รถยนต์โลกไม่หยุดฉาว’มิตซูบิชิ’อ่วมหนักรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/427909

รถยนต์โลกไม่หยุดฉาว'มิตซูบิชิ'อ่วมหนักรอบ 2

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

มาตรฐานยานยนต์โลกเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้ง หลัง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ยอมรับว่ามีการโกงผลทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันจริง แม้ประเด็นดังกล่าวจะไม่เกี่ยวกับความปลอดภัย แต่การปลอมแปลงข้อมูลเรื่องการประหยัดน้ำมันก็ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างญี่ปุ่น ที่ไม่เพียงจะกระทบต่อชื่อเสียงบริษัทเท่านั้น แต่รวมถึง ชื่อเสียงประเทศด้วย

ก่อนหน้านี้ในปี 2000 มิตซูบิชิปกปิดข้อบกพร่องระบบความปลอดภัยรถยนต์ ถัดมาอีก 4 ปี ตรวจพบปัญหาการทำงานของเบรก คลัตช์ และถังน้ำมัน นาไปสู่การเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น และส่งผลให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต้องแยกตัวออกมาจากบริษัทแม่อย่าง มิตซูบิชิ กรุ๊ป และใช้เวลาหลายปีในการฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ปีเตอร์ บอร์ดแมน กรรมการผู้จัดการของ เทรดวินด์ส โกลบอล อินเวสเตอร์ ระบุว่า เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับมิตซูบิชิจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของ มิตซูบิชิอย่างหนัก รวมถึงการฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างญี่ปุ่น

กรณีดังกล่าวของมิตซูบิชิถือเป็นครั้งแรกของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่โกงการทดสอบดังกล่าว ส่งผลให้หุ้น มิตซูบิชิร่วงลงทันที 15% และร่วงต่อเนื่องในวันที่ 21 เม.ย. อีก 20% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว สูญเสียมูลค่าทางการตลาดกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.75 หมื่นล้านบาท) หลังกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นบุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่ในเมืองนาโกยา และอาจมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังด้วย

“เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และไม่สามารยอมความกันได้” โยชิฮิเดะ ซูกะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวย้ำ

อากิระ คิชิโมโตะ นักกลยุทธ์ยานยนต์ของเจพีมอร์แกน คาดการณ์ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมากกว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.57 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย ต้นทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ และค่าชดเชยให้กับนิสสัน อีกทั้งการระงับการผลิตรถจะส่งผลดีต่อค่ายรถคู่แข่งอย่าง ซูซูกิ และไดฮัทสุ

ด้าน โคอิชิ ซูกิโมโตะ นักวิเคราะห์ของธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ระบุว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อาจต้องขายสินทรัพย์ในหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก หรือเพิ่มทุน เนื่องจากกรณีดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อย่างมาก

ก่อนหน้านี้ในปี 2015 “โฟล์คสวาเกน” ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน เผชิญปัญหาอื้อฉาวจากการโกงการทดสอบมลพิษ ด้วยการติดตั้งซอฟต์แวร์ในเครื่องยนต์ดีเซล กระทบรถยนต์กว่า 11 ล้านคันทั่วโลก

ล่าสุดบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าว ระบุว่า โฟล์คสวาเกนเตรียมซื้อคืนรถยนต์ในสหรัฐราว 6 แสนคัน และสำรองเงินอย่างน้อย 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท)

เช่นเดียวกับ “ฮุนได” และ “เกีย” ผู้ผลิตรถยนต์จากเกาหลีใต้ ที่ปกปิดข้อมูลประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในรถยนต์ที่ขายในสหรัฐ ส่งผลให้ต้องเสีย ค่าปรับถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่น ล้านบาท)

นอกจากนี้ มาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ยังรวมถึงปัญหาของถุงลมนิรภัยยี่ห้อ “ทากาตะ” หลังมีการตรวจพบสารแอมโมเนียมไนเตรท ซึ่งเป็นส่วนผสมในการผลิตระเบิด ทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกหรือโลหะกระเด็นออกมาขณะที่ถุงลมพองตัว ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 100 ราย และเสียชีวิตถึง 10 ราย

กรณีดังกล่าว ส่งผลให้ค่ายรถทั่วโลก อาทิ เฟียต ไครสเลอร์ ฮอนด้า โตโยต้า นิสสัน ฟอร์ด ออดี้ มาสด้า ซาบ โฟล์คสวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และเดมเลอร์ ต่างเรียกคืนรถยนต์เป็นการด่วนกว่า 35 ล้านคัน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจมีเรียกคืนรถที่ใช้ถุงลมทากาตะมากถึง 70-90 ล้านคัน

สำหรับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ’นอย่าง โตโยต้า ก็เคยประสบปัญหามาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์เช่นกัน โดยในปี 2010 อะกิโกะ โทะโยะดะ ประธานโตโยต้า ต้องขึ้นแถลงแสดงความเสียใจต่อสภาคองเกรสของสหรัฐ กรณีคันเร่งค้าง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้งในปี 2009 และมีการเรียกคืนรถกว่า 8 ล้านคันทั่วโลก

 

แผ่นดินไหวสะเทือนเศรษฐกิจ”อาเบะ”ยันขึ้นภาษีตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/427252

แผ่นดินไหวสะเทือนเศรษฐกิจ"อาเบะ"ยันขึ้นภาษีตามแผน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แผ่นดินไหว 2 ครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ’น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 42 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1,000 ราย และผู้คนอีกมากกว่า 1.1 แสนรายยังไร้ที่อยู่ ขณะที่เที่ยวบินไปยังสนามบินคุมาโมโตถูกยกเลิกทั้งหมด และรถไฟความเร็วสูงยังระงับการให้บริการ ขณะเดียวกันถนนและทางหลวงหลายแห่งได้รับความเสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชน

แผ่นดินไหวดังกล่าวสะเทือนต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งดิ้นรนเพื่อหนีจากการตกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของญี่ป่นเมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา อาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมและเลื่อนการปรับใช้นโยบายขึ้นภาษีขาย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยมาแล้วในปี 2014

นายกฯ ของญี่ปุ่น ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ยังคงดำเนินการตามแผนการขึ้นภาษีในปี 2017 แน่นอน

“ตามที่เคยได้กล่าวไปก่อนหน้าในส่วนของภาษีขายจะเป็นไปตามแผนการเดิม และไม่มี การเปลี่ยนแปลงในจุดยืนพื้นฐาน นอกจากจะมีเหตุการณ์รุนแรงเทียบเท่ากับการล้มลงของเลห์แมน บราเธอร์ส หรือมีภัยพิบัติครั้งใหญ่” อาเบะ กล่าว

ก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่า อาเบะจะพิจารณาเลื่อนการขึ้นภาษีซึ่งตามแผนคือในเดือน เม.ย. 2017 เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ภาคการบริโภคอ่อนแอ ค่าแรงยังคงไม่แน่นอน รวมทั้งค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลทางลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ป’น และสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ

ทั้งนี้ รัฐบาลวางแผนขึ้นภาษีขายเป็น 10% จากเดิมที่ 8% ในเดือน เม.ย. 2017 เพื่อแก้ปัญหาทางการคลังและลดระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นสูง รวมถึงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับประกันสังคม ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อาเบะจะแถลงผลการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษีในระหว่างการประชุมสมาชิกกลุ่มชาติมหาอำนาจทางด้านอุตสาหกรรมทั้ง 7 (จี7) ที่ญี่ป’นเป็นเจ้าภาพ วันที่ 26-27 พ.ค.นี้

โรเบิร์ต ฟิลด์แมน นักเศรษฐศาสตร์จากหน่วยวิจัยมอร์แกน สแตนเลย์ ระบุก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะคิวชู ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค และจิตวิทยาทางธุรกิจ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลที่ เหมาะสมสำหรับการเลื่อนใช้มาตรการการขึ้นภาษีการบริโภค

ออกงบช่วยเหลือท่ามกลางท่องเที่ยวฟุบ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ 72% ที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติจะมี มูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) โดย โยชิฮิเดะ ซูกะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ’น ระบุว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเต็มความสามารถ โดยอาจจะดึงเงินจากงบประมาณสำรองมูลค่า 3.5 แสนล้านเยน (ราว 1.05 แสนล้านบาท)

ด้าน ฮิเดโอ ฮายากาวะ อดีตกรรมการบริหารของธนาคารกลางญี่ป’น (บีโอเจ) ระบุว่า เหตุภัยพิบัติครั้งนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดการยุบสภา เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังได้รับความเสียหายและมีปัญหาวุ่นวายหลายอย่างที่จะต้องจัดการ รวมทั้งทำให้รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ

ขณะที่ ฮารูมิ อาริมะ นักวิเคราะห์ด้านการเมือง ระบุว่า รัฐบาลจะต้องเพิ่มงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อช่วยฟื้นฟูเหตุแผ่นดินไหว รวมทั้งเพื่อหามาตรการรับมือที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในจังหวัดคุมาโมโตลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยข้อมูลของบีโอเจ ชี้ให้เห็นว่า มูลค่าความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้อาจจะขยายตัว เกิน 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.45 แสนล้านบาท)

แผ่นดินไหวเขย่าผู้ผลิต

บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวจะทำให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน เม.ย. ลดลง 1% รวมทั้งกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในภาคการบริโภค ขณะที่โรงงานของผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง โตโยต้า โซนี่ และฮอนด้า ยังคงปิดทำการ

ขณะเดียวกัน โคอิชิ ซูกิโมโตะ นักวิเคราะห์จาก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนเลย์ ในโตเกียว คาดการณ์ว่า ผลกำไรในไตรมาสปัจจุบันของ โตโยต้า มอเตอร์ อาจจะลดลงถึง 3 หมื่นล้านเยน (ราว 9,700 ล้านบาท) เนื่องจากต้องหยุดการผลิตเพราะไม่สามารถขนส่งวัตถุดิบจากโรงงานทางภาคใต้ได้

ขณะที่นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ โฮลดิ้งส์ ระบุว่า แม้จะยังไม่ทราบระดับความเสียหายที่แน่ชัด แต่ส่วนที่ได้รับความ เสียหายมากที่สุดน่าจะเป็นส่วนของการขนส่งสินค้าในอุตสาหกรรมรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

นิกเกอิปรับตัวลง 3.40% และปิดตลาดที่ 16275.95 จุด ขณะที่ดัชนีโทปิกซ์ในกรุงโตเกียว ปิดตัวลดลง 3% อยู่ที่ 1,320.15 จุด นำโดย นิสสัน และฮอนด้า ลดลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงเช้า ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงบ่าย โดยหุ้นในเกือบทุกอุตสาหกรรมลดลง หลังปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มธุรกิจประกันและสาธารณูปโภค รวมทั้งบริษัทผลิตพลังงานนิวเคลียร์ ก็ลดลงเช่นกัน

นอกจากนี้ ค่าเงินเยน ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 108.23 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 16.55 ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงโตเกียว

 

จีนไฟเขียวจีเอ็มโอข้าวโพด ผลักดันอุตสาหกรรมเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/426683

จีนไฟเขียวจีเอ็มโอข้าวโพด ผลักดันอุตสาหกรรมเกษตร

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กระทรวงเกษตรจีนเตรียมพัฒนาและผลักดันพืชดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 13 ของจีนสำหรับปี 2016-2020 โดยเตรียมอนุญาตให้ปลูกข้าวโพดและพืชอื่นๆ ดัดแปลงพันธุกรรมต้านแมลงเพื่อการค้าได้เป็นครั้งแรก หลังจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียงฝ้าย ซึ่งอนุญาตให้ปลูกสำหรับทำการค้าในปี 1996 และมะละกอต้านไวรัส ซึ่งอนุญาตในปี 2006 เพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่ปลูกอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรจีนยังอนุญาตให้นำเข้าถั่วเหลือง ข้าวโพด และกากองุ่นจีเอ็มโอ ในฐานะวัตถุดิบและส่วนประกอบสำหรับกระบวนการถนอมอาหารได้

ขณะเดียวกัน จีนยังพยายามปราบปรามการปลูกพืชจีเอ็มโออย่างผิดกฎหมาย เช่น การปราบปรามข้าวจีเอ็มโอในมณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน ซึ่งมูลนิธิกรีนพีซ องค์กรไม่แสวงผลกำไรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า มีการปลูกข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายในปริมาณมากที่มณฑลดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการปลูกข้าวโพดจีเอ็มโออย่างผิดกฎหมายในมณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อีกด้วย

เหลียวสีหยวน เจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงเกษตรจีน กล่าวว่า จีนพยายามสร้างสมดุลระหว่างการปราบปรามพืชจีเอ็มโอผิดกฎหมายและการพัฒนาจีเอ็มโอ โดยเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา จีนจัดการข้าวโพดจีเอ็มโอผิดกฎหมายไปแล้วทั้งหมด 73 เฮกเตอร์ในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จีนเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว

“ในแผนพัฒนา 5 ปี พวกเราจะผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์หลักๆ ซึ่งรวมถึงผ้าฝ้ายและข้าวโพดต้านแมลง” เหลียวสีหยวน กล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสคนดังกล่าว ระบุว่า จีนจะยังไม่ปลูกข้าวจีเอ็มโอเป็นอุตสาหกรรมในระยะสั้นนี้

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ประชาชนจีนราว 400 คน เขียนจดหมายต่อต้านการควบรวมกิจการระหว่างไชน่า เนชั่นแนล เคมิคอล คอร์ป (เคมไชน่า) รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีน และซินเจนตา บริษัทผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรของสวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เนื่องจากกังวลต่อการปลูกพืชจีเอ็มโอ ซึ่งซินเจนตาเป็นผู้สนับสนุน จะกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การประท้วงดังกล่าวยังแสดงความกังวลว่า การควบรวมกิจการดังกล่าวจะทำให้จีนจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมเทคโนโลยีจีเอ็มโออีกด้วย

