ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426699

ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยุคที่มี “รพี สุจริตกุล” เป็นเลขาธิการสำนักงาน เฉียบคมเด็ดขาด เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการออกประกาศ กติกาการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) การเสนอขายหุ้นเฉพาะเจาะจง (พีพี) และล่าสุดการออกประกาศลงโทษทั้งส่งฟ้องและเปรียบเทียบปรับผู้ที่กระทำไม่เหมาะสมออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ศักรินทร์ ร่วมรังษี” ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งรับผิดชอบดูแลในเรื่องกฎหมาย เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการทบทวนกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งนี้กฎหมายที่มีการทบทวนและแก้ไขนั้นเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาตลาดทุนด้วย

สำหรับกฎหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีหลายเรื่อง อาทิ การนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ดูแลและทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่มีการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการพิจารณาคดีความผิดที่เกิดขึ้นในตลาดทุน ซึ่งขณะนี้กฎหมายดังกล่าวได้ส่งไปที่กระทรวงการคลังแล้วและรอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่สภา คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมาได้ทันใช้ในปี 2559

“มาตรการทางแพ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะครอบคลุมความผิดทั้งในเรื่องการปั่นหุ้น ใช้ข้อมูลภายในหาผลประโยชน์ (อินไซเดอร์) การให้ข้อมูลเท็จ และกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทำผิดต่อหน้าที่”

มาตรการทางแพ่งนั้นจะมีทั้งโทษปรับและโทษจำ คือโทษทางอาญายังมีอยู่และกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากตลาดทุน จะถูกเรียกคืนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำคดี จากเดิมที่รัฐออกค่าใช้จ่ายและยังมีมาตรการห้ามเข้ามาเป็นคนในตลาดทุน เช่น เป็นกรรมการบริหารรวมถึงห้ามเข้ามาซื้อขายในตลาดทุนด้วย

“การนำมาตรการทางแพ่งมาดูแลผู้กระทำความผิดนั้น ในโทษปรับ คนทำผิดจะเจอถึง 3 เด้ง เช่น เจอโทษปรับ 2 เท่าของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และถูกริบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาด้วย เช่น ได้ผลประโยชน์จากการทำผิด 100 ล้านบาท เจอโทษปรับ 2 เท่า คือ 200 ล้านบาท และเมื่อรวมกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าผู้ทำผิดจะเจอไป 300 ล้านบาท”

ทางด้านขั้นต้นการดำเนินคดี มาตรการทางแพ่งจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาลงโทษทางแพ่ง ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต. หากคนทำผิดยอมรับผิด ก็จะมีการเปรียบเทียบปรับ การลงโทษถือว่าจบ คดีอาญาจบ แต่หากไม่ยอมรับผิดก็จะถูกกล่าวโทษและส่งให้ศาลแพ่งพิจารณาต่อไป คาดหวังอย่างมากว่าการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้จะทำให้การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจะเสร็จได้รวดเร็วมากขึ้น หรือ 1-2 ปีจบคดีได้ จากอดีตที่ใช้ทางอาญาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะใช้เวลานานมาก เพราะต้องพิสูจน์หลักฐานไม่มีข้อสงสัย

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขเกี่ยวกับฐานความผิดการกระทำไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหุ้น ในมาตรา 238, 239, 240, 241 และ 243 โดยเฉพาะในมาตรา 238 ที่หากผู้บริหาร บจ. ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ข้อมูลเท็จ ให้ข้อมูลที่มีผลต่อราคาหุ้น และให้ข้อมูลประชาชนเป็นเท็จ รวมถึงนักวิเคราะห์หากมีการคาดการณ์ในอนาคต บนข้อมูลเท็จก็จะมีความผิดและจะครอบคลุมถึง
ฟรอนต์รันนิ่ง คือ รวมถึงผู้จัดการกองทุนหรือผู้บริหาร บลจ. หากมีการซื้อขายหุ้นดักหน้า หรือนำหน้าที่ไปซื้อขายหุ้นก็จะมีความผิดตามกฎหมายด้วย ความผิดจะพอๆ กับการปั่นหุ้น และเป็นโทษทางอาญา จากเดิมที่เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น

นอกจากนั้น นอมินี คือบุคคลที่ยอมให้คนอื่นใช้ชื่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นและมาใช้ในการทำผิดก็จะถือว่าผิดทางอาญาด้วย และการนำข้อมูลที่ล่วงรู้ว่าจะมีการซื้อขายหุ้นรายการขนาดใหญ่ หากมีบุคคลที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลมาหาประโยชน์ เช่น บริษัทที่ปรึกษากองทุน บล. หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะถือว่าผิดกฎหมาย

ศักรินทร์ กล่าวว่า กฎหมายใหม่จะเข้าไปดูแลถึงการซื้อขายที่ตั้งด้วยระบบในการตัดสินใจและมีผลกระทบต่อราคาหุ้นรุนแรง (โปรแกรมเทรด) ก็จะมีความผิดทางอาญาด้วยเพราะถือว่าสร้างความเสียหายให้กับตลาดอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้กฎหมายนี้แล้ว

สำหรับการแก้ไขในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกรรมการ กรณีเมื่อถูกกล่าวโทษแล้ว จะต้องห้ามเป็นบุคคลในตลาดทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและจะมีการรับฟังความคิดเห็น จากเดิมเมื่อผู้บริหาร บจ.ถูกกล่าวโทษ ถือว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และขาดคุณสมบัติ แต่ที่ผ่านมา จะมีการแยกระหว่างผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. (ไลเซนส์) เช่นกรณีบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักลงทุน หากถูกกล่าวโทษจะไม่เหมาะสมทันที แต่ในกรณีของ บจ.ยังไม่เข้มข้นเท่าและให้อยู่ในกลไกของการยอมรับกันเองคือ ผู้ถือหุ้น หรือองค์กร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อยกระดับให้เท่ากับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตคือมีผลทันทีหากถูกสำนักงานกล่าวโทษ ก็ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติ ด้านผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ตลาดหุ้นมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศและถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ดังนั้นการเข้ามาเป็นผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มข้นขึ้นด้วย

ตอนนี้จะเห็นการเปรียบเทียบปรับหรือการส่งฟ้องจำนวนมาก เพราะงานด้านกฎหมายและการกำกับจะขึ้นตรงกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ในเรื่องของการตัดสินใจจะรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น ประกอบกับระยะเวลาของการดำเนินการต่างๆ ที่ดำเนินการงานเสร็จสิ้นพอดี

 

“สมควร นกหงษ์” พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426577

"สมควร นกหงษ์" พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

โดย…จะเรียม สำรวจ

หากพูดถึงห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในภาคตะวันออกหลายคนคงจะนึกถึงห้างสรรพสินค้า “แหลมทอง” แม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างชาติเข้ามาเปิดให้บริการห้างค้าปลีกทั้งในรูปแบบห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า แต่ห้างสรรพสินค้าแหลมทองก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้

นั่นเพราะกลยุทธ์การตลาดที่เน้นไปที่คนท้องถิ่น ทำเพื่อคนท้องถิ่น และทำห้างให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่ง เพื่อให้น่าเดินน่าช็อปปิ้ง จึงทำให้ห้างสรรพสินค้าแหลมทองอยู่คู่กับคนภาคตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

จากความสำเร็จของห้างสรรพสินค้าแหลมทองที่ สมควร นกหงษ์ ประธานบริหาร ในเครือแอลที กรุ๊ป เจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกได้รับนั้น พิสูจน์ได้จากปัจจุบันธุรกิจของสมควรไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง 2 สาขาที่แบ่งให้ลูกๆ ทั้งสองคนดูแลเท่านั้น คือ ปัทมาพร นกหงษ์  ดูแลห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ระยอง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง

สำหรับห้างสรรพสินค้าแหลมทองอีก 1 สาขา คือ ห้างสรรพสินค้าแหลมทองบางแสน สมควรได้มอบหมายให้ลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ เป็นผู้ดูแลควบคู่ไปกับธุรกิจในเครืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการด้านไอทีภายใต้ชื่อ ตึกคอม ธุรกิจศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ บาร์โคนี ธุรกิจสำนักงานให้เช่า ฮาร์เบอร์ ออฟฟิศ และสแควร์ ออฟฟิศ ธุรกิจผู้ให้บริการเช่าสื่อป้ายโฆษณา w@bkit และธุรกิจศูนย์กลางกิจกรรมความบันเทิงของครอบครัว ฮาร์เบอร์แลนด์, ดีฟ และจัมพ์เอ็กซ์แอล เป็นต้น

สมควร เล่าว่า เหตุผลที่หันเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบต่างๆ เพราะลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ ชอบและอยากมีธุรกิจค้าปลีกเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากได้พาไปเที่ยวห้างเซ็นทรัล สีลม เมื่อตอนเด็ก ปราการ ลูกชายชอบมาก เมื่อโตมาเรียนจบเลยขอทำเลยตามใจลองทำดู ซึ่งหลังทำก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ก่อนหน้าที่ สมควรจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกได้ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการทำนา ขายน้ำแข็งไส ขายฝรั่งดอง หรือทำปลาหมึกส่งให้ห้างค้าปลีก ถือเป็นการต่อสู้ที่ผ่านมาทุกอุปสรรค

“ตอนผมอายุ 27 ปี ผมมีอาชีพเป็นชาวนา ซึ่งหากจะให้เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เริ่มทำธุรกิจจริงๆ ก็ตอนเริ่มทำน้ำแข็งไส ทดลองทำได้ 6 เดือน ก็ออกมาขายฝรั่งดอง อาชีพนี้ทำนานหน่อย หลังจากขายฝรั่งดองได้ 6 ปี ก็ออกมาขายปลาหมึกส่งให้กับห้าง ธุรกิจนี้ทำได้นาน 7-8 ปี เหมือนกัน พอทำมาพักใหญ่ก็เริ่มมีเงิน และหันมาซื้อที่ดินเก็บไว้ เพราะราคาที่ดินตอนนั้นไม่แพง”

เหตุผลที่ สมควรเลือกที่จะซื้อที่ดินสะสมไว้มากๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากความชอบ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมากๆ ทำให้ร่ำรวย และสามารถต่อยอดนำไปทำธุรกิจอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งจากความชอบดังกล่าว ปัจจุบัน สมควรมีที่ดินเปล่าเพื่อรอการพัฒนาใน จ.ระยองและชลบุรีไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

“ผมเริ่มซื้อที่ดินสะสมมาตั้งแต่อายุ 35 ปี ที่ดินผืนแรกที่ซื้อมา คือ ย่านศรีราชาจำนวน 38 ไร่ ที่ซื้อที่ดินได้เยอะ เพราะราคาที่ดินในสมัยนั้นราคาไม่แพง พอมีเงินก็เลยซื้อเก็บไว้เลย ซึ่งหลังจากมีที่ดินหลายแปลงสะสมไว้ในหลายพื้นที่ ผมก็เริ่มเอามาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อ หมู่บ้านแหลมทอง มีจำนวนยูนิตที่ขายทั้งหมดประมาณ 100 ยูนิต ซึ่งหลังจากเปิดตัวโครงการและเปิดขายก็ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ผมคิดว่าผมมีดวงเรื่องอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย พอเห็นที่ดินตรงไหนสวยก็ซื้อเลย”

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับโครงการหมู่บ้านแหลมทอง สมควรก็เดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ ตามมาอีกหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม  เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ห้างค้าปลีก อาคารสำนักงาน ตลอดจนโรงแรม ซึ่งกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ใน จ.ระยอง ชลบุรี อุดรธานี และขอนแก่น

