ศาลชี้ขาดมาตรา61 เปิดรูระบายความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435411

ศาลชี้ขาดมาตรา61 เปิดรูระบายความขัดแย้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่

มาตรา 61 วรรคสอง ระบุว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

บทบัญญัติดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มหลักการใหม่เข้ามาเพราะเดิมทีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. 2550 ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีบทบัญญัติการควบคุมการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว

ที่สำคัญในการกระทำความผิดตามมาตรา 61 จะเป็นผลให้ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกิน 5 ปี แม้อัตราดังกล่าวจะเป็นอัตราเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แต่โทษตามกฎหมายประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มาบังคับใช้กับการแสดงความคิดเห็น โดยใช้กับกรณีของผู้ที่ก่อความไม่สงบและสร้างความวุ่นวายเท่านั้น

ตรงนี้อาจเป็นเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน เล็งเห็นว่าเมื่อกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ได้เพิ่มเติมหลักการใหม่เข้ามา ก็ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในทางการเมืองแล้ว จะพบว่าความเคลื่อนไหวของผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้มีความหมายแฝงอยู่พอสมควร

กล่าวคือ ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ เพียงแค่ทำความเห็นไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังการบังคับใช้มาตรา 61 วรรคสอง น่าจะเพียงพอ

ทั้งนี้ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไปนั้นถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญคงไม่มีผลกระทบมากเท่าไหร่นัก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น แน่นอนว่ากระบวนการนิติบัญญัติอื่นๆ จะตามมาอีกพอสมควร อย่างการแก้ไขกฎหมายประชามติเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งอาจมีผลให้การทำประชามติต้องถูกเลื่อนจากวันที่ 7 ส.ค.ออกไป

ถ้าจะบอกว่าการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นการพยายามลดอุณหภูมิทางการเมือง

เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันค่อนข้างคุกรุ่นพอสมควร เนื่องจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองว่าตัวเองถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และไม่มั่นใจว่าสามารถพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายประชามติอย่างเข้มข้น โดยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเป็นภายใต้กติกาที่รัฐกำหนดขึ้นมา

ทั้งหมดก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทำให้การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงเป็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

อย่างน้อยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในอนาคต ด้วยไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดย่อมจะเป็นคู่มือให้กับฝ่ายที่ต้องการแสดงความคิดเห็นและฝ่ายรัฐได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดีกว่าปล่อยให้ความไม่ชัดเจนดำรงอยู่ต่อไป

กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับรู้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างไรที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายประชามติ เช่นเดียวกับหน่วยงานที่ดูแลการจัดการประชามติจะได้รู้ว่าการดำเนินการอย่างไรที่จะไม่เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

เรียกได้ว่าสมประโยชน์กันทุกฝ่าย และสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้ลงในระดับหนึ่ง พร้อมกับเปิดพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้นไปด้วย

เหนืออื่นใดยังเป็นการสร้างความสง่างาม ความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติในอีก 2 เดือนข้างหน้าไปในตัว

โดยจะไม่มีใครสามารถนำมาเป็นเงื่อนไขได้อีกว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยการพูดเพียงข้างเดียวของฝ่ายสนับสนุน

 

ศาลรธน.รับเผือกร้อน สะเทือนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/435190

ศาลรธน.รับเผือกร้อน สะเทือนประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่

ทั้งนี้ มาตรา 61 วรรคสองบัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงเหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า “แม้จะมีพจนานุกรม ระบุความหมายของคำว่า ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย แต่ในทางปฏิบัติก็จะมีความไม่ชัดเจน คลุมเครือ ประชาชนอาจจะสับสน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขัดต่อเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ และอาจจะมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตีความหมายของถ้อยคำดังกล่าว จนอาจนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชน”

กรณีนี้สืบเนื่องมาจากการยื่นคำร้องของกลุ่มนักวิชาการ นำโดย จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต สว.กทม. ซึ่งส่วนหนึ่งของคำร้องระบุว่า “ทางกลุ่มผู้ยื่นหนังสือเห็นว่ามาตรา 61วรรคสอง บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ ประชาชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการแสดงออกอย่างใดจะผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขัดต่อหลักการของกฎหมายอาญาที่ต้องชัดเจนแน่นอนให้ประชาชนทราบถึงขอบเขตของเสรีภาพมาตรา 61 วรรคสอง จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินขอบเขตโดยไม่มีเหตุอันควร”

ว่ากันตามขั้นตอนเมื่อผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะลงความเห็นว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา ถ้าไม่รับเท่ากับว่าคำร้องดังจะตกไป แต่ตรงข้ามหากรับไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ซึ่งหนีไม่พ้นผู้ตรวจฯ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกลุ่มนักวิชาการที่ยื่นคำร้องให้กับผู้ตรวจฯ

หรืออีกด้านหนึ่ง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถพิจารณาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเชิญบุคคลมาให้ความเห็น ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถดำเนินการวินิจฉัยได้ทันที

มองทิศทางของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 แนวทาง ซึ่งแต่ละแนวทางให้ผลลัพธ์ที่ตามมาแตกต่างกันออกไป

แนวทางที่ 1 ยกคำร้อง หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่ามาตรา 61 วรรคสองที่ว่าด้วยพฤติกรรมที่เป็นความผิดต่อการทำประชามติชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพราะไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

มาตรา 4 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

แนวทางที่ 2 วินิจฉัยให้เฉพาะมาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ดังกล่าวหมายถึงการให้เฉพาะมาตรา 61 วรรคสองเท่านั้นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ โดยมีความเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีและ กกต.อาจจำเป็นต้องเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเนื้อหาในบางมาตราต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อปรับปรุงถ้อยคำให้สอดคล้องกับความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 3 วินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ทั้งฉบับขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยจะออกมาเป็นแนวทางนี้ได้ก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นสาระสำคัญ ดังนั้นในเมื่อมาตรา 61 วรรคสองที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแล้ว พ.ร.บ.ทั้งฉบับย่อมต้องขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย

หากเป็นเช่นนี้ ครม.และ กกต.ต้องดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้กับ สนช.เห็นชอบ เพื่อให้การดำเนินการประชามติเป็นไปตามแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่า ถ้าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามแนวทางที่ 3 นอกเหนือไปจากการจัดทำกฎหมายประชามติฉบับใหม่แล้ว อาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวด้วย เพื่อเลื่อนการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ออกไปก่อน

 

ปลดล็อกนักการเมืองไปนอก ลดแรงกดดัน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/434978

ปลดล็อกนักการเมืองไปนอก ลดแรงกดดัน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ยังไม่ผ่อน ยังไม่ถึงเวลา นักการเมืองเคยเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างหรือยัง พรรคไหนที่ยังไม่เปลี่ยน”

จับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงเป็นไปได้ยากที่จะมีการปลดล็อกคำสั่ง คสช. เปิดให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อิสระในช่วงใกล้ออกเสียงประชามติ

