กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430908

กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ถนนการเมืองทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ทว่าระหว่างทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากฝ่ายที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญทยอยออกมาปรากฏตัวให้เห็น ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงก็เริ่มปฏิบัติเล่นจริงจับจริงให้เห็นแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ว่ามาทำให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นเอง กรธ.ก็ได้เตรียมแนวทางชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมีชุดความคิดและความเชื่ออย่างไรก็ตาม

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชน ใน กรธ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำแผนที่การเดินทางบนถนนสายประชามติให้กับ กรธ. เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

“ความคาดหวังของเรา คือ ต้องการให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นการบ้านการเมืองจะได้เริ่มต้นในเรื่องของการบริหารราชการและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาพื้นฐานหลักๆ รวมถึงได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแข็งแรง”

“แน่นอนว่าคนทำร่างรัฐธรรมนูญก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ประชาชนได้เรียนรู้ในทางการเมือง และได้เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนจะมีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองต่อไป”

สำหรับแผนการดำเนินการของ กรธ.โดยสังเขป อาจารย์ชาติชาย แจกแจงว่า จากเป้าหมายตรงนี้เราก็ได้วางโครงความคิดและงานไว้ ว่านอกเหนือไปจากการใช้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจแล้ว ส่วนสำคัญที่สุด คือ ต้องมีคนเข้าไปอธิบายให้ประชาชน แบบจับเข่าคุยกัน โดยได้วางแนวทางไว้ 3 แนวทาง ได้แก่

1.ผ่านส่วนราชการตามพื้นที่ในทุกหมู่บ้าน เช่น กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดมีประมาณ 8 หมื่นหมู่บ้าน คิดเป็นจำนวนราว 3.2 แสนคน ซึ่งจะทำหน้าที่เคาะประตูบ้าน

2.กลุ่มสภาองค์กรชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เราจะขออาสาสมัครตำบลละหนึ่งคน เพื่อคุยเรื่องรัฐธรรมนูญกับสมาชิกขององค์กรที่อยู่ในตามแต่ละตำบล และ

3.กลุ่มพื้นที่เฉพาะ อย่าง กทม.ซึ่งเป็นเขตเมืองใหญ่ เราได้ขอให้มีอาสาสมัครที่ชุมชน ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กทม.ประมาณ 2,063 ชุมชน โดยจะให้มีตัวแทนอาสาสมัครชุมชนละ 2 คน เมื่อเป็นอย่างนี้จะมีอาสาสมัครใน กทม.ราว 4000 คน

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อมีการลงสนามจริง อาจารย์ชาติชาย คาดว่าประชาชนจะสอบถามเนื้อหาสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาและสาธารณสุข

“การอธิบายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนเราจะเน้นไปทีละหมวดว่ามีสาระสำคัญเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่องนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ทำไมต้องเขียนอย่างนี้ มีความแตกต่างจากอดีตอย่างไร ถ้าเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นมาใหม่ จะเป็นการบัญญัติมาเพื่ออะไร อย่างเรื่องการศึกษา เราต้องบอกว่าต่างกับของเก่า เพราะเราเริ่มตั้งแต่เด็ก ของเก่าและของเราให้การศึกษาฟรี 12 ปีเหมือนกัน แต่ของเก่าเริ่มจาก ป.1 ของเราเริ่มจากเด็กเล็กมาถึง ม.3 บางคนอาจถามว่าแล้ว ม.4-ม.6 และอาชีวศึกษา ฟรีหรือไม่ เราบอกว่าไม่ได้ฟรีก็จริง แต่ไม่ได้ห้าม เพราะถ้ารัฐบาลไหนก็ตามมีเงินและอยากจะให้ฟรี ก็ทำได้ แต่เราเขียนกำชับว่าเมื่อพ้น ม.3 ไปแล้ว เด็กคนไหนอยากเรียนอะไร รัฐต้องจัดให้ได้เรียนตามความถนัด”

“อีกเรื่องที่น่าจะมีประชาชนถามมาก คือ เรื่องสาธารณสุข เช่น อาจถามว่าบัตรทองหายไปไหน เพราะในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีการยกเลิก เพราะยังให้ทำต่อไปได้ แต่เราไปเน้นย้ำว่าต้องดูแลการบริการให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้ฟรีทุกคน คนยากไร้ต้องได้รับการดูแล ซึ่งจะต้องอธิบายกันไป”

อาจารย์ชาติชาย ระบุว่า เขาเป็นชาวบ้านค้าขาย หรือประกอบอาชีพรับจ้าง ถ้าเราไปพูดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็คงไม่ฟังหรอก เพราะไม่ได้เป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เราต้องพูดอะไรที่ใกล้ตัวเขาให้เขาฟัง เพราะเราต้องการให้เขาได้มีการอ่านออกเขียนได้ในเรื่องรัฐธรรมนูญ

“คนไทยเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญไปต่างๆ นานา และไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคืออะไร บางคนไปเข้าใจว่ามันคืออะไรสักอย่าง ถ้ามีเมื่อไหร่ก็ได้เลือกตั้ง บางคนไปเข้าใจว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ก็ไม่ได้เป็นเผด็จการแล้ว เข้าใจไปคนละที่คนละทาง เราก็จะอาศัยการพูดให้เขาเข้าใจ และได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ อำนาจของประชาชน อำนาจของภาครัฐ คือ จะทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา เหมือนกับการเล่นกีฬาต้องมีกติกาและยอมรับกันและกัน”

พอถามอาจารย์ชาติชายว่าได้ประเมินหรือไม่ ว่าการตัดสินออกเสียงประชามติของประชาชนจะอยู่บนเนื้อหาหรือบรรยากาศทางการเมือง ณ เวลานั้น ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่ายิ่งความขัดแย้งทางการเมืองมีมากเท่าไหร่ การตัดสินใจของประชาชนที่อาจจะไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

“ต้องมองเป็นสองระดับ ในระดับพื้นฐาน พวกผมต้องการให้ประชาชนเข้าคูหาโดยมีข้อมูลพอสมควร พอแก่การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และตอบตัวเองถูกว่าฉันรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉันชอบหรือไม่ชอบเรื่องอะไร นี่คือสิ่งที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น”

“อีกระดับ คือ เป็นเรื่องที่มีพลังทางการเมืองเข้ามา เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ การต่อสู้ดังกล่าวนับวันทวีความรุนแรง รัฐธรรมนูญมันกลายเป็นเหยื่อ กลายเป็นกระดานที่เขาจะล้มจะตีเพื่อเอาชนะกัน เพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดความชอบธรรม”

“ยิ่งในระดับการเมืองมีการเถียงกันมากเท่าไหร่ จะทำให้เกิดเสียงรบกวน พื้นที่ความสนใจของคนที่จะไปลงประชามติจะถูกแย่งไป เขาจะถูกปลุกด้วยอารมณ์”

“ส่วนตัวผมเสียดายเงินนะ 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการทำประชามติ แต่ไม่เสียดายเท่ากับทำให้คนทั้งแผ่นดินพลาดโอกาสที่จะเข้าใจถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไร เพราะจะไปถูกปลุกด้วยอารมณ์ของคนเพียงสองถึงสามกลุ่มเท่านั้น ด้วยการยกวาทกรรมว่ากันไปว่ากันมา สุดท้ายก็ตีกันในเข่งเหมือนเดิม ประเทศก็ช้าไปเรื่อยๆ อันนี้น่าเป็นห่วง”

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของประชามติยอมรับหรือไม่ยอมรับ คสช.หรือไม่? อาจารย์ชาติชาย ตอบว่า “มันก็มีว่าจะส่อไปทางนั้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เอา คสช.ตั้งแต่วันแรก เขาย่อมอาศัยตรงนี้เป็นประเด็นได้ เพราะยิ่งทำให้ คสช.อ่อนแรงทางการเมืองเท่าไหร่ เขาก็จะแข็งแรงขึ้น แต่ถ้า คสช.แข็งแรงมากเท่าไหร่ เขาก็จะอ่อนลง เขาก็มองอนาคตทางการเมืองเขา ประโยชน์ที่จะได้ในทางการเมืองในวันข้างหน้า เขาก็ต้องลดความน่าเชื่อถือวันยังค่ำ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ต้องโชว์ให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาเด่นกว่า คสช.”

สุดท้าย อาจารย์ชาติชาย สรุปว่า มีความคาดหวังว่าประชาชนจะเริ่มตื่นตัว เริ่มอ่านร่างรัฐธรรมนูญและเกิดกระบวนการพูดคุยในระดับครอบครัวหรือระดับอื่นๆ และถ้าจะไปลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะอะไร อย่างน้อยเขาจะได้ตอบตัวเองได้เวลามีใครมาถาม จะได้สมศักดิ์ศรีกับความเป็นพลเมือง นานทีปีหนจะมีการทำประชามติ เพราะไม่มีทุกวัน ดังนั้นไปลงประชามติทั้งทีคุณก็ควรตอบตัวเองได้ว่าฉันลงคะแนนช่องนี้เพราะอะไร กลับมาจะได้นอนหลับสบายใจ

 

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:44 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430669

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

โดย… ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ท่ามกลางการจับจ้องว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ทว่าบรรยากาศที่ดูจะเข้มงวดและคลุมเครือในเวลานี้หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงกันว่าอาจมีผลต่อประชามติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ โดยระบุว่า หากมีการผ่อนคลายการไม่จำกัดเสรีภาพ จะช่วยให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งราบรื่นขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่า คสช.จะยอมให้เกิดสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

แม้จะมี พ.ร.บ.ประชามติ แต่การจะทำให้สถานการณ์นิ่งนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งเนื้อหาของกฎหมายประชามติ อยู่ที่การตีความกฎหมาย และอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย นี่จะเป็นตัวที่จะบ่งบอกว่าสถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไร

“จนถึงขณะนี้แม้เนื้อหากฎหมายประชามติจะนิ่งแล้วบังคับใช้แล้ว แต่การตีความยังไม่นิ่ง และยังไม่มีความครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะก่อนกฎหมายบังคับใช้ คนในรัฐบาลหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นในลักษณะที่จะทำให้เข้าใจว่าการแสดงความเห็นหรือท่าทีใดๆ ต่อรัฐธรรมนูญ หรือการทำประชามติทำไม่ได้เลย

