“รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415329

"รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

โดย…สิทธิณี  ห่วงนาค

หลายพื้นที่ในไทยกำลังจะเผชิญภัยแล้งอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในหลายเขื่อนเหลือน้อยจนอยู่ในระดับที่น่าห่วง ขณะที่รัฐบาลเองก็มีนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่จะเดินหน้าหลายโครงการเพื่อที่จะรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น

ในฐานะที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการน้ำมานาน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล  เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือน้ำท่วม จะไม่ได้รับความสำเร็จหากไม่ได้ความร่วมมือจากประชาชนและแผนงานโครงการต้องมาจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า หลาย10 ปีที่ทำงานตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่โครงการหลวง โครงการพระราชดำริ   ทำให้มองเห็นว่า  เป็นตัวอย่างของการบูรณาการหน่วยงานที่แท้จริง เพราะพระองค์ทรงพาทำงาน รับฟัง พิเคราะห์  สังเคราะห์ก่อนออกมาเป็นงาน และหากเรายึดแนวทางของพระองค์ บูรณาการกัน ฟังความเห็นทุกภาคส่วนและยึดประโยชน์ประชาชนและชาติเป็นใหญ่ ทุกอย่างจะสำเร็จ

“คนทั่วไปมักมองว่า เพราะเป็นในหลวง งานถึงสำเร็จ อันนี้ผมขอยกตัวอย่างว่า ที่มูลนิธิไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาองค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ไปทำ ทั้งเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ก็ประสบความสำเร็จทั้งที่เมียนมา อัฟกานิสถาน ทั้งหมดสำเร็จเพราะแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ เข้าใจ เข้าถึงและไปพัฒนา ตามที่ท้องถิ่นต้องการ ซึ่งหากรัฐบาลทุกรัฐบาลยึดเอาแนวทางนี้งานทุกอย่างสำเร็จ”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า โครงการยุทธศาสตร์น้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา เริ่มต้นไม่ได้บูรณาการ แต่เป็นการวางโครงการมาจากภาครัฐบาล โดยเหตุผลว่า ผ่านการศึกษาและหน่วยราชการแล้ว แต่ปัญหาคือ ประชาชนต้องการหรือไม่ และที่สำคัญคือ เมื่อทำแล้วโครงการสามารถเก็บน้ำได้จริงหรือบรรเทาอุทกภัยได้หรือไม่

ปัญหาจึงเกิดว่า สร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว เก็บน้ำไม่ได้หรือ ไม่มีน้ำเก็บ บ่อบาดาลขุดแล้วแห้งเพราะพื้นที่ไม่เหมาะสม   ซึ่งเกิดก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะมา แต่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ก็พบว่า ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำที่ผ่านมา จากที่ได้ติดตามพบว่า ในหลายโครงการไม่ตรงกับความต้องการจริงของพื้นที่ เพราะหน่วยราชการให้ข้อมูล ไม่หมด  ให้ข้อมูลไม่จริง ทำให้การตัดสินที่ออกมาอาจไม่ได้ประโยชน์ 100% จึงจะเห็นว่าหลายปัญหาที่รัฐบาลนี้พยายามแก้ทำไม ถึงติดๆขัดๆ

“ในคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติที่นายกฯเป็นประธาน ผมติดตามดูหลายเรื่องแล้ว โคตรสงสารนายกฯเลย ท่านตั้งใจทำงาน ลุยเต็มที่ แต่ มือไม้ที่ท่านใช้หลายคนต้องปรับปรุง โดยเฉพาะระบบราชการ  ไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หลายโครงการยังเป็นผลการศึกษาเก่า ที่มาถึงปัจจุบันใช้ไม่ได้ ต้องปรับปรุง โครงการแหล่งน้ำหลายโครงการไม่จำเป็น  เพราะขาดระบบส่งน้ำ  เป็นต้น ในขณะที่แหล่งน้ำที่จำเป็นต้องเร่งทำ กลับผิดที่ผิดทาง“ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังไล่เลียงถึงการวางแนวทางแก้ปัญหาน้ำว่า การแก้ไขปัญหาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในระดับต้นๆ เพราะคนในภาคนี้มีจำนวนมากและยากจนกว่าภาคอื่น  ในขณะที่มีปริมาณฝนตกมากถึง  7 แสนล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม. ) แต่มีแหล่งน้ำเก็บได้เพียง 10 %  ทำให้เกษตรกรในพื้นที่นี้ทำการเกษตรได้น้อย ปลูกข้าวโดยน้ำฝนปีละ  1 ครั้งหลังจากนั้นไม่มีอะไรทำ จึงต้องเข้าเมืองหางานทำ หากมีน้ำประชาชนจะอยู่ในพื้นที่ทำมาหากิน ไม่ทิ้งครอบครัว และลดปัญหาสังคม แต่ด้วยสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำโครงการขนาดใหญ่ได้   ต้องปรับมาเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก กระจายให้ทั่วทั้งแก้มลิงและเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง)

“ไม่ต้องเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เน้นการกระจายให้ทั่วถึง หากเราสร้างแหล่งน้ำให้เขาได้ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มทุกครัวเรือน เศรษฐกิจก็หมุนไปเอง เพราะทุกคนมีเงินในมือเพิ่ม ซึ่งรูปแบบแหล่งน้ำที่ผมหมายถึงคือ การสร้างแก้มลิง และอ่างพวงให้กระจาย ในพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แม่น้ำสายหลักที่เมื่อน้ำมากก็ล้นอ่าง  ล้นบ่อ และลามไปท่วม หลังจากนั้นลงแม่น้ำโขง น่าเสียดาย พื้นที่ลักษณะนี้ท้องถิ่นคือจังหวัดต้องเข้าไปทำร่วมกรมชลประทานว่าเราจะทำแหล่งเก็บน้ำเพิ่มตรงไหนได้บ้าง ไม่ใช่รอให้ส่วนกลางคิดลงมาเพียงฝ่ายเดียว  คนในท้องถิ่นต้องช่วยตัวเองกันด้วย ซึ่งหากผู้ว่าราชการจังหวัดไหนไม่สนใจดูแล ผมว่า ไม่ควรจะเป็นผู้ว่าฯต่อไป”

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา แหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ แต่การใช้น้ำสิ้นเปลือง ควรต้องมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช การบริหารจัดการน้ำ  ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้ต้องยกเป็นวาระสำคัญของชาติ ชวนคนทั้งหมด ทุกภาคส่วนมาคุยกันว่า ต่อไปเราจะร่วมกันใช้น้ำอย่างไร  และวางเป็นแผนงานไว้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำ

“ตั้งแต่การปลูกข้าว เราจะปลูกกันแบบไม่สนใจตลาด ไม่สนใจเพื่อนบ้าน และไม่สนใจต่อน้ำต้นทุนต่อไปคงไม่ได้แล้ว เพราะสุดท้ายน้ำมีไว้เพื่อทุกคน แต่จะบริหารอย่างไรให้ วินวินทุกฝ่าย ผมเห็นว่าต่อไป ต้องมีแผนใช้น้ำที่ประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำต้องมามีส่วนร่วมด้วย  และสังคมช่วยกันคุมไม่ใช่ให้รัฐกำชะตาชีวิตไว้ทั้งหมด”ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

 

“ประยุทธ์” สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด “บิ๊ก คสช.” ถลุง 9,000 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414892

"ประยุทธ์" สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด "บิ๊ก คสช." ถลุง 9,000 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นการ “ปฏิรูปพลังงาน” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง

ทว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และดูเหมือนว่าจะไม่มีอนาคต

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และหนึ่งในกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า คสช.สอบตก

“นับตั้งแต่ คสช.เข้ามา ไม่มีการปฏิรูปพลังงานด้านใดเลย” รสนา สรุปความชัด

ในฐานะที่ติดตามประเด็นพลังงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “รสนา” บอกว่า หัวใจของการปฏิรูปพลังงานคือ “ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ” โดยปล่อยลอยตัวราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรี

“ไม่ใช่มาใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ อุ้มกลุ่มทุนพลังงานเหมือนทุกวันนี้ นโยบายประชารัฐน่าจะเป็นธนารัฐ คือรัฐที่อุ้มกลุ่มทุนเสียมากกว่า” อดีต สปช.รายนี้ ระบุ

รสนา อธิบายว่า รัฐบาลเก็บเงินภาษีสรรพสามิตได้สูงสุด 7 บาท ตอนนี้เก็บอยู่ที่ 5.60 บาท แต่กลับไปเก็บเงินเข้าไปในกองทุนน้ำมันฯ สูงถึงลิตรละ 6.75 บาท สูงกว่าภาษีสรรพสามิตเสียอีก ขณะที่ต้นทุนราคาน้ำมันอยู่เพียง 12 บาทกว่าๆ/ลิตร

มากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง รัฐบาลกลับประกาศว่าจะไม่ลดราคาน้ำมัน และให้เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มอีก 40 สตางค์ คำถามคือเหตุใดยังเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อยู่ และทำไมไม่นำเงินเข้าภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินประชาชนทุกคนได้ประโยชน์

สำหรับสาเหตุของการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือการอุ้ม อี85 หรือ อี20 ด้วยการชดเชยราคาพลังงานเอทานอล ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงการนี้ริเริ่มเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริต้องการให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง จึงริเริ่มโครงการเอทานอล แต่เวลานี้ผ่านมา 15 ปี น้ำมันจากเอทานอลยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ

“ราคาน้ำมัน 95 เนื้อแท้จริงๆ ณ ขณะนี้อยู่ที่ 12 บาท/ลิตร แต่น้ำมัน อี85 ราคา 20 บาท/ลิตร เพราะต้องไปเติมเอทานอลที่มีต้นทุนลิตรละ 23 บาท จึงทำให้ราคาแพงกว่าน้ำมันปกติ ตรงนี้ก็เอาเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนเพื่อให้ราคาถูกลง และโครงสร้างการผลิตเอทานอลทั้งระบบถูกผูกขาดโดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ผูกขาดจากการรับซื้อเอทานอล” รสนา กล่าว

เธอกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปพลังงานดูเหมือนจะมืดมนเข้าไปอีก เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายกองทุนน้ำมันฯ ขึ้นใหม่ หลักการเดิมเป็นการนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาพลังงานข้ามสายพันธุ์เท่านั้น แต่ในอนาคตจะนำเงินกองทุนน้ำมันฯ มาลงทุนจัดตั้งคลังก๊าซและคลังน้ำมัน เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ชาติ

คำถามคือ แล้วเหตุใดรัฐบาลจะนำเงินของประชาชนไปสำรองพลังงานแทนบริษัทเอกชนด้วย ดังนั้นแนวคิดนี้ต้องย้อนถามถึงหลักการให้สัมปทานรอบใหม่หลุมก๊าซรอบที่ 21 และอยากเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบการให้สัมปทานเป็นการแบ่งปันผลผลิต หรือแบ่งปันน้ำมันและก๊าซแทนการแบ่งปันเป็นเงิน

อีกประเด็นที่ “รสนา” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล คสช. คือนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการตรวจสอบหน่วยงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะมีเงินกว่า 1.69 หมื่นล้านบาทหายไปจากบัญชี

“ตอนนี้เกิดกระแสข่าวจากภายในกองทุนอนุรักษ์พลังงานเองว่ามี บิ๊ก คสช.บางคนเข้าไปใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จริงเท็จประการใดทาง คสช.ต้องเข้าไปตรวจสอบเหมือนกับที่ คสช.ตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”

“ถามว่าเหตุใดรัฐบาล คสช.ไม่ตรวจสอบการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งๆ ที่ 2 กองทุนนี้เก็บเงินโดยตรงจากกระเป๋าประชาชนรวมแล้ว 8 หมื่นล้านบาท ทำแบบนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่” รสนา ตั้งคำถาม

รสนา ปิดท้ายว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจต้องเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ หรือถ้าจะเก็บต้องอยู่ในรูปแบบภาษีสรรพสามิต เพราะอย่างน้อยเมื่อเข้าระบบภาษีย่อมไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เอาไปเป็นกำไรให้กับบริษัทเอกชนไม่กี่ราย

“นี่หรือคือการใช้เงินตามวัตถุประสงค์” อดีต สปช.รายนี้ ตั้งคำถามกับ คสช.
 

เปิดแผนเซ็นเซอร์โซเชียล “เราคุมเกมเหนือ กูเกิล-ไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414641

เปิดแผนเซ็นเซอร์โซเชียล "เราคุมเกมเหนือ กูเกิล-ไลน์"

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

เป็นข่าวครึกโครมหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เตรียมผลักดันมาตรการปฏิรูปการใช้สื่อออนไลน์จนถูกวิจารณ์ว่าพยายามควบคุม ลิดรอนเสรีภาพประชาชน

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการฯ หัวหมู่ทะลวงฟันในการควบคุมการใช้สื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย โดยเชิญตัวแทน Google  (กูเกิล) ของสหรัฐมาหารือในกรรมาธิการฯ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เพื่อขอร้องให้ถอดคลิปหมิ่นสถาบัน และสื่อที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบนเว็บ YouTube (ยูทูบ)

ไม่เท่านั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยังระบุผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า รัฐบาลจะขอให้ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ LINE (ไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลให้ถอดเนื้อหาที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อความสงบและความเรียบร้อย โดยกรรมาธิการฯ เตรียมหารือผู้บริหารทั้งสองบริษัทในอีก 3 เดือนข้างหน้า

กระทั่ง ไลน์ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ว่า ได้รับทราบการขอตรวจเช็กข้อมูลการใช้บริการผ่านไลน์ ซึ่งทางบริษัทยังคงยืนยันในเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน หากทางไลน์ ประเทศไทย ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือและพิจารณาเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก่อนมานั่งเก้าอี้สมาชิก สปท. เขาดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ได้รับฉายาว่า “มือปราบคุมไลน์” “มือปราบแฮ็กเกอร์” หลังเกษียณอายุราชการปี 2556 โยกมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงไอซีที ตามด้วยสมาชิก สปท.ในปัจจุบัน

“เรื่องที่ควรทำ แต่ไม่มีใครกล้า ผมนี่แหละกล้า ไม่กลัวเสียงวิจารณ์ พร้อมตอบคำถามทุกสื่อ”

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันกับทีมงานโพสต์ทูเดย์ ก่อนจะอธิบายผลสรุปของกรรมาธิการฯ เรื่องทิศทางปฏิรูปสื่อออนไลน์ว่า

“เอาให้เคลียร์เลยนะ ผมเอาผลของการกระทำ ผมไม่ได้เอาผิดตอนที่คุณกระทำ ผมถามกลับหน่อยว่า สิทธิเสรีภาพให้สิทธิคุณทำได้ทุกอย่างแบบไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่ ผมว่ามันไม่ใช่ แต่สิทธิและเสรีให้ได้ตามกรอบของกฎหมาย เมื่อใดที่คุณใช้สิทธิเกินเลยไปกระทำผิดกฎหมาย เกินเลยคนอื่น ละเมิดสถาบันเบื้องสูง กระทบความมั่นคงของรัฐ สิ่งนี้คุณมีสิทธิทำได้หรือ ผมตอบให้เลยว่าไม่ได้ ดังนั้นผมเอาผลจากการกระทำมาเอาผิด คุณอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ถ้าเห็นว่ามันละเมิด ผมก็จะทำเรื่องถอดถอนข้อความนั้นออก”

