เฟดแย้มขึ้นดอกเบี้ย โลกจับตาประชุมมิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432957

เฟดแย้มขึ้นดอกเบี้ย โลกจับตาประชุมมิ.ย.นี้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานบันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อเดือน เม.ย. แย้มเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว

“คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่า หากตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 2 เช่น สถานการณ์ตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเข้าใกล้เป้าที่ 2% จึงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.” รายงานบันทึกการประชุม ระบุ

รายงานระบุด้วยว่า คณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันว่า ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและภาคการเงินโลกเริ่มปรับตัวไปในทิศทางบวกมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบางรายแสดงความกังวลต่อการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ซึ่งจะมีการลงประชามติเพียง 1 สัปดาห์หลังการประชุมของเฟด ขณะที่บางรายกังวลต่อภาคการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวและการลงทุนธุรกิจที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ก่อนหน้านี้ เดนนิส ล็อกฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เดือน มิ.ย. หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2-3 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัว เช่นเดียวกับ โรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ที่ชี้ว่าอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค.

จากการเปิดเผยรายงานบันทึกการประชุม
ของเฟด ส่งผลให้สกุลเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น 1% อยู่ที่ 110.19 เยน/เหรียญสหรัฐ สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวลง 24 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1,255 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

มูดี้ส์ชี้เศรษฐกิจสหรัฐ-จีนยังน่าห่วง

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ หั่นคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ จาก 2.3% เป็น 2% หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกอ่อนแอ

แถลงการณ์ของมูดี้ส์ คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากสุด 2 ครั้งในปีนี้ และคาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สหรัฐจะอยู่ที่ 2.3% ในปี 2017

อีเลียนา ดักการ์ กรรมการบริหารของมูดี้ส์ ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดคือเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงกว่าปัจจุบัน ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลให้บรรดานักลงทุนหันหนีจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับอ่อนแอ เช่นเดียวกับภาพรวมเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เศรษฐกิจยังย่ำแย่กว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา” แถลงการณ์ ระบุ

ขณะเดียวกัน มูดี้ส์คงคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจจีนที่ 6.3% ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจีนได้รับแรงหนุนจากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาว โดยเฉพาะภาคการธนาคาร

มาธาวี โบกิล รองประธานและนักวิเคราะห์อาวุโสของมูดี้ส์ ระบุว่า ความกังวลต่อภาวะฮาร์ดแลนดิ้งของเศรษฐกิจจีนปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

“อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจง อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการขยายตัวได้” โบกิล ระบุ

นอกจากนี้ มูดี้ส์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงและภาคการส่งออกที่ซบเซา จะยังเป็นปัจจัยลบที่ฉุดเศรษฐกิจโลกในปีนี้ พร้อมคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) อยู่ที่ 4.2% ในปีนี้ ลดลงจาก 4.4% ในปีก่อน

หวั่นแรงงานเกาหลีใต้ตกงานนับหมื่น

บลูมเบิร์ก ระบุว่า การที่รัฐบาลเกาหลีใต้ผลักดันให้ธุรกิจที่มีหนี้ท่วมเร่งปรับโครงสร้างหนี้ อาจนำไปสู่การตกงานหลายพันอัตรา โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเรือ เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและคู่แข่งจากจีนเริ่มตีตลาดอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยไตรมาสแรกของปีนี้ยอดคำสั่งซื้อเรือลดลง 94%

สอดคล้องกับ ลี มินซอน นักวิเคราะห์จาก ฮานา ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ คาดการณ์ว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้อาจตกงานกว่า 10-15% หรือคิดเป็น 2-3 หมื่นอัตรา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเรือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคและเศรษฐกิจในภูมิภาค

เช่นเดียวกับ ฮา ชางมิน เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานของ ฮุนได เฮฟวี่ คาดการณ์ว่า ฮุนไดอาจปรับลดพนักงาน 1 หมื่นอัตราในปีนี้ พร้อมระบุว่า อาจมีการปรับลดพนักงานในภาคธุรกิจอื่นอีก

ก่อนหน้านี้ แดวู ชิปบิลดิ้ง แอนด์ มารีน เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมปรับลดพนักงานลง 10% หรือ 1,300 อัตราภายในปี 2018 ขณะที่ ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ ยื่นข้อเสนอลาออกโดยสมัครใจ หลังปรับลดพนักงานฝ่ายบริหารแล้ว 25%

อย่างไรก็ดี อี ฮยุนอ๊ก ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคและนโยบายการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน ระบุว่า รัฐบาลกำลังทบทวนมาตรการช่วยเหลือในอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยรัฐบาลอาจเสนอการฝึกอาชีพสำหรับแรงงานที่ตกงาน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเพื่อให้ไม่ต้องมีการปลดพนักงาน

 

เอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่หยุด’ซูซูกิ’รายล่าสุดมาตรฐานไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432744

เอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่หยุด'ซูซูกิ'รายล่าสุดมาตรฐานไม่ถึง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

บริษัท “ซูซูกิ มอเตอร์” ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 4 ของญี่ปุ่น แถลงยอมรับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่บิดเบือนค่าการปล่อยมลพิษและการประหยัดพลังงาน ในรถยนต์ทั้งหมด 16 รุ่น ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งกระทบกับรถยนต์จำนวนราว 2.1 ล้านคัน

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิ มอเตอร์ ระบุว่า การ ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายถึงซูซูกิจงใจ ทุจริต เพื่อให้ข้อมูลการปล่อยมลพิษและการ ประหยัดพลังงานของรถยนต์ดีกว่าความเป็นจริง แต่เป็นการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของทางการญี่ปุ่น ดังนั้นซูซูกิจึงไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังยืนยันว่าไม่มีรถยนต์ในต่างประเทศได้รับผลกระทบ

หุ้นของซูซูกิร่วงลงมามากสุด 15% ระหว่างการซื้อขายระหว่างวันเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะปิดตัวที่แดนลบ 9.4% โดยเรื่องอื้อฉาว นับเป็นประเด็นอ่อนไหวในอุตสาหกรรมรถยนต์อีกครั้ง หลังเผชิญการเรียกคืนรถหลายสิบล้านคันจากถุงลมนิรภัยที่ทำงานผิดพลาด หรือการโกงการปล่อยมลพิษของโฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตสัญชาติเยอรมนี

นอกจากนี้ การเปิดเผยดังกล่าวยังเกิดขึ้นภายหลังจาก “มิตซูบิชิ มอเตอร์” ออกมายอมรับเปลี่ยนแปลงตัวเลขการประหยัดพลังงานให้มากกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นตรวจสอบเครื่องมือในการใช้ทดสอบการประหยัดพลังงานของผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้าในญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ ยื่นฟ้องบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น และนิสสัน มอเตอร์ เกาหลีใต้ กรณีบิดเบือนข้อมูล ไอเสียในรถยนต์รุ่นคิดเป็นค่าเสียหาย 330 ล้านวอน (ราว 10 ล้านบาท) พร้อมสั่งให้เรียกคืนรถรุ่น ดังกล่าวที่จำหน่ายไปแล้วราว 814 คัน ในเกาหลีใต้

อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ใช่เจ้าเดียว

เว็บไซต์ข่าวดอยช์เวลล์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้  โตอะ คอร์ป บริษัทผู้รับเหมาชาวญี่ปุ่นออกมา ยอมรับว่าได้ปลอมแปลงข้อมูลโครงการพัฒนารันเวย์สนามบินระดับภูมิภาค 2 แห่ง ในญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยหากเผชิญกับ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่

การเปิดเผยดังกล่าวส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามกับโครงการอื่นๆ ที่โตอะฯ เป็นผู้รับเหมาทั้งโครงการในสนามบินนานาชาติฮาเนดะ กรุงโตเกียว และ อีก 40 โครงการ ที่โตอะฯ เป็นผู้รับเหมามาตั้งแต่ปี 2008

นอกจากอุตสาหกรรมรถยนต์และผู้รับเหมารายดังกล่าวแล้ว ดอยช์เวลล์ ระบุว่า ยังมีบริษัท  โตชิบา ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังที่ปั้นตัวเลขผลกำไรที่แท้จริงเกินจริงไปเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) ตลอดช่วงเวลา 7 ปี ขณะที่โตโย ไทร์ แอนด์ รับเบิ้ล ผู้ผลิตยางสัญชาติญี่ปุ่นกำลังสืบสวนกรณีใช้วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน สำหรับการรองรับแผ่นดินไหวในอาคารถึง 145 แห่ง

ทั้งนี้ ภาคเอกชนญี่ปุ่นยังคงย่ำแย่ โดยการลงทุนของภาคเอกชนปรับตัวลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และยังเป็นการร่วงลงติดลบเป็นไตรมาสแรกในรอบ 3 ไตรมาส โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นราว 10% เทียบเหรียญสหรัฐในปีนี้เป็นส่วนสำคัญให้เอกชนญี่ปุ่นชะงักการลงทุน

จากข้อมูลของเอสเอ็มบีซี นิกโก ซิเคียวริตี้ส์ พบว่า ผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ปรับตัวลง 1.9% ในปีงบ 2015 เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าเกือบ 7% ในช่วงปีงบประมาณไตรมาส 4 ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมา  ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาสสุดท้ายลดลงกว่า 42% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดว่า ผลกำไรสุทธิภาคธุรกิจไม่รวมธุรกิจเทรดดิ้ง ในปี 2016 อาจปรับขึ้นเพียง 3.8%

ลงทุนภาครัฐกู้เศรษฐกิจ

แม้ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะเผชิญเรื่อง ฉาวมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นประจำเดือน ม.ค.-มี.ค. กลับขยายตัว เกินคาด 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 0.4% เมื่อเทียบรายไตรมาสสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากหลังผลสำรวจของรอยเตอร์ส คาดการณ์เอาไว้เพียง 0.2% เท่านั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ อีกครั้ง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีเกิน คาดนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวการใช้จ่ายของภาครัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายไตรมาสและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาครัฐก็เพิ่มขึ้น 0.3% เช่นกัน โดยล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยงบประมาณ พิเศษสำหรับฟื้นฟูแผ่นดินไหว 7.78 แสนล้านเยน (ราว 2.51 แสนล้านบาท)

รอยเตอร์ส ระบุว่า มีการคาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะประกาศการกระตุ้นทางการคลังภายในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ชาติ (จี7) ซึ่งมีกำหนดการประชุมระดับผู้นำในวันที่ 26-27 พ.ค.ที่จะถึงนี้

“คาดการณ์ว่ามาตรการจะเป็นการกระตุ้นแบบผสมผสาน เช่น คูปองช็อปปิ้งในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและโครงการลงทุนสาธารณะและการผ่อนคลายกฎระเบียบ” อิซูมิ เดวาเลียร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว

นอกจากการใช้จ่ายภาครัฐ การใช้ จ่ายภาคครัวเรือนก็ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส เมื่อเทียบกับคาดการณ์ที่ 0.3% โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือน คิดเป็นถึง 60% ของขนาดเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส ระบุว่า ยังคงต้องจับตารัฐบาลญี่ปุ่นกลับจะขึ้นภาษีขายเดิมจาก 8% เป็น 10% ในเดือน เม.ย. 2017 ตามที่ประกาศไว้หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้ตัวเลขในไตรมาสแรกพิจารณาขึ้นภาษีขายดังกล่าว

 

ผงาด 8 พันธมิตรโลว์คอสต์ เจาะโอกาสเสรีน่านฟ้าอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432512

ผงาด 8 พันธมิตรโลว์คอสต์ เจาะโอกาสเสรีน่านฟ้าอาเซียน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สายการบินนกแอร์และอีก 7 สายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ร่วมกลุ่มกันจัดตั้ง 8 พันธมิตรการบิน แวลู อลิอันซ์ ซึ่งมีเครื่องบินรวมกันมากถึง 176 ลำ เทียบเท่ากับจำนวนเครื่องบินโลว์คอสต์ขนาดใหญ่อย่างแอร์เอเชีย ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า อาจกลายเป็นการเปิดประตูสู่ยุคการควบรวมกิจการในสายการบิน หลังจากที่พยายามแข่งขันกันเองมาอย่างยาวนาน

ริชาร์ด แลง จากแมงโก อเวียชัน พาร์ทเนอร์ส บริษัทที่ปรึกษาในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การจัดตั้งพันธมิตรดังกล่าวอาจจะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการควบรวมกิจการในเอเชีย หลังจากที่โลว์คอสต์แอร์ไลน์เกิดขึ้นมากมายเพื่อจับตลาดเอเชียแปซิฟิก

การรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรเกิดขึ้นท่ามกลางการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ส่งผลให้ตลาดสายการบินโลว์คอสต์ขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งเอเชียก็มีสายการบินโลว์คอสต์มากถึงราว 12 แห่งที่เปิดตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจากข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) พบว่าโลว์คอสต์แอร์ไลน์ครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 54% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับ 26% ของทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ระบุว่า การควบรวมกิจการไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายนักในเอเชีย เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีสายการบินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ นอกจากนี้หลายประเทศยังตั้งกำหนดอัตราที่ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นเอกชนภายในประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ให้ต่างชาติถือได้มากสุด 33% ขณะที่ออสเตรเลียอยู่ที่ 49%

แวลู อลิอันซ์ ทำกำไรช่วงแรกไม่ง่าย

แลง กล่าวว่า พันธมิตรสายการบินโลว์คอสต์จะไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะแรก เนื่องจากเครื่องบินของโลว์คอสต์แอร์ไลน์แต่ละลำมักต้องใช้วนในหนึ่งวัน จึงยากที่จะทำรอบเที่ยวบินได้เทียบเท่าสายการบินที่มีศักยภาพการแข่งขันสูงกว่า ในขณะที่สายการบินราคาประหยัดไม่มีความสามารถในการร่วมมือด้านตารางบิน

อย่างไรก็ตาม เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์จาก คาปา-เซ็นเตอร์ ฟอร์ อเวียชัน ศูนย์ข้อมูลการบิน สาขาสิงคโปร์ เปิดเผยว่า การตั้งพันธมิตรเป็นความพยายามของสายการบินราคาประหยัดเพื่อแข่งขันกับสายการบินขนาดใหญ่กว่า โดยแม้ไม่สามารถทำกำไรในช่วงแรกได้ง่าย แต่การเป็นพันธมิตรมีผลดีในแง่ของการสร้างการรับรู้แบรนด์ และได้รอบเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

