ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/432288

ธปท.แนะรัฐเพิ่มออมภาคบังคับ ทำรัฐสวัสดิการ แก้คนไทยแก่ก่อนรวย

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

ธปท.ชี้แรงงานไทยแก่ก่อนรวย มีรายได้ไม่พอรายจ่าย เงินออมต่ำ หนี้สูง มีสินทรัพย์ไม่เพียงพอไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ

นครินทร์ อมเรศ เศรษฐกรประจำธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนึ่งในคณะผู้ศึกษาวิจัยเรื่องกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและทิศทางข้างหน้า : วิเคราะห์จากมุมมองตลาดแรงงาน กล่าวในงานเสวนาโครงการศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป (Bank of Thailand’s Research Program on Thailand’s Future Growth) ในหัวข้อ” การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากมุมมองตลาดแรงงานและการบริโภคภายในประเทศที่ยั่งยืน” ว่า จากผลการศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้ไปจนถึงหลังเกษียณ 15 ปี หรือจนถึงสิ้นอายุไขของคนที่อายุประมาณ 75 ปี เพราะมีรายได้เฉลี่ยไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีรายได้ไม่พอที่จะเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้ไม่ได้ขึ้นตามอายุงานจากผลิตภาพแรงงานที่ต่ำ

นอกจากนี้ ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ยังพบว่าบทบาทของการบริโภคที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอด โดยขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.8% ในช่วงปี 2542-2551 นั้น ได้ลดลงเหลือเฉลี่ยที่ 2.7% บวกกับช่วงหลังรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นการบริโภค เช่น รถยนต์คันแรก ซึ่งทำให้การบริโภคเร่งขึ้นในระยะสั้น และมีการดึงการบริโภคล่วงหน้ามาใช้ ส่งผลให้การบริโภคที่แท้จริงลดลง ทำให้ครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้น การบริโภคจึงไม่ได้มาจากความเพียงพอของรายได้ของประชาชนอย่างแท้จริง การบริโภคของคนไทยจึงไม่ถึงฝั่ง เพราะบริโภคเพิ่มเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวดี และมีมาตรการรัฐมากระตุ้น ซึ่งการบริโภคที่ชะลอลง ทำให้แนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) อาจจะโตต่ำ ไม่ใช่แค่โตชะลอตามบริบทใหม่ (News Normal) แต่อาจจะเป็นต่ำลงมาก (Bad Normal)

“ปัญหาคือ คนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีภาระหนี้สูง ทำให้การออมมีไม่เพียงพอที่จะไว้ใช้ในยามเกษียณ ยิ่งโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรกว่า 10% มีอายุมากกว่า 60 ปี ขณะที่คนอายุ 10-24 ปี มีเพียง 20% ในปี 2559 ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เพราะมีคนสูงอายุ 13 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากร ทำให้โครงสร้างแรงงานมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ผลิตภาพการผลิตของแรงงานต่ำลง และเผชิญปัญหากับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) นำไปสู่ปรากฏการณ์ แก่ก่อนที่จะรวย ของสังคมไทย” นครินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ หากอาศัยแนวคิดจากทฤษฎีการบริโภคแบบวงจรชีวิต (Life Cycle Hypothesis, LCH) เพื่อสร้างกรอบวิเคราะห์ความยั่งยืนในการบริโภค จะพบว่า ผู้บริโภคจะบริโภคได้อย่างราบรื่นตลอดชีวิตด้วยการถ่ายโอนกำลังซื้อระหว่างช่วงเวลาที่ทำงานมาสู่การสร้างฐานะและเก็บออมต่อเนื่องไปยังวัยเกษียณได้ แต่กรณีของไทยหากพิจารณาภาพรวมบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (National Transfer Account, NTA) กลับพบว่ามีแต่คนเฉพาะในช่วงอายุ 25-59 ปีเท่านั้นที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายจ่าย ส่วนคนในช่วงอายุ 0-24 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่ารายจ่าย ทำให้ครัวเรือนไทยในแทบทุกกลุ่มตัวอย่างมีรายได้และทรัพย์สินที่หาได้ทั้งชีวิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค แม้ว่ากลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงจะมีเงินออมเหลืออยู่เพื่อใช้ในยามเกษียณ แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคหลังเกษียณเกิน 15 ปี

สำหรับสาเหตุที่ครัวเรือนไทยไม่สามารถบริโภคได้อย่างยั่งยืนนั้น ผลการศึกษาพบว่า เป็นเพราะ 1) รายได้ไม่โตตามอายุ ส่วนหนึ่งเพราะครัวเรือนไทยอยู่ในภาคเกษตรมาก 2) ออมไม่พอ เกิดจากแรงจูงใจในการออมต่ำ เทคโนโลยีที่กระตุ้นการใช้จ่ายหรือการช็อปปิ้งก็สะดวกเพียงแค่คลิกออนไลน์เท่านั้น มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐต่อเนื่อง มีการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของครัวเรือนที่ง่ายขึ้น ทำให้การบริโภคและหนี้ครัวเรือนเร่งขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มเป็น 35% ในช่วงปี 2547-2557 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ และผลิตภัณฑ์การออมที่ไม่จูงใจ การออมของครัวเรือนจึงลดลง ซึ่งผลการสำรวจของ ธปท. พบว่าครัวเรือนที่สามารถออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณได้มีเพียง 25% ของกลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จำนวน 40% ไม่มีการวางแผนและออมเพื่อการเกษียณ

3) ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio, DSR) อยู่ในระดับสูง แม้ในช่วงท้ายของวัยทำงานก่อนเกษียณ เพราะมีการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อภาระหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 30% ขึ้นไป การบริโภคจะเริ่มลดลง ส่งผลต่อระดับเงินออมและสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มลดลงจากภาระหนี้ และ 4) คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่ดีไม่มากนัก เช่น การศึกษา ฯลฯ ทำให้บั่นทอนโอกาสในการพัฒนาผลิตภาพและระดับรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ ธปท. จึงได้เสนอแนะเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนของครัวเรือนไทย คือ ต้องมีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในบางส่วน เพิ่มการออมภาคบังคับให้ครัวเรือนขั้นต่ำ ยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้น ผ่านการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต รวมถึงการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม ส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนย้ายแรงงานสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการจัดทำและส่งเสริมมาตรฐานฝีมือตามวิชาชีพ รวมถึงการขยายอายุเกษียณของแรงงาน เพื่อเพิ่มช่วงที่มีรายได้ให้ยาวขึ้น สนับสนุนการจัดการทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับวัยเกษียณ ขณะที่ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้จนเกินความจำเป็น

ภาพประกอบข่าว

 

ทางเลือกทางรอด”ธัมมชโย”แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436623

ทางเลือกทางรอด"ธัมมชโย"แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) จ.ปทุมธานี ที่มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางมาตรการวิธีการและการประสานงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ในคดี 27/2559 คดีที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

การเจรจาวันนั้นใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในทางที่ดีและเป็นไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ในที่สุดการเจรจากลับล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อบนโต๊ะเจรจามีการยื่นเงื่อนไขที่หนักใจ ขอให้ดีเอสไอมีการเปลี่ยน “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ในคดีนี้ นั่นชัดเจนว่า พระธัมมชโยเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน โดยบนโต๊ะเจรจาไม่บอกเหตุผลการขอให้เปลี่ยนตัว พ.ต.ท.ปกรณ์  จึงทำให้การพูดคุยในวันนั้นไร้ข้อยุติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปิดข้อมูลสังเขปย้อนหลังดู นี่อาจเป็นสาเหตุที่พระธัมมชโยขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อครั้งปี 2542 ชื่อของ พ.ต.ท.ปกรณ์ เคยปรากฏเป็นพนักงานสอบสวนสมัยอยู่กองปราบปราม ได้ทำสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยจนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระธัมมชโยต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สิ่งนี้คือ 5 เปอร์เซ็นต์ บนโต๊ะเจรจาที่ไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องมีการถกเถียงกันใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3

เมื่อเปิดดูการทำงานของ พ.ต.ท.ปกรณ์ ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมาที่เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้ยึดตามรูปแบบของกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ผิดแผกแตกต่างอะไร หรือเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีการทำคดีในฐานะ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ได้เลย ซึ่งเหตุผลลึกๆ ของเงื่อนไขครั้งนี้อาจเป็นการประวิงเวลาหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ!!!

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าดีเอสไอทำงานล่าช้า หากเปรียบเทียบกับคดีอื่นที่ผ่านมา แต่เมื่อกางเหตุผลจึงกระจ่างว่า รูปแบบการทำงานครั้งนี้คือต้องการลดความสูญเสีย ถามว่าถ้าดีเอสไอยึดตามหมายจับ แล้วเข้าไปจับกุมในวัดทันที แล้วผลที่ตามมาอาจเกิดการปะทะบาดเจ็บหรือถึงขั้นมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์จนบานปลาย ดีเอสไออาจตกเป็นจำเลยของสังคม นั่นจึงทำให้ดีเอสไอเลือกที่จะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วย และให้เกียรติพระธัมมชโยในฐานะพระชั้นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอเปิดทางเลือกให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายเส้นทาง และยอมผ่อนปรนตามคำขอในบางเงื่อนไข อย่างกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพระธัมมชโยยอมมอบตัวในวันนั้นจะได้ประกันตัวทันที สุดท้ายพระธัมมชโยเลือกที่จะไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อโปรโมชั่นวันนั้นหมดลง ดีเอสไอต้องหารือกันใหม่อีกครั้งสุดท้ายเกิดเป็นมาตรการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำแผนปฏิบัติการตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 189 และ 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดภายใน 3 สัปดาห์ และด้วยมาตรการ 5 ข้อนี้ จึงเกิดเป็นวงเจรจาของฝ่ายสงฆ์ที่พยายามให้พระปกครองเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อมพระธัมมชโย จนเกิดเป็นการประชุม 3 ฝ่ายขึ้นแต่ก็ยังไร้ข้อสรุปถึงทุกวันนี้

ส่วนกลุ่มลูกศิษย์พระธัมมชโยที่ออกมาปกป้องในขณะนี้ อาจเป็นการรักษาฐานผู้ศรัทธาพระธัมมชโยให้คงเดิม แต่ไม่อาจเพิ่มผู้ศรัทธารายใหม่เข้ามาอีก เลยต้องออกมาเคลื่อนไหวปกป้องคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระธัมมชโยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

แต่ที่สุดแล้วอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวของพระธัมมชโย จะเลือกเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจะประวิงเวลาต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี นั่นจะกลายเป็นชนักติดหลังตลอดไป

 

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436151

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....

เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. หลังที่ประชุมครม.วันที่ 7 มิ.ย. มีมติเห็นชอบ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างกฎหมายที่เสนอนี้ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่ง

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิกพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป้นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

3.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ

4.ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

5.ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

6.อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. จะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินคือ

(1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2

(2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5

(3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 2  ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี

7.ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณะสมทบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร ที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และบ้านพักอาศัยหลักในส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นต้น

8.อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้

(1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

(2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ถึงร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

(3) ประเภทอื่นๆตั้งแต่ร้อยละ 0.3 ถึง ร้อยละ 1.5 ของฐานภาษี

(4) ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 3 ของฐานภาษี

9.การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ได้รับมาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะดังนี้

9.1ในกรณีที่เข้าจองบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย

9.2ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง

9.3ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของ เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

9.4ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลา 5 ปี

9.5ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนเป็นต้น

10.นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือ อาคาร บ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทำลาย

ทั้งนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกลางให้กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องเสีย หรือพึงชำระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนที่จะเริ่มมีการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

 

 

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435811

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้ เป็นการเสนอครั้งที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ในรอบแรกคลังเสนอไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. แต่ถูก ครม.ตีกลับมาให้ไปปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายอีกครั้ง โดยในครั้งนั้น ครม.ให้ทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่เข้ามาทั้งแผงให้เห็นชอบทั้งหมด เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็สามารถใช้ได้ทันที หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ต้องไปออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การยกเว้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นบ้านหลังแรก จำเป็นต้องยกเว้นสำหรับบ้านที่มีมูลค่าที่เหมาะสม เพราะหากที่ดินอยู่ในย่านสีลมหรือกลางเมือง ราคาจะสูงกว่าที่ดินในชานเมือง ดังนั้นต้องกำหนดอัตราที่กว้างเพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการเสียภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินที่กำหนดเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท อาจจะสูงเกินไปก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเหมือนกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

“หากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล้มเหลว ก็เหมือนกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วยและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานสำคัญของระบบงบประมาณ เพราะต่อไปนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเอง เมื่อมีรายได้มากเพียงพอก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย

ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เห็นว่าไม่ควรเก็บภาษีกับบ้านหลังแรกที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย เนื่องจากเป็นปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่มูลค่าเกินระดับหนึ่งให้เสียภาษีแต่จะเป็นอัตราที่ไม่สูง ส่วนบ้านที่ไม่ใช้อาศัย ให้คนอื่นเช่าหรือใช้สำหรับพักตากอากาศจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่เก็บภาษีบ้านเพื่ออยู่อาศัย การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่รัฐบาลเสียไปจากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา 3.2 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคล คาดว่าจะมีการขยายฐานภาษีได้เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการบัญชีเดียว และการทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ นอกจากนี้กรมสรรพากรได้ปรับการทำงาน มีการดึงกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองเข้ามาอยู่ในระบบ และจะมีการดำเนินการกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง

 

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435770

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร แม้จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลของประเทศในกลุ่มยุโรปที่จะเวียนจัด 4 ปีครั้ง สลับกับการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่จะจัดแข่งขัน 4 ปีครั้งเช่นกัน แต่ด้วยความที่นักเตะส่วนใหญ่เล่นอยู่ในลีกอาชีพชื่อดัง จึงทำให้ยูโรได้รับความนิยมไม่แพ้ฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม จากการที่ยูโร 2016 รอบสุดท้ายครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มิ.ย.-10 ก.ค.นี้ ที่ฝรั่งเศส ประเทศที่ยังคุกรุ่นไปด้วยภัยก่อการร้าย ปัญหาการเมือง และล่าสุดเหลือเพียงสัปดาห์เดียวได้เกิดอุทกภัยฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงปารีส สูงสุดในรอบหลายปี

จึงทำให้เกิดคำถามว่าศึกฟาดแข้งยูโร 2016 ครั้งนี้จะยังคงมีมนตร์ขลังได้แค่ไหน ขอเริ่มด้วยบรรยากาศของประเทศสถานที่จัดการแข่งขัน ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ปัญหาสำคัญที่กระทบการแข่งขันฟุตบอลยูโร คือความเสี่ยงการก่อการร้าย ไม่ใช่การประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มก่อการร้ายจะตั้งเป้าหมายโจมตีนักท่องเที่ยวและพลเมืองในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร

“ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางเข้าชมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นที่อาจจะเกิดการวางแผนโจมตีในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในงานกิจกรรมขนาดใหญ่” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

วูเตอร์ เกียตส์ นักวิเคราะห์ด้านการท่องเที่ยวและหน่วยวิจัยตลาด ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า การออกประกาศเตือนดังกล่าวอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวสหรัฐ รวมทั้งชาติอื่นๆ พิจารณายกเลิกการเดินทางเข้าร่วม ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสอย่างหนัก

“ฝรั่งเศสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสหรัฐ ดังนั้นการออกประกาศเตือนภัยการท่องเที่ยวดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุที่กรุงปารีส” เกียตส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เดวิด สโกวซิล ประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสภาการท่องเที่ยวโลก ระบุในทางตรงกันข้ามว่า การออกแถลงการณ์เตือนของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสมากนัก และแม้ว่าการออกประกาศเตือนในกิจกรรมพิเศษอย่าง ยูโร 2016 จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ข้อแนะนำการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ออกมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่สนามบินและรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และในภาพรวม การจองเที่ยวบินหรือที่พักยังถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นช่วยกระตุ้นความต้องการของชาวอเมริกันเดินทางไปเที่ยวยุโรป

ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้เพิ่มการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดในฟุตบอลยูโร โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ถึง 9 หมื่นคน และยังคงประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ปีที่แล้ว ด้านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 500 นาย ได้เริ่มฝึกซ้อมควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ที่สนามกีฬาแห่งชาติ สตาด เดอ ฟรองซ์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสนามที่จัดการแข่งขันแมตช์เปิดและปิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทางด้านการชุมนุมประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่ยืดเยื้อมานานถึง 3 เดือน เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายปฏิรูปแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถจ้างหรือปลดพนักงานได้ง่ายขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การประท้วงจะกระทบกับผู้มาชมการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.5 ล้านคน รวมถึงชาวต่างชาติจำนวน 1.5 ล้านคน โดยการหยุดงานของพนักงานรถไฟจะส่งผลต่อการเดินรถราว 40% ในเขตกรุงปารีส ขณะที่สหภาพนักบินของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า นักบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์เห็นพ้องประท้วงหยุดงานระหว่างวันที่ 11-14 มิ.ย.นี้

ประธานาธิบดี ออลลองด์ ยืนยันว่า จะผลักดันกฎหมายปฏิรูปแรงงานต่อไป หากกฎหมายดังกล่าวผ่านการลงมติ ซึ่งทำให้สหภาพแรงงานไม่พอใจ และเรียกร้องให้มีการเดินขบวนและประท้วงหยุดงานอีกในวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่สภาสูงเริ่มพิจารณากฎหมายดังกล่าว

ล่าสุดสหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้แรงงานในหน่วยคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถบัส ลุกขึ้นประท้วงใน 10 เมืองที่มีการจัดทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ไปจนถึงการแข่งขันจริง ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า ระดับน้ำท่วมในฝรั่งเศสที่เกิดจากฝนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อฟุตบอลยูโรด้วยเช่นกัน เนื่องจากภัยพิบัติดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้ยาก หลังระดับน้ำท่วมสูงถึงเกือบ 6 เมตร เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการฝรั่งเศสได้ประกาศเพิ่มระดับการเตือนภัยพิบัติทางน้ำในปารีสเป็นระดับสีส้ม หรือระดับสูงสุดลำดับ 2 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หันมองบรรยากาศในประเทศไทย ซึ่ง 5 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังขยับตัวดีขึ้น ช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง เริ่มที่ช่อง 3 ในฐานะผู้ได้รับสิทธิถ่ายทอดสดยูโร 2016 ที่ล่าสุดแม้จะได้ข่าวดีจากยูฟ่า (UEFA) ตอบรับให้ถ่ายทอดสดได้เพิ่มจากเดิม 20 แมตช์ เป็นถ่ายทอดสดครบทั้ง 51 แมตช์ ผ่านทางช่อง 3 เอชดี ช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ แต่ช่อง 3 ไม่ได้หวังกำไรจากการถ่ายทอดสดยูโรมากนัก เนื่องจากต้องลงทุนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมูลค่าสูง

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการและผู้ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หรือช่อง 3 เอชดีช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ กล่าวว่า การได้สิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2016 ครบ 51 แมตช์ในครั้งนี้ บริษัทไม่หวังว่าจะได้กำไรจากการขายสปอนเซอร์ แต่หวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับช่อง 3 โดยเฉพาะช่อง 3 เอชดี ซึ่งถือเป็นช่องแม่เหล็กหลักของบริษัท

ด้านสินค้าที่น่าจะได้อานิสงส์ตรงๆ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี กล่าวว่า กระแสการทำตลาดและการจัดแคมเปญช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรของกลุ่มผู้ประกอบการทีวีในปีนี้ มาถึงขณะนี้ยังไม่คึกคัก เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด จึงต้องลุ้นว่าหลังจากเปิดการแข่งขันวันที่ 10 มิ.ย.ไปแล้ว จะคึกคักหรือไม่ ส่วนแอลจีได้วางสินค้าใหม่หลายรุ่น และจัดโปรโมชั่น หวังยอดขายทีวีจะโต 10% ตามเป้า

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรในปีนี้ กระแสการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างแผ่ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งครั้งนี้จึงเป็นเพียงแค่รักษายอดขายและส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น หากช่วยกระตุ้นยอดขายได้ 10-15% ก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำการตลาดเลย

ทว่า อนุวัตร เฉลิมไชย อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กลับเห็นตรงกันข้ามว่า กระแสการตอบรับฟุตบอลยูโรในปีนี้มองว่าดีแน่นอน เพราะคนไทยกำลังอยู่ในอารมณ์ร่วมการเฉลิมฉลองที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่วนสินค้าที่ได้รับผลดี คือ เดลิเวอรี่ของฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์ เสื้อทีม และอุปกรณ์กีฬา ส่วนกลุ่มทีวีในปีนี้ยอดขายอาจแผ่วไป เพราะเศรษฐกิจไม่ดี