เมื่อถามถึงความยากง่ายระหว่างการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย และห้างค้าปลีก สมควรบอกว่าทั้งสองธุรกิจไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน เพราะไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ต้องทำเพื่อลูกค้า และทำให้ลูกค้ามีความสุข ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ สมควรก็มีแนวคิดที่จะนำที่ดินจำนวน 350 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานระหว่างโครงการที่อยู่อาศัยและห้างค้าปลีกเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ แล้ว สมควรยังมีธุรกิจรถทัวร์ ภายใต้ชื่อ ศรีราชาทัวร์ วิ่งรับส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ-ศรีราชา กรุงเทพฯ-บางแสน กรุงเทพฯ(เอกมัย)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(หมอชิต)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(สายใต้ใหม่)-แหลมฉบัง และเส้นทางภาคใต้  เป็นต้น

“ธุรกิจรถทัวร์ตอนนี้การแข่งขันสูง เพราะมีรถตู้เข้ามาตีตลาด ทำให้เราต้องปรับตัวในบริษัท ด้วยการเพิ่มรูปแบบรถให้มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นรถมินิบัส หรือรถตู้ ซึ่งปัจจุบัน ศรีราชาทัวร์ ของเรามีรถที่วิ่งให้บริการลูกค้าตามเส้นทางต่างๆ กว่า 100 คัน โดยในส่วนของรถทัวร์ก็ได้ปรับรูปแบบการให้บริการเพิ่มเป็นแบบเช่าในราคาไม่แพง คือ วันละประมาณ 8,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการอื่นให้เช่ารถทัวร์วันละประมาณ 9,000-1 หมื่นบาท”

จากจำนวนรถทัวร์ที่มีอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้สมควรเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจปั๊มแก๊ส เพื่อต่อยอดธุรกิจและรองรับรถทัวร์ของตัวเอง พร้อมกับจำหน่ายให้กับลูกค้า ด้วยการโดดเข้ามาทำธุรกิจปั๊มแก๊สภายใต้ชื่อ แอลที เป็นปั๊มแก๊สขนาดใหญ่ เนื่องจากมีหัวจ่ายให้บริการทั้งหมด 20 หัวจ่าย

“การหันมาทำธุรกิจปั๊มแก๊ส เพราะเราทำธุรกิจรถทัวร์ จากที่เราต้องเสียเงินจำนวนมากให้กับคนอื่น เราเลยทำปั๊มแก๊สของตัวเองดีกว่า และเนื่องจากปั๊มของเราอยู่ใกล้กับท่อส่งแก๊ส เลยทำให้ปั๊มของเราสามารถวางท่อตรงจากแหล่งส่งถึงปั๊มได้โดยตรง ทำให้การเติมแก๊สของปั๊มเราเร็วและแรง จนมียอดขายแก๊สเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของไทย”

ด้วยธุรกิจที่หลากหลาย ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมควรทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง เนื่องจากมีหลายธุรกิจให้ต้องเข้าไปดูแล แม้ว่าปัจจุบันจะก้าวเข้าสู่วัย 74 ปีแล้ว และเริ่มแบ่งธุรกิจให้ลูกๆ ช่วยกันดูแล แต่เขายังคงต้องทำงานหนักเฉลี่ยวันละ 14 ชั่วโมง เพราะเป็นคนชอบทำงาน จึงทำให้ทุกวันที่ได้ทำงานเป็นวันที่มีความสุข

“ผมเป็นคนชอบทำงาน ตอนนี้ก็ยังคงทำงานเหมือนเดิม แต่ก็เริ่มให้ลูกๆ เข้ามาช่วยกันดูแลธุรกิจบ้างแล้ว ซึ่งลูกๆ เขาก็เก่ง เพราะเติบโตมากับธุรกิจ ตอนนี้พออายุมากขึ้นผมก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เช้ามาก็ไปออกกำลังกาย พอ 8 โมงก็ไปทำงาน ผมมีความสุขที่ได้ทำงาน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยป่วย เพราะผมดูแลสุขภาพ ชอบเดิน ซึ่งสถานที่ที่ผมชอบไปเดินก็สวนสุขภาพศรีราชา แม้ว่าตอนนี้ผมจะอายุเยอะ แต่ผมก็จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ พอได้ทำงาน ได้พูด ได้คุยแล้วก็ไม่เครียด”

แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มวางมือ แต่สมควรก็ยังเป็นเจ้าโปรเจกต์และคงต้องจับตาว่าที่ดินที่เหลืออีกกว่า 1,000 ไร่ จะถูกพัฒนาเป็นอะไรต่อไปเพื่อก้าวที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งของเจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกคนนี้

เคล็ดลับสู้ยักษ์ค้าปลีก

จากการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกอย่างพัทยาและระยอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกท้องถิ่นอย่างห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ต้องออกมาปรับเกมรุกเพื่อรับมือกับสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง เริ่มต้นด้วยการปรับภาพลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง ซึ่งมีพื้นที่ค้าปลีก 1.5 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย ด้วยการใช้งบ 600 ล้านบาท รีโนเวตพื้นที่ค้าปลีกใหม่ทั้งหมด พร้อมกับเปลี่ยนชื่อจากห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เป็น “แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง”

นอกจากนี้ ยังได้ใช้งบลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท สร้างโรงแรมขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าศูนย์แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง สูง 32 ชั้น จำนวน 288 ห้อง เพื่อสร้างความครบวงจรให้กับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งในส่วนของโรงแรมดังกล่าวได้มีการว่าจ้างเชนอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป เข้ามาบริหารโรงแรม

สาเหตุที่ทำให้ สมควร นกหงษ์ ต้องปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เนื่องจากการแข่งขันเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ภายหลังจากยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่อย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น เข้ามาเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง และผู้ที่ต้องมารับหน้าที่สานต่อธุรกิจห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยองและธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ คือ ปัทมาพร นกหงษ์ บุตรสาว

อีกหนึ่งพื้นที่ค้าปลีกที่ทำให้สมควรต้องออกมาปรับเกมรุกธุรกิจค้าปลีกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง คือ พัทยา ด้วยการเปิดตัว “ฮาร์เบอร์ พัทยา” ศูนย์การค้ามหาสนุกที่มาพร้อมฮาร์เบอร์ แลนด์ สวนสนุกในร่มใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชูจุดเด่นของการเป็นช็อปปิ้งมอลล์สำหรับครอบครัว ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้กลุ่มครอบครัวเข้ามาเดินช็อปปิ้งและใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ได้นำแบรนด์ฮาร์เบอร์เข้าไปแทนที่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง แหลมฉบัง เมื่อปี 2552 เพื่อให้ภาพของห้างสรรพสินค้าแหลมทองมีความทันสมัยตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้ที่เข้ามารับหน้าที่บริหารศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ต่อจากสมควร คือ ปราการ นกหงษ์ บุตรชาย

การออกมาปรับแผนการทำธุรกิจค้าปลีก ด้วยการสร้างความแตกต่างในด้านของบริการและสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยา เพราะสมควรมองว่า การแข่งขันของห้างค้าปลีกในพัทยามีความรุนแรง เนื่องจากมีศูนย์การค้าขนาดเข้ามาเปิดให้บริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าฮาร์เบอร์มอลล์ ศูนย์การค้าไมค์ช็อปปิ้ง มอลล์ พัทยา ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างเทสโก้ โลตัส  หรือห้างแม็คโคร

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ยังจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เข้ามาเปิดให้บริการเพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ของบริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือศูนย์ค้าปลีกขนาดใหญ่ในเครือบริษัทของ เจริญ สิริวัฒนภักดี

แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรง แต่ธุรกิจค้าปลีกของสมควรในแต่ละแห่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ในเครือบริษัท ซึ่งจากความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าว ส่งผลให้สมควรได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจจาก American Coastline University สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จดีเด่นในด้านการบริหารธุรกิจจนเป็นที่ยอมรับของวงการนักบริหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะได้มีการบุกเบิกกิจการของของตัวเองตั้งแต่กิจการเล็กๆ จนกระทั่งสามารถขยายกิจการบริษัทในเครือออกไปถึง 7 บริษัท มีพนักงานในความรับผิดชอบกว่า 3,000 คน มีเงินลงทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานหลายพันล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าว จึงนับได้ว่า สมควร  นกหงษ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการจัดการธุรกิจในกลุ่มบริษัททั้ง 7 แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจุบันก็ยังคงมีการขยายกิจการออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ดิน หมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดเทล รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ หรือศูนย์การค้าต่างๆ

ด้วยความสำเร็จและความสามารถที่มี ยังทำให้สมควรได้รับการยกย่องให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจังหวัด นายกสโมสรไลอ้อนศรีราชา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดชลบุรี และตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมาย

นอกเหนือจากการบริหารบริษัทในเครือและตำแหน่งสำคัญต่างๆ ภายใน จ.ชลบุรี สมควรยังได้อุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยการเข้าไปช่วยเหลืองานของสมาคม กิจการการกุศล สถาบันการศึกษาหลายแห่งในรูปแบบต่างๆ  รวมทั้งการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

 

การเมืองระบอบ “ไฮบริด” ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425943

การเมืองระบอบ "ไฮบริด" ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมด้วยคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ สว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปทำประชามติ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดในวันที่ 7 ส.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากผ่านประชามติจะนำพาประเทศไทยไปสู่การเมืองแบบไหน อย่างไร โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีมุมมองน่าสนใจดังนี้

อาจารย์ปริญญา มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเพื่อลงประชามติ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 ม.ค.อยู่บ้าง ที่ดูจะดีขึ้นคือสิทธิเสรีภาพบางอย่าง เช่น สิทธิผู้บริโภคและสิทธิชุมชนที่หายไป ได้กลับมาใหม่แล้วในหมวดสิทธิและเสรีภาพ แต่เรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้วางหลักไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกำหนดให้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใช้บังคับโดยตรง และการกำหนดให้กฎหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพจะต้องไม่กระทบสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น ยังคงไม่กลับคืนมา

ในขณะที่ระบบเลือกตั้งยังเหมือนเดิม เรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่มี 200 คนที่มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเลือกกันอย่างไร และการให้ คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างแรก แต่ส่วนที่แย่กว่าเดิมคือ บทเฉพาะกาล ที่มีการแก้ไขให้ คสช.เป็นผู้เลือก สว.ชุดแรกที่จะมีวาระ 5 ปี

“โดยสรุปในภาพรวมต้องพูดเหมือนเดิมว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถอยหลังกลับไปก่อนหน้าปี 2540 คือกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 ฉบับที่อาจารย์มีชัยเป็นผู้ร่างเช่นเดียวกัน เพียงแค่ทำให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง”

อาจารย์ปริญญา ชี้ให้เห็นปัญหาของ สว.ในบทเฉพาะกาลอันใหม่ว่า วุฒิสภาจะประกอบด้วย สว.250 คน โดย 50 คน มาจากการเลือกกันเอง ตามบทถาวรที่ให้มี สว.200 คน แต่จะไม่ได้เป็น สว.ทั้ง 200 คน เพราะบทเฉพาะกาลกำหนดให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน อีก 6 คน เป็นโดยตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารอากาศ ผบ.ทหารเรือ และ ผบ.ตำรวจ เหลืออีก 194 คน มาจากคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น สรรหามา 400 คน ให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน

“สรุปคือวุฒิสภาชุดแรก 250 คน จะเป็นวุฒิสภาที่มาจาก คสช. ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการยึดอำนาจในอดีต ที่รัฐธรรมนูญจะให้ผู้ยึดอำนาจเป็นผู้แต่งตั้ง สว. จะมีก็แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่มีอะไรแบบนี้ นอกนั้นในอดีตทุกครั้งผู้ยึดอำนาจจะสืบทอดอำนาจด้วย สว.ทั้งสิ้น เพียงแต่ครั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยเขียนให้ซับซ้อนขึ้น มีการเลือกกันเอง มีการสรรหา แต่สุดท้ายคนเลือก คือ คสช.”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือตามบทเฉพาะกาลนั้น สว.ที่ คสช.เลือก นอกจากจะมีอำนาจเหมือน สว.ในบทถาวรแล้ว ยังมีอำนาจ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำการและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช.ทำไว้ด้วย โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่มาหลังการเลือกตั้งต้องแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาทุกๆ 3 เดือน อันนี้ก็จะเห็นกลไกที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องมาอยู่ในการควบคุมของ สว.ที่มาจาก คสช.

“แต่ที่จะยุ่งจริงๆ คือคำถามพวงจาก สปท. และ สนช. ที่จะให้ สว.ที่มาจาก คสช.เลือก มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ด้วย ถึงแม้ว่าคำถามพ่วงจะไม่ถึงกับให้ สว.มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ทำให้เท่ากับว่า คสช.จะมีอำนาจในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะ สว.มี 250 คน สส.มี 500 คน รวมเป็น 750 คน จะเลือกนายกฯ ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่งคือ 375 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งก็คือ 376 คน ตอนนี้มีแล้ว 250 คน เท่ากับต้องการ สส.อีก 126 คนเท่านั้น”

ปริญญา วิเคราะห์ว่า คสช.เองคงอยากให้ สว.ที่ คสช.ตั้งมีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย แต่เข้าใจว่าคงจะมากเกินไป เพราะทีแรกก็ขอจาก กรธ. แต่เมื่ออาจารย์มีชัยไม่ให้ ก็เลยไปให้ สปท. และ สนช. ไปทำให้เป็นคำถามพ่วง ซึ่งการให้ สว. เลือกนายกฯ ได้ก็มากพออยู่แล้ว ถ้าขนาดปลดนายกฯ ได้ด้วยจะมากเกินไป ก็เลยเอาแค่นี้ แต่ก็นับว่ามากแล้ว คือต้องเข้าใจว่าภายใต้ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้ สส.เกินครึ่งเลย การตั้งรัฐบาลจึงจะอยู่ในมือของพรรคใหญ่สุดคือพรรค สว.ที่มี 250 คนของ คสช.

“ที่ผมห่วงคือ ที่ผ่านๆ มาอำนาจแบบมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น จะหมดไปเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวร แต่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนถึงตอนที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นั่นหมายความว่าเราจะมีการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งภายใต้มาตรา 44 อีก”

ขณะเดียวกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีบทเฉพาะกาลให้ คสช.เลือกสมาชิกวุฒิสภา 250 คน และคำถามพ่วงที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ผ่านประชามติ ระยะเวลา 5 ปีแรกหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทย จะไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบที่เราเคยมีมา แต่จะเป็นระบอบไฮบริด คือถึงแม้จะมี สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จะมี สว.ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้และมีอำนาจในการติดตามเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มาจาก คสช.เลือก มาควบคุมการเมืองที่มาจากการเลือกของประชาชนได้

ขอ 5 ปี “เปลี่ยนผ่าน” นานไป

“ปริญญา” กล่าวว่า  คนที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จได้ ไม่ใช่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และไม่ใช่ คสช.ด้วย แต่คือคนไทยทุกคน ประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่คือการปกครองตนเองของประชาชนเจ้าของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น

“ผมถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เข้ามาทำงานไป 1 ปีกว่า ปฏิรูปอะไรสำเร็จบ้าง (ชูหนังสือขึ้น) ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งครับ แผนการปฏิรูปประเทศ แล้วตอนนี้เรามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หน้าที่คืออะไร หน้าที่คือมาขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศนี้ไงครับ ถามต่อว่า แล้ว สปท. จะขับเคลื่อนการปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ ผมว่าสิ่งที่เราจะได้จาก สปท.อาจจะเป็นแค่หนังสืออีกเล่มครับ คือ วิธีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือเราเอาแต่บอกคนอื่น อย่าลืมว่าคนที่จะเปลี่ยนประเทศไทยคือคนไทย ที่เราทำอยู่นี้คือแต่งตั้งคนมาประชุมกันแล้วก็ปฏิรูปประเทศด้วยการบอกคนอื่นให้ทำ”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นคงเป็นปี 2561 เพราะถ้าดูระยะเวลาในบทเฉพาะกาล จะเริ่มนับเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว โดยวันลงประชามติ คือ 7 ส.ค. 2559 หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แล้วคำถามพ่วงผ่านประชามติด้วย ก็ต้องมีการแก้บทเฉพาะกาลใส่อำนาจ สว. ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้เข้าไป แล้วก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบอีก ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งจะประกาศใช้อย่างเร็วก็จะอยู่ช่วงกลางเดือน ก.ย.

นอกจากนี้ ตามมาตรา 267 บัญญัติว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ก็บวกไป 8 เดือน จะเสร็จเดือน พ.ค. 2560 แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน บวกอีก 2 เดือน ก็เป็นเดือน ก.ค. 2560 จากนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก ถ้าไม่เห็นด้วยต้องแจ้งภายใน 10 วัน แล้วก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญแต่ละฝ่ายขึ้นมาพิจารณาอีก 15 วัน โดยนับตั้งแต่วันแต่งตั้ง ขั้นตอนแต่งตั้งไม่รู้จะนานแค่ไหน

ทั้งนี้ สมมติทำเร็วหน่อยก็อีกหนึ่งเดือน ก็กว่าจะเสร็จก็เดือน ส.ค. 2560 แล้วมาตรา 268 ให้เลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ก็บวกไปอีก 5 เดือน เป็นเดือน ม.ค. 2561 เลยปี 2560 ไปแล้วครับ สรุปว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เลือกตั้งยืดไปถึงเดือน ม.ค. 2561 และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กกต.มีเวลาเพิ่มจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ในการประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าจะประชุมสภานัดแรกได้ก็จะไปถึงเดือน มี.ค. 2561 กว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีและมีคณะรัฐมนตรี ก็ปาเข้าไปเดือน เม.ย.หรือ พ.ค. 2561

“คสช.ยึดอำนาจเดือน พ.ค. 2557 ก็ 4 ปีพอดี เท่ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วาระหนึ่งเลยครับ แล้วยังต่อช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปอีก 5 ปี รวมเป็น 9 ปี ผมถามว่า มันนานเกินไป หรือเปล่า”

ปริญญา กล่าวว่า โจทย์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งขึ้นน่าจะคลาดเคลื่อน คือ กรธ. และ คสช.ไปตั้งโจทย์ว่า ประชาธิปไตยเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ แล้วเขาก็ตอบว่า สงสัยประชาธิปไตยไม่เหมาะสม เพราะเลือกตั้งไปก็มีปัญหาอีก รัฐธรรมนูญจึงร่างออกมาไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย แล้วยังขอระยะเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี และก็ยังมีคำถามพ่วงให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีอีก คือเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด

ทั้งนี้ โจทย์ที่ถูกต้องคือ ทำอย่างไรประชาธิปไตยจึงจะประสบความสำเร็จในไทย ไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าประชาธิปไตยเหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศไทยแบบนี้

คำถามพ่วงประชามติต้องแฟร์

ปริญญาชี้ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดให้ประชาชนตัดสินใจ “ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาแต่เนื้อหาอย่างเดียว ประชาชนอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มที่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มนี้ยังไงก็รับ กลุ่มที่สอง คือ ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่รับ และกลุ่มที่สาม คือ คนกลางๆ ที่มีส่วนหนึ่งชุมนุมกับข้างหนึ่งข้างใดทั้งสองข้างมาแล้วแต่ไม่สุดโต่ง กลุ่มนี้ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เขารอฟังว่าเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรบ้าง มีข้อดีบ้างไหม และก็จะรอฟังว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วมันแย่กว่าก็อาจจะรับก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็จะรอฟัง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า คสช.จะเอาอย่างไร เพราะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร คำถามพ่วงที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ก็จะมีผลมากต่อการตัดสินใจ คือคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะรับดีไหม อาจจะไม่ชอบนักที่ร่างรัฐธรรมนูญให้มี สว.ที่ คสช. ตั้งที่จะอยู่ไป 5 ปี แต่ก็ลังเลใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่รู้จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ พอเจอคำถามพ่วงนี้ก็อาจจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปเลย”

ปริญญามีความเห็นว่า “คำถามพ่วงที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับประชาชน คือ คำถามพ่วงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนต้องการแบบไหน ระหว่างร่างใหม่อีกครั้ง หรือหยิบเอาฉบับเก่าที่ยกเลิกไปคือฉบับ 2550 มาปรับปรุงแก้ไข คือที่ให้เอาฉบับ 2550 เพราะว่าหลักการสากลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกคือ ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าให้ใช้ฉบับเดิม ดังนั้นนี่คือคำถามพ่วงที่น่าถามมากกว่า และจะทำให้ คสช.ไม่ต้องเผชิญวิกฤตถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา คสช. ก็แค่ทำไปตามที่ประชาชนลงมติ แรงกดดันทางการเมืองก็จะไม่มี คสช. ก็จะมีทางไปต่อแบบไม่เกิดวิกฤตเลย แต่อันนี้ คสช.ก็ไม่เอาหรอกครับ เพราะเขาเห็นว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เอาละถ้าอย่างนั้นอย่างน้อย คสช.ก็ต้องให้ประชาชนรู้ก่อนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้า คสช.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเรื่องนี้ โดยคิดว่าปล่อยให้ดำมืดไปแบบนี้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสผ่านมากกว่า แล้วถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเอายังไงต่อ อันนี้อันตรายมากครับ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ในทางการเมืองไม่ใช่แค่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่จะหมายความว่า คสช.ไม่ผ่านด้วยครับ แรงกดดันทุกอย่างจะพุ่งไปที่ คสช. จะเกิดเสียงเรียกร้องทันทีว่าให้คืนอำนาจเลย หรือ คสช.ต้องลาออกอะไรแบบนี้”

นอกจากนี้ ปริญญายังเห็นว่าบทเฉพาะกาลพร้อมด้วยคำถามพ่วงแบบนี้ จะทำให้ คสช.กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ “เพราะ คสช.ได้กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียไปแล้ว เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจด้วยว่าความชอบธรรมของ คสช. ที่จะตั้ง สว.ที่เลือกนายกฯ ได้ และมีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแบบนี้ มาจากการที่ฝ่ายนักการเมืองไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วปัญหาอย่างที่เคยเกิดจะไม่กลับมาอีก คือถ้านักการเมืองของเราสามารถใช้สภาแก้ปัญหากันได้ เราคงไม่มาถึงจุดนี้ รัฐธรรมนูญดีไม่ดีนี่มันก็เรื่องหนึ่ง ส่วนคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กันนะครับ ถ้าทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ทำกันอย่างที่ผ่านๆ มาอีก ความชอบธรรมของ คสช.ที่ต้องมี สว.มาคุมในระยะเปลี่ยนผ่านมันก็ย่อมน้อยลงไป ความจริงคำถามพ่วงที่น่าถามคือ จะตัดบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.เลือก สว.หรือไม่ ถ้าก่อนถึงวันลงประชามติ ฝ่ายการเมืองทำให้คนมั่นใจได้มากขึ้น ก็ตัดอำนาจ คสช.ไป แต่คำถามที่จะทำให้อำนาจน้อยลงเขาไม่ถามหรอกครับ เขาจะถามแต่ที่จะทำให้อำนาจเขามากขึ้น”

คำถามพ่วงนี้ ทำให้ความร้อนแรงของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะมีมากขึ้น “แต่อย่างน้อยก็มีการลงประชามติ ก็ให้จบที่หีบบัตรประชามติครับ ประเด็นสำคัญคือ กรธ.มีโอกาสได้ชี้แจง ก็ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นตามสมควรด้วย” ปริญญา กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราต้องช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2535 คือกลับสู่ประชาธิปไตยโดยไม่เกิดเหตุรุนแรงนองเลือดอีก และเมื่อกลับสู่ประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ล้มเหลวอีก เป็นไปได้หรือไม่ที่นักการเมืองหากไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ก็ไม่ควรจะพูดแค่ว่าไม่เห็นด้วย พรรคใหญ่ที่ทะเลาะกันไม่จำเป็นต้องมาเห็นด้วยกัน แต่ให้บอกประชาชนว่านับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ทำแบบเดิม เกิดปัญหาอะไรต้องจบในสภา พรรคเพื่อไทยต้องไม่พวกมากลากไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องเข้าใจหากพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอีก เสียงข้างน้อยไม่ได้มีเอาไว้ยกมือแพ้ แต่มีไว้เจรจาต่อรอง พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมกับประชาชนได้หรือไม่ ที่จะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก ส่วนการชุมนุมทั้งสองข้างไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หากจะชุมนุมก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่เลยเถิดเหมือนที่ผ่านมา”

ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำพรรคการเมืองเสียงแตก

ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่าระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” คืออะไร อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ สส. ยังมี 2 แบบ คือ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยมี สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 350 คน ที่ใช้ระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2554 และ สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน

“แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น แล้วใช้คะแนนแบบแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน โดยคิดจากจำนวน สส.ทั้งสภา ซึ่งมี 500 คน พรรคแต่ละพรรคได้คะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้จำนวน สส.ไปเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็ดูว่าพรรคแต่ละพรรคได้ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใด ก็จะเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมจนครบจำนวน เช่น พรรค ก. ได้คะแนนแบบแบ่งเขต 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ สส. 10 เปอร์เซ็นต์ของ สส. ทั้งหมดที่มี 500 คน ซึ่งเท่ากับ 100 คน สมมติว่าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตของพรรค ก. ชนะการเลือกตั้งไปแล้ว 60 คน พรรค ก.ก็จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 100 ลบ 60 ผลคือ 40 คน โดยผู้ที่จะได้เป็น สส.ของพรรค ก. ก็คือผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่อันดับ 1 ถึงอันดับ 40”

ฟังดูจะคล้ายกับระบบ “สัดส่วนผสม” ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไปแล้ว “คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันตรงที่ระบบสัดส่วนผสมของอาจารย์บวรศักดิ์ ประชาชนมี 2 คะแนนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แล้วใช้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาคิดสัดส่วนจำนวน สส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้รับ แต่ระบบจัดสรรปันส่วนผสมของอาจารย์มีชัย ประชาชนจะเหลือแค่คะแนนเดียว คือจะเลือก สส.แบบแบ่งเขตอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่าประชาชนจะเลือกง่ายขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่แท้จริง แล้วเหตุผลแท้จริงคืออะไร เราก็ต้องมาดูว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะนำไปสู่ผลเลือกตั้งแบบไหน”

ปริญญา กล่าวต่อว่า “ถ้าดูผลการเลือกตั้งย้อนหลังจะพบว่าทุกครั้งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะมากกว่าแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางและเล็กที่มีความนิยมในพื้นที่มาแบ่งคะแนนไป ขณะที่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คือการแข่งขันกันเรื่องความนิยมในระดับประเทศ ทำให้คะแนนไปอยู่กับพรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมากกว่าแบบแบ่งเขต ทำให้พรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมีคะแนนแบบแบ่งเขตน้อยกว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองระบบผสมกันแบบนี้

แล้วผลลัพธ์คืออะไร ปริญญา ฟันธงว่า “การเอาคะแนนแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน ผลลัพธ์คือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง ส่วนพรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบเลือกตั้งนี้เป็นไปได้ว่า กรธ.อาจจะคิดว่าพรรคใหญ่ทะเลาะกันมาก ถ้าพรรคขนาดกลางมี สส.มากขึ้นก็จะเกิดการเมืองแบบปรองดองมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลเดียวที่เราพอจะเข้าใจว่าทำไม กรธ.ถึงเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ”

ปริญญา อธิบายว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตคือ “ระบบเสียงข้างมาก” ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งคือผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อคือ “ระบบสัดส่วน” ที่พรรคการเมืองจะได้ สส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน การเอาระบบเลือกตั้งทั้งสองระบบมาผสมกันแบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นั้น เป็นการผสมกันแบบ “คู่ขนาน” คือสองระบบเลือกแยกกันเด็ดขาด เลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็เลือกไป เลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เลือกไป โดยคิดสัดส่วนจากแค่จำนวน สส.สัดส่วน แล้วก็เอาผลมารวมกันเป็นจำนวน สส.ของแต่ละพรรค “ปัญหาคือระบบเสียงข้างมากที่เราใช้ในการเลือก สส. ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคน ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเกินครึ่ง ผลคือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าคะแนนที่ได้จริงๆ จากประชาชน โดยการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็เพียงแต่แปะเพิ่มเข้ามา เพราะเราผสมแบบคู่ขนาน ผลคือเราจึงได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินจริง เพราะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ส่วนฝ่ายค้านก็จะอ่อนแอกว่าความเป็นจริง เพราะได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในสภามีปัญหา”

ส่วนการผสมอีกแบบคือ “ระบบสัดส่วนผสม” คือใช้คะแนนสัดส่วน ซึ่งเป็นคะแนนที่เลือกพรรคหรือคะแนนนิยมของพรรคมากำหนดจำนวน สส.ทั้งสภาของแต่ละพรรค แล้วก็ดูว่าได้ สส.แบบแบ่งเขตมาแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็เอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมให้จนครบจำนวน “นี่คือระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ ซึ่งมีข้อดีคือทุกพรรคการเมืองจะได้จำนวน สส.ตามคะแนนนิยมจริงๆ ของพรรค ส่วนระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ในเมื่อไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นการเลือกพรรค แล้วเอาคะแนนแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นการเลือกตัวบุคคลเป็นหลักมาคิดจำนวน สส. ทำให้พรรคใหญ่จะไม่ได้ สส.ตามความนิยมที่แท้จริง เพราะจะถูกตัดคะแนนจากผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคกลาง พรรคเล็ก พรรคใหญ่ที่สุดจึงได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ขณะที่ระบบเลือกตั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ที่ทุกพรรคได้ สส.ตรงตามความเป็นจริงคือ ระบบตรงกลางที่ทุกพรรคจะได้ สส.ตรงตามความเป็นจริง หรือตรงตามความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรค จึงดีที่สุดในความเห็นของผม เพราะเป็นธรรมที่สุด และทำให้เราได้สภาที่สะท้อนความเป็นจริงจากประชาชนจริงๆ”

พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง พรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น แล้วพรรคขนาดเล็กล่ะ ปริญญา ตอบว่า “พรรคขนาดเล็กจากเดิมสมัครมาบัญชีเดียว แล้วสามารถรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อได้ทุกหน่วยเลือกตั้ง จะทำอย่างนั้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หากต้องการคะแนนมาแปรเป็นที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคขนาดเล็กต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตทุกเขต หรือให้มากเขตที่สุด พรรคขนาดเล็กจึงเสียเปรียบมาก นอกจากนี้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ยังมีข้อเสียใหญ่มากคือ ปกติคนสมัครรับเลือกตั้งต้องหวังชนะ จะชนะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเกิดการลงสมัครแบบไม่หวังชนะ แต่พรรคจำเป็นต้องส่ง เพื่อหวังคะแนนมาคิดเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้เราจะบอกว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร”

แล้วประชาชนจะชอบระบบเลือกตั้งแบบมีชัยนี้ไหม ปริญญา ชี้ว่า “เดิมประชาชนเลือกต่างกันได้ คือเลือกผู้สมัครแบ่งเขตพรรคหนึ่งกับเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่ง เพราะเลือกตั้งมี 2 แบบ บัตรเลือกตั้งมี 2 ใบ แต่ระบบอาจารย์มีชัย หากประชาชนชอบผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคหนึ่ง แต่ชอบนโยบายหรือว่าที่นายกฯ ของอีกพรรค ประชาชนจะไม่สามารถเลือกแยกกันได้อีกต่อไป เพราะการเลือกตั้งเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว สิทธิของประชาชนที่เคยมีมันหายไป ที่ กรธ.ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น ผมเห็นต่าง เพราะว่าประชาชนเลือกโดยมีการเลือกตั้งสองแบบมา 4 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้งวันี่ 6 ม.ค. 2546, 6 ก.พ. 2548, 23 ธ.ค. 2550 และ 3 ก.ค. 2554 ประชาชนเข้าใจไปแล้วว่าเลือกตั้งสองแบบเลือกอย่างไร การตัดให้เหลือเลือกตั้งแบบเดียวและบัตรเลือกตั้งใบเดียวนี่แหละประชาชนจะไม่เข้าใจว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อจะมายังไง”

“ระบบเลือกตั้งของอาจารย์มีชัย จะทำให้พรรคการเมืองเสียงแตก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไม่ว่าอะไรในเรื่องระบบเลือกตั้ง เพราะลองเอาข้อมูลเดิมมาใส่ในระบบการเลือกตั้งมีชัย ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งเท่าเดิม ไม่ได้หรือเสียประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดเล็กไม่ชอบแน่นอนเพราะต้องส่งผู้สมัครทุกเขตหรือส่งมากที่สุด จึงได้ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคขนาดกลางที่จะได้ สส.มากขี้น ก็จะชอบระบบเลือกตั้งนี้ และดังนั้นระบบเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองเสียงแตกในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย”

 

ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425501

ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เวลานี้อาจเรียกได้ว่าการเมืองของประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลคาดการณ์จะสามารถให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงได้ในวันที่ 7 ส.ค.

ทว่า กว่าประเทศไทยจะไปถึงการทำประชามติ ย่อมต้องเจอกับแรงเสียดทานต่างๆ มากมาย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการต่อสู้ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดความรุนแรงเหมือนกับการเลือกตั้ง สส. ที่ต้องล้มไปก่อนหน้านี้ แต่มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การปะทะกันของสองฝ่ายบนบริบทของร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นตัวจุดชนวนทางการเมืองต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ในอนาคตว่าการทำประชามติไม่น่าจะเกิดปัญหา และคิดว่าทุกฝ่ายน่าจะให้การยอมรับ เพราะกฎหมายประชามติฉบับใหม่ได้เปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ เพียงแต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตเท่านั้น

“กฎหมายประชามติฉบับนี้ต้องการให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างรอบด้าน ทุกๆ ด้าน ขอย้ำว่าไม่มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นแต่ต้องอยู่ภายใต้กติกา ผู้ที่แสดงความคิดเห็น จะเป็นนักวิชาการหรือคนอื่นๆ ก็ต้องแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและโดยสุจริต ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องไม่มีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ไม่มีการบิดเบือนหรือไปสร้างความขัดแย้ง ปลุกระดม สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่มีการไปชี้นำทางหนึ่งทางใด”

หากมีการแสดงความคิดเห็นโดยบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยถือว่ามีความผิดหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ถ้าคุณบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย คุณต้องชี้ลงมาว่ามาตราไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่มาพูดภาพรวมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีไม่ต้องไปรับ ถ้าทำแบบนี้มันก็สุ่มเสี่ยง”

การให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สามารถไปเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญได้ จะถือว่าเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า “อ้าว อีกฝ่ายก็ไปชี้ขอเสียสิ คุณบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีอย่างไร คุณก็ไปชี้ข้อเสียสิ คุณก็บอกไปว่ามันไม่ดีอย่างไร ทั้งหมดก็เพื่อให้ประชาชนได้ฟังทั้งสองฝ่ายแล้วก็มาใช้ดุลพินิจเองว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สมมติใครไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถไปออกโทรทัศน์ชี้แจงได้ แต่อย่าบิดเบือน ถ้าคุณไปชี้แจงโดยมีลักษณะเป็นการปลุกระดม เช่น โหวตโน ก็เข้าข่ายปลุกระดมผิดกฎหมาย ถ้าคุณจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของคุณคนเดียวไปสิ”

ขณะเดียวกัน พล.อ.สมเจตน์ ประเมินพลังของฝ่ายการเมืองที่จะมีผลต่อการลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนว่า “อันนี้ก็ต้องไปคิดเอาเอง คือ เราไม่สามารถจะไปทำอะไร แน่นอนว่าถ้าพรรคการเมืองมีเจตนาดีเขาก็คงไม่สนับสนุนให้สมาชิกพรรคของเขาไปทำอย่างนั้น ถ้าพรรคการ เมืองมีเจตนาดีก็ควรห้ามปรามสมาชิกพรรคของเขาที่ทำไม่ดี หากไม่ห้ามปรามมันก็เหมือนรู้เห็นเป็นใจ อันนี้เป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องไปพิจารณาดูว่าพรรคการเมืองที่ทำแบบนี้มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมืองหรือไม่”

“ผมว่าธรรมชาติของพรรคการเมืองเขาก็อยากเลือกตั้งนะ เพราะการเลือกตั้งเป็นการทำให้เขากลับมาสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมันก็จะยืดยาวออกไป แต่ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ อำนาจมันก็เปลี่ยน มันก็กลับไปสู่ฝ่าย สส. ยิ่งช้าไปโอกาสที่จะกลับมาสู่การบริหารประเทศมันก็จะยืดยาวออกไป ดังนั้น หากโดยเจตนาทั่วไป ถ้าเขาไม่มีอะไร ผมว่าเขาก็คงไม่ได้ต่อต้านอะไรมากมาย ยกเว้นต้องการทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือสร้างกระแส เพื่อไม่ให้ตกกระแส ส่วนเขาจะมาเห็นดีเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็คงต่อสู้ให้ถึงที่สุด” พล.อ.สมเจตน์ ระบุ

สุดท้าย พล.อ.สมเจตน์ เชื่อว่า การตัดสินใจของประชาชนที่ลงคะแนนประชามติจะขึ้นอยู่กับการชี้แจง และทำความเข้าใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร โดยผลงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนวันลงประชามติ จะไม่เป็นปัจจัยในการตัดสินใจของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ

“ขึ้นอยู่กับการชี้แจง แต่ผมคิดว่ากฎหมายทุกฉบับมีทั้งดีและไม่ดี ไม่มีอะไรที่ดี 100% ไม่มีอะไรที่เสียไป 100% แต่ถ้ามันดีมากกว่าเสียมันก็ค่อยๆ ประคับประคองไป แต่ท้ายที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ อยู่ที่นักการเมือง คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง กฎหมายเป็นเพียงกรอบอันหนึ่งที่ให้คุณปฏิบัติเท่านั้น หากคุณไม่มีจริยธรรมคุณก็จะใช้กฎหมายในทางลบ”

“การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เกี่ยวกับ คสช. เพราะ คสช. ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่รับผิดชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คน เพราะไปดูได้ชัดเจนว่าเวลาที่ คสช. ขออะไรไป 3 ข้อ ก็ได้ข้อเดียว ดังนั้น อำนาจสิทธิขาดทั้งหมดอยู่กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”

“ดังนั้นการที่อีกฝ่ายพยายามโจมตีว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน คสช.ต้องรับผิดชอบ ถือเป็นการสร้างประเด็นขึ้นมา ทำไมเวลาที่ใครทำร้ายบ้านเมืองร้ายแรงมากกว่าก่อนหน้านี้ถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง กลับปล่อยให้ชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดคุก เวลาคนอื่นทำ บอกว่าต้องรับผิดชอบ ทำไมถึงคราวของตัวเอง ไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบอะไร” พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย

 

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425140

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

-พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ / 4 เม.ย. 59

อ่านสัมภาษณ์พิเศษ :  “ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

 

“ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425086

"ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

คล้อยหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ โดยระบุว่ามีบุคคลถูกขึ้นบัญชีดำมากถึง 6,000 รายชื่อ ตามฐานความผิด 16 กลุ่ม ประกอบด้วย ปล่อยเงินกู้ ฮั้วประมูล คุมวินมอเตอร์ไซค์และคิวรถตู้ เก็บส่วยสถานบริการ ลักลอบขนของเถื่อน บ่อนการพนัน ค้ากาม แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ค้ามนุษย์ ตุ๋นนักท่องเที่ยว มือปืนรับจ้าง ทวงหนี้ ค้าอาวุธสงคราม บุกรุกป่าสงวน เรียกเก็บส่วยทางเท้า และค้ายาเสพติด

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

บ้างว่าทหารใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้ บ้างว่ามีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงต้องการขจัดฝ่ายตรงข้าม บ้างมองว่าเป็นการล้างบ้านล้างเมืองให้สะอาดก่อนเลือกตั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายตำรวจนักบู๊ ผู้เคยสู้รบปรบมือกับผู้อิทธิพลมาตลอดชีวิตราชการ ไม่ว่าจะปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โค่นกำนันเป๊าะ ชลบุรี เจ้าพ่อภาคตะวันออก ปิดบ่อนปอ ประตูน้ำ ทลายบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้า กำราบมาเฟียโบ๊เบ๊ และมาเฟียสนามม้า จนได้รับฉายาว่า ‘มือปราบเจ้าพ่อ’

วันนี้ เขาจะมาบอกเล่าถึงวีรกรรมปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามแบบฉบับของตนเอง

กว่าจะมาเป็นมือปราบตงฉิน

แม้เกษียณอายุราชการมานานกว่า 8 ปี แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หรือบิ๊กตู่ วัย 68 ยังดูผ่องใส แข็งแรง น้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน เขาเปรยให้ฟังว่า ทุกวันนี้ยังมีคดีความฟ้องร้องคาราคาซังอยู่ในชั้นศาลนับร้อยคดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2491 ละแวกธนบุรี จบร.ร.นายร้อยตำรวจรุ่นที่ 24 เริ่มต้นรับราชการครั้งแรกที่สภอ.นาแก จ.นครพนม ตั้งแต่ปี 2515-2524 สู้รบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างโชกโชนจนได้รับยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษนาแก”

นายตำรวจนักบู๊ บอกว่า เคยปราบปรามผู้มีอิทธิพลรายเล็กรายน้อยมาเยอะ ไม่ใช่จู่ๆก็โผล่มาปราบเจ้าพ่อ

“ผมผ่านความเป็นความตายมามาก ปราบคอมมิวนิสต์มาเป็นร้อยครั้ง ยิงกันหูดับตับไหม้แต่ก็รอดมาได้ มีผลงาน ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้นำหน่วย ได้เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร พอย้ายมาเป็นผู้กำกับจังหวัดมุกดาหาร ผมก็จับดะไม่ไว้หน้า ผู้พิพากษาโดนใบสั่งยังต้องมาจ่ายที่สน. นายกเทศมนตรีก็เอาติดคุก สส.มุกดาหารมีอยู่ 4 คน เจอผมจับเหลือ 2 คน หมดอนาคตกันไป สมัยนั้นตำรวจกองปราบเที่ยวเก็บเงินทุกพื้นที่ ผมประกาศเลย ถ้ามึงเข้ามาหาเงินในพื้นที่นี้อีกเมื่อไหร่ เจอกูล่อแน่ พื้นที่จึงสงบเรียบร้อย สี่ปีที่ผมอยู่มุกดาหารกลายเป็นจังหวัดที่คดีน้อยที่สุดในประเทศไทย ทั้งหมดทำให้ท่านณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เล็งเห็นความสามารถจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองชล

ท้าชนกำนันเป๊าะ

ปี 2529 ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เอง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมที่ไม่มีใครลืมนั่นคือ ประกาศท้าชนกำนันเป๊าะ หรือนายสมชาย คุณปลื้ม ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก

ตอนโดนคำสั่งให้มาเมืองชล ผมถามท่านอธิบดีณรงค์ว่า ผมรับราชการทางอีสานมาตลอด ท่านให้ผมมาเมืองชลทำไม ท่านบอกว่าให้มาปราบอิทธิพล ตอนนั้นชื่อเสียงผมดังแล้ว พอสื่อลงข่าว คุณรู้ไหม พวกขนของหนีภาษีเก็บเรียบหมด ไม่กล้า ปกติเวลาข้าราชการใหม่มารับตำแหน่งก็ต้องไปรายงานตัวกับกำนัน ไปแนะนำตัวให้รู้จัก ผมไม่ไป เขาก็คงงงๆ

วันหนึ่งมีคนมาบอกว่า กำนันเขาอยากพบผม แต่ไม่กล้ามาที่กองบังคับการ เลยอยากจะขอนัดที่กรุงเทพ ในฐานะตำรวจใครอยากพบเราได้ทั้งนั้น เลยนัดที่ร้านอาหารแถวสุขุมวิท ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมารับรองความประพฤติกำนันว่า เป็นคนดีอย่างนู้นอย่างนี้ คบได้ เลิก ละทุกอย่างแล้ว ผมก็บอกว่า เลิกได้ก็ดี ถ้าไม่เลิกก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

ถามว่า ยุคนั้นชื่อเสียงบารมีของกำนันเป๊าะยิ่งใหญ่แค่ไหน

ใหญ่คับฟ้าคับเมือง เขาไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในชลบุรีเท่านั้น แต่แผ่ขยายไประยอง จันทบุรี ตราด เรื่อยไปถึงปราจีนบุรีจนคนเรียกเขาว่าเจ้าพ่อภาคตะวันออก นักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องพึ่งเขาหมด แม้แต่ระดับอธิบดีกรมตำรวจ นายกรัฐมนตรี วันเกิดเขายังต้องไป จัดที่บางแสนคนมาอวยพรกัน 4-5 หมื่นคน เคยมีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นมาขอพบผม ถือภาพกำนันเป๊าะมาถามว่าจะไปหาคนนี้ได้ที่ไหน ผมถามกลับว่ามาทำอะไร เขาบอกว่าจะมาลงทุนที่เมืองชล มีคนแนะนำว่าต้องไปหาคนนี้ก่อน ไม่งั้นทำไม่ได้ ดูสิ อิทธิพลเขาขนาดนั้น

ไอ้พวกระเบิดหิน ปูน ทราย วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์อะไรต่างๆ ลูกน้องเขาทั้งนั้น มันคุมทุกอย่าง เมื่ออยู่ยาวก็เลยรากงอก มีอิทธิพลใหญ่โต ข้าราชการที่ว่าแน่ๆไปไม่ถึงสองปีก็ไม่รอด แม้กระทั่งตำรวจ เวลาเดือดร้อนไม่มีเงินใช้ เมียคลอดลูก ลูกเข้าโรงเรียน ไปหาผู้กำกับไม่ได้ เพราะไม่มีสวัสดิการ ก็ต้องไปหากำนัน แล้วแบบนี้ใจมันจะอยู่กับใคร”

ด้วยนิสัยตงฉิน เด็ดขาด ตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาประกาศให้รู้กันทั่วว่า ตนเองเป็นตำรวจ ไปไหนมาไหนพกอาวุธ มีอำนาจสืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิด ฉะนั้นใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย อย่ากำแหง ผลงานแรกคือ ตั้งด่านตรวจหน้าบ้านกำนันเป๊าะ

ใครออกมาผมสั่งค้นหมด ฉะนั้นมันก็ไปไหนไม่ได้ ไปมือเปล่าไม่มีอาวุธก็กลัวตาย เพราะทำเขาไว้เยอะ ชาวบ้านเริ่มรู้กิติศัพท์ผม เริ่มมีคนแจ้งข่าวสารข้อมูล ใครเป็นใคร ตำรวจคนไหนนอกแถว รู้หมด ถ้าเราเป็นคนจริงเสียอย่าง ประชาชนเขาก็พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่จำเป็นต้องไปหาข่าวที่ไหนเลย ขณะเดียวกันผมไม่ได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างเดียว เริ่มพัฒนาคน พัฒนาองค์กร จัดฝึกอบรม ให้ออกกำลังกาย  งดกินเหล้า งดสูบบุหรี่ งดเล่นการพนัน พัฒนาจิตใจด้วยการสร้างสวัสดิการ กองทุน มูลนิธิ เลี้ยงลูกให้ ฝึกอาชีพให้ เพื่อให้เขามั่นคง ไม่ต้องไปพึ่งกำนัน มาพึ่งกูนี่”

