“ทักษิณ” จุดพลุเจรจา “ได้ไม่คุ้มเสีย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418073

"ทักษิณ" จุดพลุเจรจา "ได้ไม่คุ้มเสีย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไร้เสียงตอบรับ สำหรับเส้นทางการเจรจา ทักษิณ ชินวัตร จุดประเด็นออกมาหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก

ผลลัพธ์ที่ปรากฏตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวของทักษิณรอบนี้มีแต่เสียกับเสีย แถมยังสะเทือนไปถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจเก่าที่จะต้องถูกเพ่งเล็งและขยับได้ยากลำบากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่า “บารมี” ของทักษิณในวันนี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลจาก คสช​.แล้ว การปลุกกระแสรอบนี้ยังดูไม่เปรี้ยงปร้าง บรรดากองเชียร์และพรรคพวกยังไม่ออกมาช่วยรับลูกเร่งกระแสอย่างเคย เหลือแต่เพียงขาประจำที่ช่วยจุดประเด็นการเจรจา

แน่นอนว่า ด้วยสถานะของนักโทษที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่นอกประเทศ​นานนับ 7 ปี คงยากที่ คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะยอมเปลืองตัวไปเจรจาด้วย

ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเจรจารอบนี้ ถูกมองว่ามีเรื่องของการ “ต่อรอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความของทักษิณและพรรคพวก ที่จะแลกกับเสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่สร้างความปั่นป่วนช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560

​ทำให้ คสช.​จำเป็นต้องตัดตอน ​“กระแสฮั้ว” ไม่ให้ลุกลามจนจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อถือของ คสช. จนจะกระทบต่อไปถึงสิ่งต่างๆ ที่ คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ทำมาต้องพังทลายลงไป​ด้วย

ไม่แปลกที่ฝั่ง คสช.​จะตบเท้ากันออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจา ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

แถมย้อนกลับด้วยการถล่มทำลายความน่าเชื่อถือของทักษิณแบบยับเยิน โดยเฉพาะสถานะนักโทษหนีคดี ที่ไม่เหลือเครดิตจะมาเจรจา ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งจากทักษิณหากกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไปที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล

“หากอดีตนายกฯ ยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น”

ไม่เพียงแค่กระแสเจรจาจะจุดไม่ติดแล้ว ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของทักษิณยังเป็นการเรียกแขก​ให้บรรดาฝักฝ่ายต่างๆ ประสานกันกลับมารุมถล่มตัวเองแบบคาดไม่ถึง

จากที่เวลานี้หลายฝ่ายกำลังรุมกินโต๊ะ​วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีจุดอ่อนหลายแง่หลายมุม ตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไป เรื่องระบบเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต และอีกหลายเรื่อง

แต่ทันทีที่ทักษิณปรากฏตัว ดูแต่ละฝักฝ่ายที่เคยประสานเสียงถล่มรัฐธรรมนูญ จะหันมาถล่มการเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากจะทำให้ตัวเองต้องสะบักสะบอมหนักขึ้นแล้ว อีกด้านยังกลายเป็นการยื่นมือไปช่วย คสช.และ กรธ.ไม่ให้ถูกถล่มจากเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ดังจะเห็นว่า ทั้งประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ กปปส. กลุ่มภาคประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางแง่บางมุม ต่างพักยกและหันมาถล่มเป้าใหม่และเป้าใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ยิ่งดูทิศทางลมแล้ว จะเห็นว่าพรรคพวกหรือกองเชียร์ก็ไม่ได้ออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายเหมือนในช่วงเรืองอำนาจที่ผ่านมา  แถมยังเป็นการโดดเดี่ยวเพื่อไทยและเสื้อแดงที่จะออกมาเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งหมดเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทักษิณ และน่าเป็นห่วงตรงที่เมื่อรู้ว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้ผิดพลาด ทักษิณยังพยายามดิ้นต่อไป ด้วยการเปิดหน้าชน ถล่ม​รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบเหมือนกับกำลังเขียนกันในเกาหลีเหนือ กระทบไปถึง คสช.​

“ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้จะทำให้พวกเขาสนุกกับอำนาจได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนของเขา ไม่มีทางที่จะอยู่ได้นาน”

“เขาไม่พูดกับผม เพราะหาว่าผมมีคดี แต่ความจริงการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า” อดีตนายกฯ ระบุ

การเปิดศึก​รอบใหม่ของทักษิณ โดยไม่ต้องสงวนไมตรีรอบนี้จึงยิ่งทำให้ตัวเองเสียหาย แถมยังเติมเชื้อความขัดแย้งที่ทำให้การปรองดองเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว

อีกด้านยังกระทบไปถึงพรรคพวกที่รอจังหวะเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องต่อต้านรัฐประหาร เพราะการเปิดหน้าขยับในช่วงเวลานับจากนี้ ย่อมถูกกังขาว่าเป็นไปเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของทักษิณหรือไม่ และนั่นย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวนับจากนี้อ่อนแรงลงตามไปด้วย

การขยับครั้งนี้จึงถือเป็นหมากที่ผิดพลาดของทักษิณ และส่งผลกระทบไปทั้งกระดาน

 

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด “ประชามติ” รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417861

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด "ประชามติ" รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ก็ได้สำหรับข้อเสนอข้อที่ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยครึ่งใบชั่วคราวภายหลังรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติและมีผลบังคับใช้

“…คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนักโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง สส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้นและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้” สาระสำคัญในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญข้อที่ 16 ของ ครม.

ข้อเสนอที่ออกมาจาก ครม.ด้านหนึ่งมองได้ว่าไม่เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการเสนอมาให้กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานมาแล้ว ซึ่งนำมาสู่การมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่มีอำนาจพิเศษในการแก้ไขปัญหาวิกฤตตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ก่อนที่สุดแล้วจะถูกคว่ำกลางที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

มาในปัจจุบันเมื่อมองไปยังท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องยอมรับว่าเป็นไปในลักษณะไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว โดยเลือกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายใต้ท่วงทำนองของการดูกระแสจากสังคมภายนอกพอสมควรผ่านการอ้างว่าขอคุยกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีดูก่อน

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ประธาน กรธ.ยืนยันกับสาธารณะหลายครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขวิกฤตเหมือน คปป. เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองและคณะ กรธ.ดำเนินการอยู่สามารถอุดช่องโหว่ได้หมด ประกอบกับมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นองค์กรชี้ขาดปัญหาและข้อถกเถียงทางรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพิเศษอีก แต่เมื่อ ครม.เสนอให้ กรธ.ควรใส่กลไกแก้ไขวิกฤตเอาไว้ คงเป็นเรื่องที่คณะ กรธ.กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ไม่น้อย

เพราะฉะนั้นจากท่าทีไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธดังกล่าว ทำให้มีแนวโน้มสูงพอสมควรว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่จะต้องส่งให้ประชาชนลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ จะมีเนื้อหาที่ว่าด้วยประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านเอาไว้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะ กรธ.จะเลือกใช้แบบใด

1.กำหนดเป็นรูปแบบคณะกรรมการ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะไม่ผ่าน สปช. โดยมีเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการมี คปป. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณะ กรธ.จะปฏิเสธแนวทางนี้เสียทีเดียว เนื่องจากปัจจุบันสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ผ่านร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและเตรียมส่งให้ ครม.ดำเนินการแล้ว

ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ที่คณะ กรธ.อาจหยิบนำโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีหน้าที่ติดตามการปฏิรูปประเทศหลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดนอกเหนือไปจากงานประจำอย่างการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพียงแต่คณะกรรมการชุดนี้จะไม่มีอำนาจบริหารและนิติบัญญัติเหมือนกับ คปป. เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในทางการเมือง

2.การเข้าไปสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กมธ.ยกร่างฯ มาตรา 277 กำหนดให้ ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการสรรหา สว. จำนวน 123 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดรับการปฏิรูปประเทศภายใต้การขับเคลื่อนของ คปป.

