง”

สุเทพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ตรงนี้เป็นจุดยืนที่เราไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้  สาเหตุที่เราสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเรามีความรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการไปในทิศทางที่มวลมหาประชาชนตั้งความหวังไว้ ก็มีง่ายๆ เท่านั้น ตรงไปตรงมาชัดเจน