แคมป์เบลล์ วิลสัน ประธานบริหารของสายการบินสกู๊ต ในสิงคโปร์ เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ภายใต้ข้อตกลงของแวลู อลิอันซ์ ลูกค้าสามารถจองเที่ยวบินผ่านสายการบินใดก็ได้ รวมถึงยังสามารถเข้าเส้นทางการบินและตัวเลือกเส้นทางการบินที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย

“พันธมิตรนี้ตระหนักว่า ทั้ง 8 สายการบินต่างมีความแข็งแกร่งภายในประเทศของตัวเอง แต่ตราสินค้ากลับไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างอย่างที่ควรเป็น ดังนั้น หากทำงานร่วมกัน พวกเราจะสามารถเพิ่มอิทธิพลในแต่ละประเทศ และเพิ่มความเชื่อถือได้” วิลสัน กล่าว

เปิดเสรีน่านฟ้าอาเซียนโอกาสโตโลว์คอสต์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สายการบินราคาประหยัดและผู้ผลิตเครื่องบินขนาดเล็ก เช่น เอ็มเบรเออร์ ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติบราซิลขนาด 70-130 ที่นั่ง หรือบอมบาร์ดิเอร์ ของแคนาดา จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีน่านฟ้าของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในขณะที่หลายสายการบิน เช่น แอร์เอเชีย ไลออนแอร์ รวมถึงเซบู แปซิฟิก ก็มีแผนเจาะตลาดอาเซียน

ไออาตา ประเมินว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินในอาเซียน จะช่วยสร้างงานได้เกือบ 25 ล้านอัตรา เมื่อเทียบกับ 11.6 ล้านอัตราในปี 2014 และสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจได้ 2.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับ 1.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส ระบุว่า ความสามารถในการรองรับจำนวนเที่ยวบินในอาเซียนยังคงเป็นปัจจัยกดดัน โดยสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของฟิลิปปินส์ และสนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ของอินโด นีเซีย ถึงขีดจำกัดแล้ว และมีปัญหาเที่ยวบินดีเลย์จนต้องแบ่งเที่ยวบินไปยังสนามบินที่เล็กกว่า

สหรัฐ-ยุโรปเจอสถานการณ์ต่าง

บลูมเบิร์ก ระบุว่า สหรัฐซึ่งเผชิญกับการควบรวมกิจการตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินเหลือแต่สายการบินใหญ่อย่างอเมริกันแอร์ไลน์ส เดลตา แอร์ไลน์ส ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ส รวมถึงเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ส เป็นผู้ครองตลาดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สายการบินราคาประหยัด เช่น สปิริต แอร์ไลน์ส กำลังขยายตลาดมางัดข้อกับสายการบินรายใหญ่ จนเกิดสงครามราคาขึ้นในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา

ด้านสายการบินในยุโรป ศักยภาพของสายการบินราคาประหยัดขยายตัวมากกว่าขนาดเศรษฐกิจถึง 4 เท่า ในขณะที่สายการบินเต็มรูปแบบควบรวมกิจการจนเหลือเป็นสายการบินขนาดใหญ่เพียง 3 แห่ง ได้แก่ ดอยช์ ลุฟต์ฮันซา แอร์ฟรานซ์ และบริติช แอร์เวย์ส เท่านั้น

 

จีนรับแก้เหล็กล้นไม่ง่ายผู้ผลิตเข้าตลาดใหม่หลังราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/432293

จีนรับแก้เหล็กล้นไม่ง่ายผู้ผลิตเข้าตลาดใหม่หลังราคาพุ่ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ทางการจีนพยายามแก้ปัญหาการผลิตเกินในอุตสาหกรรมเหล็กด้วยการปรับลดกำลังการผลิตให้ได้ 150 ล้านตัน จากกำลังการผลิตทั้งหมดปีละราว 1,000 ล้านตัน ให้ได้ภายใน 5 ปี ท่ามกลางการกดดันจากนานาชาติที่อุตสาหกรรมเหล็กย่ำแย่จากผลผลิตล้นตลาดกดดันราคาตก

ซินโกวบิน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเหล็กจีน เปิดเผยว่า การผลิตเกินในภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กของจีนยังคงไม่ปรับตัวลดลง โดยราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2015 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นผลมาจากการผลิตที่ลดลง และยังคงไม่มีความคืบหน้าในเรื่องการลดการผลิตส่วนเกิน

มายสตีล เว็บไซต์ข่าวสารอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยว่า ปริมาณเหล็กคงคลังทางภาคตะวันออกของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 2 หมื่นตัน นับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นการผลิตเกินของจีน

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างกังวลอุตสาหกรรมเหล็กของจีนกลับมาเปิดโรงงานอีกครั้งหลังจากราคาเหล็กดีขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับคุณสมบัติของทางการที่จำกัดการกลับมาเปิดโรงงานให้ได้ตามมาตรฐานอีกครั้ง โดย หลิวเจินเจียง เลขาธิการทั่วไปสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน ระบุว่า การลดกำลังการผลิตนั้นสำคัญ แต่การควบคุมผลผลิตนั้นสำคัญยิ่งกว่า

ผู้ผลิตตบเท้ากลับตลาดหลังราคาขึ้น

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เปิดเผยว่า ไฮซี สตีล อุตสาหกรรมเหล็กของจีนซึ่งเคยหยุดโรงงานผลิตเหล็กไปเมื่อปี 2014 กลับมาผลิตเหล็กอีกครั้ง และเป็นผู้นำกระแสการหวนกลับสู่อุตสาหกรรมเหล็ก โดย ไฮซี สตีล มีศักยภาพได้ถึงครึ่งหนึ่งของการผลิตเหล็กทั้งหมดของสหราชอาณาจักร

การกลับมาผลิตเหล็กอีกครั้งเป็นผลมาจากราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ในราคาเหล็กซื้อขายล่วงหน้า ส่วนราคาเหล็กเส้นซื้อขายทันทีของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 400 หยวน ตลอดเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 2,871 หยวน/ตัน ก่อนที่จะปรับตัวลดลงเหลือ 2,200 หยวน/ตันอีกครั้ง หลังรัฐบาลจีนพยายามปราบการเก็งกำไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ไฮซี สตีล ไม่ใช่เจ้าแรกที่กลับมาผลิต โดยจากข้อมูลของสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน ระบุว่า การผลิตของจีนในเดือน มี.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกในรอบ 14 เดือน อยู่ที่ 71 ล้านตัน ขณะที่การคำนวณของ รอยเตอร์ส การผลิตเฉลี่ยของจีนเมื่อเดือน มี.ค.อยู่ที่วันละ 2.314 ล้านตัน ก่อนจะลดลงในเดือน เม.ย.อยู่ที่เฉลี่ยวันละ 2.279 ล้านตัน

ราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขาดทุนในอุตสาหกรรมจีนปรับลดตามลงไปด้วย จากข้อมูลของสมาคมเหล็กและแร่เหล็กจีน การขาดทุนปรับลดลงเป็น 8,750 ล้านหยวน (ราว 4.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2016 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับทั้งปี 2015 ที่ขาดทุน 6.45 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.41 แสนล้านบาท)

ดีมานด์เหล็กจีนพุ่งรัฐทุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

แมคไควรี ผู้ให้บริการทางการเงินจากออสเตรเลีย เปิดเผยว่า จากการสำรวจผู้ผลิตเหล็กในจีน พบความต้องการเหล็กจีนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนและการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดตั้งแต่ปี 2013 อีกด้วย