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาลิขสิทธิ์ในการจัดกิจกรรม ซึ่งผู้จัดการแข่งขันยูฟ่าเข้มงวดในการนำโลโก้แมสคอต และสัญลักษณ์อื่นๆ ไปทำกิจกรรม ทำให้สินค้าหรือบริการไม่กล้าจัดกิจกรรมมาก ทำได้แค่เปิดช่องฟรีทีวีให้ดูในร้านค้า ร้านอาหาร

เมื่อประเมินภาพรวม ทั้งสถานที่จัดฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยภัยร้าย และเมืองไทยที่เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ งานนี้กิจกรรมศึกฟุตบอลยูโรอาจไม่ขลังเท่าเดิม

 

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ “สุนัขจรจัดล้นเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435148

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ "สุนัขจรจัดล้นเมือง"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ผลการสำรวจจำนวนประชากรสุนัขประจำปี 2559 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า เมืองไทยมีสุนัขมากกว่า 6.7 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขมีเจ้าของ 6.05 ล้านตัว สุนัขไม่มีเจ้าของ 7.5 แสนตัว และมีแนวโน้มว่าจำนวนสุนัขจรจัดจะทะลุหลักล้านตัวภายในสิ้นปีนี้

สุนัขจรจัดเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ส่งผลกระทบด้านต่างๆมากมาย ตั้งแต่เห่าหอนเสียงดังสร้างความรำคาญ วิ่งตัดหน้ารถเสี่ยเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คุ้ยขยะ ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง ถูกมองว่าเป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะพิษสุนัขบ้า ทั้งยังเป็นถูกโยนบาปว่าต้นเหตุความขัดแย้งเรื่องหมากัดคน คนทำร้ายหมา อันปรากฎเป็นข่าวครึกโครมบ่อยครั้ง ทั้งหมดนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ ทำงานภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานหลายภาคส่วน

พูดง่ายๆคือ ยกระดับจากปัญหาข้างถนนสู่วาระแห่งชาติอย่างจริงจัง

หมาจรจัด…ภัยคุกคามสังคม? 

“สุนัขจรจัด” ในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ หนีไม่พ้นหมาขี้เรื้อนผิวกระดำกระด่าง ร่างผอมมอมแมม เนื้อตัวเหม็นสาบ นั่งๆนอนๆตามตรอกซอกซอย คุ้ยถังขยะหาอาหารประทังชีวิต รูปลักษณ์ไม่น่าพิสมัยและไม่น่าไว้วางใจของมันทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันหลีกหนี ส่งเสียงไล่ เขวี้ยงหินใส่ เลยเถิดถึงขั้นคว้าไม้ไล่ตีเพราะรำคาญ

คำถามคือ หมาจรจัดเป็นภัยคุกคามต่อสังคมจริงหรือ

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ผู้ทำงานคลุกคลีกับสุนัขจรจัดมานานกว่า 30 ปี อธิบายว่า สุนัขจรจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ “สุนัขเร่ร่อน” พบได้ตามข้างถนน ตามทุ่ง ไม่มีใครให้อาหาร จึงต้องคุ้ยเขี่ยตามถังขยะ พวกนี้อายุสั้น ไม่รถชนตาย ก็ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารตาย ส่วน “สุนัขชุมชน” เป็นสุนัขจรจัดที่มีคนใจดีคอยให้อาหาร จับทำหมัน ฉีดวัคซีน แต่มักไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของ”

หมาจรจัดไม่ใช่หมาป่า เป็นหมาเลี้ยง หรือหมาบ้านมาก่อนทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นหมาที่เจ้าของเลี้ยงแบบปล่อยปะละเลย ไม่ฉีดวัคซีน ไม่ทำหมัน ให้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านแล้วเกิดผสมพันธุ์กับหมาจรจัดตัวอื่นจนออกลูก หรือหมาที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง รวมถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงไม่มีจรรยาบรรณที่เพาะหมามาขายตามตลาดนัดที่เรียกว่า ‘หมากล่อง’ ราคาถูกแต่มักมีปัญหาสุขภาพ พอมีปัญหาเจ้าของจะคืนก็คืนไม่ได้ ก็ต้องทิ้ง

“ทัศนคติที่ว่าหมาจรจัดเป็นภัยคุกคามสังคม ถ้าเช็คให้ดีจะพบว่า สุนัขที่สร้างปัญหาล้วนเป็นสุนัขบ้านมีเจ้าของทั้งนั้น ไม่ใช่สุนัขจรจัด ข่าวหมากัดคนก็หมาบ้านทั้งนั้น จูงออกมาข้างนอกก็กัดเด็ก เลี้ยงไว้ในบ้านก็กัดคนแก่ ส่วนหมาจรจัดเขาคุ้นเคยกับคน คนมา เขาก็ลุกหนี เรื่องมลพิษ หมาชอบคุ้ยขยะจริง แต่ไม่ได้มีแค่หมาที่คุ้ย ตะกวดก็คุ้ย คนก็คุ้ยมากกว่าหมาอีก เรื่องอึเรี่ยราดบนถนน ถ้าเทียบกับสัตว์อื่นอย่างนก แมว ปริมาณอึหมาน้อยกว่าด้วยซ้ำ ส่วนมลพิษทางเสียง คนเลี้ยงหมาจะทราบดีกว่า หมาเห่าเสียงดังน่ารำคาญคือหมาที่ถูกกักขัง หมาจรจัดจะไม่เห่าหอนเพราะเขาชินกับคน

ส่วนเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เราผิดตั้งแต่ใช้คำว่า ‘พิษสุนัขบ้า’ แล้ว เพราะมันทำให้เข้าใจผิดว่ามีแต่ในหมา ทั้งที่ในแมว ในวัวก็ถือว่าสูงไล่เลี่ยกัน ลองไปถามสัตวแพทย์ตามคลีนิกดูว่าหมาที่อุ้มๆไปทำหมัน ฉีดวัคซีน เป็นหมาจรจัดทั้งนั้น เพราะคนใจบุญ หรือนักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายเขาพยายามจะลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดี หมามีเจ้าของต่างหากที่ไม่ค่อยเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะเจ้าของคิดว่าเลี้ยงอยู่ในบ้าน ปลอดภัยแน่ แต่ลืมว่าเขาก็ปล่อยมันออกไปนอกบ้าน”

โรเจอร์ โลหะนันท์

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องทำงานร่วมกับชุมชนในการนำสุนัขเลี้ยง หรือแม้แต่ไล่จับสุนัขจรจัดมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“ทุกคนรู้ว่าการแก้ปัญหาประชากรสุนัขต้องควบคุมตัวสุนัขที่ถูกนำมาปล่อย สุนัขตามฟาร์ม และสุนัขเลี้ยงถูกเลี้ยงแบบปล่อยๆ การขึ้นทะเบียนสุนัขจะช่วยได้มาก กทม.ออกบัญญัติการเลี้ยงและปล่อยสุนัขมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฎว่าทุกวันนี้ยังไม่มีสุนัขไปขึ้นทะเบียนเลย เพราะข้าราชการทำงานแปดโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็น เวลาจะไปถามชาวบ้านว่ามีหมากี่ตัว ขึ้นทะเบียนหรือยังก็จะเจอแต่บ้านเปล่าๆ เพราะเขาออกไปทำงานกันหมด จะให้ชาวบ้านนำหมาไปขึ้นทะเบียนเองก็ไม่มีใครว่าง เพราะทุกคนต้องทำงานทำการทั้งนั้น ถ้ายังไม่เน้นทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ขอความร่วมมือกับลุงๆป้าๆข้างถนนที่ให้อาหารสุนัขจรจัดมาช่วยชี้ช่องระบุตัวสุนัข ก็ไม่มีทางขึ้นทะเบียนสุนัขได้

ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ โรเจอร์เผยความคืบหน้าล่าสุดว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะครบวาระการประชุม หลังจากนั้นจะมีการยื่นข้อสรุปแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯต่อรัฐสภา หลักการสำคัญอยู่ตรงการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง โดยจะนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯมหานคร ขณะเดียวกันเตรียมออกกฎหมายควบคุมฟาร์มสุนัข ร้านเพ็ทช็อป รวมทั้งร้านขายสัตว์แปลกด้วย

“ต้องจดทะเบียนสุนัขแรกเกิดเหมือนจดทะเบียนรถยนต์ตั้งแต่โรงงาน ส่งไปต่อไปไหน อย่างไร ถ้าเจ้าของรู้ว่าหมาตัวเองมีทะเบียน เขาจะมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิม ก็อาจใช้วิธีจับทำหมันไปก่อน ส่วนสุนัขที่มีปัญหา เช่น ดุร้าย ป่วย มีลูกอ่อน ก็ส่งไปยังศูนย์พักพิง ซึ่งศูนย์พักพิงสุนัขต่างๆก็ควรจะมีไว้สำหรับหมาที่ไม่สามารถอยู่ในที่สาธารณะได้เท่านั้น เช่น นิสัยดุร้าย ชอบกัดคน ไม่ใช่สร้างกันพร่ำเพรื่อ จับดะทุกตัว จับไปขังเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด พวกหมาหน้าเซเว่น หน้าตลาด ปล่อยเขาอยู่ไปเถอะ แต่ทำหมัน ฉีดวัคซีน แล้วให้เขาใช้ชีวิตไปตามอายุขัย ในต่างประเทศถ้ามีหมาจรจัด โอกาสรอดน้อยมาก เพราะบ้านเขาระบบสุขอนามัยดี ไม่มีขยะให้คุ้ย คนไม่ให้อาหาร สุดท้ายก็อดตายไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันบ้านเขาก็มีฝ่ายเทศบาลที่จับจริง มันจึงไม่มีโอกาสที่จะเพิ่ม ศูนย์พักพิงต่างๆเองก็ต้องควบคุมประชากรด้วย บางประเทศเขาใช้วิธีการุณยฆาต หากไม่มีคนมารับไปเลี้ยงเกิน 3 เดือนจะฉีดยาให้ตาย ถือเป็นการกระตุ้นสังคมด้วยว่าถ้าไม่อยากให้หมาตายก็มาเอาไปเลี้ยง

