อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420199

อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 10 มี.ค. มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน โดยไม่มีอำนาจแก้ไขถ้อยคำใดๆ ทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เว้นแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นด้วยกับการให้มีการแก้ไขเท่านั้น ภายหลัง สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติ

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ที่ ครม.และ คสช.เสนอมายัง สนช.มีทั้งสิ้น 7 ประเด็น ดังนี้

1.การกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้แจ้ง ครม.และ สนช.ทราบ และให้ ครม.แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และให้ กรธ.จัดทำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญๆ ของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และส่งให้ กกต.ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันที่แจ้ง ครม.

2.ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และประกาศผลการออกเสียงประชามติ รวมทั้งจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบโดยสะดวกและเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และกำหนดเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติ การนับคะแนนบัตร และการประกาศผลการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้าย ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับอายุให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

4.การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องเสนอภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กรธ.

5.ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.

6.ในการออกเสียงประชามติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติ (Simple majority) ตามหลัก Majority rule อันเป็นหลักสากลซึ่งไม่นับผู้ไม่ออกเสียงและบัตรเสีย โดยถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

7.เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้ชัดเจนว่าก่อนนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ให้ กรธ.ดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลลงประชามติ

ในภาพรวมของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ครม.และ คสช.เสนอมาให้ สนช.ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการอุดช่องโหว่การทำประชามติ ตามที่หลายฝ่ายเคยมีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น จากเดิมที่เคยถูกท้วงติงว่าการไปกำหนดให้การทำประชามติชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงอาจเป็นปัญหาในอนาคต เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ ทาง ครม.และ คสช.ก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เช่นเดียวกับเป็นประเด็นเล็กๆ อย่างการจัดทำคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นปมที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าใครต้องเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏว่าก็แก้ไขให้ชัดโดยให้ กรธ.ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตา คือ การตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติมของ สนช. เพราะเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก อยากให้เสนอคำถาม เพราะเห็นว่าจะนำประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งสอบถามความคิดเห็นของประชาชนให้ชัด เช่น ที่มาของ สว. หรือแนวทางการสร้างความปรองดอง เป็นต้น ขณะที่อีกส่วนกลับมองในมุมต่างกันว่า หากไปตั้งคำถามเพิ่มเติมอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน และจะทำให้การทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนทำได้ยากมากขึ้น จึงเห็นว่าควรให้มีคำถามประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยว่า ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ติดใจกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา จึงคิดว่าการประชุม สนช.ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และสามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนภาระหน้าที่ของ สนช.ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติจะอยู่ที่การให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งคาดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ทาง สนช.ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยน่าจะใช้เวลาไม่มากนัก

สำหรับการตั้งคำถามประชามติของ สนช. เลขานุการวิป สนช. ระบุว่า ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก่อน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในช่วงต้นเดือน เม.ย.จะสามารถพิจารณากำหนดคำถามเพิ่มเติมได้

 

“ปู”งงถูกกกต.ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลือกตั้งล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419578

"ปู"งงถูกกกต.ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลือกตั้งล่ม

“ยิ่้งลักษณ์”ขึ้นศาลไต่สวนคดีข้าวแปลกใจ ถูก กกต. ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เลือกตั้ง ปี57ล่ม

วันที่ 4 มี.ค. น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาฟังการไต่สวนพยานฝ่ายโจทย์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดที่ 4 สำหรับพยานฝ่ายโจทย์นัดนี้ที่จะเข้าให้การคาดว่า คือ นายวิชา มหาคุณ อดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. หัวทีมไต่สวนโครการจำนำข้าวและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม์ อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อรัฐสภาโดยข้อซักถามจะเป็นเรื่องการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และการบริหารโครงการจำนำข้าว

ขณะที่บรรยากาศวันนี้มีประชาชนที่สนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวนหนึ่งได้เดินทางมาให้กำลังใจและมอบดอกกุหลาบ พร้อมตะโกน”ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” โดยมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย (บกน.2) เฝ้าระวังความปลอดภัย

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 2,400 ล้านบาท กรณีปล่อยให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 57 ทั้งที่มีการทักท้วง ว่า ตนรู้สึกแปลกใจว่าทำไมกกต.จึงมาว่าตนผิดยืนยันทำตามขั้นตอนและพรฏ.เลือกตั้ง ทั้งนี้คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ถูกทหารเข้าควบคุมตัวที่บ้านพักเพื่อนำไปปรับทัศนคติ ว่า ก็อยากให้ค่อยๆพูด ค่อยๆจา เพราะว่าจะได้เป็นไปในทางที่ราบรื่นมากกว่า

ขณะเดียวกันฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมารับฟังการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ครั้งนี้ด้วย เช่นนายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำกปปส. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเข้าประตูศาลได้มีมวลชนคนเสื้อแดงโห่ไล่ โดยมีกลุ่มที่ให้กำลังใจได้อยู่อีกฟากหนึ่งของอาคารบริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด

 

แก้รธน.ชั่วคราว ปรับหมากสู้ฝ่ายตรงข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419576

แก้รธน.ชั่วคราว ปรับหมากสู้ฝ่ายตรงข้าม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ครั้งที่สองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เริ่มทำให้ภาพของการเมืองไทยเห็นชัดมากขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

สาเหตุที่ต้องบอกว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนเพียงครึ่งเดียวนั้น เนื่องจาก ครม.และ คสช.ได้เสนอแก้ไขทั้งหมด 5 ประเด็น แต่ปรากฏว่ากลับไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในประเด็นสำคัญ คือ หากประชาชนลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช.และ ครม.แสดงความชัดเจนออกมาผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทว่า ครม.และ คสช.ยังคงสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าทั้ง ครม.และ คสช.ยังไม่ต้องการหงายไพ่ออกมา เพราะหากเปิดไต๋ให้เห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น

ในทางกลับกัน การชะลอการไม่ออกแบบทางออกเอาไว้ ทำให้ ครม.และ คสช.สามารถกุมความได้เปรียบเอาไว้อยู่ เพราะหากที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมาจริงๆ ยังมีเวลากับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้อีกครั้งหรือใช้อำนาจมาตรา 44 รวบรัดตัดตอนแก้ไขปัญหาได้