สอดคล้องกับ คริส เวสตัน หัวหน้านักกลยุทธ์ของไอจี แอลทีอี ในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ระบุว่า ราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนจากการที่รัฐบาลจีนขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเหล็กเส้นนั้นดีกว่าแร่เหล็กในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ด้านอีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี สื่อของรัฐบาลจีน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะผ่อนปรนคุณสมบัติสำหรับเมืองในการสร้างทางรถไฟใต้ดิน โดยปรับลดจากข้อจำกัดเดิมที่ต้องมีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 5.3 แสนล้านบาท) เหลือแค่ประชากรเพียง 1.5 ล้านคน ก็สามารถสร้างทางรถไฟใต้ดินได้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคมนาคมของจีน ระบุว่า จีนจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 4.7 ล้านล้านหยวน (ราว 24 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 3 ปี  ขณะที่รอยเตอร์ส ระบุว่า การผ่อนปรนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจีนยังคงพึ่งพาการลงทุนในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งสร้างความเสี่ยงให้ปริมาณหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก

เหล็กล้นตลาดญี่ปุ่นหันควบกิจการ

นิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิโตโม เมทัล คอร์ป ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ประกาศเตรียมเข้าซื้อหุ้นของนิสชิน สตีล ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 4 ในญี่ปุ่น ทั้งหมด 51% โดยแบ่งออกเป็นการเสนอซื้อหลักทรัพย์ 46.6 ล้านหุ้น และการซื้อหลักทรัพย์ใหม่ 95.7 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1,620 เยน ซึ่งแพงกว่าราคาปิดตลาดของนิสชินเมื่อวันศุกร์ถึง 12%

ทั้งสองบริษัทออกแถลงการณ์ ระบุว่า การชะลอตัวของจีนส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดราว 400 ล้านตัน/ปี โดย 100 ล้านตันจากทั้งหมดในนั้น เป็นผลมาจากการผลิตเกิน ซึ่งปริมาณ 100 ล้านตัน เท่ากับการผลิตเหล็กทั้งหมดของญี่ปุ่นในรอบ 1 ปี และยังส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ การส่งออกเหล็กจีนปรับขึ้น 4.1% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตามหลังการปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% ในเดือน มี.ค.

ภาพเอเอฟพี

 

‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/431875

‘ซันเอดิสัน’ ล้ม ไม่สะเทือนพลังงานสะอาด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่ยั่งยืนของการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ซันเอดิสัน บริษัทพลังงานทดแทนรายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเพิ่งยื่นขออำนาจศาลคุ้มครองการล้มละลายไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงยังประกาศจะถอนตัวออกจากตลาดหุ้น โดยมีผลในวันที่ 17 พ.ค.ที่จะถึงนี้

การประกาศของซันเอดิสัน เกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่พยายามผลักดันทำตามข้อตกลงสภาพอากาศที่กรุงปารีส (คอป 21) ให้ลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เหลือมากที่สุด 1.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม การล้มลงของซันเอดิสันไม่ได้เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนทั้งหมด

ซื้อกิจการมากเกินจนขาดสภาพคล่อง

ซันเอดิสันในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากบริษัทเอ็มอีเอ็มซี อิเล็กทรอนิกส์ แมทีเรียล ธุรกิจสารกึ่งตัวนำในสหรัฐ ที่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดในปี 2006 ก่อนที่จะซื้อซันเอดิสัน ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพในขณะนั้น ด้วยมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2009 จนกระทั่งปี 2013 บริษัทแม่อย่างเอ็มอีเอ็มซี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ซันเอดิสัน และขายธุรกิจสารกึ่งตัวนำทิ้งในปี 2015 เพื่อรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว

ซันเอดิสัน ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงเดินหน้าควบรวมกิจการพลังงานแสดงอาทิตย์ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเข้ามาในเครือ เช่น การซื้อเฟิร์สวินด์ ธุรกิจพลังงานลมในสหรัฐ ด้วยมูลค่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 ซันเอดิสันเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อซันเอดิสันประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์ โซลาร์ บริษัทผู้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง ด้วยมูลค่า 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) ขณะนั้นซันเอดิสันเริ่มประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่แล้วจากการเข้าซื้อใหญ่หลายครั้งติดต่อกัน โดยซันเอดิสันมีสินทรัพย์ทั้งหมด 2.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.24 แสนล้านบาท) แต่กลับมีหนี้สินมากถึง 1.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 แสนล้านบาท) เมื่อ 30 ก.ย. 2015

การประกาศจะเข้าซื้อวิวินท์เริ่มทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลจะไม่ได้รับผลตอบแทนจนถอนทุนออกจากหุ้นของซันเอดิสัน ซึ่งเคยมีมูลค่าตลาดสูงเกือบ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) โดยหุ้นของซันเอดิสันร่วงลงจาก 32 เหรียญสหรัฐเมื่อปี 2015 เหลือแค่ 34 เซนต์ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

 

พลังงานสะอาดยังไปได้อยู่

การล้มลงของซันเอดิสันสะเทือนความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานสะอาดที่ได้รับการยกย่องเป็นธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม เจซัน บอร์ดอฟ กรรมการศูนย์นโยบายพลังงานโลกของมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เปิดเผยว่า ธุรกิจดังกล่าวยังสามารถทำกำไรได้

“พวกเรายังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโมเดลธุรกิจแบบไหนจะชนะ แบบไหนจะแพ้” บอร์ดอฟฟ์ กล่าว

ทั่วโลกกำลังลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น จากข้อมูลของสหประชาชาติ พบว่า การลงทุนในพลังงานเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.66 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 ล้านล้านบาท) ทำสถิติใหม่ และมากกว่าการลงทุนในก๊าซและถ่านหินที่ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ถึง 2 เท่า

ไม่เฉพาะกับสหรัฐที่ให้แรงจูงใจทางภาษีในการลงทุนและใช้พลังงานสะอาด แต่จีนประเทศที่ประสบกับปัญหามลพิษมากที่สุดประเทศหนึ่งก็กำลังทุ่มทุนลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน โดยจีนตั้งเป้าจะเพิ่มพลังงานสำรองและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงานสำรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่เองต่างหันมาลงทุนพลังงานสะอาดด้วยเช่นเดียวกัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2014 เป็นราว 47 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เอ็กซอนโมบิล เริ่มดำเนินการตรวจจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ขณะที่ โตตาล บริษัทน้ำมันในฝรั่งเศส เพิ่งประกาศซื้อพลังงานแบตเตอรี่เพิ่ม 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ด้าน เอนบริดจ์ อิงค์ บริษัทขนส่งก๊าซและน้ำมันจากแคนาดาเพิ่มการลงทุนใน ดงเอนเนอร์จี ผู้ผลิตพลังงานลมในเดนมาร์กเป็นเงิน 218 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,630 ล้านบาท)

บอร์ดอฟ ระบุว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะสามารถรักษาธุรกิจในระยะยาวได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความหลากหลายในการลงทุน ซึ่งทำให้ต้องหาแหล่งพลังงานที่มีการใช้ก๊าซคาร์บอนน้อยหลากหลายขึ้น

 

ผู้นำใหม่ลั่นยกเครื่องฟิลิปปินส์ เร่งกระจายอำนาจ-ขจัดความยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/431183