ทั้งนี้ องค์กรบริการระหว่างประเทศเพื่อการประยุกต์และจัดหาเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร (ไอเอสเอเอเอ) องค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งสนับสนุนการปลูกพืชจีเอ็มโอ เปิดเผยว่า การปลูกพืชจีเอ็มโอในปี 2015 ปรับตัวลดลง 2.2 ล้านเฮกเตอร์ จากปี 2014 ที่อยู่ที่ 181.5 ล้านเฮกเตอร์ ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ไอเอสเอเอเอ ระบุว่า การปรับลดดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ทั้งในข้าวโพดและฝ้าย โดยเมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้การผลิตพืชจีเอ็มโอฟื้นตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ ในบางพื้นที่เช่นแอฟริกาใต้ยังประสบกับภัยแล้งซึ่งกระทบการปลูกพืชจีเอ็มโอ

จีนคุมที่ดินลดถ่านหิน-เหล็ก

จีนพยายามปรับลดปริมาณการผลิตเกินในอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 13 โดยล่าสุด กระทรวงที่ดินและทรัพยากรจีน เปิดเผยว่า จะไม่มีการอนุมัติที่ดินใหม่สำหรับการทำเหมืองถ่านหินในอีก 3 ปีข้างหน้า และจะขยายการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเพิ่มบทลงโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืน

จีนพยายามปรับลดถ่านหินให้ได้ทั้งหมด 9% และเหล็กอีก 13% ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยสมาคมจัดจำหน่ายและขนส่งถ่านหินจีน ในกรุงปักกิ่ง คาดการณ์ว่า การผลิตถ่านหินของจีนจะอยู่ที่ 3,700 ล้านตันในปี 2016 หรือล้นความต้องการของตลาดมากถึง 20%

ขณะที่สถาบันวิจัยและวางแผนอุตสาหกรรมหลอมโลหะจีน คาดการณ์ว่า การผลิตเหล็กในปีนี้จะปรับตัวลดลงเป็น 781 ล้านตัน จากปี 2015 ที่การผลิตพุ่งขึ้นไปทำสถิติที่ 1,200 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการจะอยู่ที่ 770 ล้านตัน สำหรับปี 2016 นี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา จีนประกาศให้อุตสาหกรรมที่มีการผลิตเกิน ซึ่งหมายรวมตั้งแต่ถ่านหิน เหล็ก ไปจนถึงไม้จิ้มฟันเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในรายการจำกัดการลงทุน (Negative List) เช่นเดียวกัน ภาคส่วนพลังงาน เภสัชภัณฑ์ และรถยนต์ ร่วมกับโครงการสร้างทางรถไฟและโรงกลั่นน้ำมันที่ถูกทิ้งร้าง รวมถึงโรงงานผลิตกระป๋องเบียร์ซึ่งมีขนาดเล็กมากเกินไป

แลร์รี หู นักเศรษฐศาสตร์จีนจากแมคไควรี ซีเคียวริตี้ส์ ในฮ่องกง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นจะช่วยให้รัฐบาลจีนผลักดันการปฏิรูปต่อไปได้ ทั้งด้านการปรับลดกำลังการผลิตส่วนเกินและภาระหนี้สิน

ทั้งนี้ จีนมีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรก วันที่ 15 เม.ย.นี้โดยจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 64 คน ของรอยเตอร์ส คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 และปรับลงจากไตรมาส 4 ปี 2015 ที่ 6.8%

 

‘ปานามาเปเปอร์ส’สะเทือนเลือกตั้งสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/425486

'ปานามาเปเปอร์ส'สะเทือนเลือกตั้งสหรัฐ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การเปิดเผยรายงานโดยเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) ซึ่งสะท้อน ให้เห็นถึงความพยายามหลีกเลี่ยงภาษีของนักธุรกิจ นักการเมืองและคนดังจากทั่วโลก ผ่านการตั้งบริษัทในต่างประเทศที่เป็นแหล่งหลีกเลี่ยงภาษี  ด้วยความช่วยเหลือของสำนักงานกฎหมาย มอสแซ็ค ฟอนเซกา ได้ส่งผลกระทบอย่างสำคัญในการแข่งขันของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐด้วย เช่นกัน แม้จะยังไม่ปรากฏรายชื่อของคนดังของสหรัฐในเอกสารดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญและผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในสหรัฐระบุว่า หลังเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผย ชาวอเมริกันได้ส่งสัญญาณสะท้อนความไม่พอใจอย่างมากต่อการหลบเลี่ยงภาษีของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและผู้มั่งคั่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สนับสนุน เบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนของพรรคเดโมแครต ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน เรียกร้องให้มีการยกเครื่องระบบภายในทั้งหมดเพื่อจัดการกับการเลี่ยงภาษี

ชาร์ลส์ โพสเทล ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก สเตท ระบุว่า การเปิดเผยเอกสารดังกล่าวช่วยกระตุ้นฐานเสียงของแซนเดอร์สได้

ด้าน รานา โฟรูฮาร์ ผู้ช่วยบรรณาธิการของ นิตยสารไทม์ ระบุว่า ชาวอเมริกันต่างรู้ดีว่าทุนนิยมโลกทำงานเอื้อผลประโยชน์ให้กับชนชั้นนำเพียง 1% ของโลกเท่านั้น ซึ่งการนำเรื่องที่รู้กันอยู่นี้มาสร้างเป็นประเด็น จะทำให้ แซนเดอร์ส และ ทรัมป์ ได้รับความนิยม และเอกสารที่ถูกเปิดเผยดังกล่าว ก็เป็นสิ่ง ที่ตอกย้ำความจริงนี้มากยิ่งขึ้น

การเปิดเผยเอกสารดังกล่าว ก่อให้เกิดความ ไม่พอใจต่อกลุ่มชนชั้นนำทั่วโลก และทำให้ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งล้วนต้องให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้  ซึ่งดูเหมือนว่า ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตจะได้รับแรงกดดันมากที่สุด เนื่องจาก คลินตันเป็นเสมือนตัวแทนของชนชั้นนำในประเทศ ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างแซนเดอร์ส เป็นตัวแทนของขั้วตรงข้าม

นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังทำให้หลายฝ่ายย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างสหรัฐ และปานามา ที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากกลุ่มชนชั้นนำภายในพรรค โดยก่อนหน้านี้ แซนเดอร์ส ได้เคยกล่าวคัดค้านการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เมื่อปี 2011 โดยระบุว่า ปานามาเป็นสถานที่ซึ่งผู้นำทั่วโลกและกลุ่มผู้มั่งคั่งในสหรัฐสามารถ หลีกเลี่ยงภาษีได้ และกลายเป็นที่หลบซ่อนเงินสด ในต่างประเทศ และข้อตกลงเอฟทีเอจะยิ่งทำให้ปัญหานี้แย่ลง

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวบรรลุผลและถูกประกาศใช้ในที่สุดจากการสนับสนุนของ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และ ฮิลลารี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งขั้นต้นแบบไพรมารีที่รัฐวิสคอนซิน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. แซนเดอร์ส คว้าชัยชนะเหนือฮิลลารี ด้วยคะแนน 56.5% ต่อ 43.1% ทำให้ คลินตันมีคะแนนเสียงของคณะผู้แทนสะสมอยู่ที่ 1,743 เสียง ขณะที่แซนเดอร์สตีตื้นขึ้นที่ 1,056 เสียง โดย ผู้ที่จะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตจะต้องได้รับคะแนนเสียงผู้แทน 2,383 เสียง โดยผลสำรวจพบว่า แซนเดอร์สยังคงดึงดูดผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงได้มาก