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเป็นไปได้น้อยและไม่มีความจำเป็นในทางปฏิบัติ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี สว.ชุดใหม่ได้ ประกอบกับวุฒิสภามีเพียงหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จึงควรให้ สว.มาจากการเลือกกันเองตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด อย่างน้อยเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเป้าโจมตีว่ามีเจตนาต่อทอดอำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

3.รัฐบาลแห่งชาติ อาจจะดูว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีการพยายามผลักดันกันมาแล้ว โดย“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และ “ประสาร มฤคพิทักษ์” สมาชิก สปช.ในเวลานั้น เสนอให้ สปช.ลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป เพื่อเป็นกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

หาก สปช.ลงมติเห็นชอบจะทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นคำถามประชามติอีกหนึ่งคำถาม แต่ปรากฏว่า สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน ทำให้เรื่องรัฐบาลแห่งชาติเงียบหายไป อย่างไรก็ตามการกำหนดกลไกพิเศษด้วยการให้มีรัฐบาลแห่งชาติอาจเป็นทางออกที่ดูประนีประนอมกับทุกฝ่ายมากที่สุดภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคณะ กรธ.จะเลือกแนวทางไหน ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นบางทีทางออกที่ดีที่สุด คือ การไม่มีกลไกพิเศษทางตรง แต่วางกลไกพิเศษทางอ้อมที่ผูกไว้กับองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

 

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417648

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมเสนอให้มีการหารือหรือการพูดคุยกันก็ได้ ผมพร้อมแล้ว”

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวอย่างร้อนแรงผ่านการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และไฟแนนเชียลไทมส์ แบบรู้จังหวะ หลังระหกระเหินอยู่นอกประเทศนานกว่า 7 ปี

แม้ทักษิณจะขยายความว่า “ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ สำหรับตัวเอง ผมแค่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า คืนระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน”

แต่ชัดเจนว่า “การเคลื่อนไหว” รอบนี้เสมือนเป็นการ “โหนกระแส” ทอดสะพานไปสู่การต่อรองบางสิ่ง ในจังหวะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมและต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดอุปสรรคที่จะมาขวางทางไม่ให้เดินหน้าต่อไปจนสุดปลายทางตามโรดแมปที่วางไว้

โดยเฉพาะกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นด่านอันตรายจนอาจทำให้เส้นทางของ คสช. ต้องสะดุดได้ง่าย

ยิ่งหลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดโฉมร่างแรกรัฐธรรมนูญออกมา เสียงสะท้อนที่ได้รับออกจะดังไปในทางไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ไล่มาตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไปจนถูกถล่มรุนแรง ยังไม่รวมกับเรื่องเงื่อนไขการเสนอชื่อนายกฯ 3 ชื่อของพรรคการเมืองที่วิเคราะห์ว่าจะเป็นการตีกรอบและอาจทำให้ถึงทางตันในอนาคตได้ ไม่ต่างจากระบบเลือกตั้ง สส. และการสรรหา สว. ที่ยังมีจุดอ่อนหลายจุดที่ถูกวิจารณ์

ปมต่างๆ เหล่านี้นำไปสู่การจุดกระแส “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจนถึงขณะนี้กระแสเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แถมสัญญาณที่ปรากฏ เป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะยอมปรับแก้แค่เรื่องสิทธิ ซึ่งนั่นย่อมทำให้เป็นเงื่อนไขที่กลุ่มต่างๆ จะหยิบยกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

อันตรายตรงที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แรงกระเพื่อมจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กับเส้นทางต่อไปว่า คสช. จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปัดฝุ่นหรือปรับแก้ก่อนประกาศใช้หรือจะร่างใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสู่การเลือกตั้ง

ปัญหาสุ่มเสี่ยงแรงขึ้นหากสุดท้ายการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไปเกินปี  2560 ตามโรดแมปที่วางไว้

เริ่มตั้งแต่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช. ส่งผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่จะวนกลับมาเป็นปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้น

อีกด้านการยื้ออยู่ในตำแหน่งนานต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล คสช. ที่คะแนนนิยมกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สะท้อนผ่านผลสำรวจล่าสุดของกรุงเทพโพลล์ ที่คะแนนความพึงพอใจการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมาเหลือเฉลี่ยเพียงแค่ 5.92 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

สะท้อนการลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่เคยสำรวจ เมื่อครบรอบ 1 ปีที่ได้ 5.94 คะแนน และรอบ 6 เดือนที่ได้ 6.20 คะแนน โดยเฉพาะรอบล่าสุดคะแนนด้านเศรษฐกิจอยู่คาบเส้นเพียงแค่ 5.04 คะแนน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างเปราะบาง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง ยิ่งใน บรรยากาศบ้านเมืองที่ยังไม่เห็นวี่แววความคืบหน้าของการปฏิรูป รวมทั้งการสลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น

สอดรับกับที่ ทักษิณ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า รัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการลดทอนอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพุ่งเป้าหมายที่ตัวเขา

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่า ทักษิณพยายามเชื้อเชิญให้ คสช. หันมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อด้านหนึ่งก็ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีกลุ่มต้าน กลุ่มค้าน มาคอยสร้างความปั่นป่วนในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ที่สำคัญการเปิดหน้าของทักษิณรอบนี้ยังเป็นจังหวะไล่เลี่ย และสอดรับไปกับที่ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ  เรียกร้องให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรม และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ดีลรอบใหม่ นพดล ปัทมะ คนสนิททักษิณ ออกมาเบรกกระแสว่า ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่ากังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหา และอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก

แต่สุดท้าย ก่อนที่กระแสฮั้วจะบานปลาย การพูดคุยถูกปิดประตูชัดเจน เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ปิดประตูพูดคุยชัดเจน พร้อมอธิบายว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา คือหากคุยได้ก็คุย แต่ถ้ายังติดคดีหรือมีปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยได้

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะชิงปิดเกมพูดคุยก่อน เพราะด้วยสถานะ อำนาจในมือ และยังมีแผนตามโรดแมปที่ชัดเจน หากไปเป็นคนเจรจาด้วยตัวเองย่อมถูกมองว่าเป็นการฮั้วรอบใหม่ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ คสช.

ที่สำคัญจากท่าทีทั้งเรื่องเซตซีโร่และการนิรโทษฯ คงเป็นเงื่อนไขที่ คสช. ยากจะรับได้ และนั่นคงทำให้การเจรจายากจะหาข้อสรุปที่พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417073

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นใหม่สำหรับมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ โดยตามขั้นตอน สปท.จะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งมอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป

เนื้อหาของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินของ สปท.มีทั้งสิ้น 61 มาตรา

โดยกำหนดให้คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่า “แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชน และภาคประชาชน

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตย และเข้มแข็งในภาคประชาคมโลก อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ การเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ การเงิน การคลัง และงบประมาณ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การผังเมือง สาธารณสุข การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี”

เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นหนึ่งในประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ย้ำมาตลอดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณออกมา ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองพอสมควร

นอกเหนือไปจากการที่ สปท.ได้เสนอร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ดำเนินการให้ยุทธศาสตร์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ผ่านการให้ยุทธศาสตร์ชาติมีสภาพบังคับอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังที่ปรากฏในมาตรา 157 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่” เนื้อหาของมาตรา 157

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนเพื่อการพัฒนาประเทศ กลับมีหลายประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

คณะกรรมการฯ มีจำนวน 25 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ จำนวน 22 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยมีหน้าที่ไปจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอำนาจในการติดตามและการประเมินผลด้วย

ทั้งนี้ หากในกรณีที่คณะกรรมการฯ พบว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการฯ จะมีอำนาจ 4 ประการ ซึ่งบัญญัติอยู่ในมาตรา 77 ของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ

1.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการฯ แจ้งให้หน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้ถูกต้อง

2.กรณีพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

3.กรณีพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

4.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติส่อไปในทางทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้คณะกรรมการฯ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อำนาจตามมาตรา 77 นี่เองที่อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะกำลังจะเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กรธ.ก็มีหลายมาตราที่ถือไม้เรียวคอยขู่รัฐบาล ถึงขั้นที่ “กษิต ภิรมย์” สมาชิก สปท.ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีลักษณะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

“อำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการบอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ คปป. ซ่อนรูปถือเป็นการหลอกตัวเอง อีกทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอะไรที่เป็นส่วนร่วมของประชาชนเลย หากแต่เป็นการเสริมอาณาจักรของข้าราชการ” ข้อท้วงติงของอดีต รมว.ต่างประเทศ กลางที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 16 ก.พ.

ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ทางการเมืองว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าสาหัสอยู่ไม่น้อย ไม่มีใครตอบว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ดังนั้นเมื่อมีอีกประเด็นร้อนอย่างยุทธศาสตร์ชาติเข้ามาผสมโรงด้วย แน่นอนว่าการเมืองในอนาคตย่อมเกิดความเขม็งเกลียวและจะเกี่ยวไปถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้…เพิ่มแต้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416841

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้...เพิ่มแต้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากหมดเขตการรับแสดงความคิดเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มาถึงช่วงนี้ถือเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญ เพราะจะเข้าสู่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

เรียกได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่ต้องจับตากันให้ดี

การทำงานของ กรธ.ยังไม่ได้ลงมือแก้ไขถ้อยคำทันที เนื่องจากอยู่ในระหว่างการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางว่ามีประเด็นใดบ้างที่แก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้ โดยจะประมวลตั้งแต่มาตรา 1 ไปจนถึงมาตรา 207 ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือน มี.ค. จากนั้นมีการเล็งกันว่าอาจต้องยกคณะไปต่างจังหวัดกันอีกรอบในช่วงกลางเดือน มี.ค. เพื่อปรับแก้ถ้อยคำของร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ตามกำหนดการจะสามารถเปิดเผยเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.