อึ้ง จนท.ไอทีซี คุมเน็ตทั่วประเทศมีแค่ 10 คน

คำยืนยันจากคำถามแรกของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชัดเจนว่า สิทธิในการทำอะไรทุกอย่างบนโลกออนไลน์ยังอยู่ที่มือของประชาชน แต่เมื่อเป็นข้อความ เนื้อหา คลิปวิดีโอ ภาพนิ่ง ที่ไปกระทบต่อชาติ ความมั่นคงของรัฐ และสถาบันเบื้องสูง ถือว่ายอมไม่ได้ และจำต้องถอดเนื้อหานั้นออกจากสารบบโลกออนไลน์ทันที

ปัญหาของสื่อออนไลน์เป็นสิ่งที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษามาอย่างลงลึก ตั้งแต่สมัยเป็น ผบก.ปอท. โดยพบว่าปัญหานี้สะสมมานานถึง 5 ปี นับตั้งแต่ที่โซเชียลมีเดียได้เข้ามาทักทายคนไทย ต่างจากสื่ออื่น ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ที่จะมีระบบคัดกรองก่อนออกสู่สาธารณะ ขณะที่สื่อออนไลน์แพร่กระจายที่ตรง รวดเร็ว และขาดการยั้งคิด ขณะเดียวกัน ประชาชนที่นอกจากเป็นผู้รับสื่อออนไลน์แล้ว ยังสามารถเป็นผู้เผยแพร่ได้เองอีกด้วย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ อธิบายว่า พื้นฐานความคิดการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยกับชาติตะวันตกมีความแตกต่างกัน คนไทยจะสนใจแต่เพียงว่า รู้ก่อนคือเท่ และพร้อมจะเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องออกไปโดยไม่ยั้งคิด อีกทั้งไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะตามมา และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นคือความจริงหรือความเท็จ และผลที่ว่าก็สร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของชาติหรือสถาบันได้ นำมาสู่การปฏิรูปสื่อออนไลน์ เป็นโจทย์ที่ สปท.คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ และใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ทำผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือไม่กระทบต่อชาติ สังคม และสถาบัน

ปัญหาที่ปวดหัวรัฐบาลในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศขณะนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการต่อต้านรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ และการกระทำบางอย่างที่เข้าข่ายกระทบความมั่นคง และสถาบันหลักของชาติ แน่นอนว่า คสช.ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะข้อความหรือข่าวสารที่แพร่ออกสู่โลกออนไลน์อาจจะสั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลได้ง่ายๆ

ที่ผ่านมา พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยอมรับว่า เคยมีการร้องขอให้ผู้ให้บริการต่างประเทศช่วยเหลือในด้านนี้ ด้วยการถอดเนื้อหาที่ คสช.ไม่ต้องการ หรือเนื้อหานั้นอาจผิดกฎหมายออกไป แต่ต้องเข้าใจว่าบริบทระหว่างกฎหมายไทยและต่างชาตินั้นต่างกัน

“เราขอความร่วมมือผู้ให้บริการต่างประเทศ และขณะนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก แต่เดิมอาจเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยกัน เขา (ผู้ให้บริการต่างประเทศ) ถึงไม่ให้ความร่วมมือ อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา กฎหมายไทยไปควบคุมเขาไม่ได้ อาจจะผิดของเราแต่ไม่ผิดตามความคิดของเขา การถอดเนื้อหาใดๆ จึงเป็นเรื่องยาก เช่น เรื่องความผิดอาญามาตรา 112 และทัศนคติขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยและต่างชาติไม่เหมือนกัน ต่างประเทศอาจจะวิจารณ์ประมุขของประเทศได้อย่างปกติ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่สำหรับประเทศไทยแล้วไม่ใช่ เป็นสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้”

กูเกิลขอปลดล็อก พรบ.คอมพิวเตอร์

อดีต ผบก.ปอท. กล่าวว่า ผู้ให้บริการเห็นความสำคัญของสมาชิกเป็นหลัก และแข่งขันกันด้วยคำว่าสิทธิเสรีภาพ แน่นอนว่า หากบริษัทไหนเอาข้อมูลสมาชิกส่งให้รัฐ คนอื่นก็ต้องเทไปยังผู้ให้บริการรายใหม่แทน มันจึงไปขัดนโยบาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ความยากลำบากจึงเกิดขึ้น เช่น คลิปวิดีโอที่ปรากฏบนยูทูบ แต่ผิดกฎหมายของไทย ที่ผ่านมาเราเคยร้องขอไปทางผู้ให้บริการนับร้อยๆ ครั้งเพื่อให้ถอดออก แต่การตอบสนองกลับมาก็ไม่ถึง 10% อีกทั้งยังช้า บางคลิปใช้เวลาถึง 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะถอดออก ขณะที่คลิปก็ได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างแล้ว

ปัญหาจะคลี่คลายได้ต้องเกิดจากการพูดคุยและเจรจากันเท่านั้น เมื่อ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เห็นดังนั้นจึงเดินหน้าประสานไปยังกูเกิลที่มีสาขาอยู่ที่สิงคโปร์ ครั้งแรกเป็นการเชิญอย่างไม่เป็นทางการ โจทย์ที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ต้องการคือความร่วมมือจากเจ้าของเสิร์ชเอนจิ้นเบอร์หนึ่งของโลกรายนี้ ให้ช่วยเหลือถอดคลิปที่ผิดกฎหมายไทยบนยูทูบให้ “รวดเร็ว” ยิ่งขึ้น ขั้นแรกกูเกิลยอมรับฟังปัญหาตามที่กรรมาธิการฯ เสนอ

ครั้งต่อมาเมื่อเดือนที่แล้ว สปท.เชิญอย่างเป็นทางการ ให้กูเกิลมาชี้แจงที่รัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการความร่วมมือตามที่ได้เสนอ และครั้งนี้เองที่กูเกิลยินยอมตามข้อเสนอของกรรมาธิการฯ

“กูเกิลยังมีข้อเสนอกลับมาให้ไทยว่า มีโครงการที่จะทำให้คนใช้สื่อได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโครงการนี้ใช้ทำทั่วโลก และยินดีที่จะนำโครงการนี้มายังประเทศไทย รูปแบบคือการอบรมให้เด็กเยาวชนในทุกระดับรู้จักอินเทอร์เน็ตและใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเราก็ยินดี”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกถึงผลเจรจา

สำหรับการขอตรวจสอบข้อมูลทางไลน์นั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ขยายความว่า กรรมาธิการฯ ถือว่าการคุยในกลุ่มปิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ถือว่าเป็นความลับเพราะสมาชิกแต่ละคนสามารถแชร์คลิป กระจายข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายได้ ตรงนี้กรรมา
ธิการฯ ก็อาจขอความร่วมมือจากบริษัท ไลน์ แต่ย้ำว่าเราจะเน้นเฉพาะคลิป หรือข้อความที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงเท่านั้น

“อย่างเรื่องไลน์ ประชาชนกังวลกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐมาแอบส่องในที่ที่เราพูดคุยกันหรือเปล่า ผมบอกเลยว่าเราทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่เมื่อไหร่ที่ผมเห็นข้อความมันแพร่ออกมาสู่สาธารณะ ผมก็จะเอาผิดเหมือนกัน และร้องขอให้ถอดข้อความนั้นออกไป ผมทำที่ผล ไม่ได้ทำที่เหตุ ผมไม่ไปแตะส่วนนั้นที่คุณกังวลกัน อีกทั้งการเข้าถึงก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานในการตรวจสอบสำหรับการเรียกดูข้อมูล ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ให้อำนาจไว้เช่นกัน แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าไปจัดการเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผม”

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า เรื่องสำคัญคือไทยเป็นตลาดใหญ่ที่มีคนใช้อินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ให้บริการต่างประเทศก็มองเห็นอนาคตของการลงทุน การทำธุรกิจ แต่ยังไม่กล้าเพราะติดขัดปัญหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิดแล้ว ผู้ให้บริการอาจจะต้องรับผิดชอบด้วยหากรู้เห็นเป็นใจ ผู้ให้บริการจึงรู้สึกว่ามันไม่เอื้อต่อการลงทุน กรรมาธิการฯ ก็รับฟังและพร้อมสนับสนุนด้วยการเสนอต่อรัฐบาลว่าทำอย่างไรเพื่อจะแก้ไขกฎหมายตรงนี้เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน

ถกสรรพากรหามาตรการภาษีบีบ

สปท.ผู้นี้ยืนยันอีกว่า คลิปหรือข้อความข่าวสารที่ขอร้องให้ผู้ให้บริการต่างประเทศนั้นจะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น การยุยง ก่อการร้าย ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมือง อะไรก็ตามที่สร้างผลกระทบด้านความมั่นคงของชาติ หรือของสถาบัน ส่วนเรื่องใดที่ละเมิดสิทธิกันส่วนบุคคลภายในประเทศ อันนี้เราไม่กังวลเพราะเป็นเรื่องของบุคคลและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เราไม่ได้ขอเขาทุกเรื่อง แต่ขอเฉพาะเรื่องที่ซีเรียสเท่านั้น

“เขารับไปแล้วเราก็ดูผลตามมา และคำตอบคือได้ผลตอบรับที่ดีมาก จากเดิมที่เคยบอกไว้ว่าขอให้ถอดใช้เวลานานถึง 6 เดือน ทุกวันนี้เดือนเดียวเขาถอดข้อความที่เราไม่ต้องการออกให้แล้ว มันก็ดีขึ้นมาราว 30% สปท.ไปผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเท่านั้น และที่จะสานต่อคือหน่วยงานของรัฐ”

ส่วนที่ว่าทำอย่างไรให้ยั่งยืน ในอนาคตอาจมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ โดย สปท.เป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมให้ ที่ผ่านมาอาจมีการดำเนินการไปบ้าง แต่อาจติดขัดในปัญหาต่างๆ เมื่อ สปท.มาแล้วก็จะเดินหน้าให้ ติดขัดตรงไหนขอให้บอก ทั้งข้อกฎหมายอยากแก้เราก็จะเสนอให้ เพราะ สปท.ไปถึงคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ย้ำถึงการตอบรับจากกูเกิลที่รับลูกกับรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว เพราะกูเกิลถือเป็นพี่เบิ้ม หลังจากนั้นเมื่อพูดคุยกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็คงจะไม่ยุ่งยากเท่าใดนัก อีกทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ได้ประกาศออกมาแล้วทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ขอไปว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐ แต่ต้องอยู่บนความรับผิดชอบบนสิทธิเสรีภาพด้วย ซึ่งตรงนี้เข้าใจดี

กระนั้นแม้การพูดคุยเดินหน้าได้ดี แต่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยืนยันว่าประเทศไทยมีอำนาจต่อรองกับกูเกิลและไลน์ก็คือการใช้มาตรการทางภาษี

เขาอธิบายว่า ทุกอย่างพูดคุยกันได้เพราะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ผู้ให้บริการต่างประเทศดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ขององค์กร สปท.ก็ดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนมันอยู่ได้เพราะผลประโยชน์ แต่เมื่อไรที่กำไรของผู้ให้บริการเหล่านี้หดตัวลง องค์กรต่างประเทศก็ต้องกระเทือน และผลกำไรก็มาจากการโฆษณาทั้งนั้น แต่ละปีคนไทยต้องเสียเงินค่าจ้างโฆษณาแบบยิงตรงไปยังองค์กรเขาปีละกว่าหมื่นล้านบาทโดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาหักภาษี ตรงนี้เราเห็นช่องว่าจัดเก็บได้ ก็อาจจะเข้ามาจัดการ

“สมมติว่าค่าโฆษณาที่คนไทยต้องจ่ายให้เขาครั้งละ 100 เหรียญสหรัฐ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการรับเต็มๆ 100 เหรียญสหรัฐ แต่หากผมบอกว่า ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายภาษี ณ ที่จ่าย 30% ก็จะทำให้เงินที่จะไปถึงผู้ให้บริการเหลือเพียงแค่ 70% ตรงนี้เขาสะเทือนนะ นี่เป็นแนวคิดที่ผมกำลังจะดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจะเรียกกรมสรรพากรมาหาแนวทางจัดการ สิ่งนี้คืออำนาจต่อรองของเราที่จะขอให้เขาช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติ เราอาจจะละเว้นให้และเขาก็ได้กำไรให้องค์กร

“สรรพากรต้องทำได้สิ ผมเสนอแนวทางเช่นนี้ ก็ให้ไปคิดกันดูว่าทำได้หรือไม่ เอาคำตอบมาให้ผมชื่นใจหน่อย หากทำไม่ได้หรือติดขัดอย่างไรให้บอกผมกลับมา ผมจะขับเคลื่อนให้ต่อได้ นี่คือแนวทางที่จะทำต่อไป”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าว

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการฯ ด้วยดี เพราะคงมองว่าประเทศไทยเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่อยากจะเข้ามาลงทุน ด้วยว่ามีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ในอัตราสูงอันดับต้นๆ ของโลก

“เขาก็สนใจสิ ใครเข้าก่อนก็ได้เปรียบ ต่อไปอะไรทุกอย่างจะมาอยู่ในโลกออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้นเราขอความร่วมมืออะไร
ไป เขาก็ต้องนำไปพิจารณาและยินยอม แต่อย่างที่บอกยังติดปัญหาของกฎหมายบางอย่าง ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็เอาความเห็นของเขาเสนอต่อรัฐบาลไปผ่าน สปท. เช่น หากเข้ามาก็อาจจะมีออปชั่นด้านภาษีให้ เป็นต้น มันมีอะไรหลายอย่างที่ใช้พูดคุยกันได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องอยู่ในกฎหมายไทย ตรงนี้เราถึงอยากให้เขาเข้ามาเพราะเราก็กำกับดูแลเขาได้ง่ายภายใต้กฎหมายของไทย”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ทิ้งท้าย

เส้นทาง มือปราบไซเบอร์  เดินหน้าชน ไม่มีคำว่ากลัว

กว่า 7 ปีบนหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ในตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ แม้วันนี้จะเกษียณจากตำแหน่งไปแล้ว 3 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังขลุกอยู่กับเรื่องปัญหาทางเทคโนโลยีอยู่ไม่สร่าง

เส้นทางก่อนจะมาเป็น “มือปราบโลกไซเบอร์” ผู้การพิสิษฐ์ จบ นรต.28 ติดยศร้อยตรีมาประจำที่ สน.บางซื่อ ก่อนขยับเป็นรองสารวัตร สารวัตรใหญ่ และผู้กำกับ จนชีวิตหักเหถูกย้ายมาอยู่กองทะเบียนประวัติอาชญากร พอดีมีทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ตำรวจไทยที่สนใจจะไปศึกษาเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ คือตำรวจไทยนายนั้นที่ได้รับโอกาส