แซนเดอร์ส เน้นย้ำความสำคัญเรื่องความเท่าเทียมและการสนับสนุนชนชั้นกลางหลังคว้าชัยดังกล่าว รวมทั้งกล่าวถึงกรณีเอกสารปานามา ว่า การหลีกเลี่ยงภาษีโดยกลุ่มคนรวยเป็นสิ่งที่กังวลมาตลอด ซึ่งทำให้ แซนเดอร์ส คัดค้านข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างปานามากับสหรัฐ ในปี 2011

ทางฝั่งของพรรครีพับลิกัน เท็ด ครูซ สามารถเอาชนะ ทรัมป์ ด้วยคะแนน 48.3% ต่อ 35.1% โดย  ครูซ ระบุว่า สามารถดึงดูดคะแนนเสียงของผู้ที่ต่อต้านทรัมป์ ได้มากขึ้น ก่อให้เกิดกระแสเข้าข้างฝั่งครูซมากขึ้น และทำให้ครูซมีคะแนนเสียงผู้แทนตีตื้นขึ้นมาที่ 514 เสียง เมื่อเทียบกับทรัมป์ที่ 740 เสียง

 

เปิดโผเมกะโปรเจกต์รอประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/427234

เปิดโผเมกะโปรเจกต์รอประมูล

โดย…วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์

ยังคงต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน 20 โครงการ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เบิกทางให้มีการเปิดประมูลโครงการต่างๆ คู่ขนานไปกับการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอโครงการรถไฟทางคู่ระยะแรก 4 เส้นทาง ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน เม.ย.นี้ ได้แก่ ทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ทางคู่ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จากที่ก่อนหน้านี้ รฟท.ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างกิจการร่วมค้าซีเคซีเอช ก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี และจะเปิดให้บริการในปี 2561 จึงเท่ากับว่าในช่วงที่เหลือของปี 2559 จะมีการประมูลโครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง

ขณะที่การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ขนาดราง 1.435 เมตร ซึ่งภาครัฐต้องการให้เอกชนเข้ามาลงทุนตั้งแต่แรก 2 โครงการ คือ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง 1.52 แสนล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน 9.46 หมื่นล้านบาทนั้น วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า

“ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา ก่อนเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดพีพีพี) และ ครม.อนุมัติภายในกลางปีนี้ จากนั้น รฟท.จะดำเนินการตามมาตรา 35 พ.ร.บ.ร่วมทุน 2556 โดยจะคัดเลือกเอกชนและผู้รับเหมาให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน”

ส่วนโครงการรถไฟไทย-จีน ซึ่งเป็น 1 ใน 20 โครงการเร่งด่วน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม บอกว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 และได้ข้อสรุปโครงการว่าไทยจะดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กม. เป็นเส้นทางแรก เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด ซึ่งรถไฟความเร็วสูงช่วงนี้จะออกแบบเป็นรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ใช้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชั่วโมง และใช้เทคโนโลยีจากจีน

“ไทยขอให้จีนพิจารณาปรับราคาค่าก่อสร้างลงใกล้เคียงกับประมาณราคาค่าก่อสร้างของไทย คือ 1.7 แสนล้านบาท โดยคำนึงถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์และการออกแบบที่จำเป็น สำหรับแหล่งเงินนั้นไทยอาจจะพิจารณากู้เงินจากจีน ในเงื่อนไขเงินกู้และดอกเบี้ยที่ดีที่สุดสำหรับไทย และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนใหม่ ทางคณะกรรมการเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน จะปรับแผนการดำเนินการโครงการขยายระยะเวลาการประชุมออกไปอีก 4-5 เดือน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ และคาดว่าการก่อสร้างจะเริ่มได้หลังเดือน ก.ย.ไปแล้ว” อาคม กล่าว

 

ด้านโครงการความร่วมมือการก่อสร้างรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง อาคม กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างศึกษาแนวเส้นทางเพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ช่วงกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง โดยเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2559 ไทยและญี่ปุ่นได้ทดลองเดินรถขนส่งสินค้าจากหนองปลาดุก-แหลมฉบัง เพื่อทดสอบรางขนาด 1 เมตร

“เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะก่อสร้างเป็นรถไฟความเร็วสูง ทางญี่ปุ่นอยู่ระหว่างจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ เบื้องต้นจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ โดยเส้นทางดังกล่าวจะนำเทคโนโลยีชินคันเซนของญี่ปุ่นมาใช้ในการศึกษา ส่วนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ช่วงแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้เสนอรายงานอีไอเอ ต่อมาทางคณะกรรมการชำนาญการได้ขอให้แก้ไขทบทวนผลกระทบด้านเสียงและพื้นที่อ่อนไหวเพิ่มเติมอีก ช่วงที่สอง พิษณุโลก-เชียงใหม่ สนข.อยู่ระหว่างแก้ไขเพิ่มเติมรายงานอีไอเอ” อาคม ระบุ

สำหรับความคืบหน้าของโครงการระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร หรือรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 4 โครงการ พบว่ามีความคืบหน้าไปมาก โดยล่าสุด ครม.มีมติโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งในขั้นตอนต่อไป รฟม.จะต้องตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 จะดำเนินการคัดเลือกเอกชนและเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้

เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เพื่อปรับลดกรอบวงเงินก่อสร้างเหลือ 9.25 หมื่นล้านบาท จากเดิม 9.5 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 1.01 แสนล้านบาท ที่บอร์ด รฟม.จะพิจารณาอนุมัติ และจะเสนอ ครม.ต่อไป โดยคาดว่าจะมีการเปิดประมูลรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้านโครงการรถไฟที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับส่วนที่ขาด หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน-สีแดงเข้ม (บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และบางซื่อ-หัวลำโพง) ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบแล้ว รฟท.อยู่ระหว่างเสนอให้กระทรวงคมนาคม ก่อนขออนุมัติจาก ครม.ต่อไป

ในส่วนการลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง คือ เส้นพัทยา-มาบตาพุด กรมทางหลวงได้เปิดประกวดราคาและได้ผู้รับเหมาแล้วทั้งหมด 13 สัญญา คาดลงนามในสัญญาได้ทั้งหมดในเดือน เม.ย.นี้ ส่วนเส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา ได้แบ่งเป็น 40 สัญญา โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2559 จะประกวดราคาหาผู้รับเหมาให้ได้ 20 สัญญา ที่เหลืออยู่อีก 20 สัญญาจะประกวดราคาปี 2560 และเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรี แบ่งเป็น 25 สัญญา คาดว่าจะประกวดราคาได้ทั้งหมดเดือน พ.ค.