สำหรับประเด็นที่ กรธ.เริ่มมองเห็นตรงกันว่าสามารถแก้ไขได้ คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเตรียมจะนำเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาพิจารณาว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรตามที่ภาคประชาสังคมต้องการให้ กรธ.เอารัฐธรรมนูญปี 2550 มาเป็นต้นแบบ

โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งความเห็นมาให้ กรธ.พิจารณาเพิ่มเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้มีความชัดเจน และสร้างหลักประกันให้กับประชาชน ตรงนี้จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ กรธ.เตรียมปรับปรุงเนื้อหาในส่วนนี้ให้ออกมาได้รับการยอมรับจากประชาสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะการเพิ่มถ้อยคำที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เช่นเดียวกับการเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กรธ.กำลังจะดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม ภายหลังวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และรัฐบาล มีความเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน

สาเหตุที่ กรธ.ยืนยันในหลักการแก้ไขเนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนพร้อมกับเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ มีเหตุผลเดียว คือ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ต้องยอมรับบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพราะขนาดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในมาตรา 4 ยังต้องยืนยันหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพเอาไว้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาในมาตรา 4

เมื่อภาคประชาสังคมรู้สึกว่าหลักการสำคัญดังกล่าวถูกสั่นคลอน จึงเป็นเหตุผลให้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และพร้อมจะลงประชามติไม่เห็นชอบ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เองส่งผลให้ กรธ.ไม่มีทางเลือก นอกจากการแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการ แม้ว่า กรธ.จะมั่นใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ตัวเองทำขึ้นมาไม่ได้ลดทอนสิทธิของประชาชนก็ตาม

ในทางกลับกันหาก กรธ.ยืนยันไม่ปรับเนื้อหาย่อมมีผลต่อเสียงการทำประชามติ ถึงขั้นอาจจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยต้องไม่ลืมว่าภาคประชาสังคมมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมาได้ท่ามกลางกระแสคัดค้านของพรรคการเมืองบางพรรค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แรงสนับสนุนจากเครือข่ายประชาชน

ดังนั้น การจะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยผ่านประชามติไปได้ ก็ต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชนมาสู้กับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ ต้องพึ่งพลังของ สนช.ด้วย

จริงอยู่ สนช.ไม่ได้เป็นองค์กรที่ให้คุณให้โทษกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ กรธ.กำหนดบทบาทให้ สนช.มีหน้าที่ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2560 ประกอบกับตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนช.ได้สร้างเครือข่ายในต่างจังหวัดไว้พอสมควร ผ่านโครงการ สนช.พบประชาชน ย่อมทำให้ กรธ.ต้องฟังเสียงของ สนช.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างตั้งใจมากขึ้น

โดยเร็วๆ นี้ตัวแทนของ สนช.เตรียมเข้าพบกับ กรธ. เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงข้อเสนอของ สนช. มีความเป็นไปได้ที่หนึ่งในประเด็นที่จะถกแถลงแลกเปลี่ยนระหว่างกัน คือ ที่มาของ สว. ที่ กรธ.กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ สนช.เห็นว่าน่าจะมาจากการสรรหา และการตัดสิทธิการลงสมัคร สส. และ สว. ของสมาชิก สนช. ในกรณีที่ไม่ได้ลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางการทำงานของ กรธ. และการเคลื่อนไหวภายในของแม่น้ำ 5 สาย ก่อนที่จะได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน มี.ค.

 

ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416596

ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โดยให้เพิ่มเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนให้ชัดเจน รวมถึงการมีองค์กรแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นด้วย พร้อมขอให้ร่นเวลาทำกฎหมายลูกให้เสร็จเพื่อประกาศเลือกตั้งตามโรดแมปในปี 2560

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื้อหาความเห็นนั้นพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง มาเน้นการบริหารราชการแผ่นดินให้ได้มากที่สุด และให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ว่าจะทำงานได้หรือไม่อย่างไร

ทั้งได้รวบรวมความเห็นจากส่วนราชการทั้ง 20 กระทรวง ซึ่งเกี่ยวกับถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตีความได้ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับหมวดนโยบายแห่งรัฐ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการทำงบประมาณ การปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบการบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ให้มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยนั้น ครม.ได้ขอให้เติมเนื้อหา เช่น ปวงชนชาวไทยต้องมีหน้าที่รักษาศิลปวัฒนธรรม ช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ กรธ.เขียนเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง สิทธิในความยุติธรรม ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องกำหนดเวลา รัฐบาลเป็นกังวลว่า หากเดินไปตามยุทธศาสตร์ในบทเฉพาะกาล จะทำให้เวลาที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งนั้นยาวนานเกินไป จึงต้องการร่นเวลาเพื่อให้จัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปี 2560 ให้เป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาล โดยเสนอ กรธ.ว่าอาจไม่ต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ แต่ให้ออกเท่าที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง จากนั้นจึงประกาศการเลือกตั้ง แล้วใช้เวลาระหว่างนั้นร่างกฎหมายที่เหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้เพิ่มการปฏิรูปอีกหมวดในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในร่างแรกนี้กำหนดให้มีเพียงการปฏิรูปการศึกษาและตำรวจแต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะนายกฯ เองก็ต้องการให้การปฏิรูปนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 แผน แผนละ 5 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินหน้าประเทศ

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ได้แสดงความกังวลให้ กรธ.ทราบ คือให้คำนึงถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 จึงต้องการให้ กรธ.นำปัญหาที่ผ่านมา มาวางแผนและมองปัญหาให้ทะลุ เพื่อให้เห็นถึงปมขัดแย้งของคนในชาติ ว่าเกิดจากเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน ความเข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงเมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด ขอให้ กรธ.นำปัญหาเหล่านี้มาเขียนในรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ แต่ ครม.ไม่ได้มีข้อเสนอหรือความเห็นเกี่ยวกับองค์กรเหมือน คปป.หรือองค์กรพิเศษ แต่ขอให้ กรธ.ตอบให้ได้ว่า หากเกิดปัญหาเช่นในอดีต จะหาวิธีใดแก้ไข ส่วนจะแก้ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่เห็นควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

วิษณุ แสดงความมั่นใจว่า ข้อเสนอแนะของรัฐบาลน่าจะมีน้ำหนัก เพราะที่ผ่านมาการกลั่นกรองของแต่ละกระทรวง ซึ่งผู้ปฏิบัติเสนอให้เติมเรื่องสิทธิเสรีภาพให้ครบ เรื่องงบประมาณให้ชัด หรือให้แก้เรื่องเกี่ยวกับทหารว่ากองทัพมีบทบาทในเรื่องการต่อสู้ การรบ การทำสงคราม รวมทั้งการพัฒนาประเทศ ซึ่งร่างแรกนี้บทบาทการพัฒนาหายไป จึงบอก กรธ.ให้เพิ่มเติม โดย ครม.ไม่ได้เสนอในทำนองวิพากษ์บาดหมางในเรื่องที่ฝ่ายการเมืองเห็นต่าง ดังนั้น กรธ.น่าจะรับฟัง เพราะไม่ขัดหลักคิดอะไร

ด้านการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ได้เริ่มพิจารณาความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่ายอย่างเป็นทางการ ภายหลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นตามกรอบเวลาเมื่อวันที่ 15 ก.พ.

การทำงานของ กรธ.เริ่มที่การประมวลความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารูปแบบการจัดทำข้อเสนอแนะของ สนช.มีความชัดเจน เพราะ สนช.ได้ระบุมาว่าต้องการให้ กรธ.แก้ไขในประเด็นไหนบ้าง โดยมีมติของที่ประชุม สนช.มาเป็นตัวกำหนด

ทว่าสำหรับกรณีของ สปท.กลับพบว่าเป็นการเสนอแนะความคิดเห็นในนามของคณะกรรมาธิการสามัญของ สปท.แต่ละคณะ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับ กรธ.ทำให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. กล่าวกับที่ประชุมว่า “ทำให้ไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม กรธ.จึงมีความเห็นว่าการที่ สปท.ไม่ได้จัดข้อเสนอแนะที่เป็นบทสรุปชัดเจนเหมือนกับของ สนช. หาก กรธ.ได้แก้ไขในประเด็นใดตามข้อเสนอแนะของ กมธ.ของ สปท.คณะใดคณะหนึ่ง อาจมีผลให้ กรธ.ถูกโจมตีจาก สปท.ได้ว่า กรธ.เลือกปฏิบัติ ดังนั้น ประธาน กรธ.เตรียมจะทำหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของ สปท.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

นอกจากนี้ กรธ.ได้รับการประสานงานมาจาก สนช.ด้วยว่า สนช.จะขอส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงเนื้อหาที่ขอเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.ด้วย โดยเตรียมจะกำหนดวันให้ชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ การพิจารณาว่ามีเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้างที่จะสามารถดำเนินการปรับปรุงอย่างเป็นทางการได้ ของ กรธ.ในเบื้องต้น มีความเห็นว่าควรดำเนินการใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 2.การจัดทำหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นของสิทธิเสรีภาพของประชาชน กรธ.มองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ กรธ.บัญญัติขึ้น จะครอบคลุมและมีหลักประกันให้กับประชาชนเฉกเช่นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กมธ.ยกร่างฯ ที่มีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ กรธ.จะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาตามที่มีข้อเสนอเข้ามาให้ครอบคลุมหลักการสำคัญมากที่สุด