โรเจอร์บอกว่า การทะเบียนสัตว์เลี้ยงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด คนเลี้ยงต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบ ทำหมัน ฉีดวัคซีน ควบคุมฟาร์มเพาะเลี้ยงและเพ็ทช็อป จัดระเบียบศูนย์พักพิงสัตว์ หากทำพร้อมกันทั้งหมดนี้ได้ จำนวนสุนัขบนท้องถนนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัย

“ฟาร์มขายหมาเถื่อน”…วงจรอุบาทว์ทารุณสัตว์

เพราะความน่ารัก เชื่อง เป็นมิตร กตัญญูรู้คุณ และหาซื้อง่าย ทำให้สุนัขกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร แห่งเพจเฟซบุ๊ก A Call for Animal Rights Thailand เล่าว่า ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยชอบเลี้ยงตามแฟชั่น สายพันธุ์ไหนดัง มาแรง ก็แห่กันไปซื้อมาเลี้ยง

ยกตัวอย่างดาราเซเลบอุ้มหมาตัวเล็กๆน่ารักใส่กระเป๋าสะพาย ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม หมาพันธุ์เล็กอย่างชิวาวาก็ขายดิบขายดี ข่าวหมาพันธุ์บางแก้วจับขโมย หมาพันธุ์บางแก้วก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย ไม่ผิดหรอกค่ะที่อยากเลี้ยงหมา ปัญหาอยู่ตรงเห่ออย่างเดียว แต่ไม่ศึกษาหาข้อมูลทำการบ้านว่าสุนัขแต่สายพันธุ์เป็นอย่างไร ต้องการการเลี้ยงดูแบบไหน

อยากเลี้ยงบางแก้ว ถามว่าคุณจะดูแลได้ไหมไม่ให้ไปกัดใคร เพราะบางแก้วดุมาก อยากเลี้ยงปอมเปเรเนียนขนฟูฟ่อง แต่ที่บ้านไม่มีแอร์ อยากเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์หมาป่า ชอบวิ่งพล่านไปทั่ว แต่กลับเลี้ยงบนคอนโด แบบนี้ทรมานสัตว์หรือเปล่า ถ้าคุณเลี้ยงไม่เป็น เลี้ยงไม่ดี เขาก็ป่วยและตาย หรือพอหมดกระแส เลิกเห่อ สุดท้ายก็เอาไปทิ้งตามถนน”

ภาพประกอบจาก สมาชิกเว็บไซต์พันทิป Bird_St.John และ http://www.doklike.com

ในฐานะผู้ทำงานด้านต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์ เธอมองว่า ปัญหาน่ากังวลที่สุดขณะนี้หนีไม่พ้นบรรดาฟาร์มสุนัขเถื่อนและร้านเพ็ตชอปที่ไม่ได้มาตรฐาน

ฟาร์มสุนัขเถื่อน (Backyard Breeder) จะมีการเพาะพันธุ์สุนัขในที่ลับ เพราะต้องการปิดบังไม่ให้ใครรู้ว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ใช่พันธุ์แท้ สถานที่อยู่สกปรกคับแคบ คนเพาะพันธุ์ไม่ได้มองสุนัขเป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเครื่องจักรผลิตลูกสุนัข จุดประสงค์เดียวคือทำกำไรให้ได้มากที่สุด นั่้นหมายถึงการจับสุนัขผสมทุกครั้งที่ถึงฤดูติดสัด ให้กินเศษอาหารเหลือ ไม่มีการอาบน้ำแต่งขน ไม่มีการทำความสะอาดกรง ไม่ได้ฉีดวัคซีน ไม่ต่างอะไรจากขุมนรก

“สุนัขจะถูกขังกรงตลอดเวลา ไม่มีวันได้ออกไปไหนจนวันตาย บางตัวพิการ ตาบอด เล็บยาวจนทะลุเนื้อออกมา ขนก็ไม่ได้ตัด บางตัวเป็นอัมพาตเดินไม่ได้แต่ยังถูกเก็บไว้ผสมพันธุ์จนกระทั่งผสมพันธุ์ไม่ได้เขาก็เอาไปกำจัด ไม่ก็ปล่อยให้ป่วยตาย บางคนธุรกิจเจ๊ง เลี้ยงไม่ไหวก็ขายถูกๆ หรือเอาไปปล่อยข้างถนน ทุกวันนี้ปัญหามาจรจัดส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้าของฟาร์มที่ไร้ความรับผิดชอบนี่แหละ โดยเฉพาะร้านเพ็ตชอปบางร้านที่จตุจักรที่ตัวดี ลูกสุนัขจะนอนโชว์อยู่ในตู้กระจกทั้งวันทั้งคืน ฉี่อึอยู่ในนั้นแหละ ไม่เคยได้วิ่งเล่น ไม่เคยตรวจสุขภาพ ตัวไหนตายช่างมัน ที่แย่กว่านั้นคือ ธรรมชาติของลูกหมาจะต้องนอนทั้งวันทั้งคืน แต่ลูกหมาที่อยู่ในร้านขายสุนัขมันคึกอย่างกับใส่ถ่าน เพราะเขาให้กินน้ำหรืออาหารผสมยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้คึก ถ้าสงสารแล้วซื้อไปเลี้ยง ผ่านไปวันสองวัน ซึม โรคต่างๆก็ตามมา พอป่วยนำไปคืนก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ตาย”

ทุกวันนี้ฟาร์มเพาะหมาเถื่อนกับร้านเพ็ตชอปไม่ได้มาตรฐานมีกลาดเกลื่อนในอินเตอร์เน็ต เพราะลงทุนน้อย แค่ซื้อหมาตัวผู้ตัวเมียมาผสมพันธุ์กันแล้วเอาไปขาย คนซื้อหมาก็ใช้วิธีจิ้มเอาจากภาพถ่ายเหมือนซื้อเสื้อผ้า เธอบอกว่า การรับสิ่งมีชีวิตเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านด้วยวิธีซื้อจากโซเชียลเป็นอะไรที่ตลกและน่าหดหู่มาก

“บ้านเราไม่มีการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควรเก็บตั้งนานแล้ว เพราะนี่คือรายได้ประเทศ เดี๋ยวนี้สุนัขไม่ใช่ตัวละ 200-300 บาท แต่เป็นพัน หมื่น จนถึงหลักแสน เมื่อไม่มีการเก็บภาษีฟาร์มเพาะสุนัขและร้านเพ็ตชอป ก็เลยไม่มีการถูกตรวจสอบว่าแหล่งเพาะพันธุ์นั้นมีการจัดสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีหรือไม่ สัตว์มีคุณภาพหรือไม่ ร้านค้าได้มาตรฐานและจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อลูกหมาตัวนั้นถูกขายไปควรมีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงด้วย นี่คือวิธีที่จะช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัด นอกจากนี้เมืองไทยควรตั้งกรมสัตว์เลี้ยง ทำหน้าที่ดูแลเรื่องสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ เอ็นจีโอ สัตวแพทย์ มีการตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสัตว์เลี้ยง ให้มีอำนาจในการตรวจค้น ยึด จับกุม ลงโทษ กรณีมีเหตุทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้น

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร

แค่จับขังไม่ช่วยแก้ปัญหา

ประโยคที่เคยได้ยินกันบ่อยครั้งคือ รัฐต้องดูแลคนเสียภาษี มียุงต้องไปกำจัดยุง มีหนูต้องไปกำจัดหนู หมาจรจัดก็ถือเป็นอีกภาระหนึ่งที่ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องแบกรับ

ทุกๆปีจะมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1555 ของกทม.มากกว่า 4,500 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ 1.หมาบ้า สงสัยว่าติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า 2.ดุร้าย เป็นอันตรายต่อคน 3.สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น เห่าหอนเสียงดัง กัดกัน ขับถ่าย คุ้ยขยะ ขั้นตอนหลังได้รับแจ้งไม่เกิน 7 วัน จะมีการส่งสายตรวจลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ร้องเรียน สอบถามปัญหา เจรจากับเจ้าของสุนัข หากสุนัขตัวนั้นไม่มีเจ้าของหรือตกลงกันไม่ได้ จะส่งเจ้าหน้าที่มาจับ โดยการจับสุนัขจะใช้วิธีต้อนเข้าที่แคบก่อนใช้สวิงครอบ แล้วส่งไปที่ศูนย์พักพิงสุนัขประเวศ หลังจากนั้นสุนัขจะถูกนำมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยจะรอ 7 วันให้เจ้าของมารับสุนัขคืน หากไม่มีใครมารับคืนก็จะย้ายไปอยู่คอกเลี้ยงรวมอีก 7 วัน พอครบ 14 วันก็จะส่งไปยังศูนย์พักสุนัขที่จ.อุทัยธานี

“ปัจจุบันมีสุนัขจรจัดอยู่ในการดูแลของกทม.ทั้งหมด 5,500 ตัว กทม.ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูถึงปีละ 24.5 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าอาหาร 500 ตัน 12 ล้านบาท ค่าวัคซีน 40,000 โดส  6 ล้านบาท ค่าทำหมัน 6.5 ล้านบาท เป้าหมายของเราคือ เลี้ยงเขาไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ขณะเดียวกันก็หวังว่าจะมีผู้เลี้ยงมารับคืนหรือมีผู้ใจบุญนำไปอุปการะ แต่ที่ผ่านมามีคนเข้ามารับไปน้อยมาก”

คำชี้แจงของ นายสัตวแพทย์ศิวะ ไม้สนธิ์ หัวหน้ากลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัขประเวศ กทม.