สำหรับ 5 ประเด็นที่ ครม.และ คสช.แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย

1.การนับคะแนนเสียงประชามติชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ เดิมกำหนดให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ได้เปลี่ยนมาเป็นการตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ

2.อายุของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กำหนดให้ยึดผู้มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันลงประชามติ เพื่อขยายฐานของผู้มีสิทธิออกเสียงให้มีจำนวนมากขึ้น

3.หลักเกณฑ์การแจกร่างรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องแจกร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ 80% ของครัวเรือน เพราะเห็นว่าในเมื่อปัจจุบันคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการเผยแพร่หลายช่องทางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอีก แต่จะบัญญัติให้แจกจ่ายบทสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแทน

4.การกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถเสนอคำถามประชามติเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว แต่ต้องเริ่มมาจากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก่อน ทว่าปัจจุบัน สปช.ได้พ้นสภาพ หลังจากลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้เองจึงปัญหามาตลอดว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สนช.ส่งคำถามประชามติเพิ่มเข้าไปได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง รัฐบาลจึงได้แก้ไขให้ชัดเพื่อเปิดทางให้ สนช.สามารถส่งคำถามประชามติเพิ่มได้

5.หลักเกณฑ์ในการรณรงค์และการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ครม.และ คสช.บัญญัติให้จัดทำเป็นรูปแบบของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จากเดิมที่ให้ กกต.ต้องไปจัดทำร่างประกาศเพื่อให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสถานะต่ำกว่าร่าง พ.ร.บ.

จากทั้ง 5 ข้อในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของ ครม.และ คสช. จะเห็นได้ว่าแฝงนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการแก้ไขเกณฑ์การนับคะแนนเสียงชี้ขาดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

กล่าวคือการไปกำหนดหลักเกณฑ์ที่ให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงแบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สุ่มเสี่ยงต่อการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติเป็นอย่างมาก

สมมติ กกต.ประกาศให้มีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 44 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาลงมติเห็นชอบ 22 ล้านคนขึ้นไป

ถ้ามองกลับไปสถิติและตัวเลขการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 20,468,646 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,649,742 คน คิดเป็นเพียง 45.84% เท่านั้น ดังนั้น ถ้ายังใช้กติกาแบบเดิมจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในจุดที่อันตรายทันที เพราะต้องสู้ถึงสองด่าน

ด่านแรก ต้องให้คนออกมาใช้สิทธิเกิน 50% และด่านที่สอง ต้องลุ้นให้ได้เสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 22 ล้านเสียง ซึ่่งถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างลำบากในทางปฏิบัติ

ทางออกที่ดีที่สุด จึงหนีไม่พ้นการแก้ไขเกณฑ์การชี้ขาดด้วยระบบเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ และด้วยกติกาที่แก้ไขใหม่นี้จะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านการประชามติในทางปฏิบัติได้ เพราะไม่จำเป็นต้องสู้ถึงสองด่านเหมือนกับกติกาเดิม เพียงแค่ขอให้มีเสียงข้างมากเห็นชอบเท่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านประชามติ โดยไม่จำเป็นต้องไปดูว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกิน 50% หรือไม่

ยกตัวอย่าง หากมีผู้มีสิทธิจำนวน 44 ล้านคน แต่มีคนมาลงคะแนนในวันออกเสียงประชามติ 20 ล้านคน และมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10 ล้านคนขึ้นไป จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ

ทั้งหมดนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเกมต่อสู้กับคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออุ้มร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ อันจะเป็นเครื่องหมายแห่งความชอบธรรมของ ครม.และ คสช. เพราะหากผลการทำประชามติไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง แรงกดดันทางการเมืองจะพุ่งเข้าใส่แม่น้ำ 5 สายทันที

 

ดันสว.สรรหา เพิ่มแรงต้านรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419354

ดันสว.สรรหา เพิ่มแรงต้านรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ส่อเค้าวุ่นวายมากขึ้น เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จุดประเด็นข้อเสนอให้ สว.มาจากการสรรหาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นตามกรอบที่วางไว้

จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกไขว้จากแต่ละกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ทั้ง สว.ที่มาจากเลือกตั้งซึ่งจะซ้ำซ้อนกับฐานของ สส. ขณะที่ สว.ซึ่งมาจากการสรรหา จะผูกขาดการเข้าสู่อำนาจเพียงแค่ไม่กี่คน แทนที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสิน

ทว่า ทางออกที่ กรธ.ตกผลึกออกมานี้กลับมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งเห็นว่าเป็นการไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาในอดีต ยิ่งการเปิดให้คนที่อยู่คนละสายอาชีพเป็นผู้เลือก สว.​จากอีกกลุ่มนั้น จะทำให้รู้จักประวัติ ประสบการณ์ ​เบื้องหน้าเบื้องหลังคนในกลุ่มนั้นมากน้อยแค่ไหน

ดีไม่ดีจะกลายเป็นการผลัดกันเกาหลัง หรือเปิดให้การล็อบบี้สลับกันเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มที่จะทำให้มีปัญหาหนักกว่าเดิม

แม้ทางมีชัยจะยังแบ่งรับแบ่งสู้ออกตัวว่าต้องรอดูความชัดเจนจากที่ประชุม กรธ.ก่อนว่าจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้ไปในทิศทางใด

แต่ด้วยสถานะของ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ​ที่เป็นคีย์แมนสำคัญใน คสช. ข้อเสนอจาก พล.อ.ประวิตร ที่ยิงตรงด้วยตัวเองเช่นนี้ ย่อมมีน้ำหนักเป็นพิเศษให้ กรธ.ต้องรับฟัง

ที่สำคัญ ข้อเสนอนี้ยังไปสอดรับกับท่าทีบิ๊กเยิ้ม-พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ด้วยการยื่นข้อเสนอให้ คสช.สรรหา สว.เองใน 5 ปีแรก ด้วยการสรรหาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพเพื่อให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ 20 ปี

อีกด้านหนึ่งยังสอดรับไปกับข้อเสนอจากฝั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกไขว้ สว.​ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพ เพราะไม่สามารถป้องกันการบล็อกโหวตได้ อาจทำให้เกิดการทุ่มซื้อเสียงเพื่อได้เป็น สว.