 

ตั้ง “สังฆราช” ระเบิดเวลารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416579

ตั้ง "สังฆราช" ระเบิดเวลารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” สำหรับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เวลานี้ “เผือกร้อน” ตกมาอยู่ตรงหน้า และยังไม่ทีท่าว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” อย่างยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเป็นห่วงเมื่อคนในสังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลเลือกเดินทางใดทางหนึ่ง อาจสร้าง ความไม่พอใจให้กับอีกฝั่ง จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้กลับมา คุกรุ่น หรือถูกกลุ่มไม่หวังดีเข้ามาฉวยโอกาสนี้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์

ทางออกที่ประเมินกันว่ารัฐบาลคงจะใช้สูตรยื้อ ดึงเรื่องนี้ออกไปให้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ต้องตกเป็น “จำเลย” แบกความรับผิดชอบจากผลของการกระทำก็ดูจะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว

เมื่อล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้นำพระสงฆ์และฆราวาสในนามเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) ออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าองค์พระพุทธมณฑล

พร้อมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ซึ่งระบุว่าที่ประชุมคณะสงฆ์จากทั่วประเทศมีสังฆมติร่วมกัน ขอให้นายกฯ ดำเนินการดังนี้

1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย

2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน

3.ขอให้นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย

5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

ปมร้อนรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อภิกษุสงฆ์ที่มารวมตัวกันที่พุทธมณฑล เกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี และตำรวจสถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑลที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย พระเมธีธรรมาจารย์จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังกล่าวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะดูแลและประสานรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกฯ หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา

จากนี้จึงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเลือกอย่างไรก็เป็นปัญหา

ไม่ว่าจะเลือกเดินหน้าไปตามกระบวนการ หลังจาก มหาเถรสมาคม (มส.) มีประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ย่อมมีกระแสต่อต้านจากฝั่งที่คัดค้าน

โดยเฉพาะพระ พุทธะอิสระที่เคยยื่น 3 แสนรายชื่อ คัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราช ต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่า เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ทางพระธรรมวินัย ด้วยพฤติกรรมที่ข้องเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ที่มีคดีทุจริตติดตัว และมีการเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือกันมาช้านาน

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหว ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หยิบยกเรื่องคดีครอบครองรถหรูขึ้นมาดักคอว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้

แถมระบุว่าการเคลื่อนไหวเร่งรัดให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ยังอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

อีกด้านหนึ่งหากรัฐบาลดึงเรื่องการแต่งตั้งให้ทอดเวลานานออกไป หรือไม่ยอมทำตามมติของมหาเถรสมาคมไปตลอดจนอายุของรัฐบาลจนถึงปี 2560 ก็นานเกินไป ย่อมจะถูกกระทุ้งโดยกลุ่มของพระเมธีธรรมาจารย์ ที่เปิดหน้าเริ่มเคลื่อนไหว ให้ดำเนินตามมติของมหาเถรสมาคมโดยเร็ว อีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำความ  “เปราะบาง” ของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการตัดสินใจ ยิ่งในวันที่แต่ละฝักฝ่ายเปิดหน้าเตรียมเคลื่อนไหวตามจุดยืนของฝั่งตัวเอง

ถ้ารัฐบาลเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผล คำชี้แจง หรือหามาตรการบรรเทาความร้อนแรง หรือหาทางการสกัดการเคลื่อนไหว

สุดท้ายอาจนำไปสู่การปะทะกันของมวลชนรอบใหม่ ที่จะซ้ำเติมสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบภารกิจต่างๆ ที่กำลังจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามโรดแมปที่วางไว้

ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในปี 2560 รวมทั้งอาจกระทบไปถึงเส้นทางการลงจากอำนาจของ คสช.ด้วยอานุภาพของระเบิดเวลาลูกนี้

 

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416517

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นตอนนับจากนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) จะนำข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาปรับปรุงให้แล้วเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 29 มี.ค. ก่อนจะไปชี้ขาดกันที่ด่านสุดท้ายกับการทำประชามติ

สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกพิเศษที่จะเข้ามาคลี่คลายสลายทางตันในกรณีเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตถูกปัดฝุ่นกลับมาใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด หนึ่งในข้อเสนอจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่งถึง กรธ.ระบุชัดว่า “มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้

ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศดังกล่าว โดยให้เป็นอำนาจของรัฐสภา หรือวุฒิสภาในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือมีสภาผู้แทนราษฎรแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ

และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้วให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะ ปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ หากจำได้ กรธ.เคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีองค์กรในทำนองเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แบบร่างของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แต่จะใช้องค์กรที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่ไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ถึงทางตันมีข้อขัดแย้งทางการเมือง หรือทางรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไป

ปัญหาอยู่ที่ คปป.ถูกมองว่าเป็นช่องทางสืบทอดอำนาจของ คสช.ที่จะมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ถูกคว่ำในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ครั้งนั้นเนื้อหาเกี่ยวกับ คปป.ถูกบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 280 วรรค 2 ภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้

“คปป.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3  ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสูสภาวะปกติโดยเร็ว”

แรงต้านในครั้งนั้นทำให้ กรธ.ชุดนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่เดินซ้ำรอย ทั้งที่อาจจะขัดแย้งกับท่าทีความต้องการของ คสช.ที่ต้องการให้มีองค์กรลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าบ้านเมืองจะไม่วนกลับไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปห่วงเรื่อง คปป. ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า คปป.ทำหน้าที่อะไร มันก็เป็นเพียงร่มๆ หนึ่งเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ

ที่สำคัญหากพิจารณาข้อเสนอของ สนช.นั้นให้เหตุผลสนับสนุนกับการตั้งองค์กรพิเศษว่า มาตรา 207 ของร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เพียงแค่กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 205 เท่านั้น ไม่สามารถนำหลักการในมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศได้

​นี่จึงอาจเป็นช่องโหว่ที่ กรธ.ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ยิ่งสัญญาณล่าสุด มีชัย ระบุชัดว่า หากไม่มีคนเสนอเรื่องกลไกพิเศษ ก็ไม่ต้องเพิ่มอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เว้นแต่มีคนเสนอด้วยเหตุผล กรธ.ก็พิจารณาได้ แต่ยังไม่เห็นว่าเขาเสนอมาอย่างไร ตอบไม่ได้ ต้องขอไปดูข้อเสนอก่อนวิจารณ์

แม้ว่ากลไกพิเศษนี้จะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะไม่ไปสู่ทางตัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทาน เสียงต้านคัดค้าน ข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

สุดท้ายนี่จะเป็นการวัดใจของ กรธ.ว่าจะเลือกจัดการกับเผือกร้อนในมือรอบนี้อย่างไร เมื่อเรื่องนี้ถือเป็นปมสำคัญและเปราะบาง หากตัดสินใจผิดพลาดอาจส่งผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถูกคว่ำในการทำประชามติ และสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของ คสช.​อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​

 

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/416065

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสียงท้วงติงออกมารุนแรงมากพอสมควร โดยนอกเหนือไปจากเรื่องโครงสร้างของสถาบันการเมืองแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ.จะถูกวิจารณ์หนักหน่วงไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีการระบุว่าพาประเทศถอยหลังกลับไปก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเคยผ่านตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองอย่างโชกโชนอย่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ. 2540 สว.กทม. และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็เป็นอีกคนที่แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านพื้นที่ของโพสต์ทูเดย์

โดยมองว่า กรธ.เขียนร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหา แต่กลับไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีในสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัญหา เหมือนกับการเขียนร่างรัฐธรรมนูญด้วยความมือบอน พร้อมกับไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

อาจารย์แก้วสรร เกริ่นว่า “การร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นการแต่งขึ้นมาใหม่ตามจินตนาการของตัวเอง ต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งและมาวางว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้กำหนดมาแล้ว ผมก็ตั้งความหวังว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะยึดตามแนวทางนี้ อะไรที่มันไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ได้เป็นต้นเหตุก็อย่าไปมือบอน หรืออย่าไปแต่งใหม่ด้วยความคันไม้คันมือ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อแรกคือ ใช้คำว่ามือบอนก็แล้วกัน คือเรื่องที่มันไม่ใช่ปัญหา คุณจะไปยุ่งกับมันทำไม สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ตรงนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาเลย ปัญหา 10 ปีที่่ผ่านมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เป็นเรื่องของอำนาจมันเฟ้อ มันไม่ใช่สิทธิมันเฟ้อ แล้วคุณจะไปยุ่งกับมันทำไม ผมไม่เข้าใจ”