แม้ขณะนั้นจะไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่อาศัยว่าเป็นนักสืบเก่าจึงนำประสบการณ์นั้นมาต่อยอด จากญี่ปุ่นก็เป็นประตูที่เปิดผ่านไปสู่การอบรมแทบทั่วโลก ทำให้จากนายตำรวจที่ไม่ช่ำชองงานเทคโนโลยี กลายเป็นเสือเล็บคมบนโลกออนไลน์

“ผมก็ใช้มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวนะ ยี่ห้อดังจากสหรัฐนี่แหละแต่มือถือผมจะพิเศษตรงที่มันสามารถเชื่อมโยงไปยังทุกคอมพิวเตอร์ของผมได้ ผมจะเรียกข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาดูได้ผ่านมือถือเลย ง่ายคือเราต้องรู้จักเลือกใช้ของให้เป็น รู้ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยีคืออะไร สิ่งไหนเหมาะสมกับเรา”

แล้วเสืออย่าง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เคยถูกมือดีทางเทคโนโลยีมากระตุกหนวดหรือเปล่า พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ตอบตามตรงว่าเคย มีครั้งหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรที่ สน.พญาไท ช่วงนั้นเมืองไทยเพิ่งจะความรู้จักกับโทรศัพท์มือถือ และมือถือของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็ถูกแฮ็กจนได้จากร้านมือถือย่านมาบุญครอง ที่แฮ็กเข้ามาเพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า จับสัญญาณได้พอดี จากนั้นเลยเอากำลังไปตามกวาดล้างตู้มือถือทั้งห้างมาบุญครอง

อีกครั้งขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กำลังออกกำลังกาย มือถือได้หล่นหายไปและมีคนเก็บได้แต่แล้วก็ไม่ได้นำมาคืนกลับเอาไปขายต่อที่ตู้มือถือแห่งหนึ่ง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็สืบเสาะจนรู้ว่ามือถือตัวเองอยู่ที่ไหน จึงแจ้งไปยังร้านรับซื้อว่าให้เอามาคืนภายใน 1 วัน หากให้ไปเอาเอง รับรองได้ว่าเดือดทั้งร้านแน่นอน

กระทั่งมาจับงานชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ขับเคลื่อน คือการปฏิรูปสื่อออนไลน์ ด้วยความช่ำชองชำนาญด้านนี้ของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ จึงถูกมอบความรับผิดชอบให้จัดการงานใหญ่ชิ้นนี้

เมื่อถามว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งที่ สปท.ชุดนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปสื่อออนไลน์ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลสั่งให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ และทุกขั้นตอนที่ดำเนินการก็ควบคู่ไปกับการรายงานให้รัฐบาลทราบมาโดยตลอด หากสิ่งใดที่รัฐบาลเห็นว่าดีก็ให้ทำต่อ หรือสิ่งไหนเห็นว่าอาจจะยังไม่เหมาสม สปท.ก็จะหยุด

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะทำให้อินเทอร์เน็ตมีใช้ทุกพื้นที่ แน่นอนว่าการเข้าถึงของประชาชนคนไทยก็ต้องมากขึ้น ปัจจุบันมีคนใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ราว 37 ล้านคน คือเกินครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ และภายในปี 2559 อาจมีคนใช้มากถึง 80% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะระบบ 4จี มันเข้าถึงในทุกพื้นที่แล้ว พี่น้องเกษตรกรที่เคยใช้ระบบ 2จี เดิมก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4จี โดยอัตโนมัติ เพราะว่าเครื่องมือถือไม่รองรับแล้ว นั่นคือสิ่งที่จะถึงตัวเขาในท้องไร่ท้องนา

“อินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ที่รัฐบาลทุ่มงบไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเข้าถึงในชุมชน และไปถึงทุกส่วนของประเทศ คนใช้ก็ย่อมมากขึ้นตามจาก 37 ล้านคน อาจจะกลายเป็น 60 ล้านคน อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเช่นกัน หากรัฐไม่เริ่มแก้ไข”

จำแนกปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยอย่างไม่ถูกต้อง ตามที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษาจะพบว่ามีอยู่ 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.กฎหมายที่ใช้ควบคุม คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้มาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด ประสิทธิภาพของการบังคับใช้ไม่ทันกับเทคโนโลยี ดังนั้นต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วน

2.หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ขณะนี้มีอยู่ 2 หน่วย คือ ก.ไอซีที และ บก.ปอท. พบว่าการกับดูแลโครงสร้างมีปัญหา เริ่มจากไอซีทีก่อน ศูนย์เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าผู้คุมเครือข่ายเว็บไซต์ต่างๆ มีแค่ 10 คน ที่จะต้องดูแลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ 37 ล้านคน ในอนาคตจะมีการยกภารกิจเฝ้าระวังมาให้ตำรวจบก.ปอท.แทน แต่ทั้งนี้ตำรวจก็ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อให้รองรับภารกิจที่มากขึ้นเช่นกัน

3.การทำให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์ใช้อย่างสร้างสรรค์ มีจิตสำนึก เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องทำปลูกฝังตั้งแต่เด็กและเยาวชนให้รู้จักการใช้งานอินเทอร์เน็ต อะไรคือสิ่งที่เหมาะสม อะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย สาเหตุที่คนกล้าทำผิดในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ อำพรางตัวได้ คนเราเมื่อรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ หรือไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร ก็เลยกล้าทำผิดกฎหมายหรือทำได้ทุกอย่าง

4.การแสวงหาความร่วมมือผู้ให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชี้แจงว่า ในประเทศไม่มีปัญหาเพราะอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่ผู้ให้บริการต่างประเทศทั้ง YouTube Google Facebook Twitter หรือ Line ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และบังคับไม่ได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือ

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เล่าย้อนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ฟังว่า วิธีการมอนิเตอร์ หรือการตรวจสอบข้อมูลจะมีซอฟต์แวร์ในการเฝ้าระวัง รวมถึงใช้โปรแกรมค้นหาตามปกติเพื่อหาเว็บไซต์ หรือข้อความที่เป็นภัย เช่น หากใช้คำว่า “กษัตริย์” ซอฟต์แวร์ก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆ มาให้ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดีและง่ายร้าย แต่บอกตรงๆ ซอฟต์แวร์ตัวนี้ตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว

“สมัยเป็นผู้บังคับการ ปอท. คดีละเมิดสิทธิทางเทคโนโลยีมีจำนวนมาก ผมเห็นปัญหามาโดยตลอด ก็คิดอยู่ตลอดว่าสิ่งใดที่จะเพิ่มอำนวยความสะดวกให้รัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างรวดเร็วและกระชับ สิ่งใดกฎหมายบกพร่องหรือมีปัญหาเป็นช่องว่างอยู่ เราก็ต้องแก้ ต่อไปตำรวจ หรือข้าราชการที่ทำหน้าที่นี้ จะพูดไม่ได้แล้วว่าถอดข้อความนั้นออกไม่ได้ หรือแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เพราะเซิร์ฟเวอร์ให้บริการอยู่ที่ต่างประเทศ ถ้าพูดแบบนี้ก็หมายความว่าคุณไม่ทำอะไรเลยใช่มั้ย จะปล่อยประเทศให้เป็นไปตามยถากรรมแบบนี้หรือ ผมว่ามันไม่ใช่ มันไม่ควรจะจบแบบนี้”

ส่วนผู้ที่ละเมิด มีไม่เยอะ มีอยู่ไม่มีกี่กลุ่มกี่คนที่ละเมิด แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้ดูเหมือนว่ามีคนละเมิดจำนวนมาก เพราะการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง เรื่องนี้เราต้องตัดต้นตอ ทำอย่างไรให้คนใช้อย่างสร้างสรรค์ คนผิดก็ต้องดำเนินคดีโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้คนจะกลัวและไม่กล้าทำ รวมถึงความร่วมมือของผู้ให้บริการด้วย ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปด้วยกัน

“หลายคนบอกว่าไม่มีใครหรอกที่จะมาคิดทำแบบผม ผมตอบไปว่าก็ใช่สิ ไม่มีคนกล้าจะทำไง เพราะมีแต่คนกลัว สำหรับผมไม่มีคำว่ากลัวนะ เพราะผมทำเพื่อประเทศชาติ ใครจะด่าอะไรก็เชิญ ไม่สนใจ เพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องและพร้อมจะชี้แจงได้ทุกอย่างกับทุกคน”

 

ร่างรัฐธรรมนูญถอยหลัง ลดอำนาจประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414025

ร่างรัฐธรรมนูญถอยหลัง ลดอำนาจประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างแรกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสร็จเรียบร้อย พร้อมส่งต่อไปยังแม่น้ำสายต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นสำหรับการปรับปรุงเป็นร่างสุดท้าย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ แสดงความเห็นต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเริ่มต้นจากประเด็นแรก ว่าต้องมีความชัดเจนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชอบธรรมนั้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ทั้งนี้ ต้องให้ทางเลือกที่ชัดเจน การที่บอกว่าไม่เอาอันนี้แล้วจะเจอสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร ถ้าประชาชนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้ฉบับใหม่ที่แย่กว่า สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับฉบับก่อนปฏิวัติ หรือจะเอาฉบับนี้เทียบกับการนำฉบับหนึ่งฉบับใดมาปรับปรุง มิฉะนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ในการทำประชามติ

“คนจะไปใช้สิทธิ ต้องรู้ว่าจะไปเลือกอะไร ไม่ใช่เกมโชว์ คุณจะเอาทองตรงนี้หรือเอาของที่ปิดอยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องสิทธิประชาชนเจ้าของประเทศว่าจะยอมรับกติกาสูงสุดหรือไม่ เขาต้องรู้สิครับว่า ถ้าเขาไม่เอาอันนี้เขาจะได้อะไร ท่านอย่าไปคิดเล่นเกมกับประชาชน คิดว่าถ้าเขาไม่รู้จะผ่านง่ายขึ้น ท่านต้องคิดว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ”

สอง ร่างรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. กรธ.พูดว่าเป็นร่างแรก ถ้า กรธ.ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นร่างแรกแล้วแก้อะไรไม่ได้ ก็ไม่ใช่ร่างแรก ดังนั้นก่อนไปถึงกระบวนการทำประชามติหวังว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นพอสมควร และต้องปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งไม่ใช่เพื่อตามใจคน แต่ให้เป็นที่ยอมรับตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น จะปราบโกง หรือปฏิรูป

“ถ้าเราได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี แล้วผ่านประชามติ จะเป็นความราบรื่นที่สุดของการเมืองไทย แต่ถ้าผ่านไปโดยคนถูกฝืนใจให้รับ ก็รอวิกฤตที่จะเกิดในวันข้างหน้า ถ้าไม่ผ่านประชามติคนก็เห็นอยู่แล้วว่า บรรยากาศการเมืองจะเข้าสู่ความไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยากว่าบ้านเมืองจะเดินไปตามโรดแมปได้หรือไม่อย่างไร”

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เริ่มเข้าสู่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงฉบับนี้ โดยมองว่าเรื่องปราบโกงใครก็เห็นด้วย แต่ต้องดูว่าครบวงจรหรือไหม เพราะสังคมจะปราบโกงได้ ประชาชนต้องเข้มแข็ง ตัวแทนประชาชนเข้มแข็ง

“สิ่งที่ผมคิดว่ากรรมการร่างฯ ต้องชี้แจงอย่างมาก คือ 1.ทำไมจึงเขียนหมวดสิทธิเสรีภาพ และแนวนโยบายแห่งรัฐที่ถดถอยจากสิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 สิทธิชุมชนชัดเจนว่าหายไป รวมทั้งถ้อยคำที่เขียนเกี่ยวกับการสร้างหลักประกัน การมีส่วนร่วมของประชาชน ถดถอยไปหมดทุกแง่มุม นี่เป็นการถดถอยไปเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน

…ผมคิดว่าสวนทางการปฏิรูป สวนทางกับทิศทางที่ควรจะเป็น และในที่สุดจะทำให้กลไกการเมือง ทั้งผู้มีอำนาจและราชการเข้มแข็งเกินเหตุ บังเอิญความน่ากลัว สอดรับวิธีคิดของรัฐบาล และ คสช.ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ที่เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือหลักประกันของประชาชนเป็นเรื่องน่ารำคาญ”

2.รายละเอียดของกลไกสภาที่จะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลได้ดีขึ้น นอกจากไม่มีบทบัญญัติช่วยตรงนี้ ยังไปลดทอน เช่น รัฐธรรมนูญไม่มีกระทู้ถามสด หากบอกว่าไปอยู่ในข้อบังคับแล้ว ต่อไปเสียงข้างมากในสภาไปตัดออกจะทำอย่างไร จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมไปถอยการเพิ่มอำนาจการตรวจสอบที่จะไปแก้ปัญหาการทุจริต ยังไม่นับอีกหลายเรื่องที่เดินมาไกล อย่างเรียนฟรี 12 ปี ซึ่งถอยไปอยู่ 9 ปี

อีกประเด็น คือ การให้อำนาจองค์กรอิสระ อภิสิทธิ์ มองว่า ปัญหาอยู่ตรงที่มาขององค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยในส่วนของ สว.นั้นจะมาจากการที่คนสมัครคัดเลือกกันเอง ซึ่งมี 2 ประเด็น 1.ในแง่ประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จำกัด เอาอำนาจไปให้เฉพาะคนที่สมัครเลือกอ้อม เลือกไขว้ 2.วิธีการเลือกตั้งแบบนี้ไม่เอื้อให้คนมีคุณภาพทั้งในแง่ความเป็นตัวแทน หรือความสามารถ

“จะกลายเป็นได้คนที่เก่งล็อบบี้ และหากได้คนที่เก่งล็อบบี้มาเห็นชอบองค์กรอิสระซึ่งเราฝากความหวังเลือกทุจริต มันก็จะเป็นอันตราย ต้องถามคุณมีชัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ของผมอย่างไร ผมเป็นนักการเมือง ควรจะชอบ ถ้าตรวจสอบยาก ล็อบบี้ง่าย แต่นี่เป็นสิ่งที่มีคำตอบและต้องแก้”

 

ถัดมาที่ประเด็นเรื่องนายกฯ ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ อธิบายว่า สังคมรับได้กับคำชี้แจงเรื่องการถอยหลังให้มีนายกฯ คนนอก เพื่อให้เกิดทางออกเวลาเกิดวิกฤต แต่เมื่อมาเขียนจริงไม่มีเงื่อนไขเรื่องวิกฤต ขณะที่ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขายังมีบทบัญญัติบ่งบอกว่าต้องเป็นวิกฤตพิเศษ เพื่อต้องการมติพิเศษ แต่ฉบับนี้ไม่มี

ที่สำคัญ เวลาคิดถึงคนนอกที่จะมาแก้วิกฤต มักต้องมีลักษณะความเป็นกลาง แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดว่านายกฯ จะต้องมาจากคนที่พรรคการเมืองเสนอ และเสนอได้เพียงแค่พรรคเดียว ดังนั้นจึงเหมือนเป็นคนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

คำถาม คือ ตกลงคำอธิบายเรื่องเปิดช่องให้คนนอก กับสิ่งที่เขียนในรัฐธรรมนูญตรงกันหรือเปล่า ขมวดกับเรื่อง สว.กับการเขียนเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชนด้วย จึงเกิดเป็นคำถามว่า นี่จะเป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับปัจจุบันและอนาคตหรือไม่

อภิสิทธิ์ เห็นว่า ในส่วนของระบบเลือกตั้งนั้นภาพรวมดี แต่การมีบัตรใบเดียวทำให้เกิดการต่อสู้รุนแรง ซื้อเสียงรุนแรง และยุ่งยาก โดยเฉพาะเวลาให้ใบเหลืองใบแดง ต้องมาปรับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และมาปรับจำนวน สส. รวมทั้งกรณีผู้สมัครพรรคหนึ่งได้ไปแล้วทั้งเขต และปาร์ตี้ลิสต์ ไปเลือกนายกฯ เสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่ามาถูกถอดทีหลัง ก็ต้องถอดปาร์ตี้ลิสต์ด้วย จะต้องเอาคะแนนเลือกตั้งซ่อมเข้ามาคำนวณ ยุ่งยากเกินเหตุ

“ระบบนี้ผมว่าค่อนข้างสมบูรณ์เพียงแต่เปลี่ยนเป็นกาสองใบ ใบหนึ่งเลือกพรรคอีกใบเลือกคน แล้วมาคำนวณตามหลักที่เขียนไว้”

นอกจากนี้ ยังต้องมีการชี้แจงเรื่องการให้บุคคลต่างๆ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน เข้าไปถวายสัตย์ฯ ต่อพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งความจริง การถวายสัตย์ฯ แก้มาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ทรงโปรดกล้าฯ ให้มีผู้แทนได้ แต่กลับมาบอกอีกว่าให้ทำหน้าที่ไปก่อนปฏิญาณตนได้

“อันนี้ผมว่าไม่ถูกต้อง ไม่อยากมาเถียงว่า ดี-เลว รับ-ไม่รับ เราเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงบางเรื่อง เราเห็นว่าที่เขียนมาดีอยู่แล้ว แต่การปราบโกงกับความเป็นประชาธิปไตยไปคู่กัน เพราะสังคมที่ปราบโกงได้ คือ สังคมที่สามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบถ่วงดุลได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ กรธ. ยอมรับว่าต้องไปทำเรื่องสิทธิเสรีภาพใหม่อุดช่องว่าง ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยทางการเมืองดีกว่านี้ ซึ่งร่างอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจทุกคน แต่ว่ามันต้องมีคำตอบในพื้นฐานแต่ละเรื่อง”

เรื่องการกระจายอำนาจก็ถอยหลัง ซึ่งเคยหวังว่าจะเดินหน้าทั้งเรื่องท้องถิ่น หรือการมีส่วนร่วมภาคประชาชน แต่สุดท้ายกลับย้อนกลับไปก่อนยุคปี 2540 เหมือนรัฐกับราชการเป็นคนขีดเส้นว่าคุณจะมีส่วนร่วมได้แค่ไหน มีอำนาจได้แค่ไหน กลับจากปี 2540 หรือ2550 ที่เขียนให้อำนาจเป็นของประชาชน

อภิสิทธิ์ ขยายความเพิ่มอีกว่า ในหมวดนโยบายรัฐก็ย้อนกลับไปเป็นรัฐบาล “พึง” ไม่ใช่รัฐบาล “ต้อง” หมวดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าไม่ปรับตรงนี้ จะเป็นจุดความขัดแย้งในอนาคต ยังไม่รวมกับองค์กรอิสระเกี่ยวกับผู้บริโภคก็หายไป องค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรา 67 ก็หายไป สิทธิชุมชนหายไปเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนที่ กรธ. อธิบายว่า สิทธิมีอยู่แล้วตามปกติหากไม่ได้เขียนห้ามไว้นั้น อภิสิทธิ์ บอกว่า ทั่วโลกที่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรับรองสิทธิ เพราะรัฐธรรมนูญแก้ยาก ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างไปอยู่ที่กฎหมาย รัฐบาลแต่ละยุคเขาแก้กฎหมายโดยเสียงข้างมาก นั่นคือเหตุผลถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิไว้อย่างเข้มข้นในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลในยุคไหนมาละเมิดวัตถุประสงค์เบื้องต้น

เรื่องการปราบทุจริตเป็นจุดแข็งของร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่ต้องระมัดระวังว่า หากเอาประเด็นนี้มากลบเกลื่อนจุดอ่อนบกพร่อง หรือไม่รับฟังคนอื่น ไม่ได้ มันต้องมองภาพให้มาต่อกัน เวลาภาคประชาชนอ่อนแอ ใช้สิทธิเสรีภาพได้อยาก การทุจริตทำได้ง่ายขึ้น

“ผมปฏิบัติกับร่างนี้เสมือนร่างแรก เสนอความคิดเห็นเพื่อให้ท่านปรับปรุง ไม่อยากมานั่งตอบคำถามว่า รับ-ไม่รับ จนกลายเป็นเรื่องเถียง ขู่ ต่อรอง ไม่ใช่ ผมอยากเห็นปัญหารัฐธรรมนูญจบ ผมอยู่การเมืองมาหลาย 10 ปี เราเสียเวลาเรื่องรัฐธรรมนูญมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ ขณะที่ประเทศกำลังถดถอย ทั้งเศรษฐกิจ การแข่งขัน สวัสดิการ ความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ทำไมต้องให้สังคมมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทำไมเราไม่ทำให้ดีที่สุด” อภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ ต้องนำปฏิรูป

เข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงภารกิจต่างๆ ที่ยังไม่คืบหน้าไปไหน โดยเฉพาะ “ปฏิรูป” อภิสิทธิ์ มองว่า เห็นความตั้งใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยากจะทำเรื่องที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ฯลฯ

ทว่าข้อจำกัดเยอะ ทั้งสภาพการเป็นรัฐบาลที่มีข้อจำกัด ขณะที่ศรษฐกิจไม่เอื้อ และยังหนักหน่วง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พยายามหามาตรการคอยกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ไปไม่ถึงพื้นฐาน เงื่อนไข เศรษฐกิจน่าเป็นห่วง และเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีอะไรก็ยาก

สอง เรื่อง “ปฏิรูป” เคยเสนอว่า ถึงขั้นนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ ปัญหาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คือคนทำไม่มีอำนาจ ดังจะเห็นจากกรณี เรื่ององค์กรอิสระผู้บริโภคที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอมา แต่สุดท้ายรัฐบาลไม่เอา

ดังนั้น การปฏิรูปจริงๆ อยู่ที่รัฐบาล วันนี้อยากให้นายกฯ เป็นผู้นำทำ 2-3 เรื่อง อย่างเรื่องการปราบโกง ที่ควรทำให้เป็นระบบสอดรับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียน รวมทั้งต้องรีบทำเรื่องเร่งด่วนก่อน ส่วนเรื่องที่ต้องใช้เวลาอาจต้องรอ เพราะถ้าพยายามทำทุกเรื่องจะไม่ได้สักเรื่อง จึงอยากให้จัดลำดับความสำคัญ

ด้านความคืบหน้าในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา สำหรับเรื่อทุจริตที่เป็นธงสำคัญของ คสช. อภิสิทธิ์ เห็นว่า จากที่มีกฎหมายการอำนวยความสะดวกทางราชการที่ออกมาแล้วนั้น ในหลักการถือว่าดีมาก แต่ไม่มีคู่มือให้ส่วนราชการไปทำ ก็ยากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม แต่ก็มีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำ ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย และอื่นๆ ที่ต้องทำเชื่อมโยงเป็นระบบ หากทำได้สำเร็จก็จะแก้ปัญหาการทุจริตได้

อภิสิทธิ์ อธิบายอีกว่า การปฏิรูปต้องเริ่มจากการมีหลักเสียก่อนว่า ปฏิรูปบนหลักอะไร อย่างเช่น เพิ่มอำนาจประชาชน
ลดอำนาจรัฐ ก็เป็นแนวที่ทำมาตั้งแต่สมัย อานันท์ ปันยารชุน และหมอประเวศ วะสี แต่ กรธ.กลับไปทำสลับกลับหัวกลับหางไปหมด

“นายกฯ เป็นคนที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ ต้องเอาตรงนี้มาเป็นตัวขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การจะไปพึ่งกลไกอื่นนั้นยาก ด้วยความเคารพ ทั้ง ครม. สปท. สนช. ความสามารถเชื่อมสร้างพลังทางสังคมน้อยมาก ตอนนี้มีแต่นายกฯ”

ถามว่า ที่ผ่านมา 2 ปี สิ่งที่ทั้ง สปช. สปท.ทำ ดูเหมือนจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง อภิสิทธิ์ ตอบว่า อย่างที่บอก สปท.ฟังดูเหมือนคนขับรถดี แต่จริงๆ แค่นั่งเบาะหลัง บ่นอยู่นั่น ทำไมไม่เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ขับเร็วหน่อย เหยียบเบรกหน่อย แต่คนขับไม่จำเป็นต้องฟัง หรือฟังก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องลำบาก

ส่วนกระแสที่ต้องการให้ทำปฏิรูปให้สำเร็จก่อนจะไปเลือกตั้งที่อาจทำให้โรดแมปต้องเลื่อนออกไปนั้น อภิสิทธิ์ เห็นว่า ถ้าคุณใช้ตรรกะว่าจะอยู่ต่อ ต้องมีความชัดเจนว่าจะต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร เพราะถ้าทำงานไม่สำเร็จหลายครั้ง จะเป็นเหตุผลหรือไม่ที่จะต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะทำงานสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปจะต้องสร้างพลังของสังคม เรื่องทุจริตมีโอกาสที่จะทำได้มากที่สุด เพราะกระแสสังคมช่วยหนุน หรือเรื่องปฏิรูปตำรวจ เพราะมีคนเรียกร้อง แต่ก็พบว่ามีการติดขัดเดินไปยาก ขณะที่เรื่องอื่นๆ อย่างการปฏิรูปการศึกษาคุณรู้ไหมว่าเขาจะทำอะไร ถ้าไม่รู้ก็เดินไปได้ยาก

เรื่องการปราบทุจริตจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งการปราบโกงที่ดีที่สุด คือ การลดอำนาจคนใช้อำนาจ

 

“ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด” นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/413586

"ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด" นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

1 ปีกับอีก 8 เดือนเศษ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของ “จ่านิว” หรือ “นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ปรากฎอยู่แถวหน้าของฝ่ายนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

ในมุมมองของคสช. เขาคือตัวป่วนที่ก่อเรื่องวุ่นวายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในมุมมองของคนรักประชาธิปไตย เขาคือนักศึกษาหัวก้าวหน้า ผู้หาญกล้ายืนหยัดไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการ

จากเหตุการณ์ชูสามนิ้ว กินแซนวิช จุดเทียน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สู่การขึ้นรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหาคนโกงที่อุทยานราชภักดิ์ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาถูกเจ้าหน้าที่รวบตัว บังคับให้เซ็นรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหว ถึงขั้นถูกอุ้มขึ้นรถกลางดึกโดยชายฉกรรจ์สวมไอ้โม่งคลุมหน้า

วันนี้ จ่านิว นิว หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยังสบายดี และพร้อมจะพูดคุยทุกเรื่องราวอย่างไม่ปิดบัง

นับตั้งแต่คสช.ยึดอำนาจ ชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันผมตกเป็นผู้ต้องหา 2 คดี คดีเเรกคือ ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ ตามประกาศ คสช. ที่ 7/2557  ภายใต้กฎอัยการศึก และล่าสุดคือคดีชุมนุมทางการเมืองเหมือนกัน ตาม คำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ภายใต้มาตรา 44

ชีวิตตอนนี้ก็ยังโอเคครับ มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะ เพื่อนก็พูดคุยปกติ ส่วนอาจารย์เขาก็เป็นห่วงและให้ความสนใจการเคลื่อนไหวของเรามากขึ้น เพราะมันมีประเด็นที่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำหลายๆอย่างของรัฐบาล ทั้งการบริหารงานที่ผิดพลาด มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มเห็นด้วย เพียงแต่ยังไม่พร้อม ไม่กล้าออกมาต่อต้านเหมือนอย่างที่ผมทำ

ส่วนใหญ่อาจารย์เตือนเรื่องความปลอดภัย เพราะแค่โดนคดีความไม่พอ ยังมีการอุ้มตัวผมหน้ามหาวิทยาลัยอีก ก็ต้องระวังมากขึ้น แต่พยายามใช้ชีวิตปกติ เพราะถ้าเราหวาดระเเวง มันก็จะกลายเป็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ประสบผลสำเร็จ

วันที่ถูกอุ้มหน้ามหาวิทยาลัย รู้สึกอย่างไร

ตกใจครับ เราไม่รู้ว่าเป็นทหารจริงหรือเปล่า มีจุดประสงค์อะไร ทำไมต้องทำขนาดนี้ เพราะถ้าใช้อำนาจตามกฎหมายจริงๆ เขาสามารถพาผมไปสถานีตำรวจได้ เเละมันไม่ได้อยู่ไกลด้วย ประเด็นคือเขาต้องการสร้างสถานการณ์ข่มขู่ทางจิตวิทยา จับผม  เอาไอ้โม่งคลุมหน้า  พาเข้าไปลุยในป่าหญ้า พูดจาข่มขู่ ใช้ของคล้ายๆอาวุธปืนที่ไม่มีลูกมาลั่นไกให้ได้ยิน นี่คือการข่มขู่ทางจิตวิทยา

คำถามเเรกที่เขาถามคือ เรื่องอุทยานราชภักดิ์ เเค่นี้ผมก็รู้เเล้วใคร ต้องการอะไร พฤติกรรมเช่นนี้มันคือการข่มขู่ เเละเเสดงให้เห็นถึงว่า ประเด็นนี้ไม่มีความโปร่งใส เขาถามว่า จะไปตรวจสอบอีกไหม จะไปทำไม อยากดังเหรอ ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง สมรู้ร่วมคิดกับพวกนักข่าวเหรอ ผมก็ตอบไปว่าเกี่ยวอะไรเล่า เขาก็ไปทำข่าวของเขาสิ เราก็กลัวนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเรา เเต่วินาทีนั้นต้องพยายามไม่กลัว ต้องใจเเข็งสู้อำนาจทมิฬให้ได้

หลังเกิดเหตุการณ์ ท่าทีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นยังไง