ผู้นำใหม่ลั่นยกเครื่องฟิลิปปินส์ เร่งกระจายอำนาจ-ขจัดความยากจน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โรดริโก ดูเตอร์เต วัย 71 ปี ผู้สมัครฝีปากกล้าและอดีตผู้ว่าเมืองดาเวา คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ตามความคาดหมาย หลังการเลือกวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 15.5 ล้านเสียง ตามด้วย มานูเอล ร็อกซาส ผู้สมัครที่ประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน หนุนหลังที่ 9.3 ล้านเสียง ขณะที่ เกรซ โพ ได้ไปทั่งหมด 8.6 ล้านเสียง จากคะแนนเสียงที่นับแล้วมากกว่า 90% จาก 5.4 ล้านเสียง

หลังจากที่ดูเดอร์เตได้รับชัยชนะ ค่าเงิน เปโซแข็งค่าขึ้นเทียบเหรียญสหรัฐ 0.4% เป็น 46.89 เปโซ/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 11.48 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงมะนิลา และแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 1% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในวันที่ 6 พ.ค.ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ขึ้นมากกว่า 1% หลังจากตกไปสู่จุดต่าสุดในรอบ 2 เดือน เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สมิธ ฉัว หัวหน้านักลงทุนของแบงก์ออฟเดอะฟิลิปปินส์ไอแลนด์ ธนาคารจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ตลาดจะกลับมาผันผวนอีกครั้งหลังจากที่นักลงทุนต่างคุ้นชินกับดูเดอร์เตแล้ว แต่ขณะนี้นักลงทุนยังให้เวลาและจะจับตามองก้าวต่อไปของดูเดอร์เตซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

“ช่วงต่อไปจะเป็นช่วงฮันนีมูน นักลงทุนจะยังให้โอกาสดูเตอร์เตก่อนสักพักในช่วงที่นโยบายเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนพอ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าดูเตอร์เตได้รับความนิยมมาก นักลงทุนต่างสนใจที่จะรอดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับความนิยมอันแข็งแกร่งนี้ และจะทำอย่างไรในการสร้างสันติภาพกับพรรคอื่นและบริหารรัฐบาล” ฉัว กล่าว

จับตาโครงสร้างพื้นฐาน-การลงทุนต่างชาติ

ในช่วงที่ประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน ครองตำแหน่งระหว่างปี 2010-2016 เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ขยายตัวเฉลี่ย 6.2% ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1970 และยังทำให้ฟิลิปปินส์หลุดพ้นจากสถานะคนป่วยแห่งเอเชีย และได้รับการชื่นชมจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่าเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย

อาคิโนชูนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และการดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม แอสโตร เดล คาสติโล กรรมการผู้จัดการ เฟิสต์ เกรด โฮลดิ้งส์ บริษัทด้านการลงทุนในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 4 ล้านอัตรา ในสมัยอาคิโน ไม่ไปด้วยกันกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยแม้ยอดขายรถยนต์ที่สูงสุดทำสถิติ ขณะที่ถนนไม่เพียงพอ

สอดคล้องกับ จอห์น ฟอร์บส์ ที่ปรึกษาอาวุโสหอการค้าอเมริกันในฟิลิปปินส์ เปิดเผย กับบลูมเบิร์กว่า ความท้าทายแรกของอดีตผู้ว่าเมืองดาเวาคือเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามมาด้วยความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สนามบิน และท่าเรือ

ทั้งนี้ อาคิโนพยายามผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,500 ล้านบาท) ก่อนที่จะหมดวาระ และล้มเหลวไปในเดือน มี.ค.

จากรายงานของสำนักข่าวบีบีซี ประชาชนในฟิลิปปินส์ให้เหตุผลที่เลือกดูเดอร์เตว่าไม่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเลย เช่น ประชาชนบางคนต้องเดินทางราว 2 ชั่วโมง เพื่อไปทำงาน กลับอีก 2 ชั่วโมง และได้รับรายได้แค่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและครอบครัวโดยไม่มีเงินเก็บ

แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไปได้อย่างดี แต่ฟิลิปปินส์ยังเผชิญปัญหาความยากจน โดยประชากรถึง 1 ใน 4 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประชากรยากจน

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เต เปิดเผยว่า จะแต่งตั้งให้ คาร์ลอส โดมิงกูส์ เจ้าของโรงแรมมาร์โค โปโล และเพื่อนสนิทในวัยเยาว์ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลัง หรือรัฐมนตรีคมนาคม ในขณะเดียวกันว่าที่ประธานาธิบดียังวางแผนที่แก้ไขให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้มากกกว่าข้อจำกัดเดิมที่ 40% เพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่ไปกับการประสานงานกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อผลักดันการส่งออก

โบนิฟาซิโอ ตัน ประธานหอการค้าเมืองดาเวา เปิดเผยว่า ดูเตอร์เตทำงานได้ดีในการผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีแก่การลงทุนในเมืองดาเวา

“ดูเตอร์เตทำอย่างที่เขาพูด อาจจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ไปหน่อยตอนที่พูด ตอนที่โมโห และบางครั้งก็ใช้คำพูดไม่เหมาะสม แต่วิธีการพูดของเขาไม่ได้แสดงให้เห็นความสามารถของ เจ้าหน้าที่รัฐที่แท้จริง” ตัน กล่าว

เตรียมแก้ รธน.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ปีเตอร์ ลาวินา โฆษกของว่าที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนใหม่ เปิดเผยว่า ดูเตอร์เตเตรียมผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยจะใช้รูปแบบการปกครองในลักษณะเดียวกับสหรัฐที่แต่ละเขตก็จะมีอำนาจในการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลกลางในกรุงมะนิลานั้นเต็มไปด้วยการฉ้อโกงและไม่สนปัญหาท้องถิ่น

ในขณะเดียวกัน ลาวินา ระบุว่า ดูเดอร์เตจะผลักดันให้การเจรจากับกลุ่มกบฏทางตอนใต้ของประเทศ เช่นเดียวกับผลักดันให้เกิดการพูดคุยพหุภาคีในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ขึ้น

ทางด้านการเลือกตั้งรองประธานาธิบดี  เฟอร์ดินานด์ บองบอง มาร์กอส ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ และลูกชายเพียงคนเดียวของอดีตประธานาธิบดี  เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ยังคงตามหลัง เลนี่ โรเบรโด ผู้สมัครอิสระด้วยคะแนน 1.36 ล้านเสียง ต่อ 1.34 ล้านเสียง

 

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436432

คลอดภาษีที่ดิน ทำปฏิรูปภาษีถอยหลัง

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้เก็บแทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น

สาระสำคัญของภาษีที่ดินฯ จะเก็บ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด แบ่งการเก็บภาษี 3 กลุ่ม ตามการใช้ประโยชน์จากราคาประเมิน ได้แก่ กรณีที่ 1 ที่ดินเกษตรกรรมเก็บภาษีอัตราไม่เกิน 0.2% ส่วนการเก็บจริงจะยกเว้นภาษีที่ดินส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกินเก็บภาษีตั้งแต่ 0-0.1%

กรณีที่ 2 ที่ดินพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.5% เก็บจริงยกเว้นบ้านหลังแรกในส่วนราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.05-0.1% ในส่วนบ้านหลังที่สองเสียภาษี 0.03-0.3% ของมูลค่าบ้านทั้งหมดไม่มีการยกเว้น