หลังปฏิบัติหน้าที่ในชลบุรีได้ 3 ปี ชีวิตราชการหักเหไปเป็นรองผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ก่อนก้าวกระโดดเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม คราวนี้ต้องรบทัพจับศึกกับสีกากีด้วยกัน เพราะไปขัดผลประโยชน์นายตำรวจใหญ่ ถึงขั้นถูกระเบิดห้องทำงานจนเป็นข่าวใหญ่ ต่อมาถูกเด้งเข้ากรุในยุครสช.เรืองอำนาจ รักษาการณ์ผู้บังคับการสันติบาล 2 ผู้บังคับการตำรวจภูธร 6 และผู้บังคับการวิทยาการภาค 3 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตามลำดับ

โค่นเจ้าพ่อตะวันออก

ปี 2537 ดวงชะตาโคจรกลับมาเมืองชลอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจภาค 2 คราวนี้เขาเดินหน้าชนกำนันเป๊าะเต็มตัว

“วันหนึ่งได้รับจดหมายเป็นกระดาษเล็กๆเขียนว่า “ท่านเสรี การซื้อขายที่ดินที่เมืองพัทยามันทุจริตกัน ขอให้ท่านช่วยไปดูด้วย ผมไม่กล้าลงชื่อ เพราะผมกลัวตาย” เนื้อความมีแค่นี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สนใจ เผลอๆจดหมายไม่ถึงมือด้วยซ้ำ แต่ผมสั่งลูกน้องไว้เลยว่าจดหมายทุกฉบับต้องถึงมือ และผมจะดูด้วยตัวเองทุกฉบับ”

คดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว เป็นคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินจำนวน 140 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ฝังกลบขยะของเมืองพัทยา ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งปี 2536 เทศบาลเมืองพัทยามีโครงการจัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่กลบฝังขยะ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากเมืองพัทยาในรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร แต่หลังเปิดประมูลไม่ปรากฏมีเจ้าของที่ดินเจ้าใดเสนอมา จึงมีการแก้เงื่อนไขว่าให้ห่างออกไปอีกเป็น 25 กิโลเมตร ทำให้นายพีระ ศิลรัตน์ ผู้อ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 150 ไร่ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เสนอที่ดินจำนวน 140 ไร่ ให้ทางเทศบาลเมืองพัทยาพิจารณา โดยเสนอขายในราคาไร่ละ 6 แสนบาทเศษ รวมเป็นเงิน 93 ล้านบาทเศษ ซึ่งภายหลังเมืองพัทยาตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวเอาไว้ และชำระเงินให้เจ้าของที่ดินไปทั้งหมด

ทว่าปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า ที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีหลักฐานว่า ผู้ครอบครองที่ดินรู้เรื่องดีอยู่แล้ว เนื่องจากกรมที่ดิน และสำนักงานที่ดิน จ.ชลบุรี เคยมีหนังสือเพิกถอนสิทธิไปก่อนหน้านั้น แต่ยังฝ่าฝืนและทำสัญญาซื้อขายกับทางเทศบาลเมืองพัทยา นอกจากนั้นยังพบข้อมูลที่เพิ่มน้ำหนักว่ามีการทุจริตขึ้น เพราะมีหลักฐานว่านายพีระซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อปี 2535 ในราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท โดยที่ทั้งผู้ซื้อผู้ขายลงชื่อยอมรับเองว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ กลายเป็นปมความผิดปกติ ทั้งเรื่องที่ดินในเขตป่าสงวนฯ และราคาขายที่พุ่งขึ้นมากกว่า 10 เท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว กระทั่งต่อมาตำรวจสืบทราบว่า นายพีระทำงานเป็นคนสวนบ้านกำนันเป๊าะ ตำรวจรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย ศาลสั่งพิพากษาจำคุก ส่งผลให้กำนันเป๊าะหลบหนีไป ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา

“สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

ปราบผู้มีอิทธิพลไม่ใช่หน้าที่คสช.

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งเลขที่ 324/2558 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2558 ให้ตั้งคณะกรรมการเรื่องการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกเสียงกร้าวว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่หน้าที่ของคสช.

มันกระจอกไป ขนาดผมคนเดียวยังทำได้ ตำรวจเขาทำกันเองได้ รัฐบาลมีงานอื่นที่สำคัญเยอะแยะต้องทำ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมายุ่ง คสช.ควรตั้งผู้นำหน่วยที่ดี และให้เขาไปจัดการกันเอง เชื่อว่าจะจัดการได้ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล ใครเปิดบ่อน ใครฮั้วประมูล ก็ไปจับสิ กำนันเซี๊ยะยังถูกจับคดีฮั้วประมูลเลยใช่ไหม กำนันเป๊าะถูกจับคดีทุจริตเขาไม้แก้ว ถึงมือรัฐบาลไหมล่ะ ไม่เห็นต้องเป็นวาระแห่งชาติเลย ไอ้เรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล 6,000 คนนั่นอีก โอ้โห ประเทศไทยมีผู้มีอิทธิพลเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ขนาดผมยังไม่เห็นกำนันเป๊าะอยู่ในสายตา แล้วพวกนั้นจะเป็นผู้มีอิทธิพลได้ไง แต่ละคนที่ไปจับ สารรูปดูได้ที่ไหน จับที่ได้อาวุธปืนไม่กี่กระบอก ยาไม่กี่เม็ด

ยุคนี้ผมไม่เห็นว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลเลย มีใครเหนือกว่ากำนันเป๊าะบ้าง แคล้ว ธนิกุล …ก็ตายไปแล้ว ชัช เตาปูน…ก็ไม่เท่าไหร่ คนนี้รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง พอใครแรงมากูหยุด ดูทางลม พอไม่แรงก็ทำต่อ แต่มันไม่ถึงขนาดไปฆ่าใคร กำนันเป๊าะนี่เขาฝังรากหยั่งลึกยาวนาน คุณรู้ไหมที่บางแสนมันเจริญๆ ก็เพราะกำนันเขามีอิทธิพล คุมการเมืองหมดเลยของบมาได้ทุกกระทรวง งบที่ควรจะไปลงในจุดที่ควรลงก็ไม่ไปลง ลงแต่บางแสน พอลงบางแสนมันก็มีชัก 10 % 20 % 30 % โกงกันชิบหายไม่รู้เท่าไหร่ ใครหือไม่ยอมพรุ่งนี้เป็นศพ ตำรวจก็ไม่ยุ่ง ตายเหมือนหมาข้างถนน หลังกำนันถูกจับ อิทธิพลยังมีอยู่ เพราะยังมีคนที่ยังสวามิภักดิ์เขา แต่ต่อไปก็จะลดลงเรื่อยๆ”

อดีตผบ.ตร. กล่าวต่อว่า  รัฐบาลคสช.ขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ใช้กฎหมายไม่เป็น

“ผมพูดได้เลยว่า รัฐบาลทหารใช้กฏหมายไม่เป็น เพราะทั้งชีวิตไม่เคยใช้กฏหมาย ฉะนั้นจึงทำอะไรผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างถ้าเอาตำรวจตระเวนชายแดนมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่เคยสืบสวนสอบสวน จับกุมโจรผู้ร้าย ไม่เคยใช้กฏหมายเลย แล้วจะรู้เรื่องไหม เหมือนเอาทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาคุมประเทศ ไม่รู้กฏหมาย ใช้กฏหมายไม่เป็น เขาให้มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่มาบริหารประเทศแบบนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น้อมนำเอาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ‘ในบ้านเมืองย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี การทำให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อยได้ อยู่ที่การยกย่องคนดี สนับสนุนคนดีให้มีอำนาจได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่มีอำนาจ’ โดยระบุว่า ถ้าคสช.ตามตามพระบรมราโชวาทได้ ทุกอย่างจะไร้ปัญหา

“คิดดู อิทธิพลอย่างกำนันเป๊าะ ผมคนเดียวยังจัดการได้ หรือปอ ประตูน้ำเป็นเจ้าพ่อเปิดบ่อนการพนันมายาวนาน ไม่ยอมหยุดสักที พอผมจับติดคุกติดตาราง ตอนหลังปิดบ่อนเลย ทำไมแค่ผมคนเดียวทำได้ คือขอให้เป็นคนจริงจัง แล้วทำยังไงถึงจะได้คนจริงจังเข้ามา ก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผบ.ตร. ผบ.เหล่าทัพ ถ้าคุณเอาคนดีที่สุดขึ้นมาให้ได้ ก็จบ ไม่ใช่เอาคนเลวที่สุด หรือคนวิ่งเต้นเสียเงินเสียทองจ่ายเข้ามา แบบนั้นก็พัง”

ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง

ในฐานะนายตำรวจผู้ต่อกรกับบรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเครื่องแบบมาอย่างสมบุกสมบัน เปรียบเปรยว่า ผู้มีอิทธิพลก็เหมือนผี ถ้าไม่กลัวก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร

คำว่ามาเฟีย เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล คนในสังคมไม่เข้าใจ ไม่เห็น แล้วก็คิดตามกันว่า นักเลง นายทหาร นายตำรวจที่อยู่เบื้องหลังอิทธิพลต่างๆคือผู้มีอิทธิพล พอเขาชูชื่อขึ้นมาก็เชื่อไปตามๆกัน ผมถือว่าทุกคนไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย อยู่ที่ตัวเราเท่านั้น ถามว่าคุณกลัวผีเปล่า กลัว แต่เคยเห็นผีไหม ไม่เคยเห็น ไม่เคยเห็นผีแต่ดันกลัวผี เพราะงั้นผู้มีอิทธิพลต่างๆ ถ้าเราไม่กลัวมัน มันก็ไม่มีอิทธิพล ผมมีหน้าที่ปราบ แค่นี้ ไม่ได้กลัวอะไรเลย สมัยผมได้รับมอบหมายให้ปราบมาเฟียสนามม้า รู้กันว่าสนามม้าทหารคุม บรรดาเสธ.ทั้งหลายมาเจอเสรีพิศุทธ์ เสเหมือนกัน เสตั้งแต่เกิด เสที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนเสธ. แต่เราทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไอ้เสธ.ที่ว่าดังๆคลานต้วมเตี้ยมหนีผมหมด นายตำรวจใหญ่บางคนด่าผมลับหลัง ผมประกาศเลยว่า ต่อไปนี้ถ้าเข้าสนามม้าเห็นหน้าเมื่อไหร่ กูจะจับให้ดู หนีเลย ไม่กล้าเข้าตั้งแต่บัดนั้น เสี่ยอีกคนชื่ออะไรจำไม่ได้มานั่งยองๆกราบขอเข้าสนามม้า เห็นไหม ไม่มีอะไรเลย ปราบมาเฟียพวกนี้ไม่ยากเลย มาเฟียมีสีที่มันมีปราบยาก ก็เพราะผู้บังคับบัญชามันปกป้อง”

เจ้าของฉายามือปราบเจ้าพ่อ ทิ้งท้ายว่า กว่าจะยืนหยัดสู้กับเจ้าพ่อ มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และความอยุติธรรมต่างๆได้ ต้องผ่านความเป็นความตายมา ถ้าไม่เคยผ่านความตายก็จะไม่มีความกล้าหาญ

“ถ้าลองผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ไม่มีอะไรเหนือกว่านั้น ชีวิตผมไม่ใช่แค่สู้กับมาเฟีย สู้กับผู้บังคับบัญชาก็มีตลอด ล่อกันตลอด เพราะผมถูกบีบ ถูกอัด ถูกขัดขวางความเจริญก้าวหน้า แต่ผมเป็นคนไม่ยอม ยังไงก็ต้องสู้ ล่อกันไปไม่มีเหนื่อย เหมือนนักมวยไม่มียก บางคนชก 3 ยก 10 ยกก็หมดแรง ใจมันไม่สู้ก็ถอย ยอมแพ้เรา แต่เราไม่เคยหมดยก เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมก็ต้องพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะร่างกาย จิตใจ ถ้าใจสู้ ไม่กลัวเสียอย่าง มาเฟียก็แค่ขี้ผง”

 

 

‘ทรัมป์’แรงฉุดไม่อยู่ จ่อขึ้นแท่นตัวแทนพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:38 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/430185

‘ทรัมป์’แรงฉุดไม่อยู่ จ่อขึ้นแท่นตัวแทนพรรค

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

 

แนวโน้มที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะเป็นตัวแทนพรรคเพิ่มสูงขึ้นเกินจะต้านทาน หลังคว้าชัยชนะในรัฐอินเดียนาอย่างขาดลอย ส่งผลให้ เท็ด ครูซ คู่แข่งคนสำคัญภายในพรรคประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันทันทีที่ผลการเลือกตั้งออกมา

ความพ่ายแพ้ของครูซในรัฐอินเดียนาถือว่าเหนือความคาดหมาย เนื่องจากครูซมีฐานเสียงในรัฐนี้อยู่พอสมควร อีกทั้งการประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันหลังต่อสู้โจมตีกันมาอย่างยาวนาน ก็สร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่าย และถือเป็นการปูทางให้ทรัมป์เป็นตัวแทนพรรคโดยปริยาย แม้จะยังไม่ได้รับคะแนนเสียงผู้แทนมากเพียงพอตามเกณฑ์เป็นตัวแทนของพรรคที่ 1,237 คะแนนเสียงก็ตาม

นอกจากนี้ การต่อสู้ภายในพรรคยังสะท้อนถึงความขัดแย้งที่รุนแรงภายในตลอดช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งรุนแรงกว่าการชิงตัวแทนพรรคเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น การกวาดชัยชนะของทรัมป์ในหลายรัฐ ยังสะท้อนกระแสความเบื่อหน่ายของกลุ่มคนทำงานที่มีต่อความคิดของชนชั้นนำในพรรค

สิ่งที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับทรัมป์ต่อจากนี้ เหลือเพียงการต่อสู้กับกลุ่มผู้ต่อต้านภายในพรรค โดยทุกฝ่ายต่างจับตาไปที่การประชุมคณะกรรมการของพรรคที่จะมีขึ้นที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ในเดือน ก.ค.นี้

ล่าสุด เร็นซ์ พรีบัส ประธานคณะกรรมการพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีประเด็นโต้แย้งกับทรัมป์มาตลอด ก็ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทรัมป์มีแนวโน้มเป็นตัวแทนพรรคสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในเดือน พ.ย.นี้ หลังการถอนตัวออกไปของครูซ

พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกพรรคร่วมมือกันเพื่อมุ่งต่อสู้กับ ฮิลลารี คลินตัน ตัวเต็งผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต หลังจากเสียงภายในพรรคแตกออกเป็นสองฝ่าย ตั้งแต่ที่เริ่มการหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากบรรดาสมาชิกกลุ่มอำนาจเก่าในพรรคต่างไม่พอใจทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้สมัครคนนอก

ในการกล่าวปราศรัยหลังคว้าชัยชนะ ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีคลินตันว่าไม่มีความเข้าใจในเรื่องการค้า และวิจารณ์ความเสียหายของสหรัฐจากการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ในสมัยที่ บิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดี โดยทรัมป์มีแนวนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการค้าเสรี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้วิจารณ์นโยบายต่างประเทศสมัยคลินตันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนสหรัฐร่วมสงครามอิรักและเพิ่ิมบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก

สวนทางกับแนวนโยบายของทรัมป์ที่เน้นสนับสนุนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานให้กับคนในประเทศ ทำให้ทรัมป์ได้ใจบรรดาชนชั้นแรงงานที่เป็นฐานเสียงหลังอย่างเหนียวแน่น

คลินตันมุ่งหน้าสู้ศึกใหญ่

ในวันเดียวกัน เบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต ก็คว้าชัยในการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐอินเดียนา ทำให้ได้คะแนนเสียงผู้แทนเพิ่ม 39 เสียง ขณะที่คลินตันได้เพิ่ม 29 เสียง

อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงผู้แทนและคะแนนเสียงผู้แทนพิเศษของคลินตันยังทิ้งห่างจากแซนเดอร์สอยู่มาก จากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งขั้นต้นรัฐใหญ่ๆ ที่ผ่านมาหลายรัฐ

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ระบุว่า หากแซนเดอร์สต้องการเป็นตัวแทนพรรคชิงศึกประธานาธิบดี แซนเดอร์สต้องโน้มน้าวบรรดาผู้แทนพิเศษในพรรคให้ย้ายข้างมาสนับสนุนแซนเดอร์ส ในการประชุมคณะกรรมการพรรควันที่ 25-28 ก.ค. ที่รัฐฟิลาเดลเฟีย ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากบรรดาผู้แทนส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์อันดีต่อคลินตัน

สอดคล้องกับเหตุผลที่คลินตันไม่ให้ความสำคัญกับการหาเสียงในรัฐอินเดียนามากนัก เพราะนอกจากจะเป็นรัฐที่แซนเดอร์สมีฐานเสียงอยู่แล้ว คะแนนที่นำโด่งของคลินตันทำให้ทีมหาเสียงมุ่งความสำคัญไปที่การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในพรรค และการแข่งขันกับพรรครีพับลิกันมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ปรึกษาของคลินตันยังดูเหมือนได้ลดความสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งรัฐที่เหลือในช่วงที่ผ่านมา โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ยากมากที่แซนเดอร์สจะตีตื้นคะแนนเสียงผู้แทนขึ้นมาได้มากพอที่จะก่อให้เกิดการพลิกโผในขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม แซนเดอร์ส ระบุ แม้ทีมหาเสียงของคลินตันคิดว่าการหาเสียงเลือกผู้แทนจบลงแล้ว แต่่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งยังคงมาลงคะแนนอยู่และไม่ได้คิดเช่นนั้น อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในรัฐอินเดียนา

พรรคเดโมแครตจะเลือกตั้งขั้นต้นครั้งใหญในรัฐแคลิฟอร์เนีย, มอนทานา, นิวเจอร์ซีย์, นิวเม็กซิโก, นอร์ท ดาโกตา และเซาท์ ดาโกตา ในวันที่ 7 มิ.ย. ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนเสียงผู้แทน 694 เสียง

ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดขึ้นในวันเดียวกัน 5 รัฐ ยกเว้น นอร์ท ดาโกตา ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนเสียงผู้แทน 303 เสียง

ประชุมใหญ่ชี้ชะตาตัวแทนพรรค

-จะมีการแต่งตั้งตัวแทนพรรคอย่างเป็นทางการเพื่อชิงเก้าปี้ประะานาธิบดีและรองประธานาธิบดดีสหรัฐ

-พรรครีพับลิกัน:จัดขึ้นที่นัฐโอไฮโอ วันที่ 18-21 ก.ค.โดยกลุ่มผู้แทนของพรรคทั้งหมด2,472คน และกลุ่มตัวแทนทางเลือก (Alternative delegates) 2,302 คน จะลงคะแนนเลือกตัวแทนพรรค ซึ่งต้องมีคะแนนเสียงผู้แทนถึงเกณฑ์ที่1,237 เสียง

-พรรคเดโมแครต:จัดที่รัฐเพนซิลเวเนียวันที่ 25-28 ก.ค. โดยผู้ที่จะเป็นตันแทนพรรคจะต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 2,383 เสียงจากผู้แทนทั้งหมด 4,765 คน

-หากไม่มีผู้สมัครรายใดมีคะแนนเสีนงผู้แทนถึงเกณฑ์ทางพรรคจะเปิดให้ผู้แทนสามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงไปสนับสนุนอีกฝ่ายในพรรคได้

 

ค้าปลีกระส่ำสวนทางอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/429414

ค้าปลีกระส่ำสวนทางอี-คอมเมิร์ซ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

กระแสการขายกิจการเพื่อเลี่ยงการปิดกิจการและปลดพนักงาน 1.1 หมื่นอัตราทั่วประเทศของ บีเอชเอส ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของอังกฤษ อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ถึงช่วงขาลงของห้างค้าปลีก ท่ามกลางการขยายตัวที่พุ่งแรงของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

นอกเหนือจากบีเอชเอสแล้ว ทิศทางของ วอลมาร์ท อิงค์ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐดูจะไม่สดใสนักเช่นกัน โดยบริษัทคาดการณ์ว่าผลกำไรในปีนี้มีแนวโน้มปรับลดลงถึง 12% เนื่องจากยอดขายในร้านค้าปลีกทั่วสหรัฐชะลอตัว และได้รับแรงกดดันจากยอดขายที่อ่อนแรงในต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ เซียร์ส โฮลดิ้งส์ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ที่ประกาศแผนปิดร้านจำหน่ายสินค้าจำนวน 78 แห่ง ประกอบด้วย ร้านเคมาร์ท 68 แห่ง ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ และบรรดาห้างค้าปลีกรายอื่นๆ อย่าง เจซีเพนนีย์ เปิดเผยว่า จะปิดร้านค้าจำนวน 70 แห่ง ในสหรัฐ ขณะที่ มาซีส์ วางแผนหยุดดำเนินงานห้างร้าน 40 แห่ง ในเดือนก่อนหน้านี้

กรีน สตรีท แอดไวเซอร์ส บริษัทวิจัยจากสหรัฐ เปิดเผยว่า ร้านค้าปลีกทั่วสหรัฐจำเป็นต้องปิดร้านสาขาราว 800 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของพื้นที่ร้านสรรพสินค้าในสหรัฐ เพื่อดันให้ยอดขายของบริษัทกลับสู่ระดับเทียบเท่ากับเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ โดย เซียร์สฯ อาจต้องปิดร้านราว 300 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของจำนวนร้านในปัจจุบัน เจซีเพนนีย์ อาจต้องยุติการดำเนินงานในร้านค้าราว 320 แห่ง (คิดเป็นสัดส่วนราว 25%) และ มาซีส์ อาจต้องปิดร้านสาขาจำนวน 70 แห่ง หรือ 9% จากจำนวนสาขาทั้งหมด

ข่าวการปิดสาขาของบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ส่งผลต่อเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่เปิดให้เช่าพื้นที่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถหาธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่พอกันมาเช่าพื้นที่ดังกล่าวแทน โดย กรีน สตรีทฯ ระบุว่า การปิดสาขาร้านค้าปลีกอาจทำให้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในสหรัฐต้องปิดกิจการ เนื่องจากร้านค้าปลีกดังกล่าวเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของห้าง

ขณะที่เจ้าของห้างสรรพสินค้าบางส่วนเริ่มแทนที่ร้านค้าปลีกด้วยโรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูกอย่าง ทีเจแมกซ์ รอสส์สโตร์ และมาร์แชลส์

อย่างไรก็ดี ช่วงขาลงของห้างสรรพสินค้าไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ เนื่องจาก วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ยอดขายของห้างสรรพสินค้าต่อตารางฟุตร่วงลง 24% แตะที่ 165 เหรียญสหรัฐ (ราว 5,775 บาท) นับตั้งแต่ปี 2549

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคาร เครดิต สวิส เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกลดจำนวนพนักงานกว่า 2.4 หมื่นอัตราแล้ว ในปี 2559 และกำลังพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2553 ซึ่งบลูมเบิร์กระบุว่า มีการลดจำนวนพนักงานในธุรกิจค้าปลีกลงราว 3 หมื่นอัตรา

เครดิต สวิส ยังคาดการณ์โดยอ้างอิงจากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ว่า อาจมีการปลดพนักงานจำนวนมากถึง 3.7 หมื่นอัตรา ในปี 2559 ขณะที่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่าคาดการณ์ เนื่องจากบริษัทค้าปลีกจำนวนมากยื่นล้มละลายเมื่อไม่นานนี้

สวนทางกับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่ดูจะมีอนาคตที่สดใส จากตัวอย่างความสำเร็จของ เถาเป่า แพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ของอาลีบาบา ที่คาดว่าครองตลาดผู้บริโภคในจีนไปกว่า 90% ส่วนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาได้เดินหน้าขยายธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของบริษัทต่อด้วยการประกาศลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ในลาซาด้า แพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยหนุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมาจากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่กำลังปรับตัวขึ้น โดยเจฟเฟอรีส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มียอดใช้งานเว็บไซต์บนมือถือสูงถึง 70% สอดคล้องกับข้อมูลของกูเกิลคาดการณ์ว่า ยอดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ราว 30% มาจากสมาร์ทโฟน

ขณะเดียวกัน อะเมซอน เจ้าของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้สร้างความประหลาดใจให้บรรดานักวิเคราะห์ จากการเปิดเผยว่า ผลกำไรของบริษัทปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาส 4 แตะที่ 513 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2559 หลังบริษัทขาดทุนสุทธิอย่างหนักที่ 57 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,995 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

รอยเตอร์สรายงานว่า ผลกำไรของอะเมซอนยังสูงกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ถึง 2 เท่า ที่ 272.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,541 ล้านบาท) โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจคลาวด์ที่มีชื่อว่า อะเมซอนเว็บเซอร์วิส (เอดับเบิ้ลยูเอส) และธุรกิจค้าปลีกหลักของบริษัท โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกอะเมซอนอยู่ที่ 3.6% ในไตรมาสแรกของปี 2559

อีมาเกอเตอร์ บริษัทวิจัยตลาดดิจิทัล เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกออนไลน์ในสหรัฐของอะเมซอน ปี 2559 คาดว่าจะขยายตัว 8% จากยอดค้าปลีกทั้งหมด แตะ 3.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13 ล้านบาท)

แม้แนวโน้มทางธุรกิจของร้านค้าปลีกทั่วโลกจะดูไม่สดใสนัก แต่อนาคตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซกลับเด่นชัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสามารถสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปได้
เป็นอย่างดี

 

อากาศโลกเพี้ยนหนักเอเชียแล้งปะทะเอพริลสโนว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/428982

อากาศโลกเพี้ยนหนักเอเชียแล้งปะทะเอพริลสโนว์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สภาพอากาศโลกเข้าขั้นปั่นป่วนอย่างหนักจากปรากฏการณ์เอลนินโญ เมื่อเวียดนามต้องเจอวิกฤตภัยแล้งหนักสุดในรอบ 90 ปี เช่นเดียวกับกัมพูชาที่แห้งแล้งหนักสุดรอบ 50 ปี สวนทางกับกรุงลอนดอน อังกฤษ ที่สร้างความงงงวยด้วย เอพริล สโนว์ หรือหิมะตกปลายเดือน เม.ย.

จากภาวะภัยแล้งหนัก ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องร้องขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 48.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,706 ล้านบาท) จากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และประชาคมโลก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2 ล้านคน ขาดแคลนน้ำ และประชาชนกว่า 1.1 ล้านคน ขาดแคลนอาหาร

นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อที่ดินทางการเกษตรกว่า 4 แสนเฮกตาร์ที่ไม่สามารถเพาะทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอีก 2.59 หมื่นเฮกตาร์ที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้เลย

กาวดึ๊กฟาส รัฐมนตรีเกษตรและการพัฒนาชนบท ระบุว่า เป็นครั้งแรกของเวียดนามที่ต้องร้องขอเงิน ช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อนำมาแก้วิกฤตที่เกิดขึ้น โดยได้รับการบริจาคแล้วราว 7.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 258 ล้านบาท) จากยูเอ็น สหรัฐ และนิวซีแลนด์

นอกจากนี้ กาวดึ๊กฟาส ยังคาดหวังให้รัฐบาลจีนปล่อยน้ำมากขึ้นระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-31 พ.ค. ราว 1,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาราว 20 วันที่น้ำจะไหลลงมาถึงเวียดนาม

ด้านรอยเตอร์ส รายงานว่า กัมพูชากำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้ 18 จาก 25 จังหวัดขาดแคลนน้ำและสิ่งจำเป็นอื่นๆ อย่างหนัก แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ด้านนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วน อาทิ กองทัพ ภาคประชาสังคม หน่วยงานกาชาด และพรรคการเมือง ระดมกำลังช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และขอความร่วมมือประชาชนในการประหยัดน้ำ พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรน้ำแก่ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลน อย่างไรก็ดี กัมพูชาจะยังไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้คาดการณ์ว่าฝนจะยังคงทิ้งช่วงจนกว่าจะถึงเดือน มิ.ย.

ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ยังคงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในหลายพื้นที่ ล่าสุด สตีเฟน  โอเบรียน หัวหน้าสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) เรียกร้องให้รัฐบาล องค์กร และหน่วยงานในแต่ละภูมิภาค เพิ่มความพยายามแก้ปัญหาจากเอลนินโญ

“มีประชากรทั่วโลกกว่า 60 ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศที่ยากจน ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง  น้ำท่วม และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างหนักจากเอลนินโญ” โอเบรียน ระบุ

นอกจากนี้ โอเบรียนกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กองทุนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินกลาง (ซีอีอาร์เอฟ) ระดมเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 115 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,045 ล้านบาท) เพื่อบรรเทาสถานการณ์ จากทั้งหมด 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.26 แสนล้านบาท) ที่สำรองไว้เพื่อรับมือวิกฤตทางธรรมชาติในอนาคต

ทั้งนี้ ราจิฟ บิสวา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ ไอเอชเอส โกลบอล  อินไซต์ คาดการณ์ว่า เอลนินโญจะยังดำเนินต่อไปในไตรมาส 2 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตข้าว น้ำมันปาล์ม และน้ำตาล ลดลง พร้อมคาดการณ์ว่า ผลกระทบจาก เอลนินโญจะทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) และอาจเพิ่มขึ้นหากเอลนินโญ ลากยาวกว่าไตรมาส 2

แม้หลายประเทศในเอเชียจะเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก ทว่ากรุงลอนดอน อังกฤษ กลับเผชิญหิมะตกปลายเดือน เม.ย. หรือเอพริลสโนว์ ส่งผลให้อุณหภูมิลดลงทันที 20 องศาเซลเซียสภายใน 24 ชั่วโมง อยู่ที่ราว 8 องศาเซลเซียสเมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 27 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน และคาดว่าจะตกต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

กรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ ระบุว่า หิมะที่ตกช่วงปลายเดือน เม.ย. ไม่ใช่เรื่องปกติ ซึ่งเป็นผลของสภาพอากาศที่ผันผวนจากอากาศที่หนาวเย็นในแถบขั้วโลกเหนือที่พาความชื้นมาด้วย และคาดการณ์ว่า ยุโรปอาจเผชิญกับสภาพอากาศผันผวนรุนแรงครั้งแรกในรอบ 100 ปี

 

“วันเอ็มดีบี” เบี้ยวหนี้สะท้านชื่อเสียงมาเลเซียสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/428740

"วันเอ็มดีบี" เบี้ยวหนี้สะท้านชื่อเสียงมาเลเซียสะเทือน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

มาเลเซียต้องเผชิญกับปัญหารอบใหม่ที่เสี่ยงกระทบต่อชื่อเสียงประเทศอีกครั้ง เมื่อกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ประกาศชะลอการชำระดอกเบี้ย 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,750 ล้านบาท) จากพันธบัตรวงเงิน 1,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.1 หมื่นล้านบาท) ที่มีกำหนดชำระในวันที่ 25 เม.ย. ซึ่งนับเป็นการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก และยังทำให้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ก้อนอื่นๆ ตามมาด้วย

ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่วันเอ็มดีบีไม่สามารถตกลงข้อกำหนดการชำระหนี้ร่วมกับอินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค (ไอพี ไอซี) กองทุนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นผู้ร่วมค้ำประกันพันธบัตรของวันเอ็มดีบีที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2022 ได้

การผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้ส่งผลให้ตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง (ซีดีเอส) อายุ 5 ปี ปรับตัวขึ้นทันทีสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ แตะระดับ 1.65% จากการเปิดเผยของผู้ให้ข้อมูลซีเอ็มเอ โดยมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่วันเอ็มดีบีจะผิดนัดชำระหนี้ก้อนอื่นตามมา จากตราสารหนี้วงเงินทั้งหมด 7,400 ล้านริงกิต (ราว 6.68 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ วันเอ็มดีบีตกเป็นเป้าการสืบสวนกรณีการทุจริตและการฟอกเงินจากนานาชาติ โดยคณะกรรมาธิการรัฐสภามาเลเซีย ระบุว่า พบการทาธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติของกองทุน มูลค่าอย่างน้อย 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ขณะที่ทางวันเอ็มดีบีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากคณะกรรมาธิการรัฐสภามาเลเซีย ระบุว่า วันเอ็มดีบีได้ชำระเงินไปทั้งสิ้น 3,500  ล้านเหรียญสหรัฐ (1.2 แสนล้านบาท) ไปให้บริษัท อันบาร์ อินเวสเมนต์ พีเจเอส ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ขณะที่ไอพีไอซีออกมาโต้ว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นบริษัทของไอพีไอซี และไอพีไอซีไม่ได้รับการชำระเงินใดจากบริษัทในบริติช เวอร์จิ้นตามที่มีการกล่าวอ้าง

วันเอ็มดีบี-ไอพีไอซี โต้แย้งไม่จบ

ทั้งนี้ วันเอ็มดีบีกำลังเผชิญข้อพิพาทเรื่องหนี้สินกับไอพีไอซีภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว โดยไอพีไอซีระบุว่าจะจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) ที่ไอพีไอซีค้าประกันให้อยู่ อย่างไรก็ดี ไอพีไอซีเปิดเผยในเดือน เม.ย.ว่า วันเอ็มดีบีได้ผิดนัดชำระหนี้แล้วภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากไม่สามารถจ่ายเงินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.5 หมื่นล้านบาท)

“วันเอ็มดีบีจำเป็นต้องระงับการชำระหนี้สิน และจะแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาและการพึ่งพาทางกฎหมาย จนกว่าไอพีไอซีจะยอมรับว่าได้บรรลุตามข้อกำหนดทั้งหมดแล้ว” วันเอ็มดีบี กล่าว

ริงกิต-ตลาดหุ้นร่วงกราว

บลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียร่วงติดกันเป็นวันที่ 4 ซึ่งร่วงยาวนานสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.ปีที่แล้ว โดยปรับลง 0.9% แตะ 3.9420 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ณ เวลา 13.00 น.ของวันที่  26 เม.ย. ร่วงหนักสุดตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. ส่วนดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียปรับตัวลดลง 0.7% ปรับลงมากที่สุดในรอบ 2 เดือน

จอฟฟรีย์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริษัทจัดการการลงทุนฟอร์เตรส แคปปิตอล แอสเซท แมเนจเมนต์ ในกัวลาลัมเปอร์ มองว่า กรณีวันเอ็มดีบีส่งผลให้มุมมองความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมาเลเซียมีความไม่แน่นอน และแสดงถึงความเสี่ยงด้านเครดิตในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ด้าน เรย์มอนด์ เจีย หัวหน้าฝ’ยวิเคราะห์ สินเชื่อภูมิภาคเอเชียจากชโรเดอร์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของวันเอ็มดีบี อาจจะยังก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบต่อหนี้สินภาคธนาคารและภาคธุรกิจของมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ระบุว่าการผิดนัดชำระหนี้ของวันเอ็มดีบีไม่ส่งผล ต่อมุมมองความน่าเชื่อถือของมาเลเซียที่ระดับ A-  เช่นเดียวกับมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสที่มองว่า วันเอ็มดีบีไม่สร้างผลกระทบใด เนื่องจากไอพีไอซี ค้ำประกันอยู่

ภาพ…เอเอฟพี