ดังนั้น ควรเปลี่ยนมาใช้ระบบ สว.ที่มีที่มาจากระบบสรรหาทั้งหมด โดยปรับแก้ที่มาของคณะกรรมการสรรหา สว.ให้เปิดกว้างมากขึ้น

ทุกอย่างดูสอดรับไปหมด เมื่อ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ออกมาสนับสนุนแนวคิดบิ๊กป้อม พร้อมเสนอให้กระบวนการสรรหา สว.ชุดเฉพาะกิจเหล่านี้กระจายไปให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะควรให้มีสัดส่วน สว.จากภาคต่างจังหวัดมากขึ้น

ปัญหาอยู่ตรงที่หาก กรธ.ยอมรับเปลี่ยนที่มา สว.ตามข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้กลับมาเป็นการสรรหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือเป็นการถาวรในรัฐธรรมนูญ ย่อมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความพยายามวางมือไม้ของ คสช.ให้มารับตำแหน่ง

ยิ่งจะเป็นการตอกย้ำข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

เข้าทำนอง “ปากว่าตาขยิบ” ​ด้านหนึ่งพยายามชี้แจงว่าไม่มีการเปิดประตูอยู่ในอำนาจ แต่กลไกหลายอย่างที่วางไว้ดูจะสวนทางกับที่พยายามชี้แจง

โดยเฉพาะข้อเสนอจากคณะรัฐมนตรี ข้อ 16 บังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองขยัก คือ ช่วงเฉพาะกิจและระยะยาว ที่ถูกมองว่าเป็นความพยายามอยู่ในอำนาจนานกว่าโรดแมปเดิม

ยิ่งหากให้อำนาจ คสช.​เลือก สว.ตามข้อเสนอของ พล.อ.ธวัชชัย ย่อมคาดเดาได้ว่ากลุ่มที่จะมาเป็น สว.ชุดแรกจะมีหน้าตาอย่างไร และกระจุกตัวอยู่ฝั่งใด

​แม้แต่ในกรณีที่ใช้กรรมการสรรหา ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาวางคนใกล้ชิด คสช.มารับตำแหน่ง สว. เพื่อควบคุมกลไกการทำงานของรัฐบาลในอนาคต

วิเคราะห์ลึกๆ แล้ว ​กระบวนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มสาขาอาชีพที่ กรธ.ตีกรอบไว้ คงยากจะควบคุมทิศทางคนที่จะมาเป็น สว.ในอนาคตได้ เพราะมีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมหลายประการ

การใช้กรรมการสรรหาเป็นผู้ชี้ขาดน่าจะไว้ใจได้มากกว่า ว่าใครจะมารับหน้าที่ในสภาสูง

แต่แน่นอนว่า หากระบบ สว.กลับไปใช้การสรรหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา ย่อมนำไปสู่แรงต้านหนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มต่อต้าน คสช. ที่จะหยิบประเด็นนี้ไปปั่นกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญ จนยิ่งจะทำให้โอกาสผ่านประชามติมีน้อยลงเรื่อยๆ

ยังไม่รวมกับแรงกดดันที่จะถาโถมกลับมายัง คสช.มากขึ้น ในฐานะที่วางกลไกไว้รองรับการสืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ

สุดท้ายนี่จะทำให้เส้นทางนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้ว่าจะมีขึ้นในปี 2560 เป็นไปอย่างยากลำบาก ดีไม่ดีหากกระแสสืบทอดอำนาจรุนแรงมากขึ้นจนคุมไม่อยู่ อาจทำให้ คสช.ต้องสะดุดขาตัวเองลงจากอำนาจไม่สง่างามอย่างที่คาด​

 

สั่งเบรก “เอกชน” ร่วมหลักสูตรวีไอพี ประหยัดงบ-ตัดตอนคอนเนกชั่นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419352

สั่งเบรก "เอกชน" ร่วมหลักสูตรวีไอพี ประหยัดงบ-ตัดตอนคอนเนกชั่นการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุผลเบื้องหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งออกหนังสือเวียนให้หน่วยงานรัฐทุกแห่ง รวมถึงองค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ ชะลอการรับภาคเอกชนและข้าราชการที่เกษียณอายุเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปิดหลักสูตรพิเศษกันจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน หลายสถาบันได้เบี่ยงเบนเจตนารมณ์หลักสูตรจากแหล่งเพิ่มพูนความรู้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบราชการ กลายเป็นการรวมกลุ่มกันของบิ๊กข้าราชการและภาคเอกชนต่อยอดความสัมพันธ์ไปเป็น “คอนเนกชั่น” แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในหนังสือเวียนซึ่งลงนามโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.พ. 2559 อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ระบุตรงๆ ว่า รัฐบาลต้องการควบคุมและตรวจสอบการเปิดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ โดยเลี่ยงไปอ้างถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ รวมทั้งต้องการให้ข้าราชการได้เข้าอบรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในช่วงการปฏิรูปประเทศ

แต่ในความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้รายงานต่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าองค์กรอิสระบางองค์กรได้จัดโครงการจัดฝึกอบรมขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างนักการเมือง นักธุรกิจ ตลอดจนข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุจำนวนมาก

เหตุผลของ ก.พ. ระบุว่า การเปิดหลักสูตรดังกล่าวปิดโอกาสข้าราชการระดับกลางที่สมควรจะได้รับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ แต่หลายหลักสูตรกลับเชิญนักการเมือง นักธุรกิจ ตำรวจ ทหาร ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผู้บริหารองค์กรสื่อ วนเวียนกันเข้าร่วมฝึกอบรม และหลายคนยังเดินสายเรียนหลายหลักสูตรด้วยกัน