…แต่พอหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ มีบางเรื่องที่ทำได้ แม้จะมีบางเรื่องที่ทำไม่ได้ก็ตาม ตรงนี้ประชาชน หรือแม้แต่พวกผมที่เป็นนักการเมืองก็ยังสับสน สุดท้ายแล้วต้องฟังใคร อะไรคือข้อสรุปที่มีความนิ่ง ชัดเจนแล้ว เราจะได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประชามติ”

จุรินทร์ มองว่า กติกาที่ กกต.กำหนดให้ทำได้ไม่ได้นั้นยังมีการตีความได้หลายส่วน เช่น กรณีการแสดงความเห็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง คำว่าผิดไปจากข้อเท็จจริงตีความได้กว้างมาก และเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจเอาผิดเอาถูกกับผู้ที่แสดงความเห็นไปได้หลายทิศทาง ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนพอสมควร

สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่ประชามติ สำหรับคนที่เขามีความสุจริตต้องการแสดงความเห็นก็เกิดความคลุมเครือกังวล ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแง่ข้อเท็จจริง เขาสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริต ทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ทั้งนี้ กกต.อาจจะต้องอธิบายความเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เท่าที่ทราบ กกต.บางรายกำลังเดินสายอธิบายอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะทำให้คลุมเครือหนักขึ้นอีก หรือจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น อันนี้ก็ต้องรอดู

“แต่ที่สำคัญคือ คสช.จะต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เพราะมันจะทำให้ฝ่ายที่มีความประสงค์ที่จะยั่วยุเพื่อให้สถานการณ์เดินหน้าไปสู่ความไม่เรียบร้อยราบรื่น ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง บรรลุวัตถุประสงค์ของคนกลุ่มนั้น”

ถามย้ำว่า ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนช่วงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ตอบว่า คสช.ต้องระมัดระวังไม่ไปเข้าทางฝ่ายที่เขาพยายามยั่วยุให้เกิดสถานการณ์เดินหน้าไปสู่จุดที่เขาพึงประสงค์

“ผมเชื่อว่า คสช.คงประเมินได้ว่า เพียงแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์จะทำแบบไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบพอสมควรที่จะประคองสถานการณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างราบเรียบ”

ส่วนคำถามที่ว่ากลุ่มที่ต้องการยั่วยุให้เกิดสถานการณ์นั้นเป็นใคร มีกำลังมากน้อยแค่ไหน จุรินทร์ ตอบว่า คสช.คงทราบอยู่ และคงประเมินได้

ในแง่การจัดเวทีชี้แจงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ออกตัวว่า ยังไม่เห็นแนวปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร แม้แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เอง ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่เหมือนกัน ว่าสุดท้ายจะไปจัดเวทีได้มากน้อยแค่ไหน หรือแสดงความเห็นได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

“ถ้าไปบอกแต่ข้อดีไม่บอกข้อเสีย จะกลายเป็นการชี้นำชัดเจนหรือเปล่า มันก็เเป็นความคลุมเครือ เหมือนสถานการณ์ที่ทุกคนเกร็งไปหมด หลายฝ่ายเกร็งกันไปหมดในการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หากบรรยากาศยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับผลของประชามติ หยิบไปเป็นประเด็นในการลดความชอบธรรมของการทำประชามติในอนาคตว่าเป็นประชามติไม่ผ่านกระบวนการให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสรเสรีตามที่ควรจะเป็น

“ในแง่การลงประชามติของประชาชนก็ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน สุดท้ายอาจกระทบไปถึงภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ”

สำหรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ บอกว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้แสดงความเห็นไปก่อนหน้ากฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นในนามตัวบุคคล แต่ก็เป็นการสะท้อนจุดยืนในสมาชิกพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะตัดสินใจอย่างไร ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“ในฐานะพรรคการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเคารพ สุดท้ายผลออกมาอย่างไร เช่น สุดท้ายถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน พรรคการเมืองก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จากนั้นจะไปเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องของอนาคต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ที่จะนำมาประกอบว่าประชาชนให้เสียงประชาธิปัตย์มาเท่าไหร่ ให้เสียงพรรคการเมืองอื่นมาเท่าไหร่ มันเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่จะต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียน คือ เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับทหาร ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่เห็นด้วยแล้วจะเป็นศัตรูกับทหาร หรือเห็นด้วยก็จะเป็นพวกเดียวกับทหาร แต่ว่าเราก็มีหลักของเราในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เราไม่เป็นศัตรูกับทหาร ไม่เป็นศัตรูกับข้าราชการ ไม่เป็นศัตรูกับตำรวจ

“ในฐานะนักการเมืองไม่ว่าในอนาคตเราจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ยังจะต้องทำงานร่วมกันกับทหาร ตำรวจ ข้าราชการประจำ ในฐานะที่เขาเป็นกลไกฝ่ายประจำ แยกจากกันไม่ได้ตลอดกาล ส่วนดุลพินิจการเมืองเราจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพ

“ผมไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร มันคงไม่ง่ายภายใต้สถานการณ์กฎหมายประชามติในปัจจุบันที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ผมคิดว่ามันก็อาจจะหมิ่นเหม่ แต่ที่สำคัญคือผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพ เพราะถือว่าเป็นเสียงของประชาชน และถ้ามีการเลือกตั้งเราก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็อยู่ที่ผลเลือกตั้งจะออกมา” 

จุรินทร์ ย้ำจุดยืนของพรรคว่า ต้องการให้เกิดความชัดเจน โดย คสช.ควรบอกว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ คสช.เองยังประสงค์ที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

“พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำประชามติ หากผ่าน รัฐธรรมนูญก็มีความชอบธรรมว่าได้ผ่านกระบวนการยอมรับจากประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ควรผ่านกระบวนการรับรองจากคนทั้งประเทศเสียก่อน

“แต่กระบวนการนำไปสู่ประชามติควรเปิดโอาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริตได้ตามสมควรเพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชน ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนน้อยที่มีโอกาสอ่านรัฐธรรมนูญครบทั้งเล่ม ทุกหมวด ทุกมาตรา ถัดจากนี้หลังมีกฎหมายประชามติก็ต้องอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายต่อไป หากการบังคับใช้จะมีลักษณะเอื้อต่อการเดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตก็คิดว่าจะเป็นผลบวกกับทุกฝ่ายมากขึ้น”

ถามว่าในฐานะพรรคการเมืองพร้อมจะไปร่วมเวทีกลางที่ กกต.จะจัดให้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้หลายคนระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายขัดกฎหมาย ดังนั้นหากมีการการันตีได้ว่าจะไม่มีความผิดก็จะดี เพราะหากเข้าข่ายความผิดจะมีโทษจำคุกถึง 10 ปี ซึ่งรุนแรงมาก และทำให้ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าสามารถทำได้อย่างถูกต้องชอบธรรมก็ยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีกลาง เวทีคู่ขนาน อะไรก็ตามที่สามารถสร้างบรรยากาศให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริต พรรคพร้อมสนับสนุน

จุรินทร์ สะท้อนมุมมองว่า ขณะนี้สมาชิกพรรคสอบถามเข้ามามากว่าเรื่องไหนทำได้ไม่ได้ จากที่สอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าง กกต.ที่แม้จะมีประกาศหลักเกณฑ์ 6 ทำได้ 8 ทำไม่ได้ ก็ยังมีคำถามบางส่วนที่ยังคลุมเครือ ทำให้พรรคก็ยังไม่สามารถอธิบายสมาชิกได้ จึงต้องรอความชัดเจนบางส่วนจาก กกต. ขณะนี้ติดตามทางสื่อ รวบรวมว่ามีความเห็นว่าอย่างไร ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่ยุติครบถ้วน

สำหรับจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างประชาธิปัตย์ และ กปปส. จุรินทร์ อธิบายว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาในบางกรณีก็ไม่ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนทุกฝ่ายทุกองค์กรมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตัวเอง

“ผมคิดว่าแต่ละส่วนแถลงความเห็นตนเองชัดเจนแล้ว” ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเล่นบทตีสองหน้าระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.นั้น จุรินทร์ กล่าวเพียงว่า “ผมคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตของทั้งสองฝ่าย”

ส่วนประเด็นประชาธิปัตย์มีความเห็นใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทยเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า ตรงนี้เป็นความเห็นบางส่วนใกล้เคียงกันได้ แต่ที่มาที่ไปอาจไม่เหมือนกัน

“ในส่วนของพรรคเรารอจนกระทั่งรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จ จนได้ร่างสุดท้ายปรากฏออกมา จึงให้ความเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะต้องการให้ความเห็นในทางหลักการเหตุผล ตรรกะจริงๆ ไม่มีความเห็นล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ร่าง หรือร่างไม่เสร็จ ก่อนจะออกมาประกาศเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นที่มาที่ไปที่คุณอภิสิทธิ์ไปแถลง ดังนั้นคำตอบบางส่วนที่ออกมาใกล้เคียงกัน แต่ที่มากระบวนการพิจารณาไม่เหมือนกัน” จุรินทร์ กล่าว

เคารพกฎหมาย หลักสำคัญ “ปรองดอง”

จุรินทร์วิเคราะห์ข้ามช็อตไปถึงหลังเลือกตั้งสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้หรือไม่ สถานการณ์ความขัดแย้งในอดีตจะหมดไป ความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความพยายามของ คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

จุรินทร์ มองว่า การจะไปหวังให้บ้านสงบราบรื่น ไม่มีความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไหนในโลกที่เป็นปะชาธิปไตย ก็ต้องมีความเห็นต่างเกิดขึ้นได้เสมอ รวมทั้งการขัดแย้งทางความคิด

“มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าไปกังวลว่ามีความเห็นไม่ตรงกันแล้วสังคมนั้นจะกลายเป็นสังคมโกลาหล ซึ่งไม่ใช่ สังคมประชาธิปไตยต้องมีความเห็นต่าง และความเห็นต่างนั้นจะหาข้อสรุปอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับร่วมได้ด้วยกันกับทุกฝ่าย

…หลักของความปรองดองที่ดีที่สุด คือ การเคารพกฎหมายกติกา เพราะว่าถ้าต้องการสร้างสันติระยะยาวให้เกิดขึ้นในสังคม ต้องใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม กฎหมาย คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ผมคิดว่าถ้าเราถือหลักนี้ สุดท้ายสังคมก็จะเดินหน้าไปสู่สันติระยะยาวได้”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความพยายามบิดเบือนกฎหมายทำผิดให้เป็นถูก ต่อไปในอนาคตฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้านไม่ยอมรับ กลายเป็นสองฝ่ายเผชิญหน้า นำไปสู่ความรุนแรงโกลาหลของบ้านเมือง

“การทำผิดให้เป็นถูก หรือล้างผิดซะ ผมว่าไม่ใช่ทางออก นั่นแหละคือการนับหนึ่งนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ของประเทศ แต่ถ้ายืนให้มั่นว่าต่อไปนี้เราต้องยึดกฎหมาย ไม่ทำผิดให้เป็นถูก ไม่ทำถูกให้กลายเป็นผิด ระยะยาวสังคมจะเดินไปได้ แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะไปถึงถนนลาดยางก็ต้องวนอยู่บนถนนลูกรัง ขรุขระบ้าง แต่เราก็ต้องอดทน วันหนึ่งจะไปถึงถนนลาดยาง”

สำหรับข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรมที่หลายฝ่ายเคยเสนอเพื่อให้เป็นทางออกลบล้างความขัดแย้งในอดีต และเริ่มต้นกันในอนาคตนั้น จุรินทร์ มองว่า ทันทีที่จะไปนิรโทษกรรมก็จะเกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นทันที

“ปรากฏให้เห็นแล้ว แม้แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ที่เกิดขึ้นมาจากอะไร สาเหตุจริงๆ คือการออกกฎหมายนิรโทษฯ ทำผิดให้เป็นถูก สุดท้ายรัฐบาลก็ไปไม่รอด พลอยทำให้ประชาธิปไตยไม่รอดไปด้วย สุดท้ายก็ต้องยึดอำนาจ

….ดังนั้น หากกลับมาทำอีก ผมว่าปัญหาก็จะย้อนกลับมาอีก อาจจะมีความต่างวิธีการ สุดท้ายคนที่ไม่ยอมรับก็จะออกมา คำตอบชัดอยู่แล้ว ผมพูดไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมา”

ถามว่ามีการวิเคราะห์ไปถึงช่วงปลาย คสช.ที่อาจมีแนวคิดเรื่องการอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรมให้กับทุกสี ทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ จุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเคยได้ยินแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดว่าจะต้องยึดหลักกฎหมาย ยังไม่ได้ยินในสิ่งที่ถาม

“ถ้าเดินตามแนวการยึดตามหลักกฎหมายก็เป็นแนวที่ถูกต้อง และเท่าที่ติดตามแกนนำหลายกลุ่มก็ประกาศว่าจะไม่ยอมนิรโทษกรรมตัวเอง อันนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า แกนนำเหล่านั้นก็ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้พิสูจน์ตัวเอง” จุรินทร์ กล่าว

250 สว. เงื่อนไข กำหนดว่าที่รัฐบาลชุดใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมก่อนเดินทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำมั่นว่าจะเกิดขึ้นในปี 2560 ตามโรดแมป จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกตัวว่าพรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

“ถ้าประชาชนลงประชามติให้รัฐธรรมนูญผ่าน นั่นก็แปลว่าการเลือกตั้งก็จะต้องเกิดตามโรดแมป เราเคารพเสียงประชาชน ลงสมัครรับเลือกตั้ง แพ้ชนะก็เป็นเรื่องของประชาชน อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน”

ส่วนระบบเลือกตั้งใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีเป็นการเลือกตั้ง “บัตรเดียว” ชี้ขาดทั้ง สส.เขตและนำมาคำนวณเป็น สส.ระบบสัดส่วนต่างจากอดีตนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า พรรคก็ต้องมีการปรับแผนเพื่อรองรับระบบเลือกตั้งใหม่ตามไปด้วย ซึ่งความจริงพรรคได้สะท้อนความเห็นไปก่อนหน้านี้แล้ว หากกติกาอย่างนี้ออกมาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

ทั้งรูปแบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปตามสมควรหากรัฐธรรมนูญผ่านการบังคับใช้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดใช้บัตรสองใบ บัตรหนึ่งเลือกคน อีกบัตรเลือกพรรค เมื่อเปลี่ยนมาเป็นบัตรใบเดียว เลือกคนกับพรรคแยกจากกันไม่ได้ เอามามัดรวมเป็นข้าวต้มมัด เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะซื้อปลาคุณต้องซื้อทั้งพวง ปลาแดงตัว ปลาขาวตัวไม่ได้ ต้องเอาคะแนนมารวมกัน

รองหัวหน้าพรรค ปชป. อธิบายว่า สำหรับการลงพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัครนั้นคงต้องปรับแผนจากเดิม โดยจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพราะรูปแบบเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม การเตรียมผู้สมัครเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันภายใน เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถประชุมได้ ทำอะไรที่เป็นทางการไม่ได้ ก็แค่นั่งคุยกัน 2-3 คน นั่งนึกว่าเมื่อถึงเวลาได้รับการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมายจะเดินหน้าอะไรต่อไป

“จากเดิมที่มีบัตรสองใบ ถ้าเขตนี้ไม่พอใจคนของพรรค ท่านเลือกพรรคอื่นไม่เป็นไร แต่สำหรับพรรค ขอให้เลือกพรรคการเมืองนี้ ทำอย่างนั้นได้ หรือถ้าไม่พอใจพรรคไม่เป็นไร แต่คนของเราอยู่ใกล้ชิด ท่านทำงานร่วมกับท่าน ขอให้ช่วยเลือกคน

“แต่ต่อจากนี้ทำไม่ได้ เพราะจะเป็นการเอาคนกับพรรคมามัดรวมกัน ประชาชนต้องตัดสินใจ ถ้าคนกับพรรคตรงกันไม่เป็นปัญหา หรือหากในกรณีไม่เห็นด้วยกับทั้งคนทั้งพรรคเขาก็ไม่เลือก แต่ถ้าเห็นด้วยกับคนแต่ไม่เห็นด้วยกับพรรค หรือเห็นด้วยกับพรรคไม่เห็นด้วยกับคน ผู้ลงคะแนนจะต้องชั่งน้ำหนัก”

จุรินทร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า เคยพูดมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเแรงจูงใจที่จะทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายขึ้น ถ้าซื้อต้องซื้อสองใบ แต่เที่ยวนี้ซื้อใบเดียวได้สองอย่าง แถมอาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน สำหรับคนที่ต้องการเลือกคน แต่ไม่ต้องการเลือกพรรค หรือคนที่ไม่ต้องการเลือกพรรค ไม่ต้องการเลือกคน จะแยกแสดงเจตนารมณ์ไม่ได้

ถามย้ำว่าจะทำให้ต้องปรับรูปแบบวิธีการคัดตัวผู้สมัครใหม่หรือไม่ รองหัวหน้า ปชป.ตอบว่า เรื่องนี้คิดว่า “คน” จะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าพฤติกรรมของประชาชนลงคะแนนจากคนเป็นหลัก คนก็จะทวีความสำคัญ กลายเป็นพรรคมีน้ำหนักรองลงไป อย่างไรก็ตาม ตรงนี้อาจขึ้นกับพื้นที่ด้วย บางพื้นที่พรรคอาจสำคัญกว่าคน แต่สุดท้ายเมื่อกติกาออกมาให้มัดรวมกันก็ต้องต่อสู้ไปตามกติกา

“มีประเด็นบางท่านที่มีความเห็นว่าถ้าบัตรใบเดียวจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก แต่ความเห็นผม อาจจะเกิดผลตรงข้ามก็ได้ เพราะว่าเมื่อพรรคใดชนะในเขตแล้ว เมื่อเอาคะแนนที่ชนะซึ่งจะต้องได้มากกว่าคนอื่นในเขตมาคำนวณอีกรอบเป็นเสียง สส.ที่จะได้ทั้งพรรค ก็จะทำให้ได้ สส.รวมทั้งพรรคมากขึ้นไปอีก”

จุรินทร์ มองอีกด้านว่า ระบบเลือกตั้งใหม่นี้อาจมีส่วนทำให้พรรคเล็กมี สส.ได้บ้าง แม้จะแพ้ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าเอาคะแนนทุกเขตมารวมกัน คำนวณเป็น สส.ทั้งพรรคก็อาจทำให้ได้ สส. คนสองคน มันก็มีสองด้าน ต้องรอดู

ถามไปถึงอนาคตภายหลังการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะเป็นรัฐบาลผสม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลผสมเพราะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากคำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติ ก็แปลว่าคนที่จะมาโหวตนายกฯ ไม่ได้มีแค่ สส. 500 คน แต่รวมกับเสียง สว. เป็น 750 คน

สมมติถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เช่น สมมติได้ 270 เสียง ก็อยู่ที่เสียงของวุฒิสภาว่าจะเทน้ำหนักไปทางไหน ซึ่งถ้ามีแต่สภาผู้แทนฯ 270 เสียง ก็อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ถ้าเขาไม่ประสงค์ที่จะเอาพรรคอื่นเข้ามาร่วม

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเงื่อนไขวุฒิสมาชิก 250 เสียงเข้ามาร่วมด้วย แล้วจะตั้งรัฐบาลผสมก็อาจตั้งไม่ได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ 250 เสียงของวุฒิสภาที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะเป็นตัวกำหนด ตอบล่วงหน้าไม่ได้ทั้งหมดว่าผลจะออกมาอย่างไร นี่คือการจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่เกิดขึ้นก็ตามสุดแล้วแต่

ถามว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายหรือไม่ จุรินทร์ มองว่า ในกรณี สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลก็จะอยู่ยาก เพราะต่อจากนั้นในการพิจารณาผ่านกฎหมาย หรือพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องอาศัยสภาผู้แทนฯ อย่างเดียว 500 เสียง รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเหมือนในอดีตที่อยู่ได้ไม่กี่วัน