ผิดหวังท่าทีท่านรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา (รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้)นะครับ วันที่ผมสวมไอ้โม่งเข้าไปเล่าเหตุการณ์เรื่องโดนอุ้มให้แกฟัง เเกรับฟังและบอกว่าตกใจ เเต่วันที่ผมไปขึ้นศาล กลับไม่มีฟีดแบคอะไรจากเเกเลย เเถมยังออกมาแสดงท่าทีว่าเห็นด้วยกับคสช.อีกต่างหาก

เรื่องความคิดความเห็นทางการเมืองคงบังคับกันไม่ได้ เเต่ในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ต้องว่ากันอีกเรื่อง ยังไม่เห็นบทบาทหน้าที่ที่จะควรเป็นในส่วนนี้ของแก ทั้งที่ผมเจอกับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พอหลังจากแกรับฟัง เเกให้สัมภาษณ์ว่า คสช. คือหมอผ่าตัดประเทศ ผมเองโชคร้ายหน่อยโดนผ่าตัดโดยที่ผมไม่ยินยอม เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ใช่เลย

มองธรรมศาสตร์ในยุคคสช.อย่างไร

ธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นธรรมศาสตร์อยู่เหมือนเดิม แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ มีความหลากหลายทางความคิด นี่คือเสน่ห์ เป็นมนต์ขลังของธรรมศาสตร์ จะเห็นต่างกันยังไงก็เเชร์ก็ถกเถียงกันได้อยู่ ธรรมศาสตร์ยังเป็นที่รองรับและเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างผมก็ยังอยู่ได้

นายสิรวิชญ์พร้อมเพื่อน หลังจากทราบข่าวศาลทหารยกคำร้องกรณีถูกควบคุมตัวตามหมายจับของ สน.รถไฟธนบุรี

คิดยังไงกรณีที่นายกฯประยุทธ์พูดว่า คุณยังเรียนไม่จบ เอาตัวเองไม่รอด แต่ดันออกมาเคลื่อนไหว

ผมเอาตัวเองไม่รอดยังไงครับ (พูดเสียงดัง) อะไรคือการเอาตัวเองไม่รอด เรื่องเรียนไม่จบเป็นปัญหาของผมเอง ทำไมคนระดับนายกรัฐมนตรีต้องออกมาเดือดร้อนด้วย ปัญหาแท้จริงคือผมต้องเดือดร้อนมากกว่าว่า เมื่อไหร่คสช.จะไปเสียที ตรงนี้คือสิ่งที่คนทั้งประเทศต้องเดือดร้อน

เรื่องเรียนไม่ใช่ปัญหา 7 ปีผมก็เรียนได้ตามสิทธิที่ธรรมศาสตร์ให้ ตอนนี้ผมเรียนเกินมาเเค่ปีเดียว เรียนธรรมศาสตร์ไม่ใช่เบาๆนะครับ เรียนหนัก ผมมีปัญหาติดขัดนิดหน่อย เพราะไม่ใช่คนเรียนเก่ง เเต่ผมต้องรับผิดชอบ ต้องเเบ่งเวลา การเรียนมันก็ถือเป็นภาระหลัก เป็นภารกิจที่ต้องทำ ความคาดหวังจากครอบครัว ความคาดหวังจากครูบาร์อาจารย์  ความคาดหวังจากตัวเองด้วย ผมก็อยากจะจบเหมือนกัน ปีนี้คงไม่ดึงต่อ เห็นเพื่อนๆรับปีที่เเล้ว ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน

กับกระแสโจมตีว่าเป็นทาสทักษิณ รับงานมา

ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะ คือการกล่าวหากันถ้ามีภาพชัดเจน มีหลักฐานชัดเจน ผมไม่ว่าเขาสักคำ เเต่กี่ปีกี่ชาติ ก็มีแต่ข้อหาลอยๆ

ปัญหาคือการเเสดงออกจุดยืนทางการเมือง สามารถไปโยงกับการรับใช้ใครคนใดคนหนึ่งได้ แบบนี้ผมถือว่าเป็นมุมมองที่ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าผมมองและกล่าวหาบ้างว่า คนที่ออกมาชุมนุมทางการเมืองปี 56 รับใช้ลุงกำนัน เเบบนี้จะด่าผมไหม คือเราทุกฝ่ายสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ การรับใช้ใครถ้าไม่มีหลักฐาน พูดลอยๆแบบนี้ใครก็พูดได้ เช่น กปปส. ก็เป็นขี้ข้าสุเทพเหมือนกัน สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆว่าใครมีเบื้องลึกเบื้องหลัง แบบนี้ไม่มีประโยชน์

แล้วเรื่องเงินที่ใช้ในการเคลื่อนไหวล่ะ

เงินพวกนี้ ช่วงเเรกควักเอง ระดมกันมา หลังๆพ่อเเม่พี่น้องประชาชนบางส่วนเขาก็ช่วย ผมมีกล่องรับบริจาค เขาก็ให้ตามที่ให้ได้ เราคงไม่มีเส้นทางการเงินโอนไปโน่นมานี่ เพราะเราก็ลำบาก คสช.เขาตามบัญชีอยู่ เรื่องนี้คสช.มีกลไกในการตรวจสอบได้อยู่แล้ว

ถ้าบอกว่าผมเป็นทาสทักษิณ รับเงินทักษิณ แต่ไม่เคยมีใครพูดเรื่องหลักฐาน ถ้าเป็นคนทั่วๆไป โดยเฉพาะสลิ่ม ที่ไม่เคยจะหาข้อมูล คอมเม้นท์ในเฟซบุ๊กอย่างไม่มีหลักฐาน อันนี้พอจะให้อภัยได้ เเต่คนระดับโฆษกรัฐบาลสามารถพูดได้ว่านักศึกษามีเบื้องหลัง ซึ่งผมเจอแพทเทิร์นนี้มาตลอด 2 ปี รัฐบาลก็ไม่สามารถหามาได้ว่าใครคือเบื้องหลังของผม เเต่รัฐบาลก็ใช้เเบบฟอร์มแพทเทิร์นนี้ตลอด 

เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือพวกเรากันเองนี่แหละ อาจจะมีพ่อเเม่พี่น้องประชนชนบ้างส่วนเขาช่วยกัน ซึ่งเขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้เต็มตัว มีพวกเราออกมาทำเต็มที่ เขาก็ช่วยหยอดกล่องรับบริจาค พูดตรงๆ หลังๆ เราก็มีเปิดบัญชีในฐานะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ก็เป็นธรรมดาเหมือนกับลุงกำนันระดมทุนแหละครับ

เคยคิดท้อไม่อยากสู้ต่อไหม

(หัวเราะ) ก็มีท้อครับ เบื่อเหมือนกัน ยิ่งเวลาเราเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนหลายยุคหลายรุ่นก็สู้มาเเบบนี้ตลอด แต่วังวนการเมืองไทยก็ยังกลับมาเหมือนเดิม ที่สำคัญคือทัศนคติความคิดของคนไทย เริ่มไปในทางที่เเย่ลง คือไม่ยอมรับความเเตกต่างทางความคิด

เราออกมาเเสดงจุดยืนทางความคิด ตามรัฐธรรมนูญที่ถูกทำลายล้างไป กลับกลายเป็นว่า ผมถูกด่าร้ายเเรง หาว่าทำลายประเทศ สร้างความวุ่นวาย ในขณะคนที่ออกมาสร้างความวุ่นวาย บิดเบือนหลักการของประเทศ กลับกลายเป็นผู้มายืนชี้หน้าผมว่า ทำผิดกฎหมายของประเทศ กลับตาลปัตรกันไปหมด คนที่พยายามรักษาหลักการไว้ตามวิถีทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเดิม กลับกลายเป็นโดนชี้หน้าด่า ทำประเทศเสียหาย ทั้งที่เราไม่เคยชุมนุมปิดถนนให้รถติด

ผมไม่เข้าใจว่าสังคมเราเป็นแบบนี้ได้ยังไง ผิดฝาผิดตัวไปหมด ท้อตรงเรื่องนี้เเหละ เเต่พอเรามานั่งคุยกันก็เห็นว่าเราแค่คนอายุ 20 กว่าๆ จะปล่อยให้ประเทศเป็นเเบบนี้เหรอ ปล่อยให้เกิดสภาวะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ต่อไปหรือ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ในอนาคตคงโทษใครไม่ได้ ถ้าทำซะวันนี้ ในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน อย่างน้อยเราก็ได้สู้ ได้ทำอะไรบางอย่าง

กรณีการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์แล้วสุดท้ายไม่พบความผิด มันก็คงเป็นเช่นนี้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องกุมการใช้กฎหมายอยู่ พวกเราทำเต็มที่ ต้องการเเค่ให้เป็นประเด็นทางสังคม ให้รับรู้กันว่ามันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เรื่องอุทยานราชภักดิ์เราคงไปต่อไม่ได้ หลายคนถามว่า ทำไมไม่ตรวจตอบต่อ แหม จะให้ไปอย่างไรล่ะ อุปสรรคเยอะอย่างนี้

ปัญหาต่อไปคือ คนทั้งสังคมจะจัดการปัญหาลักษณะเเบบนี้ต่อไปอย่างไร ผมถือเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องจัดการร่วมกัน ผมเองทำได้เพียงเเค่จุดประเด็นขึ้นมา ถ้าหลายฝ่ายเห็นว่าไม่มีทุจริต ถูกต้องทุกประการ ไม่มีความอึมครึม ก็ให้รู้กันไปว่าสังคมเราจะเป็นไปเเบบนั้น ผมเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

ถ่ายคู่กับแม่ หลังแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์

 คิดว่าการเคลื่อนไหวของเรา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างไหม

ผมว่าคนเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดนะครับ สลิ่มกลับใจเริ่มมีมากขึ้น เเต่คนกลุ่มนี้เขาไม่กล้าเเสดงจุดยืนมากนัก เเต่เราเห็นในโซเชียลมีเดียชัดเจน เริ่มรู้สึกตัวกันว่าสิ่งที่ทำไปเมื่อปี 56  – 57 มันนำมาสู่ความผิดพลาดทางสังคมร้ายเเรง ไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคนสามารถเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มันผิดพลาดเเละนำไปสู่หนทางที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เเค่นี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จเเล้ว เพียงเเต่ต้องรอเวลาที่เขาจะพร้อมออกมาสู้เพื่ออนาคตของเขา อนาคตที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง จะปล่อยให้ชนชั้นนำมากำหนดชะตากรรมของเราไม่ได้ เราต้องพร้อมที่จะกำหนดอนาคตชะตากรรมของเราเอง ซึ่งผมก็รอวันนั้นเหมือนกัน

โค้งสุดท้ายของรัฐธรรมนูญแล้ว มองเรื่องนี้อย่างไร

ถ้าเราดูความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รัฐธรรมนูญที่ออกเเบบมาเพื่อกีดกันสกัดกั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่สามารถเป็นรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ได้อย่างเสมอหน้ากัน รัฐธรรมนูญต้องประกาศเพื่อใช้กับคนทุกฝ่าย ต้องเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างเเท้จริง มาจากข้อตกลง ฉันทานุมัติจากคนทั้งสังคม วันนี้กลับกลายเป็นว่า เราเอากฎกติกาบางอย่างไปฝากไว้กับคนไม่กี่คน เอาไปฝากไว้กับสมาคมผู้เฒ่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาบอกว่าอนาคตโครงสร้างสถาบันรัฐไทยจะเป็นอย่างไร ถามว่าคาดหวังอะไรไหม ไม่ครับ เเละเราก็ออกตัวเต็มที่ว่าจะคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน

เป็นไปได้ไหม ประเทศไทยจะไปข้างหน้าได้ในยุคคสช.

มันเป็นไปไม่ได้อยู่เเล้ว วิธีคิดที่เป็นราชการเต็มที่ เเละเป็นวิธีคิดของคนที่อยู่ในยุคสงครามเย็น ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้นเเล้ว เป็นความคิดที่ไม่ได้ไตร่ตรองในการพูด เช่น นายกฯบอกให้เราสร้างบ้านกันหนาว คำถามคือ บ้านเราหนาวตลอดปีหรือเปล่า อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า เเค่เรื่องเล็กๆน้อยๆผู้นำที่เป็นทหารก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการจัดการบริหารราชการเเผ่นดินเลย ระบบราชการยืนยงอยู่ได้ เเต่คนที่เสียหายกลับกลายเป็นประชาชนทั่วไป

ผมว่า รัฐประหารมันเป็นการทำลายโครงสร้างระบบสถาบัน เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจของกลุ่มคณะใดคณะหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจ ระบบการตรวจสอบ ทำลายพื้นที่ทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ของคนหลายฝ่ายไว้ใช้ต่อรองให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ

ในทางการเมือง ไม่มีใครสถาปนาตัวเองเป็นผู้วิเศษได้ ประเทศไทยเราให้เวลาเกือบ 2 ปี กับการพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ว่าคณะรัฐประหารเองไร้ประสิทธิภาพ และกำลังตอกย้ำแนวคิดที่ล้าหลัง สร้างประชาธิปไตยแบบครึ่งใบที่เอาอำนาจส่วนหนึ่งไปฝากฝังไว้กับระบบราชการ ซึ่งมันมีประสิทธิภาพในการพาคนทั้งสังคมไปรอดได้หรือไม่

มีคนบอกว่าคุณออกมาต้านแต่คสช. ทีรัฐบาลอื่นไม่เห็นออกมา

คำถามคือตอนนี้ใครถือครองอำนาจ เราตั้งคำถามตลอด อย่างทักษิณ เราตั้งคำถามเรื่องกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับสงครามยาเสพติด กรณีการอุ้มหาย การเกิดปัญหาลอบสังหารเเกนนำผู้ต่อต้านประเด็นเรื่องทรัพยากร อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราวิจารณ์ทักษิณมาตลอด ซึ่งก็อยู่ในสภาพที่วิจารณ์ได้ เเต่ขณะนี้สิ่งที่เราได้รับหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์มันเกินไป เราถูกกระบวนการทางทหาร ตำรวจ ทุกอย่างพยายามสกัดกั้น ขัดขวาง ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลทั่วไป จะรัฐบาลแม้ว ปู  มาร์ค เราด่าพวกเขาได้ ไม่ไปจับ แต่คนที่ออกมาวิพากวิจารณ์ คสช. กลับต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติ

ผมไม่อยากจะพูดด้วยว่า พวกผมเองก็รวมตัวนักศึกษาออกมาต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ลานโพธิ์ รวมทั้งที่หน้าพรรคเพื่อไทย เราก็เคยไปต่อต้านมาแล้ว ตอนนั้นท้วงได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ พูดไม่ได้ จะไปบอกคสช.ไม่ควรนิรโทษกรรมตัวเองก็ไม่ได้

คิดอย่างไรกับการที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ไม่บังควร ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเราบอกว่าสถาบันเบื้องสูง เป็นสิ่งที่ควรเคารพสักการะ ก็ไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือฆ่าฟันทางการเมือง ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสถาบันด้วย จะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในระยะยาว เป็นการดึงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พวกเราเองเคลื่อนไหวทางการเมือง เราก็พูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องปัญหาในระบบของรัฐบาล

อย่างวันนั้นที่ไปบ้านโป่ง มีชาวบ้านออกมาด่าเราว่า “หนักแผ่นดิน ออกไป รู้ไหมว่าแผ่นดินเป็นของใคร” แบบนี้ไม่ถูกต้อง ต้องรับสารให้ดี จู่ๆก็มาหาว่าพวกเราไม่เอาสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ทั้งที่ประเด็นการเคลื่อนไหววันนั้นไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับสถาบันเลย แต่คนเหล่านั้นกลับหยิบยกเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้อง และยังพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงด้วย คนกลุ่มนั้นกำลังเอาประเด็นดังกล่าว มาลดทอน เบียดขับพื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มอื่นหรือฝ่ายตรงข้ามให้ตัวเองได้แสดงเท่านั้น

ปะทะกับชาวบ้าน ระหว่างนั่งรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหากลโกงที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันที่คสช.ตัดสินใจทำรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องทำ ถึงวันนี้รู้สึกอย่างไร 

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามีพื้นที่แสดงออกอย่างสันติ มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ตามช่องทาง โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ หากระบบดำเนินการ ทุกอย่างก็เดินไปได้

แต่จู่ๆ มีคณะรัฐประหารเข้ามาแทรกกลาง เข้ามาปิดทับ ปิดบังพื้นที่ที่ควรจะเป็น และอ้างความมั่นคงต่างๆ นานา ทำให้ความขัดแย้งมันถูกกดทับ ปิดช่องทางแสดงออกได้อย่างสันติไป จะให้สงบราบคาบมันไม่ได้ มันต้องมีช่องทางให้คนอื่นแสดงออกได้อย่างสันติ ความขัดแย้งต้องถูกพูดคุยร่วมกัน และใช้วิถีทางตามรัฐธรรมนูญในการจัดการ คุณจะแก้ปัญหาความขัดแย้งแต่ใช้กำลังเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้

คสช. ใช้อำนาจทางกฎหมายที่มาจากกระบอกปืน หมายถึงว่าถ้าไม่ยึดอำนาจเข้ามาตัวเองก็ออกกฎหมายไม่ได้ โดยกดทับคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในมหาวิทยาลัย ชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องประเด็นทรัพยากร กดทับทั้งเกษตรกร แรงงานในทุกๆ ประเด็น ซึ่งจริงๆ แล้วคนเหล่านี้ต้องอาศัยกลไกประชาธิปไตย การแสดงออกในเชิงสันติ การรวมตัวเพื่อที่จะแสดงจุดยืนหรือกดดันให้เกิดผลประโยชน์ของตัวเองในทางที่ดีที่สุด แต่ปรากฎว่า คสช.กลับปิดกั้นพื้นที่เหล่านี้ สุดท้ายทางออกไม่มี ปิดกั้นไปนานๆ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้าย มันจะระเบิดออกมาหรือเปล่า

อีกอย่างที่ชัดเจนก็คือการรัฐประหารปี 49 นำมาสู่วิกฤติารทางการเมืองที่ยาวนานตลอดเกือบ 10 ปี ถ้าทหารทำตามหน้าที่ ดูแลความมั่นคงระหว่างประเทศไทย เราคงไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่ปัญหาคือ ทหารกลุ่มหนึ่งกลับใช้กลไกทางกองทัพที่ควรจะใช้ในทางหนึ่ง ไปทำอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง ขณะที่อีกหลายฝ่ายก็กำลังใช้กลไลที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง แสวงหาผลประโยชน์มิชอบให้ตัวเอง นี่คือปัญหาของกองทัพ เราไม่ได้รักหรือว่าเกลียด เพียงแต่กองทัพทำหน้าที่ของตัวเองแล้วหรือยัง เป็นรั้วของชาติ เป็นยามผู้เฝ้าบ้าน คำถามคือแล้วกระโดดเข้ามากลางบ้านทำไม สุดท้ายที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า วิธีคิดแบบทหารบวกกับราชการยังไม่แสดงประสิทธิภาพ

มีคำกล่าวว่า เวลาสู้รบให้รู้เขารู้เรา คุณมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไร

สำหรับผม เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. อนุรักษ์นิยม คนพวกนี้บางทีอาจจะมีเหตุผลหรือตรรกะของตัวเอง แต่สลิ่มมีอยู่ในทุกกลุ่ม สลิ่มคือคนที่ไม่คิดจะหาเหตุผลเพิ่มเติมในการซับพอร์ตข้อมูลของตัวเอง ขอให้ได้พูด ได้ด่า ได้โจมตีเพื่อความสบายใจ อันนี้คือสลิ่ม เจออะไรขัดใจ ด่าไว้ก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนของสลิ่มก็คงเป็นม็อบที่บ้านโป่งวันนั้น คนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราไปทำอะไรที่อุทยานราชภักดิ์ แต่พร้อมที่จะใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาต่างๆ นานา ไม่จงรักภักดีบ้าง สร้างความปั่นป่วนบ้าง คำถามคือแค่คนนั่งรถไฟไปเนี่ยนะ ลืมหรือเปล่า เขาชัตดาวน์กรุงเทพฯ ไปกี่เดือน คนพวกนี้ไม่คิดจะหาข้อมูลและพูดในหลักการที่ถูกต้อง และไม่เคยย้อนกลับไปดูการกระทำของตัวเอง

ผมไม่พูดเชิงชี้นำให้สลิ่มแล้วกัน ถ้าอยากหลุดออกจากความเป็นสลิ่ม ควรจะตกผลึกทางความคิด มองบริบททางการเมือง ถ้าไม่มืดมัวตาบอดเสียเหลือเกินก็คงมองออกว่า ถึงแม้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย จะมีปัญหา แต่คุณสามารถที่จะด่า วิจารณ์ แสดงออกได้ ถึงขนาดชัตดาวน์กรุงเทพยังได้ ในขณะที่พวกผมเองแค่ชูป้าย โปรยใบปลิว นั่งรถไฟ ไม่เคยไปปิดถนนให้ใครเดือดร้อน กลับโดนคดีความจากการแสดงจุดยืนทางการเมือง

ถูกจับกุมขณะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับยื่นฟ้องประยุทธ์ ข้อหากบฏ ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าว

 

แปะโพสต์อิทให้กำลังใจ 14 นักศึกษา บริเวณสกายวอล์ค หน้าห้างสรรพสินค้า MBK

คิดว่าตัวเองต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้หรือไม่

บางเรื่องมันก็เกินความคาดหมายของเรา เพราะที่ผ่านๆมา มีบุคคลพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองตลอด

อาจต้องหันไปทำความเข้าใจกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นรึเปล่า

จะให้ข้อมูลมั่วๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไปมโน เราคงทำไม่ได้ ในเมื่อเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูก เราจะทำมันทำไม แต่ผมคิดว่าต้องมีสักวันที่คนกลุ่มนี้จะหลุดออกจากความมโนและกลับมาอยู่บนฐานของความเป็นจริง คงต้องเห็นความเสียหายก่อน ต้องเจอบทเรียนกับตัวเองก่อน ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ ยุคนาซีเองก็มีทั้งคนที่ต่อต้านและเชียร์ให้ทำลายร้างคนอื่น แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ทุกวันนี้คนกลุ่มนั้นกล้าที่จะออกมาแสดงตัวหรือไม่ หรืออย่างที่รวันดา ชาวฮูตูที่เคยออกไปกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวทุตซี คนกลุ่มนี้สามารถแสดงตัวตนได้หรือไม่

ผมอยากถามกลับไปว่า ถ้าคิดแล้ว ตระหนักแล้ว ด้วยมโนสำนึกของตัวเอง สิ่งที่คุณทำในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะกล้ายืนยันในสิ่งที่คุณทำได้หรือเปล่า ก็คงต้องเรียนรู้กันไป อย่างไรก็ตามมันก็ต้องเจ็บทั้งสองฝ่าย

นาทีนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

เช่นเดิม เรียกร้องให้กลับไปสู่สภาวะการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นอะไรที่ยาก เพราะมันมีคนคิดว่าแบบนี้ก็สงบดี แต่สงบตรงที่ว่าเอาปัญหาทุกอย่างไปซุกไว้ใต้พรม สงบเพราะรัฐบาลทหารไปกดทับพื้นที่ปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ให้ขึ้นมาพูดถึงปัญหา พูดง่ายๆ แก้ปัญหาโดยการไม่พูดถึงปัญหา แล้วแบบนี้ในระยะยาวเราจะได้อะไร

อนาคตจะได้เห็นนักการเมืองชื่อสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไหม

ความจริงผมไม่ชอบวิธีการของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่า เวลาแห่งประวัติศาสตร์มันจะพาเราไปในเส้นทางไหน แต่ในภาพรวมผมไม่ค่อยชอบ สภาบ้านเราก็ไม่ใช่สภาที่สร้างสรรค์เท่าไหร่ อีกอย่างผมเอง ไม่ได้มีฐานจากชนชั้นสูงหรือผู้รากมากดี  ซึ่งเป็นฐานทางการเมืองส่วนใหญ่ในสังคมไทย ก็คงเป็นเรื่องของอนาคต

ความฝันของคุณคืออะไร

ผมอยากเป็นผู้นำทางความคิด อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งเป้าหมายมันไปไกลกว่านักการเมือง ก่อนอื่นเลยตั้งใจจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสแต่ไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่า ภาษาอังกฤษผมก็แย่ ไม่อยากพูดถึงความฝันสิ่งอยากเป็นมาก เดี๋ยวคนหมั่นไส้เอา (หัวเราะ)

 

วิกฤตในกรีซ… บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/415684

วิกฤตในกรีซ... บทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม!

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าพรั่นพรึงเป็นข่าวดังไปทั่วโลก นั่นคือเกิดการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประเทศกรีซ มีการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างผู้ประท้วงที่สวมหน้ากากมีกำลังอาวุธกับตำรวจ วุ่นวายทั่วประเทศ ผู้คนแทบทุกอาชีพจำนวนมากพากันออกเดินขบวนคัดค้านนโยบายการตัดลดเงินสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยงชีพ เงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมาตรการบีบคั้นของเจ้าหนี้ต่างชาติอันมี อียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ก็เคยมีการเดินขบวนประท้วงต่อต้านกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจและมาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนั้นก็เกิดความบอบช้ำเสียหายให้แก่ประเทศมาแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงเท่าครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งนับเป็นการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

หลังจาก อเล็กซิส ไซปราส ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกรีซไม่นาน ได้ดำเนินนโยบาย “รัดเข็มขัด” อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกับการจับจ่ายงบประมาณ ต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติตามที่เจ้าหนี้กำหนด จำต้องแก้ไขกฎระเบียบการจ่ายเงินสวัสดิการทุกชนิด ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ ตลอดจนเบี้ยเลี้ยงชีพคนชราและสวัสดิการต่างๆ ลง ประมาณ 15% และอัตราขั้นต่ำจะได้รับเพียง 360 ยูโรเท่านั้น มาตรการดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงพากันออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างรุนแรงจนเกิดปะทะกันบาดเจ็บล้มตายวุ่นวายไปทั่วกรุงเอเธนส์และปริมณฑล

การเดินขบวนครั้งใหญนี้เป็นครั้งที่สามในรอบไม่กี่เดือน และมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจการเมืองประเทศกรีซ เช่น การบิน รถไฟ เรือเมล์ ฯลฯ ต้องหยุดบริการทั้งหมด ทำให้เศรษฐกิจซึ่งย่ำแย่อยู่แล้วย่อยยับลงไปอีกอย่างสุดคณานับ

ปรากฏการณ์ประท้วงใหญ่ในครั้งนี้ จึงเป็นโจทย์หนักของนายกรัฐมนตรีไซปราส ในการหาทางแก้ไข ซึ่งจากการประเมินผลของตำรวจรายงานว่ามีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมประท้วงอย่างเหนียวแน่น เฉพาะในที่รอบๆ กลางกรุงเอเธนส์ มีถึงประมาณ 4-5 หมื่นคน โดยฝ่ายประท้วงได้สวมหน้ากากใช้สิ่งของจุดไฟขว้างใส่ตำรวจอย่างไม่เกรงกลัว ระหว่างปะทะแม้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสกัดก็ไม่อาจยับยั้งการบุกของผู้คนได้

ตามโรงพยาบาลต้องระดมเรียกร้องขอเภสัชภัณฑ์เป็นการด่วน ในเมืองปริมณฑลก็มีทั้งนักกฎหมาย วิศวกร เภสัชกร รวมกระทั่งคนทำความสะอาดก็เข้าร่วมขบวนการประท้วงด้วย ทำให้การคมนาคมหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เนื่องจากไม่มีพนักงานคนใดไปทำงาน

พิจารณาสาเหตุใหญ่ที่เกิดการประท้วงครั้งนี้ เนื่องมาจากผลพวงการที่ไซปราส ผู้นำฝ่ายซ้าย ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงชีพของคนชราและบำเหน็จบำนาญ อันเป็นผลกระทบต่อปากท้องโดยตรง ปากท้องของประชนถ้าหิวเมื่อใดเป็นสิ่งที่น่าห่วงจริงๆ

ผู้เขียนได้ศึกษาค้นหาสาเหตุแห่งความวุ่นวายของประเทศในเชิงวิชาการ จึงได้พบเห็นความสำคัญของการบริหารเงินที่ผิดพลาด นั่นคือต้นเหตุแห่งการล่มสลายของกรีซ ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนการเงินการคลังเกิดปัญหาตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

มาบัดเดี๋ยวนี้ แม้ไซปราสจะออกมาประกาศเตือนว่า หากไม่ดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การเงินการคลังตามที่เจ้าหนี้ต่างชาติแนะนำโดยเร็วไวแล้ว ในอีกไม่ช้าประเทศชาติจะไม่มีแม้กระทั่งความสามารถในการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญหรือสวัสดิการทุกชนิด

แต่ทว่าฝ่ายสหภาพแรงงานได้โต้แย้งว่า แผนการปฏิรูปของรัฐบาลในขณะนี้ แม้จะอ้างว่าทำตามมาตรการกดดัน และเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธของเจ้าหนี้ต่างๆ ก็ตาม แต่สุดท้าย ของสุดท้าย แผนรัฐบาลดังกล่าวก็จะกลายเป็นเหตุรุนแรง นำพาประชาชนทั้งประเทศกรีซเข้าสู่ความหายนะหรือนรกแห่งความยากจนในที่สุด

น่าจับตา เมื่อเกิดการประท้วงใหญ่ดังนี้แล้ว แผนการปฏิรูปจะสามารถผ่านการพิจารณาลงมติของสภาหรือไม่? ยังไม่อาจคาดเดา แต่ถ้าดูจากจำนวนเสียงสมาชิกของนายกฯ ไซปราส จะเห็นได้ว่ามากกว่าเสียงของฝ่ายค้านไม่มากนัก หากมีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลกลับลำตามที่ประชาชนเรียกร้องก็เป็นไปใด้

โดยที่ผู้เขียนเคยเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎร และเคยบริหารสถาบันการเงินเอกชนมาก่อน จึงมองว่าประเทศกรีซอาจจะต้องพบกับวิกฤตทางการเงินและความรุนแรงต่อต้านจากประชาชนไปอีกนาน สาเหตุใหญ่ก็มาจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดในอดีตที่ไม่รัดกุมกับการบริหารงบประมาณ ทำให้ “Constitution” ของประเทศบอบช้ำมาก ยากแก่การเยียวยา ซึ่งเปรียบได้จากการบริหารบริษัทเอกชน ถ้าหากผู้บริหารละเลยในเรื่องของรายรับรายจ่ายอันไม่สมดุล โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหาร “Cash Flow” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุทำให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ล่ม” อยู่ที่จุดนี้เอง! เช่นเดียวกับการบริหารประเทศ ฉันใดก็ฉันนั้น!?