กรธ.พยายามอธิบายเป็นการเขียนให้กะทัดรัดมากขึ้น แต่เนื้อความก็ยังครอบคลุมไว้ทั้งหมด? อาจารย์แก้วสรร ตอบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่จริง ตอนผมร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กับเพื่อนที่เป็น ส.ส.ร. สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก่อนหน้านั้นมันมีเฉพาะสิทธิมนุษยชน สิทธิในเนื้อตัว ร่างกาย การเดินทาง การนับถือศาสนา ความเป็นส่วนบุคคล อะไรก็ว่าไป แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพิ่มขึ้นมา คือ โลกปัจจุบันการดำรงอยู่ซึ่งความเป็นมนุษย์มันไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องทางการเมือง มันมีเรื่องสิทธิทางสังคมด้วย มีการศึกษา การสาธารณสุข ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สิทธิชุมชน สิ่งที่เห็นอีกคือสิทธิในความโปร่งใสของระบบราชการ ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ต้องรับฟังความคิดเห็นและให้เหตุผล”

“เรื่องเหล่านี้ไม่ควรเป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ควรเขียนให้เป็นสิทธิเลย ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยได้เอาเรื่องเหล่านี้ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพหมดเลย เอาไปอยู่หมวดใหม่ที่เรียกว่าหน้าที่ของรัฐ เดิมทีรัฐธรรมนูญจะมีหมวดสิทธิเสรีภาพและไปที่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเป็นแค่แนวทางที่รัฐพึงปฏิบัติโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้อง แต่พอสร้างหมวดหน้าที่ของรัฐขึ้นมา ก็มีคำถามว่าเมื่อเป็นหน้าที่ของรัฐขึ้นมาแล้วหมายความว่าอย่างไร มันเป็นสิทธิหรือเปล่า

“ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ  2550 เขาบอกให้มีสิทธิในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สมมติถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ปิดเหมืองแร่ที่ปล่อยน้ำเสียใส่ที่นาของชาวบ้าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บอกให้เป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถฟ้องบังคับให้กรมทรัพยากรธรณีสั่งปิดเหมืองนี้ แต่พอคุณยกไปเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐก็มีคำถามว่าจะฟ้องได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้”

“คุณมีชัยบอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไปร้อง ป.ป.ช. คำตอบของผมคือ ไม่ต้องให้ใครติดคุกหรือปลดใครออกจากตำแหน่ง มันเป็นเรื่องของพวกคุณ แต่ผมต้องการให้น้ำสะอาดและคุณมีหน้าที่ ผมต้องการบังคับตามสิทธิของผม ไอ้ความเป็นสิทธิที่จะบังคับโดยเจาะจงมันหายไป ตัวนี้ผมเห็นว่าคุณมีชัยยังอธิบายไม่ได้”

“การเอาสิทธิหลายตัวไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเสียหมด ผมอธิบายว่ามันเหมือนกับเราเคยเอาแกะหลายตัวและเอารั้วมาล้อมเพื่อคุ้มครองไม่ให้หมาป่าเข้ามา แต่กลับเอาแกะหลายตัวออกจากรั้วนี้ มันเป็นการถอยกลับไป”

อาจารย์แก้วสรร มองอีกว่า “ที่สำคัญการเอาแกะออกไปจากรั้ว ปัญหาที่มีต่อไปอีกว่ารั้วที่มีอยู่และมั่นคงอยู่แล้วที่เรียกว่าหลักประกัน คุณก็ทำให้มันอ่อนแอลงไปอีก เดิมทีสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะลอยอยู่สูงๆ คอยควบคุมไม่ให้สภาตรากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญแค่นั้น แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เราให้สิทธิเสรีภาพทั้งหมดผูกพันทุกหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่โรงพักยันไปถึงรัฐสภาและรัฐบาล ควบคุมทุกกิจกรรมทั้งการตีความ การใช้ และการตรากฎหมาย พร้อมกับให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปฟ้องศาลได้”

“แต่มาตอนนี้ความผูกพันเหล่านี้หายไปหมด เพียงแต่เขียนว่าถ้าไปเจออะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นการทำให้สิทธิพิการและที่น่าห่วงคือ ปกติการใช้สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีการเอาออกและไปเติมมาใหม่ว่าจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบไอ้ตรงนี้แหมมันเป็นสิทธิที่มีต่อรัฐ คุณใช้มันเมื่อไหร่มันกระทบรัฐแน่นอน ตรงนี้ทำให้สิทธิมันพิการมากเข้าไปอีก”

“ผมไม่เข้าใจว่าความก้าวหน้าที่เขาทำกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เดินมาตลอด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง และทำให้คนมีสิทธิเกินกว่ารั้วบ้านเนี่ย คุณเอามันออกทำไม ทำไมคุณดึงประเทศกลับมาสู่ยุคระบบของอำนาจนิยมโดยระบบราชการ ให้ประชาชนมีสิทธิเฉพาะในรั้วบ้าน ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง และผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ถ้าอันนี้ยังอยู่”

“เรื่องสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เรื่อง รายละเอียดนะ มันเป็นเรื่องของวิธีคิดเลยนะ มันเป็นการดึงวิธีของผู้คนกลับมาว่าต่อไปนี้คุณจะมีสิทธิเฉพาะอยู่ในบ้านและเนื้อตัวของคุณ แทนที่ประชาชนจะเป็นมนุษย์ที่เป็นประธานที่ยอมเสียสิทธิเท่าที่จำเป็นและเอาประโยชน์ส่วนรวมไปให้ดูแล ตัวนี้มันหายไป ถ้าพูดในแง่หลักวิชาการเท่ากับว่าสัญญาประชาคมที่มีกับเราว่าเรามีรัฐเพื่ออะไรมันหายไปเลย มันหมายความว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งโลกสมัยนี้คนไม่ได้มีสิทธิแค่ในรั้วบ้าน”

แสดงว่าเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญยังน้อยไปในความคิดของอาจารย์? อดีต ส.ส.ร. ตอบว่า “ไม่ใช่น้อยไป มันเป็นเรื่องวิธีคิดเลย มันไม่ใช่แขนสั้น หรือเดินกะเผลกไป มันจากคนกลายเป็นหมาเลยสำหรับผมนะ ดังนั้น ผมไม่รับ ผมไม่เข้าใจด้วย มันไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมืองและใช้มาเป็น 10 ปี และคนก็เริ่มเคยชิน เริ่มเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว”

ในเมื่ออาจารย์ก็มองออกและคิดว่า กรธ.ก็น่าจะมองออกเช่นกัน แต่ทำไม กรธ.ถึงยังดำเนินการในลักษณะนี้? อาจารย์แก้วสรรคิดว่า “อาจารย์มีชัยท่านคงเอาชีวิตสมัย 40 ปีก่อนของท่านมาใส่ในนี้ ทั้งที่สังคมนี้มันไม่ใช่สมัยนั้น ควรจะให้ประชาชนเป็นประธานมากขึ้น ที่สำคัญรัฐสมัยนี้พึ่งไม่ได้ ประชาชนควรลุกขึ้นและดูแลประโยชน์ตัวเองได้ แบบนี้จะช่วยให้การทุจริตลดลงได้ ไม่ใช่มีอะไรก็ไปให้ ป.ป.ช. ผมไม่เชื่อเปาบุ้นจิ้น”

แก้การเมืองไม่ตรงจุด เสียสมดุล-สร้างปัญหา

ในมุมมองของอาจารย์แก้วสรร นอกเหนือไปจากเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ที่เป็นปัญหาแล้ว ยังมีบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองเช่น พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. การได้มา ซึ่ง สว. และที่มาของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งกรธ.กำลังดำเนินการปรับปรุงไม่ถูกจุด เพราะไม่ได้มีการนำปัญหามาตั้งเป็นโจทย์ที่นำไปสู่การหาคำตอบและลงมือแก้ไขปัญหา

“ปัญหาเสรีภาพในพรรคการเมืองมีหรือไม่ทุกวันนี้กลายเป็นการสวามิภักดิ์กันหมดเพราะกลัวเจ๊ไม่เลือก ทำไมเข้าพรรคการเมืองแล้วกลายเป็นควายวะ กระบวนการเลือกผู้สมัคร สส.จะต้องทำให้สมาชิกหรือพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้นกฎหมายพรรคการเมืองเดิมบอกให้สาขาพรรคการเมืองเสนอชื่อผู้สมัครขึ้นมาหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าไม่มีใครทำ คิดว่าในร่างรัฐธรรมนูญควรทำให้ชัด

“เสรีภาพในสภาเนี่ย สิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้คุณก็ไม่ทำ คุณจะต้องไปทำ หรืออย่างเรื่องคณะกรรมาธิการที่สำคัญในสภาอย่างคณะกรรมาธิการปราบการทุจริตและงบประมาณต้องระบุลงไปว่าให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเท่าๆ กัน ดังนั้นกลไกอะไรที่นักการเมืองเขาตรวจทานกันได้ ก็ควรสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ไปให้เปาบุ้นจิ้นอย่างเดียว คุณทิ้งการเมืองและไปพึ่งเปาบุ้นจิ้นหมด มันไม่สำเร็จหรอก คุณต้องสร้างระบบการตรวจสอบขึ้นมาในนี้ ลองดูสิแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะกล้าบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่”