อีกด้านหนึ่ง สมมติสถานการณ์ สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ อย่างนี้ก็คงเดินหน้าไปได้ เพราะหลังเลือกนายกฯ เสร็จ สว.ถอยกลับไปทำหน้าที่ปกติ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้วก็ยังอยู่ได้ ถัดไปก็เป็นพฤติการณ์เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะล้มเหลว สำเร็จ หรืออย่างไร

ส่วนได้ประเมินหรือไม่ว่าระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้คะแนนเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง จุรินทร์ตอบเลี่ยงๆ ว่า ไม่ได้มองว่ากติกาได้เปรียบเสียเปรียบ กติกาที่ออกมาควรเป็นกติกาที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาประชาธิปไตยระยะยาว มันไม่ควรเป็นกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ ถ้าไม่เช่นนั้นกติกาที่ออกมาจะมีความยั่งยืนยาก กลายเป็นกติกาเฉพาะกิจเฉพาะกาลไป

“พวกผมสนับสนุนกติกาที่เดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยยั่งยืน ส่วนแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ ไม่มีพรรคไหนชนะตลอดกาล ไม่มีพรรคไหนแพ้ตลอดกาล”

แม้ระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ฐานเสียงของพรรคถูกเจาะได้ก็ไม่กังวล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่ารูปแบบจะเป็นรูปแบบใด เราต้องคัดตัวผู้สมัครให้ดีที่สุด เที่ยวนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เป็นผลดีกับทุกพรรคการเมืองที่มีระยะเวลาเตรียมตัว แม้เตรียมตัวที่ไม่เป็นทางการ หรืออย่างน้อยก็คิดไว้ในใจ เพราะมีเวลาคิด ถ้าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปก็ไม่ถึงกับฉุกละหุกเหมือนยุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 90 วัน

อย่างไรก็ตาม คิดว่าถ้าถึงช่วงเวลาที่จะเห็นได้ชัดว่าจะมีการเลือกตั้ง คสช. ควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้มีเวลาสักช่วงที่เหมาะสมให้เขาได้ดำเนินการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ 50-60 วัน อย่างนี้ทำไม่ได้

หลังการเลือกตั้งโอกาสพรรคอันดับ 1 กับอันดับ 2 จะมีโอกาสจับมือตั้งรัฐบาลหรือไม่ จุรินทร์ กล่าวว่า ตอบล่วงหน้าไม่ได้ ต่างประเทศก็มีตัวอย่างที่พรรคที่ 1 และ 2 ที่ประชาชนมอบหมายให้พรรคที่ได้ที่ 1 ไปจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเสียงเขาไม่พอก็ไปจับมือกับพรรคที่ 2 ที่ประชาชนมอบหมายเป็นอันดับ 2 ก็เป็นเรื่องที่เคยมีในประวัติศาสตร์

“แต่สำหรับประเทศไทยผมตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเท่าที่เคยเห็นแนวทางปฏิบัติมาก่อนหน้านี้เลือกตั้ง 3-4 ครั้งที่ผ่านมา พรรคได้ที่ 1 เป็นรัฐบาล พรรคที่ได้ที่ 2 ก็เป็นฝ่ายค้าน พรรคเล็กก็ประกอบเป็นรัฐบาล หรือที่หลงเหลือไม่ได้เป็นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน หรือพรรคที่ 2 เป็นรัฐบาล พรรคหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน”

ถามย้ำชัดๆ ว่า ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหรือไม่

“ตอบล่วงหน้าไม่ได้ และเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยคิดเรื่องนี้ และมันก็สะท้อนในช่วงที่ผ่านมา คนหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน นี่เป็นปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้ไหมก็ตอบว่าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน และผมไม่อยู่ในฐานะจะตอบด้วย” รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

 

ฮิลลารีเปิดศึกทรัมป์ท้าชนชิงเก้าอี้ผู้นำมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/436418

ฮิลลารีเปิดศึกทรัมป์ท้าชนชิงเก้าอี้ผู้นำมะกัน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ ประกาศชัยชนะ พร้อมลั่นวาจาจะเป็นตัวแทนพรรคเพื่อสู้ศึกใหญ่ช่วงปลายปีนี้ และยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 240 ปี ที่ลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ

แม้จะยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งไพรมารีพร้อมกัน 6 รัฐ เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา อย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ฮิลลารี คว้าชัยในรัฐนิวเม็กซิโก นิวเจอร์ซีย์ เซาท์ดาโกตา และมีแนวโน้มจะชนะในแคลิฟอร์เนียด้วย

“เป็นเพราะพวกคุณที่นำพาเรามาถึงจุดสำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ฮิลลารี กล่าวย้ำชัยชนะ พร้อมโน้มน้าวให้ผู้สนับสนุนของ เบอร์นี แซนเดอร์ส คู่แข่งชิงตัวแทนพรรค เข้าร่วมสู้ศึกครั้งนี้ด้วยกันในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครต

ด้าน แซนเดอร์ส ยืนยันว่าจะเดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ต่อไปโดยไม่ย่อท้อ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ และย้ำว่าจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสังคม เศรษฐกิจ เชื้อชาติ และสิ่งแวดล้อมต่อไป

ทว่า เส้นทางสู้ศึกชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐของฮิลลารี กลับไม่ได้สวยหรูอย่างที่หวังไว้ โดยเอเอฟพี ระบุว่า ฮิลลารีต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายอย่าง  โดยเฉพาะการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในพรรค และการดึงฐานเสียงของแซนเดอร์ส ที่ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ให้หันกลับมาสนับสนุนฮิลลารี

แลร์รี ซาบาโต นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ระบุว่า ฮิลลารีไม่สามารถสู้ศึกใหญ่ได้เพียงลำพังด้วยฐานเสียงที่มีอยู่ แต่จำเป็นต้องมีฐานเสียงของแซนเดอร์สด้วย และแซนเดอร์สต้องสนับสนุนฮิลลารีอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ฮิลลารียังโดนโจมตีประเด็นเสื้อ แจ็กเกตของ จิออร์จิโอ อาร์มานี มูลค่ากว่า 1.24 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 4.39 แสนบาท) ที่ใส่ขณะกล่าวคำปราศรัยเมื่อเดือน เม.ย. ในประเด็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและลดช่องว่างทาง รายได้ ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า เสื้อคลุมของฮิลลารี มีมูลค่ามากกว่ารายได้ของแรงงานบางรายทั้งปี

ทรัมป์ไฟลนเร่งหาคู่หูลุยศึกใหญ่

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า ความท้าทายของ โดนัลด์ ทรัมป์ นักการเมืองปากกล้าจากพรรครีพับลิกัน  คือการเร่งหาผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี  เพื่อมาเป็นคู่หูสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ รวมถึงการบริหารประเทศหากทรัมป์ชนะเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ

ดาเรล เวสท์ นักวิเคราะห์อาวุโสของสถาบันบรูกกิ้งส์ สถาบันคลังสมองที่เชี่ยวชาญด้านการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐ เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และสภาคองเกรสอยู่ในระดับอ่อนแอ ดังนั้นทรัมป์จึงต้องหาตัวประสานการทำงาน ระหว่างทรัมป์และประธานสภาคองเกรส

ทรัมป์ยังต้องเผชิญการต่อต้านจากกลุ่มละตินอเมริกาที่ไม่พอใจนโยบายของทรัมป์ ดังนั้นบุคคลที่จะมาเป็นคู่หูของทรัมป์จะต้องเอาชนะใจกลุ่มละตินอเมริกาให้ได้

แดน มาฮัฟฟี นักวิเคราะห์จากศูนย์ศึกษาด้านสภาคองเกรสและประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า สมาชิกในพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งยังคงสนับสนุนทรัมป์ แม้จะกังวลกับนโยบายของทรัมป์บางประการ

ภาพ เอเอฟพี

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทรัมป์วิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาเชื้อสายเม็กซิกัน-อเมริกัน ว่ามีอคติต่อตัวทรัมป์ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพอล ไรอัน ประธานสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ระบุว่า ข้อคิดเห็นดังกล่าวเป็น คำพูดที่เหยียดเชื้อชาติ และเชื้อชาติไม่ควรเป็นตัวกำหนดอาชีพหรือหน้าที่ แม้ก่อนหน้านี้ไรอัน สนับสนุนทรัมป์ก็ตาม

ขณะที่ มาร์ค เคิร์ก วุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ ที่เคยสนับสนุนทรัมป์ กลับออกมายืนยันว่าจะไม่ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรคสู้ศึกใหญ่ เนื่องจากทรัมป์ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการบริหารประเทศจากกรณีข้างต้น

ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์ส พบว่าคะแนนความนิยมของทรัมป์ตามหลังฮิลลารีอยู่ 34.7%  ต่อ 44.3% ขณะที่อีก 20.9% ระบุว่าจะไม่เลือกทั้งฮิลลารีและทรัมป์

 

เฟดขยักขึ้นดอกเบี้ยหวั่นความเสี่ยงเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/436192

เฟดขยักขึ้นดอกเบี้ยหวั่นความเสี่ยงเศรษฐกิจ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณถึงทิศทางดอกเบี้ยระหว่างการกล่าวปาฐกถาที่สมาคมนโยบายต่างประเทศ เมืองฟิลาเดลเฟียว่า เฟดจะไม่รีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจสหรัฐยังเข้มแข็งไม่เพียงพอ โดย แม้จะเห็นว่าเฟดควรที่จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เยลเลนก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเมื่อใด

การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานใหม่เดือน พ.ค. อยู่ที่ 3.8 หมื่นอัตรา น้อยที่สุดในรอบ 5 ปี โดยเยลเลน ระบุว่า แม้ตลาดการจ้างงานของสหรัฐยังคงเข้มแข็ง และการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดนั้นเป็นผลมาจากประชาชนได้งานมากขึ้นและมีผู้สมัครงานใหม่น้อยลง แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความเสี่ยงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวเพียง 0.8% เท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ว่าการเฟดยังระบุด้วยว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความเสี่ยง 4 ประการ ได้แก่ 1.แรงซื้อในสหรัฐ ซึ่งแม้จะยังทำผลงานได้ดีอยู่ แต่การลงทุนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลง และ 2.สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง โดยแม้ค่าเงินหยวนจะเคลื่อนไหวในระดับที่สามารถคาดการณ์ได้ แต่จีนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปพึ่งพาการบริโภคและแรงซื้อภายในประเทศ

นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ยังคงเผชิญความเสี่ยงการใช้นโยบายการเงินของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อต่อสู้กับแรงซื้อและอัตราเงินเฟ้อหดตัว รวมถึงการลงประชามติการเป็นสมาชิกภาพสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ อีกด้วย

3.เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งแม้การจ้างงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจกลับขยายตัวอย่างไม่น่าพอใจ รวมถึง 4.อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่า เป้าหมายที่ 2% โดยเยลเลน ระบุว่า อัตราการขยายตัวอัตราเงินเฟ้อยังคงไม่แน่นอน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังฟื้นตัวไม่ถึงระดับที่เสียไป และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่เคลื่อนไหวอย่างคาดการณ์ไม่ได้

“หรือข้อมูลการจ้างงานแสดงให้เห็นการจ้างงานที่ลดลง ในเดือน เม.ย.และ พ.ค. กลายเป็นข้อมูลชี้เศรษฐกิจชะลอตัว? หรือการจ้างงานกำลังขยับขึ้นในอัตราที่ดีเยี่ยมอย่างที่เป็นในต้นปีและ ในปี 2015 กัน? หรือข้อมูลอัตราว่างงานล่าสุดแสดงว่าเรากำลังจะกลับสู่การจ้างงานสมบูรณ์? หรือการขยายตัวของค่าแรงที่ลดลงเป็นสัญญาณของความย่ำแย่อีกอันหนึ่ง? ทีมของฉันและตัวฉันจะจัดการกับคำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆ ที่จะตามมา” เยลเลน กล่าว

หลังการเปิดเผยของเยลเลน ตลาดต่างคาดการณ์เฟดจะหันไปขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. แทน โดยเนล ดัทต้า หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเรเนซองส์ แมโคร รีเสิร์ช ในนิวยอร์ก ระบุว่า เฟดต้องการข้อมูลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ซึ่งจะต้องเป็นการขยายตัวที่ขยายต่อเนื่องไปไตรมาส 3 ด้วย

จับสัญญาณเฟดจากค่าเงินหยวน

โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของ สหรัฐ เปิดเผยรายงานนำโดยเดวิด คอสติน นักวิจัย ของโกลด์แมน แซคส์ ว่า การจับตาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ควรจะจับตาการเคลื่อนไหวของการตั้งค่ากลางแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนเทียบกับเหรียญสหรัฐของจีนด้วย โดยเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา เมื่อธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตั้งค่ากลางแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นของสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงอย่างรุนแรง ในหลายสัปดาห์ต่อมา

เมื่อดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงจะส่งผลให้เฟดตัดสินใจชะลออัตราการขึ้นดอกเบี้ยออกไป และเมื่อใดที่เฟดชะลอการขั้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้พีบีโอซีหันไปตั้งค่ากลางเงินหยวนแข็งค่าขึ้น กลายเป็นการส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นของสหรัฐ และทำให้เฟดพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม รายงานของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เมื่อเฟดตัดสินใจส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้พีบีโอซีอ่อนค่าเงินหยวนอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดัชนีเอสแอนด์พี 500 และทำให้เฟดตัดสินใจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย วนเวียนกลายเป็นวัฏจักรในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ยังคาดการณ์ว่า ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลง 3% ในอีก 12 เดือน ข้างหน้า ในขณะที่ ทอมมี เซียะ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโอซีบีซีในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปเช่นกันจากการแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ เซียะ ระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า จีนกำลังเดินหน้าปรับค่าเงินหยวนตามการเคลื่อนไหวของตลาดมากขึ้น นับตั้งแต่จีนเปิดเผยการคิดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ โดยเทียบกับสกุลเงิน 13 สกุล แม้จะยังคงผูกค่าเงินหยวนเอาไว้กับเหรียญสหรัฐเอาไว้ และการเคลื่อนไหวตามตลาดของค่าเงินหยวนทำให้สามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินดังกล่าวได้ง่ายขึ้น

เซียะ ระบุว่า แม้ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงแล้ว 2% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐตลอดเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ตลาดก็ยังคงไม่แสดงอาการตระหนกต่อการอ่อนค่าของค่าเงินดังกล่าว เนื่องจากการตั้งค่ากลางให้เป็นไปตามการเคลื่อนไหวของตลาดเป็นการสื่อสารกับตลาดได้อย่างดี และสร้างความสบายใจให้แก่นักลงทุน

สอดคล้องกับด้านธนาคารบราวน์ บราเธอร์ส ฮาร์ริแมน แอนด์ โค ในสหรัฐ เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน นักลงทุนอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนน้อยลง และกระทบต่อตลาดหุ้นของสหรัฐน้อยลงด้วย

 

‘ฮิลลารี’ ลุ้นปิดฉาก ชิงตัวแทนพรรคลงสนามใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/436191

‘ฮิลลารี’ ลุ้นปิดฉาก ชิงตัวแทนพรรคลงสนามใหญ่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ศึกชิงตัวแทนพรรคเดโมแครตเริ่มดุเดือดมากยิ่งขึ้น เมื่อ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ สามารถคว้าชัยจากการเลือกตั้งไพรมารี ในเครือรัฐเปอร์โตริโก กวาดคะแนนเสียงผู้แทนและผู้แทนพิเศษได้อีก 68 เสียง ส่งผลให้จำนวนผู้แทนทั้งหมดล่าสุดอยู่ที่ 2,384 เสียง เกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 2,383 เสียง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ระบุว่า หากฮิลลารีได้เป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ จะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 240 ปี ที่ลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ โดยล่าสุด แนนซี่ เพโลซี่ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกของสหรัฐ และผู้แทนพิเศษของพรรคเดโมแครต(ซูเปอร์เดลิเกต) ประกาศสนับสนุนฮิลลารีให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ร็อบบี้ มุก ผู้จัดการโครงการรณรงค์หาเสียงของคลินตัน ระบุว่า ฮิลลารียังไม่นิ่งนอนใจกับคะแนนเสียงผู้แทนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จนกว่าการเลือกตั้งไพรมารีและการหยั่งเสียงแบบคอคัสจะสิ้นสุดลง โดยเฉพาะการเลือกตั้งไพรมารีพร้อมกัน 6 รัฐ ได้แก่ รัฐนิวเม็กซิโก มอนแทนา เซาท์ดาโกตา นอร์ทดาโกตา นิวเจอร์ซีย์ และแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับคู่แข่งชิงตัวแทนพรรคอีกรายที่ยังสู้ไม่ยอมถอยอย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส ยังมั่นใจว่าจะสามารถคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งไพรมารีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีการจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีคะแนนผู้แทนถึง 475 เสียง โดยปัจจุบันแซนเดอร์สมีคะแนนเสียงผู้แทนทั้งหมดที่ 1,568 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงผู้แทนอาจมีการพลิกโผหากผู้แทนพิเศษเปลี่ยนใจเทคะแนนให้แซนเดอร์สแทน

“จะไม่มีผู้สมัครชิงตัวแทนพรรคคนใดที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเป็นตัวแทนพรรค จนกว่าจะถึงช่วงสุดท้ายของการคัดเลือกตัวแทนพรรค ซึ่งล้วนขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงผู้แทนพิเศษเท่านั้น หรือกล่าวอีกแง่คือ การประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตที่จะมีขึ้นในรัฐเพนซิลเวเนีย ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ค. จะเป็นสนามตัดสินที่แท้จริงว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรค” แซนเดอร์ส กล่าวย้ำ

แทด เดอวีน ที่ปรึกษาแซนเดอร์ส ระบุว่า ทีมรณรงค์ของแซนเดอร์สเชื่อมั่นว่า วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์มอนต์รายนี้จะสามารถดึงคะแนนเสียงผู้แทนพิเศษให้ลงคะแนนให้กับแซนเดอร์สในการประชุมใหญ่ของพรรค เนื่องจากคะแนนความนิยมของแซนเดอร์สต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวเต็งตัวแทนพรรครีพับลิกัน อยู่ในระดับที่สูงกว่าคะแนนความนิยมของฮิลลารีต่อทรัมป์

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้อีเมลส่วนตัวช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ถือเป็นประเด็นด่างพร้อยที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นพบว่า พลเมืองผิวขาวที่มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 76% เทคะแนนเสียงให้แซนเดอร์สมากกว่าฮิลลารี และวัยรุ่นสหรัฐเลือกที่จะลงคะแนนเสียงให้กับแซนเดอร์ส ตรงข้ามกับคนสูงวัยที่เลือกเทคะแนนให้ฮิลลารีมากกว่า

ขณะที่ทรัมป์เองก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่อต้านชาวมุสลิมและผู้อพยพ ส่งผลให้พลเมืองเชื้อสายละตินอเมริกากว่า 77% เลือกที่จะหันหลังให้ทรัมป์ นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทรัมป์ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฮิลลารีหรือแซนเดอร์ส

 

โลกรับความผันผวน เก็งเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/435980

โลกรับความผันผวน เก็งเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภายหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3.8 หมื่นอัตรา น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 1.62 แสนอัตราเอาไว้มาก ก็ยิ่งลดความคาดหวังของตลาดที่จะได้เห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนเดือน ก.ค.จากราว 50% เมื่อสัปดาห์ก่อน เหลือเพียง 27% เท่านั้น

ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐของบลูมเบิร์กปรับตัวร่วงหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานดังกล่าวในวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา 1.5% ขณะที่สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง โดยดัชนีค่าเงินดังกล่าวตกลงมากอยู่ที่ 93.867 จุด จากก่อนหน้าการปล่อยรายงานดังกล่าวที่ 95.638 จุด และอยู่ที่ 94.244 จุด เมื่อเวลา 12.14 น.ตามเวลาฮ่องกงของวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเอเชียก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐ เช่น ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 106.35 เยน/เหรียญสหรัฐ ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 6 มิ.ย. เมื่อเทียบกับการอ่อนค่าระดับเหนือ 109 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ขณะที่ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันถูกและข่าวอื้อฉาวทางการเมือง ยังแข็งค่าขึ้นเป็น 4.08 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 4.1530 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ก่อนการเปิดเผยรายงาน

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับค่าเงินหยวนขึ้น 0.5% หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลง แต่ค่าเงินหยวนยังอ่อนค่าตามเงินเหรียญสหรัฐ แตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014

ทิม ชโรเดอร์ส ผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพนกานา แคปิตัล ในเมลเบิร์น เปิดเผยว่า หากเฟดเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะยิ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นไม่สามารถใช้นโยบายใดๆ ภายในได้เลย เนื่องจากปัจจัยภายนอกให้ผลกระทบที่รุนแรงกว่า

ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นร่วงลงไปถึง 1.1% ระหว่างการซื้อขายในวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนปิดตลาดที่แดนลบ 0.37% สวนทางกับดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% นำโดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชียแปซิฟิก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเวลา 16.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นฮ่องกงของวันที่ 6 มิ.ย.