ดร.สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตประธานกรรมการ Asia Australia Commercial Bank และรองประธานกรรมการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล กล่าวถึงหลักการบริหารเงินไว้ว่า “รัฐบาลจะต้องสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ ความสมดุลของรายได้ ความสมดุลในการกระจายรายได้ให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึง เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาชนมีสันติสุข ประเทศชาติมั่นคง

ในการแก้ไขประเทศนั้น จะต้องใช้การบริหารแผนใหม่ที่มีระบบที่ดี มีแผนงาน มีความเจริญที่ต่อเนื่องแน่นอน มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน มีการวางแผนสำหรับอนาคต เพื่อให้เกิดการประสานงานเท่าที่ควร

เศรษฐกิจเสมือนเป็นโครงสร้างของร่างกาย และเงินเป็นสายเลือดของชีวิต ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างของชนชั้น เลือดไม่อาจไปช่วยหล่อเลี้ยงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายนั้นก็เน่า เงินไม่กระจายไปในที่ของภูมิภาค จังหวัดนั้น อำเภอนั้นก็จะอดตาย รัฐบาลที่ดีจึงต้องมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และให้มีการหมุนเวียนให้มากท่ี่สุด เพราะเงินหนึ่งบาทไม่เคยหายไปจากประเทศไทย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร”

การเกิดการประท้วงอันรุนแรงในกรีซ จึงสรุปได้ว่ามาจากเหตุปัจจัยที่รัฐบาลดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด ทำให้ “ตูดขาด” ต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยปะให้ จนกลายเป็นเบี้ยล่างเจ้าหนี้อย่างน่าเวทนา

ดังนั้น ปรากฏการณ์ประเทศกรีซในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้นำประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย จงอย่าได้ประมาท และใช้จ่ายเงินไปก่อน และการหวังเงินบ่อหน้า ควรระมัดระวังกับการจับจ่ายงบประมาณอย่างสุขุมรอบคอบ วิกฤตในประเทศกรีซจึงเป็นบทเรียนที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล

 

กรธ.ถอยเรื่องสิทธิ ไม่แก้ปมการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416131

กรธ.ถอยเรื่องสิทธิ ไม่แก้ปมการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบกำหนดเส้นตาย​ 15 ก.พ. ที่ภาคส่วนต่างๆ จะส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญกลับมายังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขออกมาเป็นร่างสุดท้ายก่อนนำไปทำประชามติ​ต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะต่างๆ นานา จากหลายฝ่าย ประเด็นเดียวที่ กรธ.มีแนวโน้มจะยอมปรับแก้ตามคำเรียกร้องคือเรื่องสิทธิเสรีภาพที่หายไป จนถูกถล่มว่าเนื้อหาเรื่องสิทธินั้นล้าหลังกว่าฉบับก่อนๆ ทั้ง 2540 และ 2550

รวมทั้งยังล้าหลังกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่แม้จะมีจุดท้วงติงในหลายเรื่อง แต่ก็มีจุดเด่นรื่องสิทธิ แต่สุดท้ายมีอันต้องสะดุดถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ไม่แปลกที่เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ จะออกมาตั้งป้อมถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเรื่องสิทธิถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีการต่อสู้เรียกร้องกันมานานกว่าจะมีการเขียนรองรับเรื่องสิทธิต่างๆ ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แถมต่อมายังเป็นกลไกที่ใช้ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิที่มีพลัง และหลายกรณีถึงขั้นนำไปต่อสู้และได้รับชัยชนะจนกลายเป็นบรรทัดฐานให้กับการต่อสู้ของภาคประชาชน

เริ่มตั้งแต่หมวด 1 บททั่วไป เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญกลับตัดออกทั้งมาตรา

รวมทั้งการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ ที่ถูกตัดออก เช่นเดียวกับ “สิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ที่ถูกออกจากการมีส่วนร่วมจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล

สิทธิต่างๆ ที่หายไปนั้นแม้ทาง กรธ.จะพยายามชี้แจงว่าเป็นเรื่องของการเขียนรับรองในภาพกว้าง ไม่ให้เขียนห้ามไว้ก็สามารถทำได้ แต่ทางเครือข่ายภาคประชาชนโต้แย้งให้เห็นถึงความแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชนที่ทดแทนกันไม่ได้

ประเด็นนี้นำไปสู่การปลุกกระแสคว่ำรัฐธรรมนูญที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ หาก กรธ.ยังไม่ปรับแก้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติย่อมเป็นไปได้สูง เพราะแค่เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศก็มีฐานมวลชนกลุ่มใหญ่ที่จะสามารถชี้เป็นชี้ตายได้

แถมการปรับแก้ไขในประเด็นเรื่องสิทธิยังได้ภาพการรับฟังความคิดความเห็นจากกลุ่มต่างๆ ไม่ดึงดันเดินตามแนวคิดของตัวเองหรือมีธงล่วงหน้าจนไม่อาจยอมแก้ไข อีกทั้งเรื่องสิทธิเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนการยอมแก้จึงมีแต่ได้กับได้

ต่างจากประเด็นอื่นๆ ที่ กรธ.คงไม่คิดแก้ไขเพราะจะสร้างความยุ่งยาก หรือทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหาไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้งที่ถูกถล่มอย่างรุนแรง โดยเฉพาะลงคะแนนบัตรเดียวเลือกตั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี ล่าสุด สนช.​เสนอให้เปลี่ยนเป็นการลงคะแนน 2 บัตร และใช้ระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ 3 คนต่อหนึ่งเขต เพื่อลดการซื้อเสียงและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน

แต่ในมุมของ กรธ.ระบบเลือกตั้งถือเป็นกลไกใหญ่ที่อุตส่าห์คิดค้นกันมาเพื่อไม่ให้ทุกคะแนนสูญเปล่า หากยอมปรับแก้ย่อมไม่ตอบโจทย์ ที่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากเด็ดขาด

อีกทั้งหากปรับแก้ตอนนี้ย่อมต้องกระทบไปถึงกลไกการทำงานเพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่จะต้องปรับแผนกันใหม่หมด ตั้งแต่กฎหมายลูกไปจนถึงกฎระเบียบและการวางแผนเตรียมการของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาจกระทบถึงกรอบเวลาเลือกตั้ง 2560

ขณะที่ระบบการคัดสรร สว.ที่จะมาจากการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่ม ที่มีเสียงค้านว่าจะได้คนไม่มีประสิทธิภาพ เพราะให้คนที่ไม่รู้จักกันมาเป็นคนเลือก จึงอาจเปิดช่องให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มได้

แต่หาก กรธ.ยอมเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบสรรหาแบบเดิมนั้น ย่อมถูกครหาว่ามีเป้าหมายแอบแฝง หวังดันกลุ่มคนของ คสช. หรือใครที่ไว้วางใจเข้ามารับตำแหน่ง สว.ชุดแรก

แม้ สว.ชุดนี้จะไม่มีอำนาจถอดถอน แต่ก็ยังคงอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ที่ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทและอำนาจไม่น้อย ในระบอบการปกครองตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เช่นเดียวกับ นายกฯ คนนอก ที่แก้ลำด้วยการโยนให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อคนที่จะมาเป็นนายกฯ อย่างน้อย 3 ชื่อ ที่ถูกมองว่าสุดท้ายจะกลายเป็นการล็อกตัวเองในอนาคต และทำให้เกิดปัญหาถึงทางตันได้ไม่ต่างจากอดีตแต่ กรธ. ย่อมไม่อาจปรับแก้เพราะถือเป็นการลบข้อครหาเรื่องนายกฯ คนนอก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากดูสัญญาณจากฝั่ง คสช.จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของ คสช.ที่พร้อมจะผลักดันไปจนสุดทาง ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ออกมาสนับสนุนต่างจากร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่สุดท้ายถูกคว่ำในชั้น สปช.ยังไม่รวมกับการเตรียมแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อทำความชัดเจนในเกณฑ์ประชามติ

ทั้งหมดสะท้อนตรงกันว่า คสช.พยายามผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นที่ยอมรับและประกาศใช้ได้สำเร็จ  ​

 

ถอยหลังตั้งหลัก หรือเดินหน้าลงเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415685

ถอยหลังตั้งหลัก หรือเดินหน้าลงเหว

โดย..อุเทน ชาติภิญโญ

ประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการรวม 21 คน ซึ่งได้เผยโฉมออกสู่สาธารณะเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เพียงสัปดาห์เศษร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ.ที่อวดว่าเป็นฉบับที่ป้องกันการทุจริต มีบทลงโทษผู้กระทำความผิดที่เข้มงวด หรือที่คุณมีชัยและคณะบอกว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” ก็ถูกชำแหละจากหลายฝ่ายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี อย่างผมเองก็มีน้องๆสื่อมวลชนมาสอบถามความคิดเห็น และนำไปเสนอเป็นข่าวหลายครั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

สิ่งที่ผมเป็นห่วงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องกระบวนการเขาสู่ตำแหน่งของนักการเมือง หรือการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีความพยายามออกแบบให้ผิดแผกแตกต่างไปจากรูปแบบการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา มีการตั้งชื่อด้วยว่าเป็นแบบแบ่งสรรปันส่วน ซึ่งว่ากันว่ากฎระเบียบต่างๆจะไม่เอื้ออำนวยให้แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก จุดนี้แม้ว่าผมจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเล็กๆ แต่ก็ยอมมองข้ามไป และก็เช่นเดีย

ที่ยกตัวอย่างขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า ในฐานะนักการเมืองคงต้องจำใจสามารถมองข้ามเนื้อหาบางส่วนในร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยไป แม้จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่ก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป ตรงนี้อยากจะพูดในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง และอยากจะชี้ให้ท่านผู้อ่านในฐานะหุ้นส่วนประเทศเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากบทบัญญัติหลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปจนมีการประกาศใช้

ส่วนแรกที่อยากพูดถึงคือ ในหมวด 15 ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คงจำกันได้ว่า หมวดเดียวกันนี้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้สร้างความวุ่นวายขนาดไหนเมื่อสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปิดทางให้สามารถแก้ไขได้ มาวันนี้ในร่างของ กรธ.กลับกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างซับซ้อน จนมองได้ว่าแก้ไขได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ใครคิดจะเสนอหรือร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาล้มล้างการปกครอง หรืออาจถูกขัดขวางได้ง่ายโดย ส.ส.หรือ ส.ว.เพียงไม่กี่คน ถึงวันนั้นไม่รู้จะวุ่นวายแค่ไหน สุดท้ายเมื่อมีความจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในอนาคต ก็ต้องพึ่งวิธีรัฐประหารเข้ามาฉีกทิ้งทั้งฉบับเท่านั้น

อีกส่วนที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ก็เรื่อง “องค์กรอิสระ” ในร่างของคุณมีชัยมีการตัดทอนและเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 พอสมควร ส่วนที่น่ากัวคิอการเพิ่มอำนาจต่างขององค์กรเหล่านั้น โดยเฉพาะ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ถึงกับแยกเป็นหมวดเฉพาะในออกมาในหมวดที่ 11 ขณะที่ศาลอื่นๆอยู่ในหมวดที่ 10 ส่วนองค์กรอิสระที่เหลืออยู่ในหมวดที่ 12 สะท้อนว่า กรธ. “ให้ความสำคัญ” กับศาลรัฐธรรมนูญมาก จนเป็นอำนาจที่ 4 ที่ขึ้นมาคานอำนาจ “เสาหลักประชาธิปไตย” ที่ควรมีอยู่เพียง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

เมื่อมองลึกลงไปยังมีการเพิ่มอำนาจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้ตีความได้แบบครอบจักรวาล อาจจะพูดได้ว่า มีอำนาจมากจนอยู่เหนือเสาหลักอื่นๆเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่องค์กรอิสระอื่นๆก็มีการเพิ่มอำนาจในหลายส่วน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งอาจเข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ที่เป็นการจ้องจับผิดนักการเมือง โดยที่ไม่สนใจเลยว่า ที่มาของผู้บริหาร และระบบขององค์กรเหล่านั้นย่ำแย่ขนาดไหน อีกทั้งผลงานในอดีตขององค์กรเหล่านี้ก็สร้างปัญหามาโดยตลอดหลังจากที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 หลายๆกรณี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ สตง.สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคมมากกว่าที่จะแก้ปัญหา

ในความเป็นจริง คสช.ควรถือโอกาสนี้ปฏิรูป หรือยุบทิ้งบรรดาองค์กรอิสระไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งในเรื่องที่มาที่ให้คนเพียงไม่กี่คนคัดเลือก ในเรื่องผลงานก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ผู้บริหารบางองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต กลับมีคดีหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวการทุจริตเสียเอง ทั้งอดีตผู้ว่า สตง. และอดีตกรรมการ กกต. เป็นต้น เรื่องที่ถูกกล่าวหาก็เป็นเรื่องการหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและคนรอบข้าง ตรงนี้สะท้อนว่า คนเหล่านี้ยังมีความโลภโมโทสัน ไม่ควรได้รับการยกย่องให้เป็น “อรหันต์” มาทำหน้าที่ชี้ชะตาคนอื่น

เรื่อง “วิจารณญาณ – ดุลยพินิจ” ก็น่าเป็นห่วง หลายเรื่องวินิจฉัยแบบค้านสายตา ตลอดจนไม่ได้เป็นไปตามหลักการอำนวยความยุติธรรมอย่างแม้จริง อย่างล่าสุดกรณีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก อดีตเจ้าหน้าที่ กกต. และอดีตนักการเมืองในคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี 2549 โดยที่ก่อนหน้านั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการ ก็ชี้ให้เห็นว่าพยาน-หลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็ก แต่กลับกลายมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อผลออกมาเช่นนี้ย่อมสร้างความสับสนอย่างมากในบรรทัดฐานของศาลยุติธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่เป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำให้การของพยานและจำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด หรืออาจมีขบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ถูกกล่าวหาอาจกระทำผิดจริงกันแน่

หากมีการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ กรธ.แล้วเราจะเชื่อมั่นความถูกต้องชอบธรรมได้ขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้นเราจึงไม่ควรหลอกตัวเองว่าจำเป็นต้องมีองค์กรเหล่านี้อยู่ เพราะประเทศไทยยังไม่พัฒนาไปถึงขนาดมีองค์กรใดมาทำหน้าที่อย่างอิสระโดยขาดการถ่วงดุลจากองค์กรอื่นๆ

ไล่เรียงมาทั้งหมด ก็อยากบอกให้ทุกคนตั้งสติและรู้เท่าทันเรื่องราวของบ้านเมืองเรา ที่เป็นไปในลักษณะมีบางกลุ่มบางพวกพยายามสร้างมายาคติ สร้างผู้ร้าย สร้างสถานการณ์ต่างๆ ผ่านกลไกที่เป็นกติกาสูงสุดซึ่งเรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามีขบวนการสมคบคิด สร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในลักษณะ “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

แล้วเราก็น่าจะตั้งคำถามกันว่า ที่ผ่านมากว่า 80 ปีมีรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ทั้งหมดก็ร่างโดยนักการเมือง และ “นักกฎหมายใหญ่” ของประเทศ เกือบทุกครั้งก็ร่างภายใต้การปกครองของ “คณะรัฐประหาร” ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดที่ออกมาก็ยังไม่เห็นทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้นแต่อย่างใดเลย

เคยมีคนบอกว่า คนไทยเรา บางทีก็ยกย่องชื่นชมคนผิดๆ ซึ่งก็เป็นจริง หลายคนได้รับโอกาสอยู่ในอำนาจ กำหนดทิศทางประเทศ แต่ก็ไม่เห็นทำให้ประเทศดีขึ้น ต้องถามว่าเพราะอะไร ไม่มีความสามารถอย่างที่ผู้คนยกย่องกัน หรือไร้คุณธรรมจนทำทุกอย่างตามใบสั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อบ้านเมืองหรือลูกหลานในอนาคต อย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านมือคุณบวรศักดิ์ จนมาถึงคุณมีชัย และขาดไม่ได้ คุณวิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของ คสช. ทั้ง 3 คนล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็น “มือกฎหมายประเทศไทย” อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับในอดีต เฉพาะคุณมีชัยในรอบเกือบ 30 ปีมานี่ ร่วมร่างทั้งแบบถาวรและชั่วคราวมาแล้วอย่างน้อยๆ 5 ฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ทำให้คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตลอดกันแบบไม่รู้จบ ก่อนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามา

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า  คสช.ที่ต้องการนำชาติผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้งและนำไปสู่การปฏิรูป แต่เกือบ 2 ปีมานี่ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงไปดึงเอาคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในช่วงสำคัญของประเทศ ทั้งยังวางบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศอีกด้วย

ทั้งๆที่เราเป็นประชาธิปไตยมาก่อนใคร เมืองขึ้นต่างชาติก็ไม่เคยเป็น แต่ประเทศไทยกลับเจริญลงๆ จนเพื่อนบ้านรอบประเทศที่เคยมองว่าห่างกันเป็นสิบปีไล่ตามทัน และบางประเทศเกือบจะแซงเราไปแล้วด้วยซ้ำ วันนี้เรากล้าพูดหรือไม่ว่าเราเป็น “ผู้นำอาเซียน” ที่เห็นพูดกันก็คือเราเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” ตามภูมิศาสตร์เท่านั้น

คงต้องถามแบบวัยรุ่นว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร??” เพราะใครกันที่ทำ หรือเป็นเพราะระบบการปกครอง แล้วรัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตยแบบไหนที่เหมาะกับเรา ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาจริงๆเสียที

ถ้าถามผม ก็คงต้องบอกว่า เราควรถอยหลังตั้งหลักให้มั่นกันเสียก่อน อย่าพยายามเดินหน้าโดยที่รากฐานยังไม่มั่นคง หรืออือออตามแบบที่บางคนบางกลุ่มอยากให้เป็น เรื่องรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด จริงอยู่ต้องมีความเป็นสากล เพื่อให้นานาชาติยอมรับ แต่ก็ต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่าง ความพร้อมในด้านต่างๆของเราด้วย โดยเฉพาะเรื่องบุคคลที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญต่างๆ อย่างองค์กรอิสระที่กล่าวถึงไปข้างต้น

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ย้อนไปหยิบเอาฉบับก่อนปี 2540 มาใช้ก่อน ค่อยๆปรับค่อยๆจูนกันไป ศึกษา สร้างการเรียนรู้ พัฒนาไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่ดันทุรังใช้กฎกติกาที่บางคนบางกลุ่มกำหนด แล้วสุดท้ายเราก็มาทะเลาะกัน คนกลุ่มเดิมก็ใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาฉีกกติกา และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เราทะเลาะกันอีกไม่รู้จบสิ้น กลายเป็นวัฎจักรหรือวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้

ควรถามตัวเองว่าจะทนอยู่แบบนี้ หรือต้องรู้เท่าทันให้มากขึ้น พอกันทีกับประชาธิปไตยจอมปลอม ลองคิดกันดูนะครับ.

 

ย้ำเกณฑ์ประชามติ คสช.ดันรัฐธรรมนูญเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415681

ย้ำเกณฑ์ประชามติ คสช.ดันรัฐธรรมนูญเต็มสูบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เคาะเบื้องต้นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นวันที่ 31 ก.ค. และให้ขยายเวลาปิดหีบลงคะแนนยาวออกไปจากเดิมถึงเวลา 16.00 น.

ล่าสุด ที่ประชุมเตรียมความพร้อมการทำประชามติ ซึ่งมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อกำหนดความชัดเจนเรื่องคะแนนเสียงที่จะยึดเสียงข้างมากของ “ผู้มาใช้สิทธิ”

ตัดปัญหา​ความคลุมเครือจากเดิมที่เคยถกเถียงกันว่า หากยึดตามตัวบทรัฐธรรมนูญแล้ว การที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องใช้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ “ผู้มีสิทธิ” ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้เป็นไปได้ยาก

การตัดสินใจปรับกติกาให้เกิดความชัดเจนครั้งนี้จึงมองว่าเป็นสัญญาณ​ “ตอกย้ำ” ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้ไปถึงปลายทาง มากกว่าจะต้องเลือกเดินทางอื่นเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ. ​2557 รอบนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และในอีก 1-2 วันนี้จะส่งให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ก่อนนำเข้าที่ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ต่อไป พร้อมกับมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณไปพิจารณาลดจำนวนการจัดพิมพ์และค่าทำประชามติ วงเงิน 4,200 ล้านบาท

ท่าทีที่ผ่านมา คสช.แสดงออกชัดเจนว่าออกแรงดันและพยายามปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อเปิดทางทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้สะดวกขึ้น

เริ่มตั้งแต่ ส่ง รด.ไปทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติ สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

อีกด้านหนึ่งยังผุดรายการ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญ” เผยแพร่เนื้อหาจุดดีจุดเด่นในร่างรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับการชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

แม้จะเปิดให้มีการรณรงค์ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องข้อห้ามที่ล็อกเอาไว้ว่า ห้ามรณรงค์ในลักษณะเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวง เพราะเนื้อหาในหลายส่วนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมอยู่มาก การนำเสนอข้อมูลหักล้างเหตุผลของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการบิดเบือน

ขณะที่การมอบหมายให้ กกต.เป็นเจ้าภาพจัดเวทีสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยอาจเชิญตัวแทนพรรคการเมืองพรรคละ 1-2 คน และ กรธ.มาหารือร่วมกันในเวที ก็ถือเป็นการคุมและจำกัดวงไม่ให้กลุ่มต้านออกไปเคลื่อนไหวได้อิสระ

จนมาถึงการเปิดไพ่ใบสุดท้ายที่ใช้เสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนนที่เป็นตัวตัดสิน ซึ่งจะทำให้พอมีโอกาสที่รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

​ไม่แปลกที่อีกด้านหนึ่ง ซุ่มเสียงของ กรธ.ดูจะยอมอ่อนพร้อมปรับแก้ไขในเนื้อหาหลายส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ไม่เฉพาะจากฝั่งขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่มการเมือง

แต่ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ออกมาไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

เริ่มตั้งแต่ระบบที่มาของ สว. ซึ่งกำหนดให้แต่ละกลุ่มอาชีพเลือกกันเองขึ้นมาจากระดับท้องถิ่น และเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มเพื่อป้องกันการฮั้วกันเอง แต่ทั้ง สปช.​และ สนช.กลับเห็นว่าไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาและไม่มีหลักประกันว่าจะได้บุคคลที่มีคุณภาพ

ทางแก้อาจอยู่ที่การกลับไปใช้ระบบสรรหา แต่เปลี่ยนตรงกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะกรรมการที่มีปัญหาในอดีตอาจต้องเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น ไม่กระจุกการตัดสินใจไว้ที่คนเพียงไม่กี่คน

ประเด็นถัดมาคือ นายกฯ คนนอก ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ ​พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจคัดกรองต่อจากพรรคการเมืองที่เสนอ

แต่ในทางปฏิบัติเป็นห่วงว่าสุดท้ายนี่จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ล็อกตัวเองเมื่อเกิดวิกฤตในอนาคต นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างที่ต้องการแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

ประเด็นที่น่าจะมีการแก้ไขอีกประเด็นคือเรื่องสิทธิที่หายไป ​อย่างสิทธิชุมชน ที่หากไม่แก้ไขในประเด็นนี้ย่อมเกิดแรงต้านจนพานให้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำทั้งฉบับ

ส่วนประเด็นเรื่องระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียว ได้ทั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกฯ​ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่แนวโน้มที่ กรธ.จะปรับแก้คงเป็นไปได้ยาก

มากที่สุดอาจเป็นเพียงแค่การปรับแก้ในส่วนของระบบเขตจากเดิมที่เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว อาจปรับเป็นเขตใหญ่ไม่เกิน 3 เบอร์ เพื่อลดความดุเดือดในพื้นที่ ทำให้การซื้อเสียงต้องใช้เงินเพิ่ม

สุดท้ายเหลือเพียงแค่เงื่อนไขในกรณีที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินต่อไปอย่างไรที่เป็นเหมือนไม้ตายสุดท้ายที่วิษณุยังอุบไต๋และบอกว่าอาจมีเซอร์ไพรส์ก็ได้

​ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อเป้าหมายเดียวคือทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

 

เปิดร่างกติกาประชามติ เห็นต่างได้แต่ห้ามก่อกวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415680

เปิดร่างกติกาประชามติ เห็นต่างได้แต่ห้ามก่อกวน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่กระบวนการเตรียมการออกเสียงประชามติเริ่มมีความคืบหน้าเป็นระยะ หลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันให้วันที่ 31 ก.ค. เป็นวันออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันทำประชามติยังมีกระบวนการสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ การจัดทำประกาศ กกต. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการออกเสียงประชามติ พ.ศ… ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ เพราะเป็นการกำหนดแนวทางการควบคุมการทำประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่ง กกต.ต้องส่งมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทั้งนี้ สำหรับประกาศ กกต.ฉบับดังกล่าวมีทั้งสิ้น 53 ข้อ แบ่งเป็น 2 หมวด ประกอบด้วย 1.การจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ การจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ และการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง และ 2.หลักเกณฑ์และวิธีการในการออกเสียง โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ข้อ 6 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คณะ กรธ.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ ครม.ทราบ ให้ ครม.ส่งร่างรัฐธรรมนูญ และให้คณะ กรธ.ส่งสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก่ กกต.

ในกรณีที่มีประเด็นในการจัดทำประชามติเพิ่มเติม ให้ ครม.ส่งประเด็นและสรุปสาระสำคัญของประเด็นดังกล่าวให้แก่ กกต. มาในคราวเดียวกันพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง

ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่หรือลักษณะอื่นใด โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ข้อ 7 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการจัดพิมพ์และจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญ รวมทั้งประเด็นในการจัดทำประชามติเพิ่มเติมตามข้อ 6 ให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นรายครัวเรือน

ข้อ 8 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันของบุคคลทุกฝ่ายในเรื่องที่จัดทำประชามติ ทั้งนี้ ตามแนวทางและรูปแบบที่ กกต.กำหนด

ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่ กกต.กำหนด

ข้อ 9 เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้ กกต.เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงและสรุปสาระสำคัญตามข้อ 6 ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ข้อ 11 การกำหนดวันออกเสียง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและการออกเสียงนั้น จะต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การกำหนดวันออกเสียงตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เร็วกว่า 30 วัน และไม่ช้ากว่า 45 วัน นับแต่วันที่ กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ข้อ 12 การออกเสียง ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงกระทำโดยตรงและลับด้วยวิธีการกากบาท (X) ในบัตรออกเสียงหรือใช้เครื่องลงคะแนน

ข้อ 22 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง

(1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 ม.ค. ของปีที่มีการออกเสียง

(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันออกเสียง

ข้อ 23 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในวันออกเสียงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิออกเสียง

(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อ 32 ในวันออกเสียงให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 นาฬิกา

ข้อ 37 ในกรณีที่การลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงแห่งใดไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประกาศงดลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง เพื่อให้รายงาน กกต.โดยเร็ว

ให้ กกต.กำหนดวันลงคะแนนออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นโดยเร็ว เว้นแต่ กกต.จะเห็นว่าจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงของหน่วยออกเสียงที่มีกรณีตามวรรคหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงผลการออกเสียง  กกต.อาจไม่จัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นก็ได้

ข้อ 50 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาออกเสียงตามข้อ 32 หากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงใด เห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน พร้อมทั้งแสดงหลักฐานต่อ กกต. หรือผู้ที่กกต.มอบหมายภายใน24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

ข้อ 51 เมื่อ กกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการไต่สวนและแสวงหาหลักฐานทั้งปวงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ต้องไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันออกเสียง เว้นแต่การออกเสียงใหม่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านนั้นเสีย

ข้อ 52 กรณีการลงคะแนนออกเสียง หรือการนับคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงใดไม่สามารถกระทำได้ หาก กกต.เห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลการออกเสียง ให้ กกต.จัดทำประกาศผลการออกเสียงเพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และในระหว่างสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียงตามข้อนี้ จนถึงก่อนการจัดทำประกาศผลการลงคะแนนออกเสียง ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ผลการลงคะแนนออกเสียง

ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ผลการลงคะแนนออกเสียงที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต.ในการออกเสียง

ข้อ 53 เมื่อ กกต.ได้รับรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงจากหน่วยออกเสียงทุกหน่วยทั้งประเทศ ให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียงและจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง แล้วให้รายงานนายกรัฐมนตรี ทราบโดยเร็ว