ย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รองนายกฯ วิษณุ เคยสั่งจัดระเบียบหลักสูตรต่างๆ ขององค์กรอิสระ โดยการเรียกมาหารือและขอความร่วมมือเรื่องการออกแบบหลักสูตรขององค์กรนั้นๆ อาทิ บุคคลใดเข้าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหนึ่งครั้งแล้วควรเว้นวรรคกี่ปี จึงจะมีสิทธิได้เข้าฝึกอบรมในหลักสูตรอื่นอีก

การหารือในครั้งนั้นได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญมาพูดคุย นั่นก็คือ บางหลักสูตรมีการจำหน่ายบัตรหรือจัดระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมในหลักสูตร มีการเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากบุคคลระดับสูงในสังคม ซึ่งหลายคนยินยอมให้การสนับสนุนเพราะความเกรงใจ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนมายังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนเป็นที่มาให้นายกฯ ต้องปรารภในที่ประชุม ครม. และมีหนังสือเวียนออกมา

“องค์กรอิสระทั้งหลายได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ฉะนั้นงบประมาณในการเปิดหลักสูตรพิเศษต่างๆ ก็เป็นเงินของรัฐ จึงจำเป็นต้องควบคุมไม่ให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์” แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ข้อสังเกตที่ยกมาไม่ได้หมายความว่าทุกหลักสูตรที่คัดเลือกข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารภาคเอกชนเข้าอบรม จะสร้างความเสื่อมเสียไปทั้งหมด เนื่องจากหลายหลักสูตรผู้เข้าอบรมได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นทุ่มเทจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมก็มีจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างหลักสูตรที่เปิดในปัจจุบันและผู้มีชื่อเสียงเข้าอบรม อาทิ สถาบันวิทยาการพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน จัดฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) ซึ่งจัดมาหลายรุ่น มีผู้มีชื่อเสียงทางสังคม นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวนมาก

เช่น วพน.รุ่น 1 กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด

นักการเมือง อาทิ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข

ขณะที่กลุ่มผู้บริหารเอกชน เช่น กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย วิกรม ศรีประทักษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) ของศาลปกครอง ตัวอย่างรุ่นที่ 15 มี 140 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง 7 ราย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนต่างๆ 133 ราย

ศาลรัฐธรรมนูญ ในปี 2558 เปิดหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 จำนวน 52 คน ผู้อบรมล้วนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงทางสังคม ในจำนวนนี้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครม. นักการเมือง ตัวแทนจากองค์กรอิสระ ศาล หน่วยงานราชการและเอกชน

ตัวอย่างผู้เข้าอบรม นธป. อาทิ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พรชัย รุจิประภา อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. วีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. ตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ฯลฯ

ทั้งนี้ ตัวอย่างบุคคลในแต่ละหลักสูตรที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้ไปหาประโยชน์ เพียง ครม.ต้องการเปิดโอกาสให้ข้าราชการระดับกลางมีโอกาสเข้าอบรมมากขึ้น และต้องการให้องค์กรและทุกสถาบันที่เปิดอบรมปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

ด้านแหล่งข่าวจากภาคเอกชนซึ่งผ่านหลักสูตรพิเศษจากองค์กรอิสระ เปิดเผยว่า หากมีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างการฝึกอบรมไปหาประโยชน์ ก็เป็นหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบว่าได้เกิดความเสียหายและจะดำเนินการเอาผิดอย่างไรหรือไม่ แต่คงไม่มีการใช้ชื่อรุ่นไปหาประโยชน์ นอกจากขอรับการสนับสนุนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งหากจะเปิดอบรมเฉพาะข้าราชการด้วยกัน โดยไม่มีเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ เข้าร่วม บรรดาข้าราชการก็คงไม่ต้องการ เพราะขาดมุมมองที่หลากหลาย และไม่เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน

 

อุบไต๋ ประชามติไม่ผ่าน จุดเสี่ยงป่วนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419137

อุบไต๋ ประชามติไม่ผ่าน จุดเสี่ยงป่วนหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับแผนเตรียมดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เพียงประเด็นเดียวคือการทำความชัดเจนในประเด็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องรายละเอียดขั้นตอนและเสียงชี้ขาดที่ยังคลุมเครือเป็นที่ถกเถียงกันในเวลานี้

ส่วนประเด็น “ทางออก” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามตินั้น จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) อีกครั้งในภายหลัง ด้วยเหตุผลเพราะ “ตอนนี้รัฐบาลยังหาทางไม่เจอ”

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องหาทางออกไม่เจออย่างที่อ้าง หรือจะเป็นแผนบีบหวังให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น แต่การตัดสินใจแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพียงแค่ขยักเดียว โดยทิ้งปมปลายเปิดที่ไม่รู้ว่าอนาคตหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเดินหน้าไปอย่างไร ย่อมนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวาย

เริ่มตั้งแต่ประการแรกที่จะทำให้ผลของประชามติที่จะเกิดขึ้นไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่รู้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร

ทั้งการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นรอบที่ 3 หรือการให้อำนาจ คสช. เลือกหยิบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรือจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางประเด็นก่อนประกาศใช้

ทั้งหมดยังคลุมเครือจนประชาชนผู้มีสิทธิจะออกเสียงประชามติ ไม่อาจพิจารณาชั่งน้ำหนักว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะแม้จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีจุดอ่อนในหลายประเด็น แต่ก็ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้แทนนั้นดีกว่า หรือแย่กว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

​ไม่แปลกที่หลายฝ่ายจะออกมาดักคอว่านี่เป็นการ “มัดมือชก” บีบให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน ดีกว่าไปหวังน้ำบ่อหน้าที่ คสช.​จะเป็นผู้ชี้ชะตาขีดเส้นว่าจะให้เดินไปทางไหน

แต่อีกด้านการใช้มาตรการเช่นนี้ ย่อมเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของ “ประชามติ” หากสุดท้ายประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิรับร่างรัฐธรรมนูญ

แถมยังอาจเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือรัฐธรรมนูญในอนาคตเหมือนที่เคยเกิดขึ้น และต้องเดินเข้าสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนเดิม

หากจำได้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ​ซึ่งผ่านประชามติมาแล้ว แต่มิวายยังถูกโจมตีว่าเป็น “ผลไม้พิษ” ที่มาจากต้นไม้พิษ ที่สำคัญการทำประชามติที่เกิดขึ้นครั้งนั้นยังถูกถล่มว่าไม่มีความน่าเชื่อถือเพราะอยู่ในช่วงบ้านเมืองไม่ปกติ

ที่สำคัญยังถูกโจมตีว่าสาเหตุที่ผ่านประชามติครั้งนั้น เพราะการรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ต่อจากนั้นค่อยกลับมาแก้ไข​รัฐธรรมนูญในประเด็นที่ไม่พอใจ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน หาก “ประชามติ”​ ที่จะเกิดขึ้น เป็นไปในบรรยากาศเช่นนี้ และเงื่อนไขที่ถูกบีบให้จำเป็นต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่รู้ว่าหากไม่รับแล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ย่อมจะทำให้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงต้องก้าวกลับมาสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากจะเสียงบประมาณที่มาจากเงินภาษีอากรของประชาชนหลายพันล้านบาทที่ควรจะไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว นี่จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แถมต้องมาสูญเสียเวลาไปกับหล่มปัญหาเดิมๆ อย่างไร้ทางออก ​

ไม่แปลกที่หลายฝ่ายจะพยายามออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.​สร้างความชัดเจนกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยระบุให้ชัดไปเลยหากไม่ผ่านจะเดินอย่างไร ให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

คล้ายที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเทียบว่า “มันไม่ใช่เล่นเกมโชว์ที่มาบอกว่าคุณจะเอาอันนี้ หรือคุณจะเอาที่มีผ้าคลุมเอาไว้ แต่คุณกำลังเอากฎหมายสูงสุดมาบอกว่าประชาชนยินยอมพร้อมใจที่จะให้กติกานี้เป็นกติกาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรัฐ ต่อไปในอนาคตหรือไม่”​

เรื่องนี้จึงอยู่ที่ คสช.จะช่างน้ำหนักว่าจะตัดสินใจอย่างไร ยิ่งเวลานี้เริ่มมีกระแสรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โอกาสที่จะไม่ผ่านประชามติก็มีความเป็นไปได้

แต่ทางออกที่จะใช้ช่องทางการบีบให้รับร่างรัฐธรรมนูญ​โดย อุบไต๋ ทางเลือกในอนาคต ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความปั่นป่วนตั้งแต่ก่อนที่จะถึงวันลงคะแนนออกเสียงประชามติด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนออกเสียงประชามติ ที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นทางออกที่ถูกหมกเม็ดเอาไว้ย่อมถูกหยิบยกมาอภิปรายถล่ม ที่จะยิ่งซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญ

ยิ่งบรรยากาศอึมครึมที่ถูกกังขาว่า คสช.กำลังวางแผนต่อสายสืบทอดอำนาจด้วยแล้ว ปัจจัยเรื่องประชามติจะเป็นอีกประเด็นที่จะเติมเชื้อความวุ่นวายในอนาคต

 

ประวิตร ชน พะจุณณ์ สัญญาณร้าวเขย่า คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418897

ประวิตร ชน พะจุณณ์ สัญญาณร้าวเขย่า คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณร้าวตั้งเค้าบานปลาย เมื่อ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปิดหน้าชน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ตอบโต้กรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อให้ “ศึกใน” กลับมาระอุยิ่งขึ้น แถมสุ่มเสี่ยงสั่นคลอนเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รุนแรง

​ปมปัญหามาจากการทิ้งระเบิดลูกโตผ่านข้อความในโซเชียลมีเดียว่า มีการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พาดพิงนายทหารยศพลเอกคนหนึ่ง จนทำเอาคนที่เกี่ยวข้องเต้นกันทั้งแผง เพราะในยุคเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ควรจะต้องแก้ปัญหาในอดีตและสร้างบรรทัดฐาน​ที่ดีให้เป็นตัวอย่างต่อไป ​

ทำให้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะคีย์แมนใน คสช.ปัจจุบันมีหมวกหลายใบ ทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รมว.กลาโหม และยังเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แถมยังมีน้องชาย คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ​ต้องออกมา “ตัดตอน” ปฏิเสธข้อครหาเพื่อไม่ให้ทุกอย่างบานปลายไปกว่านี้

“ถ้าผมยังอยู่ ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง แต่อาจมีพวกตกเบ็ด ว่าฝากคนนั้นคนนี้ได้ คนที่เชื่อก็ซวยไป”​ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังปฏิรูปทุกด้านตามนโยบายนายกฯ หลายอย่างดีขึ้น เรื่องการทำคดี ซึ่ง ผบ.ตร.ก็กำลังทำอยู่ ตำรวจทุกคนก็ทำงานอย่างหนัก การปราบปรามมิจฉาชีพ การทำคดี

พร้อมส่งสัญญาณไล่บี้ถึง ผบ.ตร.ต้องแจ้งเอาผิด เพราะเป็นการกล่าวหาว่ามีการซื้อตำแหน่งตำรวจ ถือเป็นการทำลายองค์กรตำรวจทำให้เกิดความเสียหาย

ล่าสุด พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับการกระทำผิดหมิ่นประมาททางคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า ได้ออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 10 มี.ค.

ขั้นตอนต่างๆ ต่อจากนี้ ต้องรอให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพบก่อน ถ้าถึงวันนั้นไม่มาจะสอบถาม หากมีเหตุผลเพียงพอจะนัดใหม่อีกครั้ง แต่หากออกหมายเรียกไป 2 ครั้งแล้วยังไม่มา จะขอออกหมายจับต่อไป

ทางฝั่ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า ถ้ามีหมายเรียก ก็พร้อมไปพบเจ้าหน้าที่ โดยจะไปให้การในวันที่ 10 มี.ค.นี้ และพร้อมไปขึ้นศาล ขอให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่ต้นตอ เป็นการส่งต่อๆ กันมาในแอพพลิเคชั่นไลน์

ก่อนทิ้งปมเรื่องการซื้อขายตำแหน่งว่า ไม่ทราบและไม่รู้ว่าพูดถึงใคร ที่สำคัญเมื่อถามถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันในกองทัพและรัฐบาลนั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้ไปถามประชาชน ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะกลัวจะเสียงานใหญ่

ยิ่งตอกย้ำสภาพรอยร้าวภายในที่ส่อเค้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะลึกๆ แล้ว การเปิดหน้าชนของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ รอบนี้ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดา ​ด้วยสถานะคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แถมยังเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 (ตท​.12) ร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เคยรับตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

​ปมร้าวจากกรณีเปิดปมการซื้อขายตำแหน่งใน สตช. จึงอาจส่งผลรุนแรงสั่นคลอนเสถียรภาพ คสช.

