โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430928

โซเชียลมีเดีย สื่อไร้สายมหันตภัยวัยรุ่น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สื่อสังคมโซเชียลมีเดีย” ถือว่ามีอิทธิพลมากในชีวิตของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย ทั้งใช้เพื่อศึกษาข้อมูล ติดตามความเคลื่อนไหวในสังคม แต่ในโลกของสื่อชนิดนี้ก็มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ซึ่งบางครั้งถูกนำเสนอออกไปโดยไม่ผ่านการคัดกรอง ดังที่เห็นว่าเมื่อมีเหตุอะไรสื่อชนิดนี้จะแพร่ออกไปได้อย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบตามมาอย่างที่เห็นในหน้าข่าว

จึงทำให้น่ากังวลว่าสังคมวัยรุ่นไทยปัจจุบันเมื่อใช้สื่อชนิดนี้แล้วจะสามารถแยกแยะได้หรือไม่ นับเป็นเรื่องน่าห่วงและสังคมควรให้ความสนใจหาทางป้องกัน มิฉะนั้นอาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในอนาคต

ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า ปัจจัยที่ทำให้พฤติกรรมของวัยรุ่นไทยแสดงออกและพยายามเผยแพร่มากขึ้น มาจากการขยายตัวของสื่อโซเชียลมีเดียที่มีมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นหญิงก็มีความคึกคะนองมาก และใช้ความรุนแรงไม่ต่างจากวัยรุ่นชาย ซึ่งมองว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคม ที่ทำให้คนกล้าเปิดเผยการกระทำมากขึ้น

ภูเบศร์ ชี้ให้เห็นว่า กรอบทางวัฒนธรรมของสังคมไทยปัจจุบัน มีความหละหลวมมากขึ้นไม่เหมือนเมื่ออดีตที่กรอบตรงนี้จะคอยควบคุมพฤติกรรมคนในสังคมอยู่ แต่เมื่อการแสดงออกสมัยนี้มีความเป็นอิสระ ทำให้ความรู้สึกอดกลั้นที่อยู่ภายในถูกเปิดเผยออกมากลายเป็นความรุนแรง และนำมาระบายผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในสังคม ที่เยาวชนมักมีการแสดงความคิดเห็นอย่างสุดโต่ง สุดขั้วออกมามากขึ้น ประกอบกับรู้สึกว่ามีผู้สนับสนุนที่มาจากผู้ชม ยอดไลค์ เหตุผลนี้จึงยิ่งทำให้ผู้ที่แสดงออกทางสื่อประเภทนี้ยิ่งโพสต์ออกมามากขึ้น

ภูเบศร์ บอกอีกว่า การแก้ปัญหาในขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีหลักการใดมาติดตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียได้ทัน ไม่ว่าจะเอา กระทรวง กรม ไหนมาควบคุมก็ทำได้ไม่ทัน เพราะสื่อวันนี้มีมากกว่าองค์กรที่มาควบคุม แต่ส่วนตัวก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง เพราะขณะนี้สังคมกำลังเคลื่อนไปสู่ความมีเสรีภาพ

“แต่การลดปัญหา จะต้องทำให้คนในสังคมมีวิจารณญาณ มีความยั้งคิด และช่วยกันติดตามตรวจสอบ ถึงแม้อาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากแต่ก็พอสามารถแก้ไขได้” ภูเบศร์ ย้ำ

อีกมุมจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต ชี้ว่า วัยรุ่นมีโอกาสแสดงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยง ประกอบกับปัจจุบันรูปแบบในสังคมที่เปลี่ยนไป โซเชียลมีเดียเข้ามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมวัยรุ่นเปลี่ยนไป ทั้งการข่มขู่ในโลกออนไลน์ รวมถึงการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้มาจากสภาพปัจจุบันที่เด็กใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวน้อยลง รวมกลุ่มกันมากขึ้น รับรู้สิ่งแวดล้อมนอกครอบครัวเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีคิด การใช้ชีวิต ภาวะทางอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ จึงทำให้น่าเป็นห่วง

สำหรับการแก้ปัญหาการใช้สื่อของวัยรุ่นที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรม รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะว่า โรงเรียน ครอบครัว สังคมควรอธิบายให้เยาวชนเข้าใจถึงการใช้สื่อให้อย่างถูกต้องว่าอะไรดี และจะต้องทำให้รับรู้ถึงผลที่จะเกิด และภาครัฐควรหาพื้นที่เพื่อให้เยาวชนได้ออกมาทำกิจกรรมให้มากขึ้น ไม่ควรให้เยาวชนอยู่แต่ในสังคมโซเชียลมีเดียอย่างเดียว

“การแก้ปัญหาความรุนแรงในเยาวชน ถ้าแก้ไม่ได้ปัญหาก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันทำ เฝ้าระวัง ใส่ใจ และลงมาดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” พญ.พรรณพิมล กล่าว

เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.แมน เม่นแย้ม รองผู้กำกับ กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) บอกว่า พฤติกรรมเด็กไทยปัจจุบันแนวโน้มใช้ความรุนแรง ก้าวร้าวมากขึ้น เพราะปัจจุบันพบการกระทำความผิดของกลุ่มเยาวชนจากเดิมมีเกณฑ์ถูกดำเนินคดีช่วงอายุ 16-18 ปี แต่ในปัจจุบันอยู่ช่วงอายุ 12 ปี โดยไปเกี่ยวข้องทั้งยาเสพติด ความรุนแรง และข่มขืน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าห่วง

“ปัจจัยหนึ่งมาจากสื่อออนไลน์ ที่ทำให้เยาวชนสามารถระบายออกทางอารมณ์ได้อย่างเปิดเผย โดยขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรอง และไม่มีผู้ใดตักเตือน จึงทำให้ปัจจุบันมักจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ของเยาวชนแสดงออกมามากขึ้นและพร้อมที่จะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปสู่การกระทำในลักษณะอื่นที่สุ่มเสี่ยง” พ.ต.ท.แมน ฉายภาพปัญหา

รอง ผกก.ดส. แนะนำว่า การแก้ปัญหา สถาบันครอบครัวต้องมาดูแลควบคุมพฤติกรรมบุตรหลานให้มากขึ้น ไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยสื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเด็กสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่อยู่ในโลกออนไลน์ที่มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ก็อาจทำให้ยิ่งยากเกินกว่าจะควบคุม อีกทั้งถ้าหวังใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเดียวน่าจะไม่มีประโยชน์ การแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น

 

“โกงสอบ” เจอเอาผิดทางแพ่งแถมเสี่ยงถูกแบนในวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430904

"โกงสอบ" เจอเอาผิดทางแพ่งแถมเสี่ยงถูกแบนในวิชาชีพ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ สำหรับกรณีการทุจริตสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยเเพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จนนำไปสู่การประกาศยกเลิกการสอบในที่สุด

โดยกลโกงครั้งนี้ มีนาฬิกาอัจฉริยะและแว่นตาติดตั้งกล้องวงจรปิดเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ แบ่งกระบวนการออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่รับจ้างจากสถาบันกวดวิชาด้วยเงินราว 5 พันบาท เข้ามานั่งในห้อง เพื่อใช้แว่นตาบันทึกภาพข้อสอบ เมื่อบันทึกภาพเสร็จจะลุกออกจากห้อง นำแว่นไปส่งต่อให้กับทีมงานที่รออยู่ภายนอก จากนั้นไฟล์ภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังให้ทีมเฉลยข้อสอบ เพื่อจัดการเฟ้นหาคำตอบและส่งกลับมายังนาฬิกาอัจฉริยะของนักเรียนผู้ว่าจ้าง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาการสอบไม่เกิน 3 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตามจากหลักฐานเบื้องต้นพบว่าการทุจริตสอบคัดเลือกนั้นไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ ทำได้เพียงเอาผิดทางแพ่งและตามระเบียบของมหาวิทยาลัยเท่านั้น..

ทนาย เกิดผล แก้วเกิด ให้ความเห็นว่า การทุจริตข้อสอบ สามารถเอาผิดได้ตาม “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420” ที่ระบุว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

“หลักฐานเบื้องต้นเท่าที่เปิดเผย กรณีดังกล่าว คงไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ทางแพ่งเอาผิดได้แน่นอน เพราะสถาบันกวดวิชาเเละผู้ทุจริตทำให้มหาวิทยาลัยเสียหาย เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดการสอบครั้งใหม่ รวมทั้งสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยด้วย”

ด้านทนาย วิรัช หวังปิติพาณิชย์ บอกเสริมว่า นอกจากความผิดทางแพ่งแล้ว ยังสามารถเอาผิดได้ตามระเบียบสถานการศึกษาด้วยเช่นกัน

“ใครทุจริตการสอบ ก็จะถูกตัดสิทธิในวิชานั้นหรือมหาวิทยาลัยนั้นไป โดยดำเนินการตามระเบียบเเละข้อบังคับของแต่ละสถานการศึกษา ตัวอย่างในอดีตครั้งหนึ่ง การสอบเนติบัณฑิต เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ทุจริตได้ 6-7 ราย คนพวกนี้ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถูกแบน ไม่มีสิทธิได้เป็นทนายความ อัยการ และศาลอีกต่อไปตลอดชาติ เรียกว่าจบชีวิตในวิชาชีพนี้เลย ตามระเบียบของสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก ส่วนตัวไม่ทราบว่าแพทยสภามีระเบียบเช่นนี้หรือไม่”

ทนายวิรัช เสนอว่า ถ้าจะให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนอย่างเป็นรูปธรรมก็ควรออกเป็นกฎหมายอาญาว่าด้วย “เรื่องการทุจริตข้อสอบระดับประเทศ” เสียเลย แต่การบังคับใช้ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงช่วงอายุของผู้เรียนและผู้สอบด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“ประเทศอย่างจีน ตามนโยบายปราบปรามคอรัปชั่น กฎหมายอาญามาตรา 284 ของเขา กำหนดโทษผู้ที่โกง หรือวางแผนจะโกงการสอบ ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี และในกรณีที่มีความเสียหายมาก ผู้กระทำผิดอาจต้องโทษได้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี และต้องเสียค่าปรับด้วย ซึ่งถือว่ารุนแรง” ทนายความหนุ่มกล่าว

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ประกาศขึ้นแบล็คลิสต์ผู้กระทำความผิดทั้งหมดแล้ว และเตรียมดำเนินคดีกับทางสถาบันกวดวิชาผู้ว่าจ้างอย่างถึงที่สุดตามกฎหมายด้วย

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต กล่าวว่า จากผู้ต้องหาทั้งหมด 5 ราย มี 1 รายยอมรับเเล้วว่าถูกว่าจ้างมาจากสถาบันกวดวิชา

“5 คนที่ถูกจับได้ เป็นนักเรียนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการสอบ โดยใส่นาฬิกาเข้าสอบ 3 ราย ส่วน 2 คนที่เหลือเป็นทีมงานจากสถาบันกวดวิชา มีหน้าที่ใส่แว่นตาเข้าไปบันทึกภาพ เพื่อส่งให้กับผู้ต้องหาอีกรายที่อยู่ด้านนอก อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ไม่ได้มีผู้กระทำความผิดเเค่ 3 คน น่าจะมีมากกว่านี้ โดยผู้กระทำความผิดจะถูกเเบล็กลิสต์จากทางมหาวิทยาลัยรังสิต ส่วนจะมีผลต่อมหาวิทยาลัยอื่นอีกหรือไม่ ไม่ทราบได้ เเต่ทั้งหมด โดยเฉพาะสถาบันกวดวิชาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางเเพ่งเเละอาญาตามเเต่ที่กฎหมายไทยรองรับ ซึ่งมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดถึงที่สุด”

ดร.อาทิตย์ เผยด้วยว่า กระบวนการทุจริตครั้งนี้ ผู้ต้องการสอบเข้า ต้องจ่ายเงินสูงถึง 5 หมื่นบาท เพื่อทำสัญญาเเละรับมอบนาฬิกาอัจฉริยะไป โดยหากสอบติดต้องควักเพิ่มอีก 8 เเสนบาทถึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

“เรายอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ อนาคตจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องพัฒนามาตราการตรวจสอบดูแลผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าต้องห้ามอุปกรณ์ที่อาจใช้เป็นกลโกงได้ทุกชนิด และอนุญาตเพียงแค่ดินสอสองบีเท่านั้น”

 

 

ด้าน น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ชี้ชัดว่า หากนักเรียนนักศึกษามีประวัติในการทุจริตการสอบแล้ว การเข้าเรียนแพทย์คงจะเป็นเรื่องยาก และแม้จะเข้าเรียนได้ แต่เมื่อจบการศึกษาก็จะต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและขึ้นทะเบียนกับแพทยสภาก่อนจึงจะสามารถประกอบวิชาชีพแพทย์ได้ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจะมีการตรวจสอบประวัติเข้มข้น และหากตรวจพบว่ามีประวัติการทุจริตจะไม่อนุญาตให้สอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยเด็ดขาด เนื่องจากวิชาชีพแพทย์ต้องมีความซื่อสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจำนวนมาก หากมีพฤติกรรมเคยทุจริต ในอนาคตอาจโกงการตรวจคนไข้ หรือทำเรื่องทุจริตที่ส่งผลกระทบได้ จึงต้องคัดออกไปตั้งแต่ต้น

นายกแพทยสภากล่าวอีกว่า มาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แพทยสภามีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว โดยมีการตรวจสอบบัตรประชาชนว่าเป็นตัวจริงมาสอบหรือไม่ และไม่อนุญาตให้นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเข้าห้องสอบ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกสิ่งชั่วร้ายในวงการศึกษาเเละสังคมไทย ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการโกงเกิดขึ้นได้ทุกเเห่งหน ไม่ว่าวงการอาชีพไหน

 

 

 

 

 

ส่องคำพูด “ประยุทธ์” เห็นผลลัพธ์ 2 ปี คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430766

ส่องคำพูด "ประยุทธ์" เห็นผลลัพธ์ 2 ปี คสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วันที่ 22 พ.ค. ครบรอบ 2 ปี กับการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาพร้อมสร้างความสงบเรียบร้อยให้ชาติบ้านเมืองหลังต้องเผชิญวิกฤตจากพิษภัยการเมืองอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มีอะไรสำเร็จลุล่วงไปแล้วบ้าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สะท้อนภาพรวม ว่า ต้องย้อนหลังกลับไปดูประกาศ คสช.เข้ามาทำอะไร แล้ว 2 ปี ได้ทำอะไรหรือไม่อย่างไร เพราะหลายเรื่องราวยังไม่ตรงกับคำประกาศตอนเข้ามา

ทั้งนี้ ส่วนตัวพยายามเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ไปรวบรวมสิ่งที่พูด ไม่ว่าคำสั่ง คสช. หรือในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ รวมถึงปาฐกถาต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชน ว่า 2 ปี ได้พูดอะไรไว้ และแต่ละเรื่องทำเสร็จแล้วกี่เรื่อง

“พล.อ.ประยุทธ์ มีไอเดียบรรเจิด มีรูปแบบสั่งมากจนผู้ใต้บังคับบัญชารู้ทาง เลยไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้า 2 ปี รวบรวมคำประกาศจะเห็นได้ว่ามีประเด็นใดบ้างทำสำเร็จ สะท้อนผลลัพธ์เป็นอย่างดี เช่น เรตติ้งรายการคืนความสุขลดลง เพราะประชาชนจำ เมื่อพูดไม่มีการทำจะดูทำไม เมื่อนายกฯ เรียกเรตติ้ง ต้องไปดูว่าประชาชนหวังสิ่งที่พูด แต่ไม่ได้สิ่งที่ทำ”

จตุพร ยอมรับว่า ทั้งหมดพาให้เกี่ยวเนื่องรวมถึงเรื่องการเมือง และรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น เพียงแต่ว่าการเข้าใจประชาชนแตกต่างกัน เช่น เรื่องทำประชามติ ถ้าออกกฎหมายมากีดกันฝ่ายไม่รับ แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้โทษหนักขึ้น ไม่นับมาตรา 44 และคิดว่าฝ่ายรับทำได้ทางเดียว คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงรักษาดินแดน ออกสื่อจัดกิจกรรมฝ่ายเดียว หวังชนะประชามติ ซึ่งเป็นความคิดผิดพลาดมาก

“รัฐธรรมนูญไปที่ไหนก็ดีผิดปกติ แต่ในทางการเมืองยังไม่เข้าใจหรือรู้จักประชาชน เพราะคนไทยดื้อเงียบ ไม่ปฏิเสธการซื้อแต่ไม่เลือก ทำให้พรรคการเมืองหนึ่งที่เคยเรียกร้องให้ปฏิรูป จ่ายมากแต่ทำไมแพ้ เพราะประชาชนคนไทยมาไกลมาก เรื่องรัฐธรรมนูญสมัยร่างบวรศักดิ์จนมาถึงมีชัย ไม่มีอะไรที่ประชาชนได้รับฟัง ความเดือดร้อนประชาชนไม่ได้รับแก้ไข ซึ่งสำคัญมาก”

ขณะเดียวกัน ปัญหาอย่างเรื่องลักวิ่งชิงปล้นก็ถือเป็นตัวสะท้อน เหมือนยุคปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าเรือนจำว่าง ซึ่งยังไม่นับชาวบ้านขายข้าวแต่ทุกวันนี้ต้องมาซื้อข้าว และที่ยืนอยู่ได้เพราะหาอาหารกินได้ ถ้าวันไหนขาด เป็นเรื่องใหญ่ ชาวนาหลายปีเปลี่ยนแปลงไปไกล ดังนั้นหากรวบรวมคำพูดตลอด 2 ปี ก็จะเห็นคำตอบชัดเจน

ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า เรื่องที่เป็นโจทย์ใหญ่และถือเป็นพันธกิจ คสช.ที่ต้องเน้นย้ำ ซึ่งเป็นพันธสัญญาทางสังคมในช่วงนั้น มีด้วยกัน 3 เรื่อง 1.ยุติความขัดแย้ง สร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ

2.จัดการความไม่ชอบมาพากลจากผลผลิตทางการเมืองล้มเหลว ทุจริต ใช้อำนาจมิชอบจากรัฐบาลที่ผ่านมาในการเลือกปฏิบัติ และ 3.การปฏิรูปประเทศไทย โดยทั้ง 3 เรื่อง ไม่มีภาคขยายชัดเจน แม้จะเห็นยุทธศาสตร์ชัดบางระดับ แต่ในทางปฏิบัติ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เด่นชัดเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง

สุริยะใส ยกตัวอย่างเช่น ปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง คสช.มีอำนาจพิเศษทำให้การเมืองมีทางออก แต่การปฏิรูปยังไปไม่ถึงไหน แม้กระทั่งการปฏิรูประดับโครงสร้างก็ไม่ชัดซึ่งมีบ้างบางระดับ แม้ที่ผ่านมา คสช.พยายามแก้ปัญหาทั้งเรื่องค้ามนุษย์ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเรื่องการบิน แต่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องพบกับปัญหานี้

ทว่า เรื่องใหญ่ที่ต้องปฏิรูปกลับถูกแช่แข็ง เช่น การปฏิรูปตำราจ ข้าราชการ กระจายอำนาจ และการจัดการปราบปรามทุจริต ส่วนเรื่องที่คิดว่าหายไปนาทีนี้ คือ เรื่องการปรองดอง โดยส่วนตัวคิดว่าไม่เชื่อ คสช.เชื่อว่าบ้านเมืองจะเกิดความสมัครสมานสามัคคี

“แต่แปลกใจที่ คสช.ไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ยกตัวอย่าง ย้อนหลังกลับไปช่วงรัฐประหารใหม่ๆ คสช.มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้ แต่ระยะหลังเงียบหายไป”

สุริยะใส ยกผลงานรัฐบาลกรณีเข้าไปเคลียร์ปัญหาของรัฐบาลที่แล้วในการทุจริต ถือเป็นผลงานรูปธรรม แต่สิ่งที่เป็นห่วงสุด การรัฐประหารอาจไปสู่จุดเสียของ แต่ภาพรวมถ้าเป็นไปตามโรดแมป ตามทัศนคติส่วนตัว คสช.ยังมีเวลาพอในการทำเรื่องปฏิรูปใหญ่ๆ ให้แล้วเสร็จ