กรณีที่ 3 การใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เก็บภาษีไม่เกิน 2% แต่อัตราเก็บจริง 0.3-1.5%

สำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน อัตราภาษีไม่เกิน 5% ส่วนอัตราเก็บจริงให้เก็บเพิ่มทุก 3 ปี ตั้งแต่ 1-3%

การออกกฎหมายภาษีที่ดินฯ ครั้งนี้ได้รับการต่อต้านจากสังคมน้อย เพราะมีการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินในส่วนของการทำเกษตรและที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบเสียภาษีมีจำนวนที่น้อยมาก โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า บ้านที่ราคาเกิน 50 ล้านบาท มีอยู่จำนวน 0.04% ของบ้านทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนหลังมีอยู่เพียง 8,556 หลังเท่านั้น

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง บอกว่า การเก็บภาษีที่ดินฯ มีความเหมาะสมและเป็นธรรม เพราะคนที่มีบ้านราคาแพงเสียมาก คนมีน้อยเสียน้อย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องช่วยเหลือคนทำการเกษตร และต้องการให้คนมีบ้านที่อยู่อาศัย

หากพิจารณาภาษีที่ดินที่ออกมาครั้งนี้ ในแง่ดีต้องถือว่ารัฐบาลทำให้คนที่มีบ้านพักอาศัยเกือบทั้งประเทศไม่ต้องมีภาระภาษีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แม้แต่คนที่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายเดิมก็ไม่ต้องจ่ายอีกต่อไปเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาอาจไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และการเพิ่มการจัดเก็บรายได้

อันดับแรก ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนรวยมีบ้านต้องเสียภาษีมีอยู่หยิบมือ คือเพียง 8,556 หลังเท่านั้น ตามที่ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุไว้ข้างต้น นอกจากนี้ คนรวยที่มีบ้านราคาแพงจำนวนหลายหลังก็ยังคงเลี่ยงการจ่ายภาษี โดยให้เป็นชื่อของสามี ภรรยา ลูกหลาน ซึ่งตามกฎหมายคือบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเริ่มเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เป็นต้นไป โครงสร้างนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีที่ดินฯ จากคนรวยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้ผลตามไปด้วย

ลักษณะดังกล่าวยังโยงไปถึงการเก็บภาษีบ้านหลังที่สองจะทำได้ยากทั้งระบบ ทำให้บ้านที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่ควรจะเป็นบ้านหลังที่สองโดยไม่ต้องเสียภาษี ถูกโอนเปลี่ยนชื่อไปเป็นชื่อคนอื่นให้เป็นเจ้าของบ้านหลังแรกจะได้ไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาจึงมีช่องโหว่เต็มไปหมด ทำให้คนเลี่ยงเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายกันเป็นระบบทั้งประเทศ

สำหรับการคิดจะไปเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะกรณีที่เป็นที่ในเมืองแพงเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถนำไปทำการเกษตรไม่ว่าจะปลูกข้าว ปลูกผักกลางเมืองขายหารายได้ ก็จะได้สิทธิเสียภาษีที่ดินทำการเกษตรที่เสียภาษีจริงในอัตราที่ต่ำมาก

เช่นเดียวกับที่ดินรกร้างว่างเปล่าของคนรวยในต่างจังหวัดที่มีอยู่เป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ก็สามารถจ้างคนมาทำการเกษตร หรือปล่อยให้เช่าทำการเกษตรก็เสียภาษีต่ำเช่นกัน ถึงแม้จะทำให้เกิดการใช้ที่ดินมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่กับคนรวยที่ดิน ไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ไม่มีที่ดิน คนมีรายได้น้อย การออกกฎหมายที่ดินฯ จึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแทบไม่ได้เลย

อันดับต่อมา การเก็บภาษีที่ดินฯ ที่คลอดออกมาไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นได้จริง เพราะฐานการเก็บภาษีแคบลง เนื่องจากการยกเว้นภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัยในส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท การเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าทำได้ยาก เก็บจริงได้น้อย มีเหลือแต่ที่ดินเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น ดังนั้นการประเมินการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้จากท้องถิ่นที่คิดว่าจะเก็บได้เพิ่มจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ อาจจะสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โครงสร้างใหม่ ทำให้เก็บภาษีที่ดินได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ที่เพิ่มยังทำให้รายได้ท้องถิ่นไม่เพียงพอ ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมัน สุรา บุหรี่ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นแล้ว ยังต้องใช้เงินงบประมาณอุดหนุนรายได้ให้กับท้องถิ่นอีกปีละ 2.5-2.8 แสนล้านบาท ซึ่งแต่เดิมกระทรวงการคลังคาดว่าการเก็บภาษีที่ดินฯ จะทำให้รายได้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมากจนไม่ต้องส่งเงินสนับสนุน เพราะเดิมมีแนวคิดเว้นการเก็บภาษีที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัยไม่เกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น และไม่มีการยกเว้นภาษีให้บ้านหลังแรกหรือหลังที่สอง จะถือครองกี่หลังส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท ต้องเสียภาษีทุกหลัง

ภาษีที่ดินฯ ที่ออกมายังส่งผลกระทบสำคัญ คือทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่ตระหนักการเสียภาษีจากทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกมาก เพราะภาษีที่ดินฯ ที่ออกมาทำให้คนที่มีบ้าน 99% ไม่ต้องเสียภาษี มีคนไม่ถึง 1% ต้องเสียภาษี ทั้งที่ควรจะกลับกันคือคน 99% ต้องเสียภาษี และคนอีก 1% ที่มีรายได้น้อยเป็นคนจน มีบ้านอยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 หรือ 2 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี

ยังไม่รวมถึงภาษีที่ดินฯ ที่ออกมา ยังตัดสิทธิของคนที่อยากเสียภาษีให้กับประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้มีการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่อาศัยตั้งแต่ 50-100 ตารางวา ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่คนละ 100-200 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนภูมิใจ แต่กฎหมายที่ออกมาแบบยกเข่งให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษีอีกต่อไป

สมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ร่างกฎหมายภาษีที่ดินทำลายการปฏิรูปภาษีของประเทศ ทำลายแก่นสำคัญของการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต่างประทศทั่วโลกใช้กัน คือ การเก็บภาษีจากทุกคนที่มีบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าหากมีทรัพย์สินบ้านราคาแพงก็ต้องเสียภาษีมาก บ้านราคาถูกก็เสียน้อย เหมือนกับการมีรถยนต์ไม่ว่าคันเล็กคันใหญ่ แม้แต่รถอีโคคาร์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ก็ยังต้องเสียภาษีทุกปี ซึ่งการเสียภาษีบ้านก็ควรหลักการเดียวกันคือ ทุกคนต้องเสียภาษี หากจะมีการยกเว้นก็ควรให้สำหรับคนจน ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เช่น ในสมัยที่สมหมายเป็น รมว.คลัง เห็นว่าควรเว้นให้บ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท และภาระภาษีของบ้านราคาที่สูงกว่านั้นก็ไม่ควรแพงกว่าการเสียภาษีรถยนต์หรือจ่ายค่าเพย์ทีวีรายเดือน

ที่ผ่านมารัฐบาลเร่งปฏิรูปภาษีประเทศ เพราะเป็นปัญหาหนึ่งของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่การปฏิรูปภาษีที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้ทำ แต่ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีมรดกที่ออกมาได้แค่เชิงสัญลักษณ์ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ แต่แก้ไม่ได้จริง เพราะไม่สามารถเก็บภาษีใครได้ การยกเลิกการเว้นภาษีให้คนรวย ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ยกเลิก และยังขยายเวลาให้เพิ่มในกรณีของการขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนหุ้นระยะยาวที่จะสิ้นสุดปี 2559 ออกไปอีก 3 ปี

ล่าสุดการเก็บภาษีที่ดินฯ ไม่แก้เหลื่อมล้ำ ไม่สามารถเพิ่มการเก็บรายได้ และยังทำให้คนไทยไม่รู้จักเสียภาษีจากทรัพย์สินที่เป็นทรัพยากรของประเทศ ทำให้การปฏิรูปภาษีของประเทศถอยหลังทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ยาก

 

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 07:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436183

แบงก์ระทมจ่ายภาษีที่ดินเอ็นพีเอ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านความเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … ก็เกิดความวิตกกังวลกับธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ทันที เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ถือครองทรัพย์สินที่เป็นบ้านอยู่อาศัย ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ครบทั้ง 4 ประเภท ที่กระทรวงการคลังแยกเก็บภาษี

สินทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองไว้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) เป็นทรัพย์สินที่ธนาคารยึดทรัพย์ชำระหนี้มาจากลูกค้าหลังจากที่จบกระบวนการฟ้องร้องค่า เสียหายกันแล้ว ซึ่งตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์จะถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ได้ไม่เกิน 10 ปี จากนั้นจะต้องจำหน่ายออก เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ของประเทศ

ไม่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับผล กระทบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทุกแห่งก็จะประสบกับปัญหาเดียวกัน หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากธนาคารยังไม่สามารถจำหน่ายทรัพย์ออกไปได้ก็จะต้องควักเงินจ่ายภาษีตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นรายได้เพิ่มที่เป็นภาระพอสมควร

สมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินยอมรับว่ากระทบการ บสก. ซึ่งมีพอร์ตสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนหนี้กว่า 50% เป็นที่ดินเปล่า

“ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ชัด แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องมีภาระจ่ายภาษีเพิ่ม ซึ่งต้องรอรายละเอียดและความชัดเจนของโครงสร้างภาษีว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง และจะมีการผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่” สมพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยได้มีการหารือกันนอกรอบที่จะเข้าไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนปรนการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดินให้กับผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน เพราะหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจริงธนาคารพาณิชน์ที่มีเอ็นพีเอและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ต่างๆ จะได้รับกระทบทำให้ต้นทุนสูง ทั้งๆ มีสินทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ใช่มีสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

สมพร กล่าวว่า ขณะนี้ บสก.ก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะจัดทำแผนเพื่อรองรับหากรัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีบ้านและที่ดิน โดยมีแนวคิดที่จะปรับปรุงสินทรัพย์ต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ เช่น ถ้าเป็นที่ดินเปล่าอาจจะไปปลูกต้นไม้ หรือเปิดให้ประชาชนไปเช่าทาธุรกิจหรือทำการเกษตร ที่อยู่อาศัยก็เข้าไปปรับปรุง ถ้ายังขายไม่ได้ก็จะให้เช่าไปก่อน แทนที่จะปล่อยให้รกร้าง เพราะจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ในขณะเดียวกันจะต้องเร่งจัดทำกระตุ้นการขายสินทรัพย์ด้วย โดยเตรียมโครงการผ่อนถูกกว่าเช่า

ด้านแหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลจะจัดเก็บรวมถึงเอ็นพีเอของธนาคารด้วยจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร แต่คาดว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากธนาคารไม่มีเอ็นพีเอที่เป็นบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป ยกเว้นที่ดินรกร้างบางแห่งอาจจะมีราคาถึง 50 ล้านบาท

“หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ธนาคารต้องรับภาระภาษีไปก่อน เพราะทางราชการคงไม่ยอมให้มีการค้างชำระภาษีอยู่แล้ว ส่วนภาระภาษีอาจจะรวมอยู่ในราคาขาย แต่จะนับเป็นการผลักภาระหรือไม่ เป็นเรื่องของการต่อรองของธนาคารและผู้ซื้อ หากตกลงราคาสูงกว่าต้นทุนธนาคารก็กำไร แต่หากตกลงราคาต่ำกว่าต้นทุนธนาคารก็ขาดทุน” แหล่งข่าวเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวจะผลกระทบต้นทุนเอ็นพีเอของธนาคารมากน้อยเพียงใด ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดของกฎหมาย เช่น ขนาดพื้นที่ การใช้ราคาประเมินจะใช้จากหน่วยงานใด เพราะกรมที่ดินจะประเมินเฉพาะที่ดินแต่สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นหน่วยงานใด เป็นผู้ประเมิน อัตราภาษีที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งประเภททรัพย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในภาพรวมมองว่าการออกกฎหมาย ดังกล่าวมุ่งเน้นจัดเก็บภาษีที่คนรวย เห็นได้จากการกำหนดเริ่มเก็บภาษีบ้าน 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ต้องมองถึงผลกระทบกับคนที่มีที่ดินแต่ไม่มีรายได้ เช่น คนเฒ่าคนแก่ที่มีที่ดินมรดกจะทำอย่างไร

ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยไม่ได้มีการพูดคุยถึงผล กระทบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่เชื่อว่าแต่ละธนาคารอาจกำลังวิเคราะห์ถึงผลกระทบกันอยู่ เพราะแต่ละธนาคารมีเอ็นพีเอที่ถือครองอยู่ในหลักหลายพันล้านบาท สำหรับธนาคารกสิกรไทยมี เอ็นพีเอมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนผล กระทบต่อสินเชื่อบ้านอาจจะส่งผลบ้าง สำหรับลูกค้าที่จะซื้อบ้านหลังที่ 2 แต่ยังบอกไม่ได้ว่ากระทบเพียงใด ซึ่งกำลังติดตามรายละเอียดของร่างกฎหมายภาษีอย่างใกล้ชิด

 

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/435574

เงินเฟ้อจ่อปรับสูงขึ้น หลังราคาน้ำมัน-อาหารขยับ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะทยอยปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้รวมทั้งราคาอาหารที่เร่งตัวเกินว่าที่คาด ได้ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นตาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลต่อมุมมองทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีให้ทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบัน จากผลการประชุมที่สมาชิกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเพดานการผลิตน้ำมัน ทำให้อุปทานน้ำมันโลกจากประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกจะยังคงระดับใกล้เคียงที่ 32 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก อย่างแคนาดาที่เผชิญปัญหาไฟป่าและไนจีเรียที่มีปัญหาการโจมตีท่อส่งน้ำมัน รวมถึงแท่นขุดเจาะ Shale Oil ของสหรัฐที่ปิดตัวลง ทำให้อุปทานน้ำมันลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี หากประเทศกลุ่มนอกโอเปกกลับมาฟื้นกำลังการผลิตน้ำมันได้ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จะทยอยปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 41.0 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ประมาณการเดิมอยู่ที่ 37.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล – เม.ย. 2559)