นสพ.ศิวะ มองว่า การจับหมามากักขังแค่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขต้นตอปัญหาสุนัขจรจัดได้

ประเด็นอยู่ตรงการควบคุมคุณภาพการเลี้ยง คุณต้องรู้ก่อนว่า องค์ประกอบของสัตว์เลี้ยงคือ ต้องมีที่อยู่ มีอาหาร และมีเจ้าของ ดังนั้นการจะเลี้ยงสุนัขสักตัวหนึ่งต้องมีการสร้างมาตรฐานจิตสำนึกก่อนเลยว่า คุณต้องรับผิดชอบชีวิตเขา ดูแลให้กินอิ่ม นอนหลับ มีบ้านอยู่ ป่วยก็ต้องพาไปรักษา ดูแลให้ความรักความเอาใจใส่ ให้เขามีความสุข และถ้าหมาคุณไปกัด หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น คุณก็ต้องรับผิดชอบ ต่อมาคือต้องคุมกำเนิด วงจรชีวิตหมา 6 เดือนก็เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์สามารถมีลูกได้ คลอดลูกได้ครั้งละ 5-10 ตัว ปีหนึ่งมีลูกได้ 2 ครั้ง และอายุขัยของหมาอยู่ที่ 15 ปี ฉะนั้นการทำหมันสำคัญมาก ควรณรงค์ให้ความรู้แก่คนเลี้ยงว่า ถ้าไม่ทำหมันคุมกำเนิดจะมีผลอย่างไร หน่วยงานรัฐอาจต้องช่วยสนับสนุนส่งหมอไปทำหมันสุนัขตามชุมชนด้วย

ในต่างประเทศที่เขาแก้ปัญหาสำเร็จเพราะหลายปัจจัย เช่น อากาศหนาว คนไม่ให้อาหาร บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยไม่มีขยะ ทำให้หมาที่อยู่ตามท้องถนนมีโอกาสรอดน้อย ขณะเดียวกันศูนย์พักพิงเขาควบคุมประชากรด้วยการใช้วิธีการุณยฆาต รมยา ฉีดยาให้ตาย แต่บ้านเราไม่ยอมรับวิธีนี้ จุดเด่นคนไทยคือใจบุญ ผมมองว่าคงต้องหาวิธีที่เหมาะกับความใจดีของคนไทยนี่แหละ เช่น ถ้าคุณให้อาหารสุนัขจรจัดกิน ก็ลองคิดต่อว่าเขาก็อาจอยากมีบ้าน อยากมีเจ้าของ อยากไปอยู่กับคุณด้วย คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ถึงที่สุดไหม ไม่ใช่แค่เอาอาหารมาให้ พาไปทำหมัน ฉีควัคซีนแล้วปล่อย ประชาชนจะช่วยลดจำนวนสุนัขจรจัดได้เยอะมาก อย่าคิดว่าเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียว

“ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง”ทางออกที่ยั่งยืน

“กรมปศุสัตว์” ถือเป็นอีกหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีบทบาทหลักในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด ทว่าภารกิจเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบการควบคุมดูแลสัตว์ทุกชนิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัญหาสุนัขจรจัดถือเป็นวาระระดับชาติ เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่กรมปศุสัตว์จะทำเพียงกรมเดียว

“ที่ผ่านมา หน้าที่หลักของกรมปศุสัตว์จะเน้นเรื่องป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า ต้องลดจำนวนประชากรสุนัขจรจัดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แพร่ขยายด้วยการฉีดยาคุมกำเนิด ฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมัน แต่ละปีกรมปศุสัตว์มีแผนทำหมัน 8 หมื่นตัวทั่วประเทศ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุแท้จริงอยู่ที่ผู้เลี้ยงไม่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบ

อุปสรรคอีกอย่างที่พบคือ สุนัขจรจัดจับยากมาก เราหาทุกวิถีทาง ใช้สวิงครอบ ยิงยาสลบ แต่พอเจอฝูงใหญ่ 10 ตัว ก็ยิงได้แค่ตัวเดียว ต้องรออีกนานกว่าจะไปจับใหม่ เพราะบุคลากรเราไม่เพียงพอ ถ้าพลาดก็ไปออกลูกอีกเยอะ ถ้าไม่บูรณาการทั้งระบบมันก็จะแก้ปัญหาวนๆเวียนๆอยู่แค่นี้ เพราะกรมปศุสัตว์ต้องดูสัตว์ทุกชนิด มีภารกิจอื่นๆอีกมากมาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอะไรที่เกี่ยวกับสัตว์ กรมปศุสัตว์ต้องจัดการอยู่หน่วยงานเดียว

แผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดของกรมปศุสัตว์ แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน และ ป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม

การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน ต้องทำหมันเพื่อลดการเพิ่มปริมาณ แต่เนื่องจากคนเราน้อย และงบมีจำกัด จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสาธารณสุข กทม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอ็นจีโอ ประชาชน ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นั่นคือ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พศ.2557 มาตรา 23 ห้ามไม่ให้เจ้าของปล่อย ละทิ้ง หรือทำการใดๆให้พ้นจากการดูแลโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ปล่อยทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ สามารถแจ้งตำรวจให้จัดการได้เลย มีโทษปรับ 40,000 บาท

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เสนอทางออกการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดว่า อยากให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที พร้อมๆกับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการทารุณกรรมสัตว์ ลงโทษคนเลี้ยงที่ปล่อยปะละเลย

“ในต่างประเทศที่เขาประสบความสำเร็จก็เพราะมีการขึ้นทะเบียนสุนัข ฝังไมโครชิพ ผู้เลี้ยงต้องเสียภาษี สามารถย้อนกลับไปหาเจ้าของได้ เช่น หมาหาย หมาถูกทิ้ง หมาไปกัดคน การขึ้นทะเบียนสุนัขก็เหมือนเวลาซื้อรถยนต์ ต้องจดทะเบียน จะได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ รู้รายละเอียดของสุนัขแต่ละตัว รู้จำนวนที่แท้จริง ผมอยากให้การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงเป็นวาระแห่งชาติเลย มีสมุดทะเบียนชัดเจน เหมือนบัตรประชาชนของคนนี่แหละ ไม่ใช่ปล่อยสะเปะสะปะไร้การควบคุม มีเรื่องทีก็ทะเลาะโยนความผิดกันไปมา จนสุนัขจรจัดเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้

ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าล่าสุดในการร่วมกันแก้ปัญหาสุนัขจรจัดระดับชาติ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางออกของวิกฤตครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

 

“ไม่สูบบุหรี่-ดับเครื่องยนต์-งดมือถือ” ถึงเวลาเลิกมักง่ายในปั๊มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434940

"ไม่สูบบุหรี่-ดับเครื่องยนต์-งดมือถือ" ถึงเวลาเลิกมักง่ายในปั๊มน้ำมัน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วประเทศ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้วูบวาบขึ้นที่หัวจ่ายน้ำมัน หลังจากพนักงานหนุ่มรายหนึ่งใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเติมน้ำมันให้ลูกค้า

อุบัติเหตุครั้งนั้นนำไปสู่การประกาศให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกแห่งเข้มงวดในการเติมน้ำมันแก่ผู้รับบริการ หากพบว่าผู้รับบริการไม่ดับเครื่องยนต์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามสถานีให้บริการเด็ดขาด

วันนี้ลองมาทำความเข้าใจกับภัยใกล้ตัวในปั๊มน้ำมัน

ฝ่าฝืนกฎเหล็กในปั๊มน้ำมัน โทษถึงคุก

กฎกระทรวงของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. 2552 ในหมวดป้องกันเกี่ยวกับการห้ามก่อประกายไฟในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดว่า สถานีทุกแห่งต้องมีป้ายแจ้งเตือนให้ดับเครื่องยนต์ ปิดโทรศัพท์มือถือ และห้ามสูบบุหรี่ในขณะรับบริการ แต่กรณีโทรศัพท์มือถือได้มีการอนุโลมว่า ไม่ต้องถึงขั้นปิดเครื่อง แค่ห้ามไม่ให้โทรออกหรือรับสายขณะใช้บริการอยู่ หากฝ่าฝืนสถานีบริการจะมีโทษปรับ 1 แสน หรือจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำและปรับ

วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ถึงเวลาที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกแห่งต้องเข้มงวดในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ผู้รับบริการ หากพบว่าผู้รับบริการไม่ดับเครื่องยนต์ หรือยังใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามให้บริการเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้รับบริการและสถานีบริการ

สอดคล้องกับเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา จะมีการบังคับใช้ประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะกำหนดให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันและเชื้อเพลิงทุกประเภทที่ได้รับใบอนุญาต ต้องส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมด้านการให้บริการด้วยความปลอดภัยภายใน 2 ปี นับจากวันที่มีผลบังคับใช้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะไม่ต่ออายุใบอนุญาต

“สิ่งที่กรมยังเป็นห่วงอยู่คือ การฝึกอบรมพนักงานผู้ปฏิบัติการที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เบื้องต้นอาจต้องเปิดหลักสูตรภาษานานาชาติเพื่ออบรมพนักงานกลุ่มนี้”

ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท 3.84 หมื่นแห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1 หมื่นแห่ง สถานีบริการปิโตรเลียมเหลว 1,988 แห่ง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ 488 แห่ง ถังน้ำมัน (รถขนส่งน้ำมัน) 9,465 ถัง ถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (รถขนส่งก๊าซแอลพีจี) 1,988 ถัง ถังก๊าซธรรมชาติ (รถขนส่งก๊าซเอ็นจีวี) 1,356 ถัง และกิจการ อื่นๆ เช่น คลัง สถานที่เก็บน้ำมัน ร้านค้าจำหน่ายก๊าซแอลพีจี 1.34 หมื่นแห่ง และมีผู้ปฏิบัติงานกว่า 1 แสนคน

งดใช้โทรศัพท์มือถือช่วยลดความเสี่ยง

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายไขความกระจ่างว่า โทรศัพท์และสัญญาณโทรศัพท์ไม่ได้ทำให้เกิดไฟไหม้ แต่สัญญาณของมันเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตมากขึ้น จนกลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอันตราย

“ไฟฟ้าสถิตนั้นมีอยู่รอบตัวเราและถูกเหนี่ยวนำผ่านอากาศ โทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้เกิดไฟไหม้ แต่สัญญาณโทรศัพท์นั้นเพิ่มโอกาสเหนี่ยวนำให้ตัวเรามีไฟฟ้าสถิตเพิ่มมากขึ้น เมื่อถูกสะสมอยู่ในตัวเราหรือตัวรถมากเข้า มันจะถูกถ่ายเทไปยังวัตถุตรงกันข้าม หากเป็นแขนของเพื่อน การสปาร์กกันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นหัวจ่ายน้ำมัน การถ่ายเทในเสี้ยววินาทีผ่านจุดวาบไฟของน้ำมันหรือไอน้ำมันที่เป็นตัวไวไฟอยู่แล้ว จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีรายนี้ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ปั๊มน้ำมันในต่างประเทศที่อากาศหนาวเย็นนั้นเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าสถิตง่ายกว่าเมืองไทย เป็นเพราะการถ่ายเทเหนี่ยวนำปะจุไฟฟ้านั้นทำได้ดีในสภาพอากาศชื้น ทำให้ร่างกายได้รับการสะสมมากขึ้นตามมานั่นเอง โดยสรุปการใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นการเหนี่ยวนำให้พลังงานศักย์ไฟฟ้ามาสะสมกับตัวเรามากขึ้น ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปแบบไฟฟ้าสถิต  เมื่อถูกสะสมสูงมากจนถึงจุดที่มันต้องถ่ายเท ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ฉะนั้นกฎหมายจึงประกาศไว้เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง”