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (กปปส.) เห็นว่า ผลงาน คสช.ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นที่พอใจของประชาชน โดยนายกฯ มีความตั้งใจแก้ปัญหาประเทศ แต่ต้องยอมรับว่า คสช.รับศึกหนักหลายด้านทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ แต่สิ่งที่ประชาชนจับตาและกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง คือ จะใช้เวลาที่มีปฏิรูปอย่างจริงจังและเกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน ส่วนเรื่องการเมืองคิดว่า คสช.คงไม่สนใจเรื่องนี้ จึงไม่ใช่จุดต้องกังวล ทั้งตัวนายกฯ บุคคลสำคัญใน คสช. แสดงเจตนาชัดขอทำหน้าที่ปฏิรูป โดยไม่กลับมาการเมืองอีก

“สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่ความผิด คสช. แต่เกิดจากเศรษฐกิจโลก ต้องแก้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ถ้าเทียบกับสถานการณ์ขณะนี้ คสช.ยังแก้ได้ดีอยู่ แต่จากนี้ไป คสช.จะใช้เวลาให้เกิดเป็นประโยชน์อย่างไร”

 

18 ปีคลิตี้ … เมื่อความยุติธรรมล่าช้าคือความ “อยุติธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430747

18 ปีคลิตี้ ... เมื่อความยุติธรรมล่าช้าคือความ "อยุติธรรม"

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…ชนัสถ์ กตัญญู

ท่ามกลางเเสงเเดดเจิดจ้า อุณหภูมิร้อนระอุถึง 40 องศา ชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ยังคงดำเนินไปอย่างปกติ แม้ยังพอมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่มันก็เป็นรอยยิ้มแห่งความจำยอม

ภาวะจำยอมที่ว่ามาจากความกล้ำกลืนฝืนทนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วย ผ่านมา 18 ปีเต็ม พวกเขายังไม่ได้รับการเยียวยาชดเชยในระดับที่ควรจะเป็น สถานการณ์วันนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ย้อนรอยคดีคลิตี้ 18ปีแห่งการต่อสู้อันยืดเยื้อ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2541 ข่าวการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ปรากฎต่อสาธารณชน หลังชาวบ้านต่างล้มป่วย มีอาการผิดปกติ และจบชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ชาวบ้านหลายคนบอกตรงกันว่า สาเหตุมาจากโรงแต่งแร่ตะกั่วบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) ปล่อยน้ำเสียลงห้วย ทำให้น้ำขุ่นเทา ปลาตายจำนวนมาก ดื่มแล้วรู้สึกไม่สบาย คันคอ มึนหัว ถึงขนาดมีแพทย์ออกใบรับรองยืนยันว่าชาวบ้านหลายรายป่วยเป็นโรคพิษสารตะกั่ว เช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณะสุขที่ลงพื้นที่ตรวจหาสารตะกั่วก่อนพบว่า ชาวบ้านมีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตราฐาน

ปี 2547 การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของชาวบ้านเริ่มต้นขึ้น เมื่อพี่น้องกะเหรี่ยง 22 ราย ตัดสินใจฟ้องร้องกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ต่อศาลปกครอง ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และฟื้นฟูลำห้วยล่าช้า พวกเขาเสียเวลาในการต่อสู้คดียาวนานถึง 10 ปี กระทั่ง 10 ม.ค. 2556 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษจ่ายค่าชดเชย 3.8 ล้านบาท รวมทั้งให้กำหนดแผนฟื้นฟูลำห้วยใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้การฟื้นฟูยังไม่คืบหน้า ชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชย ยังคงต้องใช้น้ำในลำห้วยที่ปนเปื้อนสารพิษ

ต่อมา ชาวบ้าน 151 คน ที่ได้รับพิษจากสารตะกั่วอันเป็นผลโดยตรงจากการปล่อยน้ำเสียและตะกอนหางแร่ของโรงแต่งแร่ ยื่นฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ฯ ฐานปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรังและไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้ดังเดิม โดยศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงิน 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง ให้กับชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 คน คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ส่วนอีกคดีคือ คดีแพ่งที่ชาวบ้าน 8 คนซึ่งมีหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์ว่าร่างกายได้รับการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท ตะกั่วคอนเซน เตรทส์ฯ  ล่าสุดศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 21 มิ.ย.นี้

สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เผยว่า จวบจนถึงวันนี้ กรมควบคุมมลพิษยังไม่ได้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ยิ่งกว่านั้นหากพิจารณาแผนการฟื้นฟูของคพ.จะพบว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจุดฝังกลบตะกอนดินปนเปื้อนตะกั่วที่กำหนดไว้อยู่บนที่สูงเหนือพื้นที่และไม่ไกลจากหมู่บ้าน หากฝนตก ทิศทางการไหลของน้ำจะพาสารพิษเหล่านั้นลงสู่ลำห้วยเช่นเดิม หรือกรณีฝายหินที่คพ.ทำไว้ 2 จุด ในลำห้วยก็ไม่สามารถลดมลพิษได้ นอกจากนี้คำกล่าวที่บอกว่า ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองนั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

“ไม่ว่าต้นเหตุจะเกิดจากกิจการเหมืองตะกั่วหรือเกิดจากธรรมชาติ คพ.มีหน้าที่ต้องกำจัดให้หมด ซึ่งหากพบว่าเอกชนเป็นต้นเหตุก่อมลพิษ คพ.ก็ค่อยไปฟ้องร้องเรียกค่าดำเนินการได้ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 ที่ให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการเรียกค่าเสียหายจากการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากผู้ก่อมลพิษ”

สุรพงษ์ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปี ตั้งแต่ชาวบ้านยื่นฟ้องจนถึงมีคำพิพากษาศาลฎีกา ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาโดยตลอด แม้ว่าโจทก์ทั้ง 8 รายจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ชาวบ้านอีกหลายรายกลับเสียชีวิตไปแล้ว ความยุติธรรมที่ล่าช้ากลายเป็นความอยุติธรรม และปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือการบังคับคดี เนื่องจากบริษัทตะกั่วฯ ปิดกิจการไปแล้ว และประธานกรรมการฯ ก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องหาแนวทางการดำเนินการต่อไป

“ถึงแม้การบังคับคดีจะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้นถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับคดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นคดีแรกที่ฟ้องตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล และศาลได้วางแนวทางให้ผู้ก่อมลพิษต้องแสดงความรับผิดชอบ”

ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า นอกจากจุดเริ่มต้นอย่างการหาทางออกที่จริงใจร่วมกันแล้ว ตัวแปรสำคัญอีกอย่างคือการดำเนินการ ซึ่งสุรพงษ์บอกว่า ถ้ารวบรวมเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษาอย่างยาวนานตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าสูงกว่า 100 ล้านบาท ลงมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ป่านนี้ความสำเร็จทุกอย่างคงคืบหน้าไปมากกว่านี้

วันนี้ชาวบ้านยังต้องดูแลตัวเอง

ถึงแม้ศาลจะตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี แต่กระบวนการชดเชยเยียวยากลับไม่มีให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภคสำคัญอย่างน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาด กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องลงทุนสร้างระบบน้ำประปากันเอง

ธนกฤต โต้งฟ้า หนุ่มคลิตี้วัย 23 ปี ผู้ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วปนเปื้อนในร่างกาย เล่าว่า ระบบประปาภูเขาเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2546 หลังจากน้ำในลำห้วยไม่สามารถนำมาบริโภคได้ เพราะเต็มไปด้วยสารพิษ

“เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้ใช้น้ำลำห้วยเป็นหลัก ทั้งกิน ทั้งใช้ในกิจกรรมทางสังคม ศาสนา กระทั่งได้รับผลกระทบจากสารตะกั่ว ชาวบ้านเริ่มหวาดระแวงไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะน้ำไม่เพียงพอ พอปี 2546 อบต.ชะแล เริ่มดำเนินการประปาภูเขาขึ้น ใช้ท่อเหล็กเป็นวัสดุหลัก ส่งน้ำหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้าน แต่มันไปได้ไม่ทั่วถึง นานเข้าก็เกิดสนิม ที่สำคัญน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ธาตุอย่างหมู่บ้านเรา จำเป็นต้องได้รับการกลั่นกรองก่อนดื่มกินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้ อบต.มีงบไม่เพียงพอ”

ธนกฤต บอกว่า หลังจากพวกเขาชนะคดีคพ. ในปี 2556 ได้แบ่งเงินจากค่าชดเชยที่ได้ราว 1 ล้านบาท นำมาปรับปรุงระบบน้ำประปาภูเขา เพื่อให้สะอาด ปลอดภัยและทั่วถึงมากขึ้น

“เราแบ่งเงินออกมาจำนวน 1 ล้าน เพื่อนำมาปรับปรุงระบบประปาภูเขา เปลี่ยนจากท่อเหล็กเป็นท่อประปาที่ได้รับมาตราฐาน แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ พยายามร้องขอให้ คพ.เข้ามาช่วยเยียวยาเราเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง ไม่มีกลไกชดเชยระหว่างฟื้นฟู ”

เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือและถูกปฎิเสธ ธนกฤตและชาวบ้านตัดสินใจร่างโครงการระบบประปาภูเขาขึ้นมาเอง พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเอกชนจนได้เงินมา 3 ล้านบาท จัดการปรับเปลี่ยนท่อประปา สร้างบ่อพักน้ำเสร็จสิ้นเมื่อปี 2558

“เมื่อ คพ.ไม่ช่วยเรา ผมจำเป็นต้องเขียนร่างโครงการขึ้นมาและไปขอเงินบริจาคจากภาคเอกชนทั่วประเทศ  สุดท้ายได้เงินมา 3 ล้านบาท จัดการพัฒนาระบบประปาภูเขา ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมาก น้ำประปาทั่วถึง แต่ยังไม่มีเครื่องกรองที่มีคุณภาพ สิ่งที่กังวลคือ หน้าแล้งปีนี้น้ำน้อยมาก หลายบ้านหนีไม่พ้นที่ต้องกลับไปกินน้ำในลำห้วยเช่นเคย”

ธนกฤต โต้งฟ้า เยาวชนบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ชี้ให้ดูระบบประปาภูเขา ที่วันนี้เหลือน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้อุปโภคบริโภคของชาวบ้าน สุดท้ายก็ต้องยอมใช้น้ำปนเปื้อนสารตะกั่วจากลำห้วยคลิตี้