อาจารย์แก้วสรร วิพากษ์ระบบการเลือกตั้งสส.ที่ กรธ.ออกแบบว่า “ผมก็ยังไม่เข้าใจ เขาเคยมีบัตรเลือกตั้งอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกพรรค อีกใบเลือกคน พอมาเหลือใบเดียวแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการเลือกพรรค พรรคก็ได้โควตาตามใบเลือกตั้งนี้ มันทำให้ต้นตอของพรรคการเมืองกลายเป็นการลงทุนและบ้าอำนาจขึ้นมา สามารถเอาเงินลงทุนเป็นพันล้านบาท สร้างสินค้าประชานิยมขึ้นมาและเปิดเป็นร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศคุณเสียงดีใช่ไหม คุณเอาเสื้อสีนี้ไปใส่ เอาสินค้านี้ไปขาย”

“บรรดาคนในพื้นที่ที่เป็นที่พึ่งพาอยู่ก็เหมือนตึกแถวที่มีทำเล ก็ถูกเปลี่ยนจากร้านโชห่วยมาเป็นร้านสะดวกซื้อและอยู่ใต้อิทธิพลของร้านสะดวกซื้อ ในทำนองเดียวกัน สส.เขตที่ลงสมัครเป็นผู้มีเสียงและบารมีพอสมควรก็ถูกจับเข้าพรรคพ่อค้า พรรคลงทุนหมด คุณสร้างระบบเลือกตั้ง คุณทำให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้นไปและถูกอิ๊บไปอีกว่าเสียงที่เลือกเป็นเสียงที่เลือกพรรคการเมือง ผมยังไม่เห็นคำอธิบายว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้จะทำลายเสรีภาพในพรรคการเมืองหรือไม่”

“คุณต้องออกแบบให้เกิดความสมดุลเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นการออกแบบให้สมดุลพรรคการเมืองมีความจำเป็นจริง แต่ถึงขนาดที่ สส.ในพรรคกลายเป็นควายในคอกแบบนี้ไม่สมดุลแล้ว จุดสมดุลอยู่ตรงไหนที่เขาจะพอมีเสรีภาพในการท้วงติงอะไรได้บ้าง”

ต่อด้วยเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.ให้เป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจำนวน 3 คนที่พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนการเลือกตั้ง โดยอาจารย์แก้วสรรติงว่า ทำไมต้องมีการประกาศชื่อก่อนโดยจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ อยากถามที่ผ่านมาการเลือกนายกฯ ปัญหาอยู่ตรงไหน

“อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ควรไปยุ่ง ที่มานายกฯ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพ.ศ. 2550 แบบเดียวกันมาตลอด ไม่เคยก่อปัญหาอะไร ด้วยสภาพของมันก็ควรให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว วิกฤตเรื่องนายกฯที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่การรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้มีนายกฯ คนนอก เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า”

ที่สำคัญในฐานะอดีต สว.กทม.ก็มองถึงการได้มาซึ่ง สว.ในรูปแบบที่ กรธ.กำหนดว่า “ไม่เห็นด้วยกับการให้ สว.มาจากการสรรหา ระบบนี้โอเคถ้าใช้กับการสรรหาศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช.จะมาสรรหาบุคคลเป็นร้อยสองร้อยไม่ได้ บอกตรงๆ ตั้งแต่ปี 2550 มา มีพวกรอการสรรหาเยอะมาก หน้าเก่าเยอะแยะ เคยชินไม่ยอมไปไหนแล้วไม่เอา ต้องเอาออกไป จะมาแบบนี้ไม่ได้”

“ส่วนจะให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก็ต้องแบ่งให้ชัดลงไปว่า ถ้าเป็นชาวนาก็ให้กลุ่มชาวนาเลือกกันเอง ไหนบอกมีอำนาจแค่ให้ตรวจกฎหมายและอภิปรายนโยบายทั่วไป ก็แค่นั้นเอง ปัญหาของเราเป็นเรื่องระบบผู้แทนว่าแทนอะไรไม่ครบบ้าง แทนความเห็นของเกษตรกร แทนปัญหาท้องถิ่นไม่ได้ แทนปัญหาข้าราชการไม่ได้ แทนปัญหาพ่อค้าไม่ได้ แบบนี้ก็ให้คนในกลุ่มเดียวกันเลือกกันเข้ามาสิ ถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมีเงินเดือนก็ได้ ให้เฉพาะเบี้ยเลี้ยงเวลามาประชุมพอ ให้หายบ้าไปเลย เราต้องการฟังเสียงที่ระบบผู้แทนมันหายไป”แก้วสรรทิ้งท้าย

ประชามติ ไม่ผ่าน เผชิญวิกฤต 14 ตุลา

หลังจากมองไปที่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ เล็งเห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นไปในลักษณะนี้ และไม่ได้มีการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้นจนนำไปสู่การยอมรับ อาจส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านประชามตินั้นจะนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอีกมากให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชามติไม่ผ่านมาจะเกิดปัญหาแน่นอน จะมาคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือหยิบอะไรมาใช้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่นะ” แก้วสรร เริ่มต้นการวิเคราะห์

“ถ้าไม่ผ่านประชามติขึ้นมา คสช.เท้าลอยเลย ทุกวันนี้คุณก็ไม่เอาพลังประชาชนมาร่วมในการปฏิรูปประเทศ และไม่ได้รับการสื่อสารให้เห็นว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะไปทางนี้เอาหรือไม่ คุณไม่มีอะไรหนุนอยู่เลย แต่พอคุณแพ้ในการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ คุณจะอยู่ต่อเหรอ ในภาวะอย่างนั้นพวกป่วนเมืองดันไม่เท่าไหรก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้ง่ายๆ เพราะเศรษฐกิจผมก็ยังไม่เห็นแววว่าจะแก้ไขได้ อัดเงินเข้าไปมันไม่หมุนนะเดี๋ยวนี้ คนเก็บหมด ไม่เอามาใช้หนี้ ไม่เอามาใช้จ่าย ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไร หมุนเท่าไหร่มันก็ไม่ไปหรอก

“ความน่าเชื่อถือคุณก็เจ๊งอีก ตอนนี้ถ้าพูดอย่างหวังดี คือ รู้เถอะว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เวลาที่เหมาะเจาะมันผ่านไปหมดแล้ว ตอนนี้มีแต่เพียงว่าอย่าให้เศรษฐกิจสะเทือนและสมูทแลนดิ้ง (Smooth landing : ทำให้ราบรื่น) ให้ได้”

สมูทแลนดิ้ง คือ ต้องไปเลือกตั้ง? อาจารย์แก้วสรร ตอบว่า “ต้องไปเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญต้องทำให้ผ่านโดยอะไรที่ไม่ใช่ปัญหาให้เอากลับไปที่เดิมให้หมด และแก้ไขเฉพาะที่เป็นปัญหาเท่านั้น พร้อมกับอธิบายกับสังคมถึงความจำเป็น แบบนี้ยังมีสิทธิผ่านประชามติ

“เวลาที่เหลือก็เอาไปออกกฎหมายที่ควรจะออก โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลางที่เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการทำกฎหมายหลักทรัพย์ที่ให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหุ้นในตลาดไทยที่ดูแลโดยต่างประเทศ เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหุ้น ต้องกำหนดลงไปในสัญญาระหว่างเจ้าของหุ้นและผู้ดูแลว่าถ้า ก.ล.ต.
ไทยเรียกตรวจสอบจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของไทย โลกอื่นเขาทำกันหมดแล้ว การแก้ไขปัญหาแบบนี้ทำไมไม่ตั้งขึ้นมาแล้วดำเนินการแก้ไขปัญหา”

อาจารย์แก้วสรร ขยายถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ได้ผลว่า “การป้องกันการทุจริต ไม่ใช่ทำแต่การปราบปราม มันต้องทำตั้งแต่ต้น ถ้าเราไปเทอยู่แต่การปราบปราม ป.ป.ช.ก็ไปไม่ไหว งานเยอะ คดีมาก แต่ทำไมเราไม่ป้องกันตั้งแต่ต้น เช่น ถ้าอยากแก้ปัญหาที่เอางบประมาณแผ่นดินไปทำเป็นงบประมาณของ สส. ก็ควรคุมตรงการออกงบประมาณ จะไปถอดถอนทำไม คุณปล่อยให้อำนาจมันเฟ้อทำอะไรก็ได้ แต่มาคุมตอนท้ายโดยมีเปาบุ้นจิ้น ทำไมไม่ไปคุมตั้งแต่ต้นไม่ให้อำนาจเฟ้อ”

มีพลังที่มากพอที่จะออกมาต่อต้าน คสช.หลังจากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ? อาจารย์แก้วสรร ประเมินว่า “ทุกวันเขาให้โอกาส คสช. คนจำนวนส่วนหนึ่งเลยนะเขาก็อดทนได้ แต่เมื่อไหร่ที่คุณพาประเทศไปไหนไม่ได้ แล้วก็นึกว่าคุณใหญ่ แต่จริงๆ ไม่ได้ใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญคุณเจ๊งไปแล้ว และถึงตรงนั้นเศรษฐกิจไม่ไหวจริงๆ ถ้าคุณเป็นฝ่ายตรงข้ามคุณจะทำอะไร ผมคิดเลยว่าพวกเขากำลังเตรียม 14 ตุลา”