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องดับเครื่องขณะเติมน้ำมัน

การดับเครื่องรถยนต์ขณะเติมน้ำมัน เป็นที่ทราบกันดีว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายหลายๆด้าน เนื่องจากรถยนต์มีความร้อนสูง ทั้งจากเครื่องยนต์ ท่อไอเสียหรือไอระเหยโดยรอบ ทั้งยังไม่มีใครทราบว่า อุปกรณ์ภายในรถของแต่ละคนนั้นสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ การดับเครื่องยนต์อย่างกะทันหันก่อนเติมน้ำมันนั้นจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง

ผศ.ณัฐสิทธิ์ พัฒนะอิ่ม รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไขข้อข้องใจว่า การหยุดรถกะทันหันหลังจากทำความเร็วสูงของรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องเทอร์โบ จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์นั้นสั้นลง

“น้ำมันจะถูกหล่อเลี้ยงอยู่ที่แกนของเทอร์โบ หากเราขับรถมาด้วยความเร็ว แล้วดับเครื่องทันที น้ำมันจะหยุดไหล แกนเทอร์โบที่ร้อนจัดจะเผาน้ำมันที่ติดอยู่จนเป็นคาร์บอน เกิดเป็นคราบเหนียวๆ เกาะติดอยู่กับแกน เมื่อถึงเวลาสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง คาร์บอนตรงนี้จะไปทำให้แกนสึกหรอ อายุการใช้งานของแกนเทอร์โบเลยสั้นลง”

คำแนะนำคือ เมื่อขับรถมาด้วยความเร็ว ก่อนเติมน้ำมัน ให้จอดทิ้งไว้สัก 5-10 นาที เพื่อให้ความร้อนของรถยนต์ถูกระบาย หรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมคอยทำหน้าที่หน่วงเวลา เพื่อให้เครื่องดับเองโดยอัตโนมัติหลังถอดกุญแจไปแล้ว 5-10 นาที

“โดยปกติทุกคนเติมน้ำมันเพียงวันละครั้ง โอกาสขับรถด้วยความเร็วสูงนั้นก็มีน้อยมาก โดยเฉพาะใน กทม. ทำให้โอกาสเกิดปัญหาลักษณะข้างต้นนั้นมีน้อยคัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวเครื่องกลทิ้งท้าย

วอนลูกค้าปฏิบัติตามกฎ เสียงสะท้อนจากเด็กปั๊ม

คงเคยเห็นกันแล้วว่า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศติดป้ายห้ามอย่างชัดเจนไว้ว่า “ห้ามสูบบุหรี่ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ก่อประกายไฟ และไม่ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้”

วรวุฒิ ประเสิรฐศักดิ์ ผู้จัดการเขตส่วนปฎิบัติการน้ำมัน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด อธิบายว่า ตามกฎระเบียบของสถานีให้บริการเชื้อเพลิง เมื่อรถยนต์เข้ามาที่ปั๊ม พนักงานจะนำป้ายระบุสิ่งที่ต้องปฎิบัติวางไว้หน้ากระโปรงรถยนต์ ก่อนจะดำเนินการเติมน้ำมันให้ อย่างไรก็ตามพบว่าลูกค้ามากกว่า 50 % ไม่ปฎิบัติตามกฎครบทุกข้อ โดยเฉพาะการดับเครื่องรถยนต์และหยุดใช้โทรศัพท์มือถือ

“เด็กปั๊มทุกคนผ่านการอบรมและรับทราบกฎระเบียบกันดี ถึงเวลาปฎิบัติหน้าที่จริงก็จะหยิบป้ายข้อห้ามมาวางหน้ารถเลย แต่ต้องยอมรับว่าหลายครั้งเวลาเจอรถยนต์หรู ผู้ใหญ่หน้าตาท่าทางดุดันไม่ปฎิบัติตามกฎ พอแนะนำ บางคนก็นิ่ง คิดว่า คุณมีหน้าที่เติมก็เติมไปสิ ฉันจะเล่นโทรศัพท์ หลายคนก็อ้างสารพัด ไม่ดับเครื่องเพราะอากาศร้อนบ้าง คุยธุระสำคัญ มีลูกเล็กนอนหลับอยู่ข้างหลังบ้าง”

วรวุฒิมองว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐควรลงพื้นที่สุ่มตรวจตามสถานีให้บริการเชื้อเพลิง หากพบว่าเมื่อพนักงานได้ขอความร่วมมือกับลูกค้าแล้วยังถูกปฎิเสธ ก็จัดการเข้าพูดคุยทำความเข้าใจด้วยตัวเอง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ย้ำเตือนว่ามีโทษทางกฎหมายจริง ไม่ใช่แค่คำพูดหรือตัวอักษรในกระดาษเท่านั้น

ธัญชนก พนักงานปั๊มน้ำมันย่านบางคูวัด ปทุมธานี เล่าว่า เจอลูกค้าไม่ดับเครื่องและนั่งเล่นโทรศัพท์ระหว่างรอเติมน้ำมันเป็นประจำ

“ใครไม่ดับเครื่องหรือใช้โทรศัพท์ เราก็ได้แค่แนะนำ ขอความร่วมมือ บางคนก็ทำตาม บางคนไม่สนใจ ส่วนพวกสูบบุหรี่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่า บุหรี่มันมีไฟชัดเจน ใครเผลอยืนสูบ เราก็จะไล่ให้ออกไปสูบนอกปั๊มทันที”

พนักงานสาวรายนี้เห็นว่า ถึงเวลาที่ลูกค้าจะปฎิบัติตามกฎระเบียบอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอให้พนักงานคอยตักเตือน

“เราเห็นคลิปวิดีโอตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะความประมาทและไม่ปฎิบัติตามกฎ  ก็กังวัลนะ เพราะไม่รู้ว่ารถยนต์แต่ละคันที่ไม่ดับเครื่องจะมีสภาพสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน เกิดมีประกายไฟไปติดกับสายไฟแล้วไฟไหม้ คงได้สูญเสียกันหนักแน่”

การเติมเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใกล้ตัว ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการต้องช่วยกันลดความเสี่ยงอันจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคงไม่คุ้มกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

 

ส่องกุฏิ “ธัมมชโย”กำแพง3ชั้นล้อมยากเข้าถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434753

ส่องกุฏิ "ธัมมชโย"กำแพง3ชั้นล้อมยากเข้าถึง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กระบวนการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ในการเชิญ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มารับทราบข้อกล่าวหาคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร

ตั้งแต่ศาลอนุมัติหมายจับ กระทั่งเตรียมขอหมายค้น พร้อมคู่ขนานไปกับการใช้หลักปกครองทางสงฆ์ให้พระชั้นผู้ใหญ่ช่วยเจรจา ผ่านมาจนถึงบัดนี้ยังไม่สัมฤทธิผล

“วัดธรรมกายมีเนื้อที่จำนวนหลายพันไร่ มีทั้งในส่วนของวัดและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณวัดจริงๆ มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งการเข้าดำเนินการของดีเอสไอไม่อยากให้มีปัญหา จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายให้รัดกุม”พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวไว้เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 น่าจะเป็นอีกคำอธิบายถึงปัญหาอุปสรรคในการแจ้งข้อกล่าวหาแต่โดยดี

คำบอกเล่าของ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย และอดีตศิษย์เอกของพระธัมมชโย ระบุว่า กรณีที่พระธัมมชโยดื้อแพ่งไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ต้องเข้าไปจับกุมตัว และจากประสบการณ์ที่เคยเป็นพระลูกวัดพระธรรมกาย คิดว่าหากเจ้าพนักงานจะเข้าไป จะต้องใช้กำลังมากพอสมควร และต้องเข้าควบคุมหลายจุด ทั้งเรื่องมวลชน สถานที่ ฐานข้อมูลข่าวสารของทางวัด และพระลูกวัดที่พร้อมจะลุกฮือได้ตลอดเวลา ดังนั้น จะไม่ใช่ประเด็นการเข้าไปเอาตัวแค่ธัมมชโยเพียงอย่างเดียว

“ผมเชื่อว่าพระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด อยู่ภายในกุฏิที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับคลองสาม และมีกำแพงคอนกรีตอย่างหนาล้อมรอบกุฏิเอาไว้อีก 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จะเป็นกำแพงล้อมรอบดงไม้ และชั้นที่ 2 เป็นกำแพงล้อมรอบทางเข้า และชั้นที่ 3 เป็นกำแพงที่ล้อมรอบกุฏิ โดยบริเวณนี้มีเนื้อที่ราว 196 ไร่ และหากเจ้าหน้าที่จะเข้าไป แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย”

นพ.มโน บอกว่า ทางเข้าออกไปยังกุฏิของพระธัมมชโยมีเพียงด้านเดียว ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางวัดดูแลพื้นที่กุฏิตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่ทราบว่ามีจำนวนอยู่เท่าใด พร้อมด้วยความเข้มงวดการเข้าออกของบุคคล เหนืออื่นใด ภายในพื้นที่กุฏิยังมีลานกว้างเพียงพอที่จะให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ และบริเวณมหาเจดีย์ยังมีลานกว้างพอที่จะให้เครื่องบินขนาดเล็กบินขึ้นหรือลงได้เช่นกัน แต่ระหว่างลานจอดเครื่องบินที่ว่ากับกุฏิของธัมมชโย มีระยะทางที่ห่างกันพอสมควร

“หากให้อ่านความคิดของธัมมชโยในขณะนี้ ผมเชื่อว่าเขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตัดสินใจไม่ถูก หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ กลายเป็นเด็กไปแล้ว เพราะนิสัยที่เป็นคนทำงานด้วยระบบของอารมณ์ ไม่ใช่การทำงานหรือตัดสินใจด้วยเหตุผล และการดื้อแพ่งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเหตุผลและความต้องการของธัมมชโยเอง ทีมงานไม่มีส่วนตัดสินใจแทนอย่างแน่นอน เพราะใครจะไปเถียงเขาได้ ทุกคนต้องทำตามคำสั่งหมด ทีมงานก็คิดว่าสิ่งที่ทำตามคำสั่งนั้นคือบุญ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ คุณถูกเขาหลอก” นพ.มโน ย้ำ

ขณะที่มุมของการสึกพระที่เป็นกระแสอยู่ขณะนี้ ปรีชา สุวรรณทัต นักวิชาการที่ชำนาญกฎหมายสงฆ์ อธิบายถึงกรณีของพระธัมมชโย ว่า ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ฯ หลักใหญ่มีเงื่อนไข คือ ถ้าศาลไม่ให้ประกันตัว อาจจะต้องทำพิธีสึกพระ แต่ทั้งนี้ กรณีตามข้างต้นหมายความว่าผู้ต้องหานั้นจะต้องเป็นภิกษุที่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม กรณีของธัมมชโย ถ้ายึดตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุชัดว่า ธัมมชโยอาบัติปาราชิกไปแล้วเนื่องจากไปยุ่งวุ่นวายกับทรัพย์สินเงินทอง แล้วทางการจะไปสึกเขาได้อย่างไร ถ้าจะไปสึกก็เท่ากับยอมรับว่าธัมมชโยเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ความจริงคือไม่ใช่ เขาไม่ใช่พระ เพียงแค่ชายที่ห่มผ้าเหลือง

ศ.วัชระ งามจิตเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเรื่องการสึกพระว่า หากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เล็งเห็นว่าพระสงฆ์รูปนั้นต้องดำเนินคดี และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว แน่นอนว่าต้องมีพิธีสึกพระรูปนั้นก่อนเข้าห้องขัง แต่หากเล็งเห็นว่า ไม่กังวลว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี พระรูปนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเข้าพิธีสึกก็ได้ และพระธัมมชโยก็ควรถูกปฏิบัติในรูปแบบเดียวกัน

“หากถึงต้องเข้าเรือนจำกัน แน่นอนว่าต้องสึก แต่หากพูดถึงห้องขังในโรงพัก ส่วนใหญ่เขาก็ไม่เอาพระเข้าห้องขังกัน อย่างเช่นถ้าพระเมา ตำรวจก็จะเอาไปสึกเลย จากนั้นค่อยว่ากัน”

ศ.วัชระ กล่าวว่า การสึกพระเปรียบได้ดั่งการประหารชีวิต หากยังอยู่ในขั้นการสอบสวนและไปสึก สุดท้ายผลปรากฏว่าพระไม่ผิด จะเอากลับไปบวชอีกก็ไม่ได้แล้ว แต่ยอมรับว่า กระบวนการไต่สวนเอาผิดระว่างพระด้วยกันเองยังมีปัญหาและช่องโหว่พอสมควร เพราะด้วยความใกล้ชิด ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพระ ทำให้พระที่ทำผิดแต่ผลสอบสวนจากพระบังคับบัญชามีผลออกมาไม่ผิดก็มีไม่น้อย และพระบางรูปก็พวกเยอะ เงินหนา หรือบารมีมากกว่าพระผู้บังคับบัญชา ทำอะไรผิดมาลูกเกรงใจจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

สตาร์ทอัพสากล อลวนมาตรฐานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434554

สตาร์ทอัพสากล อลวนมาตรฐานไทย

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ผลกระทบของสตาร์ทอัพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและทั่วโลกคงป่วนภาพรวมเป็นระยะ เพราะแนวคิดเปลี่ยนโลกของสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนหลังจากธุรกิจเก่าไม่มีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขจัดปัญหา เป็นธุรกิจที่ทำซ้ำได้ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด

จากแนวคิดดังกล่าว จึงทำให้การเปิดให้บริการของสตาร์ทอัพมีผลกระทบตามมามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป รวมถึงล่าสุดการเปิดตัวของแอพพลิเคชั่นให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างของแกร็บไบค์ (Grab Bike) และ อูเบอร์ โมโต (Uber Moto) ซึ่งถูกกรมการขนส่งทางบกห้ามให้บริการ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายธุรกิจสตาร์ทอัพที่ถูกจับตาว่าอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดข้อกฎหมาย เช่น บริการที่พักของ Airbnb ในบางประเทศเริ่มมีปัญหา เช่น ที่ญี่ปุ่นมีการนำบ้านมาเปิดให้เช่าพัก ทำให้คนในชุมชนนั้นๆ ไม่พอใจ ไกด์นำเที่ยว Takemetour เป็นแอพให้คนในท้องถิ่นทำบริการนำเที่ยว

ด้วยผลกระทบที่จะตามมาอีกมากมายดังกล่าว รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลมองปัญหาอย่างกรณีของแกร็บไบค์ อูเบอร์ โมโต อย่างไร พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นของแกร็บและอูเบอร์ ต้องมาเริ่มพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ คือ 1.การให้บริการรถยนต์แบบนี้มีประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ 2.รูปแบบการให้บริการขัดแย้งกับผู้ประกอบการรายเดิมหรือเปล่า 3.ถ้าตอบสองข้อแรกได้ ก็จะมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และสามารถที่จะจัดการได้ หากแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัวก็สามารถร่วมมือกันแก้ปัญหาได้

“การแก้ไขที่ดีคือ รายใหม่จะต้องไม่ทำให้รายเก่าเสียผลประโยชน์เดิม จึงจะเป็นทางออกและปรับปรุงร่วมกันได้ ซึ่งคนรุ่นเก่าเองก็ไม่ควรปฏิเสธนักพัฒนาชาวต่างชาติไปเสียหมด แต่ควรจะเรียนรู้และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสบนความขัดแย้งย่อมต้องมีโซลูชั่นที่เหมาะสม แต่คงไม่ถึงขั้นแก้กฎหมายไปเสียหมด เพราะต้องใช้เวลา อาจจะออกเป็นกฎระเบียบมาคุ้มครองการใช้งานมากกว่า” พิเชฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วงการสตาร์ทอัพ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี มองกรณีนี้ว่า ในมุมของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าใจดีว่าหน่วยงานภาครัฐต้องรักษากฎหมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นของผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นขนส่งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเกิดปัญหาขึ้นทั่วโลก อยู่ที่วิธีแก้ปัญหาของภาครัฐแต่ละประเทศว่าจะเลือกใช้วิธีใด

“ในต่างประเทศจะใช้วิธีเรียกผู้ประกอบการเข้ามาคุย หาข้อสรุปเพื่อให้บริการได้ต่อเนื่อง ทำให้มองย้อนกลับมามองวิธีแก้ปัญหาของบ้านเรา เมื่อเกิดปัญหาสิ่งที่ควรทำคือคุยกัน ไม่ใช่ประกาศห้ามและยึดข้อกฎหมายเดิมมาบังคับหรือยกเลิกการใช้งาน การทำแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซึ่งผมแนะนำให้ทางผู้ให้บริการเข้าไปคุยกับหน่วยงาน เพื่อหาจุดตรงกลางร่วมกันดีกว่า จะได้แก้ไขปัญหาในระยะยาว” ณัฐวุฒิ กล่าว

กระทิง พูนผล ที่ปรึกษากองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า การสนับสนุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศนั้น จะยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งค่อยเข้ามาดูเรื่องข้อกฎหมาย เพราะทราบว่าการคุมกฎทุกอย่างตั้งแต่ต้นธุรกิจจะไม่เกิด

“ยกตัวอย่าง ฟินเทคในประเทศไทยนั้น ท่าทีและการเตรียมความพร้อมของแบงก์ชาติมีทิศทางที่ดีมาก คือยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าและยังควบคุมไม่ให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่ทำให้ระบบเดิมเสีย คือยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และสตาร์ทอัพที่เข้ามาให้บริการก็จะรู้ข้อจำกัดของตน และเดินหน้าไปตามระเบียบถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องแยกกับหน่วยงานภาครัฐ เพราะบางหน่วยงานไม่เข้าใจรูปแบบบริการของสตาร์ทอัพจึงปรับตัวไม่ทัน จึงอยากให้ทุกฝ่ายหาข้อสรุปร่วมกันและหาจุดตรงกลางที่เหมาะสมจะดีที่สุด” กระทิง กล่าวและว่า

“ในต่างประเทศมีการลงข่าวกรณีสตาร์ทอัพในไทยเยอะมาก การห้ามผู้ประกอบการดูสวนทางกับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของภาครัฐ ยิ่งมีการเปิดให้บริการแอพพลิเคชั่นที่คล้ายคลึงกันในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการเกิดปัญหา ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูเป็นสีเทาเข้าไปอีก จึงควรเร่งแก้ไขปัญหานี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจสตาร์ทอัพอื่นๆ”

กระทิง กล่าวว่า หากดูประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ยังสามารถผลักดันและควบคุมสตาร์ทอัพเหล่านี้ได้ ดังนั้นไทยก็ควรที่จะเร่งป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการหาจุดตรงกลางร่วมกันอย่างเหมาะสมเพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม หากต้องการผลักดันสตาร์ทอัพภาครัฐต้องโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่นักวิชาการ ฉัตร คำแสง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่าเหตุผลการเลิก 2 แอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาจากทางการเมือง จากผลประโยชน์ โดยเห็นชัดเจนขึ้นจากการที่แอพ GoBike ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้าย Grab Bike แต่ร่วมพัฒนาโดยสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กลายเป็นแอพเดียวที่สามารถดำเนินงานอย่างถูกกฎหมาย ในขณะที่ Grab Bike และ Uber Moto ต้องยุติลง

การยอมให้แอพ GoBike สามารถดำเนินการได้เพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าให้บริการโดยวินจักรยานยนต์ที่ถูกกฎหมาย เป็นการรักษาอำนาจให้แก่กลุ่มเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้สารพัดวิธีแต่ไม่ได้ทำ

เรื่องทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าผู้กำหนดนโยบายและผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายมีทัศนคติและเครื่องมือที่ไม่พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการใช้กลไกตลาดกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวคิดและตัวกรอบกฎหมายจึงควรเปลี่ยนแปลง หากต้องการยกระดับเศรษฐกิจไทยจริง ต้องคำนึงถึง 3 ข้อ คือ