หลากหลายชีวิตท่ามกลางลำห้วย

ที่ผ่านมามีการรณรงค์ไม่ให้ดื่มกินน้ำในลำห้วย ทว่าด้วยวิถีชีวิตความเคยชิน บวกกับน้ำประปาภูเขายังไปไม่ทั่วถึง ไม่เพียงพอให้ดื่มกินได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะหน้าแล้ง ทำให้ชาวคลิตี้ยังคงต้องพึ่งพาลำห้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายน้ำแห่งนี้เปรียบดั่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต ทั้งดื่มกิน ประกอบอาหาร ซักผ้า หรือแม้กระทั่งสร้างความสุขและผ่อนคลาย

ปัญญา ทองภาภูมิปฐวี ย้อนรำลึกถึงสมัยยังเป็นเด็กว่า เขาเติบโตมากับสายน้ำใสแจ๋ว ดื่มกิน จับปลาได้อย่างสบายอกสบายใจ จนกระทั่งลำห้วยต้องมาแปดเปื้อนมัวหมองด้วยสารตะกั่ว

“ตอนเด็กๆผมทั้งกินทั้งเล่นน้ำในห้วยทุกวันเลยครับ สะอาด ใส วันไหนร้อนๆก็พากันวิ่งกระโดดตีลังกาลงน้ำกับเพื่อนสนุกสนาน  จนวันหนึ่งน้ำเริ่มมัวขุ่นและมีกลิ่น เด็กๆอย่างเราไม่รู้ก็เข้าใจว่าน้ำป่า  นานวันเข้าเริ่มได้ยินข่าว ห้วยบ้านเรากำลังปนเปื้อนสารตะกั่ว ห้ามกินห้ามใช้ อันตรายถึงตาย ชาวบ้านพากันถอยหนีไปพักหนึ่ง แต่มันหนีไม่ได้ตลอด ทุกคนยังต้องกิน ต้องใช้  บางบ้านเขาก็ต้มดื่มจริง แต่ส่วนใหญ่ไม่หรอกครับ ยิ่งออกไปทำไร่ด้วย เหนื่อยเมื่อไหร่ก็ตักขึ้นมากินเลย จะไม่ให้ใช้ คงยาก”

ปัญญา บอกว่า ถึงแม้จะมีน้ำประปาจากภูเขาทดแทน แต่ก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหน้าแล้ง น้ำที่ไหลไปไม่ทั่วถึง ประกอบกับความเคยชินของคนในพื้นที่ ลำห้วยยังเป็นชีวิตของทุกคน “ที่สำคัญห้วยเรามันไม่เคยแห้งเลยครับ”

วิวัฒน์ นาสัวกิติ หนุ่มใหญ่วัย 53 ปี ยืนยันว่า แม้จะกลัว แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน

“วันนี้ผมก็ยังกินน้ำในลำห้วยอยู่ ความกลัวนั้นมีแน่นอนเพราะเห็นผลกระทบที่หลายคนได้รับ แต่ให้หนีคงไม่พ้นหรอก ต้องลองมาอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้านเราแล้วจะรู้ ชาวบ้านยังกินปลา ปักเบ็ดในลำห้วย มันคงแปลก  ถ้าบ้านเรามีน้ำ มีทรัพยากรอยู่ใกล้ๆ แต่ใช้ได้ไม่เต็มที่ ก็หวังว่าภาครัฐจะจัดการให้จริงจังเสียที  ดูแลชาวบ้านอย่างเท่าเทียม เหลียวแลคนไกลอย่างเราด้วย”

ชลาลัย นาสวนสุวรรณ สาววัย 27 ปี เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง ก่อนออกไปเรียนร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี คณะวิทยาการจัดการ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ปัจจุบันกำลังเรียนในระดับปริญญาโทสาขาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา ม.เชียงใหม่ ถือเป็นอีกคนที่เรียนจบแล้วกลับมาช่วยเหลือพัฒนาบ้านเกิด ในฐานะครู

“เราแนะนำเด็กๆเสมอว่า ให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำ พวกเขาก็เริ่มตั้งคำถามเสียงดังกว่าคนรุ่นเก่าแล้วว่าทำไม เพราะอะไรเราถึงใช้น้ำในหมู่บ้านไม่ได้  มันแสดงให้เห็นว่าเด็กๆเริ่มสนใจปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ”

ชลาลัย บอกว่า วิถีชีวิตในวันนี้ของชาวบ้าน แต่ละปีทุกคนยังคงออกไปทำมาหากินอยู่ไร่มากกว่าอยู่บ้าน นั่นหมายความว่า ลำห้วยยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกต้องกิน ต้องใช้

ฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่วที่กรมควบคุมมลพิษ สร้างไว้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถลดการปนเปื้อนและฟื้นคืนชีวิตให้ลำห้วยคลิตี้ล่าง

ปัจจุบันชาวบ้านยังคงได้รับผลกระทบจากสารพิษตะกั่ว บางคนมีอาการปวดเมื่อยไปถึงกระดูก หน้ามืด ท้องร่วง ขณะที่เด็กๆหลายคนต่างประสบปัญหาพัฒนาการทางสมองช้า พิการ ไม่สมประกอบ โดยแต่ละคนรายมีค่าสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติมาก  โรคร้ายเหล่านี้ได้บั่นทอนวิถีชีวิตและสุขภาพของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด หนีไม่พ้น โจ่ สอวอ-วิชัย นาสวนกนก  เด็กชายวัย 12 ขวบ ที่เข้ารับการรักษาโรคสารตะกั่วตั้งแต่แรกเกิด หลังมีอาการตัวเล็กผิดปกติ วันนี้เขายังคงผอมบาง เดินไม่ตรง ไม่สมประกอบ มีอาการหอบหืด และอาการที่บ่งชี้ว่าเป็นเด็กปัญญาอ่อน เป็นภาพอันน่าเวทนาสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากสารพิษที่ชาวบ้านไม่ได้ก่อได้เป็นอย่างดี

วันนี้บทเรียนอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านได้รับคือ การทุ่มเททรัพยากรมหาศาลอันไร้ความรอบคอบ เพื่อเเลกกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่มนั้นเสี่ยงเกินไปหรือเปล่ากับคนตัวเล็กตัวน้อยที่จะได้รับผลกรรมที่ไม่ได้ก่อ

18ปีผ่านไป ความยุติธรรมช่างมาถึงช้าเหลือเกิน.

โจ่ นายวิชัย นาสวนกนก เล่นน้ำในลำห้วยคลิตี้อย่างสนุกสนาน หนึ่งในเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับระดับสารตะกั่วในเลือดที่สูงกว่าผู้ใหญ่

 

ฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่วที่กรมควบคุมมลพิษ สร้างไว้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถลดการปนเปื้อนและฟื้นคืนชีวิตให้ลำห้วยคลิตี้ล่าง

 

ซ้ายคือดินที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว ส่วนขวาคือดินธรรมชาติที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยชาวบ้านเก็บตัวอย่างดินรอบๆฝายดักตะกอนปนเปื้อนจากตะกั่ว

 

ลานแต่งแร่ในอดีตถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลังเหมืองปิดตัวลง ในอดีตสถานที่แห่งนี้จะมีการขนแร่ตะกั่วที่ขุดมาได้นำมากองรวมกันบนยอดเนินสูงเท่าภูเขาย่อมๆก่อนจะผ่านกระบวนการด้วยน้ำและสารเคมีต่างๆเพื่อแยกแร่ตะกั่วออกมาส่วนกาก

 

จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430731

จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

โดย…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์, ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การเข้ามากว้านซื้อผลไม้ในประเทศไทยของนักธุรกิจจีนผ่านผู้รวบรวมผลไม้คนไทยหรือที่เรียกกันว่า “ล้ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีนคึกคักมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะสวนผลไม้ใน จ.จันทบุรี และตราด เกษตรกรชาวสวนและผู้ค้าผลไม้ทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างร่ำรวยขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ธุรกิจผลไม้ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่มากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท

วุฒิพงษ์ รัตนมนต์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ตราด และประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด เปิดเผยว่า หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี พ่อค้าชาวจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ไทยในจันทบุรีและตราดอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ซึ่ง บริษัท ไทฮง เป็นพ่อค้าชาวจีนเจ้าแรกที่เข้ามา และเป็นรายใหญ่ที่สุดในขนะนั้น

“ผู้ค้าผลไม้ในภาคตะวันออกรู้จักไทฮงดี และพ่อค้ารับซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกก็เป็นลูกค้าของไทฮงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลังจากจีนเปิดประเทศและมีการค้าเสรี ทำให้ผลไม้ของไทยส่งออกไปจีนอย่างมหาศาล และกลายเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ซึ่งชาวจีนนิยมบริโภค ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ยังต้องมีทริปมากินทุเรียนด้วย”

วุฒิพงษ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ผลไม้ใน จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งลำไย ซึ่งเริ่มปลูกมากในจันทบุรี และแต่ละปีมีปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาจะตกต่ำทุกปี ทำให้ทุกรัฐบาลต้องแทรกแซงราคาทุกปี ปีไหนแก้ไม่ได้ก็ถูกประท้วงกดดัน ปิดถนน หรือเทผลไม้ทิ้งเพื่อประท้วงจนเป็นปัญหาที่ซ้ำซาก และเป็นเรื่องปวดหัวของทุกรัฐบาล

อย่างไรก็ดี ต่อมามีภาคเอกชนในตราดจำนวนหนึ่งออกไปโรดโชว์สินค้าในประเทศจีนทุกปี ในหลายเมือง ทั้งคุนหมิง กว่างโจว ทำให้มีคำสั่งซื้อจำนวนมากขึ้นในปีต่อๆ มา โดยจีนมีเงื่อนไขที่ต้องเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพเท่านั้น

“หลังจากทำตลาดผลไม้ในจีนได้ไม่นาน ทำให้พ่อค้าส่งออกของไทยได้รับคำสั่งซื้อจากพ่อค้าชาวจีนโดยตรงและโดยอ้อม แต่ยังไม่ได้ตื่นตัวมากนัก เนื่องจากผลไม้ของเกษตรกรยังไม่มีคุณภาพมากนัก แต่ระยะหลังเริ่มผลิตได้คุณภาพเพื่อส่งออกมากขึ้น