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เร่งขึ้นกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับภาวะภัยแล้งที่กระทบราคาอาหารสูงกว่าที่ประเมินไว้ จนอัตราเงินเฟ้อขยายตัวเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันในเดือน เม.ย.และ พ.ค. โดยราคาอาหารที่สูงขึ้นคาดว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว และผลกระทบจะทยอยหมดไปไตรมาส 3 ขณะที่การปรับสมมติฐานราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังที่สูงกว่าที่คาดไว้เดิม ประกอบกับฐานราคาพลังงานในประเทศที่ต่ำในปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้กรอบประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2559 สูงขึ้นไปอยู่ที่ 0.6 (กรอบประมาณการที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.9)

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะการใช้จ่ายครัวเรือนและการส่งออกที่ยังอ่อนแอ และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำก่อนหน้า สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายเพิ่มเติมจากระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1.50% แต่จากทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับตัวสูงขึ้นน่าจะลดแรงกดดันดังกล่าวลง แต่ยังต้องติดตามการเติบโตเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่บทความ “เงินเฟ้อต่ำ เพราะราคาน้ำมันลดลงเท่านั้นจริงหรือ?” โดยระบุว่าราคาข้าวของในตลาดที่หลายคนรู้สึกว่าแพงขึ้นเรื่อยๆ ขัดกับข้อเท็จจริงที่เงินเฟ้อของไทยติดลบต่อเนื่องนานถึง 15 เดือน หรือราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ปรับลดลงเรื่อยๆ นั้น หากพิจารณารายสินค้าจะเห็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้เงินเฟ้อไทยติดลบ คือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาสินค้าหมวดพลังงานและสินค้าประเภทอื่นที่มีต้นทุนจากน้ำมันปรับลดลงตาม แต่สินค้าบางประเภท เช่น อาหารสด ราคายังปรับเพิ่มอยู่

แต่เงินเฟ้อไทยที่ต่ำไม่ได้มาจากราคาน้ำมันที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยเชื่อมโยงกันมากขึ้นผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2543 ทำให้นับแต่นั้นเงินเฟ้อไทยเริ่มเคลื่อนไหวไปกับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น และอ่อนไหวต่อปัจจัยภายในประเทศน้อยลง สอดคล้องกับการที่ไทยเปิดตัวทางการค้าสูงขึ้นกว่าเดิม โดยสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อผลผลิตมวลรวมของไทยเพิ่มขึ้นจาก 70% ในช่วงปี 2536-2542 เป็น 104% หลังปี 2543 ทำให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าหลังตลาดเปิดเสรีมีความสำคัญต่อเงินเฟ้อไทยมาก

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปได้ว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ ไทยคงต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำไปอีกนาน แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตก็ตาม

 

“คสช.” ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/433310

"คสช." ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจ

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

หลังเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในหลุมดำ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีการวางนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ คสช.เข้ามาบริหารเศรษฐกิจกลางปี 2557 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดล็อกจากการเมือง การเบิกจ่ายงบลงทุนทำไม่ได้ ชาวนาไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง คสช.ได้เข้ามาปลดล็อกปัญหาต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายได้มากอย่างที่ต้องการ โดยเศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวได้ 0.8% เท่านั้น

2 ปี ของรัฐบาล คสช. ใช้ทีมบริหารเศรษฐกิจ 2 ทีม คือ ทีมของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (เดือน ก.ย. 2557-ส.ค. 2558) และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (เดือน ส.ค. 2558-ปัจจุบัน) นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของทั้งสองทีมแทบไม่แตกต่าง เช่น นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต การให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย พร้อมกับการมองหาแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้เศรษฐกิจ นอกจากนี้ได้เริ่มสานต่อนโยบายรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 100 ฉบับ

ความแตกต่างอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ในช่วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำทีมเศรษฐกิจอยู่ เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้การส่งออกทรุดตัวหนักมาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมัน แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร แต่ก็ดำเนินการได้อย่างล่าช้า นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นและการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้ก็ยังคงอยู่จนถึงในขณะนี้

ส่วนทีมของสมคิดดูมีความตื่นเต้นกว่า เพราะเพียง 2 สัปดาห์ที่เข้าทำงาน ก็ออกนโยบายปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านปลอดดอกเบี้ย 2 ปี วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาท โครงการลงทุนในโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท/โครงการ วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชุมชนตามแนวทางประชารัฐผ่านการดำเนินการของกองทุนหมู่บ้าน วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐลงไปหมู่บ้านละ 2 แสนบาท วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท

ปี 2558 เศรษฐกิจก็ยังเจอมรสุม จากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% หากรวม 2 ปี เฉลี่ยกันแล้วเศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.8% ต่อปี ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ต่ำ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องสะสาง ก็ถือว่า คสช.พยุงเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤตได้ โดยความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ในปี 2558 ทั้งการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านการแจกเงินและโครงการขนาดเล็กวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งมาตรการภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.5 แสนล้านบาท มีการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งลงทุนภาครัฐ รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และมาตรการภาษีช็อปช่วยชาติ ทำให้พยุงเศรษฐกิจไทยให้โตได้ไม่ต่ำจนเกินไป

ขณะที่การบริหารด้านการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ต้องถือว่ายังไม่สามารถพลักดันออกมาได้มากนัก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังล่าช้า เฉพาะกระทรวงคมนาคม 20 โครงการใหญ่ วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท มีการเดินหน้าได้จริงไม่กี่โครงการ ได้แก่ โครงการส่วนต่อขยายสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าในเมือง มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินในปีนี้ได้ไม่กี่หมื่นล้านบาทเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายจาก 5 อุตสาหกรรม เป็น 10 อุตสาหกรรม โยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน แต่การดำเนินการเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

ยังมีมาตรการของพี่ช่วยน้อง ให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็ก ก็เป็นนโยบายที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือโครงการผู้ประกอบการเกิดใหม่ เป็นโครงการที่ดีแต่เกิดยาก เพราะต้องเป็นเรื่องการผลิตสินค้าหรือให้บริการที่มีนวัตกรรม

ทั้งหมดจะเห็นว่าในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพต่างๆ ในปี 2558 ที่ผ่านมา ทำได้น้อยมาก แม้แต่ในปี 2559 ก็ยังไม่คืบหน้าไปกว่าเดิมเท่าใดนัก ดังเห็นได้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าจะมีการเริ่มลงทุนเบิกจ่ายได้จริงต้องเป็นครึ่งหลังของปี 2559 หรือจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนก็ยังขยายตัวไม่มาก แม้ว่าจะมีมาตรการ ลด แลก แจก แถมจำนวนมาก เพราะยังไม่มั่นใจเศรษฐกิจไทย

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่า คสช.ก็ยังต้องวุ่นกับการพยุงเศรษฐกิจ เวลาผ่านมาหลายเดือน นักลงทุนกลับไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้ 3.2% มากสุดในรอบ 3 ปี และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ 3-3.5% เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3%

อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถนำเอาตัวเลขจีดีพีมาประเมินการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ได้ เนื่องจากรัฐบาล คสช.ไม่ใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ฉีดเงินออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ หรือ อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรอย่างไม่สมเหตุผล นั่นเพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่จำเป็นต้องคิดถึงคะแนนนิยมจากประชาชน จึงเน้นหนักไปในทางปฏิิรูป และการสร้างหนทางแบบยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