1.เปิดให้มีการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการในธุรกิจที่ไม่มีความจำเป็นให้ผูกขาด รัฐอาจกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ต้องไม่กีดกันผู้ให้บริการรายใหม่ 2.ความเสมอภาคระหว่างธุรกิจ เช่น การค้าทั่วไปเสียภาษี แต่การค้าออนไลน์ไม่เสียภาษี หรืออย่างการให้เช่าที่พักผ่านแอพ Airbnb ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบ ธุรกิจโรงแรม และ 3.จุดยืนด้านสวัสดิการแรงงานพื้นฐาน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้เป็นระบบตัวกลางและมักไม่ได้ว่าจ้างผู้ให้บริการเป็นพนักงานของบริษัท จึงอาจไม่เข้าข่ายกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ไม่เพียงความเห็นต่างในการแก้ปัญหา ในส่วนของนิยาม ภาครัฐ มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บอกว่า นิยามของสตาร์ทอัพของรัฐบาลที่ได้หารือกันมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาโปรแกรม แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล อาลีบาบา หรือการผลิตไอศกรีมจากเกล็ดหิมะ การผลิตเสื้อผ้าด้วยเทคโนโลยีพิเศษขั้นสูง เป็นต้น กลุ่มนี้เป็นของใหม่ที่ต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้นคว้า วิจัย

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ทำธุรกิจด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งค้าขาย เช่น พวกที่เปิดเว็บไซต์ขายของทำธุรกิจซื้อมาขายไป คือกลุ่มอี-คอมเมิร์ซนั่นเอง กลุ่มนี้จะมีความสามารถในการหาแหล่งขาย

กลุ่มที่สาม จะเป็นผู้ที่ทำธุรกิจแบบดั้งเดิม คือเป็นเอสเอ็มอีในท้องถิ่น จะถือว่าเป็นสตาร์ทอัพก็ได้ ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็ขายในท้องถิ่นหรือรอนักท่องเที่ยวมาซื้อ

มงคล กล่าวว่า สิ่งที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายไว้ก็คือให้นำเอาสตาร์ทอัพกลุ่มที่ 1 มาเจอกลุ่มที่ 2 และสตาร์ทอัพกลุ่มที่ 3 มาเจอกลุ่มที่ 2 นั่นคือการขยายธุรกิจให้กว้างไกลออกไป กลุ่มที่ 3 เมื่อผลิตสินค้าได้แต่ขายไม่เป็นก็หาช่องทางการขายเพิ่มให้ ส่วนกลุ่มนวัตกรรมนั้นอาจจะคิดได้ไม่มีเงินทุนและไม่รู้จะขยายธุรกิจยังไง ก็ให้ช่วยกันทำให้เขาขยายธุรกิจให้ได้

“รัฐบาลหรือแบงก์รัฐไม่ได้สับสนกับคำว่าสตาร์ทอัพ และยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ” มงคล กล่าว

ขณะที่วงการสตาร์ทอัพ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก มองทิศทางสตาร์ทอัพว่า การเป็นนักลงทุนนั้นจะต้องมองหา
นวัตกรรมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละธุรกิจที่เลือกเข้าไปลงทุนจะดูที่แผนธุรกิจ วิสัยทัศน์และทีมงานว่าจะสามารถเดินหน้าผ่านแรงกดดันทางธุรกิจไปได้มากน้อยเท่าใด

เมื่อผลประโยชน์แฝงเร้น มุมมองต่อสตาร์ทอัพในดิจิทัลอีโคโนมีของรัฐบาล 4.0 ที่เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนด้วยอินโนเวชั่น เป็นแบบนี้แล้ว จึงเกิดคำถามว่า รัฐกำลังจะสตาร์ทอัพแบบไทยๆ แต่สต็อปดาวน์สตาร์ทอัพสากลใช่หรือไม่?

 

ทัวร์อาณาจักรธรรมกาย“เขตต้องห้าม ประตู10“

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434450

ทัวร์อาณาจักรธรรมกาย“เขตต้องห้าม ประตู10“

โดย ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ขณะที่หลายสายตากำลังจับจ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอจะสามารถแจ้งข้อหาธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกายได้หรือไม่ และเมื่อไหร่ !?!

แต่ทว่าภายในอาณาบริเวณวัดธรรมกายมีความเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรับมือบางสิ่งบางอย่าง  นอกจากศิษยานุศิษย์ที่เดินทางเข้ามาภายในวัดอย่างต่อเนื่อง  ก็ยังมีกองทัพสื่อมวลชนปักหลักติดตามรายงานข่าว

แน่นอนคำถามที่ยังอื้ออึงไปทั่ว “ธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดหรือไม่ อยู่บริเวณไหนของวัด”

แม้ไม่มีคำตอบยืนยันชัดเจน  แต่ พระภาสุระ ทนฺตมโน หัวหน้ากององค์กรระหว่างประเทศ ถือโอกาสนำคณะสื่อมวลชนขึ้นรถพ่วงขนาดเล็กเดินทางเข้าไปสังเกตการณ์สถานที่ปฏิบัติธรรมภายในพื้นที่อาณาบริเวณกว่า 2,000 ไร่

การได้เข้าไปสำรวจวัดธรรมกายครั้งนี้ อดไม่ได้ที่จะทำให้นึกถึงป้ายโฆษณายักษ์ของวัดแห่งหนึ่งเคยเชิญชวน“ ครั้งหนึ่งในชีวิต ของลูกผู้ชาย“แต่นี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เห็นถึงสิ่งปลูกสร้างซึ่งถูกก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง

จุดแรกคืออาคารห้องแก้วสารพัดนึกถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม”ความดีสากล5ประการ”หรือเรียกว่า UG5 (Universal Goodness 5) มองจากภายนอกมีลักษณะรูปทรงอาคารชั้นเดียว แต่เมื่อเข้ามาภายในพบว่าเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่กำลังมีศิษยานุศิษ์นั่งฟังเทศน์เต็มห้องแห่งนี้

พื้นที่ถัดมาเป็นอาณาบริเวณของ มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งถือเป็นจุดหลักสำคัญของวัด ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถมีอายุคงทนนานถึง1,000  ปี จำนวนห้องน้ำ 1 หมื่นห้อง จุคนได้มากที่สุด 1 ล้านคน ข้างใต้ฐานรากของเจดีย์ถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง ภายในบรรจุแท้งค์น้ำขนาดใหญ่จำนวนมาก รองรับน้ำหนักโครงสร้างด้วยเสากว่า 1,000 ต้น เพิ่มความแข็งแกร่งของเสาด้วยการครอบเสริมเกราะวัสดุสแตนเลส ทำให้ทนทานต่อความชื้น ทั้งยังทนต่อสภาพดินเป็นกรด เพราะดินบริเวณนี้เป็นดินเปรี้ยว

พระภาสุระ กล่าวอีกว่า หลวงพ่อธัมมชโย ต้องการให้วัดธรรมกายเป็นสถานที่กลาง ให้เหมือนกับศาสนาคริสต์ที่มีนครรัฐวาติกัน หรือ เมกกะ นครอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม แต่ศาสนาพุทธ ยังไม่มี ดังนั้นจึงต้องการสร้างให้มีอายุนานถึงพันปี

สำหรับการบริหารจัดการภายในวัดจะแบ่งหน้าที่ของเป็นสำนักต่างๆ อาทิ สำนักกองการต่างประเทศ สำนักจราจร สำนักเยาวชน มีหน้าที่เฉพาะด้านและรับเจ้าหน้าที่เข้าทำงานจากความชอบหรือทักษะพิเศษทำงานแยกส่วนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้บริเวณมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นพื้นที่เพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 2,000 ไร่ ที่ทางวัดนำคณะสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์เท่านั้น โดยพระภาสุระ ยืนยันว่า หลวงพ่อธัมมชโย อยู่ภายในพื้นที่วิหารคุณยายอาจารย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะ บุคคลภายนอกห้ามเข้าแต่ประชาชนสามารถเดินทางเข้าบริเวณวัดได้สะดวกผ่านประตูหลัก 9 ประตู แต่จะมีอีก 1 ประตู ที่สามารถเปิดปิดได้เป็นกรณีพิเศษ หรือประตูที่ 10

กรณาธิป สุขรังสรรค์ ศิษยานุศิษ์วัดธรรมกาย กล่าวว่า เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะที่วัดเมื่อพ.ศ. 2549 ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อวัดคือ ความเป็นระเบียบ สะอาด ความสุภาพของคนที่นี่ และความศรัทธาในหลวงพ่อธัมมชโย แม้จะไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลสามารถล่มสลายได้ ทำให้ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ถ้าให้ความสำคัญกับแบบแผนความดีงาม และศาสนสถานเป็นสำคัญสิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ตลอดไป

“ยอมรับว่าวัดธรรมกายสร้างขึ้นอย่างใหญ่โตเกินไปอย่างที่สังคมตั้งคำถาม ว่าทำไมวัดต้องมีสิ่งปลูกสร้างอลังการเช่นนี้ แต่นี่คือศาสนาสถานขนาดใหญ่เพื่อรองรับจำนวนคนมหาศาลให้คุ้มประโยชน์มากที่สุด และเมื่อทำบุญทำทานแต่ละครั้งเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่เห็นผล เช่น บริจาคเงินให้มูลนิธินำปัจจัยไปใช้สร้างศาสนสถานที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงส่งเงินช่วยเหลือพระชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่การปลูกฝังว่าต้องใช้เงินทำบุญ” กรณาธิป กล่าว

แม้สังคมจะตั้งข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสในวัด แต่ส่วนตัวจะเชื่อสิ่งใดขอตัดสินใจด้วยตัวเอง สิ่งเดียวที่จะทำให้ไม่ชอบหลวงพ่อได้ คือหลวงพ่อทำตัวเอง แล้วเราเห็นเองจนสิ้นศรัทธาไป ทว่าทุกวันนี้ยิ่งศึกษายิ่งเลื่อมใสมากขึ้น ส่วนหลังจากนี้หลวงพ่อจะต้องปาราชิก แล้วมีท่านอื่นขึ้นมาแทนจะเป็นใครนั้น เรื่องนี้บรรดาญาติโยมจะไม่ออกความเห็น

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า การมองเรื่องบางอย่างต้องมองให้รอบด้านของเจดีย์ ไม่เชื่ออะไรง่าย ไม่หูเบา เพราะธรรมชาติของคนชอบจับผิด จึงอยากให้ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง บางคนมาที่วัดกลับไปเกิดความรู้สึกไม่ดี แต่บางคนกลับไปแล้วมีความศรัทธามากยิ่งขึ้น