“ยังไม่รู้ ดูสถานการณ์ก่อน ถ้ามันวุ่นวายขึ้นมาแล้วเลือกตั้งไม่ได้ ก็โทษผมอีก คิดสองมุมนี้บ้าง ผมทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเรียบร้อย เพื่อเดินไปตามโรดแมปของผมเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขามุ่งหมายจะล้มทุกอย่างที่ผมทำอยู่แล้วทั้งหมด ท่านจะอยู่ตรงไหนกัน”

ไม่ต่างจากท่าทีก่อนหน้านี้ของ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ชี้แจงในเวทีที่เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งสะท้อนความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องการให้ คสช.ปลดล็อก แต่ วิษณุ ชี้แจงว่า ต้องรอประเมินสถานการณ์ที่จะมีตัวแปรหลายอย่าง

ที่สำคัญมีการประเมินว่าสถานการณ์ขณะนี้เห็นว่าล่อแหลมกว่าที่ผ่านมา นำไปสู่ความแตกแยกได้อีก และไม่ต้องการแก้ปัญหาหนึ่งและนำไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง

ทั้งหมดสะท้อนตรงกันว่าในมุมของ คสช.คงยากที่จะยอมเสี่ยงเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีกฎระเบียบคุมเข้มแต่ผลที่ออกมาก็ยังสั่นคลอนเสถียรภาพ คสช.ขนาดนี้ หากเปิดให้ทำกิจกรรมได้เต็มที่คงยากที่ คสช. จะรับมือ

ทว่า สิ่งที่ คสช.ทำได้มากที่สุดเวลานี้ก็คือการผ่อนคลายคำสั่งให้นักการเมืองสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่าแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติเท่าไหร่นัก

เมื่อนักการเมืองที่มีปัญหาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีคดีติดตัวอยู่แล้ว ไล่มาตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จาตุรนต์ ฉายแสง วัฒนา เมืองสุข ที่ถึงจะสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ แต่ก็ต้องขออนุญาตศาลอยู่ดี

อีกทั้งการเดินทางไปต่างประเทศย่อมไม่ใช่เป้าประสงค์ของนักการเมือง เพราะสิ่งที่อยากได้ที่สุดคือเปิดให้สามารถจัดกิจกรรมได้ ที่จะเป็นประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งมีบทบาทท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ใกล้ทำประชามติ

รวมทั้งยังเปิดช่องให้สามารถเตรียมความพร้อมจัดวางคน แนวนโยบาย และยุทธศาสตร์ เพื่อเตรียมลงสนามเลือกตั้งได้อย่างทันท่วงที

ท่ามกลางแรงกดดันจากพรรคการเมืองขอให้ คสช.ปลดล็อกดังกล่าว แถมล่าสุดเริ่มมีแรงกดดันจากต่างประเทศเข้ามาผสมอีกแรง ยิ่งทำให้ คสช.ตกที่นั่งลำบาก

การปลดล็อกให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงเป็นเสมือนทางออกเดียวที่จะผ่อนคลายแรงกดดันที่มีต่อ คสช. และไม่กระทบไปถึงเส้นทางตามโรดแมป คสช.นับจากนี้

ควบคู่ไปกับการสร้างบรรยากาศปูทางสู่การทำประชามติและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต

ล่าสุด บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ออกมาระบุว่า นับจากนี้การเรียกนักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาปรับทัศนคติจะไม่ได้ทำในพื้นที่ค่ายทหาร แต่จะเปลี่ยนเป็นการพูดคุยในเวทีอื่นที่จะจัดขึ้นในสถานที่ราชการ อาทิ ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ

นอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ดีขึ้นเล็กน้อยแล้ว ยังเป็นการยืนยันต่อนานาชาติสถานการณ์กำลังดีขึ้น และพร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปในอนาคต

ดังจะเห็นว่าเหตุผลของการปลดล็อกให้นักการเมืองเดินทางไปต่างประเทศได้นั้น ระบุว่าเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย แม้อีกด้านหนึ่งนี่จะกลายเป็นเหตุผลย้อนกลับให้พรรคการเมืองรุกคืบขอให้ คสช. เปิดช่องให้เคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้

“ไม่มีใครสามารถกดดันผมได้อยู่แล้ว เพราะทำเพื่อคนไทย ประเทศไทย ฉะนั้นใครไม่เห็นชอบด้วย เขาก็ไปแสดงความคิดเห็นในช่องทางที่สร้างสรรค์ เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดมาเมื่อไม่กี่วัน เพื่อนำไปสู่การทำประชามติ ไม่เกี่ยวกัน แต่เรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 และเมื่อเห็นว่านานมาแล้วจึงผ่อนคลายให้เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับประชามติ ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้น ทุกคนอยากให้ผ่อนคลาย ผมก็ทำให้คุณจะต้องให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ประเทศคุณหรือ เราก็ทำตามพันธสัญญาโลกอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

ต้องยอมรับว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองขณะนี้ คสช.ต้องสร้างความสมดุล ทั้ง “บรรยากาศ” และ “ความมั่นคง” ไม่ให้กลายเป็นปัญหากระทบต่อโรดแมป

โดยเฉพาะด่านหินอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นเดิมพันสำคัญของ คสช.

 

แผนปฏิรูปการเมือง ต้องผ่านสายตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/434376

แผนปฏิรูปการเมือง ต้องผ่านสายตาคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานเรื่อง “การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

สภาพปัญหา

1.ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ และความเชื่อถือที่ผิดที่เป็นอุปสรรคต่อวัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย ความเชื่อและทัศนคติที่นิยมการรวมศูนย์กลางของอำนาจเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ลักษณะของสังคมที่อ่อนน้อมยอมจำนนต่ออำนาจ มีผู้นำที่กระตุ้นให้ประชาชนมอบความรับผิดชอบทุกอย่างไว้ที่ผู้นำ เช่น “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” และเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีปัญหาทุจริต การปฏิวัติ คือ ทางแก้ปัญหา

ทัศนคติขาดจิตสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว จะปกป้องสิทธิเฉพาะในส่วนที่กระทบต่อสิทธิของตน ขาดจิตสำนึกเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ทัศนคติ “ธุรกิจการเมือง” การเมือง คือ การลงทุนทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ดังนั้น การถอนทุนเมื่อเข้ามามีอำนาจจึงเป็นเรื่องปกติ

2.ปัญหาด้านการศึกษา การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็นเจตจำนงทางการเมืองจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว เพราะสัดส่วนคนอยู่ในระบบการศึกษาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ การให้การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องสร้างความเห็นพ้องจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การให้การศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวต้องเป็นเรื่องของสื่อด้วย

3.ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง ณ ปัจจุบัน พรรคการเมืองของไทยมีบทบาทในวงแคบ คือ มีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ประชาชนโดยทั่วไปร่วมกับพรรคการเมืองไม่มากนัก การใช้เงินเป็นใหญ่ การผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยคนจำนวนน้อย คนจนและเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจ และเข้าไม่ถึงทรัพยากร

คนเหล่านี้จึงต้องพึ่งพิงผู้มีทรัพยากรในหัวเมือง ภายใต้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยเดิม และทำให้คนเหล่านี้เป็น “ผู้มีอิทธิพล” และสามารถได้รับความไว้วางใจเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่แทนในฐานะผู้แทนราษฎรและก้าวไปสู่อำนาจรัฐที่มากกว่านั้นในฐานะรัฐมนตรี