นอกจากนี้ ในส่วนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ระบุว่า ขณะนี้ได้ประกาศขายซองประกวดราคาสุวรรณภูมิเฟส 2 ไปแล้ว 2 สัญญา จากทั้งหมด 7 สัญญา โดยมีเอกชนรายใหญ่เข้าร่วมประมูลเป็นจำนวนมาก เช่น สเตท คอนสตรัคชั่น บริษัท ช.การช่าง บริษัท อิตาเลียนไทยฯ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง และห้างหุ้นส่วนจำกัด นภาก่อสร้าง เป็นต้น และที่เหลืออีก 5 สัญญา เช่น งานจ้างก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก งานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (เอพีเอ็ม) เป็นต้น จะเปิดประกวดราคาให้ได้ภายในกลางปีนี้

จึงเท่ากับในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาและจะเปิดประกวดราคาทั้งสิ้น 16 โครงการ

 

แบงก์อมสภาพคล่อง ปล่อยกู้ธปท.กินดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/426828

แบงก์อมสภาพคล่อง ปล่อยกู้ธปท.กินดอกเบี้ย

โดย…พรสวรรค์ นันทะ

สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่เห็นแววจะฟื้นตัว ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบล้นทะลักอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า เงินฝากในธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในเดือน ก.พ. 2559 มีอัตราขยายตัวสูงกว่าสินเชื่อ โดยเงินฝากขยายตัว 5% มียอดคงค้างอยู่ที่ 17.48 ล้านล้านบาท และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะติดลบ 0.8% ก็ตาม

ทั้งนี้ เงินในระบบบางส่วนมีนักลงทุนไทยนำไปลงทุนในต่างประเทศ (ทีดีไอ) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ที่นำออกไปลงทุน 4,284 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2558 ออกไป 10,554 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ออกไปแล้ว 2,434 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ตาม

แต่สภาพคล่องก็ยังเหลืออยู่อีกมาก เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อในระบบขยายตัวเพียง 4.8% คิดเป็นยอดคงค้าง 16.12 ล้านล้านบาท เมื่อดูส่วนต่างสินเชื่อกับเงินฝาก จะเห็นว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินเหลืออยู่ประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท

เงินก้อนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ

ที่สำคัญ คือ สภาพคล่องที่ล้นยังกลายเป็นภาระให้ ธปท. ต้องดูแลดูดซับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย

ทำให้กลไกตลาดการเงินบิดเบี้ยวอีกต่างหาก

ทั้งนี้ เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจปกติ สภาพคล่องส่วนเกินนี้สถาบันการเงินจะนำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจต่างๆ เพื่อการลงทุนใหม่ ขยายการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน การผลิต และอุปโภคบริโภค หมุนเวียนเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไป

แต่ปัจจุบัน สภาพคล่องส่วนเกินกลับค้างเติ่งอยู่ในระบบ ไม่ได้นำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นการฟื้นตัวทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ทำให้ธุรกิจต่างๆ ชะลอการลงทุนใหม่ หรือการขยายการลงทุน จึงไม่จำเป็นต้องใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ธุรกิจรายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือครัวเรือนที่ต้องการกู้เงิน มักจะไม่ได้รับเงินกู้ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง จนมีความเสี่ยงในการชำระหนี้ได้

แล้วธนาคารพาณิชย์ทำอย่างไรกับสภาพคล่องส่วนเกินที่ค้างอยู่ในระบบถึง 1.37 ล้านล้านบาท และมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากเป็นภาระอยู่

วิธีการ คือ ธนาคารพาณิชย์นำเงินมาซื้อพันธบัตร ผ่านการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี ที่ ธปท.ใช้ดูดซับสภาพคล่อง โดย ณ วันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ดูดซับผ่านช่องทางนี้ร่วม 9 แสนล้านบาท ผ่านการออกขายพันธบัตรแบบทวิภาคี อายุ 1 วัน จำนวน 6.5 แสนล้านบาท อายุ 7 วัน 2.4 แสนล้านบาท และอายุ 14 วัน 7,830 ล้านบาท เป็นพันธบัตรที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อปี คิดเป็นภาระดอกเบี้ยที่ ธปท.ต้องจ่ายแต่ละปีเป็นหลักหมื่นล้านบาท

สภาพคล่องส่วนเกินบางส่วนยังถูกนำเข้ามาฝากข้ามคืนไว้กับ ธปท. ผ่านหน้าต่าง Standing facilities ที่ ธปท.ต้องจ่ายผลตอบแทนให้แบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยนโยบายลบ 0.50% ต่อปี หรือ 1% โดยเมื่อวันที่ 12 เม.ย. มีสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามาฝากหน้าต่างนี้ 2.9 หมื่นล้านบาท

เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า ยังไม่อยากเรียกว่า กลไกตลาดบิดเบี้ยว เพราะเมื่อแบงก์มีสภาพคล่องเหลือก็เอามาลงทุนได้ แต่สภาพคล่องมันล้นมานานแล้วและดอกเบี้ยก็ผ่อนคลายมาตลอด แต่แม้จะผ่อนคลาย ดอกเบี้ยของไทยก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยในต่างประเทศ ส่วนการที่แบงก์นำเงินสภาพคล่องมาลงทุนใน 1 Day Repo กับ ธปท. ก็ไม่ได้หมายความว่าแบงก์ไม่ปล่อยกู้ หรือกลไกตลาดบิดเบี้ยว แต่ดอกเบี้ยลดแล้วจะช่วยให้ลงทุนเพิ่มหรือไม่ต้องรอดูต่อไป

 

นักธุรกิจ-เศรษฐี ปัดไม่เกี่ยวฟอกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/425324

นักธุรกิจ-เศรษฐี ปัดไม่เกี่ยวฟอกเงิน

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

นักธุรกิจ เศรษฐี ดาหน้าปฏิเสธ ไม่เคยฟอกเงิน และไม่รู้จัก “มอสแซ็ค ฟอนเซกา” บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายและการลงทุนในปานามา

มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือเลี่ยงภาษีแน่นอน ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการเข้าใจผิด โดยอาจถูกเชื่อมโยงกับที่เคยมีบัญชีเพื่อการลงทุนกับธนาคารต่างประเทศ และได้ปิดบัญชีไปแล้ว แต่ธนาคารนั้นอาจจะใช้สำนักกฎหมายดังกล่าวเป็นผู้ดูแล

“ผมไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทุจริต หากจะขอข้อมูลบัญชีในต่างประเทศ ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ขณะนี้ต้นสังกัดของบริษัทและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้เรียกขอให้ชี้แจงข้อมูล” มนตรี กล่าว

แหล่งข่าวจากบริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องการฟอกเงินข้ามชาติจากเอกสารลับทางการเงินของปานามา เปเปอร์ส แต่เป็นการกล่าวโดยรวมว่า ตระกูลโชควัฒนาเข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในส่วนของข้อมูลที่เป็นข่าว ก็ยังไม่ใครทราบถึงแหล่งที่มาของข้อมูลที่แท้จริงว่าเป็นจริงหรือไม่ และมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

รายงานข่าวจากกลุ่มมิตรผล แจ้งว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่สามารถออกมาชี้แจง ในกรณีที่ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล มีรายชื่อในปานามา เปเปอร์สได้ โดยอยู่ระหว่างทำเอกสารมาชี้แจง และหากคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบทันที

ด้าน ชนะชัย ศรีชาพันธุ์ บิดาและอดีตผู้ฝึกสอนของ ภราดร ศรีชาพันธุ์ อดีตนักเทนนิสมือ 9 ของโลก ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเปิดบริษัทเพื่อหลบเลี่ยงภาษีอย่างที่มีชื่อปรากฏอยู่ในข่าว และรู้สึกแปลกใจที่มีชื่อของตัวเองอยู่ด้วย

“ผมพอทราบข่าวบ้าง แต่ไม่รู้เลยว่ามีชื่อของตัวเองอยู่ด้วย เพราะไม่เคยไปเปิดบริษัทหรือเปิดบัญชีในต่างประเทศเลย เคยมีคนมาชวนเหมือนกัน แต่นานมากแล้ว สมัยตอนอยู่ในทัวร์ (เทนนิสอาชีพ) แต่ก็ไม่เคยได้ทำ งงมาก เพราะไม่รู้จักด้วยซ้ำก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าไปมีชื่ออยู่ได้อย่างไร”

ขณะที่ครอบครัวของ ลิโอเนล เมสซี ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวซูเปอร์สตาร์นักเตะบาร์เซโลนาเกี่ยวโยงกับการตั้ง บริษัทออฟชอร์ปกปิดทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงภาษีไม่เป็นความจริง พร้อมขู่ฟ้องสื่อที่เสนอข่าวดังกล่าว

“ครอบครัวเมสซีขอยืนยันว่า ลิโอเนล เมสซี ไม่ได้กระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหาในข่าวและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีที่ออกมาเป็นเท็จและสร้างความเสื่อมเสียให้ครอบครัวในฐานะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฟอกเงิน

บริษัทในปานามาที่ถูกอ้างถึงในข่าว เป็นบริษัทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ซึ่งไม่เคยมีเงินหรือบัญชีปัจจุบันที่ใช้งาน และวันที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยที่ปรึกษาด้านการเงินที่ผ่านมาของครอบครัวทำให้ดูจงใจในการหลบเลี่ยงภาษีสำหรับเมสซีที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้ในเวลานั้น ขณะนี้กำลังปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับสื่อที่เสนอข่าวดังกล่าว”

วาณิชธนากร กล่าวว่า การหนีภาษีกับการเลี่ยงภาษีต่างกันแม้จะมีเส้นแบ่งที่บางมาก การฟอกเงินคือการนำเงินที่ได้รับอย่างผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ มาทำให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย แต่วาณิชธนากรที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจะแนะนำช่องทางที่เสียภาษีน้อยที่สุดให้กับลูกค้าเพื่อลดต้นทุน เหมือนการปรับโครงสร้างธุรกิจหรือซื้อกิจการหากมีการชำระเงินในต่างประเทศก็จะไปชำระราคาที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เป็นสิทธิโดยชอบที่ไม่ผิดกฎหมาย

สำหรับกลุ่มลูกค้าเศรษฐี หรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ทางฝ่ายไพรเวทแบงก์กิ้งจะแนะนำให้ลูกค้าทำแผนถ่ายทอดมรดก ซึ่งก็มักจะไปทำในต่างประเทศเพราะจะอาศัยสิทธิพิเศษทางภาษี กลุ่มที่น่าจับตามองอย่างมากคือ กลุ่มนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะแหล่งรายได้ไม่ชัดเจน

“นักธุรกิจจริงๆ คงไม่เท่าไหร่แค่รำคาญเรื่องความเป็นส่วนตัวและการอธิบายสรรพากร หรือธนาคารแห่งประเทศไทยว่าโยกเงินออกไปอย่างไร แต่นักการเมืองต้องอธิบายว่านำเงินมาจากไหน” วาณิชธนากร กล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า รายชื่อนายแบงก์หลายคนที่ปรากฏในปานามา เปเปอร์ส เช่น บรรยง พงษ์พานิช ศุภวุฒิ สายเชื้อ ไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัทกฎหมายนี้ มีการไปทำธุรกรรมลงทุนในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งทุกคนงงว่าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้ได้อย่างไร เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคู่ค้าหรือผู้ที่เคยทำธุรกรรมด้วยเป็นลูกค้าของ
มอสแซ็ค ฟอนเซกา จึงถูกโยงใยเข้าไปด้วย ทั้งที่ไม่รู้จักบริษัทนี้แต่อย่างใด

ภาพ เอเอฟพี

 

เปิดขั้นตอนแจ้งความ หากพบทำผิดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430199

เปิดขั้นตอนแจ้งความ หากพบทำผิดประชามติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 29 เม.ย. เรื่อง ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยคําร้องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพบเห็นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ

อาทิ ส่วนที่ 1 การตรวจคําร้อง คําร้องส่วนอาญาและการพิจารณาคําร้อง ข้อ 7 เมื่อ กกต.ประจําจังหวัด ได้รับคําร้องซึ่งมีผู้ยื่นด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ หรือระบบสารสนเทศอื่น ให้พนักงานที่ได้รับมอบหมายตรวจคําร้องดังกล่าวโดยเร็ว และดําเนินการ (1) คําร้องที่มีลักษณะเป็นคําร้องคัดค้านให้ดําเนินการในส่วนที่ 3

(2) คําร้องที่เข้าข่ายความผิดทางอาญาให้เสนอผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด ส่งคําร้องให้พนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการ (3) คําร้องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ให้เสนอผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดแจ้งไปยังฝ่ายปกครอง ตํารวจ ทหาร หรือหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่ดําเนินการ

กรณีผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด ไม่อยู่หรืออยู่แต่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ มอบหมายให้รองผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดหรือพนักงานเป็นผู้พิจารณาแทน ข้อ 8 กรณีที่ กกต. ได้รับคําร้องตามข้อ 7 ให้เลขาธิการ หรือรองเลขาธิการ หรือผู้อํานวยการสํานักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่ได้รับมอบหมาย ส่งคําร้องให้ กกต.ประจําจังหวัดที่เกิดเหตุดําเนินการ เว้นแต่มีเหตุจําเป็น กกต.อาจดําเนินการเองโดยนําความข้อ 7 มาใช้อนุโลม

ส่วนที่ 2 การแจ้งเหตุ การรับเงิน หรือทรัพย์สิน ข้อ 9 การรับแจ้งเหตุตามมาตรานี้ (1) เลขาธิการ หรือรองเลขาธิการ หรือผู้อํานวยการ กกต. (2) ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด หรือรองผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด (3) พนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต. ให้ผู้รับแจ้งเหตุทําบันทึกการรับแจ้งและออกใบรับแจ้งให้ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐานและดําเนินการตาม ข้อ 7 หรือข้อ 8 แล้วแต่กรณีต่อไป

ส่วนที่ 3 การพิจารณาคําร้องคัดค้านการออกเสียง อาทิ ข้อ 10 ผู้มีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านต้องเป็นผู้มาใช้สิทธิจํานวนไม่น้อยกว่า 50 คนในหน่วยออกเสียงนั้น ผู้คัดค้านต้องยื่นด้วยตนเองที่ กกต.ประจําจังหวัด ภายใน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การลงคะแนนเสร็จ หากไม่ยื่นด้วยตนเองให้แต่งตั้งผู้คัดค้าน 1 คน ดําเนินการแทนได้

ข้อ 11 คําร้องคัดค้านต้องทําเป็นหนังสือโดยใช้ถ้อยคําสุภาพ ระบุวัน เดือน ปี ชื่อ ที่อยู่ ตามสำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาบัตรที่ส่วนราชการออกให้ รวมทั้งต้องระบุข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทําไม่สุจริต และรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา และสถานที่เกิดการกระทํานั้น

นอกจากนี้ ต้องระบุพยานเอกสาร วัตถุ และบุคคล พร้อมที่อยู่ และลงลายมือชื่อผู้คัดค้านทุกคน เพื่อความรวดเร็วในการไต่สวน ให้ผู้คัดค้านระบุชื่อผู้คัดค้านที่เป็นตัวแทนผู้คัดค้านจํานวน 1 คน และตัวแทนสํารองอีก 1 คน ส่วนคําร้องคัดค้านเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจําหน่วยให้ยื่นพร้อมหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว

กรณีทักท้วงแล้วถ้ากรรมการประจําหน่วยไม่บันทึกเหตุ ให้ผู้ทักท้วงแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจท้องที่เกิดเหตุเป็นหลักฐาน และให้นําหลักฐานการแจ้งมาประกอบ ข้อ 12 เมื่อได้รับคําร้องแล้ว ให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดออกใบรับคําร้องให้แก่ผู้ยื่นคําร้อง และให้บันทึกคําร้องคัดค้านไว้ในสมุดทะเบียนรับคําร้องคัดค้าน

ข้อ 13 คําร้องคัดค้านที่ได้ยื่นไว้แล้ว เมื่อพ้นระยะเวลายื่น ผู้คัดค้านจะขอแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ ข้อ 16 ผู้คัดค้านอาจขอถอนคําร้องได้ภายในระยะเวลาก่อน กกต.หรือ กกต.ประจําจังหวัด ส่งสํานวนให้ กกต.พิจารณา แต่ กกต. จะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ และให้เลขาธิการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ

หมวด 2 การไต่สวนและการพิจารณา อาทิ ข้อ 19 การประชุมคณะกรรมการไต่สวนต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม การลงมติของคณะกรรมการไต่สวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเท่ากันให้ประธานมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อชี้ขาด กรณีหาเสียงข้างมากไม่ได้ ให้แยกทําความเห็น และกรรมการคนใดมีความเห็นแย้ง ให้ทําความเห็นแย้งรวมไว้ในรายงานการไต่สวน

ข้อ 20 เมื่อได้รับคําร้องไว้ดําเนินการ ให้คณะกรรมการกําหนดวัน เวลา และสถานที่ไต่สวน แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบในวันรับคําร้อง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงหลักฐานและนําพยานมาให้ถ้อยคำ และต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 12 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

ข้อ 22 ห้ามบุคคลอื่นนอกจากผู้รับการไต่สวนเข้าร่วม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ข้อ 23 ถ้าผู้คัดค้านไม่นําพยานมาตามกําหนด หรือพยานใดไม่มาตามกําหนดถือว่าผู้นั้นไม่ประสงค์ให้ถ้อยคําชี้แจง และให้บันทึกถ้อยคําผู้คัดค้านหรือบันทึกเหตุนั้นไว้

อย่างไรก็ตาม พยานที่ กกต. คณะอนุกรรมการวินิจฉัย เลขาธิการ คณะกรรมการไต่สวน มีหนังสือเรียกมาให้ถ้อยคํา ให้ได้รับค่าป่วยการตามอัตราที่ กกต. กําหนด เว้นแต่เป็นพยานที่ผู้คัดค้านอ้างหรือนํามาให้ถ้อยคํา ข้อ 24 กรณีที่คณะกรรมการไต่สวนเห็นว่าพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็น คณะกรรมการไม่ทําการไต่สวนก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุไว้

ข้อ 27 กรณีมีของกลาง ให้คณะกรรมการจัดทําบัญชีของกลาง รวมเข้าไว้ในสํานวนการไต่สวน และการเก็บรักษาของกลางตามประกาศ กกต. เรื่อง การเก็บรักษา การจําหน่าย การใช้ประโยชน์ การทําลายและการคืนของกลางในสํานวนการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียน หรือคัดค้านการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544

ส่วนที่ 1 การพิจารณากรณีคําร้องคัดค้านมีผลเปลี่ยนแปลงการออกเสียงประชามติ ข้อ 35 เมื่อ กกต. ได้รับสํานวนการไต่สวนตามข้อ 34 ให้ กกต. พิจารณาโดยเร็ว หรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยพิจารณามีความเห็นก่อนเสนอ กกต.ก็ได้

ข้อ 36 เมื่อ กกต. มีมติการประชุมตามข้อ 35 ให้เลขาธิการแจ้งมติการประชุมให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด เพื่อแจ้งให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ และแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติการประชุมของ กกต. ส่วนที่ 2 การพิจารณากรณีคําร้องคัดค้านไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการออกเสียงประชามติ

ข้อ 37 เมื่อ กกต. ได้รับรายงานตามข้อ 31 หรือข้อ 32 หากเห็นว่า จํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่มีคําร้องคัดค้านหรือที่มีคําสั่งให้รับคําร้องคัดค้านมีจํานวนที่ไม่ทําให้ผลการออกเสียงของทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ให้ กกต. ยกคําร้องคัดค้านและยุติดําเนินการ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ หาก กกต. มีความเห็นเป็นประการอื่นให้มีคําสั่งโดยเร็ว ให้เลขาธิการแจ้งคําสั่งให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด เพื่อแจ้งให้ผู้คัดค้าน หรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ หากเห็นว่าตามคําร้องคัดค้าน มีการกระทําความผิดอาญา ผู้คัดค้านมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาได้

 

คุมวิจารณ์รธน. แผลเป็นประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430016

คุมวิจารณ์รธน. แผลเป็นประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศทางการเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ภายหลังเข้าสู่กระบวนการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้นำในทางการเมืองหลายคนออกมาเคลื่อนไหวสอดรับพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุว่า “ไม่ต้องมาตีความกฎหมาย ที่ผ่านมาทะเลาะกันเพราะตีความรัฐธรรมนูญ ตีกันอยู่นั่น อันนี้เดี๋ยวก็ตีกันอีก ตีความรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตัวเอง ที่ผ่านมาตีความกันได้มาก เพราะไม่มีกฎหมายลูก แต่วันนี้รัฐธรรมนูญจะมีกฎหมายลูกตามมาทั้งหมด ถ้าเป็นคนดีจะกลัวอะไร กลัวตำรวจจับเหรอ คุณกลัวไหม ถ้าคุณไม่ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว”

เช่นเดียวกับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งออกมาให้ความเห็นประหนึ่งเป็นการประกาศว่าจะเอาจริงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบระหว่างการทำประชามติอย่างเด็ดขาด

“ไม่เข้าใจเหตุใดถึงมีคนออกมาคัดค้านการทำประชามติ ทั้งที่การทำประชามติเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตย หากยังก่อกวนแบบนี้ประเทศก็จะวุ่นวาย ซึ่งจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน อย่างไรก็ตามคนพวกนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่ม มิหนำซ้ำยังเป็นคนหน้าเดิมๆ ก็ไม่เป็นไร จะขอดูแลพวกนี้เอง ถ้ากวนได้ก็กวนไป ถ้าออกมากวนเราก็จับไป แล้วดูเอาจากนี้จะไม่มีการปรับทัศนคติอีกแล้ว เพราะปรับไปก็พูดกันไม่รู้เรื่อง”ผบ.ทบ.ระบุ

มองในมุมของ คสช. การออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวส่วนหนึ่งต้องการไม่ให้กลุ่มต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวและอาศัยการแสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญบานปลายมาเป็นการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง คสช.กำลังถูกเพ่งเล็งว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายที่แข็งกร้าวนี้นำมาซึ่งการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเกินความจำเป็น

ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ใช้มาตรการตามกฎหมายประชามติดำเนินการกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับใช้บทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาดำเนินการด้วย

ดังจะเห็นได้จากกรณีการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 8 คน ที่ใช้เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่าด้วยการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดังกล่าว

การดำเนินการที่ค่อนข้างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้เกิดการประชามติตามครรลองที่ควรจะเป็นมากเท่าไหร่นัก

กล่าวคือ ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ควรได้รับโอกาสในการแสดงออกถึงจุดยืนและนำเสนอข้อมูลทางวิชาการในระดับที่เท่าๆ กัน โดยไม่ต้องหวาดระแวงกับการตีความกฎหมายของฝ่ายความมั่นคงที่เน้นหนักไปที่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ความสงบสุขมากที่สุด

มาตรการที่ กกต.หรือ คสช.กำลังทำระหว่างการประชามติร่างรัฐธรรมนูญอยู่นี้ อาจบอกได้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง

พลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะพบว่ามีบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว้อยู่

โดยมาตรา 4 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ดังนั้น ยิ่งการดำเนินการของฝ่ายความมั่นคงที่ควบคุมการให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการกระทำที่เข้าใกล้ต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญมากขึ้นเท่านั้น

แม้ตามบทบัญญัติของกฎหมายจะไม่ได้เปิดช่องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ระยะยาวจะเป็นปัญหาที่โยงไปถึงความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหนืออื่นใด การลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อจัดการออกเสียงประชามติ แทนที่จะเป็นจุดกำเนิดการสร้างพื้นที่ทางการเมือง เพื่อนำไปสู่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย แต่จะเป็นการสร้างแผลใหม่ให้เกิดขึ้นกับการเมืองในอนาคต

 

ถอนฟ้องคดีสลายพธม. เขย่าเครดิตปปช.ใต้เงา “ประวิตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429837

ถอนฟ้องคดีสลายพธม. เขย่าเครดิตปปช.ใต้เงา "ประวิตร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ใหญ่โตตามพื้นที่ข่าวสาร เมื่อเทียบกับการความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นประเด็นที่ท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมอยู่ไม่น้อย ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. บอกถึงเหตุผลที่ต้องตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องนี้ว่า ได้รับหนังสือขอความเป็นธรรมมาจากจำเลยในคดีนี้ โดยที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 1 เห็นว่า ป.ป.ช.สามารถดำเนินการได้ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา

“ได้ขอให้คณะทำงานพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ และถ้าผลออกมาอย่างไรก็พร้อมรับผิดชอบ ถ้าสิ่งไหนไม่เป็นไปตามข้อกฎหมาย ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำ เพราะถ้าสิ่งไหนไม่เป็นไปตามบทบัญญัติข้อกฎหมายก็ไม่มีใครทำหรอกครับ เพราะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ” พล.ต.อ.วัชรพล ระบุ

ทั้งนี้ ตามขั้นตอน ป.ป.ช.คาดว่าจะพิจารณาได้เสร็จภายในเดือน พ.ค.

ย้อนกลับไปถึงเส้นทางการทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีนี้ พบว่าเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ในอดีตที่มี “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” เป็นประธาน ได้ใช้ระยะเวลาการทำงานพอสมควร ทั้งขั้นตอนการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. และการต่อสู้กันในทางกฎหมายกับอัยการสูงสุด ก่อนที่สุด ป.ป.ช.จะใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อขอต่อสู้คดีนี้ในศาลฎีกาฯ ด้วยตัวเอง หลังจากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง

จำเลยในคดีนี้ ประกอบด้วย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 295 และ 302

เหตุผลในการพยายามถอนฟ้องของ ป.ป.ช. ด้วยการอ้างว่าจำเลยร้องขอความเป็นธรรม ก่อให้เกิดความสงสัยทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและการเมืองเป็นอย่างมาก

มองในแง่มุมของกฎหมาย “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นคนทำคดีมากับมือก่อนจะหมดวาระ ให้มุมมองว่า ป.ป.ช.ไม่น่าจะถอนฟ้องได้ เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ได้เปิดทางให้ ป.ป.ช.ทำเช่นนั้นได้ โดยมีมาตรา 86 ของกฎหมายดังกล่าวกำกับเอาไว้

“เท่าที่อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นเวลา 9 ปี ป.ป.ช.ไม่เคยมีการถอน ฟ้องคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่บางคดีที่หมดอายุความในศาลชั้นต้นแล้ว” อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความเห็น

อีกด้านในทางการเมือง ก็เป็นประเด็นที่เคลือบแคลงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือ หนึ่งในจำเลยของคดีนี้ คือ “พล.ต.อ.พัชรวาท” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนที่ พล.ต.อ.วัชรพล จะดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ก็เคยทำหน้าที่เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร มาก่อนด้วย

จากโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวระหว่าง ป.ป.ช.กับรัฐบาล นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งกับการพยายามไปแตะคดีสำคัญคดีนี้ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาฯ

อย่างไรก็ตาม จริงอยู่การตัดสินสุดท้ายว่าจะให้ถอนฟ้องหรือไม่อยู่ที่ศาลฎีกาฯ แต่หาก ป.ป.ช.ในอนาคตมีมติให้ถอนฟ้องออกมา ย่อมจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปด้วย ซึ่งอาจเป็นช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตใช้ประวิงเวลาไม่ให้คดีใน ป.ป.ช.ไปถึงศาลเพื่อให้มีการตัดสินได้

เมื่อการพยายามจะถอนฟ้องคดีดังกล่าวของ ป.ป.ช. ยังมีข้อสงสัยทางกฎหมายและการเมือง จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญวิกฤตศรัทธาอีกครั้งเหมือนกับที่ ป.ป.ช.ในอดีตเคยทำมาจากกรณีการขึ้นเงินประจำตำแหน่งให้กับตัวเอง จนถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดให้จำคุก แต่ให้รอลงอาญาเอาไว้

ดังนั้น การดำรงอยู่ของ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานสำคัญในด้านการปราบปรามการทุจริตในอนาคต จึงอยู่ที่การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกับกรณีนี้