ม.44 ไม่ปลด “สุขุมพันธุ์” “บิ๊กตู่” กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430832

ม.44 ไม่ปลด "สุขุมพันธุ์" "บิ๊กตู่" กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานะของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พบความไม่โปร่งใสในโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของ กทม. งบประมาณ 40 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายถึงผลสรุปการทำงานของ คตง.ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตรา 44 และ 46 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน

ตามขั้นตอนทางกฎหมายนั้น คตง.เตรียมส่งข้อมูลให้ โดยจะเร่งส่งสำนวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ รวมถึงศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อส่งเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ด้วย

ทันทีที่ คตง.มีผลสอบออกมา ส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องแถลงชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.

“เพราะว่าสิ่งที่ผมได้ตอกย้ำมาโดยตลอดในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา คือ กทม.ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบทุกอย่าง ผมได้พูดมาตลอด ผมไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไรที่ผิดกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียวครับ ดังนั้นสิ่งที่ สตง.ได้ทำไปก็สอดคล้องกับหลักการในการบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร” หนึ่งในใจความสำคัญของการแถลงของผู้ว่าฯ กทม.

แน่นอนว่าสถานะในทางกฎหมายของผู้ว่าฯ กทม.ยังครบถ้วนอยู่ทุกประการ ทั้งในฐานะยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ และการดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะมติของ คตง.ไม่ใช่การชี้มูลความผิดเหมือนกับอำนาจของ ป.ป.ช. ที่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุคคลใดแล้วบุคคลนั้นจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

แต่ต้องไม่ลืมว่านอกจากการส่งคดีไปตามขั้นตอนตามกฎหมายปกติแล้ว คตง.ยังได้ใช้ช่องทางพิเศษด้วยผ่านการขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 เพื่อจัดการกับกรณีนี้

ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อพักงานผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่

แม้การใช้มาตรา 44 จะเป็นอำนาจโดยสมบูรณ์ของหัวหน้า คสช. แต่กับกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องถือว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะมีเหตุผลด้านกฎหมายและการเมืองค้ำคออยู่

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาจากการเลือกตั้งของคน กทม.ถึง 1,256,349 คะแนน ประกอบกับคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น โดยความเห็นของ คตง.ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. หรืออาจต้องเลยไปถึงการสู้คดีในชั้นศาลด้วย

หากหัวหน้า คสช.หักด้ามพร้าด้วยเข่าผ่านการใช้มาตรา 44 อาจจะเป็นการที่ไม่เหมาะในทางกฎหมายเท่าไหร่นัก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเลือกปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแทนมากกว่า

สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลล่าสุดจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นที่หัวหน้า คสช.จะใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการกับกรณีนี้ เพราะกำลังมีการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ไต่สวน

อีกเหตุผลที่มองข้ามไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ทางการเมือง โดยในแวดวงการเมืองต่างรู้กันพอสมควรว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส. และอย่างที่ทราบ แกนนำ กปปส.รายนี้ออกมาประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 สั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมกระทบต่อแรงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำคัญกับ คสช.อย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นแค่การบอกว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึงการแสดงออกของประชาชนที่จะบอกว่ายอมรับหรือไม่ยอบรับ คสช.ด้วย

เมื่อความชอบธรรมทางกฎหมายยังมีไม่พอ ผนวกกับปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ได้สนับสนุนเท่าไหร่ จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นการใช้มาตรา 44 เข้ามามีบทบาทในคดีนี้ เว้นแต่วันหนึ่งเกิดกระแสกดดันหนัก วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้

 

“ป้าง กัมปนาท” วินมอ’ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429769

"ป้าง กัมปนาท" วินมอ'ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

นาทีนี้คนที่ฮอตที่สุดในโลกออนไลน์ หนีไม่พ้น “ป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล” วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนุ่มวัย 26 ปี ผู้ประกาศรับ-ส่งผู้โดยสารเด็กอนุบาล คนชรา คนป่วยไปโรงพยาบาล คนพิการและคนยากไร้ เรียกกระแสชื่นชมได้อย่างถล่มทลาย พ่วงท้ายด้วยฉายา “พี่วินใจหล่อ “มาเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องหลังน้ำใจอันงดงามของเจ้าของเสื้อกั๊กสีส้มเบอร์ 12 วินท่าเรือเก่า เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น้อยคนจะรู้ว่า เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 สูญเสียแม่ตั้งแต่อายุ 12 หอบกระเป๋าเร่ร่อนไปทำงานบนเรือประมง หารายได้ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟบาร์เบียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำโรงแรม

กว่าจะลุกขึ้นสู้จนเป็นพี่วินใจหล่ออย่างวันนี้ เส้นทางชีวิตของเขานั้นไม่ง่ายเลย …

ป้างเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนไประหกระเหินไปเรียนหนังสือที่จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงชั้น ป.6 จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นหลังจากแม่บังเกิดเกล้าของเขาจากไปไม่มีวันกลับ

“ผมเกิดที่สมุทรสาคร แต่ไปโตที่กาญจนบุรี เรียนแค่ป.6 แม่ก็มาเสีย ชีวิตเปลี่ยนเลย ต้องกลับสมุทรสาครไปหางานทำ สมัครเป็นเด็กในเรือประมงอวนลาก แต่ทำได้ 5-6 เดือน ก็ออกมาอยู่กับเพื่อนที่พัทยา มีมอเตอร์ไซค์คันนึงเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น กลางคืนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่บาร์ ต่อมาก็ไปสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงแรมกระทั่งอายุได้ประมาณ 20 มานั่งคิดว่า เฮ้ย ไปขับวินดีกว่า”

ป้างเลือกเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะเชื่อว่าอาชีพนี้เป็นนายตัวเอง ขยันก็ได้มาก ขี้เกียจก็ได้น้อย ไม่มีใครกดดันนอกจากตัวเราเอง รายได้พอเพียงกับชีวิต ถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 7 ปีแล้วที่สวมเสื้อกั๊กสีส้ม

“อยากทำวันไหนก็ทำ อยากหยุดวันไหนก็หยุด เจอผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบทั้งที่เอาเปรียบและช่วยเหลือเรา มันก็ได้ประสบการณ์ดี บางคนลงรถแล้วบอกจ่ายเงินไปแล้วนะ ผมงงเลย เถียงกันไปกันมาผมก็ยอม บางคนผมเรียกค่าโดยสารแค่ 15 บาท เขายื่นให้ 20 ไม่ต้องทอนก็มี มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่ารับฝรั่งนักท่องเที่ยวขึ้นมา เขาเมามาก ผมพาไปส่งถึงห้องเลย แกยื่นแบงค์ดอลล่าร์ให้หลายใบ ผมตกใจบอกไม่เอาๆ เยอะไป หยิบมาแค่ใบสองใบเอง”เขาหัวเราะให้กับความซื่อของตัวเอง

ก่อนจะมาเป็นพี่วินใจหล่อ หนุ่มสกินเฮดรายนี้เคยเป็นวัยรุ่นจอมเกเร เที่ยวเตร่ ริลองยาเสพติดมาแทบทุกชนิด

“ตอนเป็นเด็ก ก็เหมือนวัยรุ่นเกเรทั่วไป เที่ยวไปเรื่อย เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ลองมาหมดแล้วครับ จนมาทำงานเป็นวินมอเตอร์ไซค์นี่แหละ เลิกหมดเลย พอแล้ว ไม่เอา ขนาดบุหรี่ยังเลิก”

ส่วนแนวคิดที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจประกาศรับส่งผู้โดยสารฟรีนั้นมาจากแนวคิดสั้นๆแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ อยากทำความดี

“คิดเองครับ อยากทำบุญ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเจอพระสงฆ์เดินอยู่ริมถนน เลยจอดรถ ชวนท่านขึ้นมาแล้วพาไปส่งที่ท่ารถ จากนั้นก็ทำมาตลอด เจอพระ คนแก่ รับไปส่งตลอด ไปส่งท่ารถบ้าง ท่าเรือบ้าง โรงพยาบาลบ้าง ทำเป็นประจำนานเป็นปีแล้ว มีความสุข สบายใจ จนเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดแรงบันดาลใจ สกรีนข้อความมันไว้ที่หลังเสื้อเลยว่ารับส่งฟรี พระ คนแก่ ผู้เจ็บป่วย เด็ก คนพิการทำเสร็จ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ 091 406 7020 แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก มีคนเอาไปแชร์เยอะ กระแสดีมาก บางคนโทรมาจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ในตรอกซอยลึกๆ ไม่มีรถเข้าถึง เขาก็จะโทรมา ถ้าป่วยพิการ ผมก็ไม่เอาเงินหรอก”

เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตมอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ วันหนึ่งผมกำลังขับรถอยู่ จู่ๆ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า เราเห็นเป็นคนแรก รีบจอดรถลงไปดูพบคนเจ็บขาหัก ผมโทรหากู้ภัยทันทีและพาเขาขึ้นรถกู้ภัยไปส่งถึงโรงพยาบาล ได้ช่วยคนสำเร็จมันรู้สึกดี ทุกวันนี้เจอกันอยู่ เขาจำผมได้ ประทับใจมากครับ”

ก่อนจากกัน ป้างฝากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ทุกคนทำความดี ไม่ว่าจะอาชีพไหน ขอให้ซื่อสัตย์สุจริตกับตัวเอง และอย่าเอาเปรียบผู้อื่น

“อยากให้ทุกคนทำดีกันมากๆ ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ทำได้ ผมเองอยู่เมืองพัทยาก็อยากบอกให้คนที่นี่ทำดีกับทุกคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงรังแกเขา ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ ผมจะตั้งใจทำเรื่องดีๆแบบนี้ตลอดไปครับ” วินมอเตอร์ไซค์ร่างอวบพนมมือไหว้สุดสวย พร้อมรอยยิ้มหวาน

นี่คือวีรกรรมของป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล วินมอเตอร์ไซค์เบอร์ 12 แห่งท่าเรือเก่า พัทยา นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มน้ำใจงามที่หัวใจน่ายกย่องยิ่งนัก

 

 

 

“ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง” อนุทิน ชาญวีรกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429570

"ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง" อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สปอตไลต์การเมืองสาดมายัง เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ “ตัวแปร” ที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต บ้างว่าด้วยชื่อชั้น บารมี และบุคลิกไร้ศัตรูทางการเมืองเข้าได้กับทุกฝ่าย แถมยังคุยรู้เรื่องกับ คสช. อาจมี “ส้มหล่น” เป็นตาอยู่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ไม่ยาก

ท่ามกลางบรรยากาศเตรียมนับถอยหลังไปสู่วันออกเสียงประชามติเลือกตั้ง เสี่ยหนูเปิดห้องทำงาน ณ ตึกชิโน-ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ออกตัวว่าเห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยบริบทของการเมืองที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองสุดขีด มีประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาชนได้แสดงความ
คิดเห็นเต็มที่ ก็อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

“สภาพประเทศไทยวันนี้ ผมว่าอะไรก็ตามที่ทำให้มีการเลือกตั้ง ก็ทำไปเถอะ มันต้องเอาสิทธิที่หายไปกลับคืนมา เหมือนใครติดหนี้เยอะ สมมติ 100 บาท มัวจะไปมุ่งเอามาครั้งเดียว ไม่เปิดให้ผ่อนส่ง เจรจา เราอาจเสียไปทั้ง 100 บาท คนเบี้ยวก็อาจเสียชีวิต เพราะเราจ้างคนไปตีหัว คือ แพ้ทั้งคู่”

แต่ถ้าถามว่าส่วนตัวรับได้หรือไม่ ตรงนี้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมือง เคารพเฉพาะมติประชาชน คือ ประชามติ ไม่ได้หมายความว่าตัวเองไม่มีจุดยืน ต่อให้มีจุดยืน แล้วสมมติประชาชนบอกว่ารับ แล้วในฐานะหัวหน้าพรรคบอก บอยคอตไม่ส่งคนเลือกตั้งได้หรือ ถ้าทำไปก็ไม่เคารพประชาชน

“ผมคิดว่าในการทำการเมืองอิงประชาชนไว้ดีที่สุด ที่คนกลัวเรื่ององค์กรอิสระจะเข้ามาเกี่ยวกับการบริหารงานรัฐบาล แต่ในเมื่อผมเข้ามาเป็นมืออาชีพ ก็ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และความมุ่งมั่นของตัวเอง ไม่ต้องกลัวอะไร เผลอๆ ท่านเหล่านั้นอาจจะมาชี้แนะแนวทาง ช่วยกันบริหารบ้านเมือง”

ใครเลือกผมเป็นนอมินี เตรียมผิดหวังได้เลย

หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอื้อประโยชน์กับพรรคขนาดกลาง อนุทินกลับมองว่าเป็นการคาดเดา ในส่วนของพรรคเราขายนโยบาย ไม่สนใจว่าเราจะได้เปรียบเสียเปรียบกับวิธีการเลือกตั้งซึ่งตราขึ้นมาใหม่ ไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส. หรือผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าไปคิดแต่ตรงนั้นจะประมาท จนลืมนึกถึงแก่นแท้พรรค ที่ต้องให้ประชาชนเชื่อถือ

ส่วนที่มองว่า ภูมิใจไทย แนบแน่นกับ คสช. จนอาจถูกวางบทบาทให้มาเป็นนอมินีนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า ตั้งแต่มี คสช.มา ยังไม่เคยได้พบปะกับ คสช.แม้ครั้งเดียว ความแนบแน่นระหว่าง คสช.กับพรรคการเมือง จะมาบอกแบบนั้นไม่ได้ เพียงแต่ว่า อันไหน คสช.ทำแล้วดี ก็ออกมาให้กำลังใจ

ทั้งนี้ ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยเพราะเป็นพรรคการเมือง แล้ว คสช.ทำอะไรจะผิดหมด ตรงนี้ไม่ได้กลัว แต่ต้องการให้บ้านเมืองถูกส่งกลับมาโดยเร็ว การค้านในสิ่งที่ คสช.ทำ มันสักแต่จะให้เกิดความยุ่งยาก มีเหตุให้โรดแมปถูกขยายออกไป เพราะฉะนั้นทำดีต้องสนับสนุน ไม่สนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว อย่าให้ไปอีก 5 ปีเลย

“ใครเลือกผมเป็นนอมินีเตรียมผิดหวังได้ ผมมีประสบการณ์ ผมรู้นอมินีเป็นยังไง เหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว ไม่มีทาง ผมจะไม่มีนอมินี และจะไม่ยอมเป็นนอมินีกับใคร เพราะผมเติบโตมาแบบนี้ ทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ‘ขี่เสือว่ายากขี่หนูยากกว่า’”

ถ้าเป็นนายกฯ แบบไม่สง่างาม ขอเป็นคนสนับสนุน

สำหรับที่วิเคราะห์ว่าภูมิใจไทยจะเป็นตาอยู่มานั่งเก้าอี้นายกฯ นั้น ก็เป็นการคาดคะเน ซึ่งทางทฤษฎีนี่ใช่เลย สมมติหลังการเลือกตั้งมีพรรค ที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แต่พรรคที่ 1 และ 2 มีที่นั่งในสภาเยอะไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตามทฤษฎี พรรคที่ 3 และ 4 ก็น่าจะเป็นตัวแปร

“ผมคิดว่าเราต้องดูวันนั้นว่า พรรคที่ 1, 2, 3 มากี่คน สมมติได้ 251 เสียง แล้วไม่มีใครร่วมด้วย ก็อยู่ไม่ได้
พรรคที่ 1 ได้ 220 เสียง พรรคที่ 2 ได้ 150 เสียง แล้ว 150 เสียงจะไปแย่ง 220 ตั้งรัฐบาลได้หรือ ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันเกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว

เราต้องบริหารรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยความระมัดระวัง เคารพ และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองวิ่งเข้าไป คำตอบผม ไม่ต้องพูดต่อ
เมื่อพรรค 220 เสียง ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วพรรคขนาดกลางที่มี 30, 40, 50 เสียง จะไปตั้ง จะเป็นได้กี่วัน ความเสียหาย ขัดแย้ง เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมไม่เซย์ เยสหรือโน เพราะยังไม่รู้ผล พูดตามหลักสากล

ถ้าผมเป็นโดยไม่มีความสง่างาม หรืออธิบายให้ประชาชนฟังได้ว่า ทำไมเราถึงมีบทบาทแบบนี้ ผมเลือกเป็นคนคอยสนับสนุน จะเป็นผลดีที่สุดให้กับบ้านเมือง สมมติว่าหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าผลการเลือกตั้งบังคับให้ทุกฝ่ายหันหน้าหาทางออก วันนี้พูดได้ว่า ไม่ได้คุยกับใคร ไม่ต้องเจรจา แฟร์ๆ ยอมรับ แฟร์เกม

สิ่งที่กำหนดว่าอนาคตบ้านเมืองเป็นอย่างไร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา สิ่งที่กำหนดอย่างแรก คือ ผลของการเลือกตั้ง ผลเลือกตั้งออกมา ประชาชนที่เข้าใจการเมือง จะรู้ทันทีเลยว่าอะไรจะเกิดไรขึ้น ไม่ต้องเดา”

ผมรู้ตัวเอง ขอทวงสิทธิตามสถานะ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อคนเป็นนายรัฐมนตรี 3 ชื่อ เหมือนบีบให้ต้องไปแข่งเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินกล่าวว่า “แน่นอน ถ้าเกิดฟลุก ได้ 200 เสียง ถ้าสมมติผมได้ ซึ่งฝันกลางวัน ผมไม่ยอมให้ใครเป็นแน่ แต่ถ้าได้ 30-40 เสียง (หัวเราะ) ผมก็ไม่กล้าผมรู้ตัวเอง เราจะทวงสิทธิตามสถานะที่มี น้ำหนัก 50 กก.จะไปท้าต่อยกับ ไมค์ ไทสัน เหรอ”

ส่วนบางสูตรที่อยากได้นายกฯ คนกลางที่ไม่ใช่ 2 พรรค ที่เป็นขั้วขัดแย้งนั้น อนุทินมองว่า หากไปรับตำแหน่งนายกฯ แทนที่จะขัดแย้ง 2 พรรค ก็จะเป็น 3 พรรคบ้านเมืองจะได้อะไร

“ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่หวังเป็นผู้นำประเทศหรือหวังอะไรทั้งสิ้น ถ้ามันต้องรับก็ต้องรับ แต่ทำอย่างไรรับแล้วสง่างาม เพราะฉะนั้นผมคิดทุกมิติ มิติแย่สุด คือ เป็นตาอยู่  แล้วผมก็จะถูกตาอิน ตานา จ้วงทุกวัน ผมจะไม่ได้มองไปข้างหน้า ได้แต่มองข้างหลัง และผมก็คงไม่ยอมให้ใครมาจ้วงผมฝ่ายเดียว คุณเอามีด ผมเอาปืนซัดกลับ มันไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บ้านเมืองได้อะไรผมไม่มีทางที่จะเป็นผู้ถูกกระซวกฝ่ายเดียว พื้นฐานนิสัยผมผม 1+1 เท่ากับ 2 คิดง่าย อ่านง่าย”

ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว

ถามว่าในฐานะตัวแปรจะวางหลักอย่างไรว่าจะสนับสนุนพรรคที่ได้ที่ 1 หรือที่ 2 อนุทินตอบว่า ต้องดูผลการเลือกตั้ง สมมติพรรคได้ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องสมมติแถวๆ นั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวไม่ฉวยโอกาสเอาความได้เปรียบเป็นตัวแปร คนเราเมื่อกล้าปฏิเสธตำแหน่งทั้งที่มีโอกาสมาแล้ว มันต้องไม่กลัวอย่างอื่น สำหรับตัวเองเลิกคิด ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง แต่ต้องเป็นประชาชน

“ถ้าหวังว่าจะเป็นตัวแปร ผมคงนั่งกับคุณได้ไม่เกิน 15 นาที ผมต้องวิ่งไปนั่งหาวิธีการ หรือคนโน้นคนนี้ แต่เมื่อผมสามารถบอกตัวเองแล้วว่า อย่าเป็นตาอยู่หรือนักฉวยโอกาส อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ จากผลของการเลือกตั้ง ผมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ประเทศไปได้ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่อยากเป็นมากกว่า นายกฯ รองนายกฯ หรือประธานรัฐสภา”

ถามว่าประเมินหรือยังว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นแค่ไหน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ถ้าคิดตรงนั้นเมื่อไหร่ ความประมาทผมจะเกิดโดยธรรมชาติ หรือคิดเอาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 หรือจัดเขตให้ได้มากที่สุด

“เราต้องเอาหลักการเมืองที่แท้จริงก่อน ถ้าไปเล่นรองหมด ก็หมดตัว ไม่อย่างนั้นก็เอาไปคนละหมื่นคะแนน มันไม่ได้ เพราะว่าเกิดมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกก็พลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ เปรียบเสมือนคนที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะสร้างเรือ สร้างบ้านมาด้วยกัน ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้

…ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ ไปเลือกทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี เป็นตัวแทนประชาชน ไม่ต้องไปถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

นักการเมืองค้าน รธน. เพราะอยากมีอำนาจ

อนุทินประเมินว่า ที่ร่างรัฐธรรมูญฉบับนี้มีเสียงค้านจากพรรคการเมือง ก็เป็นเฉพาะระดับหัวๆ ที่ค้าน สส.ก็ยังอยากเลือกตั้ง ส่วนที่หัวออกมาค้านก็เพราะอยากเป็นนายกฯ มีอำนาจเยอะ ถึงค้าน ส่วนตัวก็มองว่าดี มีโอกาสเป็นนายกฯ ตามสูตรตาอยู่ หรือบางทีตัวเองเกิดเพี้ยน คปป.หรือสภา ก็ช่วยดึงขาหน่อย หากยุคนี้สมัยนี้ใครคิดเข้ามาหาประโยชน์จากบ้านเมือง ก็ควรไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า ในแถบประเทศแอฟริกาทุกวันนี้โทษเข้าคุกมันกระจอกแต่โทษทางสังคมกระทบไปถึงลูก เมีย ญาติ เพื่อน เจ็บมาก

…สิ่งที่ยากทางการเมือง คือ คุณทำอะไรชั่วไว้ แล้วพยายามทำให้มันเดิน มันโคตรยาก ถึงยากที่สุด ถ้าลองมีแผลในตำแหน่งนายกฯ น่าดูเช่นกัน ยกตัวอย่างเหมือนตำแหน่งของผมในบริษัท ถ้าเอาเงินบริษัทไป 100 ล้านบาท โดยไม่ต้องขออนุมัติบอร์ด แล้วไปซื้อ ปูน เหล็ก ปิกอัพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปซื้อโรลส์-รอยซ์ให้ตัวเอง ผมก็อยู่ไม่ได้”

ยอมเป็นนั่งร้านให้บ้านเมืองเดินต่อได้

แม้นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เป็นนายกฯ แต่หากต้องปฏิเสธก็ไม่เสียดาย ยอมเป็นนั่งร้าน แต่ให้บ้านเมืองเดินไปได้ดีกว่า หากนายกฯ ทำตัวเพี้ยนก็ไม่ต้องรอให้องค์กรอิสระหรือใครมาตรวจสอบ เขาจะเป็นคนเตือนนายกฯ ด้วยตัวเอง หากไม่ฟังก็มีวิธีการทำให้หายเพี้ยน เช่น รัฐบาลเสนอกฎหมายมาก็ไม่เข้าไปโหวตให้ แค่นี้ก็ยุบสภาหรือให้พรรคเดิมเสนอนายกฯ ใหม่ ดีกว่าปล่อยให้ผู้นำไปสร้างความเสียหาย อย่างน้อยก็น่าจะได้คะแนนสงสารจากประชาชน หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรเด็ดๆ ให้บ้านเมืองทีนึงแล้วเลิก ไปสร้างคอนโดตรงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (หัวเราะ)

“มีคนมาบอกว่า ถ้ามาถึงตรงนี้ถ้าไม่ได้นายกฯ แสดงว่าผมวาสนาไม่ถึง ผมบอกไม่ใช่ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นนายกฯ แสดงว่าบ้านนี้ไม่มีวาสนาได้ผม ตั้งใจขนาดนี้แล้วเดือดร้อนอะไร เพราะนายกฯ อำนาจไม่เท่าประธานชิโน-ไทย ชี้ผิดเป็นถูกได้ เพราะเป็นคนให้โบนัสเงินเดือน

…ผมเดินเข้ามาตึกนี้ยังมีคนเปิดลิฟต์ให้ มีคนชื่นชมเรา เซ็นเช็คซื้อของ 600 ล้าน ปูน ทราย เสา เหมือนกับได้เอ็กเซอร์ไซส์ เราผู้รับเหมา เรายังเป็นผู้ซื้ออยู่ พวกนี้ทำให้เราไม่โลภมาก ไม่หลงใหล เพ้อเจ้อในอำนาจจอมปลอมที่เรามีอยู่ เพราะตรงนี้มันคือทุกสิ่ง บริษัทผมไม่มีหนี้ ไม่มีสิน ไม่มีอะไร ยังไงผมก็อยู่ของผมแบบนี้” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ดันถนนเชื่อมประเทศ แทนรถไฟเร็วสูง

แม้จะได้สะท้อนมุมมองต่างๆ ต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกมาทิศทางไหน สำหรับพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่ เอ่ยปากชัดเจนถึงเรื่องนี้พร้อมเลือกตั้ง “ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อหนึ่งสัปดาห์”

อนุทิน ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่า นิ่งมาก ซึ่งต้องชื่นชมทุกฝ่าย ไม่มีการแสดงออกอย่างที่เรียกว่ารุนแรง ต่างฝ่ายอยู่ในเกมตัวเอง คงไม่มีใครเชียร์อย่างเดียว ถ้าค้านก็ค้านอย่างสมเหตุสมผล อยู่ในแวดวงที่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นของแต่ละคน แต่ไม่มีการปลุกปั่น ปลุกระดมให้ออกมาต่อต้าน

“ผมคิดว่ารอ 2 เดือนกว่ามันจะมีจุดหักเหของการเมืองจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไป โค้งแรก คือ ประชามติ สำหรับตัวผมเอง เคารพประชามติหากบอกเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีแผนรับการเห็นด้วย แต่ถ้าบอกไม่เห็นด้วย ผมก็จะต้องมีแผนการปฏิบัติทั้งผมและของพรรค จะมีร่างใหม่หรือหยิบของปีไหนมาใช้ เราไม่มีส่วนรับรู้ เราได้หมด”

ส่วนที่มีการมองรัฐธรรมนูญนี้เอื้อกับพรรคขนาดกลาง อนุทิน ย้ำชัดว่า เป็นการคาดเดา ส่วนตัวและพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหาร ที่ได้ให้ยุทธศาสตร์ไป ไม่สนใจว่าจะได้หรือเสียเปรียบ พรรคยังมั่นคงกับนโยบายในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ที่ถูกยกเลิกไป

“ผมยังเชื่อมั่นทั้ง 4 นโยบายพรรค จะทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากอาการป่วย เพื่อวางรากฐานให้ดีก่อนที่จะวิ่ง ฉะนั้น ถ้าพูดแล้วไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส.หรือเรื่องผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าผมคิดตรงนั้น จะประมาท มัวไปเน้นจนลืมนึกถึงว่าแก่นแท้พรรค ต้องให้ประชาชนเชื่อถือว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีต่อได้”

อนุทิน ขยายความต่อว่า ถ้ายึดตรงนั้นความประมาทจะเกิดโดยธรรมชาติ เอาที่ 2 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 ถ้าไปเล่นรองหมดก็หมดตัว หากมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกจะพลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เปรียบเสมือนครอบครัว เพราะสร้างเรือน สร้างบ้านมาด้วยกัน

“ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้ ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ไปทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี ผมเป็นตัวแทนประชาชนไม่ต้องถึงอภิปรายไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องมาจากบรรยากาศที่อึมครึม ไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงินจึงไม่ลงทุน แต่เป็นเพราะคนไม่กล้าลงทุนทั้งที่มีเงิน ด้วยหวังว่าจะรอดูให้เกิดความชัดเจนในอนาคตค่อยลงทุน หรือหากทอดเวลานานออกไปอาจทำให้สามารถซื้อสินค้าได้ถูกขึ้น

อนุทิน การันตีว่า เศรษฐกิจที่แย่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของคนหมดตัว หากวันหนึ่งเกิดความชัดเจนเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น แต่ถึงวันที่เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ต้องมีทั้งคนที่ได้กำไรและขาดทุน ไม่ใช่เศรษฐกิจดีแล้วทุกคนต้องขึ้นหมด หรือเศรษฐกิจแย่แล้วทุกคนจะลงหมด

ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงที่มีแนวคิดจะทำนั้น ต้องมาดูความสามารถและความต้องการที่แท้จริง เมื่อเทียบกับถนนที่เชื่อมโยงทั้งประเทศ อันไหนจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน หากทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ นำเข้าวัสดุอุปกรณ์กว่า 80% ต่างจากสร้างถนนเชื่อมโยงใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สามารถสร้างงานภายในประเทศได้มากกว่า

“เทียบงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ที่จะนำไปใช้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่การทำถนนเชื่อมภายในประเทศ ใช้เงินแค่ 1 ล้านล้านบาท แต่เงินไม่ได้ออกข้างนอก เงินเอาไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ในเมืองไทย ทั้ง ปูน หิน เหล็ก จะทำให้เงินจำนวนนี้หมุนอยู่ในประเทศสร้างมูลค่าไปอีกหลายรอบ”

อนุทิน ชี้แจงให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเรื่องนี้ว่า หากจะบอกว่าคิดอะไรโลว์เทค ก็ขอเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ลุล่วงก่อน จากนั้นถึงเวลาจะมาต่อยอดทั้งรถไฟความเร็วสูงหรืออะไรไฮเทคทั้งหลาย ค่อยต่อยอดภายหลังได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมาดูว่าอะไรทำได้หรือไม่ ทำแล้วเหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่า

“สรุปวันนี้ เราต้องสนับสนุนให้ผู้บริหารประเทศ ซึ่งก็คือรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์ ให้เขาเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้ จากนั้นเรื่องที่เหลือเราค่อยมาสานต่อ”

อนุทิน บอกว่า จนถึงขณะนี้มีคนสนใจเข้าพรรคไม่น้อย แต่เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหนักๆ สร้างความโศกเศร้าในระบบการเมืองไทย ดังนั้น ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ใจเย็นๆ มีเวลาปีกว่าๆ การเมืองไม่ยาก นโยบายที่ดีเก็บไว้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน แล้วก็เข้าใจประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศอื่น ก๊อบปี้ อเมริกา ญี่ปุ่น มีแบบนี้ ต้องมี แต่ต้องหาอะไรที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องความต้องการประเทศ

เป็นคำถามที่หลายฝ่ายอยากรู้เล่นการเมืองอย่างไรถึงไม่มีศัตรู และอยู่มาถึงวันนี้ได้กับทุกฝ่าย อนุทิน ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกว่า จะเรียกว่าเข้าได้กับทุกฝ่ายก็เหมือนไม่มีจุดยืน แต่จริงแล้วเป็นคนเข้ายาก สมมติถ้าคนโทรหาแล้วไม่อยากคุย ก็ไม่มีทางเจอ คือ มีระยะของตัวเอง

แต่คนที่ทำให้โกรธหรือเป็นศัตรูตลอดชีวิต คือ คนที่ทำร้ายครอบครัว ดูถูกบุพการี คนมาทำให้ลูกเสียใจ คนที่ทำร้ายตนอย่างแรง อย่างนี้เป็นศัตรูกันทั้งชาติ ทว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ การทำงาน หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ต่างกัน อาจมีไม่พอใจแต่เคลียร์ง่าย

“บางคนบอกผมเป็นคนกระโชกโฮกฮาก คิดไรก็พูด เพราะผมเป็นคนแบบนี้ จะเป็นแบบนี้ มนุษย์เกิดต่างกัน คนที่เป็นบุคลิกแบบนี้ แต่ถ้าในใจคิดอีกอย่างก็เป็นอย่างที่เขาพูด ผมคิดอย่างไรก็พูดเพื่อให้เห็นว่าผมคิดแบบนี้ มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธ์ ไม่มีเจตนาฆ่าใครหรือทำร้ายใคร ผมเกลียด ผมไม่พอใจ รักคนได้ แต่ต่างคนคนละชีวิต แต่อย่ามาข้ามถนนผม ถ้าคนที่เกลียดมาข้ามอาจเจอบางอย่าง”

ส่วนจะเป็นกาวใจให้ปรองดอง อนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า “ถึงเวลากาวไหลเอง” ทุกอย่างมันต้องมีสถานการณ์ช่วยบังคับด้วย ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศไม่ถึงทางตัน เพราะความขัดแย้งในบ้านเมืองเกิดจากอุดมการณ์ทางความคิด บนพื้นฐานปฏิบัติต่างกัน ดังนั้น สบายมาก

“จับสองคนมานั่ง ไม่ต้องมีกาวใจ เอานวมสองคู่มาให้ เราอาจอาเจียน เพราะเกิดกอดคอกันออกมา ผมเชื่อว่าคนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นความน่ารักของคนไทย ผมอาจซึมซับความคิดพ่อผมมา วันๆ ไม่สอนอะไร ส่งสุภาษิตจีน ฝรั่ง มาให้ มีอันนึงที่จำจนตายคือ มีศัตรูหนึ่งคน มากเกินไป มีเพื่อนพันคนน้อยเกินไป หรือสุภาษิตจีน อดทน อดกลั้น อย่าเอาเปรียบใคร อย่าให้ใครเอาเปรียบ คนบางคนมาคุยเพื่อเอาเปรียบผม ก็รู้ ผมยอมหรือไม่ยอม วันนี้เราอยู่สภาพนี้เรายอม ถ้าวันนึงอยู่อีกสภาพนึง เราไม่ทำแบบนั้น เราแฟร์ คนเคยเอาเปรียบเราต้องอาย แล้วคิดว่ามาเป็นศัตรูทำไมกับคนคนนี้ ผมมีแต่คนอิจฉา ไม่มีคนเกลียด”

แนบแน่น “เนทิน-อนุวิน”

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองหลายคนจับตาถึงความสัมพันธ์กับเนวินในเรื่องนี้ อนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน ยังเป็น เนทิน กับ อนุวิน เพราะสนิทกันมาก แต่เนวินห่างการเมืองไปจนต้องดึงขากลับมา แต่ก็สะบัดออก คือ ค่อนข้างไปอินกับฟุตบอลเยอะเกินไป บางครั้งไปหาเพื่อคุยการเมือง แต่ก็พูดเพียง 5 นาที อีกชั่วโมงครึ่งคุยแต่เรื่องฟุตบอล ทำให้ระยะหลังไม่อยากไป คนเลยบอกว่าห่างกัน แต่ต่างคนต่างทำมาหากิน

“เขาก็ทำบริษัทรถแข่งกับฟุตบอลที่ได้ทุ่มทุนอลังการงานสร้างลงไป เอาให้คุ้มทน เขาคงรู้แล้วว่านรกมีจริงในทางธุรกิจ เปิดร้าน หาสปอนเซอร์ อีเวนต์ คนแคร์กระเป๋าตัวเอง การเมืองก็เป็นรอง เลยยังไม่มีอะไรต้องมานั่งสุมหัวกัน ก็ปล่อยให้เขาเฮฮาไปก่อน ต่างคนต่างแยกกันไป ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”

“ผมกับเขามันลึกเกินกว่า เหมือนญาติพี่น้อง ขนาดทะเบียนบ้านผมก็อยู่ในบ้านเขา เราคบทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2551 หุ้นส่วนกันมา 8 ปี ผ่านปีที่ 7 มาได้ ก็น่าจะผ่าน ค่อยไปกังวลตอนปีที่ 21 เพราะว่ามันต้องมีอะไรเข้าใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างสร้างประโยชน์แต่ละคนได้ ยังวินๆ ฉะนั้น ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม ความแน่นแฟ้นไม่ใช่ว่าได้เจอกันทุกวัน อยู่ในศาลเจอกันทุกวัน สืบพยานทุกวัน คนนั้นโจทก์ คนนั้นจำเลย”

 

“พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429019

"พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

“ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง” หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428497

"ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง" หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

สายวันนั้นที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ แจ้งวัฒนะ คุณหมอสาวสวยวัย 28  กำลังมุ่งมั่นสนอกสนใจน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือดอย่างแข็งขัน

เธอปรากฎตัวในชุดเสื้อกาวน์ กางเกงสแลคสีเทา ผมสีน้ำตาลสลวยประบ่า ดวงตาแวววาว จมูกโด่งได้รูป รวมๆแล้วตรงกับนิยามคำว่า “น่ารัก”ได้ไม่ยาก และไม่แปลกที่ชื่อเสียงของเธอจะเข้าขั้นฮอตถล่มทลายในโลกโซเชียล