ตลาดเห็นต่าง เฟดถอยขึ้นดอกเบี้ย

เฟดมีกำหนดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้ โดยจากตัวเลขการจ้างงานที่น้อยที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ โดย สตีเฟน อินเนส เทรเดอร์อาวุโส จากโออันดา เอเชีย แปซิฟิก ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ แต่อาจจะทำให้เฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2016

“การจ้างงานเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจสหรัฐตลอดปีที่แล้ว และรายงานการจ้างงานกลายเป็นเรือช่วยชีวิตของเฟด เมื่อตัวชี้วัดอื่นๆ ไม่สนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วคราวนี้เฟดจะไปเอามาจากไหน” อินเนส กล่าว

นอกจากนี้ วิษณุ วรธาน นักวิเคราะห์จากธนาคารมิซูโฮ เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ว่า ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐยังสร้างความไม่แน่นอนต่อมุมมองเศรษฐกิจโลก และมีแนวโน้มที่จะฉุดความเชื่อมั่นของเอเชียได้ ดังนั้นการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินในเอเชียจึงเป็นเรื่องระยะสั้น

สอดคล้องกับ แพทริก เบนเนตท์ นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนจากซีไอบีซี ระบุว่า การชะลอตัวของสหรัฐหรือกิจกรรมเศรษฐกิจโลก ไม่เป็นผลดีต่อแรงซื้อภายในเศรษฐกิจเอเชีย ในขณะที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายในเอเชียจะต่างพยายามออกนโยบายเพื่อลดค่าเงิน เพื่อช่วยเหลือการส่งออก

อย่างไรก็ตาม เคนเนธ อาคินเทวี ผู้จัดการอาวุโสด้านการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยกับซีเอ็นบีซี ว่า เฟดอาจยังคงเดินหน้าเป้าหมายในระยะใกล้นี้ เนื่องจากในปี 2016 นี้ยังมีเหตุการณ์ที่ยากต่อการดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยอีก เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.

จับตาประชามติอังกฤษ 23 มิ.ย.นี้

อาคินเทวี ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า การลงประชามติสถานะการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับเฟด และจากผลสำรวจก็ยังคงไม่เห็นผลชัดว่าอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกอียูหรือไม่

ก่อนหน้าการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน สมาชิกเอฟโอเอ็มซี 2 คน ได้แก่ ดาเนียล ทารุลโล และ เจโรมี โพเวลล์ แสดงความกังวลต่อการทำประชามติของอังกฤษ โดยมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจของสหรัฐและอังกฤษจะได้รับผลกระทบจากการถอนตัวออกจากอียู ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอนาคต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี 10 ปี ร่วงไปอยู่ที่ 0.069% เมื่อเทียบสถิติต่ำสุดที่ 0.05% หลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6 มิ.ย.ผลสำรวจพบว่าชาวอังกฤษจะลงคะแนนเสียงออกจากอียูนำผู้สนับสนุนการเป็นสมาชิกอยู่ 2%

ด้านค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าลงไป 1% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่การเก็งกำไรจากค่าเงินผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ปรับตัวแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 จากความกังวลดังกล่าว

 

โอเปกร้าวฉานไม่หยุด ซาอุฯปะทะอิหร่านรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/435399

โอเปกร้าวฉานไม่หยุด ซาอุฯปะทะอิหร่านรอบใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นฟื้นตัวราว 85% นับตั้งแต่จุดต่าสุดในรอบ 12 ปี เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลายเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในหมู่ผู้ผลิตน้ำมันโอเปก อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างสองคู่กัดในโอเปกอย่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียก็ยังคงปะทุภายในการประชุมโอเปก

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ซาอุดิอาระเบียและประเทศอ่าวอาหรับ ประกอบไปด้วยกาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ต้องการที่จะกำหนดเพดานการผลิตร่วมของโอเปกอีกครั้ง ซึ่งโอเปกเคยตกลงกันไม่ได้ในการประชุมครั้งก่อนในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกคืนความสำคัญให้แก่โอเปก และยุติกลยุทธ์การผลิตเพิ่มเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ผลิตที่ต้นทุนสูงกว่า

คาลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่ของซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันกำลังคืนสู่สมดุล ด้วยการผลิตของผู้ผลิตนอกโอเปกที่ลดลงไป และแรงซื้อน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาเริ่มกลับขึ้นสู่ขาขึ้น

ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอปรับตัวขึ้น 0.1% เป็น 49.06 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลา 15.21 น. ตามเวลาไทย ของวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ปรับตัวขึ้นเป็น 49.77 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในเดือน ก.พ.ที่ราว 27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงปี 2014 มากกว่าครึ่ง

แกรี รอสซ์ ประธานพีราเอนเนอร์จี บริษัท ที่ปรึกษาด้านน้ำมันจากนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การตั้งเพดานการผลิตอีกครั้งจะช่วยแสดงความสำคัญของโอเปกต่อตลาดน้ำมัน และโอเปกสามารถ ร่วมมือกันได้ในประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แม้จะมีความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดต้องการเห็น

อย่างไรก็ตาม ไบจาน ซานกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมโอเปกว่า อิหร่านจะไม่สนับสนุนการตั้งเพดาน การผลิตร่วมใดๆ เนื่องจากการตั้งเพดานการผลิตไม่เป็นผลดีต่ออิหร่าน และต้องการที่จะให้แต่ละชาติผลิตตามโควตากำลังการผลิตของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ซานกาเนห์ ระบุว่า อิหร่านสมควรได้รับโควตาการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยโควตาของอิหร่านควรอยู่ที่ 14.5% หรือหากการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกทั้งหมดอยู่ที่ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน โควตาที่อิหร่านจะได้ก็อยู่ที่เพียง 4.7 ล้านบาร์เรล/วัน เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่อิหร่านผลิตได้ในแต่ละวัน

ชาติโอเปกเล็กลำบากยุคน้ำมันถูก

หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ รายงานว่า ในขณะที่กลยุทธ์การผลิตน้ำมันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของโอเปกได้ผลและทำให้ราคาน้ำมันกลับคืนมาอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างเวเนซุเอลา ไนจีเรีย อิรัก ลิเบีย และแอลจีเรีย ราคาน้ำมันในระดับดังกล่าวก็ยังน้อยเกินไป

เวเนซุเอลาประสบกับปัญหาทางการคลังและการขาดแคลนจนต้องตัดไฟฟ้าและประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2016 ของเวเนซุเอลาจะหดตัวลง 8% และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งไประดับ 500% ในขณะที่ไนจีเรียประสบกับความไม่สงบภายในประเทศจนต้องลดกำลังการผลิตเกือบครึ่งหนึ่งหลังมีการโจมตีแท่นขุดเจาะน้ำมัน เช่นเดียวกับอิรักที่ประสบกับปัญหาการเมืองและความมั่นคง

ไม่ใช่แค่การผลิตของผู้ผลิตนอกโอเปกเท่านั้นที่ปรับตัวลดลงไป แต่การผลิตน้ำมันของประเทศที่เศรษฐกิจเปราะบางเหล่านั้นก็ปรับตัวลดลงไปในไตรมาสแรกเช่นกัน อาทิ เวเนซุเอลา ปรับตัวลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2015 เช่นเดียวกับไนจีเรียที่หดตัวลง 5.8% ขณะที่ลิเบียร่วงลงไป 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีก่อน ฉุดการผลิตทั้งโอเปกให้ลดลง 0.1%

ยูโลจิโอ แอนโทนิโอ เดล ปิโน รัฐมนตรีน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า แม้เวเนซุเอลาจะยังไม่ถึงขั้นต้องผิดนัดชำระหนี้ แต่เวเนซุเอลาประสบกับการหาแหล่งเงินทุนอย่างยากลำบากและต้องหาทางเพื่ออยู่รอดในภาวะตลาดที่ย่ำแย่ในปัจจุบัน

สอดคล้องกับรัฐมนตรีน้ำมันไนจีเรีย ระบุว่า ไนจีเรียจำเป็นต้องหาเงินจากทุกช่องทาง แม้ตลาดกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น แต่ไนจีเรียต้องการให้ราคาน้ำมัน ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและมากขึ้นกว่านี้ผ่านความร่วมมือกันของบรรดาผู้ผลิต ขณะที่แอลจีเรียเห็นด้วยกับซาอุดิอาระเบียในการตั้งเพดานการผลิต

จากข้อมูลของไอเอ็มเอฟ ราคาจุดคุ้มทุนต่องบประมาณทางการคลังของแอลจีเรียที่ต้องการอยู่ที่ 96.10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่อิรักอยู่ที่ 81 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และไนจีเรียอยู่ที่ 122.70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงเวเนซุเอลาที่ 117.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนลิเบียต้องการจุดคุ้มทุนที่ 269 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังจากงบประมาณขาดดุลของประเทศ นับถึงเดือน ต.ค. 2015 ติดลบไปแล้ว 79.10% ต่อขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า นับจนถึงปัจจุบัน ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ที่สุดของโอเปกและเป็นตัวตั้งตัวตีในกลยุทธ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันตกลง ยังไม่มีท่าทีเข้าช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่า และยังเป็นผู้ไม่ยอมตกลงคงกำลังการผลิตกับผู้ผลิตนอกโอเปกในการประชุมเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากคู่แข่งอย่างอิหร่านไม่ได้ร่วมคงกำลังการผลิตด้วย

ภาพเอเอฟพี

 

ศักยภาพแข่งขันเอเชียร่วง เผชิญจีนชะลอ-น้ำมันถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/434965

ศักยภาพแข่งขันเอเชียร่วง เผชิญจีนชะลอ-น้ำมันถูก

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถาบันประเมินจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (ไอเอ็มดี) เปิดเผยการจัดอันดับ 61 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด พบว่าสหรัฐเสียอันดับ 1 ให้แก่ฮ่องกงเป็นปีแรกในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา และยังร่วงไปอยู่อันดับ 3 ในปี 2016 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นแซงหน้าเป็นอันดับ 2 แม้สหรัฐจะยังครองตำแหน่งประเทศที่มีศักยภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงสร้างพื้นฐานทั่วไปและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี มากที่สุดอันดับ 1

ทั้งนี้ ในรายงานของไอเอ็มดีจะวัดปัจจัย 4 ด้านหลัก ได้แก่ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาล ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการไอเอ็มดี เปิดเผยกับนิตยสารฟอร์บส์ ว่า ฮ่องกงเป็นประเทศที่มีระบบการกำกับและควบคุมดูแลที่ดี รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับธุรกิจและมีการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ยังลงทุนในด้านการศึกษาและมีภาครัฐที่ดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยฮ่องกงคว้าตำแหน่งอันดับ 1 ในด้านศักยภาพของรัฐบาล เมื่อเทียบกับสหรัฐที่อยู่อันดับที่ 25

อย่างไรก็ตาม บริส ระบุว่า ภาพรวมศักยภาพการแข่งขันเอเชียกลับตกลง โดยอันดับการแข่งขันของชาติเอเชียปรับลดลง เช่น ไต้หวัน ที่ตกลงมาจากอันดับที่ 11 ในปี 2015 เป็นอันดับที่ 14 ในปี 2016 ขณะที่มาเลเซียจากอันดับที่ 14 มาอยู่อันดับที่ 19 และเกาหลีใต้ที่ตกลงแรงจากอันดับที่ 25 มาอยู่อันดับที่ 29

ผู้อำนวยการไอเอ็มดี ระบุว่า ประเทศในเอเชียที่อันดับปรับลดลงส่วนใหญ่ ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และงบดุลทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐที่เสียสมดุลไป

4 ชาติอาเซียนอันดับร่วง

สำหรับประเทศขนาดไม่ใหญ่เช่นเดียวกับฮ่องกงอย่างสิงคโปร์ อันดับร่วงลงไปจากอันดับ 3 ในปี 2015 เป็นอันดับที่ 4 ในปี 2016 โดย คริสโตส
คาโบลิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มดี ระบุว่า แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่สิงคโปร์ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย คู่ค้าหลักที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันถูก

นอกจากนี้ มานู พาสการาน ผู้ก่อตั้งศูนย์ปรึกษาภูมิภาคเอเชีย เว็บไซต์ที่ติดตามเศรษฐกิจเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ต้นทุนในการทำธุรกิจมีผลต่ออันดับของสิงคโปร์เช่นกัน โดยผู้ตอบผลสำรวจของไอเอ็มดีเพียง 1.5% ที่คิดว่าต้นทุนการทำธุรกิจเป็นปัจจัยใหญ่ในปี 2016 ลดลงจากปี 2015 ที่ 7.3% แต่ต้นทุนสูงกลับเป็นตัวฉุดปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น ความมั่นคงของนโยบายและการสามารถคาดเดาได้ของนโยบาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมการทำธุรกิจ

ด้านมาเลเซีย ดาโต๊ะ โมห์ด ราซาอิล ฮุสเซน ผู้อำนวยการกลุ่มศักยภาพการผลิตมาเลเซีย ภายใต้กระทรวงพาณิชย์มาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐที่กดดันความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ เรื่องอื้อฉาวกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ยังกระทบต่อมุมมองของมาเลเซียในหมู่ผู้ตอบแบบสอบถามของไอเอ็มดี

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียตั้งเป้าที่จะขึ้นไปอยู่ใน 10 อันดับแรกให้ได้ภายในปี 2020 เนื่องจากตามรายงานของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมของมาเลเซียยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับฟิลิปปินส์ร่วงลงจากอันดับที่ 41 เป็น 42 โดยสถาบันเพื่อการจัดการเอเชียของศูนย์นโยบายเพื่อการแข่งขันอาร์เอสเอ็นในฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า แม้ฟิลิปปินส์จะยังทำได้ดีในด้านศักยภาพรัฐบาล ศักยภาพเอกชน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจกลับร่วงลงจากอันดับที่ 34 เป็นอันดับที่ 68 จากทั้งหมด 61 ชาติ

นอกจากนี้ แม้ฟิลิปปินส์จะอยู่อันดับ 2 ในด้านการยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากภายนอกและอันดับ 3 ในการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็
ไม่เพียงพอที่จะเอาชนะปัจจัยรองอื่นๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ โดยฟิลิปปินส์อยู่อันดับที่ 57 ของราคาอาหาร หรือการค้าระหว่างประเทศที่อยู่ที่อันดับ 42

ด้านอินโดนีเซีย อันดับร่วงลงจาก 42 เป็น 48 ในปี 2016 โดยปัจจัยทั้ง 4 ด้าน ทั้งศักยภาพเศรษฐกิจ เอกชน รัฐบาล และโครงสร้างพื้นฐาน ต่างปรับลดลงมา โดยศักยภาพของภาคเอกชนร่วงลงมากที่สุด

แนะเกาหลีใต้ปฏิรูปเอกชน-แรงงาน

อันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของเกาหลีใต้ร่วงลงจากอันดับที่ 25 เป็นอันดับที่ 29 ในปี 2016 นี้ โดยเป็นผลมาจากศักยภาพของภาคเอกชนที่ร่วงลงไปถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 37 มาอยู่ที่ 48

“อันดับที่แย่ลงของเราเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ปัญหาการปรับโครงสร้างเอกชน และปัญหาจริยธรรมของภาคเอกชน” กระทรวงการคลังเปิดเผยในแถลงการณ์

ด้านหนังสือพิมพ์โคเรียไทมส์ ระบุว่า เรื่องอื้อฉาวล่าสุดในภาคเอกชนที่เกิดขึ้น คือกรณีของเรกคิทท์ เบนคีเซอร์ ผู้ผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศ ทำให้ผู้ใช้เกิดเป็นผดขึ้น และทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 220 รายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ ศักยภาพทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังลดลงจากอันดับที่ 15 มาอยู่อันดับที่ 21 จากบรรดาทั้งหมด 61 ชาติ โดยเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขยายตัว 2.6% ในปี 2015 ชะลอตัวลงจาก 3.3% ในปี 2014

ด้านไอเอ็มดี แนะนำให้เกาหลีใต้เร่งปฏิรูปภาคเอกชนและตลาดแรงงาน รวมถึงมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในแผนการกระตุ้นแรงซื้อภายในประเทศ และการสร้างงานสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่

 

อเมริกาใต้ติดหล่ม”โค้ก”ถอดใจหยุดผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/433753

อเมริกาใต้ติดหล่ม"โค้ก"ถอดใจหยุดผลิต

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลายังคงวิกฤตหนัก เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การประท้วง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 180% การขาดแคลนพลังงาน และวิกฤตขาดแคลนอาหาร โดยล่าสุด “โคคา-โคลา” ผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ ตัดสินใจระงับการผลิตในเวเนซุเอลา เนื่องจากภาวะขาดแคลนน้ำตาล

เคอร์รี่ เทรสเลอร์ โฆษกโคคา-โคลา ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำตาลปรับตัวลงอย่างมาก เนื่องจากผลผลิตอ้อยได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ดังนั้น โคคา-โคลา จึงจำเป็นต้องยุติการผลิต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลชั่วคราว แต่จะยังคงการผลิต โคคา-โคลา ไลท์ และเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ปราศจากน้ำตาลต่อไป

รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาประสบปัญหาการควบคุมราคา การเพิ่มต้นทุนการผลิต กฎหมายแรงงานที่ค่อนข้างจำกัด และการขาดแคลนวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยร่วงลงอย่างมาก และเกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่มีการควบคุมราคาและมีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับอ้อยแทน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) คาดการณ์ว่าผลผลิตน้ำตาลของเวเนซุเอลาจะลดลงจาก 4.5 แสนตัน ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 4.3 แสนตันใน ปีนี้และปี 2017 ซึ่งอาจต้องนำเข้าเพิ่มอีกราว 8.5 แสนตัน

อย่างไรก็ดี โคคา-โคลา ไม่ใช่ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายแรกที่ระงับการผลิตชั่วคราวในเวเนซุเอลา โดยก่อนหน้านี้ เอ็มพรีซาส โพลาร์ ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา ประกาศระงับการผลิตเบียร์ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากประสบปัญหาการนำเข้าข้าวบาร์เลย์

การระงับการผลิตเบียร์ของ เอ็มพรีซาส โพลาร์ ส่งผลกระทบต่อแรงงานกว่า 1 หมื่นอัตรา ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนอัตรา ส่วน รีเจียนัล เบียร์ ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 2 ของเวเนซุเอลา ก็สามารถผลิตเบียร์ทดแทนเพิ่มได้เพียง 20% เท่านั้น

จากปัญหาการขาดแคลนเบียร์ดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศให้มีการจัดสรรปันส่วนวิสกี้ เช่นเดียวกับนม น้ำมันพืช แป้งสาลี กระดาษชำระ และผงซักฟอก

ขณะที่ บริดจสโตน บริษัทยางรถยนต์รายใหญ่ ประกาศขายกิจการในเวเนซุเอลาให้กับกรุโป  คอริมอน อุตสาหกรรมท้องถิ่น โดยแถลงการณ์ของบริดจสโตน ระบุว่า เศรษฐกิจของเวเนซุเอลากำลังเผชิญหน้ากับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด ส่งผลให้บริษัทต้องขายสินทรัพย์ในประเทศทิ้ง

เช่นเดียวกับ ฟอร์ด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) และฮาลิเบอร์ตัน ที่ชะลอการลงทุนในเวเนซุเอลาจากพิษเศรษฐกิจ

เปรูอ่วมปรอทปนเปื้อนหนัก

ประธานาธิบดี ออลลันตา ฮูมาลา ของเปรู ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วันในพื้นที่บริเวณป่าอะเมซอน เนื่องจากเกิดการรั่วไหลและปนเปื้อนของสารปรอทจากการทำเหมืองทองคาผิดกฎหมายนับ 10 แห่ง

มานูเอล พัลการ์-วิดาล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเปรู ระบุว่า เหมืองทองคำเถื่อนใช้สารปรอทในการแยกสินแร่ออกจากก้อนหิน ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท โดยเหมืองทองคำดังกล่าวปล่อยสารปรอทลงแม่น้ำกว่า 40 ตัน/ปี ส่งผลให้สารรั่วไหลเป็นวงกว้างกว่า 2.47 แสนเอเคอร์ และประชาชนกว่า 41% หรือราว 5 หมื่นรายจาก 11 เขตในภูมิภาค มาเดร เด ดิโอส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารปรอทสูงกว่าระดับมาตรฐานถึง 6 เท่า

ทั้งนี้ รัฐบาลเปรูเตรียมจัดส่งปลาที่ไม่มีการปนเปื้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสังเกตการณ์เพื่อคอยให้ความรู้แก่ประชาชนด้วย

รัฐบาลใหม่บราซิลโดนแฉซ้ำ

หนังสือพิมพ์ ฟอลฮา เดอ เซา เปาโล สื่อท้องถิ่นของบราซิล เผยแพร่คลิปบันทึกการสนทนาแฉ โรเมโร่ จูกา รัฐมนตรีกระทรวงวางแผน งบประมาณ และการจัดการ ซึ่งเป็นมือขวาของรักษาการประธานาธิบดี มิเชล เทเมอร์ ในประเด็นเรื่อง การไต่สวนถอดถอนอดีตประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ เพื่อขัดขวางการสืบสวนคดีทุจริตในปีโตรบราส รัฐวิสาหกิจน้ำมันของบราซิล

คลิปเสียงดังกล่าวเป็นบันทึกการสนทนาระหว่าง โรเมโร่ จูกา รัฐมนตรีวางแผน กับ เซอร์จิโอ มาชาโดผู้บริหารทรานส์ปิโตร บริษัทขนส่งน้ำมันและแก๊สรายใหญ่ของบราซิล ที่มีรายชื่อว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตปีโตรบราส

ในคลิปเสียงสนทนา จูกา ระบุว่าต้องใช้ “ข้อตกลงแห่งชาติ” ในการขัดขวางกระบวนการสอบสวนคดีทุจริต ทั้งนี้ จูกายืนยันว่า มีการบิดเบือนคลิปเสียงดังกล่าวจากผู้ไม่หวังดี และย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาขัดขวางกระบวนการสืบสวนปีโตรบราส แต่ต้องการยุติปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤต

ด้าน รุสเซฟฟ์ กล่าวว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันว่า กระบวนการถอดถอนเป็นการทำรัฐประหารที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉาว ปีโตรบราส

ทั้งนี้ คลิปเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่หลังการเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี เทเมอร์ ได้เพียง 11 วันเท่านั้น

 

ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งดุ จีนเปรี้ยง-โนเกียคืนชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/433127

ตลาดสมาร์ทโฟนแข่งดุ จีนเปรี้ยง-โนเกียคืนชีพ

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ข่าวหน้า 1 ตามเว็บไซต์การลงทุนเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา คือ ข่าวคราวการเข้าซื้อหุ้นของแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนชื่อดัง “ไอโฟน” ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อวงการตลาดหลักทรัพย์ และประธานเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ บริษัทที่ลงทุนในสหรัฐ เป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ทำให้ในวันเดียวกัน มูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลก็ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่มากกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.39 แสนล้านบาท)

การเข้าซื้อหุ้นของเจ้าพ่อวงการตลาดหลักทรัพย์ ทำให้บรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างมองว่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็น “ไอโฟน 7” ของแอปเปิ้ลจะต้องอลังการอย่างมาก สวนทางกับรายงานก่อนหน้านี้ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของแอปเปิ้ลและซัมซุง คู่แข่งจากเกาหลีใต้กำลังลดลง

จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยสัญชาติอเมริกัน ระบุว่า แอปเปิ้ลขายไอโฟนไปทั้งหมด 51.6 ล้านเครื่อง ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา และได้ส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด 14.8% อย่างไรก็ตามยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดดังกล่าวกลับลดลงจาก 60.2 ล้านเครื่อง และส่วนแบ่งการตลาดที่ 17.9% ในไตรมาสแรกของปี 2015

ขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งการตลาดของซัมซุง เจ้าตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ปรับตัวลดลงมากจาก 24.1% ในไตรมาสแรกปี 2015 เหลือ 23.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา แม้ยอดขายจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 81.2 ล้านเครื่อง

คู่แข่งจากจีนมาแรงกดดันเจ้าตลาด

หนังสือพิมพ์นิกเกอิ เปิดเผยรายงานว่า เจ้าตลาดอันดับ 1 และอันดับ 2 อย่างซัมซุงและแอปเปิ้ล กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งอย่างผู้ผลิตจีน ซึ่งสามารถเจาะตลาดเกิดใหม่ได้ในราคาที่ถูกกว่า และยังกระทบกับผู้ผลิตรายอื่นในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ เช่น แอลจี และโซนี่

นิกเกอิร่วมกับไอเอชเอส เทคโนโลยี บริษัทวิจัยในสหรัฐ คาดการณ์ว่า ยอดขายของหัวเหว่ย บริษัทเทคโนโลยีจากจีน คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-30% เป็น 130 ล้านเครื่อง ในปี 2016 นี้ ในขณะที่ผู้ผลิตหลักของจีนทั้ง 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงเสี่ยวหมี่และเลอโนโว คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% เป็น 550 ล้านเครื่อง เทียบเท่ากับยอดขายทั้งปีของซัมซุงและแอปเปิ้ลรวมกัน

ในขณะที่รายได้ของแอปเปิ้ลในไตรมาสแรกจะปรับตัวลงไป 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 3.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงยอดขายยังร่วงลง คู่แข่งในประเทศจีนกลับกำลังเติบโตขึ้น โดยในไตรมาสแรกหัวเหว่ยทำยอดขายเพิ่มขึ้น 18.1 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ในตลาดสมาร์ทโฟนเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ต่างประสบปัญหาการขยายตัว แบรนด์จากตลาดเกิดใหม่กำลังรบกวนโมเดลทางธุรกิจที่แบรนด์เดิมใช้มาโดยตลอดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด” อันชุล กุปตา ผู้อำนวยการวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าว

ตลาดจีนนับเป็นตลาดที่สำคัญของแอปเปิ้ล และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นๆ โดยข้อมูลจาก สเตรทจี อานาไลติกส์ บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดเทคโนโลยี ระบุว่า แม้จีนจะประสบกับเศรษฐกิจชะลอตัว แต่จีนก็ยังคงเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก จากยอดขายสมาร์ทโฟนในไตรมาสแรกทั้งหมด 334.6 ล้านเครื่อง และหัวเหว่ยก็ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 16% ตามมาด้วย ออปโป้ อีกหนึ่งผู้ผลิตมาแรงจากจีน

“มุ่งแบรนด์” โนเกียหวนคืนตลาด

ปี 2013 ไมโครซอฟท์ เข้าซื้อโนเกีย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสัญชาติฟินแลนด์ที่เคยครองบัลลังก์เจ้าตลาด ด้วยมูลค่า 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.52 แสนล้านบาท) หลังจากที่โนเกียเสียแชมป์โทรศัพท์มือถือในปี 2012 หลังจากครองมายาวนานตั้งแต่ปี 1997 เนื่องจากไม่อาจปรับตัวทันกับยุคสมาร์ทโฟนและการมาของไอโฟนได้ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอย่างมาก

เว็บไซต์ข่าวสารเทคโนโลยี เทคครัช เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “จุดสิ้นสุดยุคของโนเกีย” โดยหลังจากนั้นไม่นาน ไมโครซอฟท์ดึงพนักงานทั้งหมด 3.2 หมื่นคน ให้เข้ามาอยู่ใต้หลังคาของไมโครซอฟท์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อสมาร์ทโฟน โนเกีย ลูเมีย เป็น ไมโครซอฟท์ ลูเมีย ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม โนเกียกำลังหวนกลับคืนสู่ตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอีกครั้ง หลังไมโครซอฟท์ตกลงขายธุรกิจมือถือให้กับ เอชเอ็มดี โกลบอล บริษัทเทคโนโลยีฟินแลนด์ ซึ่งร่วมมือกับฟ็อกซ์คอนน์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนจากไต้หวัน ด้วยมูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) โดยแม้สิทธิบัตรการผลิตของโนเกียจะอยู่ที่เอชเอ็มดี แต่การผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจะเป็นการผลิตภายใต้แบรนด์ของโนเกีย

ดังนั้น ตลาดสมาร์ทโฟนจะได้เห็นโทรศัพท์ที่ปักยี่ห้อ “โนเกีย” กลับมาอย่างแน่นอน โดยจากข้อมูลของการ์ทเนอร์ สถานการณ์ของยอดขายสมาร์ทโฟนของไมโครซอฟท์ร่วงลงจาก 8.3 ล้านเครื่อง เหลือเพียง 2.4 ล้านเครื่อง ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกร่วงลงจาก 2.5% เหลือ 0.7% เท่านั้น

“ภาพลักษณ์ของตราสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะสร้างความแตกต่างในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโมเดลธุรกิจของเราจะให้ความสนใจกับสินทรัพย์อันมีเอกลักษณ์ของตราสินค้าโนเกียเป็นหลัก” อาร์โต นัมเมอลา ประธานบริหาร (ซีอีโอ) เอชเอ็มดี กล่าว