“จากนั้นพ่อค้าชาวจีนเริ่มเดินทางมาสั่งซื้อผลไม้จาก 2 จังหวัดจำนวนมากขึ้น เพราะพ่อค้าจีนเหล่านี้มีเงินทุนมาก แต่ไม่มีความสามารถในการซื้อโดยตรง จึงทำสัญญาหรือมอบคำสั่งซื้อให้กับพ่อค้าคนกลางที่เป็นคนไทยรวบรวมผลผลิตให้ตามจำนวนที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของ ‘ล้ง’”

วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ราคาผลไม้มีราคาสูงและไม่ตกต่ำอีกประการก็คือ พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากที่ทุ่มเงินซื้อทุเรียนจาก 3 จังหวัดในภาคตะวันออกโดยผ่านล้งคนไทย อีกส่วนหนึ่งที่เดินทางมาซื้อโดยตรง และทำสัญญาซื้อขายกับทั้งเกษตรกรโดยตรงและสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ซึ่งในตราดมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

“พ่อค้ารับซื้อที่เป็นชาวจีนไม่ได้มีการฮั้วราคากัน แต่ทำในลักษณะต่างคนต่างซื้อและบางครั้งก็แย่งกัน ทำให้ราคาทุเรียนไม่ตกต่ำ และยังมีความต้องการสูง ซึ่งวันนี้ทุเรียนของตราดน่าจะเกิน 50% ถูกส่งไปจีน และพ่อค้าชาวจีนก็ทำในลักษณะนี้ในจันทบุรีและระยองเช่นเดียวกัน

“อีกส่วนหนึ่งก็คือ สหกรณ์การเกษตรแปรรูปและส่งออกตราดที่ผมเป็นประธานอยู่ได้รับซื้อผลทุเรียนทุกเกรดมาแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็งและรับซื้อในทุกขนาดในราคาถัวเฉลี่ย 50 บาท/กก. ซึ่งรับซื้อ 30-40 ตัน/วัน เดือนละ 1,000 ตัน ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการตลอดเวลา

“อีกทั้งทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาขายทุเรียนแช่แข็งให้พ่อค้าชาวจีนมีประมาณ 2,000 ตัน (เนื้อ)/เดือน หรือคิดเป็นผลทุเรียนประมาณ 6000-7,000 ตัน จึงทำให้ทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ ซึ่งเสมือนทำหน้าที่ล้งเช่นกัน”

สำหรับที่ จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายของพ่อค้าชาวจีนในการนำเข้าทุเรียนจำนวนมาก เพราะมีการปลูกทุเรียนมากและมีคุณภาพ จึงมีล้งขึ้นจำนวนมาก ยงยุทธ เจียงแจ่มจิตร เจ้าของล้งนาคินทร์ ตลาดเนินสูง อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นล้งรายใหญ่ของจันทบุรี ได้อธิบายว่า ไม่สามารถบอกจำนวนล้งที่รวบรวมผลไม้ส่งให้พ่อค้าชาวจีนได้ว่ามีจำนวนเท่าไรแน่ แต่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“คิดว่าวันนี้น่าจะเกิน 100 ล้ง ยังไม่รวมของตราดและระยอง ซึ่งแต่ละล้งจะมีเงินทุนหมุนเวียนในตลาดผลไม้แต่ละแห่งหลายสิบล้านบาท/ล้ง โดยพ่อค้าชาวจีนจะจ้างชาวไทยเป็นผู้รวบรวมผลไม้ให้ตามความต้องการ ซึ่งมีการกำหนดคุณภาพ ขนาด และราคาอย่างชัดเจน แต่จำนวนรับไม่อั้น

“ชาวจีนมาซื้อผลไม้โดยตรงไม่ได้ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้จักกับชาวสวน รวมทั้งมีพ่อค้ารายย่อยวิ่งเข้าไปซื้อผลไม้ในสวนโดยตรง จึงต้องซื้อผ่านคนไทย ซึ่งผู้ที่ทำล้งจะต้องคัดคุณภาพ ต่อรองราคา การชุบน้ำยา และการแพ็กเกจแล้วส่งขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งคนรวบรวมผลผลิตก็จะได้ส่วนต่างราคา การรับจ้างแพ็ก การบริหารจัดการเฉลี่ย 30 บาท/กก. อันนี้เป็นส่วนน้อยนะ

“การมีพ่อค้าชาวจีนมาสั่งทุเรียน มังคุด เพื่อนำเข้าประเทศและให้ล้งเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง พ่อค้าชาวจีนจะทำหน้าที่เพียงส่งเงินมาให้และรับสินค้านำเข้าจีนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบเป็นเงินสดและโอนเงินในวันรุ่งขึ้นทันที ทำให้เกษตรกรได้เงินเร็ว และมีเงินหมุนเวียนเร็ว

“แต่ละวันจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในปี 2558 มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ในปี 2559 น่าจะมีมากกว่า เพราะราคาผลไม้สูงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะนี้แต่ละล้งจะมีการบรรจุ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 20-25 ตัน ขึ้นอยู่กับชนิด อย่างมังคุด และลำไย แต่ละล้งจะสามารถส่งออกไปได้ 18-30 ตู้/เดือน เป็นอย่างน้อย”

ยงยุทธ ยังสะท้อนให้เห็นว่า หลังจากชาวจีนมารับซื้อผลไม้ผ่านล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุกวันนี้ผลไม้ของจังหวัดภาคตะวันออก คือ ทุเรียน มังคุด และลำไย เป็นที่ต้องการของชาวจีนมากขึ้น และส่งผลให้ราคาผลไม้สูงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

“วันนี้การประท้วงเกือบหมดไป ชาวสวนสามารถขายผลไม้ได้ราคาสูง แต่พ่อค้าชาวจีนไม่ได้ซื้อแบบฮั้วตลาด ต่างคนต่างซื้อ ทำให้ราคาไม่ตก วันนี้ตลาดยังเป็นของคนไทยอยู่ แต่ในอนาคต หรืออีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาขึ้นแน่ ทั้งล้งและเกษตรกร หากพ่อค้าชาวจีนรวมตัวซื้อผลไม้ หรือหยุดซื้อผลไม้จะส่งผลกระทบทันที

“วันนี้พ่อค้าชาวจีนพยายามจะเรียนรู้กระบวนการจัดการของล้งว่าเป็นอย่างไร เขาเริ่มเข้าใจและต้องการเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการทำงานเอง แทนที่ล้งคนไทย หากพวกเขาสามารถทำได้ และจ้างแรงงานทั้งผู้คัด ผู้ซื้อ และผู้ต่อรองราคาได้ ทุกอย่างจะเป็นของพ่อค้าชาวจีนทั้งหมด

“กลุ่มแรกที่จะตกงานก็คือพวกล้งอย่างผมต่อมาก็คือชาวสวนผลไม้ที่จะถูกกดราคาและกำหนดราคาจากพ่อค้าชาวจีน ซึ่งหากไม่มีการกำหนดหรือมีหลักเกณฑ์จากรัฐบาล พ่อค้าชาวจีนจะรวบตลาดผลไม้ของภาคตะวันออกได้ทั้งหมด ทุกวันนี้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาพร้อมเงินและวีซ่าท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้ไม่ควรให้คนต่างด้าวมาเป็นผู้ควบคุม”

อย่างไรก็ตาม หากพ่อค้าไทยจะรวบรวมเพื่อส่งออกผลไม้ไปจีนโดยตรงกลับมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ไม่สามารถสื่อสารได้เข้าใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าไทยและพ่อค้าจีนที่จะต้องอาศัยความสนิทสนม ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หากไม่ใหญ่จริงโอกาสที่จะเข้าไปค้าขายกับต่างประเทศลำบาก และมีความเสี่ยงสูง หากจะทำจริงคงต้องมีบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับการลงทุน

สถานการณ์การค้าผลไม้ผ่านล้งที่แม้จะสร้างรายได้อย่างมหาศาลหลายพันล้านต่อปี แต่ปัญหาที่อาจตามมาก็คือ หากจีนฮั้วราคา หยุดการนำเข้า หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม ตลาดผลไม้ในภาคตะวันออกที่กำลังไปได้ดีก็ต้องปิดฉากลง และปัญหาของเกษตรกรชาวสวนอาจวนกลับมาให้รัฐบาลแก้อีกในวันหน้า

ยุค “ทุเรียน-มังคุด” เฟื่องฟู

ชัยวัฒน์ ปริ่มผล เจ้าของสวนอำไพ ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด สวนผลไม้ชั้นนำของตราดที่ผลิตและส่งออกต่างประเทศ ระบุว่า ตลาดผลไม้ของตราดและในจังหวัดภาคตะวันออก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสามารถส่งขายไปยังตลาดต่างประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะประเทศจีนที่รับซื้อจำนวนไม่จำกัด โดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด และพ่อค้าจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกมาหลายปีแล้ว

“ปัจจุบันผลไม้ของตราดมีพ่อค้าชาวจีนลงมาตั้งล้งรับซื้อโดยตรงและโดยอ้อม ด้วยการให้ทุนไปรับซื้อเพื่อส่งเข้าจีนอีกครั้ง ซึ่งมีก้อนเงินส่งมาให้ทำให้มีเงินหมุนเวียนในตลาดผลไม้ของตราดจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี

“โดยเฉพาะทุเรียนมีความต้องการสูง ทำให้ราคาผลไม้ของตราดราคาไม่ตกต่ำลงเหมือนทุกปี ทั้งที่มีความต้องการสูงและผลผลิตมีน้อย นอกจากนี้ทางสหกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของตราดที่รับซื้อทุเรียนทุกขนาด เพื่อแกะผลผลิตมาแช่แข็งและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงบางส่วนแปรรูปขายในประเทศ ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการต่อเนื่อง”

พ่อค้าชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำสัญญาซื้อขายทุเรียนจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อแปรรูปและส่งออก จ.ตราด มูลค่าถึง 200 ล้านบาท เปิดเผยว่า การมาทำสัญญาซื้อทุเรียนในตราดกับสหกรณ์แปรรูปและส่งออก ตราดมีทุเรียนสำหรับการส่งออกจำนวนมาก แต่ก็ต้องคัดคุณภาพที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางแล้วได้ทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พ่อค้ารายนี้ กล่าวว่า หากไม่ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพก็จะไปซื้อทุเรียนในเวียดนามด้วย เพราะทุเรียนที่เวียดนามมีคุณภาพและรสชาติดี มีการตัดทุเรียนขนาดแก่พอดี แต่อย่างไรก็ตามทุเรียนในเวียดนามมีปริมาณน้อย จึงต้องมาซื้อที่ตราดผ่านทางสหกรณ์การเกษตรฯ ที่ช่วยทำหน้าที่คัดคุณภาพได้ดีกว่า

พ่อค้าชาวจีน ย้ำว่า ชาวจีนนิยมบริโภคผลไม้ของไทยโดยเฉพาะทุเรียนมาก รวมทั้งมังคุดและลำไย สำหรับเส้นทางการส่งออกของผลไม้ไทยสู่ประเทศจีนนั้น สามารถเดินทางได้ 2 ช่องทาง คือ เส้นทางบกจะขนส่งผ่านไปยังจุดผ่านแดนถาวรในหลายจุดทั้งมุกดาหารและนครพนม เพื่อเข้าไปยังเวียดนามตอนเหนือสู่ฮานอย และเข้าชายแดนจีนตอนใต้ทางสู่ซูโจว หนานหนิง และกว่างโจว และเข้าไปทางเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของผลไม้ไทย การเดินทางโดยรถยนต์จะใช้เวลา 3-4 วันเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท/ตู้คอนเทนเนอร์

อีกเส้นทางจะลงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เดินทางผ่านประเทศกัมพูชา เวียดนาม และเข้าจีนที่ท่าเรือกว่างโจว ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-7 วัน และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8 หมื่นบาท/ตู้คอนเทนเนอร์ บริษัทที่ส่งออกรายใหญ่ที่นำเข้าผลไม้ไปจีน ประกอบด้วย บริษัท เอเวอร์กรีน บริษัท เมอร์ค บริษัท โอโอซีแอล และบริษัท ไทฮง ซึ่งเป็นรายใหญ่

“ล้งจีน-ค้าข้ามแดน”รัฐแก้ไม่ตก ศก.ฐานรากยับเยิน

ความนิยมผลไม้จากประเทศไทยของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด และลำไย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ส่งผลให้นักธุรกิจจีนที่เข้ามารวบรวมผลไม้ในประเทศไทยเพื่อส่งออก หรือ “ล้งจีน” เข้ามากว้านซื้อผลไม้ถึงสวนเกษตรกรไทย ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าล้งจีนจะเข้ามาแย่งอาชีพล้งไทยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้จากสวนในประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ว่าสินค้าที่ล้งจีนซื้อไปจะต้องส่งออกไปตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่หลายกรณีจะพบว่าล้งจีนคัดผลไม้ที่ตกเกรดและนำมาขายในประเทศ ซึ่งถือว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามต่างชาติจะทำธุรกิจค้าปลีกในไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเท่านั้น

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า ในที่ผ่านมากรมได้รับการร้องเรียนจากพ่อค้าผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก ว่า ไม่สามารถซื้อผลไม้ไทยเพื่อส่งออกไปต่างประเทศได้มากนัก โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังออกผลผลิตสู่ตลาด เนื่องจากผู้รวบรวมสินค้าผลไม้หรือล้งจีนได้เข้าไปทำสัญญาซื้อขายทุเรียนแบบเหมาสวนจากเกษตรกรล่วงหน้า โดยให้ราคาที่ดีกว่าพร้อมทั้งให้เงินมัดจำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเป็นค่าดูแลและบริหารจัดการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ต่างพ่อค้าไทยที่ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องไม่มากจึงไม่สามารถไปแข่งขันได้ โดยเฉพาะในปีนี้ผลผลิตทุเรียนเสียหายมากจากสถานการณ์ภัยแล้ง

“แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องล้งจีนนั้น กรมได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ กรณีล้งจีนมีการใช้นอมินีคนไทยในการทำธุรกิจอำพรางเข้ามาทำเป็นผู้รวบรวมสินค้าผลไม้จากไทยเพื่อส่งออกไปจีนหรือไม่ หรือลักลอบการนำสินค้าผลไม้ที่ตกเกรดส่วนที่เหลือจากการส่งออกนำกลับมาขายปลีกในไทย ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายประกอบกธุรกิจคนต่างด้าวและยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในท้องถิ่นด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้กรมได้ส่งบัญชีรายชื่อล้งจากไทยเพื่อส่งออกไปจีน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการคนจีนหรือร่วมทุนกับคนไทย 1,094 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงินว่ามีพฤติกรรมอำพรางให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) และมีพฤติกรรมทำธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะต่างชาติไม่สามารถทำธุรกิจขายปลีกผลไม้ในประเทศได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

“การส่งข้อมูลให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบโครงสร้างผู้ประกอบการล้งนั้น เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์รับซื้อผลไม้ในประเทศไทยของล้งต่างชาติ แม้ว่าในระยะสั้นเกษตรกรไทยได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ระยะยาวอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม หากพ่อค้าผลไม้ไทยต้องเลิกกิจการไป จึงมอบหมายให้กรมหาแนวทางแก้ปัญหาโดยด่วน” วิบูลย์ลักษณ์ ระบุ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการทำธุรกิจล้งแบบบุคคลธรรมยังไม่มีการเสียภาษี ต่างจากนิติบุคคลไทยที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการเสียภาษีเท่ากัน รวมทั้งจะขอความร่วมมือให้กระทรวงการคลังช่วยเหลือสภาพคล่องด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยพ่อค้าไทย รวมถึงการเข้าไปตรวจสอบสัญญาระหว่างล้งจีนกับชาวสวนอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายในตลาดจีนเข้าไปเชื่อมโยงกับพ่อค้าคนไทยในการนำทุเรียนส่งออกไปจีน เป็นต้น

“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การรับซื้อผลไม้ของล้งจีนได้เปรียบล้งคนไทย เพราะมีต้นทุนทำธุรกิจต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการส่งออกไปยังจีน เพราะบางรายเข้ามาแบบบุคคลธรรมดาแอบเข้ามาทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างล้งจีนและล้งไทย กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาแนวทางจัดการเรื่องนี้ภายในเดือน พ.ค.นี้” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้ในไทยแล้ว ล่าสุดกรมได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้าสินค้าผักและผลไม้ ทั้งกรมวิชาการเกษตร องค์การอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมศุลกากร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีมีคนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนและเวียดนามนำแอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ เข้ามาขายในตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ ในไทย เช่น ตลาดไท ตลาดไอยรา ย่านรังสิต ตลาด 4 มุมเมือง และตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยเป็นอย่างมาก แม้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ก็ตาม

“การนำเข้าผักและผลไม้จากจีนจำนวนมากๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยและจีน ที่กำหนดให้สินค้าเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าในไทย เพียงแต่เมื่อถึงด่านตรวจก่อนเข้าไทยต้องผ่านการตรวจสอบจาก 3 หน่วยงานหลัก คือ กรมศุลกากร  กรมวิชาการเกษตร ที่จะต้องตรวจสอบเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย ด้วยการสุ่มตัวอย่างและ อย. จะตรวจสอบสารตกค้างและความปลอดภัยอาหาร โดยที่ผ่านมากระทรวงได้ขอความร่วมมือจากทั้ง 3 หน่วยงาน ให้ตรวจเข้มในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีเพียงสินค้าหอมแดงและส้มเท่านั้น ที่ผู้นำเข้าจะต้องขึ้นทะเบียนและแจงรายละเอียดว่าสินค้านำเข้ามาและส่งไปขายให้ใคร หากเข้ามาทำธุรกิจไซโลหรือห้องเย็นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน และจะต้องขอวีซ่าเข้ามาแบบถูกต้อง รวมทั้งเมื่อมีรายได้ต้องเสียภาษีด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

จึงเท่ากับว่าวันนี้ธุรกิจของผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่มาก หากรัฐบาลยังแก้ไม่ตก ก็มีหวังเศรษฐกิจฐานรากพังยับเพราะธุรกิจต่างชาติ

 

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430367

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำสงครามข้อมูลข่าวสารเชิงรุกกับประชาชน เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน 2 รายการสำคัญ คือ 1.รายการเดินหน้าประเทศไทย ช่วงเวลา18.00 น. ของทุกวัน และ 2.รายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทุกคืนวันศุกร์ เวลาประมาณ20.15 น. ทั้งสองรายการอาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร มีการปรับรูปแบบรายการหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารูปแบบการนำเสนอจืดชืด ไม่มีพลังดึงดูดความสนใจจากประชาชน

เริ่มจากรายการคืนความสุขฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ โชว์เดี่ยวเอง สารพัดจะปรับโฉมมาทุกรูปแบบแล้ว ไล่ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ฉากหลัง เพลงประกอบ หรือเครื่องแต่งกาย หากจำกันได้ช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ สวมชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ เปลี่ยนมาเป็นสวมสูทผูกเนกไท ให้ดูผ่อนคลายไม่เครียด หรือแม้แต่เปลี่ยนท่ายืนพูดมาเป็นนั่งพูด หรือเปลี่ยนจากยืนพูดที่โพเดียม มาเป็นนั่งสนทนากับผู้ดำเนินรายการกับ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไร้ผลที่จะฉุดกระชากเรตติ้งให้เพิ่มขึ้นมาได้

ปัญหานี้นายกรัฐมนตรีรู้ดี แสดงอาการหงุดหงิดหลายครั้ง จนล่าสุดกล่าวตัดพ้อกลางเวทีว่า “การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย 145 โครงการ มีคนเข้าไปดูเพียง 2 หมื่น ขณะที่ยอดไลค์เพจของ เน วัดดาว มีมากกว่าล้านไลค์ ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น” เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาลหัวหมุนเร่งระดมสมองกันอย่างหนักเพื่อปรับโฉมรายการใหม่ให้ดูดีน่าสนใจ

แม้แต่รายการเดินหน้าประเทศไทย ทางทีมโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พยายามปรับโฉมกันหลายครั้งเช่นกัน เพราะทราบดีว่าการจัดรายการแบบเดิมๆ ที่นำรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมานั่งจับเข่าสัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ โดยมุ่งเน้นเนื้อหาที่เป็นงานระดับนโยบาย ขณะที่ประชาชนคนดูทางบ้าน กลับไม่สนใจเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทางทีมงานจึงปรับรูปแบบมาเป็นรายงานพิเศษบ้าง หรือบางตอนถึงขนาดยกกองถ่ายพารัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงออกไปจัดรายการนอกสถานที่ เน้นพูดคุยกับชาวบ้าน หวังนำเสนอผลลัพธ์ทางนโยบายและการมีส่วนร่วมจากประชาชน แต่ดูเหมือนว่ายังไม่โดนใจประชาชนเท่าที่ควร

ขณะที่มุมมองของนักการสื่อสารมวลชนและการตลาดอย่าง มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ทั้งสองรายการของรัฐบาลยังคงเป็นการใช้การสื่อสารแบบเดิมๆ เก่าๆ คือ การสื่อสารแบบทางเดียวเป็นหลัก โดยภาครัฐเป็นฝ่ายนำเสนอ จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจต่อประชาชน ที่สำคัญในการนำเสนอเนื้อหาสาระก็ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเสพสื่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันมีช่องทางในการสื่อสารมากมายไม่ใช่แค่ทีวีกับวิทยุเหมือนในสมัยก่อนโน้นเท่านั้น

“แต่ผู้นำประเทศยังคงใช้ช่องทางการสื่อสารแบบเดิมๆ ขณะที่รูปแบบและพฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนเปลี่ยนไปย่อมเป็นผลให้รูปแบบการรับชมหรือรับฟังเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะประชาชนไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้นั่งอยู่หน้าจอทีวีตลอดเวลา เพราะประชาชนมีทางเลือกอื่นเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้เรตติ้งรายการนายกฯ ลดลง”

มานะ มองว่า หากรัฐบาลต้องการประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลงานของรัฐบาล ต้องรู้จักหาตัวอย่างที่ดีในการใช้สื่อในสังคมยุคใหม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อให้ถูกช่องทางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงควรต้องไปศึกษากรณี มิเชล โอบามา ภริยา บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เธอพยายามรณรงค์โครงการ “เล็ท เกิร์ลส์ เลิร์น” โดยมีเป้าหมายต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคมว่ายังมีเด็กผู้หญิงทั่วโลกกว่า 62 ล้านคน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ซึ่งมิเชลทราบดีว่างานรณรงค์ปัญหาสังคมแบบนี้การจะให้เนื้อหาของโครงการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากยังใช้การสื่อสารแบบเก่าๆ เดิมๆ คือ ทีวี หรือวิทยุ อย่างการออกแถลงการณ์ข่าวแจก หรือรัฐมนตรีออกมานั่งแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ไม่มีทางได้ผลในการเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

“ดังนั้นผู้นำประเทศจะต้องใช้ช่องทางการสื่อแบบใหม่ๆ เข้ามาทำให้รูปแบบและเนื้อหาของสารที่จะส่งไปดูมีความน่าสนใจ เช่น นำเสนอเป็นภาพยนตร์ หรือเพลง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมิเชลใช้กลยุทธ์ด้วยการใช้เพลงแร็ปที่ร่วมกับนักร้องชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น อย่าง Jay Pharoah นักแสดงตลกคนดังจากรายการ Saturday Night Live ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำเพลง Go To College ขึ้นมา เพื่อหวังดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเนื้อหาของงานรณรงค์ คือการตัดสินใจเรียนต่อและใส่ใจอนาคตทางการศึกษามากขึ้น จุดเด่นในการใช้สื่อ คือ เลือกถ่ายมิวสิควิดีโอในทำเนียบขาว และอัพโหลดขึ้นในช่องทางการสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายผ่านยูทูบ หรือยูไลค์ (คลิปเด็ด) เชื่อหรือไม่ว่า มีคนกดไลค์กว่าหกแสนครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน”

“แม้แต่การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดก็ไม่อาจสามารถสื่อสารหรือสารความรับรู้ความเข้าใจต่อประชาชนได้มากนัก ยกเว้นเฉพาะประชาชนที่เกณฑ์มาฟังเท่านั้นที่อาจจะรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อสาร”

นักวิชาการด้านการสื่อสาร สรุปว่า ดังนั้นในยุคใหม่ต้องใช้ช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการใช้สื่อแบบเดิมๆ และเนื้อหาแบบเดิมๆ เสนอออกไปในรูปแบบเดิมๆ ก็ไม่มีประโยชน์หรือผลอะไร เพราะผู้เสพสื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว แม้แต่ผู้สูงอายุคนรุ่นเก่าที่อยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัดก็ยังมีช่องทางในการรับสื่อที่แตกต่างกันไป ดังนั้นทางรัฐบาลต้องศึกษาวิเคราะห์และจับกลุ่มเป้าหมายและสอดใส่เนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของคนดูที่เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

เพลงเชียร์”ประชามติ”กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436430

เพลงเชียร์"ประชามติ"กกต. เปราะบางเหยียดภูมิภาค?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นสร้างกระแสดราม่าขึ้นมาทันที ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ วันที่ 7 ส.ค.

ทั้งนี้ เพลงดังกล่าวประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ “ประยงค์ ชื่นเย็น” สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งมีเนื้อหาเป็นไปตามสโลแกนของ กกต. “7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”

โดยเป็นการประสานเนื้อร้องสไตล์ลูกทุ่ง 4 ภาค ประกอบด้วย เหนือ-อีสาน-กลาง-ใต้ เพื่อสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่ม จากศิลปินชั้นนำอย่าง บ่าววี ก้อง ห้วยไร่ หลิว อาจารียา และ เปา เปาวลี

สำหรับเนื้อเพลงมีดังนี้

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ รัฐธรรมนูญ เป็นกติกา นำมาซึ่งรากฐานแห่งการปรองดอง รักกันฉันพี่ฉันน้อง สังคมปรองดอง มั่นคงอบอุ่นบ้านเมืองจะก้าวรุกไป เราต้องร่วมมือ ร่วมใจค้ำจุน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คำตอบอยู่ที่คุณใช้วิจารณญาณ

“พี่น้องอีสานบ้านเฮา อย่าให้ใครเขาชี้ซ้ายชี้ขวา ใช้สติพิจารณา เนื้อหาถ้อยความ หลักการสำคัญ ออกไปใช้เสียงใช้สิทธิ ร่วมรับผิดชอบบ้านเมืองนำกัน ให้ฮู้เขาฮู้เฮาเท่าทัน เฮาคนอีสานอย่าให้ไผมาตั๊วได้”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

“ปักษ์ใต้คนใต้แหลงใต้ รักประชาธิปไตย รักความเสรี ไปลงประชามติ เป็นพลเมืองดี หน้าที่ของชาวไทย ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ช่วยนำพาชาติ ให้เจริญก้าวไกล ดอกไม้ประชาธิปไตย หกสิบห้าล้านใจ คนไทยบานสะพรั่ง”

“ปี้น้องชาวเหนือหมู่เฮา อย่าฮือใครเขาชักจูงตี้นำ ต้องหมั่นเฮียนฮู้ติดตาม ศึกษาเนื้อความเฮื่อมันกระจ่าง บ้านเมืองจำก้ำจะจุน รัฐธรรมนูญต้องเป็นที่ตั้ง หนึ่งเสียง หนึ่งใจ หนึ่งพลัง สรรสร้างบ้านเฮาเมืองเฮา”

7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง กกต. ขอรณรงค์ ขอเชิญพี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ พี่น้องทุกคนไปลงประชามติ

ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นว่า เนื้อเพลงสะท้อนความคิดเชิงชั้นปกครอง มีอำนาจ ก่อนช่วงรัฐประหาร โดยเฉพาะกลุ่มคนอีสานและเหนือไม่สามารถคิดเองได้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ ลดทอนความเป็นคน

“ผมเข้าใจพฤติกรรมคนใต้และคนอีสานพอสมควร เพราะผมเป็นคนใต้แต่มาสอนหนังสือในอีสานหลายปี ดังนั้น คนที่ถูกมองว่าไม่มีการศึกษา คิดไม่ได้ แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยเดียวว่าเลือกใคร พรรคไหน แต่ปัจจุบันคนอีสานไม่พูดถึงทักษิณ แต่พูดถึงนโยบายพรค ดังนั้น ดูถูกศักยภาพความคิดเกินไป”

อย่างไรก็ตาม ผู้แต่งไม่ได้มองบริบทความเปลี่ยน แปลงสังคมไทยแท้จริง มองจากข้อสรุปเก่าๆ ว่าชนบทถูกนักการเมืองชี้นำ แต่จริงๆ แล้วคนมีการศึกษาอาจถูกชี้นำได้มากกว่าด้วยซ้ำ แม้คนมีการศึกษาก็ไม่ได้เปิดดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ต่างจากชาวบ้าน ต้องติดตามจากสื่อเท่านั้น

นอกจากนี้ เนื้อเพลงไม่ได้สร้างความปรองดอง นำเสนอประเด็นไม่ได้ตรงเสียทีเดียว แม้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ในเพลงขึ้นมาประโยคแรกการปรองดอง ก็ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พยายามย้ำปรองดอง แต่เนื้อหารวมสร้างความแตกแยกมากขึ้น

ขณะที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า น้ำหนักของการให้ การอธิบาย การสร้างเจตจำนงการลงประชามติในเนื้อเพลงแต่ละภาคไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่ภาคอื่นรักประชาธิปไตย

แต่อีสานและเหนือเป็นภาพนิ่งแช่แข็ง ที่มีการรับรู้ว่าเหนือและอีสานเป็นพวกที่ถูกซื้อเสียงได้ ถูกล่อลวงได้ ซึ่งเนื้อเพลงสะท้อนแบบนั้น โดยคนชนชั้นกลางและคนชนชั้นนำประเทศมองชนบทอีสานและเหนือ ถามว่ามีนัยดูถูกดูแคลนหรือไม่ คำตอบคือมี

“เพลงที่ออกมาแบบนี้กลับเป็นผลเสียต่อการลงประชามติ หรืออาจส่งผลให้ประชาชนไม่มาใช้สิทธิ หรือไม่ลงก็แล้วแต่ แต่ถามว่าแปลกใหม่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่แปลก ทัศนะของคนกรุงเทพฯ หรือคนชนชั้นนำจะมองแบบนี้ ซึ่งน่าเสียดายที่พวกเขาไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม”

 

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436204

เพิ่มหลักสูตรติวอาสาสมัคร ป้องกันบิดเบือนร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าเวลานี้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญกำลังเผชิญอุปสรรคทางเทคนิค หลังจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ แต่กระบวนการรณรงค์เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

โดยทุกฝ่ายต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าในระหว่างที่คำร้องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีผลให้กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำประชามติต้องสะดุดลง เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็น อาจจะเป็นเหตุให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายใน สนช.

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. อธิบายว่า “หากวินิจฉัยว่าข้อความใดขัดอาจจะใช้วิธีการตัดออกหรือปรับปรุงแก้ไข โดยกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา จากนั้นก็จะส่งมาที่ สนช.เพื่อพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเผยแพร่และทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ได้ดำเนินการอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด (ครู ก.) และ ระดับอำเภอ (ครู ข.) เสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปจะเข้าสู่การอบรมวิทยากรระดับหมู่บ้าน (ครู ค.) ซึ่งในส่วนของครู ค. ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะจะเป็นกลไกหลักในการเคาะประตูบ้านประชาชนเพื่ออธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ทว่ามีประเด็นหนึ่งที่คณะ กรธ.เริ่มแสดงความกังวล คือ ความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญของวิทยากรทุกระดับ โดยหากวิทยากรไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นปัญหาลูกโซ่ในระยะยาว เพราะประชาชนจะถูกฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญชี้นำประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในทางที่ผิดได้ ส่งผลให้ กรธ.ต้องดำเนินการจัดทำเอกสารให้กับอาสาสมัครเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญคลาดเคลื่อน และเกิดการบิดเบือน

เอกสารที่ว่านั้นเป็นรูปแบบของคำถามคำตอบจำนวน 5 ข้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ง่ายมากขึ้น ประกอบด้วย 1.รัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวกับประชาชนอย่างไร 2.ประชาชนจะได้อะไรจากรัฐธรรมนูญใหม่ 3.สิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างไร 4.จะปฏิรูปอะไรกันบ้างและปฏิรูปแล้วชาวบ้านได้อะไร และ 5.การมีรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนจะกินดีอยู่ดีไหม ซึ่งคำตอบของแต่ละข้อนั้น กรธ.ได้นำเอาเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.มาปรับปรุง

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน กรธ. เปิดเผยว่า ยอมรับว่าช่วงแรกของการอบรม ครู ก. และ ครู ข.พบว่ามีอาสาสมัครจำนวนไม่น้อยที่มีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญที่คลาดเคลื่อน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่มีการรับข่าวสารที่บิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เช่น การตัดสิทธิการศึกษา การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดเลือกตั้ง เป็นต้น แต่ กรธ.ได้เข้าไปอธิบายและทำความเข้าใจให้ตรงกันแล้ว ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด

“สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่าวิทยากรอาสาสมัครมีความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญพอสมควรแล้ว อยู่ที่การนำบท บัญญัติและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญไปแปลงเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อเตรียมอธิบายให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงการปฏิรูปประเทศ” ชาติชาย ระบุ

พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิก สนช.ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชา สัมพันธ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีออกเสียงประชามติเพิ่มเติมใน กลุ่มที่ 1 ระบุว่า มั่นใจว่าวิทยากรทุกระดับจะมีความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะระดับครู ก. และ ครู ข.ซึ่งเป็นบุคคลที่จังหวัดและอำเภอเลือกมา แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าลงไปในขั้นตอนที่ต้องไปอธิบายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนจะเป็นอย่างไรและเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

 

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/436037

ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 ส.ค. ของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมเปิดแคมเปญ “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญเพื่อกระตุกขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเปิดเกมรุกผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

แม้จะมีความพยายามจะเข้ามาสกัดการจัดงาน แต่ด้วยลีลาเฉพาะตัวของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่อ้างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งไฟเขียวยอมให้ตั้งศูนย์ปราบโกงได้ ทำให้งานยังเดินหน้าต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดกั้นการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยทำให้เกิดการตรวจสอบการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แถมยังเป็นแนวทางปฏิบัติคล้าย กับการเลือกตั้งทั่วไปที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามตรวจสอบ ตั้งแต่การรณรงค์จนถึงการลงคะแนนเสียงว่ามีการทำผิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น นปช. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะช่วยจับตาการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าต้องไม่เข้าข่ายเป็นการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

ด้วยบทบาทและอำนาจที่มี ศูนย์ปราบโกงของ นปช. ย่อมทำได้เพียงแค่การจับตาสอดส่องในแต่ละพื้นที่ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ส่งเรื่องร้องเรียนไปให้ กกต.พิจารณา

แต่อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงยังเหมือนมีเป้าหมายหวังกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกส่งไปรณรงค์ชี้แจงรณรงค์เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญขาดความคล่องตัวและจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติคอยจับตาทั่วประเทศ แถมยังมี นปช.ส่วนกลางคอยแถลงข่าวขยายผลทุกวัน ยังไม่รวมกับการที่เคยเสนอให้สหภาพยุโรป (อียู) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์ร่วมกันจับตา

ทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับไล่ไปตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนวิทยากร ครู ก. ครู ข. และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่จะต้องลงไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีความดันมากขึ้น เนื่องจากต้องระมัดระวังทุกคำพูดว่าจะหมิ่นเหม่ต่อการทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจน ว่าการกระทำใดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้าง

รวมกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ อาสารักษาดินแดน และกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนผลักดันให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว หรืออาจถึงขั้นต้องปรับแผนการลงพื้นที่ให้รัดกุมรอบคอบมากขึ้น

เนื่องจากการลงพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่ล้วนแต่จะถูกร้องเรียนไปยัง กกต.ได้ไม่ยาก แถมทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำประชามติครั้งนี้ และอาจลุกลามทำลายความเชื่อมั่นของรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ไม่แปลกที่ คสช.จะเริ่มออกอาการเป็นห่วง ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาตั้งคำถามว่าการตั้งศูนย์ดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือไม่ เพราะปัจจุบันได้มีหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักที่เขารับผิดชอบ

“บางครั้งสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรมการเมืองหรือไม่ และถ้าทุกคนขอดำเนินการจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งหมด จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้”

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังออกอาการว่า  “ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์นี้ก็อย่าทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้มไม่ล้มผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด ไอ้ตัวศูนย์น่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง”

ด้วยลีลาการขู่และการย้อนกลับแบบนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงของการตั้งศูนย์ปราบโกง เพราะแม้ศูนย์ปราบโกงจะไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะชี้ขาดให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหา แต่อย่างน้อยย่อมมีผลในแง่ความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดย่อมทำให้ คสช.ระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ทำอะไรที่โฉ่งฉ่างหรือสุ่มเสี่ยง จนเกินไป

 

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435594

นายกฯเดินหน้าปฏิรูป ลบคำครหาปฏิวัติเสียของ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปประเทศในปัจจุบันได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลแล้ว โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เสนอกลางที่ประชุมว่า “เพื่อให้ในช่วงระยะเวลาที่เหลือในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นช่วงการปฏิรูปประเทศ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2559-2560) มีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับให้ทุกส่วนราชการร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนที่จะส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน”

“จึงเห็นควรกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลโดยตรงต่อประชาชนหรือเป็นความคาดหวังของประชาชน เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจในด้านรายได้ของเกษตรกร การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการทุจริต การปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยให้รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านหารือร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดเรื่องสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อการปฏิรูปในระยะที่ 1 แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี”

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีนโยบายโดยตรงลงมาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้วยว่า มีนโยบายให้ สปท.เน้นเฉพาะงานปฏิรูป 37 วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบ ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปของ สปท. แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และงบประมาณที่ ครม.ผูกพันไว้

โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้ย้ำต่อที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 24 พ.ค.หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ว่า “สปท.มีหน้าที่เป็นเพียงสภาที่ปรึกษา คือ ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจหรือรับผิดชอบว่าจะปฏิรูปเรื่องใด อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ และที่สำคัญคือ เราไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมาย รวมทั้งควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล”

สำหรับการดำเนินการในทางปฏิบัติหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาติดตามการปฏิรูปประเทศด้วยตัวเอง พบว่า คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (ครม. สปท. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ได้จัดทำแผนการดำเนินการออกมาบางส่วน โดยเน้นการปฏิรูปตำรวจเป็นพิเศษ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวม 20 ปี ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นการปฏิรูป 10 ด้าน 1.ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลและเส้นทางการเจริญเติบโต เช่น การจัดลำดับอาวุโส ปรับปรุงกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ 2.การกระจายอำนาจและพัฒนาการบริหารงานตำรวจ ทั้งการแบ่งอำนาจหน้าที่ กระจายงบประมาณเสมือนนิติบุคคล การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ 3.ปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การให้มีคณะกรรมการคุมคดีสำคัญ พัฒนาระบบการสร้างเครือข่ายและการรับแจ้งเหตุ 4.ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อดำรงชีพ อาทิ ลดรายจ่ายของตำรวจชั้นผู้น้อย สร้างอาคารที่พักอาศัยของตำรวจ เพิ่มอัตราเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งพิเศษ 5.อุปกรณ์ประจำกายและประจำหน่วย ซื้ออุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ยานพาหนะ

6.การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น จัดและพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน และจัดระบบควบคุมการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย 7.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่น เสนอกฎหมายว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม เพื่อสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของสังคม พร้อมกับจัดโครงสร้างหน่วยงานป้องกันอาชญากรรม 8.การจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ กระจายหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน และพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพการตรวจพิสูจน์หลักฐาน

9.การสรรหาและระบบการฝึกอบรม ปรับปรุงระบบการสรรหาและคัดเลือกบุคคล วัดทัศนคติค่านิยมสอดคล้องกับอาชีพตำรวจ เพิ่มสัดส่วนงบประมาณการพัฒนา และ 10.การถ่ายโอนภารกิจ ทบทวนการถ่ายโอนภารกิจ เช่น งานไปรับผู้ต้องขังจากเรือนจำไปส่งศาลและควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลในต่างจังหวัด งานทะเบียนคนต่างด้าว การสอบสวนความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมโดยตรง

ทั้งหมด การปฏิรูปตำรวจจะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย คือ การรักษาความยุติธรรม ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา และการทำงานแบบมีมาตรฐานสากล

นอกเหนือจากไปวาระการปฏิรูปตำรวจแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและเตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมาย เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการศึกษาตลอดชีวิต การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม การปฏิรูปองค์การมหาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นผ่านการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น