“มาทราบเรื่อง เพราะเพื่อนส่งภาพที่คนอื่นเขาแชร์กันมาให้ดู รู้สึกงงๆ แปลกๆเหมือนกัน (ยิ้มเขิน) เพราะปกติใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้มีคนมาสนใจ มาให้ความสำคัญอะไรมากมาย”

หมอแนน ณฐพรรษ สัตวแพทย์คนดังประจำ‎โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองได้รับเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังภาพการทำงานปกติอันแสนธรรมดาดันกลายเป็นหนึ่งในภาพฮอตที่สุดในโลกออนไลน์

และแน่นอน …ใครๆต่างพากันถามหาเธอกันจ้าละหวั่น

อยู่กับน้องหมา-เเมว มาตลอดชีวิต

หมอเเนน เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530  ที่กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิต 28 ปีที่ผ่านมา “บ้านของเธอ” ไม่เคยขาดสัตว์เลี้ยง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่ถือเป็นตัวจุดประกายให้เลือกเดินในเส้นทางสัตวเเพทย์ พูดง่ายๆว่า สภาพเเวดล้อมทุกอย่างรอบตัวคือเบื้องหลังที่คอยหล่อหลอมให้เธอเป็นคุณหมอมาตลอด

ไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษที่จุดประกายให้คิดว่า ‘โตมาฉันต้องเป็นสัตวแพทย์นะ’ เท่าที่จำความได้ที่บ้านจะมีแมวหรือหมาวนเวียนมาหาตลอด ไม่เคยซื้อมาเลี้ยงเอง เก็บมาเลี้ยงทั้งหมด เลี้ยงเท่าที่เลี้ยงไหว ตัวสองตัว ก่อนเลี้ยงคุณพ่อคุณเเม่จะถามก่อนตลอดว่ารับผิดชอบไหวไหม ไม่ไหวอย่าเลี้ยง จนเรียนจบมัธยม ถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่ชอบสายแพทย์อยู่แล้ว รู้สึกว่าถ้าได้ทำงานกับสัตว์ที่เราชื่นชอบเเละรัก น่าจะทำให้มีชีวิตการทำงานมีความสุขและไม่เครียด เลยเลือกเข้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ”

นอกจากการเลี้ยงดูน้องหมาน้องแมวตามประสาคนรักสัตว์ทั่วไป ความเป็นสัตวแพทย์ของเธอนั้นฉายแววมาตั้งแต่วัยเด็กจากประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อช่วยทำคลอดให้กับเจ้าเหมียวสาวท้องแรก

“สมัยเรียนประถมเคยร่วมกับคุณพ่อช่วยแมวสาวท้องแรกทำคลอด เขายังกัดรกไม่เป็น เราเลยช่วยเอารกออก แล้วผูกสายสะดือให้ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ทั้งแม่และลูกเเข็งเเรงปลอดภัย มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะ ได้ช่วยแมวที่เราเลี้ยง แถมยังได้ดูแลลูกเขาตั้งแต่วินาทีเเรกที่ลืมตาดูโลก รู้สึกโอเคและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ”น้ำเสียงของเธอบ่งบอกความภาคภูมิใจ

เป็นสัตวเเพทย์ไม่ใช่เเค่รัก เเต่ต้องเข้าใจด้วย

หลังเรียนจบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์สาวคนนี้ได้เข้าทำงานประจำที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งมีความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฎิบัติหน้าที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“ตอนเป็นเด็ก เราเเค่รักเเละอยากดูเเล มองเห็นชีวิตความเป็นไปของพวกเขาระดับหนึ่ง พอได้เข้ามาเรียนก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เรียนรู้ชีวิตสัตว์เพิ่มเติมเยอะแยะมากมาย ทำให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทั้งพฤติกรรม ความเป็นไปของโรค อาการดีขึ้นเป็นอาการอย่างไร แย่ลงเป็นอย่างไร ภาวะฉุกเฉินแล้วเป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเรียนจบได้เข้าทำงาน ได้สัมผัสของจริง ก็เข้าใจมากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งกว่าเดิม จนสามารถคาดการณ์ประเมินทิศทางของโรคร้ายได้ บางคนถามว่าเราเสียใจไหมเมื่อพบกับความสูญเสีย มันก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับฟูมฟาย เพราะเข้าใจสิ่งที่มันดำเนินไปมาตลอด

ทุกวันนี้สัตวแพทย์สาวมีความสุขเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้หยอกเย้ากับกับน้องหมา น้องแมว และเห็นอาการเจ็บป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน

“เรามีความสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการเป็นคนรักสัตว์ ทุกวันนี้การได้เล่นกับตัวนั้นทีตัวนี้ที ได้เห็นอาการป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริงๆมันก็มีช่วงเครียดบ้าง เพราะหน้าที่และภารกิจของเรา ต้องแบกรับความคาดหวังจากเจ้าของสัตว์ แต่เราชอบนะ เพราะแง่หนึ่งความเครียดเป็นเหมือนตัวเร่งให้เราตื่นตัว ไม่ประมาทในการทำหน้าที่ ย้ำกับตัวเองเสมอว่าต้องใส่ใจสัตว์ทุกตัวที่ได้ดูแล ทุกเคสมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมันกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง เรายิ้มมีความสุขเสมอ เหมือนงานที่ทำมันสำเร็จลุล่วง”

อย่าซื้อมาเลี้ยงเพื่อปล่อยมันทิ้ง

สงครามขัดเเย้งระหว่างคนรักหมาและคนเกลียดหมาเป็นประเด็นพิพาทปรากฎตามหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ปฎิเสธไม่ลงว่าต้นเหตุของหมาจรจัดเกิดจากการละเลยทิ้งขว้างของเจ้าของ

หมอแนน แสดงความเห็นว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงสัตว์ แค่รักอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องรู้จักประเมินความพร้อมของตัวเอง วางแผนอย่างรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เสมือนพันธสัญญาว่าเราจะดูแลเขาตลอดไป

“จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แน่นอนว่าต้องเริ่มจากความรักและมีความพร้อมที่จะเลี้ยงก่อน ถ้าไม่รัก ไม่พร้อม ก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะเขาไม่ได้อยู่กับเราแค่เดือนหรือสองเดือน แต่อยู่กันเป็น 10 ปี บางตัว 15 ปี ก่อนเลี้ยงต้องวางแผน คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆนานา มองระยะยาว เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงลูก ถ้าคิดสั้นๆ ง่ายๆ เลี้ยงตามแฟชั่น มันก็เสี่ยงที่สัตว์ของเราจะกลายเป็นภาระและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่น จนกลายเป็นปัญหาสังคมตามมามากมายไม่จบไม่สิ้น

สำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่ก้าวร้าวในปัจจุบันนั้น สัตวแพทย์หญิงคนนี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที

“การจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จริงๆ มีกระบวนการอยู่แล้ว แต่การปฎิบัติต้องรวดเร็ว หากล่าช้า เพิกเฉย ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาในชุมชน และจะยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างคนรักหมาและเกลียดหมาให้ทะเลาะกันต่อไปไม่จบ เหมือนอย่างที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ดีเลยที่เราจะเเก้ปัญหาด้วยความรุนเเรง”หมอแนน ณฐพรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ต่อความสวยของหมอเเนนทั่วทั้งสังคมออนไลน์ เธอยืนยันว่า ไม่ได้หลงใหลใคร่ปลื้มกับกระแสดังกล่าว แต่จะขอเดินหน้าพัฒนาฝีมือสั่งสมประสบการณ์ในอาชีพสัตวแพทย์เพื่อน้องหมาน้องแมวที่รักต่อไป

 

 

 

 

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428230

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ณ จุดนี้ต้องเรียกได้ว่ากระบวนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนญกำลังเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ หลังจาก พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งหมายความว่านับจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานใหญ่ครั้งนี้จะเริ่มลำดับการทำงานเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากที่สุด

แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจสามารถมองข้ามไปได้ คือ การต่อสู้ในทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้มีเฉพาะก่อนประชามติเท่านั้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปถึงหลังวันประชามติด้วย ไม่ว่าผลการออกเสียงจะเป็นอย่างไรก็ตาม

คำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างสนใจ โดยด้านหนึ่งมองว่าการออกมาของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผมว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวออกมาแบบนี้ แต่เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากว่าผลการทำประชามติจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า คสช.น่าจะรับได้ในทั้งสองสถานการณ์ แน่นอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านได้มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าไม่ผ่าน จะบอกว่าไม่กระทบกับ คสช.เลยก็เป็นไปไม่ได้”

“แต่ถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามที่ คสช.ต้องการทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะว่าถ้าเราดูจากข้อเสนอของ คสช.ที่เสนอมาให้ กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า กรธ.จะปรับแก้ แต่ก็ปรับแก้ไขน้อยมาก ในที่สุดก็เลยเกิดคำถามประชามติคำถามที่สองออกมา แต่ถึงแม้จะมีคำพ่วงออกมา ผมดูตัวคำถามแล้วก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรนัก แม้คำถามที่สองจะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม”

ส่วนผลกระทบที่ คสช.จะต้องเจอ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำนูณ คิดว่า “ตอนนี้ คสช.หรือรัฐบาลพยายามวางตัวอยู่เหนือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ร่างขึ้นมาเอง ต้องชี้แจงให้ชัดว่าแม้แต่ คสช.ขอมาครั้งสุดท้ายก็ยังได้รับไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นต้องทำให้เกิดประเด็นหรือความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประชามติพอใจหรือไม่พอใจ คสช. แต่เป็นเรื่องประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.ไม่ได้เป็นผู้ร่าง และก็มีหลักฐานปรากฏชัดเป็นหนังสือของ คสช.ที่ส่งถึง กรธ.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.”

“ถ้ามันเกิดความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติเป็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. มองโดยทั่วไปก็เหมือนว่าไม่เกี่ยวกับ คสช. เพียงแต่ว่าตามธรรมดาของการเลือกตั้งขนาดใหญ่หรือการลงประชามติ ผู้คนหรือสื่อมวลชนมักจะตีความว่าผลของการประชามติเป็นการสะท้อนความรู้สึกทางการเมืองของประชาชนต่ออำนาจรัฐในขณะนั้น”

แสดงว่าฝ่ายการเมืองกำลังพยายามใช้เกมนี้เพื่อบอกว่าการประชามติเป็นการประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจ คสช.? คำนูณ ตอบว่า “แน่นอน มันต้องเป็นอย่างนั้น ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้าน คสช.ก็ต้องใช้ผลของการประชามติที่จะออกมา แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่หากบังเอิญสมมติมีเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญประมาณ 10 ล้านเสียง ก็จะมีการบอกว่าคน 10 ล้านเสียงไม่พอใจ คสช. ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้น คสช.ก็ต้องมีปฏิบัติการทางข่าวสารให้ประชาชนเข้าใจว่าแม้ว่า คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นของ กรธ.อย่างอิสระ”

ทั้งนี้ ในทัศนะของคำนูณยังเชื่อว่าแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ แต่สุดท้ายการเลือกตั้ง สส.ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2560 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กำหนดไว้

“คำพูดที่ยิ่งใหญ่ของหัวหน้า คสช.ที่เข้ามาและพูดย้ำตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ในปี 2560 ผมว่าเป็นคำพูดที่ยากจะเป็นอื่น ถึงร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน มันก็มีวิธีการที่สามารถจะทำได้อีก แต่เป็นวิธีการใด จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 อีกครั้งหนึ่ง”

“ผมเชื่อว่าหลายคนคงคาดเดาได้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิม และไม่จำเป็นต้องไปลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง เป็นวิธีการที่อาจจะคล้ายๆ กับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 คือ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมาปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะโดย คสช.เองหรือโดยคณะกรรมการก็สามารถทำได้ภายใต้เวลาที่กำหนด ระยะเวลายังเหลือ เพราะผลประชามติจะออกมาภายในเดือน ส.ค. จะมีเวลาอีกหนึ่งปีครึ่งในการดำเนินการ”

“ผมว่าคงหนีไม่พ้นรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2540, 2550, ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ และฉบับปัจจุบัน แต่นี่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่”

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งที่คำนูณให้ความสนใจ คือ ทิศทางของประเทศไทยหลังจากการทำประชามติ โดยวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่านไปอีก 5-6 ปี แม้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถยอมรับได้ เพียงแต่ช่วงระยะเวลานับจากนี้ คสช.จำเป็นต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม

“โดยภาพรวมน่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะอยู่ในสภาพการณ์ที่เป็นระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 5 ปี บวกอีก 1 ปีเศษ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นความต้องการและเป็นมุมมองที่ทาง คสช.มองไว้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติก็เขียนชัดเจนไว้ในบทเฉพาะกาล”

“เชื่อว่าโดยภาพรวมใหญ่ ประชาชนส่วนข้างมากก็น่าจะพอรับได้กับสถานการณ์ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายความขัดแย้งและการต่อสู้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าสิ่งที่จะต้องคำนึงคู่ควรกันไป คือ เมื่อได้ระยะเวลาไปแล้ว อย่าลืมว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาจนถึงเวลานี้เกือบ 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งและต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรือปฏิรูปประเทศในเรื่องใหญ่ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ สัมผัสได้ หรือก่อให้เกิดผลที่มันเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจริงๆ”

“เป็นเรื่องท้าทายนะ กับเวลาที่ได้ไป ได้มาแล้วเกือบ 2 ปี และกำลังจะต่อไปอีก 5-6 ปี ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา และอีก 5-6 ปีที่กำลังจะเข้ามา เป็นระยะเวลาที่เอื้อให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปสามารถที่จะทำงานได้สะดวกและเต็มที่มากกว่ารัฐบาลในระบอบการเมืองตามปกติ”

“อย่างน้อยระยะเวลา 1 ปีกว่าๆ หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง จะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่เป็นที่ประจักษ์ การเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิรูป ซึ่งจะว่าเป็นเวลาที่น้อยก็น้อย แต่มองอีกก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลย เพราะเป็นระยะเวลาที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ โดยอย่างยิ่งมาตรา 44 อยู่ในมือจนถึงมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนสนับสนุน คสช.โดยตรงหรือไม่อาจสนับสนุนแต่อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน”

สำหรับการปฏิรูปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในความหมายของคำนูณ คือ การปฏิรูปตำรวจและการกระจายอำนาจ

“ตำรวจเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาขั้นต้น ถ้าสามารถทำตรงนี้ให้เกิดขึ้นและไม่มีข้อกังขาใดๆ ได้ และเป็นหลักประกันของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจริงๆ ผมว่ามันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อื่นๆ ตามมา แต่เราจะตกลงกันให้ชัดก่อน”

“ตลอดชีวิตตั้งแต่ที่ผมโตขึ้นมา ก็มีการพูดถึงการปฏิรูปตำรวจมาโดยตลอด แต่ว่าก็ไม่เคยทำได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเป็นสารัตถะจริงๆ คือ เมื่อถึงวันนี้อย่างน้อยที่สุดมันต้องมีแผน ผมเข้าใจว่าที่ทางรัฐบาลมองว่าไม่อยากจะไปแตะเรื่องโครงสร้างในช่วงนี้ เพราะว่าอยากให้ตำรวจทำงานให้ได้ก่อน แต่ถามว่าถ้าภายใต้ในสภาวะที่มีอำนาจพิเศษเช่นนี้ยังไม่สามารถทำได้ แล้วจะไปทำได้ตอนไหน การไม่แตะในทันทีมันอาจจะเป็นไปได้ แต่อย่างน้อยมันต้องมีแผน”

“ต้องยอมรับว่าบทเรียนของนานาอารยประเทศ ระบอบประชาธิปไตยมันจะมีความมั่นคงสถาพรได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างระบอบประชาธิปไตยในระดับประเทศระดับบนอย่างเดียว แต่จะต้องก้าวขึ้นมาจากระดับท้องถิ่น ดังนั้นเรื่องตำรวจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและต้องมีแผนชัดเจน วันนี้ 5 ปีนี้อาจจะแตะโครงสร้างใหญ่ไม่ได้ แต่ในยุทธศาสตร์ 20 ปี มันจะต้องฉายภาพให้เห็น”

“ดังนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะอยู่ในสภาวะที่มีระบอบพิเศษและกึ่งพิเศษรวมๆ แล้วเกือบ 8 ปี เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เพราะฉะนั้นในระยะเวลานี้จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ชนิดที่เป็นการปฏิรูปให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ และถ้ายังสร้างไม่ได้ มันก็ต้องมีแผนชัดเจนที่จะต้องเกิดขึ้นให้มองเห็นชัดเจน ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”

ประตูนายกฯคนนอก ปิดเกือบสนิท

โฟกัสมาที่คำถามพ่วงประชามติอีกหนึ่งคำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดใน บทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” คำนูณ มองว่าจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองมากนัก แม้ว่าคำถามนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม

“ประเด็นที่มาของนายกฯ เป็นประเด็นที่สำคัญมากผมก็แปลกใจเหมือนกันที่หลายฝ่ายที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก ผมกลับเห็นตรงกันข้ามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปิดทางนายกฯ คนนอก”

“คำว่านายกฯ คนนอกในที่นี้ คือ นายกฯ นอกพรรคการเมือง เพียงแต่ว่านายกฯ จะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่โดยระบบปกติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเปิดโอกาสให้มีแต่นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง เพราะว่าที่มานายกฯ คือ ก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. ให้แต่ละพรรค การเมืองเสนอได้ไม่เกินพรรคละ 3 ชื่อ และพรรคที่จะเสนอชื่อให้สภาเลือกนายกฯ ได้ก็ต้องมี สส. 5% หรือ 25 คนขึ้นไป ดูจากสถิตเลือกตั้งเก่าที่มีพรรคการเมืองมี สส.เกิน 25 คนแล้ว จะทำให้มีแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นบัญชีอยู่ประมาณ 15 คน และเมื่อมีการเปิดสภาแล้ว เสนอชื่อใครก็ได้ใน 15 คนนี้
แล้วมาแข่งขัน ตรงนี้เป็นระบบปกติ”

“โดยสถานการณ์แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่จะไปเสนอชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคตัวเองหรือเป็นคนใกล้ชิดพรรคของตัวเอง เพราะถ้าเสนอคนอื่นไปจะถูกโจมตีแหลกลาญว่าเป็นนอมินีให้คนอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้ไม่มีคนนอกพรรคการเมืองคนไหน หรือคนกลางทางการเมืองคนไหนที่จะไปเซ็นยินยอมให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อตัวเองตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้ผลการเลือกตั้งและไม่รู้อนาคต และการเซ็นยินยอมดังกล่าวจะทำให้คนนั้นสูญเสียความเป็นคนนอกพรรคการเมืองและความเป็นคนกลางนั้นไปแล้ว”

“ดังนั้น โดยระบบนี้นายกฯ ที่จะได้มาจึงต้องเป็นคนในพรรคการเมืองหรือใกล้ชิดพรรคการเมือง โอกาสที่จะได้คน นอกพรรคการเมืองหรือคนกลางทางการเมืองอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกือบเท่ากับศูนย์”

“คำถามพ่วงออกมา เพียงแต่ให้ระยะ 5 ปีแรกในการเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหนงนายกฯ เป็นการเลือกของที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือ แค่ให้ สว.ไปร่วมโหวตด้วย แต่ สว.เสนอชื่อเองไม่ได้ โดยการเลือกนายกฯ จะต้องเลือกมาจากบัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้นการเอา สว.เข้าไปโหวตด้วย มันก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มันก็กลายเป็นว่าเอา สว.ไปเลือกนายกฯ จากตัวเลือกที่มีของพรรคการเมือง”

“ตรงนี้ผมถึงบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดนายกฯ คนนอกหรอก แต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดประตูนายกฯ คนนอกเกือบสนิท เหตุที่ยังไม่สนิท จะมีเหตุตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เท่านั้นที่ให้สามารถเลือกนายกฯ นอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ หากรัฐสภามีมติเห็นด้วย”

คำนูณ สรุปว่า ถ้าประชามติผ่านทั้งสองคำถาม ในทางปฏิบัติจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ก็แปลว่าคนที่ได้รับเลือกนายกฯ จะมาจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง โดยรัฐสภาต้องมีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 375 คน จาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คน ลำพัง สส.ฝ่ายเดียวคงหาเสียงขนาดนั้นได้ยาก คงต้องมีเสียง สว.ไปร่วมด้วย ถ้าได้ก็ได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ สส. 250 คน ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อมีมติยกเว้นให้ไม่ต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง ก่อนกลับมาประชุมร่วมกันในรัฐสภาอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยสามารถเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้

“แต่ผมว่ามันก็คงวุ่นพอดูนะ ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นมา การจะเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้นมาได้ หมายความว่า สว.ต้องงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ครั้งแรก ซึ่งมันคงเป็นประเด็นทางการเมืองตามมาพอสมควร”

สิทธิประชาชนยังกังขา ขาดกลไกแก้วิกฤต

คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยระบุว่ามีจุดที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

“ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ คือ มาตรการการคัดคนเข้าสู่ระบบทางการเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น มาตรการในการดำเนินการกับผู้กระทำทุจริตก็มีความเข้มข้น แต่ประเด็นที่เป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์น่าจะมี 2 จุด จุดแรก คือ วิธีการเขียนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพที่ใช้วิธีการเขียนแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อันนี้มีข้อถกเถียงในทางวิชาการมากพอสมควร”

“ในการปรับแก้ไขครั้งสุดท้าย กรธ.ก็ได้ปรับเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปมาก แต่แยกเอาไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นทางวิชาการว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป เป็นข้อถกเถียงในทางวิชาการว่าจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนมีสิทธิก่อนหรือจะไปบังคับรัฐเป็นตัวตั้ง ก็สุดแท้แต่มุมมอง”

“ถ้าเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน คือ เรามีอย่างสิทธิอย่างนี้ พอเรามีสิทธิอย่างนี้ ผู้มีหน้าที่ก็ต้องจัดให้เรา ถ้าไม่จัดให้ก็เป็นสิทธิในการฟ้องร้อง แต่ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพแต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ แล้วรัฐไม่ได้ทำ เราไปฟ้องร้องรัฐได้หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ต้องดูกันต่อไป”

“โดยหลักวิชาการก็น่าจะเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน ที่ผ่านมาก็เป็นการเขียนที่คุ้นชินกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพราะฉะนั้นเมื่อมีการปรับวิธีการเขียนใหม่ ก็ก่อให้เกิดประเด็นคำถามขึ้นมา แต่ในเมื่อท่านชี้แจงว่าไม่ต่างกันก็ต้องพิสูจน์กันไป”

อดีต กมธ.ยกร่างฯ แสดงทัศนะเพิ่มว่า อีกประเด็น คือ ประเด็นทางการเมือง ได้แก่ ระบบการเลือกตั้ง สส.และที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เคยใช้ที่ไหนในโลกเข้ามาใช้

“ระบบเลือกตั้ง สส. การให้มี สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่ให้เลือกโดยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คือ เลือก สส.เขต ข้อดีก็มีตามที่ กรธ.ชี้แจง ข้อด้อยก็มีหลายตามที่แต่ละฝ่ายแสดงความเห็นกันมาก ในส่วนของผมเห็นว่าข้อด้อยที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการตัดโอกาสพรรคการเมืองขนาดเล็ก ตัดโอกาสพรรคเกิดใหม่ ไม่ให้มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่หนึ่งหรือสองคน คือ พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ที่เคยหวังคะแนนเสียงจากคะแนนบัญชีรายชื่อและสามารถมี สส.ในสภาได้ 1-3 คน ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในระบบนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการตัดทางเลือกของประชาชนไป”

“ถ้าระบบการเลือกตั้ง สส.แบบบัตรสองใบ มันจะมีพรรคเกิดใหม่ พรรคความคิดใหม่ๆ ที่เขาอาจจะมีคะแนนความนิยมอยู่กระจายทั่วประเทศ แต่ไม่มีคะแนนนิยมเขตใดเขตหนึ่งเป็นการเฉพาะ เขาเลือกส่งเฉพาะบัญชีรายชื่อ ไม่จำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.ให้ครบทุกเขต พอมีคะแนนบัญชีรายชื่อจากทั่วประเทศรวมเข้ามาสักหนึ่งแสนคะแนน เขาก็มี สส.ได้หนึ่งคน แต่พอเป็นระบบในร่างรัฐธรรมนูญก็หมดสิทธิ เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนของการเลือกตั้ง สส.ระบบเขต จะส่งเขตเดียวก็ไม่พอ ก็ต้องส่งให้มากที่สุด ผมเห็นว่าเป็นจุดที่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก”

“อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องที่มาของนายกฯ ซึ่งไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงเหมือนกันว่าระบบนี้จะก่อให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสียอย่างไร ข้อเสียข้อหนึ่งที่ผมพูดมาตลอด คือ ชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอกันมาพรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ มันจะคาอยู่ตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎร และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างการเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยที่ไม่มีการยุบสภาจะเลือกนายกฯ อย่างไร หรือจะให้ สว.เข้าไปเลือกด้วยก็แล้วแต่ มันก็ต้องเลือกแต่บัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เป็นการปิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหาในขณะนั้น”

“ถ้าเราจะเขียนว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เราก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดกว้างไว้ในกรณีที่มีความจำเป็น ก็ให้มีคนที่ไม่ได้เป็น สส.และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นสามารถขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ ถ้าเราต้องการแสดงเจตนารมณ์เพื่อต้องการนายกฯ เป็น สส.ก่อน เราก็อาจจะใช้คะแนนเสียงที่แตกต่างกันก็ได้ เช่น ให้สภามีมติเกินกึ่งหนึ่ง หรือ ถ้าคนนั้นไม่ได้เป็น สส. ก็ให้สภามีมติ 2 ใน 3 ก็สุดแล้วแต่”

“แต่พอไปล็อกไว้ว่านายกฯ ต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้เสนอไว้ ในที่สุดก็จะเป็นแต่คนของพรรคการเมืองเท่านั้นที่เป็นนายกฯ และจะไม่ได้คนที่มีความทันและความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ตรงนี้เป็นระบบที่ผมเห็นว่ามีปัญหา ส่วนตัวได้มีการเสนอความคิดเห็นไปแล้วตั้งแต่เปิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขในจุดนี้”

สุดท้าย ในเรื่องของการสร้างความปรองดองผ่านกลไกตามร่างรัฐธรรมนูญ คำนูณ มองว่า การสร้างความปรองดองไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะอยู่ที่นโยบายและทิศทางของรัฐบาลชุดนี้

“การปรองดองไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่เราจะต้องดูกันต่อไปในช่วงสุดท้าย คือ ช่วงหนึ่งปีก่อนจะมีการเลือกตั้งมากกว่าว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเท่าที่ดู คือ คิดว่าก็คงมีนโยบายในเรื่องนี้ออกมาช่วงปี 2560”

“อย่างน้อยบรรยากาศก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้งมันน่าจะมีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป เพราะดูในทิศทางแล้ว รัฐบาลต้องการให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ผมเองเห็นว่าในส่วนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายก็ควรดำเนินไป แต่ส่วนที่เกี่ยวกับประชาชน ถ้ามันมีประเด็นใดที่สามารถคลี่คลาย ในบางคดีที่ไม่ใช่คดีความมั่นคง มันก็ต้องมีการพูดกันว่าจะทำอย่างไร เพราะมันเป็นภาระแก่ทุกฝ่ายในการต่อสู้คดี และแต่ละคดีมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณในการดำเนินการทางกฎหมายและการต่อสู้คดี”

“ส่วนตัวขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าทิศทางของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะขนาด สนช.พยายามจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาก็ถูกชะลอเอาไว้ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลมีทิศทางที่ต้องการทำเรื่องนี้ในปี 2560” คำนูณ ทิ้งท้าย

 

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 06:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427662

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อโลกเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างในปัจจุบัน แน่นอนว่าไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย 100%

ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะเป็นคู่ขัดแย้งกับขบวนการก่อการร้ายโดยตรง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแต่ละปีมีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวอย่างมากหน้าหลายตา

นั่นนำมาซึ่งความเสี่ยง…

พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ยอมรับว่า ทุกวันนี้รูปแบบการก่อการร้ายมีการพัฒนาขึ้นไปสูงมาก และประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเดินทางเข้า-ออก ของชาวต่างชาติ เนื่องจากเข้า-ออกง่าย แต่ตรวจสอบเป็นรายบุคคลได้ยาก เพราะอุปกรณ์และเทคโนโลยีไม่ดีพอ

“ทุกวันนี้มีชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางผิดปกติอยู่ภายในประเทศไทยราวๆ 100 คนเศษ ซึ่งเราไม่รู้เจตนาว่าเขาเข้ามาทำอะไร แต่แน่นอนว่าไม่มาดีแน่นอน” พล.ต.ต.อภิชาติ ระบุ

พล.ต.ต.อภิชาติ ให้ภาพต่อไปว่า ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าและการจับมือกันระหว่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจร่วมกันในอาเซียน กลับพบว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันกลับไม่รุดหน้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในอนาคตการท่องเที่ยวจะสร้างเศรษฐกิจให้ดี แต่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวก็จะเป็นปัญหาหากไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ

“ลองคิดดูว่าการกระทำความผิดจะง่ายขึ้นมากแค่ไหน ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฐานข้อมูลอาชญากรรมมันเชื่อมโยงกัน เรายังไม่เชื่อมโยงกันแต่ก็รวมตัวกันแล้ว” หัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ระบุ

นายตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศรายนี้ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า กรณีคนเวียดนามเข้ามาไทย ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ามีหมายจับติดตัวมาหรือไม่ ที่สำคัญคือไม่มีเวลาตรวจสอบบุคคล เต็มที่ไม่เกิน 1 นาที มันไม่ทันแน่นอน อีกอย่างประเทศเราการท่องเที่ยวทำรายได้มาก เราก็ต้อนรับมาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็แฝงอาชญากรมาด้วย การท่องเที่ยวเลยต้องเน้นคุณภาพ และก็ต้องรับปริมาณที่มากได้เช่นกัน แต่เราลงทุนช้าไปแล้วกับการตรวจสอบ

หนึ่งในแนวทางการป้องกันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเพื่อให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย เพื่อให้เป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่รัฐ

“รัฐไหนจะมั่นคงปลอดภัยคนในรัฐต้องมีความรู้ ผมถามว่าคนไทยรู้หรือไม่ว่าการก่อการร้ายแท้จริงคืออะไร อาชญากรรมข้ามชาติเป็นแบบไหน เข้าอีเมลหลอกลวงก็มีสิทธิเสียหายได้ เรารู้กันดีแล้วหรือยัง” พล.ต.ต.อภิชาติ ตั้งคำถาม

อย่างไรก็ตาม นับว่าประเทศไทยก็มีการตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเรามีเหตุรุนแรงจึงทำให้ประชาชนตื่นตัว

สำหรับการอุดช่องโหว่เบื้องต้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้อนุมัติหลักการเพื่อบูรณาการระบบตรวจหนังสือเดินทางของประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของตำรวจสากล

พล.ต.ต.อภิชาติ อธิบายว่า ทันทีที่ชาวต่างชาติยื่นหนังสือเดินทางเข้าประเทศ ข้อมูลของเขาเหล่านั้น ทั้งชื่อ เลขหนังสือเดินทาง จะลิงก์ตรงไปยังฐานข้อมูลของตำรวจสากล ซึ่งจะทำให้รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร เคยก่อคดีมาหรือไม่ ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 2-3 เดือนข้างหน้า ระบบนี้ก็จะมีผลบังคับใช้แล้ว

ขณะที่ช่วงปลายปี 2560 รัฐบาลอนุมัติให้สร้างเครื่องมือตรวจสอบบุคคลแบบไบโอเมตริกส์ ที่จะตรวจชีวภาพของบุคคล ผ่านลายนิ้วมือหรือม่านตาแทนการยืนยันตัวบุคคลผ่านหนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียว

ผบก.ตท. ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้ตำรวจสากลให้ความสำคัญอยู่ 3 อย่าง 1.การป้องกันการก่อการร้าย 2.การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 3.จะทำอย่างไรให้ความมั่นคงทางไซเบอร์มีความปลอดภัย ทั้งหมดนี้คือหัวใจของตำรวจสากลในยุคนี้ แล้วถามว่า 3 อย่างนี้เป็นหน้าที่ของใคร คำตอบก็คือเป็นงานของตำรวจทั้งหมด

“ผมห่วงสุดคือข้อ 3 ความมั่นคงทางไซเบอร์ ถามว่าเรามีทรัพยากรบุคคลที่ชำนาญด้านนี้พอหรือยัง เรามีน้อยมาก ตำรวจ 2 แสนกว่าคน จะมีกี่คนที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มันน้อยมาก แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะไปคัดคนที่จบด้านคอมพิวเตอร์มารับราชการเหรอ มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยากเป็นตำรวจ”

ข้อเสนอจากนายตำรวจที่คลุกคลีงานต่างประเทศมานับ 10 ปี ก็คือต้องไปแสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์มาร่วมกันทำงานให้ได้ เพิ่มศักยภาพของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวมันจะไม่มีทางได้ผลสัมฤทธิ์ออกมา

“ผมยังยืนยันว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือการแสวงหาความร่วมมือในกิจการระหว่างประเทศ” พล.ต.ต.อภิชาติ ย้ำ

รัฐต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะนั่นเป็นหัวใจของการป้องกันภัยก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

 

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427434

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

แนวทางการประเมินผลงานส่วนราชการแบบใหม่ที่รัฐบาลต้องการนำมาแก้ปัญหาเกียร์ว่างระบบเล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง โดยมี ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการให้เกรด หรือประเมินผลงานหน่วยราชการทั้งหมด โดยแบ่งการให้เกรดออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับคุณภาพ A คือ ดีมาก ระดับมาตรฐาน B คือ พอใช้ และระดับปรับปรุง C คือ ตก

เป้าหมายสำคัญของแบบฟอร์มประเมินผลงานในครั้งนี้ ต้องการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานรัฐกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐ ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากระบบเส้นสาย เล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง เพราะจากนี้ไปการแต่งตั้งโยกย้ายจะพิจารณาจากผลการประเมินของ ก.พ.ร.เท่านั้น

ก.พ.ร.ยก 5 ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ

ชูเกียรติ กล่าวว่า แม้ ก.พ.ร.ไม่ใช่เจ้าภาพหลักในการบูรณาการการทำงานระบบราชการ แต่ ก.พ.ร.เป็นเสมือนองค์กรที่คอยประสานและกำกับให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้นหากหน่วยงานใดระดับการให้คะแนนไม่ดี ทาง ก.พ.ร.จะเข้าไปตรวจสอบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดไม่เชื่อมโยงการทำงานกัน หรือมีปัญหาสิ่งใดก็จะเข้าไปให้คำแนะนำทันที

เลขาฯ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.พ.ร.ถูกมองว่าไม่มีอำนาจให้คุณหรือให้โทษหน่วยงานรัฐใดๆ ได้ แต่ยืนยันว่าแม้ ก.พ.ร.จะไม่มีอำนาจดังกล่าว แต่ก็มีอำนาจที่เป็นผลข้างเคียงในตอนให้คะแนนเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย เดือน เม.ย. และ ต.ค. โดยในช่วงต้นของการประเมิน ก.พ.ร.จะชี้แนะ แต่หน่วยงานใดยังนิ่งเฉยยังไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในการพัฒนาระบบราชการ ยิ่งมีตัวชี้วัด 5 ดัชนีเข้ามากำกับด้วย ย่อมไม่เป็นผลดีต่อหน่วยงานรัฐที่ไม่พัฒนาหรือปรับปรุงตัวเอง นั่นคือสอบตก

ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือการประเมินเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทางกรมบัญชีกลางจะมีตัวชี้วัดอยู่ในมือที่จะคอยติดตามประเมินผลงานตามเป้าหมาย และเวลาที่กำหนดให้เบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะบางหน่วยงานขอตั้งงบประมาณไว้จำนวนมากเหลือเกิน แต่กลับไม่มีการใช้งบประมาณใดๆ เลย ทำให้การอัดฉีดระบบเศรษฐกิจไม่ดีเท่าทีควร ดังนั้นทาง ก.พ.ร.ก็จะนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้ให้คะแนนสอบผ่านหรือสอบตก

ชูเกียรติ กล่าวว่า อยากยืนยันว่าดัชนีชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิด แต่ต้องการวัดศักยภาพ 5 ด้านของหน่วยงานรัฐ คือ 1.ประสิทธิภาพในงานพื้นฐานของแต่ละส่วนราชการ หรืองานตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 2.ประสิทธิภาพในการทำงานตามยุทธศาสตร์ เช่น การปราบปรามการค้ามนุษย์ การปราบปรามยาเสพติด โดยจะเน้นตามนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้นหากงานปกติ หน่วยงานใดเกี่ยวข้องกับงานยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมจะถูกดึงมาให้ได้รับความสำคัญในการประเมินผลเป็นอันดับแรก

แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไปไม่รอด

3.ประสิทธิภาพในการบูรณาการหรือประสานงาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำต้องมีการประสานงานและบูรณาการการป้องกันภัยแล้งเป็นอย่างไร มีกี่กระทรวง ทบวง กรมเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะไม่มีการทำงานแบบเดิมๆ คือต่างคนต่างทำ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์เมื่อประกอบกันแล้วกลายเป็นพิการ เพราะกระจัดกระจายกันทำ ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพย่อมต้องสอบตก ดังนั้นจากนี้มีภารกิจงานปกติกับภารกิจยุทธศาสตร์ จะมีความชัดเจน คือ แต่ละกระทรวงต้องทำให้ดีทั้งทำคนเดียวและทำร่วมกัน

4.ประสิทธิภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อบริหารจัดการและบริการประชาชน เพื่อไม่ให้การทำงานย่ำอยู่กับที่ ต้องคิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เหมือนการทำงานในภาคเอกชนหากอยู่กับที่ก็ตายเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล เหมือนร่างกายจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อนไม่ได้ การบริการประชาชนก็เช่นกันต้องเร็ว ไม่ใช่ 10 ปีก่อนเคยทำกันอย่างไร ตอนนี้ก็ยังทำกันอย่างนั้น

“ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่แบบเดิมๆ ไม่ก้าวทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือต้นเหตุปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องคิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารบุคคล งบประมาณ และองค์กร คือ การปรับปรุงวิธีการการให้บริการประชาชน เช่น การทำหนังสือเดินทาง การต่อทะเบียนรถยนต์ ล้วนต้องมีนวัตกรรมเข้ามาให้บริการประชาชน เพราะต้องแข่งกับความรวดเร็ว”

5.ประเมินผลงานในภาพรวมขององค์กร รวมถึงนำดัชนีชี้วัดจากภายนอกนำมาวัดผลด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะต้องยอมรับดัชนีภายนอกด้วย เพื่อนำมาเป็นกระจกสะท้อนการทำงานของตัวเอง เพื่อนำมาพัฒนาระบบบริหารราชการที่เป็นจุดอ่อน ตัวอย่างเช่น ธนาคารโลกจะใช้วิธีสุ่มสำรวจความคิดเห็น ความยากง่ายในการจัดตั้งธุรกิจ เริ่มจดทะเบียน ยากไหม การขออนุญาตก่อสร้าง ภาษี การขอสาธารณูปโภค แหล่งสินเชื่อ ส่วนราชการใดเข้ามาเกี่ยวข้องทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาหรือเอกสารหลักฐานกี่ชิ้น มีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกขั้นตอนคือต้นทุน
โดยจะพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคเกิดจากหน่วยงานเพื่อนำไปตรวจสอบและปรับปรุง ถือเป็นตัวชี้วัดและนำมาพิจารณาให้คะแนนด้วย

ชูเกียรติ กล่าวว่า โดยหลักแล้วการประเมินผลงานกับประเมินประสิทธิภาพตัวบุคคลย่อมต้องทำไปพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่เรากังวลคือ ประเมินตัวบุคคลกับการประเมินหน่วยงาน เพราะขณะนี้ได้พยายามปรับเกณฑ์การประเมินทั้งสองส่วนให้คล้ายๆ กัน เพื่อจะได้พิสูจน์การทำงานของหน่วยงานกับคนต้องไปด้วยกัน ดังนั้นดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือ หนึ่ง สอง และสาม ต้องมี เพราะผลงานดีย่อมเกิดกับ 3 ตัวชี้วัดนี้ เพราะบางครั้งผลงานดีในบางข้อ เช่น ข้อหนึ่ง เพราะลูกน้องทำหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญส่วนราชการต้องประเมินตัวเอง เพราะแต่ละดัชนีมีตัวกำหนดชัดเจน โดยที่ ก.พ.ร.จะคอยกำกับอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ ทางส่วนราชการประเมินตัวเองมาก่อน แต่ทาง ก.พ.ร.ก็จะประเมินซ้ำอีกครั้งว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ แล้ว ก.พ.ร.จะดูว่าสิ่งที่ส่วนราชการพูดทำได้จริงหรือไม่ ในอดีตเวลาประเมินตัวเองก็พรรณนาโวหารเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อจากนี้ไปต้องมีตัวเลขหรือสถิติต้องชัดเจน พร้อมกับต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ด้วย

‘ปลัด-อธิบดี’ ไม่ผ่านเกณฑ์มีเสียว

เขายกตัวอย่างว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีตัวเลขและสถิติการปราบปรามอาชญากรรมหรือยาเสพติด ปราบปรามได้ตัวเลขที่เยอะและดีมากๆ ปีละเป็นพันๆ ราย แต่ขัดแย้งในทางยุทธศาสตร์ในด้านป้องปรามต้องหมดและสิ้นไป แต่เหตุใดแนวโน้มอาชญากรรมหรือยาเสพติด
ไม่ได้ลดลงเลย นี่คือสิ่งที่ต้องคุยกัน หรือปัญหาแรงงานต่างด้าวมีระบบจดทะเบียนทุกปี แต่กลับพบว่าตัวเลขแรงงานเถื่อนกลับยังมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไร นี่คือต้องแยกให้ชัดระหว่างงานประจำกับงานยุทธศาสตร์ จึงต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้

เลขาฯ ก.พ.ร. ยืนยันว่า ก.พ.ร.เป็นคนประเมินคนแรกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีแน่นอนที่ใครจะแอบส่งผลการประเมินให้กับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับติดตามส่วนราชการนั้นๆ ได้ง่ายๆ เพราะตัวผลงานจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ แต่คงอาจจะบอกไม่ได้ว่าผู้บริหารหน่วยงานนั้นๆ จะบอกกับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคนให้คะแนนเป็นจริงหรือไม่ แต่หากปรากฏชัดเจนในแบบประเมินพบว่าทำงานไม่ได้เรื่อง แล้วจะปล่อยให้เป็นปลัดหรืออธิบดีคนนี้ทำงานต่อไปได้อย่างไร

ดังนั้น ในฝ่ายบริหารจะเป็นคนให้ผ่านในท้ายที่สุดว่า ดีมาก พอใช้ หรือตก ถึงอย่างไรก็ตาม 5 ดัชนีกับเกณฑ์ในการประเมินเหล่านี้คือ ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างดีเกี่ยวกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพราะเกณฑ์ใหม่ครั้งนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จุดอ่อนจุดแข็งการทำงานเป็นอย่างไร และช่วยการแต่งตั้งโยกย้ายจะได้เห็นภาพการทำงาน ดังนั้นการฟ้องร้องต่อศาลปกครองจะได้รู้กันว่าหลักฐานการทำงานเป็นอย่างไร จะไม่มีการใช้ความรู้สึกหรือไม่ชอบหน้ากันก็จะย้ายกันได้ง่ายๆ แต่พอพบว่ามีผลงานเต็ม การโยกย้ายก็ลำบากใจ ดังนั้นทุกคนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีผลงาน

 

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427059

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

โดย…ชนิกา สุขสมจิตร

กว่า 8 เดือนแล้วกับการทำหน้าที่ รมว.พลังงาน ของ “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ท่ามกลางประเด็นร้อนๆ ต้องผลักดันไปสู่เป้าหมาย “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ พล.อ.อนันตพร ถึงการทำงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อนันตพร เกริ่นนำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาได้ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในการขับเคลื่อนผ่านแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 ประกอบไปด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

“ความมั่นคงด้านพลังงาน คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอสำหรับประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และท่องเที่ยว ส่วนความมั่งคั่ง คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การดูแลราคาพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าไฟฟ้า ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต ในขณะที่ความยั่งยืน หมายถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และใช้พลังงานที่มีการปล่อยมลพิษในระดับเหมาะสม รวมทั้งการรักษาสมดุลระหว่างการมีไฟฟ้าใช้กับสิ่งแวดล้อม” พล.อ.อนันตพร กล่าว

พล.อ.อนันตพร บอกว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานไม่ได้มีอำนาจเหมือนตอนตั้งขึ้นมาใหม่ๆ เพราะได้แยกการบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านการจัดวางนโยบาย กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ดูแล และด้านการกำกับดูแลจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้น กระทรวงจึงมีหน้าที่เพียงการติดตามงานของเรกูเลเตอร์ ซึ่งมีทั้งสอบถามและให้ความเห็น แต่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซง

“การทำงานของผมไม่ได้ชี้โน่นชี้นี่อะไรได้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มีเรกูเลเตอร์ดูแล มีหลายคนชอบต่อว่า รมว.พลังงาน ใช้ดุลพินิจ ใช้อำนาจ ผมมาอยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ มีแต่ประชุมเสร็จก็เอามาให้ผมเซ็นประกาศ เว้นแต่บางเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยก็ให้ไปแก้แล้วนำกลับมาเสนอใหม่ ซึ่งผมมีเหตุผลที่ทักท้วงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าเขายังยืนยันก็ต้องมาว่ากันด้วยเหตุด้วยผล มาคุยกัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

เมื่อถามว่าการทำงานที่ผ่านมา 8 เดือน มีความหนักใจและยังเป็นข้อกังวลอยู่ พล.อ.อนันตพร ตอบว่า มีอยู่สองเรื่อง คือ กฎหมายปิโตรเลียม และการสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะทั้งสองเรื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“ผมชอบทำงานตามแผนที่วางไว้ ช้านิดหน่อยไม่เป็นไร เหมือนมีเคพีไอเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความล่าช้าของนโยบายพลังงานบางครั้งก็มาจากปัจจัยภายนอก”

พล.อ.อนันตพร อธิบายว่า ในเรื่องการร่างกฎหมายปิโตรเลียมและการบริหารสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุก็ถือว่าเดินตามกรอบที่วางไว้ โดยร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขณะนี้ใกล้จบรอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สาระสำคัญได้เพิ่มแนวทางการบริหารแหล่งปิโตรเลียมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายไว้ใจการทำกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาก็คุยกันมาแล้วหลายรอบ โดยคาดว่าร่างกฎหมายจะเข้า สนช.ได้ประมาณเดือน มิ.ย.นี้

“หากทุกอย่างจบหมดแล้ว ก็สามารถประกาศเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ และมั่นใจว่าจะประกาศได้ภายในปีนี้แน่นอน ส่วนจะมีผู้สนใจมากน้อยแค่ไหนนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้แนวทางใด และจะมีแปลงไหนให้สำรวจบ้าง”

ขณะที่ประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่ในแผนพีดีพีนั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ กำหนดจะสร้าง 2 แห่งแรก คือ โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาจ.สงขลา แม้ว่าจะยังมีกระแสการต่อต้านอยู่ แต่ก็ต้องเดินหน้าตามแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้มองในภาพรวมเชิงตัวเลข เพราะโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ถ้าถามผมว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินดีมั้ย หากเป็นสมัยก่อนไม่ดี แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทั้งจากญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ผมไม่ได้บอกดีหรือไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่า ค่าไฟฟ้าไทยเฉลี่ย 3 บาท/หน่วย ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ โซลาร์เซลล์ พลังงานลม ก็ได้ แต่หลักการบริหารเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต้องเฉลี่ยความเสี่ยงให้มีความหลากหลายของเชื้อเพลิง จริงๆ แล้วอยากให้มีโรงไฟฟ้าทุกภาคเพื่อใช้ให้เพียงพอ อย่างภาคใต้ ปัจจุบันต้องดึงไฟฟ้าภาคกลางลงไปเสริม 600-700 เมกะวัตต์ ถ้าไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ แล้วจะให้สร้างที่ไหนบอกมาเลย ไปตกลงกันทั้งภาคบอกมาเลย และที่ต้องสร้างที่กระบี่เพราะมีโรงไฟฟ้าเก่า ลงทุนไม่มาก และใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนจะถึงขั้นใช้มาตรา44 เข้าไปกำกับหรือไม่นั้น คงไม่ถึงขั้นนั้น แค่ใช้ความจริงใจ ใช้ความบริสุทธิ์ใจ การอธิบาย ถ้าคนในพื้นที่เข้าใจก็จบแล้ว” พล.อ.อนันตพร ย้ำ

ชงบรรจุหลักสูตรพื้นฐาน ‘ปฏิรูปพลังงาน’

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานในประเด็นต่างๆ ก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เริ่มมาตั้งแต่เมื่อมีเรกูเลเตอร์ การแก้กฎหมายพลังงาน การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม และที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เกิดความเป็นธรรมไปแล้ว ทั้งปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการปรับลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตลอดจนการเปิดเสรีนำเข้าก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานที่กำหนดไว้

พล.อ.อนันตพร เสนอว่า การปฏิรูปพลังงานนั้นในหลักการควรเริ่มที่ภาคการศึกษา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการต้องบรรจุอยู่ในหลักสูตรพื้นฐานการเรียนเพื่อให้มีความเข้าใจ ทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ มีปริมาณในประเทศเท่าไหร่ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบ แต่บางครั้งโลกการส่งข้อความผ่านสื่อออนไลน์ โลกโซเชียลก็ทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดๆ ได้ เช่น หลายครั้งมีการรายงานว่าประเทศไทยมีน้ำมันเยอะ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อมีการใส่ข้อมูลหลายครั้งก็ทำให้หลงเชื่อได้

ขณะที่การปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงนั้น พล.อ.อนันตพร บอกว่า แผนพีดีพีกำหนดเป้าหมายที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มเป็น 22% ในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเฉลี่ย 70% และแม้ว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศเหล่านั้นจะมีแผนลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงแต่ก็ยังสูงกว่า 50% ขณะเดียวกันไทยจะลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน

 

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426948

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศจีนพยายามดำเนินโครงการ “ปรับปรุงร่องน้ำ” ในแม่น้ำโขงอีกครั้ง โดยเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวได้รายงานความคืบหน้าว่า จีนจะร่วมมือกับ 5 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดส่งหลักในเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง)

“เร็วๆ นี้จะมีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้เรือระวางน้ำหนัก 500 ตัน สามารถเดินทางในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี” รายงานข่าวสำนักข่าวซินหัว ระบุ

วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา อธิบายว่า ที่ผ่านมาจีนต้องการใช้แม่น้ำโขงในการคมนาคม แต่มีอุปสรรคเรื่องเกาะแก่ง เป็นเหตุให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นได้เพียงปีละ 6 เดือน ในช่วงฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนเท่านั้น

หากต้องการให้เรือแล่นได้ตลอดทั้งปี คือ 12 เดือน ในทางวิชาการก็คือต้อง “ปรับปรุงร่องน้ำ” ซึ่งคำนี้ครอบคลุมการดำเนินการหลายอย่างในแม่น้ำ และเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ แต่ในกรณีนี้คือการ “ระเบิดเกาะแก่ง” ในแม่น้ำโขง

สำหรับโครงการปรับปรุงร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสที่ 1 จะปรับปรุงเพื่อให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันแล่นได้ตลอดทั้งปี เฟสที่ 2 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 300 ตัน และเฟสที่ 3 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน

“เวลาพูดถึงการปรับปรุงร่องน้ำ สิ่งที่ต้องรู้คือเมื่อปรับปรุงไปแล้วแรงไหลของน้ำจะเพิ่มขึ้นหรือจะเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องศึกษาว่าแรงน้ำที่มันแรงขึ้นจะส่งผลกระทบด้านอื่นๆ หรือไม่ เช่น ทำให้ตลิ่งสองข้างทางพังหรือไม่ ซึ่งในกรณีของแม่น้ำโขงมีการศึกษาแล้วว่าจะทำได้เพียงเฟส 1 เท่านั้น หากทำเฟส 2-3 จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลิ่งจะพัง

“แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจ สรณะของจีนคือความโลภ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จีนจะเดินหน้าเฟส 2-3 ต่อ” ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนประเมินความน่าจะเป็น

อาจารย์วรศักดิ์ ให้ภาพต่อไปว่า ทุกวันนี้จีนระเบิดเกาะแก่งปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันไปหมดแล้ว เหลือแต่คอนผีหลง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้

นอกจากนี้ เกาะแก่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในแม่น้ำโขงอยู่ในเมียนมา 2 จุด (ระเบิดไปแล้ว) อยู่ในไทยอีก 1 จุด (คอนผีหลง อ.เชียงแสน) และอยู่ในลาวมากที่สุดคือ 9 แห่ง ซึ่งภายหลังมีข้อตกลงระหว่างประเทศ ปรากฏว่ามี “จีน” และ “ไทย” เพียง 2 ประเทศเท่านั้น ที่กระตือรือร้นอยากให้ระเบิด เพราะจะได้ประโยชน์ทั้งคู่

“ในขณะนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา และลาวยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ แต่ที่สุดแล้วเมียนมากับลาวก็ยอมให้ระเบิด ปรากฏว่าจากเกาะแก่งทั้งหมด 12 จุด มีการระเบิดไป 11 จุด เหลือเพียง 1 จุด ที่ยังไม่ระเบิดก็คือคอนผีหลง เชียงแสน ซึ่งเป็นแผ่นหินกลางน้ำขนาดมหึมาค่อนมาทางฝั่งไทย

“ประเด็นสำคัญก็คือในการปักปันเขตแดน (ในกรณีนี้ก็คือไทย-ลาว) จะใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดก็จะส่งผลให้ร่องน้ำลึกเปลี่ยน ซึ่งจะกระทบต่อเขตแดน ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนตรงแม่น้ำนั้น” วรศักดิ์ ชี้ประเด็น

ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษารายนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณ รัฐบาลไทยเคยยินยอมให้ระเบิดเกาะแก่งบริเวณดังกล่าว แต่กระทรวงกลาโหมได้ทำเรื่องคัดค้าน โดยระบุว่า หากปล่อยให้จีนระเบิดเกาะแก่ง ร่องน้ำลึกก็จะขยับเข้ามาทางประเทศไทย ไทยก็จะเสียดินแดน นั่นทำให้ทักษิณสะดุ้งและสั่งห้ามดำเนินการ เพราะหากทำจนเกิดการเสียดินแดนไป ไม่ว่าจะเป็นที่รักของประชาชนอย่างไรก็คงจะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก

“คอนผีหลงนี้ใหญ่มาก ทุกวันนี้กลายเป็นอุปสรรคในการเดินเรือของจีน แล้วผมขอบคุณธรรมชาติที่สร้างมาไม่ให้เราระเบิด” วรศักดิ์ ระบุ

วรศักดิ์ กล่าวว่า หากประเทศไทยยินยอมให้จีนระเบิดคอนผีหลงจะสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณที่ใหญ่มาก แผ่นดินไทยจะร่นเข้ามา เมื่อคอนผีหลงหายไปประเทศลาวก็จะได้แม่น้ำโขงไปมหาศาล คือคอนผีหลงมันใหญ่และยาวมาก ที่เห็นๆ กันใน อ.เชียงแสน คือจุดที่เป็นเกาะชัดๆ แต่ข้างใต้น้ำนั้นมันเป็นหินยาวอีกหลายกิโลเมตร ถ้าปรับปรุงร่องน้ำก็ต้องระเบิดทิ้งทั้งหมด

“ถามว่าลาวกับจีนรู้นัยเรื่องความมั่นคงหรือไม่ เขารู้หมด จริงๆ จีนก็รู้ว่าถ้าระเบิดคอนผีหลงแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ แต่รัฐบาลไทยไม่พูดเอง แล้วยังทำทีว่าอยากจะระเบิดอีก คือนักการเมืองไทยคิดแต่กำไรอย่างเดียว แต่ฝ่ายความมั่นคงเขารู้กันมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่พูด แต่พอถึงเวลาที่รัฐบาลทักษิณจะทำเขาเลยต้องคัดค้าน

“ทีนี้พอไทยบอกกับจีนไปว่าระเบิดไม่ได้ จีนเขาก็รู้อยู่ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเกิดลักไก่ได้มันก็ได้ประโยชน์ เกิดไทยเสียดินแดนขึ้นมา จีนก็บอกว่าไม่รู้ ช่วยไม่ได้ แล้วยอมให้ระเบิดทำไม เพราะว่ากันตามตรงเป็นจีน จีนก็คงไม่ให้ระเบิด ตราบใดความคิดรัฐประชาชาติยังไม่หมดไปจากโลกนี้ เกาะนี้จะระเบิดไม่ได้ ยกเว้นใครจะขายชาติก็อีกเรื่อง” อาจารย์จุฬาฯ ระบุ

อย่างไรก็ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณแม้เอ็นจีโอจะประท้วงเรื่องนี้ แต่รัฐบาลไม่ยอมฟัง แต่พอกระทรวงกลาโหมทักท้วงนายกฯ ทักษิณจึงยอมรับ  ฉะนั้น วรศักดิ์ เห็นว่าหากรัฐบาลปัจจุบันยอมให้ระเบิดคอนผีหลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมโดนกระทืบ เพราะจะเท่ากับขายชาติ

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จีนจะระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดทางสำหรับเรือรบ? วรศักดิ์ มองไม่เห็นเหตุผลที่จีนจะทำเช่นนั้น เพราะจีนไม่ได้เป็นศัตรูกับเมียนมา ลาว หรือไทย ถึงแม้จีนจะมีโครงการปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน แต่ก็คงไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

“ถ้าจีนจะปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางไม่เกิน 500 ตันจริง มีปัญหาแน่ เพราะกรมเจ้าท่าเคยบอกผมเองว่าให้ได้ไม่เกิน 100 ตัน แต่เรื่องนี้ผมก็เพิ่งทราบ และข่าวก็สั้นมากและยังไม่มีรายละเอียดเท่าใด จึงต้องดูก่อนว่า 500 ตันนี่อยู่บนเงื่อนไขอะไร และอยู่ตรงไหน แต่ถ้าจีนทำจริง เขาจะได้ประโยชน์จากการค้าได้อีกมหาศาล” อาจารย์วรศักดิ์ ระบุ

นอกจากเรื่องเกาะแก่งแล้ว จีนยังออกแรงผลักดันโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมเส้นทางคมนาคม ในมุมของวรศักดิ์ มองว่า แม้โดยหลักการไทยต้องการให้โครงการนี้เกิด แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นตอนนี้คิดว่าทุกฝ่ายได้ข้อสรุปเหมือนกันว่ายังไม่จำเป็น

“สมมติสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ ถ้าทำได้ในประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็ก คุณได้รถไฟทางคู่ที่มีความเร็ว 160-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมว่าคนไทยก็มีความสุขแล้ว เพราะปัจจุบันเป็นทางเดี่ยว ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

“กรณีนี้สำหรับจีนแล้วเขาคิดต่างกับไทยอยู่เรื่องหนึ่ง คือถ้าไทยทำเขาก็อยากให้ทางลาวทำด้วย เพราะจะได้เชื่อมต่อกัน เป็นเรื่องของการค้า เรื่องเส้นทางสายไหมของเขาแต่สำหรับไทย แม้ว่าลาวทำหรือไม่ทำ ก็ไม่มีความหมายต่อไทย ขอแค่ไทยมีทางคู่เฉพาะใช้ภายในประเทศ ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่าแล้ว เพราะประชาชนรอคอยมาหลายสิบปีแล้ว”

วรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจีนจะสร้างหรือญี่ปุ่นจะสร้าง เป็นเรื่องของรายละเอียด และเงื่อนไขการลงทุน แต่หากไม่ทำทางคู่ ไทยจะมีปัญหาในอนาคตในระยะยาว ส่วนกระแสที่บอกว่าก่อนหน้านี้ลาวจะสร้างแล้วไม่สร้างนั้น เล่าลือกันว่าจีนมีเงื่อนไขอันหนึ่งคือขอบริหารพื้นที่ซ้ายขวาของทางรถไฟข้างละ 5 กิโลเมตร และขอเอาครอบครัวจีนมาอยู่ 5 หมื่นครอบครัว

“เรื่องนี้ผมก็ตรวจสอบจากทางจีน จีนก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าข่าวนี้มาได้อย่างไร แต่เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่าเป็นเพราะปัจจุบันคนลาวไม่ชอบคนจีน เพราะมันเข้ามาเยอะแล้ว พอจะสร้างทางเลือกนี้มันก็มีการเล่าลือกันไปต่างๆ นานา

“แต่ผมคิดว่าเรื่องที่น่าคิดและคิดว่าอาจจะมีมูลก็คือเรื่องสองข้างทาง ซึ่งทุกประเทศเวลาเจรจาการลงทุนในเรื่องนี้ เขาก็จะเจรจาด้วยว่าสองข้างทางนี้ใครจะเป็นคนบริหารจัดการ มันไม่ใช่เรื่องแค่การตั้งสถานีเพียงอย่างเดียว เพราะพอคุณตั้งสถานีแล้วมันก็จะเกิดชุมชนขึ้นมา ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะตกลงกันอย่างไร” อาจารย์ศูนย์จีนศึกษา ระบุ