จริงๆ ก็มีบางกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่แล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร? ได้รับคำตอบจากอาจารย์แก้วสรรว่า “ปัจจัยไม่เหมือนกัน สถานการณ์ไม่เหมือนกัน คนจะหาเรื่องมันมีอยู่แล้ว เขาถึงอ่อยให้คุณจับ คุณจับเขา ก่อหวอดตรงนั้นตรงนี้ วันหนึ่งประกาศกฎอัยการศึกเข้าไปจับ เละไหมล่ะ เขาอาจจะไล่ คสช.ไม่ได้ แต่ประเทศเละไปเลย เศรษฐกิจไม่เหลือ ผมไม่ได้ห่วง คสช.แต่ผมห่วงประเทศ คุณให้ไปถึงจุดนั้นเกิดปัญหาแน่

“ถ้าตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาเขาและเขาถามผมนะ ผมจะบอกว่าให้สมูทแลนดิ้งดันร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านให้ได้ อะไรที่เป็นปัญหามากก็เอาออกให้หมด แก้ไขปัญหาเฉพาะที่เป็นปัญหาจริงๆ และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ พูดถึงปัญหา พูดถึงการแก้ไข ไม่ใช่มาประกวดว่าผมแต่งรัฐธรรมนูญดีไหม ทุกวันนี้เขาเป็นนักแต่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แก้ไขปัญหา อยากได้รางวัลกันหรืออย่างไร”

ขณะนี้ถือว่า คสช.เสียของแล้ว? อาจารย์แก้วสรร ตอบทันทีว่า “เสียแล้ว เพราะเขามาจมกับอำนาจในฐานะรัฐบาล ส่วนอำนาจของ คสช.ที่ต้องใช้เพื่อการปฏิรูป ความมั่นคง และขุดความชั่วที่มันแทรกอยู่ ปรากฏว่ากลับไม่ได้ใช้ เพราะเอามาตรา 44 ไปใช้ไม่เหมาะ อย่างเช่น การแก้ระเบียบตำรวจ อันนั้นมันเรื่องรัฐบาล เป็นเรื่องราชการปกติ

“จริงๆ แล้วคุณไม่ควรลงมาเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำไป คุณยืนเป็น คสช.และใช้อำนาจในการปฏิรูป ขุดรากที่ไม่ดีออกมา แต่พอคุณโดดลงมาเป็นรัฐบาล และคุณเพลินอยู่กับอำนาจตรงนี้ ทำให้เรื่องดังกล่าวมันไม่เดิน คุณมาตั้ง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) และ สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) เพื่อปกปิดการไม่ทำหน้าที่ของคุณเท่านั้น เรื่องปฏิรูปกับการจัดปัญหาความชั่วร้ายในสังคม มันต้องใช้อำนาจ คสช.เท่านั้น จะมาใช้อำนาจ สปท.หรือ สนช.ไม่ได้”

“การปฏิรูปต้องมีการนำประชาชน มีความเข้าใจ มีการเดินตาม มีความต่อเนื่อง และต้องถึงรากถึงโคนถึงจะเรียกว่าการปฏิรูป มันไม่มีหรอกการปฏิรูปโดยสภาอะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีในโลก คุณต้องปฏิรูปความคิดในสังคม” แก้วสรรสรุป

 

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง “สมเกียรติ-เจเคซีไบค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415645

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง "สมเกียรติ-เจเคซีไบค์"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

เปิดตำนาน “เจเคซี ไบค์” ผู้ผลิตจักรยานรายแรกในประเทศไทย เจ้าของสมญา “เจ้าพ่อซาเล้ง” ซึ่งในเวลานี้ สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานภายใต้แบรนด์ “ไอโคนิค” (Iconic) ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เข้ามารับช่วงต่อกิจการผลิตรถจักรยานของครอบครัว โดยใครเลยจะคิดว่ากว่าจะเป็น “เจเคซี” ผู้ผลิตจักรยานที่แข็งแกร่งได้อย่างทุกวันนี้ ครอบครัวอนันต์สรรักษ์จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากเพียงใด

สมเกียรติ ทายาทรุ่นสองของ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า รุ่นคุณพ่อเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจจักรยาน โดยคุณพ่อเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ตอนนั้นยากจนมาก อาศัยนอนในโบสถ์คริสต์ จนได้พบรักกับสาวชาวเวียดนาม ซึ่งได้นำจักรยานสามล้อจากเวียดนามเข้ามา คุณพ่อก็เริ่มเรียนรู้วิธีผลิต จนพัฒนาสู่จักรยานรุ่นท่าเรือ ซึ่งได้กลายเป็นขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ขนบรรทุกสินค้าและน้ำแข็ง หลังจากนั้นได้ต่อยอดพัฒนาเป็นรถจักรยานเพื่อการบรรทุกหรือ “รถซาเล้ง” ไว้ขนน้ำแข็งและเตาถ่านหุงต้ม ฯลฯ เร่ขายได้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย และเข้ามาทำมาค้าขาย คุณพ่อทำรถซาเล้งมายาวนานมาก

จนกระทั่งราวปี 2502 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 1 (ในยุคเริ่มแรกเรียกว่ากีฬาแหลมทอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อซีเกมส์ในปี 2520) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องการให้บ้านเมืองมีภาพลักษณ์ที่มีความเจริญต่อสายตานานาชาติ จึงได้สั่งห้ามผลิตรถจักรยานซาเล้งอีก

เวลานั้นเรียกว่าครอบครัวล้มละลายเลย เพราะเท่ากับว่าต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย หลังจากซวนเซอยู่นานถึง 2-3 ปี คุณพ่อก็เริ่มกลับมาตั้งตัวได้ใหม่ หยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องได้ ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่หันไปผลิตรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้น

“เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าบ้านไหนมีรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ถือว่าเท่มาก หรูหรา เพราะราคากว่า 1,000 บาทในยุคนั้นถือว่าแพงมาก แต่ก็ขายดิบขายดี ผลิตไม่ทัน ตอนนั้นคุณพ่อก็บังคับให้ช่วยผลิตด้วย เลยรู้สึกไม่ชอบ เพราะผลิตยากมาก แต่ทุกวันนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อที่สอนให้มีวิชา และอดทนทำในสิ่งยากๆ ได้สำเร็จ ทำให้รู้สึกรักในสิ่งที่ทำและทำให้เติบโตจนถึงวันนี้”

ในช่วงที่เริ่มพัฒนารถจักรยานทั้งรุ่น 26 นิ้ว 27 นิ้ว และ 28 นิ้วมาต่อเนื่อง ซึ่งยุคนั้นยังไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยจักรยานเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สแตนดาร์ด สปอร์ต” แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มใช้แบรนด์ “นิว ไลอ้อน” โดยคุณพ่อทำตลาดรถจักรยานสแตนดาร์ด สปอร์ต มาได้ราว 15 ปี ก็เริ่มมีคู่แข่งทั้งแบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือจากผู้ผลิตในไทย ซึ่งช่วงเวลานั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะยังมองไม่เห็นว่าสำคัญ แต่ก็ต้องปรับตัวรับการเข้ามาของคู่แข่ง

จังหวะนั้น เจนสองอย่าง “สมเกียรติ” ก็เริ่มเข้ามาสานต่อ หลังจากช่วยงานด้านการผลิตจักรยานจากคุณพ่อมายาวนาน โดยได้แตกไลน์มาทำจักรยานเสือภูเขาหรือเอ็มทีบี และจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่จักรยานทั้งสองประเภทเป็นกระแสที่มาแรงมาก และได้รับความนิยมในหมู่คนไทย โดยในช่วงเวลานั้นใช้แบรนด์จากัวร์ และอีเกิ้ล ซึ่งพอจะทำตลาดจริงจังและอยากจดลิขสิทธิ์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแบรนด์ดังกล่าวถูกจดลิขสิทธิ์ในสินค้าประเภทอื่นไปแล้ว

หลังจากนั้นก็เริ่มหันมาปั้นแบรนด์อื่น โดยจักรยานผู้ใหญ่ ภายใต้ชื่อเพรสซิเด้นท์ และทอร์นาโด และจักรยานเด็ก ภายใต้แบรนด์ โกสท์ และไดโนเสาร์ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เพรสซิเด้นท์ไม่ค่อยได้ทำตลาดแล้ว ส่วนแบรนด์ทอร์นาโด เน้นแถบอีสาน และฝั่งชายแดน เช่น ลาว เวียดนาม โดยตลาดจักรยานที่ใหญ่ในไทยจะอยู่แถบอีสาน ส่วนล่าสุดก็มีแบรนด์หลัก คือ ไอโคนิค ทำตลาดในวงกว้าง เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,500 บาท จนถึงหลักหมื่นบาท

ธุรกิจเจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ยุคเจน 2 สมเกียรติ เล่าว่า เจเคซี ไบค์ ยังคงดำเนินธุรกิจด้านผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานในประเทศไทย และรับจ้างผลิตโออีเอ็ม เพื่อรองรับกระแสความนิยมทั้งด้านสุขภาพ และรักษ์โลก โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ศาลายา บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนร่วม 100 ล้านบาท เป็นค่าที่ดิน เครื่องจักร-อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยการผลิตเต็มที่แบ่งเป็นจักรยานทั้งคัน 1.8 แสนคัน/ปี ส่วนจักรยานซีเคดี 2.4 แสนคัน/ปี

โรงงานแห่งนี้ทำการผลิตตัวถังจักรยาน และชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวถัง ตะเกียบ บังโคลน บังโซ่ ปลอกมือ แฮนด์ อานนั่ง ฯลฯ และสามารถผลิตรถจักรยานได้ทุกขนาด และทุกประเภท ตั้งแต่วงล้อขนาด 12 นิ้ว ไปจนถึง 28 นิ้ว ควบคู่ไปกับการผลิตทั้งแบรนด์ของตัวเอง คือ แบรนด์ “ไอโคนิค” รวมไปถึงการรับจ้างผลิตโออีเอ็ม และผลิตจักรยานนวัตกรรมตามแบบที่ลูกค้ากำหนดด้วยการคัดสรรทุกชิ้นส่วน เน้นควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ดูแลด้านการส่งมอบสินค้าที่สมบูรณ์ถึงมือลูกค้าทุกชิ้น

ในด้านการตลาดนั้น สมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการใช้จักรยาน ตลอดจนรองรับสภาวะการแข่งขัน เจเคซี ไบค์ จึงใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยมีแบรนด์ไอโคนิคเป็นเรือธง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย พัฒนาจักรยานรุ่นใหม่ๆ ตามสมัยนิยม เช่น จักรยานเสือหมอบ และเสือภูเขา จักรยานพรีเมียมที่เจาะตลาดองค์กรที่เน้นนโยบายด้านซีเอสอาร์ และจักรยานแบบโมดิฟาย (Modify) เพื่องานด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ที่มีความต้องการมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนารุ่นพิเศษ สำหรับคนที่มีปัญหาทางร่างกายให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยได้นำเข้าจากประเทศไต้หวัน มีจุดเด่น คือ เป็นระบบไฟฟ้า มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท จัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรง และช่องทางโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ปัจจุบันภาพรวมตลาดรถจักรยานทุกประเภทมีจำนวนกว่า 2 ล้านคัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ มีอัตราการเติบโต 25% ต่อเนื่อง เป็นผลจากกระแสความนิยมในการขับขี่จักรยาน และยิ่งในปีที่ผ่านมามี 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ตลาดรถจักรยานโดยภาพรวมในปีที่ผ่านมาคึกคักอย่างยิ่ง และความนิยมในรถจักรยานที่มากขึ้น การเลือกรถจักรยานที่ได้มาตรฐาน ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้จักรยานมีแนวโน้มสูงขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมนี้ที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสำคัญ

สมเกียรติ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนให้ผู้มีบทบาทด้านนี้ เช่น สมาคมส่งเสริมจักรยานทั้งภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ให้การสนับสนุน ด้วยการออกเครื่องหมาย มอก. ในรูปแบบสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับสินค้า และโรงงานผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานผลิตสินค้าคุณภาพ ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และชิ้นส่วนนำเข้า เพื่อรับประกันคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมองว่าสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ มอก. ช่วยยกระดับ และพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยานในประเทศไทยให้เทียบชั้นระดับสากลได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต คือ สภาวะการแข่งขัน การถูกบีบเรื่องราคาจากพ่อค้าปลีกรายใหญ่ ลูกค้าที่สั่งสินค้าจำนวนมากกดราคา ทำให้หลายโรงงานลดสเปกให้อยู่ในระดับราคาที่พอรับได้ สินค้าจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า จากต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า การดัมพ์ราคากันในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และไม่สามารถทำราคาได้ดีเท่าที่ควรในช่วงปลายปีและเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ วันเด็ก ตรุษจีน และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูการขาย จึงทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตเท่าที่ควร

ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นเจ้าพ่อซาเล้งได้ ต้องผ่านหลุมบ่ออุปสรรคต่างๆ มากมาย เพราะเส้นทางนี้ไม่โด้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีหนามซ่อนไว้ให้เจ็บๆ คันๆ ตลอด

น้อมรำลึกปั่นเพื่อพ่อ

แม้ว่ากระแสรักสุขภาพด้วยการปั่นจักรยานจะเกิดขึ้นมาได้ประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่กระแสปั่นจักรยานมาแรงสุดๆ ด้วย 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ความต้องการจักรยานใหม่เพิ่มขึ้น หรือจักรยานเก่าก็ถูกปัดฝุ่นนำมาซ่อม และนำมาปั่นใหม่อีกครั้ง ซึ่งกลุ่มเจเคซีฯ ก็มีโอกาสร่วมในทั้งสองกิจกรรม

สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า ในกิจกรรม BIKE FOR DAD ช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ได้เริ่มโครงการ “ซ่อมเพื่อพ่อ” เป็นโครงการจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มจักรยานจิตอาสา 10 กว่าท่าน และ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ด้วยความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเห็นว่าผู้คนจำนวนมากที่ต้องการร่วมโครงการ “ปั่นเพื่อพ่อ” แต่ด้วยความไม่พร้อมในด้านตัวจักรยาน เช่น เก่า เสียหาย ไม่รู้ว่าจะซ่อมที่ไหน รวมถึงไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ทำให้ไม่สามารถร่วมถวายความจงรักภักดีในการร่วมโครงการนี้ได้

ทั้งนี้ โครงการซ่อมเพื่อพ่อในช่วงเวลานั้น จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการซ่อมฟรี ไม่คิดค่าแรง คิดเฉพาะค่าอะไหล่ในราคาต้นทุน พร้อมทั้งเชิญชวนนักปั่นจิตอาสาร่วมซ่อมและแนะนำการดูแลปรับแต่งจักรยานด้วยตนเอง โดยในระยะแรกเน้นให้บริการชุมชนตลอดแนวเส้นทางปั่นเพื่อพ่อ แต่ก็มีการวางแผนขยายบริการต่อไปยังชุมชนใกล้เคียง อีกทั้งยังมีแผนการตั้งกลุ่มจักรยานชุมชน สำรวจข้อมูลชุมชน หากยังมีความต้องการใช้บริการดูแลและซ่อมแซมจักรยานก็จะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำให้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาวในภายหลัง เช่น การดึงจักรยานเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม ที่รวมชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ที่ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนด้วย

นอกจากนี้ หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงที่กลุ่มเจเคซีฯ กำลังแนะนำเข้าสู่ตลาด นั่นคือ จักรยานโมดิฟาย จับกระแสการใช้จักรยานเพื่อการตลาดด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์เฉพาะพื้นที่นั้นๆ ที่เป็นระยะใกล้ๆ โดยเฉพาะโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ๆ และคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ที่ต้องการโปรโมทให้ผู้สนใจเยี่ยมชมโครงการได้เห็น หรือสร้างสีสันด้วยขบวนรถจักรยานโปรโมทโครงการ ซึ่งเจเคซีฯ ได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ผลิตรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ล็อตใหญ่แล้ว

“ก่อนหน้านี้ โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะใช้คนในการโบกธงเข้าโครงการ แต่เมื่อหาคนในการโบกธงยากขึ้น และค่าใช้จ่ายสูง โครงการที่อยู่อาศัยใหญ่ๆ บางแห่งก็เริ่มนำแนวคิดรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์โครงการหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมมาใช้ ซึ่งช่วยสร้างสีสันในการประชาสัมพันธ์โครงการได้มากขึ้น รวมถึงการที่องค์กรชั้นนำหลายองค์กรมีโครงการเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ในลักษณะบริจาคจักรยานให้กับเด็กๆ ในต่างจังหวัด ยิ่งทำให้การผลิตจักรยานเพิ่มขึ้น”

กลุ่มเจเคซีฯ ยังมีโครงการพิเศษ รับจ้างผลิตจักรยานนวัตกรรมได้ตามต้นแบบ เช่น มีผู้สั่งผลิตจักรยานจากเฟรมไม้ไผ่ ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบ แต่คู่แข่งใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาด ทำให้การแข่งขันสูง จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางไปดูงานที่จีน ไต้หวัน ดูสเปก ดรอวิ่งที่ผู้ผลิตเหล่านั้นทำส่งออก เช่น ท่อแป๊บ ฯลฯ พัฒนาบุคลากร ปลูกจิตสำนึกให้ “รัก” ให้ทำงานด้วยใจ รักสินค้า ถนอมสินค้า จนถึงมือลูกค้าในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ภายใต้แนวคิด งานไม่ดี ไม่มีออร์เดอร์ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน รวมถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ รับประกันสินค้าสำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง เช่น เฟรม และตะเกียบรับประกัน 3 ปี ชิ้นส่วนที่ชำรุด จะทำการซ่อม และเปลี่ยนคืนให้ภายใน 1 เดือน