วิธีการปฏิรูป

แผนหลักที่ 1 การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน การปฏิรูปการศึกษาในมิติการศึกษาเพื่อสร้างประชาชนวัฒนธรรมประชาธิปไตย จำเป็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุมสมาชิกทุกวัยของประเทศ เพื่อให้สมาชิกในชุมชน ในสังคม ที่มีความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของการรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน

การศึกษาในลักษณะนี้จะไม่เน้นการเรียนวิชาพลเมืองแบบดั้งเดิม ไม่ใช่การสอนด้วยการบรรยาย แต่จะสอนในรูปแบบกิจกรรมและการลงมือปฏิบัติ เป็นการเรียนการสอนผ่านกระบวนการวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ โดยแหล่งการเรียนรู้วัฒนธรรมทางการเมืองมาจากครอบครัว โรงเรียน วัด ที่ทำงานและสื่อมวลชน ซึ่งต้องทำเป็นบันทึกความเข้าใจร่วมกันของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

แผนหลักที่ 2 การสร้างนักการเมืองที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ต้องให้ความรู้ให้การศึกษาแก่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงความเสียสละและการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยเริ่มต้นตั้งแต่สถานศึกษาและการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและในสังคมตามวิถีประชาธิปไตย ปลูกจิตสำนึกความรับผิดชอบของเยาวชนและประชาชนที่มีความตั้งใจจะไปทำหน้าที่เป็นนักการเมืองที่ดี และการสร้างกิจกรรมทางการเมืองให้ประชาชนได้สัมผัสและเห็นถึงผลประโยชน์ส่วนรวมที่เกิดจากความเสียสละและมีน้ำใจในการอยู่ร่วมกัน

แผนหลักที่ 3 การบริหารขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานให้เป็นงบประมาณของรัฐสภา ให้ สปท.จัดทำแนวทางการปฏิรูปสภาพัฒนาการเมือง เพื่อรองรับการดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง และร่วมมือกับสภาพัฒนาการเมืองในการขับเคลื่อนการปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง

กระทรวงกลาโหม ร่วมกับ สภาพัฒนาการเมือง จัดตั้งศูนย์บริหารการขับเคลื่อนและจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบของมณฑลทหารบก สนับสนุนการดำเนินงานตามที่ สปช. และสภาพัฒนาการเมืองร้องขอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนโครงการรองรับการดำเนินงาน และส่งแผนงานที่สมบูรณ์ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สปช. เพื่อของบประมาณต่อรัฐสภาในการดำเนินงานต่อไป ในกรณีที่ สปท.สิ้นวาระลงให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานรองรับภารกิจของ สปท.ต่อไป

 

เปิดกม.นโยบายสาธารณะ ขีดเส้น “รัฐอยู่ใต้ประชาชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433770

เปิดกม.นโยบายสาธารณะ ขีดเส้น "รัฐอยู่ใต้ประชาชน"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินเรื่อง การปรับปรุงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ และร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งให้รายงานให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณาต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของรายงานฉบับนี้อยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ โดยเป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน จากเดิมที่มีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 เท่านั้น

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 34 มาตรา ซึ่งได้กำหนดความหมายคำว่า “นโยบายสาธารณะ” เอาไว้ว่า แนวทางในการดำเนินการของรัฐในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด การพัฒนาท้องถิ่น การผังเมือง และชุมชนเมือง แผนงานและโครงการพัฒนาของหน่วยงานรัฐที่จัดทำขึ้นตามแนวทางในการดำเนินการของรัฐ หรือโดยวิธีการให้สัมปทาน หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นทำ และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชน

เช่นเดียวกับคำว่า “กระบวนการนโยบายสาธารณะ” ที่ให้มีความหมายว่า การจัดทำและดำเนินนโยบายสาธารณะ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ การริเริ่ม การให้และรับรู้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินการ การร่วมติดตามประเมินผล และการร่วมตรวจสอบการดำเนินนโยบายสาธารณะ รวมทั้ง การพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

โดยหัวใจของร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ คือ มาตรา 6 ที่ระบุว่า “ประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้” ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการการส่งเสริมประชาชนด้วยรูปแบบและวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม 7 ประการ

1.การให้ข้อมูลและการรับข้อมูลจากประชาชน 2.การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 3.การมีส่วนร่วมในการริเริ่ม จัดทำหรือปฏิบัติตามนโยบายสาธารณะ 4.การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ 5.การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะ 6.การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ 7.การมีส่วนร่วมในการพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

ทั้งนี้ ในกรณีที่นโยบายสาธารณะของภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนอย่างใดอย่างหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมฯ ยังได้บัญญัติถึงมาตรการที่ภาครัฐต้องดำเนินการไว้ในมาตรา 9 และ 10

มาตรา 9 หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่อาจมีผลกระทบ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจยื่นคำร้องให้หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งจัดให้มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หากพิจารณาเห็นว่าอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและชุมชน โดยหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามคำร้องโดยไม่ชักช้า

มาตรา 10 หน่วยงานของรัฐต้องนำผลการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 9 ไปใช้ประกอบการตัดสินใจในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หากมีการดำเนินงานใดที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันหรือมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อชดเชยให้กับผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกระบวนการนโยบายสาธารณะดังกล่าว และมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยส่วนรวม

ที่สำคัญ เมื่อหน่วยงานของรัฐได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้วให้หน่วยงานของรัฐประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยในประกาศดังกล่าวต้องแสดงถึงเหตุผล ความจำเป็น มาตรการในการป้องกันหรือเยียวยา การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของนโยบายสาธารณะ และทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และเมื่อได้ประกาศแล้ว หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติและดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตามที่ได้ประกาศไปแล้วโดยเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะได้ดำเนินการนโยบายสาธารณะไปแล้ว แต่หากพบว่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานรัฐเพื่อให้พิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกนโยบายสาธารณะได้

ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามคำร้องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดำเนินการวินิจฉัย และหากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จะมีสิทธินำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ต่อไป

สุดท้าย ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ยังได้มีบทกำหนดโทษที่สำคัญเอาไว้ด้วย ได้แก่ กรณีที่ผู้ใดกระทำการใดๆ จนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่อาจดำเนินการได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงผู้ใดอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตาม พ.ร.บ.นี้ไปบิดเบือนเพื่อประโยชน์ในทางมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ประชามติ-เศรษฐกิจ ปมชี้ชะตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433532

ประชามติ-เศรษฐกิจ ปมชี้ชะตาคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปช่วงเวลานี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วประเทศไทยกำลังอยู่ในอารมณ์คุกรุ่นและวุ่นอยู่กับการจัดระเบียบต่างๆ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น นำผู้เหล่าทัพต่างๆ เข้ามาทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เวลานั้นสื่อมวลชนโดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ได้รับการผ่อนคลายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ยกเว้นช่องทีวีการเมืองของกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ที่ยังถูกเข้มและไม่ให้ออกอากาศ เพราะ คสช.เองเกรงว่าจะเป็นช่องทางในการสร้างความยั่วยุและปลุกปั่นอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นช่วงเวลาที่ คสช.กำลังไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งถูกเพ่งเล็งค่อนข้างหนัก ก่อนที่จะมีการเรียกว่า “ขอนแก่นโมเดล” ในเวลาต่อมา พร้อมกับเชิญตัวนักการเมืองฝ่ายพรรคเพื่อไทยเข้ามารายงานและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงบางส่วนเข้าประจำการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยระดับหนึ่ง จึงนำมาสู่การประกาศโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีสาระสำคัญ คือ การปฏิรูปประเทศก่อนคืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการเลือกตั้งในปี 2560

ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลงานของ คสช.ในช่วงเดือนแรก (อ้างอิงจากสวนดุสิตโพล เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557) ระบุชัดเจนว่า 72.79% คสช.ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้น สงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วนจุดเด่น คือ การใช้อำนาจอย่างเหมาะสม ทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด โดยเฉพาะการจ่ายเงินจำนำข้าว โดยมี 50.84% บอกว่ามีความพึงพอใจกับการทำงานของ คสช.เป็นอย่างมาก

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ผ่านมา 2 ปี แม้ คสช.จะสอบผ่านไปได้ในหลายเรื่อง แต่นับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งปี 2560 กำลังเกิดคำถามว่า คสช.จะลงหลังเสือได้อย่างสง่างามหรือไม่ ซึ่งมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค. ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หมายถึงการตัดสินความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

ที่ผ่านมา แม่น้ำ 5 สาย พยายามจะสร้างคำอธิบายว่า การประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่การตัดสิน คสช. แต่เป็นแค่การหาบทสรุปว่า ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แต่เมื่อ คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดและเป็นผู้ก่อตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ย่อมปฏิเสธความเชื่อมโยงไปไม่ได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คสช.ย่อมได้รับความดีความชอบส่วนหนึ่งด้วย เหนืออื่นใดเงื่อนไขของฝั่งตรงข้ามในการต่อต้าน คสช.อาจจะลดลงในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่ คสช.และแม่น้ำอีก 4 สาย จะเดินหน้าทำภารกิจที่เหลือให้เสร็จสิ้นเพื่อนำประเทศสู่การเลือกตั้ง เช่น การจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ และกฎหมายอื่นๆ เพื่อก่อร่างสร้างการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

ตรงกันข้าม ถ้าผลการประชามติไม่ได้เป็นอย่างที่ คสช.คาดหมาย แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะอาศัยเหตุของการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติมาสร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อกดดันให้ คสช.ต้องรับผิดชอบ

แม้ คสช.จะมีอำนาจเพื่อจะเดินหน้าจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 แต่เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะบรรยากาศย่อมไม่เอื้อต่อการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเท่าไหร่นัก

จึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมแม่น้ำ 5 สาย ถึงระดมทรัพยากรเพื่อการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างเต็มที่

ศึกการทำประชามติที่ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่อาจเท่ากับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความชอบธรรมของ คสช.ยิ่งกว่าผลของประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุชัดเจนว่า 2 ปีกับการทำงานของ คสช. ไม่ได้ทำให้ความสุขของประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

ขณะเดียวกัน ยังเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ยังไม่ช่วยทำให้ประชาชนมีความสุข โดยมีจุดเด่นที่เป็นผลงานของ คสช.ที่ประชาชนยอมรับ คือ การทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ลำพังการสร้างความสงบสุขให้ประเทศ ยังไม่น่าจะเพียงพอกับการช่วยให้ คสช.อยู่รอดไปได้ในช่วงเวลาที่ตัวเองเหลืออยู่

ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนส่วนหนึ่งอาจเพิกเฉยกับผลที่เกิดขึ้น แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะช่วยให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ถึงเวลานั้น คสช.อาจจะอยู่ได้ด้วยอำนาจทางการเมืองและกฎหมาย แต่ความชอบธรรมจะมีเหลือพอหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ท้าทาย คสช.ในอนาคต

 

เปิดช่องการเมืองเคลื่อนไหว จุดเสี่ยงวัดใจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433355

เปิดช่องการเมืองเคลื่อนไหว จุดเสี่ยงวัดใจ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ความตึงเครียดส่อเค้าคลี่คลายขึ้นตามลำดับ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงพรรคการเมืองในเวที “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” นัดแรก ณ สโมสรทหารบก เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา

เวทีนี้นอกจากพรรคการเมืองจะสนใจสอบถามถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ ในช่วงก่อนการออกเสียงประชามติ เพราะกฎกติกาที่ออกมานั้นยังมีหลายข้อที่คลุมเครือ แถมท่าทีจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.ยังหลากหลายเกินกว่าจะยึดเป็นแนวทางปฏิบัติได้ ที่สำคัญหากพลาดพลั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อโทษรุนแรงทั้งติดคุกและถูกตัดสิทธิทางการเมือง

แม้จะไม่ได้เคลียร์ทุกข้อสงสัย แต่สิ่งที่ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. และ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. อธิบาย ก็พอจะอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างว่าสิ่งไหนทำได้ และทำไม่ได้ ตลอดจนหลักเกณฑ์การตีความคำว่า เท็จ หยาบคาย ก้าวร้าว ข่มขู่ ปลุกปั่น ที่พอจะทำให้พรรคการเมืองขยับตัวได้มากขึ้น

แต่เป้าใหญ่ที่พรรคการเมือง “มองข้ามช็อต” ไปแล้ว คือ การเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ให้พรรคการเมืองสามารถประชุมหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ซึ่งไม่ได้มีผลเฉพาะหน้าแค่เรื่องการออกเสียงประชามติ แต่ยังดีกับการวางแผนเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง

รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่จะทำให้พรรคการเมืองกลับเข้าสู่ระบบปกติสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ หลังจากถูกแช่แข็งมานานกว่า 2 ปี

ดังจะเห็นว่าไม่เพียงแค่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เปิดประเด็นเรียกร้อง แต่ท่าทีของแกนนำพรรคอื่นๆ ก็ดูจะเห็นพ้องไปในแนวทางนี้เหมือนกันหมด แถมยังผนึกกำลังเรียกร้องไปถึง คสช.ให้อย่างน้อยก็เปิดช่องให้ได้แสดงความคิดความเห็นได้มากขึ้นจากเดิมที่ทำเอาหลายคนต้องถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกตัวว่า ไม่มีอำนาจตัดสินใจ แต่เชื่อว่าหากผู้มีอำนาจได้ยินเสียงสะท้อนคงจะนำไปพิจารณา เพราะที่ผ่านมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงก็เคยมอบหมายให้ไปดูเรื่องผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทั้งให้พรรคการเมืองประชุมได้ ไปจนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น การยกเลิกขึ้นศาลทหาร ฯลฯ ที่ต้องรอดูทั้งสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสม

แถมการเปิดเวทีและเชิญพรรคการเมืองมารับฟังคำชี้แจงและซักถามข้อสงสัยรอบนี้ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี แถมสอดรับไปกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ให้ทางฝ่ายความมั่นคงไปพิจารณาเปิดเวทีให้ฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ มาชี้แจงว่าจะเดินหน้าประเทศกันยังไง ประชามติ และการเลือกตั้ง

ทั้งหมดจึงต้องรอดูความชัดเจนจากฝ่ายความมั่นคงว่าจะยอมไฟเขียวได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงแค่การออกมาส่งสัญญาณเพื่อลดแรงกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากนานาชาติที่เริ่มเพ่งเล็งประเทศไทยมากขึ้น

แต่สัญญาณจากวิษณุในเวทีชี้แจงพรรคการเมืองน่าจะสะท้อนว่าการปลดล็อกให้มีการเคลื่อนไหวอิสระเป็นไปได้ยาก

เมื่อตอนหนึ่ง วิษณุระบุว่า ต้องรอดูสัญญาณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงล่อแหลม อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้อีก ต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยระบุว่าทั้งในช่วงประชามติและเลือกตั้ง ย่อมมีความล่อแหลมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนจะล่อแหลมมากกว่าก่อนหน้านี้หรือไม่ ไม่สามารถบอกได้

“ไม่ต้องการปลดล็อกปัญหาหนึ่งแล้วจะนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง จนกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้” วิษณุ ระบุ

ดังนั้น วิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้ว โอกาสที่ คสช.จะยอมผ่อนคลายกฎระเบียบให้เกิดการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะการออกเสียงประชามติถือเป็นเดิมพันที่สำคัญของ คสช. หากพลาดพลั้งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่อาจบานปลายกระทบไปถึงความเชื่อมั่น คสช. แถมอาจเปิดช่องให้กลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์อยู่แล้วในโอกาสนี้สร้างความปั่นป่วน และทำให้ทุกอย่างที่พยายามทำมาต้องพังลงไป

ทางออกที่พอจะเป็นไปได้ จึงอาจเป็นแค่ทางเลือกตรงกลางที่พอจะให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ ได้ส่งตัวแทนร่วมเวทีกับ กกต. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อสะท้อนมุมมองความเห็นในเวทีเดียวกัน โดยที่ กกต.ได้วางแผนกำหนดไว้คร่าวๆ แล้วจะมีการจัดเวทีที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

นอกจากจะช่วยให้ควบคุมทิศทางการแสดงความคิดเห็นให้อยู่ในหูในตา หรือสามารถชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่ถูกพาดพิงได้แล้ว

อีกด้านยังเป็นการลดแรงเสียดทานข้อครหาเรื่องการปิดกั้นแสดงความคิดเห็น ที่พลอยจะทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหาหรือไม่สง่างาม และอาจถึงขั้นเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาโจมตีในอนาคต

ส่วนเรื่องจะเปิดกว้างอิสระให้เคลื่อนไหวเต็มที่ในช่วงเวลานี้ยังอาจสุ่มเสี่ยงเกินไปในสายตา คสช.

 

รธน. “ผ่าน-ไม่ผ่าน” หนีเลือกตั้งไม่พ้นปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/433231

รธน. "ผ่าน-ไม่ผ่าน" หนีเลือกตั้งไม่พ้นปี 2560

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญถึงสองครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่

โมเดลการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จำนวน 36 คน โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

การร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะ กมธ.ยกร่างฯ กับ สปช. โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างทางการเมืองอย่างระบบการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสมที่ สปช.จำนวนหนึ่งเห็นว่าจะนำไปสู่รัฐบาลผสม ที่ทำให้การเมืองเกิดความอ่อนแอ

ไม่เพียงเท่านี้ การตั้งองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” หรือ ค.ป.ป.ขึ้นมาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีอำนาจ “ดำเนินการหรือสั่งให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันและระงับความขัดแย้งหรือความรุนแรงและระงับยับยั้งการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางการปฏิรูปหรือการสร้างความปรองดอง”

อำนาจดังกล่าวที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก่อให้เกิดเสียงท้วงติงว่าเป็นการให้อำนาจ ค.ป.ช.มากเกินไป และสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

จากประเด็นความขัดแย้งตรงนี้ ส่งผลให้ สปช.มีมติเสียงข้างมาก 135 ต่อ 105 ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตรา

หลังฉบับแรกพับไป จึงนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งที่สอง โดยมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 21 คน โดยให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และการให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านการลงประชามติ

แม้การกลับเข้ามาเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้งของมีชัยจะไม่เจอกับแรงต้านภายในแม่น้ำ 5 สายนัก แต่ภายนอกนั้นมาจากฝ่ายภาคประชาสังคมเห็นว่าเนื้อหาในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.มีความด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องรัฐกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ เป็นผลให้ กรธ.ต้องบัญญัติให้เนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การได้รับการศึกษา การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และหลักประกันการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.กำหนดขึ้นมาใหม่ก็ล้วนมีความแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะ กมธ.ยกร่างฯ

1.ระบบเลือกตั้ง สส. อย่างที่ทราบกันดีว่าในเวอร์ชั่นของคณะ กมธ.ยกร่างฯ คือ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม แบ่งเป็น สส.ระบบเขต 300 คน และบัญชีรายชื่อ 150-170 คน โดยการคำนวณหา สส.ของพรรคการเมืองจะยึดตามสัดส่วนของคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อเป็นหลัก กล่าวคือ ถ้าพรรคได้สัดส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อเกิน 50% แล้ว แต่ได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 250 คน เท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นจะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อ แต่ในทางกลับกัน หากพรรคดังกล่าวได้ สส.เขตไม่ถึง 250 คน แต่มีคะแนน สส.บัญชีรายชื่อคิดเป็น 50% ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อมาเติมเต็มจนได้ สส.ครบ 250 คน

ส่วนระบบการเลือกตั้ง สส.ของ กรธ.ก็ยึดหลักการเดียวกับของคณะ กมธ.ยกร่างฯ เช่นกัน โดยกำหนดให้ สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน เพียงแต่จะใช้บัตรเลือกตั้ง สส.หนึ่งใบเท่านั้นในการหาจำนวน สส.ทั้งสองระบบ ผิดกับระบบเลือกตั้งของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ทั้งนี้ ในการคำนวณหา สส.ในรูปแบบของ กรธ.นั้น จะมาจากคะแนน สส.เขตทั่วประเทศของแต่ละพรรคการเมืองมาคำนวณหาสัดส่วน โดยหากพรรคใดได้สัดส่วนคะแนน 50% ก็จะมี สส. 250 คน ซึ่งถ้าพรรคการเมืองนั้นได้ สส.เขต 200 คน จะได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก 50 คน แต่ถ้าได้ สส.เขตครบ 250 คนแล้วจะไม่สามารถได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กรธ.เชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย เพราะถูกนำเอามาคำนวณหา สส.ทั้งหมด

2.ที่มานายกรัฐมนตรี คณะ กรธ.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เล็งเห็นตรงกันในการเปลี่ยนที่มาของนายกฯ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 กำหนดให้นายกฯ ต้องเป็น สส. แต่มาในครั้งนี้กลับไม่ได้กำหนดตายตัวว่า นายกฯ จำเป็นต้องเป็น สส.แต่อย่างใด

คณะ กมธ.ยกร่างฯ แม้จะบัญญัติว่านายกฯ จะต้องเป็น สส. แต่หากสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกนายกฯ จากคนที่ไม่ได้เป็น สส. จะต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ทว่า ด้านคณะ กรธ.ได้กำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป โดยให้พรรคการเมืองต้องจัดบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ไม่เกิน 3 คน และให้สภาใช้เสียงเกินครึ่งหนึ่งเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อนั้นมาเป็นนายกฯ

แต่หากสภาต้องการเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากนั้นสภาถึงจะทำการลงมติเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

3.วุฒิสภา เป็นประเด็นที่มีเสียงวิจารณ์ เนื่องจาก คสช.ได้ส่งหนังสือที่ต้องการให้วุฒิสภามาจากการสรรหา แต่สุดท้าย กรธ.ได้ยอมรับข้อเสนอนั้นเพียงครึ่งเดียว

ในบทบัญญัติหลักของร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ตั้งแต่ในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศให้ได้ สว. 200 คน แต่ในบทเฉพาะกาลกลับกำหนดให้ สว.ชุดแรกมาจากการสรรหาของ คสช.จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี ซึ่งอำนาจในการติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยนอกเหนือไปจากการกลั่นกรองกฎหมายและการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ โดยไม่ให้ สว.มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ประเมินว่า ศึกหนักที่สุดของการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อยู่ที่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการวิเคราะห์กันว่าปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลต่อการออกเสียงของประชาชน คือ คำถามพ่วงประชามติที่ สนช.กำหนดขึ้นมา

สนช.ตั้งคำถามว่า “เห็นด้วยหรือไม่ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรก ตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ”

คำถามพ่วงนี้นับเป็นการท้าทายกับธรรมเนียมทางการเมืองของไทยพอสมควร เพราะที่ผ่านมานายกฯ จะมาจากการเลือกของสภาเพียงเท่านั้น โดยไม่เคยให้ สว.เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

นอกเหนือไปจากคำถามพ่วงที่มีผลต่อการประชามติแล้ว ยังมีปัจจัยจากการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของ คสช.และผลงานของรัฐบาล อันจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด จนการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่ที่ปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หากในวันที่ 7 ส.ค.ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่าน กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

แต่กระนั้นยังมีปมปัญหาที่ยังมองไม่เห็นความชัดเจน คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร

ในประเด็นนี้ นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. เคยชี้แจงต่อหน้าคณะทูตต่างประเทศ 47 ประเทศ ว่า “กรธ.จะพ้นสภาพ ซึ่งก็ต้องหาผู้ดำเนินการร่างใหม่”

ทว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ยังไม่มีใครอ่านใจ คสช.ออกว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานเขียนร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง หรือหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงและประกาศใช้ทันที เพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งกลางปี 2560 ตามที่ คสช.ได้ประกาศไว้ถึง
ที่สุดแล้ว

ดังนั้น ผลการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นวันกำหนดทิศทางของการเมืองประเทศไทยทั้งหมด และอาจรวมไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

นิรโทษกรรม  ปมเสี่ยงขัดแย้งรอบใหม่

เส้นทางการสร้างความปรองดองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังเดินหน้าไปได้ไม่เท่าไร สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางสร้างความปรองดอง 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การหาสาเหตุความขัดแย้ง 2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบ 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

ทว่าบรรยากาศในช่วงเวลาที่ผ่านมาดูจะไม่เอื้ออำนวยให้แต่ละสีแต่ละฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุย หรือร่วมกันหาทางคลี่คลายสลายความขัดแย้ง การใช้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมการเคลื่อนไหว ปิดกั้นการแสดงออกขั้นพื้นฐาน การเรียกตัวไปปรับทัศนคติล้วนแต่เป็นชนวนที่เติมเชื้อความขัดแย้งให้มากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่จับตากันมากที่สุดคือ “การนิรโทษกรรม” ในข้อสรุปของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 6 แนวทางการสร้างความปรองดองที่มีการเสนอมา ได้ระบุถึงการนิรโทษกรรมจะอยู่ในช่วงปี 2548-2557 แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งต้องมีการแบ่งแยกผู้กระทำผิดเป็น 3 ประเภท คือ 1.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 2.ผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยเนื้อแท้ เช่น ฆ่าคนตาย การมีอาวุธในครอบครอง 3.ผู้กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและคดีอาญาโดยเนื้อแท้ ซึ่งในกลุ่มที่ 2 และ 3 จะต้องไปต่อสู้คดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ จนกระทั่งเมื่อรับโทษไประยะหนึ่งก็สามารถขอรับการอภัยโทษได้

ส่วนการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี และจะทำได้ก็ต่อเมื่อแกนนำต้องแสดงความสำนึกผิดและมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมแล้ว รวมถึงเหยื่อต้องให้อภัย และการนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมถึงคดีทุจริต คดีอาญา คดีมาตรา 112 และคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ก่อนไปสู่ขั้นตอนการเยียวยาที่เท่าเทียมกัน

เสรี สุวรรณภานนท์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ออกมาจุดประเด็นเสนอกฎหมายรอกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง แต่ทว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธข้อเสนอขอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าปรองดอง ขณะที่หลายฝ่ายอยากให้หันไปเดินโมเดลของคณะกรรมการชุดเอนก ซึ่งเวลานี้ประสานกับทาง สนช. เตรียมผลักดันกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุขที่น่าจะเห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้

2 ปี ปฏิรูป-ความหวังที่ยังไม่ใกล้ความจริง  

นับเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงประกาศให้การปฏิรูปเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล คสช. ถึงขั้นล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อให้ทุกกลไกเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย หาทางวางกฎกติกาพาสังคมหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง พาประเทศพัฒนาแบบมั่นคงและยั่งยืน

ทว่า ผ่านมา 2 ปี หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 การปฏิรูปยังยากจะจับต้องได้ หลายเรื่องยังเป็นเพียงแค่รายงานในกระดาษที่ไม่ถูกนำไปสานต่อ หลายเรื่องยังติดอุปสรรค ข้อกฎหมาย งบประมาณ และอื่นๆ ในช่วงนับถอยหลังสู่ปลายโรดแมป คสช. จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าปฏิวัติครั้งนี้จะ “เสียของ” หรือไม่

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการปฏิรูปน่าจะเป็นรายงานสรุปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กลั่นกรองมาจากคณะทำงานแต่ละด้าน และสรุปเป็น 37 วาระปฏิรูป และ 6 วาระพัฒนา โดยทำพิธีส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2558 ตามโรดแมประยะที่ 1 ก่อนเข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ที่จะได้นำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ

สำหรับรายละเอียด 37 วาระปฏิรูป อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเข้าสู่อำนาจ/ระบบพรรคการเมือง การปรับโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การปฏิรูประบบงบประมาณ การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริหารงานแห่งรัฐ กิจการตำรวจ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูประบบและโครงสร้างภาษี ระบบการจัดการศึกษา การคุ้มครองผู้บริโภค

ผลงานที่ชัดเจนที่สุดของ สปช.น่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปแบบเร่งด่วน หรือ ควิกวิน อาทิ การเรียกร้องให้บริษัทมือถือเรียกเก็บเงินตามจริงเป็นวินาทีไม่ปัดเศษเป็นนาที หรือโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) ฯลฯ แต่เนื่องจากทาง สปช.ไม่มีอำนาจในมือ การไปสั่งการหรือบังคับหน่วยงานต่างๆ จึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เป็นเพียงแค่การเสนอเท่านั้น

ภายหลังร่าง สปช.หมดวาระไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำ ภารกิจปฏิรูปถูกส่งไม้ต่อมายังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ นำข้อเสนอของ สปช.ไปสู่การปฏิบัติ ทว่าปัญหาเดิมคือไม่มีอำนาจในมือ ทำให้หลายเรื่องจึงเป็นแค่ข้อเสนอรอ ครม. สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติ

สิ่งที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุด คือ การจับมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศระหว่าง สปท.กับ 20 องค์กรเครือข่ายสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อาทิ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ

สรุปผลงานตามโรดแมประยะที่ 2 โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปประเทศให้ พล.อ.ประยุทธ์ 42 แผน แยกเป็นแผนปฏิรูปที่ผ่านมติ สปท. 28 แผน แผนปฏิรูปที่ส่วนราชการเห็นพ้องกับ สปช. 9 แผน และแผนปฏิรูปที่ประธาน สปท.คัดกรองจากแผน สปช.เดิม 5 แผน ทั้งนี้ยังมีแผนปฏิรูปที่ สปท.พิจารณาเห็นชอบแล้วรอการนำส่งอีก 9 แผน สปท.ดำเนินการคืบหน้าตามแผนและขั้นตอนที่วางเป้าหมายไว้

แต่ทว่าสิ่งต่างๆ ที่ทั้ง สปช. สปท.เสนอมานั้นหลายเรื่องเริ่มเห็นการขยับนำไปสู่การปฏิบัติ อาทิ การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปตำรวจที่มีความชัดเจน รวมทั้งถูกนำไปเขียนล็อกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกเสียงประชามติ โดยกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้เป็นการเฉพาะ ยังไม่รวมกับกลไกใหม่ๆ อย่างคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติที่จะวางแผนในภาพรวมเพื่อให้ทุกกลไกเดินไปในทิศทางเดียวกัน

สอดประสานไปกับบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องการปฏิรูป โดยให้ สว.ชุดใหม่ที่จะมาจากการแต่งตั้ง 250 คน มาสานต่อการปฏิรูปพร้อมให้รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งคงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะถูกนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

 

ปูพรมแจงร่างรัฐธรรมนูญ ดันประชามติทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432755

ปูพรมแจงร่างรัฐธรรมนูญ ดันประชามติทั่วประเทศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แผนปฏิบัติการปูพรมประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ด้วยการจัดกิจกรรมฝึกอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยระดับจังหวัด หรือครู ก. โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักเพราะครู ก.ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยเป็นการทำงานร่วมกับกรธ. ซึ่งการจัดโครงการจัดการฝึกอบรม ครู ก. ครั้งนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนผู้นำชุมชน รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ จาก 77 จังหวัด จังหวัดละ 5 คน มาเป็นหัวขบวนในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ โดยการจัดฝึกอบรมครั้งนี้รัฐบาลมุ่งหวังสร้างเครือข่ายเป็นแนวร่วมในการชี้แจงทำความเข้าใจสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด และนำไปถ่ายทอดและจัดฝึกอบรมครู ข. ในระดับอำเภอ และครู ค. ในระดับหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

มีชัย กล่าวเปิดโครงการจัดการฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการ (ครู ก.) ว่า วิทยากรที่คัดเลือกมาอบรมครู ก. ส่วนใหญ่วิทยากรอยู่ในระดับสูงมีความรู้พื้นฐาน และสะอาด แต่ก็ต้องมีกลไกในการติดตามการทำงานและให้กำลังใจของครู ก.เวลาที่ลงพื้นที่ชี้แจงด้วย

ทั้งนี้ การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะการจะทำประชามติต้องบอกให้ประชาชนรับรู้มากที่สุดไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราจะปิดหูปิดตาประชาชนได้อย่างไร แต่เราไม่ได้มีอะไรห้าม เพียงแค่กังวลว่าอย่าไปบิดเบือนเท่านั้น เพราะถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ต้องบิดเบือน ไม่ใช่ไปบอกแบบแผ่นเสียงตกร่องว่า รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย  และไม่กังวลกระแสคัดค้านที่ออกมาจากทุกฝ่าย หากเขาวิจารณ์โดยสุจริตใจ เพราะยืนยันว่า กรธ.ก็ทำด้วยความสุจริตใจ ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และไม่มีความมุ่งหมายทางการเมือง แต่กังวลถ้าเขาไม่อ่านรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้วไปฟังคนอื่นมาวิจารณ์ต่อก็แย่ บ้านเมืองควรเปิดหูเปิดตา

“กรธ.ไม่ใช่นักการเมือง ที่พยายามใช้แนวทางชี้นำประชาชนว่า ให้โหวตเยส หรือโหวตโน ซึ่งตอนนี้นักการเมืองกำลังทำแนวทางดังกล่าวอยู่” มีชัย กล่าว

มีชัย กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของครู ก. คือ การนำข้อมูลความจริงไปบอกกับประชาชน ส่วนประชาชนจะเห็นอย่างไรเป็นสิทธิของเขา ไม่สามารถบอกให้ประชาชนว่าควรโหวตอย่างไร เพราะ กรธ.ไม่ใช่นักการเมืองที่เขาพยายามบอกกับชาวบ้านว่าให้โหวตรับหรือไม่รับ ซึ่งเป็นแนวทางที่นักการเมืองทำอยู่ในตอนนี้ แต่ กรธ.ไม่กล้าทำ

หน้าที่ของ กรธ.ตอนนี้ คือการบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญมีอะไร และจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร เหตุผลสำคัญที่มองว่านักการเมืองพยายามชี้นำประชาชนเพราะเขาไม่ต้องการให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลกระทบกับนักการเมืองเกิดขึ้นได้ เช่น มีข้อเขียนว่า ห้ามนักข่าวดักสัมภาษณ์ คนอาจโกรธและไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับที่เขียนว่า ห้ามนักการเมืองโกง ทำให้คนโกงก็ไม่พอใจ

ขณะที่ ครู ก.รายหนึ่ง จากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในการรณรงค์เผยแพร่รัฐธรรมนูญ ทางจังหวัดเองก็ต้องทราบข้อมูลพื้นที่ และต้องประเมินคะแนนโหวตในแต่ละพื้นที่ให้ได้ว่า พื้นที่ใดจะโหวตเยส หรือโหวตโน ซึ่งครู ก.ต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องพร้อมกับรายงานให้กับส่วนกลางได้รับทราบเป็นระยะๆ และนโยบายสำคัญที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับมาก คือ ห้ามเกิดเหตุต้าน หรือตีกันในวันลงประชามติเด็ดขาด หรือระหว่างการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. และ กกต.

“สิ่งสำคัญในช่วงเดือน ส.ค.เป็นช่วงแต่งตั้งโยกย้าย ดังนั้นการทำงานประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ และผลของการทำประชามติ จะนำมาเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครองด้วย โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เช่น หากพื้นที่ใดเกิดเหตุวุ่นวาย หรือพื้นที่ใดประชาชนออกมาลงประชามติน้อย หรือพื้นที่ใดผลคะแนนโหวตโนเยอะๆ จะส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำงานกันอย่างหนักและเต็มที่ พูดง่ายๆ ต้องไม่เกียร์ว่างเด็ดขาดไม่งั้นอาจโดนย้ายได้”

ครู ก. อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ทางรัฐบาลและผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับอย่างมากให้จังหวัดต้องระดมฝ่ายปกครองทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และท้องถิ่นต่างๆ มาช่วยกันรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญในการทำงานต้องผนึกการทำงานกับทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ด้วย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องทำงานประสานงานร่วมกับแม่ทัพภาค ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค โดยเป็นการทำงานระหว่างฝ่ายพลเรือนและทหาร ต้องผสานเป็นหนึ่งเดียวในการตอบสนองนโยบายรัฐบาล และ คสช. ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เพราะทางจังหวัดไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิด หรือเกิดการทำความผิดกฎหมาย รวมถึงประเด็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ นโยบายพื้นฐานของรัฐ ระบบเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา ที่มานายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และแนวทางการปฏิรูปโดยต้องอธิบายเป็นภาษาชาวบ้านและเข้าใจง่าย

“เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนจะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งจะเน้นการอธิบายให้ง่ายๆ เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาษากฎหมาย จึงถือว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องทำความเข้าใจ สิ่งสำคัญไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะพยายามให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ส่วนประชาชนจะคิดตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องของประชาชนที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง”

ครู ก.จาก จ.ปทุมธานี คนหนึ่ง กล่าวว่า ในการทำงานต้องร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนไปลงคะแนนประชามติให้มากที่สุดในวันที่ 7 ส.ค.นี้ และต้องให้ความร่วมมือในการลงพื้นที่ของ กรธ. และ กกต.อย่างเต็มที่ ซึ่งการทำงานต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักเรียน รด. ลูกเสือชาวบ้าน อาสาสมัครป้องกันชาติ อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครป้องกันสาธารณภัย และกลุ่มมวลชนจัดตั้งของ กอ.รมน.ให้มาช่วยสนับสนุนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ

 

ยืดโรดแมปเลือกตั้ง สับขาหลอกดัน ’ประชามติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432754

ยืดโรดแมปเลือกตั้ง สับขาหลอกดัน ’ประชามติ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายหวังปลุกกระแสผลักดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้

เมื่อล่าสุด บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาส่ง “สัญญาณ” หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติอาจจะกระทบต่อกำหนดเวลาการเลือกตั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำมาตลอดว่าจะมีขึ้นในปี 2560

“ส่วนที่หลายคนกังวลว่าจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ผมไม่ทราบ ไม่สามารถตอบได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด สำหรับการเลือกตั้งปี 2560 จะมีการเลื่อนไปหรือไม่ ผมพูดไม่ได้ แต่ว่าเราพยายามทำตามโรดแมปทั้งหมด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

มองเป็นอย่างอื่นได้ยากนอกจากเป็น “แผนสับขาหลอก” ดึงเอาจุดที่ประชาชนส่วนใหญ่ “กังวล” มาเป็นเงื่อนไข “ตัดตอน” กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่มีความพยายามรณรงค์จากหลายฝ่าย

ประเด็นแรก ในแง่การยืดโรดแมปร่นเวลาการเลือกตั้งออกไปนานเกินปี 2560 ย่อมเป็นไปได้ยาก และยังไม่เป็นผลดีกับ คสช. หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม

เมื่อกำหนดเวลาตามโรดแมปนี้ถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ประกาศกลางเวทีสหประชาชาติ หากบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติย่อมส่งผลเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ

แถมจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงการค้า การลงทุนกับต่างชาติ ที่มีแต่จะซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองภายในให้ยิ่งย่ำแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มป่วน กลุ่มต้าน ตลอดจนกลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์ใช้โอกาสนี้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.ในอนาคต โดยการชูประเด็นเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช.

ประเด็นเรื่องการขยับเวลาเลือกตั้งที่หยิบยกมาขู่นั้นจึงน่าจะพุ่งเป้าหวังผลไปที่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ยังต้องลุ้นว่าจะผ่านฉันทามติของประชาชนหรือไม่

สอดรับไปกับการส่งสัญญาณผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ตั้งแต่การปูพรมส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ พร้อมงัดกฎระเบียบขึ้นมาสกัดเสียงต้านไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดความเห็นในสิ่งที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหา

เพราะประเมินแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติรอบนี้ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของ คสช. มีปัญหาและตอกย้ำข้อกังขาเรื่องความต้องการอยู่ในอำนาจมากยิ่งขึ้น

จับประเด็นจาก พล.อ.ประวิตร ยกตัวอย่างกรณีต่อข้อกังวลเรื่องหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้ว คสช.จะอยู่ในอำนาจต่อนั้น คือการอยู่เพื่อทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จ

ส่วนรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็เป็นเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรืออาจนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปี 2550 หรือฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ มาปรับใช้ให้สอดคล้องเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

“อาจต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ดำเนินการว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง คสช.ต้องประชุมกันและไม่เคยพูดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้หรือไม่ใช้ เพราะไม่ทราบต้องขึ้นอยู่กับ กรธ. และหากการลงประชามติไม่ผ่านจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 หรือไม่ ก็ไม่ยืนยันและไม่ได้พูดแบบนั้น ขออย่านำไปเป็นประเด็นเพราะ คสช.ทำตามโรดแมป แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะผ่าน” พล.อ.ประวิตร ระบุ

ต้องยอมรับว่าในแง่เนื้อหาจุดดี จุดเด่น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจะปลุกกระแสให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แบบเห็นผล

การหยิบยกประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจออกเสียงประชามติมากกว่า เน้นไปที่เรื่องเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะการหยิบประเด็น “เลือกตั้ง” ที่หลายฝ่ายตั้งตารอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญหรือต่อต้านรัฐธรรมนูญ หากมีอันต้องขยับเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปย่อมไม่เป็นที่ประสงค์กับทุกกลุ่ม

แถมยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล กลัวว่าหากกรณีไม่ผ่านประชามติอาจกลายเป็นข้ออ้างให้ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจยาวขึ้นจากกำหนดเดิม จนมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช. ประกาศความชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะทำอย่างไร แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน

การส่งสัญญาณขู่เรื่องขยายวันเลือกตั้ง จึงมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่มากก็น้อย แถมยังจะเป็นประเด็นให้ถูกโจมตีในอนาคต