ที่สำคัญเรื่องนี้ บิ๊กป้อม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ออกมาเปิดหน้าชนด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้สถานการณ์ตั้งเค้าจะบานปลายรุนแรง ซึ่งจะไปตอกย้ำสภาพปัญหา “ศึกใน” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ดังนั้นการเติมเชื้อความขัดแย้งเข้าไปใหม่ยิ่งจะทำให้เสถียรภาพสั่นคลอนหนักขึ้น

​ชวนให้นึกถึงกระแสข่าวความไม่พอใจท่าทีของบิ๊กป้อมก่อนหน้านี้ ที่เคยถูกกังขาว่าอยู่ในช่วงสั่งสมบารมี เดินตามรอยเท้าป๋า จนสร้างแรงกระเพื่อมในกองทัพอยู่ไม่น้อย

สอดรับกับกระแสข่าวเรื่อง “ซูเปอร์ดีล” ระหว่าง คสช.กับขั้วอำนาจเก่า เพื่อเตรียมหาทางสลายความบาดหมาง ขัดแย้ง เพื่อเปิดประตูเดินหน้าสู่การปรองดอง แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการฮั้วของสองขั้วอำนาจ

ดังจะเห็นว่าอีกฟากหนึ่ง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เริ่มจุดประเด็นการเจรจา ที่แม้คนใน คสช.จะรีบออกมาปฏิเสธข้อเสนอ ป้องกันข้อครหาเรื่องการต่อรอง แต่ก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อ มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาดักคอล่วงหน้า ทั้งกลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรฯ กปปส. ที่เห็นว่าควรใช้โอกาสเดินหน้าคดีความต่างๆ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

เพราะหากใช้ช่องทางพิเศษเดินหน้าล้างผิดด้วยกระบวนการต่างๆ นอกจากจะไม่อาจสร้างความปรองดองได้แล้ว ยังอาจสร้างความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นแทน

ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.ร.อ.พะจุณณ์ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความขัดแย้งในกองทัพที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แถมรอบนี้ดูทิศทางลมแล้วน่าจะรุนแรงถึงขั้นเขย่าเสถียรภาพของ คสช.ได้มากกว่าทุกครั้งในอดีต

 

แก้เศรษฐกิจเหลว-ปฏิรูปไม่คืบ คสช.สืบทอดอำนาจยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418707

แก้เศรษฐกิจเหลว-ปฏิรูปไม่คืบ คสช.สืบทอดอำนาจยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้เป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดนับตั้งแต่ลงมือยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ว่าได้ หลังจากเริ่มมีดัชนีชี้วัดที่ไม่ค่อยดีปรากฏออกมาให้เห็นหลายครั้ง

อย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หลายสำนักต่างพูดออกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวของประเทศไม่สู้ดีนัก แม้ว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วก็ตาม ซึ่งปัญหานี้อาจเป็นตัวชี้ขาดถึงความมีประสิทธิภาพของ คสช.และรัฐบาลในระยะยาว

ส่วนนโยบายทางการเมือง ต้องยอมรับว่า คสช.ยังถูกตั้งคำถามถึงพอสมควร เนื่องจากมีการกระทำ ที่ย้อนแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด

กล่าวคือ ด้านหนึ่งประกาศพร้อมรับฟังความคิดเห็น แต่กลับมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปใช้อำนาจ จนส่งผลให้เวทีวิชาการบางเวทีไม่สามารถจัดพื้นที่แสดงความคิดเห็นได้ เสมือนหนึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับรองตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับกรณีที่ตำรวจไม่ให้ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวเรียกร้องการยกเลิกการละเว้นใช้กฎหมายควบคุมอาคารในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ โดยที่ตำรวจอ้างว่าอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามไม่ให้มีการชุมนุม

คงไม่ต้องบอกว่าการสร้างความปรองดองในยุค คสช.จะเป็นไปได้หรือไม่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงเข้าไปทุกที

ไม่เพียงเท่านี้ การแสดงท่าทีทางการเมืองของ คสช.ในบริบทที่ว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ไม่เป็นมิตรด้วย ภายหลังคณะรัฐมนตรีเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรกำหนดกลไกพิเศษเพื่อรองรับประชาธิปไตยในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ตอกย้ำด้วยคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ยืนยันว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกพิเศษเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้ ภายหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ถ้าช่วงเปลี่ยนผ่านภายใน 5 ปี ถ้ามันดีขึ้นทุกปีๆ ก็ผ่อนผันลดลงไป เข้ากลไกปกติ ทำไปตามที่วางไว้ไม่เห็นจะยาก ถ้ามันดี และถ้าเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลจะง่ายกว่าตรงที่จะกลับมาเป็นปกติ…

…เรามองระยะยาวให้ 20 ปี แผนปฏิรูปครั้งละ 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า จะทำอย่างไรก็ทำไป แต่ต้องทำตามนี้ด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนโยบายพรรค มันต้องมีมาตรการอะไรหรือไม่ มันก็ต้องมี และต้องมีอะไรสักอย่างเพื่อที่จะควบคุมให้ตรงนั้นเป็นไปตามนี้ ซึ่งก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคณะอะไรขึ้นมาใหม่ หรือจะเป็น สว. หรือใครก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลไกที่จะประเมินเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.พ.

เมื่อปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดี ผสมกับท่าทีทางการเมืองของ คสช.ที่ค่อนข้างแข็งกร้าวและเจตนาที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านของประชาธิปไตยไม่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น จึงไม่แปลกว่าทำไม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่าย ถึงได้ใช้โอกาสออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปลุกกระแสต่อต้าน คสช.

ถัดมาอีกไม่กี่วัน คนในเครือข่ายอำนาจของทักษิณอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ก็ออกมากระทุ้ง คสช.ต่อจากทักษิณผ่านการเรียกร้องให้ คสช.อย่าคิดสืบทอดอำนาจ แต่ต้องเร่งคืนอำนาจให้ประชาชนและจัดเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

“การเสียสละอำนาจของ คสช. ถ้าไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว ก็ยากที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้น ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ชนรุ่นหลัง” ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ของบิ๊กจิ๋ว

การให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศของอดีตนายกฯ ทักษิณ พ่วงด้วยการออกมาของบิ๊กจิ๋ว อาจมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการพยายามช่วยยิ่งลักษณ์ทางอ้อม ภายหลังคดีจำนำข้าวเริ่มเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่อีกด้านมีวัตถุประสงค์ต้องการดิสเครดิตของ คสช. เพื่อให้ประชาชนลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวของ คสช.

กระแสต่อต้าน คสช.ที่เริ่มลุกโชนมาอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการที่ คสช.ส่งสัญญาณในแง่ลบทางการเมือง โดยเฉพาะการแสดงออกถึงการต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ถึงจะไม่ใช่การสืบทอดอำนาจทางตรงแบบที่ทหารในอดีตเคยทำ แต่ก็เป็นการพยายามที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด และยิ่งเป็นการตอกย้ำทฤษฎีว่าด้วยการอยู่ยาวที่คนกันเองกับ คสช.อย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความเป็นจริงมากขึ้น

จังหวะก้าวที่ผิดพลาดของ คสช.กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถนำไปขยายผลได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญในระยะยาวย่อมส่งผลให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.จะอาศัยเป็นสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมนั้นลำบากมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เร่งสร้างความเชื่อถือ AEC ด้วยระบบกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418323

เร่งสร้างความเชื่อถือ AEC ด้วยระบบกฎหมาย

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลทางรูปธรรมตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558 การเข้าร่วม AEC ในครั้งนี้ ย่อมจะส่งผลดีในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเสรี รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศจะสะดวกเสรียิ่งขึ้น

ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมและการพัฒนาระบบกฎหมายรองรับโดยการกำหนดแนวทางบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเอกภาพและเป็นไปตามมาตรฐานของประชาคมอาเซียนอย่างมีประสิทธิผล เนื่องจาก AEC ได้เน้นในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

จะเห็นได้ว่า AEC เน้นในเรื่อง “การคุ้มครองผู้บริโภค” อย่างมีนัย ฉะนั้นรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา การเกิดความล่าช้าในการดำเนินกิจการงาน ด้วยการให้ความร่วมมือกับประชาคมในทุกด้าน ทั้งระบบกฎหมายและในประเด็นอื่นๆ พร้อมกัน การส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศมีความรู้ ความเข้าใจ ถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ถูกต้อง ตามเจตนารมณ์และเป้าหมายในการจัดตั้ง AEC โดยเฉพาะ ต้องรณรงค์ทำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้บริโภค ได้เข้าใจถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้

อีกสิ่งหนึ่งที่มิอาจมองข้ามก็คือ การบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของการบริการต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ เกิดประสิทธิผล ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ประชาคมอาเซียนด้วยระบบกฎหมายอันทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ดังนี้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องให้ความร่วมมือ ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดผลในทางรูปธรรม

ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียน AEC ให้ความสำคัญต่อประเด็นคุ้มครองผู้บริโภคมากเพียงใด? ศึกษาดูได้จากเนื้อหาสาระในนัยแห่งนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญๆ 3 ประการ ดังนี้

1.คณะกรรมการอาเซียนด้านคุ้มครองผู้บริโภค (ACCP) จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎบัตรอาเซียน โดยมีภารกิจกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดย ACCP ได้กำหนดจัดการประชุมประจำปีจำนวน 2 ครั้ง ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประมาณเดือน พ.ค. 2562

2.อาเซียนและอังค์ถัดได้จัดทำโครงการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงวิชาการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียนด้วยการแบ่งหมวดหมู่ภารกิจ ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภคไว้เป็น 6 ด้าน อาทิ สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การประปา ไฟฟ้า พลังงานอากาศ มลพิษ การจัดการขยะ และการบริโภคอย่างยั่งยืน การบริการวิชาชีพ ประกอบด้วย การใช้บริการของอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยญชาญและอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ทนายความ เป็นอาทิ การบริการทางการเงิน ประกอบด้วย การให้บริการของธนาคาร บัตรเครดิต ธุรกิจการกู้ยืม การลงทุน ฯลฯ

สินค้าที่ปลอดภัยและการจัดทำฉลาก ประกอบด้วย การกำกับดูแลสินค้าที่ไม่ปลอดภัย การสนับสนุนสินค้าที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค การบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์พื้นฐาน และการโฆษณาสินค้าผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต การบริการด้านสุขภาพ ประกอบด้วย การบริการของโรงพยาบาล บริการสปา และการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การบริการด้านสุขภาพ บริการของโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา

3.แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 ได้กำหนดมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ดังนี้ การจัดทำกรอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันของอาเซียน การส่งเสริมการสร้างศักยภาพและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ข้ามพรมแดน ส่งเสริมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในนโยบายด้านต่างๆ ของอาเซียน และการส่งเสริมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องของสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งทางอากาศ และโทรคมนาคม เป็นต้น

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย จะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 13 ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2557 ข้อ 84 วรรคสอง (3) ได้กำหนดให้อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิมนุษย์ และ “การคุ้มครองผู้บริโภค”

พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคดังกล่าวนี้ จึงบรรจุเป็นวาระในการประชุมและดำเนินการพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยการเน้นให้เกิดแนวทาง “บูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค” เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะการบูรณาการกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับแนวทางและนโยบายของ AEC เป็นสิ่งควรสนับสนุนอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าในปัจจุบันภารกิจภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างยึดถือกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความซ้ำซ้อนทางภารกิจ และส่งผลให้การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับเรื่องราวการร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้าและขาดเอกภาพ

การดำเนินการเตรียมการบูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนของคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภา สนช. นั้น ถือได้ว่าเป็น “วิชั่น” อันทันต่อภาวการณ์ เพราะถ้าหากระบบกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยมีมาตรฐานสอดคล้องกับ “หลักการ” หรือแนวทางของคณะกรรมการอาเซียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้กฎบัตรอาเซียนแล้วย่อมจะได้รับความเชื่อถือยอมรับประชาคมอาเซียนและนานาอารยประเทศ และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ การเงินและสังคมของไทย

ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกชั้นดีที่มีบทบาทในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงถึงเวลาแล้ว..มิใช่หรือ? ที่ต้องร่วมมือสนองตอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC อย่างเต็มที่ ด้วยการบูรณาการ ปรับปรุง ระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า…การนี้จะยังผลดีและประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมอย่างแน่นอน!

 

ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418305

ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

วัดใจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ครั้งใหญ่ กับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จุดประเด็นเรื่องบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าที รอดูท่าทีของสังคมก่อนจะคิดหาทางเดินต่อไป

​“คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”​

แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า ครม.ต้องการอะไร แต่ กรธ.ก็ทำได้แค่แบ่งรับแบ่งสู้ อาศัยความคลุมเครือที่ปรากฏยื้อเวลาหารือออกไปอีกสักพักเพื่อชั่งน้ำหนักปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ว่าจะยอมตามใจแป๊ะหรือไม่

ดังจะเห็นว่าประเด็นร่างรัฐธรรมนูญนี้ ท่าทีของแม่น้ำสายต่างๆ เวลานี้ดูจะไหลกันไปคนละทิศละทาง จนน่าเป็นห่วงว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะทางฝั่ง กรธ.และ ครม.​​ที่ดูจะมองตาไม่รู้ใจเหมือนที่ผ่านมา

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี และ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องปิดห้องหารือปมนี้กันที่กฤษฎีกา นานกว่า 2 ชั่วโมง

หากพิจารณาตามที่วิษณุชี้แจงภายหลังการหารือ ว่าอยากให้พิจารณาเงื่อนไขช่วงเวลาบทเฉพาะกาล หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าคิดว่าจะยอมผ่อนลงมาด้วยการใช้วิธีอื่นในช่วงแรกก็ได้ แต่มาตรฐานสากลในบทถาวรก็ต้องให้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ

นั่นหมายความว่า ครม.ยังยืนยันเป้าเดิมที่ต้องการให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านใช้รัฐธรรมนูญทั้งขยักแรกและขยักถาวร และอาจรวมถึงการเลือกตั้งที่มีเดดไลน์ล็อกไว้ว่าจะต้องจัดภายในปี 2560 ซึ่งอาจไม่ใช่การเลือกตั้งแบบเดียวกับที่จะใช้ในช่วงถาวร

ตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ดังมาอย่างต่อเนื่อง

ทว่าฝั่งมีชัยก็ได้แต่ปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ทำอะไร และทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดตั้งองค์กรใดเป็นพิเศษ ที่สำคัญ คสช.จะไม่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหลังมีการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่าตามข้อเสนอของ ครม.ก่อนหน้าพยายามหยิบยกเหตุผลเรื่องการป้องกันไม่ให้ความยุ่งยาก ความขัดแย้ง และความไม่สงบเรียบร้อยจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว ดังเมื่อก่อนเดือน พ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังการเลือกตั้ง และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ด้วยให้เหตุผลเรื่องที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมาก ส่วนใหญ่เป็นความไม่แน่ใจหรือไม่วางใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ วิธีการได้คนมาสู่ระบบ (เลือกตั้ง แต่งตั้ง)
และอำนาจหน้าที่ แต่ที่ ครม.เป็นห่วง คือ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้เหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 กลับมาอีก

แต่นั่นไม่อาจช่วยสลายความกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เพราะการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ถูกมองว่าเป็นความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปของคณะรัฐประหาร ผ่านกลไกที่จะเข้ามาควบคุมแขนขาต่างๆ ที่วางไว้

อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงแรกนั้นจะทอดเวลานานออกไปเท่าไร เพราะแม้จะมีกลไกใหม่เข้ามาแต่หากยังอยู่ภายใต้เงาของคณะรัฐประหาร ก็ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ หรือมีอำนาจเพียงพอที่จะสั่งการ บริหารราชการประเทศได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายปัญหาต่างๆ ก็จะวนกลับมาเกิดขึ้นและหนักกว่าเก่า ยังไม่รวมกับมวลชนที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านคณะรัฐประหาร และอาจบานปลายกลายเป็นการปะทะกันกับฝั่งของมวลชนที่สนับสนุน

ที่สำคัญ การหยิบยกเหตุผลทั้งเรื่องป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือขอเวลาเดินหน้าสะสางทำการปฏิรูปนั้นดูจะเป็นที่ยอมรับได้ยาก เพราะที่ผ่านมาความวุ่นวายไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกสะกดไว้ด้วยกติกาที่เข้มงวด และอำนาจพิเศษที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่ปีกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า นอกจากไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสิ่งต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ตั้งใจได้แล้ว หลายเรื่องยังคาราคาซังจนเสียโอกาสไปกับเวลาที่เสียไป

หลายองค์กร หลายประเทศ ที่ต้องการติดต่อค้าขายลงทุนกับไทย ต้องชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอความชัดเจนของฝ่ายบริหาร เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง จะเดินหน้าไปตาม
โรดแมปหรือไม่ แม้จะมีความพยายามล็อกเอาไว้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ตาม

การต้องมาแช่แข็งในช่วงเวลาอีก 3-5 ปี ย่อมมีแต่จะทำให้ประเทศเสียโอกาสมากขึ้น

ยิ่งหากไม่มีความชัดเจนหรือคำอธิบายเรื่องการสืบทอดอำนาจเป็นที่ยอมรับได้ สุดท้ายการใช้รัฐธรรมูญ2 ขยัก จะเป็นปมร้อนที่ปลุกกระแสต้าน คสช. และทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ​