เอาไม่อยู่แล้ว! ฝ่าวิกฤต PM2.5 ถึงเวลารัฐบาลต้อง “กล้า” แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579132

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 18:39 น.

เอาไม่อยู่แล้ว! ฝ่าวิกฤต PM2.5 ถึงเวลารัฐบาลต้อง "กล้า" แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ทว่ามาตรการภาครัฐที่ดำเนินการกลับเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถึงเวลาแล้วที่ควรใช้มาตรการเด็ดขาดอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

**************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิษ PM2.5 กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญเพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหนัก คนกรุงเทพฯ แทบจะขาดอากาศบริสุทธิ์หายใจ ขณะที่มาตรการภาครัฐที่เร่งดำเนินการขณะนี้กลับเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาทิ ฉีดน้ำบนถนน ขอความร่วมมือประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล สนับสนุนให้ใช้บริการรถไฟฟ้า หรือแจกหน้ากากอนามัยฟรี แต่ทั้งหมดยังไม่อาจฝ่าวิกฤตฝุ่นละอองเป็นพิษอย่างยั่งยืนได้

โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ “สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวแก่สาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐนำไปประยุกต์ใช้ฝ่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 คืนอากาศบริสุทธิ์แก่คนกรุง

แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น “สนธิ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เสนอว่า มาตรการในระยะสั้นจนถึงเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สิ่งสำคัญที่เราได้เห็น คือ ทุกภาคส่วนได้ลงมาดำเนินการอย่างเต็มที่ ถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมาสั่งการด้วยตัวเองซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ขณะที่ปัญหาดังกล่าวจริงๆ แล้วจะไม่เกิดขึ้นเลย หากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายมาตั้งแต่ต้น แต่กลับมาตื่นตัวในตอนนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นจากนี้ไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำกฎหมายที่มีอยู่นำออกมาบังคับใช้อย่างเต็มที่และจริงจังเสียที เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง เพราะที่ผ่านมาภาครัฐละเลยไม่ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ อาทิ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.โยธาและผังเมือง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.อาคารและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

“ที่ผ่านมาภาครัฐคิดว่าเอาอยู่ แต่พอเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้บอกให้รู้ว่านี่เป็นบทเรียนสำคัญที่ภาครัฐต้องหันกลับมาคิดแล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมายกันเสียที เพราะเรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริหารระดับประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีต้องลงมาจี้หน่วยงานภาครัฐด้วยตัวเอง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย” สนธิ กล่าว

นอกจากการเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย “สนธิ” เสนออีกว่า ภาครัฐต้องกล้าใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากพบพื้นที่ใดมีค่าเกินมาตรฐานต้องสั่งปิดโรงงานหรือพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ก่อสร้าง ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นตอของการปล่อยฝุ่นหรือควันดำที่ต้องเร่งดำเนินการทันที

“สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

นอกจากนี้ อยากเสนอให้ภาครัฐต้องเสริมบทบาทของกรมอุตุนิยมวิทยา จะต้องสามารถประเมินหรือพยากรณ์ให้ได้ว่าเขตหรือพื้นที่ใดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าฝุ่นละอองสูงหรือต่ำเท่าไร พื้นที่ใดอันตราย หรือพื้นที่ใดปลอดภัย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นแก่พี่น้องประชาชนจะได้เตรียมตัวตั้งรับทัน

ตั้งแต่เมื่อตื่นนอนแต่เช้าขึ้นมาก่อนไปทำงานในแต่ละวันจะได้รู้ทราบข้อมูลว่า วันนี้เขตหรือพื้นที่ใดมีฝุ่นละอองสูงเกินมาตรฐานจะได้เตรียมตัวใส่หน้ากาก หรือไม่ควรนำรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ถือเป็นมาตรการขอความร่วมมือที่ภาครัฐต้องช่วยกันรณรงค์และสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง และรัฐบาลต้องแจกหน้ากากให้กับประชาชนฟรี เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะประชาชนที่ทำงานกลางแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรรมกร หรือแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุควรใส่หน้ากากตลอดเวลาในพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นพื้นที่ฝุ่นละอองสูงตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูล

“อยากเสนอให้ภาครัฐจัดถนนคนเดินในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยการขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวในบริเวณถนนที่มีการจราจรแออัด เพราะจะเป็นการเพิ่มควันหรือฝุ่นในพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่กันหนาแน่นจากการจราจรติดขัด เช่น ถนนสีลม สุขุมวิท หรือสยามสแควร์ เป็นต้น ควรสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถขนส่งมวลชน หรือรถไฟฟ้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่น ดังนั้นเรื่องนี้จะรอช้าไม่ได้ต้องเร่งรณรงค์โดยเร็ว” สนธิ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้ภาครัฐนำประสบการณ์ในต่างประเทศโดยเฉพาะจีนมาใช้ เพราะเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ ต้องติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาของตึกสูงไม่เกิน 100 เมตร เรียกว่า Skyscraper Sprinkler System โดยจะพ่นละอองฝอยของน้ำขนาด 0.1-3 ไมครอน (ขนาดใกล้เคียงฝุ่น 2.5) ออกไปสู่บรรยากาศโดยรอบในรัศมีอย่างน้อย 50 เมตร จะสามารถจับฝุ่นดังกล่าวลงสู่พื้นดินได้ แต่ต้องทำพร้อมกันหลายๆ ตึกในระดับความสูงไม่เกิน 100 เมตร โดยทำในวันที่มีค่า PM2.5 สูงเกินมาตรฐานและลมสงบ (Bad Day) รวมถึงการพ่นละอองน้ำต้องทำอย่างต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30 นาที และเว้นระยะ 30 นาที-1 ชั่วโมง ซึ่งหากพ่นต่อได้สามารถลดฝุ่นลงได้ถึง 70% โดยเฉพาะในพื้นที่โซนที่มีค่ามลพิษสูง เช่น พระราม 2 บางขุนเทียน หรือพระประแดง

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนขอความร่วมมือให้ตึกสูงที่ตั้งอยู่ในเมืองทุกแห่งติดตั้ง Skyscraper Sprinkler System ที่ได้ออกแบบมาดังกล่าวและช่วยพ่นละอองฝอยของน้ำไปในบรรยากาศในวันที่มี PM2.5 สูงเกินมาตรฐานที่กำหนด (Bad Day) และจีนได้ผลิต Water Cannon หรือปืนใหญ่ฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้พ่นน้ำเป็นละอองฝอยขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง 2,000 ฟุต โดยให้มีขนาดละอองน้ำ 0.1-3.0 ไมครอน เพื่อช่วยลด PM2.5 ในวันที่อากาศปิดและมีค่าฝุ่นสูงประกอบกันด้วย

สนธิ กล่าวย้ำว่า ในการไม่นำรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ต้องเริ่มต้นที่ภาครัฐก่อนเป็นอันดับแรก ที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน ด้วยการไม่นำรถยนต์ส่วนราชการออกมาขับขี่บนท้องถนนในเขตประกาศควบคุม รวมถึงต้องสนับสนุนให้มีการจัดตั้งอาสาสมัครภาคประชาชน หรือ Citizen Watchdog ในการตรวจสอบฝุ่น PM2.5 ในเขตประกาศควบคุมด้วยการตระเวนไปตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษว่ามีอยู่ตรงจุดใดบ้าง เน้นบริเวณที่มีการเผาหรือควันดำ รวมถึงร้านอาหารปิ้งย่างต่างๆ ต้องลดการปล่อยควัน หรือแม้แต่เมรุฌาปณกิจต้องมีการตรวจสอบว่าระบบการเผาไหม้ถูกต้องและได้มาตรฐานหรือไม่ รวมถึงเขตก่อสร้างที่มีการใช้เครื่องจักรที่ใช้น้ำมันเตาหรือน้ำมันดีเซลในเขตประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม ต้องหยุดไว้ก่อน

“วิธีการที่จะช่วยบรรเทาลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองได้ คือ การไปเอกซเรย์พื้นที่และจัดการกับแหล่งกำเนิดจะดีที่สุด โดยเฉพาะแหล่งต้นกำเนิดที่ถูกประกาศเขตควบคุมต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น ปิดโรงเรียน ถือว่ารัฐบาลดำเนินการถูกต้องแล้ว” สนธิ กล่าว

สำหรับมาตรการระยะยาว “สนธิ” เห็นว่าวันนี้ประชาชนมีความรู้ตื่นตัวและรับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ในปีหน้าประชาชนต้องไม่ยอมให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อย่างแน่นอน หากยังเป็นแบบนี้อยู่หน่วยงานภาครัฐย่อมต้องถูกตำหนิได้ ดังนั้นในปีหน้าภาครัฐต้องมีมาตรการที่เข้มข้นและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่เป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

อันดับแรก อยากเสนอ คือ ต้องเปลี่ยนการใช้น้ำมันดีเซลเป็น บี5 รวมถึงต้องสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับสนับสนุนบริษัทรถยนต์ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาถูก และต้องจำกัดรถยนต์ส่วนตัวโดยเฉพาะรถยนต์ใหม่ ต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนเจ้าของรถยนต์ต้องมีพื้นที่จอดรถที่บ้านไม่เช่นนั้นจะไม่อนุญาตให้บุคคลดังกล่าวซื้อรถยนต์ได้ ที่สำคัญระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดต้องใช้ไฟฟ้าหรือเอ็นจีวี และต้องมีมาตรการเข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันพิษด้วยการเพิ่มค่ามาตรฐานเพื่อให้ลดการปล่อยควันพิษลดน้อยลง ดังนั้นกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องดำเนินการปรับระเบียบการควบคุมมาตรฐานการปล่อยควันดำที่ปลายปล่องของโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ หรือแม้แต่ท่อไอเสียจากรถยนต์ดีเซล ต้องมีการตรวจสอบเข้มงวด ต้องไม่ให้มีการปล่อยควันดำที่มีค่าเกินมาตรฐาน

สนธิ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าวันนี้ต้นตอของฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งมากจากไอเสีย ที่มาจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้กับรถยนต์และเครื่องจักร โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐาน คาดว่าเป็นต้นเหตุหลักเนื่องจากใน กทม. มียานพาหนะมากหลายล้านคัน และในจำนวนดังกล่าวเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขณะเดียวกันยังมีการก่อสร้างจำนวนมากทั่วเมือง จนส่งผลต่อระบบจราจรและมีผลต่อการระบายไอเสียมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น จึงอยากเสนอมาตรการระยะยาวที่รัฐบาลควรรับฟัง คือ รัฐบาลต้องกล้าออกนโยบายเก็บภาษีค่าธรรมเนียมรถยนต์เก่าให้แพงขึ้นเพื่อให้ในอนาคตรถยนต์เก่าจะได้มีปริมาณลดน้อยลง และต้องลดการเก็บภาษีรถยนต์ออกใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือเอ็นจีวีให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น มาทดแทนรถยนต์เก่าที่ใช้พลังงานฟอสซิส และลดการใช้รถยนต์รุ่นเก่าให้น้อยลงแล้วจะช่วยลดมลพิษทางอากาศจากท่อไอเสียรถยนต์ อย่างไรก็ตามมาตรการที่เสนอนั้นจะดำเนินการได้กับระบบรางของรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนที่เน้นใช้ระบบไฟฟ้าและเอ็นจีวีต้องให้บริการเต็มระบบแล้วเท่านั้น จึงสามารถจะออกมาตรการที่กล่าวมาได้

“วันนี้ภาครัฐหรือรัฐบาลจะรอไม่ได้อีกแล้ว ต้องสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ควบคุมหรือขึ้นทะเบียนรถยนต์ ใครจะซื้อรถต้องมีพื้นที่จอดที่บ้าน หรือต้องสนับสนุนให้เลิกการใช้รถยนต์เก่าที่ใช้พลังงานฟอสซิลให้น้อยลง หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ที่สำคัญต้องเข้มงวดกับต้นกำเนิดมลพิษหรือควันดำจากโรงงานอุตสาหกรรม เท่านี้ก็จะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้และไม่เกิดแรงต้านจากประชาชนหากระบบรางให้บริการเต็มระบบแล้วเท่านั้น”สนธิ กล่าว

ประชันโฉม! “ว่าที่นายกรัฐมนตรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579046

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 07:54 น.

ประชันโฉม! "ว่าที่นายกรัฐมนตรี"

โฉมหน้าว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังพรรคการเมืองทยอยเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตในบัญชีของพรรค

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โฉมหน้าว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปเริ่มปรากฏเค้าลางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังพรรคการเมืองทยอยเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตในบัญชีของพรรคตามที่กฎหมายกำหนด ​ซึ่งจะต้องชี้ขาดกันที่​คะแนนเสียงที่แต่ละพรรคจะได้รับในการเลือกตั้งครั้งนี้

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งล่าสุดพรรคพลังประชารัฐได้ส่งเทียบเชิญมาเป็นแคนดิเดตในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคอย่างเป็นทางการ ​ด้วยจุดเด่นที่อยู่ในอำนาจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหาร ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช.​และนายกรัฐมนตรีมายาวนานกว่า 4 ปี รวมทั้งได้เริ่มต้นบรรดานโยบายสำคัญไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องและต่อยอดจากโครงการประชารัฐทั้งหลาย

ในแง่ประวัติส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ​เติบโตจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “ทหารเสือราชินี” เริ่มมาจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนถึงผู้บังคับการกรม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ​ก่อนขยับขั้นมาสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในปี 2553

ถัดมา​ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย หนึ่งใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกชูขึ้นมาเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงอีกคนหนึ่งของพรรค ด้วยจุดเด่นเรื่องประสบการณ์การทำงานตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม เรื่อยมาจนถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในปี 2550 เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

งานด้านบริหารเคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้ง ​​รมช.คมนาคม ปี 2537 รมว.สาธารณสุข ปี 2544 รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปี 2548 ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรีด้านการตลาด จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ​

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแคนดิเดตหนึ่งเดียวในบัญชีของพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยจุดเด่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคหยิบยกมา 5 ข้อ อาทิ มีความทุ่มเทในการทำงาน ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เคยมีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น และมีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ​

ประวัติส่วนตัวจบปริญญาสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านในปี 2548 และเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2551 และต้องบริหารราชการท่ามกลางการประท้วงใหญ่ในเดือน ​เม.ย. 2552 และเดือน​ พ.ค. 2553 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อภิสิทธิ์ประกาศไม่จับมือเพื่อไทย และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล หนึ่งเดียวจากบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ด้วยจุดยืนไม่ได้อยู่ภายใต้การชี้นำของใคร ของตัวเอง ไม่ได้อยู่ข้างใคร และว่ากันว่าจะเป็นอีกตัวแปรสำคัญสำหรับการเมืองรอบนี้ โดยเฉพาะล่าสุดกับการประกาศตัวขอเป็นนายกรัฐมนตรี​กลางเวทีสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ในแง่ประสบการณ์ อนุทิน​เคยรับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข และ รมช.พาณิชย์ เป็นบุตรชาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Hofstra ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2532 ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ต่อมาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2555

ด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค​ เป็นอดีตรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ​จบการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ​

จบปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทใบที่ 2 สาขาการเงินระหว่างประเทศ ที่โรงเรียนธุรกิจสเติร์น มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ​ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังปริญญาโทใบที่ 3 สาขากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยซังคท์กัลเลิน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ​

ส่วน กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะเป็นรายชื่อที่พรรคเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวระบุว่าการเสนอชื่อดังกล่าวเป็นไปตามกติกาและพรรคพิจารณาเสนอชื่อเท่านั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นมิตรกับทุกคน และขอเป็นพันธมิตรกับทุกพรรค ​​

ประวัติ ​กัญจนา ​จบปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ปี​ 2542

ส่วนใครจะได้ขยับสถานะจากแคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงนั้น คงต้องติดตามกันหลังเลือกตั้ง​ โดยมีคะแนนเสียงของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาด

กางชื่อ 250 ผู้สมัครพท. อดีต สส.เก่าพรึ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578947

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 08:49 น.

กางชื่อ 250 ผู้สมัครพท. อดีต สส.เก่าพรึ่บ

สมรภูมิเลือกตั้ง’62:เพื่อไทยมีมติส่งผู้สมัคร สส.ระบบเขต 250 เขต แบ่งเป็น ภาคเหนือ 51 เขต ภาคอีสาน 112 เขตภาคกลาง 55 เขตภาคใต้ 10 เขต และ กทม.รวม 22 เขต

พรรคเพื่อไทยได้มีมติส่งผู้สมัคร สส.ระบบเขต 250 เขต แบ่งเป็น ภาคเหนือ 51 เขต ภาคอีสาน 112 เขตภาคกลาง 55 เขตภาคใต้ 10 เขต และ กทม.รวม 22 เขตโดย “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า ในจำนวน 250 เขต นั้นถือว่าเป็นที่หวังชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เมื่อเปิดดูรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดพบว่า มีอดีต สส.เก่าของพรรคเพื่อไทยลงสมัครถึง 107 คน และยังไม่นับรวมถึงเขตที่มีการส่ง บุตร ญาติ ของอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายพื้นที่

นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่างเช่น จ.แพร่ และพิจิตร พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการส่งผู้สมัครแต่อย่างใด

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส.เพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคมีดังนี้

ภาคเหนือ ประกอบด้วย กำแพงเพชร ส่ง 4 เขต เขต 1 วีระศักดิ์ สุ่นสา 2.อดุลย์รัตน์ แสงประชุม 3.จรัญ อิสระบัณฑิตกุล และ 4.ปรีชา เพ็งภู่ เชียงราย 7 เขต 1 สามารถ แก้วมีชัย อดีต สส. 2.วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 3.วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส. 4.รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส. 5.พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส. 6.อิทธิเดช แก้วหลวง อดีต สส. 7.ละออง ติยะไพรัช อดีต สส.

เชียงใหม่ 9 เขต 1.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส. 2 .นพคุณ รัฐผไท อดีต สส. 3.จักรพล ตั้งสุทธิธรรม 4.วิทยา ทรงคำ อดีต สส. 5.ประสิทธิ์ วุฒินันชัย อดีต สส. 6.จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส. 7.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8.สุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส. 9.ศรีเรศ โกฎคำลือ อดีต สส. ตาก ปี 2554 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง สส.เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ส่ง 1 เขต คือ เขต 3 คือ ชัยณรงค์ มะเดชะ

น่าน 3 เขต เขต 1 สิรินทร รามสูต 2.ชลน่าน ศรีแก้ว 3.ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ทั้งหมดเป็นอดีต สส.เก่า พะเยา 3 เขต คือ เขต 1 อรุณี ชำนาญยา 2.วิสุทธิ์ ไชยณรุณ 3.ไพโรจน์ ตันบรรจง อดีต สส.เก่า พิษณุโลก 3 เขต เขต 2 นพพล เหลืองทองนารา เขต 4 นิยม ช่างพินิจ อดีต สส. เขต 5  นคร มาฉิม อดีต สส.ประชาธิปัตย์ เพชรบูรณ์ 3 เขต จาก 6 เขต โดย เขต 1 สุทัศน์ จันทร์แสงศรี อดีต สส. เขต 3 ทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เหรัญญิกพรรคเพื่อไทย อดีต สส.บัญชีรายชื่อ เขต 4 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร อดีต สส.ไทยรักไทย 2544

แม่ฮ่องสอน 1 เขต วิเชียร บุญ ระชัยสวรรค์ ลำปาง ส่ง 4 เขต คือ เขต 1 กิตติกร โล่ห์สุนทร อดีต สส.ไทยรักไทย 2.ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3.จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ อดีต สส. 4.อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ อดีต สส. ลำพูน 2 เขต คือ 1.สงวน พงษ์มณี อดีต สส. 2.รังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต สส. สุโขทัย 3 เขต คือ 1.ปราศาสตร์ ทองปากน้ำ อดีต สส.หลายสมัย 2.อรุณ สุภาพร 3.อารยะ ชุมดวง อดีต สส.หลายสมัย อุตรดิตถ์ 2 เขต คือ 1.กนก ลิ้มตระกูล อดีต สส. 2.ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส. นครสวรรค์ 6 เขต เขต 1 บุษยา ตั้งภากรณ์ ลูกสาว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต สส.ไทยรักไทย 2.วรภัทร ตั้งภากรณ์ 3.สัญชัย วงษ์สุนทร อดีต สส.ไทยรักไทย 4.พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต สส. 5.ทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต สส. 6.อภิสิทธิ์ อินทสิทธิ์

ภาคอีสาน ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ 5 เขต เป็นอดีต สส.ปี 2554 ทุกคน คือ 1.บุญรื่น ศรีธเรศ 2.วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ 3.คมเดช ไชยศิวามงคล 4.พีระเพชร ศิริกุล 5.ประเสริฐ บุญเรือง ขอนแก่น 10 เขต คือ 1.จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต สส. 2.อรอนงค์ สาระผล อดีต สส. 3.จตุพร เจริญเชื้อ อดีต สส. 4.มุกดา พงษ์สมบัติ อดีต สส. 5.ภาควัตน์ ศรีสุรพล ลูกชาย สุชาย ศรีสุรพล อดีต สส.ที่เสียชีวิต 6.สิงห ภณ ดีนาง 7.นวัธ เตาะเจริญสุข อดีต สส. 8.สรัสนันท์ อรรณนพพร 9.วันนิวัติ  สมบูรณ์ 10.บัลลังก์ อรรณนพพร

ชัยภูมิ 6 เขต คือ 1.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย อดีต สส.ภูมิใจไทย 2.อรรถวีร์ อุระวัฒนพันธุ์ 3.อนันต์ ลิมปคุปตถาวร 4.มานะ โลหะวณิชย์ อดีต สส. 5.พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล อดีต สส. 6.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีต สส. นครพนม 4 เขต คือ 1.ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ อดีต สส. 2.มนพร ศรีเจริญ อดีต สส. 3.ไพจิต ศรีวรขาน อดีต สส. 4.ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์

นครราชสีมา 14 เขต คือ 1.ร.ต.อ. สุปชัย อินทรักษา 2.สุธรรม พรสันเทียะ 3.ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต สส. 4.จักกฤช ผามูลสุข 5.โกศล ปัทมะ อดีต สส. 6.สมชาย ภิญโญ 7.จรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร อดีต สส. 8.ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก อดีต สส.หลายสมัย 9.อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด 10.พ.ต.อ.ปฏิวัติ นาคำ 11.สมชาติ เดชดอน 12.ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ 13.รชตะ ด่านกุล 14.สุชาติ ภิญโญ อดีต  สส. บึงกาฬ  2 เขต คือ เขต 1 เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ อดีต สส. 2.ไตรรงค์ ติธรรม อดีต สส.

บุรีรัมย์ 4 เขตใน 9 เขต คือ เขต 2 สุรศักดิ์ นาคดี อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 3 7.พีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 4 ประกิจ พลเดช อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 6 พรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต สส.ปี 2554 มหาสารคาม 5 เขต คือ 1.กิตติศักดิ์ ธนาสวัสดิ์ 2.ไชยวัฒนา ติณรัตน์ อดีต สส. 3.ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต สส. 4.จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ อดีต สส. 5.สุทิน คลังแสง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ มุกดาหาร 2 เขต คือ 1.อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส. 2.บุญฐิน ประทุมลี อดีต สส. ยโสธร 3 เขต คือ 1.ปิยวัฒน์ พันธ์สายเชื้อ อดีต สส. 2.บุญแก้ว สมวงศ์ อดีต สส. และ 3.ธนกร ไชยกุล

ร้อยเอ็ด 7 เขต คือ 1.วราวงษ์ พันธุ์ศิลา อดีต สส. 2.ฉลาด ขามช่วง อดีต สส. 3.นิรมิต สุจารี อดีต สส.4.นิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต สส. 5.จิราภรณ์ สินธุไพร ลูกสาว นิสิต สินธุไพร อดีต สส.เพื่อไทย 6.กิตติ สมทรัพย์ อดีต สส. 7.ศักดา คงเพชร อดีต สส. เลย 3 เขต คือ 1.เลิศศักดิ์ พัฒนกุลชัย 2.ศรัณย์ ทิมสุวรรณ 3.สันติภาพ เชื้อบุญมี ศรีสะเกษ 8 เขต คือ 1.ธเนศ เครือรัตน์ อดีต สส. 2.สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ อดีต สส. 3.วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ อดีต สส. 4.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ อดีต สส. 5.ธีระ ไตรสรณกุล อดีต สส. 6.วีระพล จิตสัมฤทธิ์ อดีต สส. 7.มานพ จรัสดำรงนิตย์ อดีต สส. 8.ผ่องศรี แซ่จึง อดีต สส.

สกลนคร 6 เขต คือ อดีต สส.ทั้งหมด 1.อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย 2.นิยม เวชกามา 3.พัฒนา สัพโส 4.อนุรักษ์ บุญศล 5.สกุณา สาระนันท์ 6.เกษม อุประ สุรินทร์ 7 เขต คือ 1.พันธ์เทพ ฐานุพงศ์ชรัช 2.ชูชัย มุ่งเจริญพร อดีต สส. 3.คุณากร ปรีชาชนะชัย 4.ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต สส. 5.ครูมานิตย์ สังข์พุ่มอดีต สส. 6.สมบัติ ศรีสุรินทร์ อดีต สส. 7.ชูศักดิ์ แอกทอง อดีต สส. หนองคาย 3 เขต คือ 1.กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ 2.ชนก จันทาทอง 3.เอกธนัช อินทร์รอด อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หนองบัวลำภู 3 เขต คือ 1.สยาม หัตถสงเคราะห์ 2.ไชยา พรหมา อดีต สส. 3.ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี อำนาจเจริญ 2 เขต คือ 1.สมหญิง บัวบุตร อดีต สส. 2.ดนัย มหิทธิพันธ์

อุดรธานี 8 เขต 1.ศราวุธ เพชรพนมพร อดีต สส. 2.อนันต์ ศรีพันธุ์ อดีต สส. 3.ขจิตร ชัยนิคม อดีต สส. 4.อาภรณ์ สาราคำ 5.จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ 6.จักรพรรดิ ไชยสาส์น อดีต สส. 7.เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อดีต สส. 8.เทียบจุฑา ขาวขำ อดีต สส. อุบลราชธานี 10 เขต คือ 1.วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ อดีต สส. 2.ณรงค์ชัย วีระกุล 3.กิตติ์ธัญญา วาจาดี 4.เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ 5.รัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ 6.พิสิษฐ์ สันตพันธุ์ อดีต สส. 7.ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส. 8.เอกพล ญาวงศ์ 9.ประภูศักดิ์ จินตะเวช 10.สมคิด เชื้อคง อดีต สส.

ในขณะพื้นที่ภาคกลาง ผู้สมัครที่เป็นอดีต สส. อาทิ ฉะเชิงเทรา เขต 2 สมชัย อัศวชัยโสภณ ชลบุรี เขต 4 จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นครนายก เขต 1  วุฒิชัย กิตติธเนศวร นนทบุรี เขต 1 นิทัศน์ ศรีนนท์ เขต 3 มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ เขต 4 มนตรี ตั้งเจริญถาวร เขต 5 วันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ปทุมธานี เขต 1 สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เขต 2 ศุภชัย นพขำ เขต 3 สมศักดิ์ ใจแคล้ว เขต 5 พิมพิมล ธรรมสาร ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 วิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ปราจีนบุรี เขต 3 คมกฤช หงษ์วิไล พระนครศรีอยุธยา เขต 1 สุรเชษฐ์ ชัยโกศล เขต 3 วิทยา บุรณศิริ

ลพบุรี เขต 1 พิชัย เกียรติวินัยสกุล เขต 2 สุชาติ ลายน้ำเงิน สมุทรปราการ ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย เขต 4 วรชัย เหมะ เขต 5 สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ สระแก้ว เขต 3 สรวงศ์ เทียนทอง สระบุรี เขต 2 อรรถพล วงษ์ประยูร และเขต 3 องอาจ วงษ์ประยูร สิงห์บุรี 1 เขต สุรสาล ผาสุข สุพรรณบุรี เขต 4 สหรัฐ กุลศรี

พื้นที่ กทม.ส่ง 22 เขต เป็นอดีต สส.11 คน อาทิ เขต 1  พระนคร ป้อมปราบฯ สัมพันธวงศ์ ดุสิต ลีลาวดี วัชโรบลเขต 9  หลักสี่ จตุจักร สุรชาติ เทียนทองอดีต สส.กทม. เขต 10  ดอนเมือง การุณ โหสกุล เขต 11  สายไหม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เขต 12 บางเขน อนุสรณ์ ปั้นทอง เขต 14 บึงกุ่ม คันนายาว พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศเขต 15  มีนบุรี คันนายาว วิชาญ มีนชัยนันท์เขต 16 คลองสามวา จิรายุ ห่วงทรัพย์ เขต 17 หนองจอก ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ อดีต สส.กทม. เขต 18  ลาดกระบัง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และเขต 28  บางแค วัฒนา เมืองสุข อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์

ยุคสุดท้ายของ “มหาวิทยาลัย” ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578366

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 07:22 น.

ยุคสุดท้ายของ "มหาวิทยาลัย" ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไร

จำนวนผู้สมัครเรียนที่ลดลง เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า “สถาบันอุดมศึกษา” จะดำรงอยู่แบบเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

***********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปีนี้มีจำนวนมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาหรือทีแคส ถึง 92 แห่ง แต่จากการเปิดรับสมัครลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.mytcas.comมาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561 พบว่ามีที่นั่งเหลือถึง 1.2 แสนที่

ที่นั่งที่เหลือจำนวนมากย่อมหมายถึงผลที่ตามมา ซึ่งจะเกิดกับคณะวิชาของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยเฉพาะสถาบันหรือคณะที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นแรงดึงดูดผู้เรียนมากพอ

แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวต้องแก้ปัญหาด้วยการเปิดรับสมัครอีกรอบ เพื่อให้ได้ผู้เรียนครบตามจำนวนที่ต้องการ แต่บางแห่งก็เปิดรับรอบแล้วรอบเล่าจนหมดฤดูรับนักเรียน ก็ยังไม่ได้ตัวเลขผู้เรียนตามเป้าที่วางไว้ ตัวเลขที่ไม่กระเตื้องอาจส่งผลให้ต้องตัดสินใจปิดคณะนั้นๆ ไปอย่างเงียบๆ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากชี้ชัดว่าเป็นภาพซ้ำของวิกฤตที่สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งต้องเผชิญหน้ามาแล้วหลายปีติดต่อกัน ยังเป็นสิ่งที่ ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่าเป็นสัญญาณเตือนที่บอกชัดว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องตระหนักว่าจะดำรงอยู่แบบเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ทุกวันนี้นอกจากเรื่องของจำนวนผู้เรียนที่จะลดลงไปเรื่อยๆ ตามสัดส่วนของประชากรที่เข้าสู่ช่วงถดถอยแล้ว ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่หลายแห่งก็ยังติดกับดักปัญหาเดิมๆ โดยเฉพาะเรื่องผลิตคนไม่ตอบโจทย์กับตลาดยุคใหม่

…ที่ผ่านมา องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยที่ถูกนำไปต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมมีไม่ถึง 20% ทั้งๆ ที่มีมหาวิทยาลัยคิดค้นวิจัยสิ่งดีๆ ที่เป็นต้นแบบที่แรกของโลกออกมามากมาย แต่สิ่งที่คิดออกมานำไปใช้ในโลกความจริง หรือไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือของเอกชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ เรามีอาจารย์ที่เก่ง มีงานวิจัยดีๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ต้นน้ำที่ถูกส่งต่อไปสู่ภาคการผลิตไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไปโทษมหาวิทยาลัยหรือโทษเอกชนไม่ได้ เพราะความผิดอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครลงมาดูเรื่องนี้โดยตรง และมองไปข้างหน้าโดยคาดการณ์และบอกได้ว่าอาชีพไหน มหาวิทยาลัยจะต้องผลิตคนน้อยลง ตลาดแรงงานในอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน จริงอยู่ ใครๆ ก็ต้องเห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยควรจะมีเสรีภาพทางวิชาการอย่างเต็มเปี่ยม โดยที่ไม่มีใครแทรกแซงหรือไปสั่งได้ แต่ก็จำเป็นต้องบอกกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า และถ้าไม่ปรับตัว ไม่มีผู้เรียน ก็จะอยู่อย่างลำบาก

ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป จะสอนด้านศาสตร์ต่างๆ แบบตรงๆ เหมือนในอดีตไม่ได้ แต่ต้องเป็นการเรียนการสอนแบบหลายศาสตร์ที่ยืดหยุ่นสำหรับนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริงในสังคมยุคใหม่ หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในทุกช่วงวัย รวมทั้งเปลี่ยนเป้าหมายของผู้เข้าเรียนใหม่ ให้มีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และคนสูงอายุ ด้วยรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว ต้องคำนึงถึงทิศทางในการพัฒนาประเทศ สร้างจุดเด่นและจุดขายที่โดดเด่นแตกต่างของแต่ละแห่งจึงจะอยู่รอดได้

“เราคงเคยได้ยินมาแล้วว่า ในสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยปิดตัวแล้ว 500 กว่าแห่ง และมีการพยากรณ์กันว่าจะปิดเพิ่มเป็น 2,000 แห่ง ใน 10 ปีข้างหน้า เพราะจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลงเช่นเดียวกับในบ้านเรา และพฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไป เด็กในอเมริกาอยากทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมากขึ้น และจำนวนผู้เรียนออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น

เพราะหลายคนเห็นว่าเป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการได้โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำ บางแห่งเปิดโอกาสให้สามารถเรียนได้โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาที่จบชั้นมัธยม และเรียนจบรับปริญญาตรีได้ในเวลาแค่ 2 ปี แต่ไม่ได้รับเด็กที่จบใหม่ ต้องมีการทดสอบความสามารถก่อน” รมช.ศธ.กล่าว

ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลเคยสร้างหลักสูตร IT Support Professional Certificate เป็นหลักสูตรเรียนออนไลน์ระยะเวลา 8-12 เดือน ผ่านเว็บไซต์ Coursera สำหรับการสมัครทำงานระดับ Entry Level โดยทำข้อตกลงรับเข้าทำงานและติดต่อกับบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมจะพิจารณารับผู้ที่จบหลักสูตรดังกล่าวเข้าทำงาน

โดยในปัจจุบันต้องยอมรับว่า บริษัทเอกชนในอเมริกาบางแห่งเริ่มหันไปผลิตหลักสูตรเองโดยท้าทายผู้เรียนว่า ทำไมต้องเรียนหนังสือยาวนานถึง 20 ปี เพื่อไปทำงานที่ไม่ได้ชอบ ทำไมต้องเรียนในสิ่งที่ไม่ได้สนใจและไม่ถนัด และทำไมต้องเรียนบางเนื้อหาที่เริ่มล้าสมัย

“มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งมาถึงเร็วมาก ผมเคยไปเยี่ยมชมยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ซิดนีย์ ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถูกจัดอันดับโลกที่ดีจนทิ้งมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของบ้านเรานับ 100 อันดับ

ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ซิดนีย์ เคยมีคณะวิชาถึง 17 คณะให้เลือกเรียน แต่ปัจจุบันยุบทิ้งหรือยุบรวมคณะที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมจนเหลือเพียง 5 คณะ และเคยไปที่เมืองบอร์กโดซ์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ในเมืองนั้นเคยมีมหาวิทยาลัยใหญ่ถึง 4 แห่ง แต่เขาก็ตัดสินใจยุบทั้ง 4 แห่งรวมกัน โดยคงคณะที่เป็นจุดแข็งของแต่ละที่ไว้ในมหาวิทยาลัยแห่งเดียว

ศ.นพ.อุดม กล่าวทิ้งท้ายว่า สาเหตุที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวต้องทำแบบนั้น เพราะต่างคาดการณ์ว่าหากไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ก็จะอยู่ไม่ได้ และปรับพัฒนาตัวเองจนมีผลงานดีขึ้นในทุกด้าน เขากล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่รอให้เกิดความเสียหายจากกรณีที่ไม่มีผู้เรียนและหลักสูตรที่ล้าหลัง เมื่อกลับมามองที่บ้านเรา ซึ่งต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งยังอยู่ในคอมฟอร์ตโซน มีมาตรฐานที่ต่ำกว่าตามที่ยกตัวอย่างมาและมีปัญหามากมาย เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมถึงยังไม่ค่อยคิดเรื่องปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่กำลังจะมาถึง

ยุคใหม่ไอทีสู่ “งานตร.เสมือนจริง” แก้ปัญหาร้องทุกข์ประชาชนค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578312

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:15 น.

ยุคใหม่ไอทีสู่ "งานตร.เสมือนจริง" แก้ปัญหาร้องทุกข์ประชาชนค้าง

กองบัญชาการตำรวจนครบาลผุด โครงการ “งานตำรวจเสมือนจริง” แก้ปัญหาเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่ค้างจำนวนมาก

************************

โดย….เอกชัย จั่นทอง

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์ เหมือนดังเช่นงานของตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้เล็งเห็นช่องทางการอำนวยความสะดวกประชาชน ผ่านเทคโนโลยีทันสมัยผ่านการใช้งานจริง จนเกิดเป็นโครงการ “งานตำรวจเสมือนจริง (Virtual Police : VP) เพื่อแก้ไขปัญหางานจเรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และงานด้านอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันเหตุการณ์”

พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รองผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล กล่าวถึงที่มาโครงการว่า เนื่องจากงานจเรตำรวจ ที่พบว่าข้อมูลร้องทุกข์ ร้องเรียน วินัย และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สะสมคั่งค้างมานาน ทำให้บางเรื่องไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือหาทางออกได้

ขณะเดียวกันบ่อยครั้งที่ผู้ร้องติดภารกิจเดินทางไปต่างจังหวัดไปต่างพื้นที่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดต่อสื่อสาร รวมถึงการส่งหมายเรียก แต่ผู้ร้องไม่สะดวกมาพบตำรวจที่สถานี จึงทำให้ไม่สามารถสะสางการทำคดีให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันสั้นได้

“ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ต้องหาทางออกและตกผลึกสู่ทางออกที่ทำได้ บช.น.จึงทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา การใช้ระบบ Virtual ภาพเสมือนที่เป็นจริงมาใช้ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องการร้องทุกข์ ร้องเรียน และวินัย โดยผ่านการใช้เทคโนโลยีระบบออนไลน์ ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟน ทุกวันนี้ตำรวจและประชาชนทุกคนใช้กันอยู่แล้ว สามารถเห็นหน้าโต้ตอบกันได้จริง”

วิธีการทำจะดำเนินการผ่านโปรแกรมวิดีโอคอล ไลน์ สไกป์ วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ฯลฯ จะช่วยร่นเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน อีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกันได้ระหว่างตำรวจกับผู้ร้องอย่างชัดเจนผ่านระบบสื่อสาร มีการยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพัก เพียงแค่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมความสะดวกรวดเร็วในการบริการประชาชน และการทำงานของตำรวจให้ทันสมัยตามความเปลี่ยนแปลง”รอง ผบช.น. กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแบบฟอร์มสอบปากคำผู้ร้อง หรือบันทึกการให้ถ้อยคำของผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือพยาน จะมีการให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ เพื่อยืนยันเหตุผลขัดข้องที่ไม่สามารถเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีได้ จึงมีความประสงค์ขอให้ถ้อยคำผ่านระบบดังกล่าว โดยผ่านการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“ทั้งนี้ยังมีการให้พยาน ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ที่สามารถติดต่อได้ แบบฟอร์มนี้ถูกส่งให้กับผู้ร้องเรียนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ให้กรอกรายละเอียดก่อนส่งกลับมาที่ตำรวจผ่านทางไปรษณีย์ไทย ทั้งหมดจะช่วยให้ตำรวจได้ข้อมูลประกอบ และเป็นการบริการประชาชนอีกทางหนึ่ง” พล.ต.ต.ชัยพร ระบุ

พล.ต.ต.ชัยพร กล่าวว่า การนำระบบดังกล่าวมาใช้นี้ ถือเป็นการออกแบบอนาคตงานของตำรวจอีกรูปแบบหนึ่งว่าจะเดินไปในทิศทางใดที่สามารถเป็นไปได้ และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ที่รวดเร็ว ฉับไว และใส่ใจให้บริการต่อประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยเพราะการติดต่อทันทีหลังมีเรื่องและสนใจสอบถามอธิบายผลการดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ ประชาชนย่อมเกิดความพึงพอใจในการติดตามงานของตำรวจที่ใส่ใจไถ่ถาม

สำหรับความหวังของโครงการนี้ ต้องการทำให้ผู้ร้องเรียนหรือประชาชน เกิดความพึงพอใจและคิดว่าการร้องทุกข์ร้องเรียนจะไม่ใช่เรื่องสูญเปล่าอีกต่อไป เช่นเดียวกันยังทำให้ประชาชนมีความศรัทธาตำรวจที่ใส่ใจบริการผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัย ในรูปแบบ Police 4.0 นั่นเองจะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างประชาชนกับตำรวจ จากผลดำเนินการที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น

เช่นเดียวกันเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้ หรือ Police 4.0 จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชน เมื่อประชาชนได้รับสิ่งนี้ภาพลักษณ์ระหว่างประชาชนกับตำรวจจะดีขึ้น การบริการที่ใส่ใจประชาชนสร้างความประทับใจพอใจ เพราะตำรวจรับฟังทุกปัญหา หน้าที่ตำรวจคือต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ

การดำเนินการนั้นจะนำเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนที่ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2559-2562 รวมกว่า 8,480 เรื่อง ปัจจุบันคงค้างอยู่ 4,915 เรื่อง นำมาปัดฝุ่นดำเนินการให้เสร็จ โดยส่วนใหญ่เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ จะเป็นเรื่องตำรวจให้บริการประชาชน แจ้งเบาะแสยาเสพติด การพนัน ปัญหาจราจร ผู้มีอิทธิพล ฯลฯ ซึ่งตำรวจจะเข้าไปแก้ไขปรับปรุงปัญหาเหล่านั้นในทันที

“ขอยืนยันว่าข้อมูลผู้ร้องทุกข์ ร้องเรียน จะถูกปกปิดเป็นความลับแน่นอน เพื่อให้ผู้ร้องเกิดความปลอดภัยและรู้สึกสบายใจว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายเมื่อให้ข้อมูลกับตำรวจ หรือร้องเรียนเรื่องใดก็ตาม โครงการนี้คาดว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ม.ค.นี้เป็นต้นไป ในสถานีตำรวจนครบาล 88 สถานี ทั่วกรุงเทพมหานคร และจะมีการประเมินผลงานทุกเดือนว่าเป็นอย่างไร” พล.ต.ต.ชัยพร ย้ำเรื่องข้อมูลผู้ร้องเป็นความลับ

รอง ผบช.น. กล่าวว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ตระเวนสร้างความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติโครงการดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบังคับการตำรวจนครบาล (บก.) แล้ว ผ่านการประชุมพูดคุยกับทุกสายงานทั้งพนักงานสอบสวน จราจร ป้องกันปราบปราม และฝ่ายสืบสวนให้เข้าใจร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและมีผลต่อวาระการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ หากไม่ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย หรือมีเรื่องร้องเรียนตกค้างไม่ดำเนินการให้เสร็จสิ้น หรือดำเนินการไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้

“ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578299

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:31 น.

"ต้องทำงานหนัก พื้นที่กทม.ยากทุกเขต!" น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

กรุงเทพฯถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นและเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีผลในแง่จิตวิทยา

**********************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่สำคัญ ซึ่งหลายพรรคต่างมุ่งหวังช่วงชิงให้ได้มากที่สุด ด้วยทั้งจำนวนเก้าอี้ที่มากกว่าจังหวัดอื่นๆ และยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะมีผลในแง่จิตวิทยาอันจะช่วยเสริมเสถียรภาพของพรรคการเมืองนั้นๆ ในระยะยาว

จากเดิมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งรอบนี้ปรากฏว่ามีคู่แข่งจากหลายพรรคที่ร่วมลงชิงชัยในสนามนี้จำนวนไม่น้อย ทำให้รูปแบบการแข่งขันและยุทธศาสตร์ที่ใช้ต้องแปรเปลี่ยนไปด้วย

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 จากพื้นที่ กทม.ทั้งหมด 33 เขต เพื่อไทยได้ 10 ที่นั่ง ​แต่การเลือกตั้งรอบนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ซึ่งเป็นผลกระทบทางกายภาพ ซึ่งพรรคจะมีการพูดคุยหารือวางตัวผู้สมัครให้ลงตัวมากที่สุด

“ถามว่ายากขึ้นไหม ต้องบอกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งยากทุกครั้ง แต่จะบอกว่ายากกว่าเดิมหรือเปล่า ตรงนี้พูดยาก แต่การเลือกตั้งทุกครั้งยากเหมือนกัน เพราะว่าการเลือกตั้งเป็นการนำเสนอแนวทางในหลายมิติให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบข้อมูลและใช้ข้อมูลดังกล่าวตัดสินใจเลือก”

อย่างไรก็ตาม ​เนื่องจากเงื่อนไขที่พูดว่าหลายมิตินั้น​ เวลานี้มีบางมิติที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม การเลือกตั้งทุกครั้งเลยยาก ขึ้นอยู่กับบริบทการเลือกตั้งว่ามีเรื่องไหนประชาชนสนใจมากที่สุด และจะได้นำเสนอแนวทางเป็นการแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ในห้วงเวลานั้นได้ดีที่สุด

น.อ.อนุดิษฐ์ มองว่าการที่พื้นที่ กทม.มีผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นคู่แข่งหน้าใหม่นั้น น่าจะส่งผลต่อรูปแบบและภาพรวมในการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้ง 2554 เป็นการแข่งขันกันระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่เมื่อมีพรรคจำนวนมากอาสาเข้ามาทำหน้าที่ตัวเลือกให้กับประชาชน หลังจากนี้จะเป็นเรื่องการนำเสนอแนวทางนโยบายเป็นตัวเลือก

ส่วนจะมีผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน ทุกคนจะได้ทราบกันในวันลงคะแนน ส่วนถามว่าหนักใจกับคู่แข่งพรรคไหนมากกว่ากันนั้น ขณะนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะให้ความสนใจกับการนำเสนอแนวทางของพรรคให้กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เราคงไม่ไปกังวลกับการหาเสียงของพรรคอื่น​ แต่ให้ความสำคัญกับแนวนโยบาย การแก้ไขปัญหาเรื่องของความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งเพื่อไทยได้คิดและหาแนวทางนำเสนอกับพี่น้องประชาชน

ในแง่ตัวผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคเวลานี้ แทบจะเหมือนกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือมีทั้งผู้สมัครเดิมที่เป็นอดีต สส. อดีตผู้สมัคร รวมทั้งมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่ต่างจากในอดีตเท่าไร

ถามว่าประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้จาก 30 เขต เพื่อไทยจะได้กี่เขต น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​การที่เราจะได้รับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น​ ปัจจัยสำคัญคือ​พรรคเพื่อไทยจะสามารถนำเสนอแนวทางรับใช้ประชาชนให้ดี ตอบโจทย์ในสิ่งที่พี่น้องประชาชนพอใจหรือเปล่า ถ้าเราทำได้ดีก็เชื่อว่าจะได้รับความไว้วางใจ​ให้เป็น สส.กทม.มากขึ้น

“แต่ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะได้เท่าไร ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การรณรงค์หาเสียง ยังไม่ได้นำเสนอนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม และในฐานะส่วนตัวที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเขียนนโยบายด้วย เชื่อมั่นว่าหลายปีหลังรัฐประหารเราทำการบ้านค่อนข้างดี เราลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับมานั้น หลังจากได้วิเคราะห์สังเคราะห์มาเป็นอย่างดีจนนำไปสู่การกำหนดนโยบาย จะเป็นแนวทางหลักสำคัญ​ปลดล็อกแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้”

สำหรับนโยบายนั้นปัญหาของคน กทม.อันดับหนึ่งเวลานี้คือเรื่องเศรษฐกิจปัญหาปากท้อง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสังคม อาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข ตรงนี้จะเป็นนโยบายหลักสำคัญในการหาแนวทางยกระดับปัญหาปากท้องของคน กทม.ให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับเรื่องการขับเคลื่อนโยบายด้านสังคม ผู้สูงอายุ สาธารณสุข อาชญากรรม

“นโยบายใหม่ส่วนใหญ่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนและจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว อย่างเรื่องปากท้อง การขาดสภาพคล่อง ขาดรายได้ เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ จะทำให้ประเทศเกิดสภาพคล่อง มีรายได้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ และเพื่อไทยมีประสบการณ์ เราเคยคิดและทำสำเร็จ ​พร้อมทั้งจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์”​

ทั้งนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ถือเป็นอีกกลุ่มที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เพราะพรรคให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มรวมถึงคนรุ่นใหม่ กลุ่มเป้า​หมายซึ่งเขาเพิ่งจะได้มีโอกาสใช้สิทธิครั้งแรก ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีความต้องการแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ พรรคจึงมีนโยบายเพิ่มโอกาสสร้าง “เถ้าแก่ใหม่” ให้เขาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ ​

ส่วนที่มองกันว่าฐานเสียงของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยทับซ้อนกันโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. จนอาจทำให้เพื่อไทยได้ สส.น้อยลงนั้น น.อ.อนุดิษฐ์​ กล่าวว่า การวิเคราะห์ลักษณะนี้อาจยังไม่ครบถ้วน เพราะการมีพรรคการเมืองสร้างคะแนนนิยมให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่เฉพาะกลุ่ม นั้นส่งผลกระทบกับทุกพรรคการเมืองไม่เฉพาะกับพรรคเพื่อไทย และถือเป็นเรื่องดีที่ทุกพรรคจะหันมาเอาใจใส่ดูแลคิดนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จะพบว่าประชาชนตื่นตัวมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาลงคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนพื้นที่เป้าหมายหรือพื้นที่ค่อนข้างยากของพรรคนั้น ต้องบอกว่าทุกพื้นที่มีความยากเหมือนกันทั้งสิ้น ​ตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญของเพื่อไทยที่ต้องทำงานหนักและนำเอานโยบายที่คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนำไปเปรียบเทียบ และตัดสินว่าประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคเพื่อไทยอีกหรือเปล่า

“คงต้องขอเข้าสู่โหมดรณรงค์ นำเสนอนโยบายอีกสักพัก ถึงพอจะประเมินสถานะของพรรคได้มากขึ้น แต่ตอนนี้คงต้องตั้งใจนำเสนอบุคลากรและเสนอนโยบาย​ แนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศให้พี่น้องประชาชนรับทราบก่อน แต่ถ้ามองตอนนี้ต้องบอกว่ายากเหมือนกันทุกเขต ​แต่หลังจากเปิดตัว ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบาย หลังจากนั้นได้ฟังฟีดแบ็กประชาชนคงพอจะเห็นทิศทาง​แต่ตอนนี้คำตอบคือยากทุกเขต”

เวลานี้ในแง่ความเป็นเอกภาพภายในพรรคถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญ ดังจะเห็นจากบุคลากร ผู้บริหารมีความเป็นมืออาชีพ ทำงานเป็นทีมแข็งแกร่ง ส่วนกระแสข่าวเรื่องความขัดแย้งของแกนนำเป็นเรื่องของกระแสข่าว ในความเป็นจริงพรรคไม่มีความขัดแย้ง การทำงานราบรื่นสามัคคีทำงานเป็นทีม

ถามว่าเลือกตั้งครั้งนี้หนักใจเรื่องอะไรมากที่สุด น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ​กติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งทุกครั้ง ทั้งการรณรงค์หาเสียงซึ่งผู้สมัครต้องให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกระทำการอะไรที่เข้าข่ายความผิด ซึ่งมีรายละเอียดเยอะ​และหลายเรื่องทำให้การหาเสียงยากขึ้นทั้งจำนวนป้ายหาเสียงที่ลดลง

“ที่สำคัญคือข้อห้ามปฏิบัติที่ไม่ระบุให้ชัดเจน แต่เป็นการกล่าวในภาพรวม​และเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบเกิดขึ้น ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาบนดุลพินิจ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังลำบาก เพราะการใช้ดุลพินิจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะบุคคลหรือบุคคล เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งไหนทำได้ไม่ได้ เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ทุกอย่างเป็นดุลพินิจ ตรงนี้ยากสุด” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

7 พรรคชูนโยบาย ลดความเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578215

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 08:49 น.

7 พรรคชูนโยบาย ลดความเหลื่อมล้ำ

งานสัมมนานโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง ที่จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งได้เชิญพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ โดยมี สัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กรณ์ จาติกวณิช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นฤมล สอาดโฉม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ

สัมพันธ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า มองภาพตลาดทุนวันนี้ยังไม่มีความมั่นคง เพราะกลุ่มคนมีเงินถึงจะสามารถมาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ซึ่งควรหาแนวทางช่วยให้กลุ่มรัฐวิสาหกิจและเอสเอ็มอีสามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้

สุวัจน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ใน 4 ปีข้างหน้า ควรทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแรง เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง ซึ่งจุดแข็งของประเทศคือมีอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ถือเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของประเทศ ให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรและเอสเอ็มอี หรือบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่สูงมาก ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

พิชัย คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ควรแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยไม่เก็บภาษีจากผู้สูงอายุและเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทย เดินหน้าเจรจาลดภาษีทางการค้ากับประเทศคู่ค้า ดึงคนจากภาคเกษตรให้ไปเป็นแรงงานในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

กิตติรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า คือต้องมีความสมดุลที่มาจาก 3 ประการ คือ การเจริญเติบโต การมีเสถียรภาพ และการกระจายรายได้ โดยหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม เนื่องจากขณะนี้เราเสียสมดุลในการบริหารเศรษฐกิจ เรื่องการกระจายรายได้จะต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ

อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายที่สำคัญคือ การลดความเหลื่อมล้ำ ลดอำนาจภาครัฐให้กลับมาสู่สภาพปกติ จัดลำดับความสำคัญการใช้งบประมาณรัฐ ควรหยุดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ก่อน เน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้ความสะดวกเกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ต้องซื้ออาวุธมากมายขนาดนั้น แต่นำเงินทั้งหมดมาพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ในเวทีสัมมนานโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงกรณีที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กำลังจะหมดอายุภายในปีนี้ ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองต่างแสดงวิสัยทัศน์ที่ต้องการสานต่อ LTF แต่จะมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความทันสมัย เพิ่มจำนวนผู้ที่ต้องการออมใน LTF ซึ่งถือเป็นการเสริมแกร่งให้กับตลาดทุนด้วย

เปิด “เส้นทางเลือกตั้ง” ในกำมือกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577660

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิด "เส้นทางเลือกตั้ง" ในกำมือกกต.

สรุปขั้นตอนต่างๆที่จะเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.62

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ผ่านท่าทีรัฐบาลเห็นด้วยกับกรรมการการเลือกตั้งน่าจะเป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562

หากเป็นเช่นนั้นจริงจะตามมาด้วยขั้นตอนต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 และรัฐธรรมนูญได้ดังนี้

1.ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง

2.ภายใน 25 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งระยะเวลาของการรับสมัครต้องไม่น้อยกว่า 5 วัน

3.ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.มีหน้าที่กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

4.ก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส.แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติว่าจะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 3 คน ต่อ กกต. จากนั้น กกต.ต้องประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

5.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วัน กกต.ประจำเขตเลือกตั้งต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งและปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้ง และให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านด้วย

6.กกต.กำหนดขั้นระยะเวลาในการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง

7.ภายหลังการเลือกตั้ง กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเพื่อให้ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 95% หรือ 475 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน ทั้งนี้ การประกาศผลดังกล่าวไม่เป็นการตัดหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะดําเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริต

8.ถ้าต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง มิให้นำผลคะแนนการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมาคำนวณหาจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมี และจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

9.ภายใน 1 ปี หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไป ถ้าต้องมีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ เพราะการเลือกตั้งในเขตนั้นไม่สุจริต ให้คำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อใหม่

10.ภายใน 1 ปี หลังจากวันเลือกตั้งทั่วไป หากมีการทุจริตเลือกตั้งและผู้กระทำทุจริตไม่ได้รับเลือกตั้ง ให้คำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่นำคะแนนผู้ทุจริตมาคำนวณ ทั้งนี้ เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้ง สส.แทนตำแหน่งที่ว่าง ไม่ว่าด้วยเหตุใด จะไม่มีการคำนวณ สส.ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมีรายงานว่า พ.ร.ฎ.เลือกตั้งจะออกภายในวันที่ 23 ม.ค. 2562 เลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. 2562 ส่วนวันรับสมัคร สส. วันที่ 4-8 ก.พ. รวมวันเปิดรับสมัครทั้งหมด 5 วัน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ 51 ล้านคน

“เปิดหลักสูตรแปลก” ทางรอดเฉพาะหน้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577658

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

"เปิดหลักสูตรแปลก" ทางรอดเฉพาะหน้ามหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยหลายแห่งเผชิญจำนวนนักศึกษาลดลงทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างเปิดหลักสูตรแปลกๆ ใหม่ๆ

***********************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สถานะความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลงจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมหาวิทยาลัยเอง ทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแปลกๆ ใหม่ๆ เต็มไปหมด หวังดึงดูดความสนใจให้คนเข้ามาเรียน เช่น วิชาจีบ วิชาโหราศาสตร์ วิชาแพะ ฯลฯ แตกต่างจากชื่อวิชาการเรียนในอดีตอย่างมาก นั่นหมายถึงเทรนด์การศึกษาของโลกในปัจจุบัน

รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อธิบายว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งพยายามหาจุดขายในส่วนของหลักสูตรแปลกๆ ที่เปิดการสอนนั้น เริ่มต้นมาจากความจำเจการเรียนแบบเดิมหรือการใช้ประโยชน์หลังการเรียนน้อยลง บางคนเรียนไปอาจไม่ได้นำไปใช้ เมื่อเกิดหลักสูตรใหม่ทำให้คนสนใจอยากลองศึกษา ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง ถ้าถามว่าเรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพทำงานคิดว่าผู้เรียนคงไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เพราะว่าคงจะหาตำแหน่งงานที่ตรงยากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มของความต้องการใบประกาศนียบัตรหรือใบปริญญามีความสำคัญน้อยลง ด้วยปัจจัยบริบทของโลก เทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการใบปริญญาไปทำงาน แต่ต้องการสิ่งแปลกใหม่ ความรู้ วิธีการใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบเดิม

“แนวโน้มของโลกและประเทศไทยในตอนนี้เรื่องวุฒิการศึกษาอาจไม่มีความสำคัญเท่ากับความรู้ความสามารถในเฉพาะเรื่อง เฉพาะด้านอีกต่อไป ฉะนั้นหลักสูตรแปลกๆ ที่เกิดขึ้นคือความแปลกใหม่ ท้าทาย ชวนตื่นเต้นให้ผู้เรียนอยากลองศึกษาเท่านั้น เป้าหมายคงเน้นเรียนเพิ่มความรู้ แต่ไม่ได้คาดหวังถึงจบแล้วต้องมีงานทำ” ประธานสภาคณบดีครุศาสตร์ฯ คาดการณ์

รัฐกรณ์ ระบุอีกว่า ปัญหาของมหาวิทยาลัยตอนนี้จำนวนผู้เรียนลดน้อยลง ทำให้ต้องสร้างจุดขายว่ามีหลักสูตรใดแปลกๆ คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ไม่ได้เรียนเอาความรู้จริงจัง เพียงต้องการความตื่นเต้นแปลกใหม่เท่านั้น แนวโน้มถ้าคนสนใจด้านใดก็จะเรียน แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพจริง ถือเป็นยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (Disruption) จะเกิดหลักสูตรรายวิชาแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาอีกจำนวนมาก เชื่อว่านักศึกษาที่เลือกน่าจะชื่นชอบกว่าวิชาเดิม

เรื่องของทฤษฎีเนื้อหาต่างๆ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะถ้าหากอยากได้ความรู้นี้เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนก็ได้ แต่สามารถเปิดค้นหาจากกูเกิลได้จำนวนมาก แต่ความแปลกใหม่อันนี้คือความท้าทายที่มหาวิทยาลัยเลือกเปิดหลักสูตรวิชาแปลกๆ ขึ้นมาจำนวนมาก

“รูปแบบการสอนแบบบรรยายพูดถึงแต่ทฤษฎี เด็กนักเรียนไม่สนใจไม่ฟัง นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างมากว่าตอนนี้ผู้เรียนต้องการสิ่งใด ยิ่งตอนนี้ระยะเวลาการเรียนในชั้นปีจากเดิม 4 ปี อาจปรับลดเหลือ 3 ปี หรือ 2 ปีตามความเหมาะสม ตามเทรนด์การศึกษาจากทั่วโลกในปัจจุบัน ต่อไปปริญญาแทบจะไม่มีความหมาย”

รัฐกรณ์ กล่าวอย่างกังวลใจว่าทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก นั่นหมายความว่าหลักสูตรที่เปิดขึ้นมาใหม่ๆ น่าตื่นเต้นนี้อาจเกิดขึ้นมาเพียงชั่วครู่เท่านั้น อาจวูบวาบขึ้นมาอย่างโดดเด่น แต่ก็พร้อมที่จะปิดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ถ้าหากหลักสูตรวิชาการเรียนไม่มีคนสนใจ หรือมีผู้เรียนน้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนด และก็จะมีหลักสูตรใหม่ขึ้นมาทดแทนตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนไปรวดเร็ว

อนาคตมันอาจจะไม่มีวิชาการที่เป็น“วิชาการล้วน” แต่จะเป็น “สหวิชาการ”จะไม่มีวิชาการยืนอยู่ด้วยตัวมันเอง เพียงจะเปลี่ยนไปสู่การบูรณาร่วมกัน อาจารย์ผู้สอนจึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้หลากหลาย โดยสามารถเชื่อมโยงบูรณาร่วมกันได้ จะมาสอนรูปแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นอาจารย์และมหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัวมาก

สอดคล้องกับ สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ให้ความเห็นว่าการตั้งชื่อหลักสูตรวิชาการเรียนการสอนในแบบแปลกๆ มันขึ้นอยู่กับผู้สนใจเรียนมากกว่าว่าจะเลือกเรียนในแบบใด ส่วนชื่อหลักสูตรคิดว่าคงมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ไม่ใช่จะตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนอยากเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถตอบโจทย์การเรียนได้จริง เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถออกมาเป็นหลักสูตรการเรียนได้อย่างแน่นอน

สุขุม กล่าวว่า เชื่อว่ามหาวิทยาลัยพยายามปรับเปลี่ยนชื่อให้ดูน่าสนใจดึงดูดการเรียนมากขึ้น ภายใต้บนพื้นฐานการเรียนการสอนที่คงเป็นวิชาการเช่นเดิม นอกจากนี้ยังคิดว่าทางมหาวิทยาลัยเองคงมั่น ใจแล้วว่าจะมีผู้สนใจการเรียนในสาขาวิชาหรือหลักสูตรการเรียนนั้นแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งชื่อหลักสูตรการเรียนขึ้นมาอย่างแน่นอน และต้องมีผู้เรียนรองรับอยู่แล้วหรือบางคนอาจมองเป็นเรื่องการตลาดก็แล้วแต่จะคิดกันไป

ตัวอย่างเช่น หลักสูตรการสอนวิชาโหราศาสตร์ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่คนไทยนิยมและเชื่อกันมานาน เพียงแต่อาจมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับการเรียนในปัจจุบันอย่างเหมาะสมจนลงตัว โดยผ่านการผสมผสานกับเรื่องของดาราศาสตร์ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆก็สามารถนำมาใช้ในวิชาเรียนได้เช่นกัน ทุกวันนี้มีคนศึกษาในศาสตร์เหล่านี้อยู่จำนวนมาก จนเกิดเป็นหลักสูตรในการเรียนการสอน หรือเป็นวิชาเลือกของนักศึกษาได้ บนพื้นฐานการยอมรับของนักศึกษาเอง” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุ

สุขุม กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายหลักสูตรวิชาในมหาวิทยาลัยบางครั้งแทบไม่มีนักศึกษาไปเรียนหรือสนใจ ทำให้ต้องปิดตัวลงไปก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ยอมรับว่าส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาหรือคัดค้านกับชื่อของหลักสูตรการเรียน เรื่องการตั้งชื่อหลักสูตรที่ดูแปลกใหม่นั้นอาจเป็นเรื่องของศาสตร์การเรียนการสอนอย่างหนึ่งของการศึกษาที่ต้องปรับตัวต่อไป

ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/577558

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 07:44 น.

ปชป.หวังครองใจคนกรุง มั่นใจคว้าชัยเลือกตั้ง 24 เขต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นอีกฐานเสียงที่ เข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งคือการผนึกกำลังระหว่าง สส. สก. สข. ในพื้นที่ แต่ทว่าการเลือกตั้งรอบนี้หลายพื้นที่ถูกกระแสดูด ทั้งอดีต สส. และ สก.บางส่วนย้ายไปสังกัดพรรคอื่น จนคาดการณ์กันว่าอาจส่งผลต่อเก้าอี้โดยรวม

สรรเสริญ สมะลาภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. ประเมินว่า การที่ สส. สก.ของพรรคย้ายออกไปนั้นย่อมมีผล กระทบต่อการเลือกตั้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนหนึ่งอดีต สส.ที่ย้ายออกไปก็ไม่กลับมาลงเลือกตั้ง ขณะที่ สก.ที่ย้ายไปแล้วมาลงแข่งก็เป็นไปได้ว่าจะตัดคะแนนบ้างแต่ไม่เยอะ

“สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นแล้วกลับมาลงแข่งกับอดีต สส.ของประชาธิปัตย์นั้น จะเห็นว่าช่วงที่อยู่ในตำแหน่งทั้งคู่ก็ทำงานและมีผลงานร่วมกัน ซึ่งก็เป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องยอมรับว่า สก.ที่เขาย้ายไป เขาทำงานในพื้นที่เพราะมีพรรคหนุนหลัง ไม่อย่างงั้นก็ทำงานไม่ได้ ต่อให้ย้ายพรรคไปก็ไม่ใช่ผลงานส่วนบุคคล ดังนั้นอาจจะตัดคะแนนเราบ้าง แต่ไม่ได้ดึงไปเยอะจนทำให้เราแพ้”

รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ มั่นใจว่า ในส่วนของพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นเขตของอดีต สส.ของพรรคอยู่นั้นจะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งได้ทุกเขต เพราะหากพิจารณาจากช่องว่างความห่างของคะแนนอย่างเขตที่เคยชนะพรรคเพื่อไทย 5,000 คะแนน ก็น่าจะยังพอรับมือไหว

สำหรับ สก.ที่ย้ายไปพรรคอื่นมีทั้งหมด 13 คน  ส่วนใหญ่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 5 คน ภูมิใจไทย 4 คน เพื่อไทย 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พลังท้องถิ่นไท 1 คน ส่วนอีกหนึ่งคน พีรพล กนกวลัย สก.เขตพญาไท ลาออกจากพรรคไปแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวว่าไปอยู่พรรคไหน

ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายเขตจะพบว่า เขตที่ สก.ย้ายออกไปพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง น่าจะชนะ ทั้งเขตที่ สก.ย้ายไปพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นเขตที่ประชาธิปัตย์แข็งแรง เช่น เขตพระนคร หรือในส่วนที่ สก.ย้ายไปพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น่าแพ้

สรรเสริญ มองว่า จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 33 เขต ประชาธิปัตย์ชนะ 23 เขต แต่ครั้งนี้เขตเลือกตั้งลดลงเหลือ 30 เขต ประเมินแล้วประชาธิปัตย์ไม่น่าจะได้น้อยกว่า 24 เขต ซึ่งหากดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าได้เพิ่ม สส.แค่คนเดียว แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะหากมองจากจำนวนเขตที่แพ้ คราวที่แล้วแพ้ 10 เขต คราวนี้น่าจะแพ้เหลือเพียงแค่ 6 เขต

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะ ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ลงแข่งหลายเขต แต่ก็ เชื่อว่ามีโอกาส เพราะปัจจัยที่จะชี้ขาดแพ้ชนะ ไม่ได้ดูแค่หน้าเก่า หน้าใหม่อย่างเดียว แต่จะ ต้องดูแรงสนับสนุนในพื้นที่ หมายถึงคะแนนเก่าที่มีอยู่ กระแสพรรค กระแสหัวหน้าพรรค นโยบายพรรค ตัวผู้สมัครก็มีผลเยอะ ถ้าเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถจะมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ก็ได้รับเลือกตั้ง

“พูดง่ายๆ ว่ามันมีหลายตลาด ไม่ใช่เรื่องของพรรคอย่างเดียว หัวหน้าพรรคอย่างเดียว หรือนโยบาย ตัวผู้สมัคร การทำประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย แต่อีกด้านการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานก็ต้องทำงาน หนักให้ประชาชนมั่นใจว่าเขามาทำประโยชน์ให้ได้ มีเหตุผลที่ประชาชนฟังแล้วน่าเชื่อถือ”

ยกตัวอย่าง เขต หมอเอ้ก-คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตบางซื่อเต็มและดุสิตครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยากด้วยหลายปัจจัย ทั้งเป็นพื้นที่ของ ชัชวาลย์ คงอุดม หรือ ชัช เตาปูน และ ชื่นชอบ คงอุดม ลูกชายที่เคยเป็นอดีต สส.ของพรรคก็ย้ายออกไป แม้ครั้งนี้ จะไม่ลงสมัคร แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้

ประเมินแล้ว 4 เขตที่ถือว่ายากที่สุดในพื้นที่ กทม.สำหรับประชาธิปัตย์ ได้แก่ ดอนเมือง สายไหม บางเขน และลาดกระบัง ซึ่งยุทธศาสตร์จะต้องช่วยกันระดมคนในพรรคไปลงพื้นที่หาเสียง จากประสบการณ์การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ทั้งเขตดอนเมือง ของ แทนคุณ จิตต์อิสระ และบึงกุ่ม ของ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งตอนแรกประชาธิปัตย์ไม่ชนะ แต่เมื่อระดมคนไปช่วยสุดท้ายก็กลับมาเอาชนะได้

การลงพื้นที่ก็ต้องขอความร่วมมือแฟนคลับ ประชาชนที่ศรัทธาในพรรค ไม่ใช่แค่ขอคะแนนเฉยๆ แต่ต้องให้เขาไปบอกต่อข้างบ้าน ข้างซอย คนที่ทำงาน ให้ช่วยกระจายอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนตัวผู้สมัครก็ต้องขยันพบพี่น้องประชาชน พูดให้เขาเชื่อว่าตัวเขาและพรรคจะทำประโยชน์ให้ พี่น้องประชาชนได้ยังไง

โดยพื้นที่ดอนเมืองครั้งนี้ได้ ธัญญ์นิธิ ชวรัตน์นิธิโชติ ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ลงพื้นที่ทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านมา 3 ปี ถือเป็นคนใจถึง พึ่งได้ของชาวบ้านอย่างเต็มที่ ซึ่งแม้จะเป็นเขตที่ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชนะไม่ได้ ส่วนเขตที่ยากน้อยลงมาก็เช่นเขตหลักสี่เต็มเขตและจตุจักรครึ่งหนึ่ง ก็ส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ลงสมัคร ซึ่งต้องลงพื้นที่ทุกวันเช้ายันเย็น เคาะประตูทุกบ้าน

สรรเสริญ อธิบายว่า การหาเสียงในปัจจุบันต้องใช้หลายอย่างประกอบกัน บางคนเสพ โซเชียลมีเดีย บางคนดูหนังสือพิมพ์ บางคนดูทีวี บางคนดูว่าคนนี้มีผลงานอะไรในเขต บางคนขอให้มีความคุ้นเคยกับผู้สมัคร ซึ่งต้องใช้หลายปัจจัย ส่วนโซเชียลมีเดียที่ว่ากันว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารสำคัญในการหาเสียงครั้งนี้ จะใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นฐาน โดยมีคนติดตามเวลานี้ 1 ล้านคน เฉพาะ กทม.ประมาณ 6 แสนคน

“ผมก็จะแชร์เพจว่าที่ผู้สมัครของ กทม.ทุกคนออกไป และจะมีเฟซบุ๊กพรรค คอยมอนิเตอร์ถ้าโพสต์ไหนเป็นที่นิยมก็จะเอาไปแชร์ต่ออีกรอบ ใช้เฟซบุ๊กเป็นหลัก ส่วนโซเชียลอย่างอื่นก็เป็นยุทธวิธีของแต่ละคนอย่าง ดร.รัชดา ธนาดิเรก เขาก็เปิดไลน์กรุ๊ปของเขา หรือบางคนอาจจะบอกว่าลงพื้นที่ไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก ก็เป็นสิทธิของเขา”

ที่ผ่านมาอย่างนโยบายพรรคที่สำคัญก็ลองทดสอบนำไปโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวก็เห็นว่ามีกระแสตอบรับ หรือช่องทางอื่นอย่างป้ายหาเสียงก็มีดีไซน์ใหม่ ทันสมัย มีออปชั่นให้เลือก มีรูปหัวหน้าหรือไม่มีรูปหัวหน้า ขณะที่เพลงก็มีการปรับเปลี่ยน มีหลายเวอร์ชั่นสำหรับแฟนพันธุ์แท้หรือคนรุ่นใหม่ เพราะการเลือกตั้งมีหลายตลาด ต้องจับให้ได้ทุกตลาด

ในแง่นโยบายของพรรค สำหรับคน กทม. เวลานี้กำลังดูจังหวะในการประกาศให้ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะเป็นนโยบายที่เข้าใจชีวิตคน กทม. เพราะเรากลั่นกรองมาจากอดีต สส.หลายคน อาจจะดูไม่ไฮเทค ไม่หวือหวา แต่นี่คือชีวิตจริงของคน กทม.  ซึ่งจะแบ่งเป็นส่วนแรก แพ็กเกจใหญ่ 4 ด้าน และจะมีรายละเอียดปลีกย่อยรวมประมาณ 10 ข้อ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้ยังหาเสียงได้ไม่เต็มที่ ทำได้แค่ไปแนะนำตัว ซึ่งทุกพรรคก็ประสบปัญหาตรงนี้เหมือนกันหมด แต่หากไม่กำหนดวันเลือกตั้งให้เร็ว ยิ่งช้าเท่าไร พรรครัฐบาล พรรคทหารจะยิ่งแย่ เพราะชาวบ้านเขาก็จะมองว่าเล่นเกมอะไรกัน  อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งอะไรก็มีโอกาสทั้งนั้น  เพราะจริงๆ แล้วไม่สามารถพูดแทนประชาชนทุกคน แต่พูดได้จากข้อมูลสถิติในอดีต และลงสนามเลือกตั้งกี่ครั้งก็ต้องไม่ประมาท เป็นธรรมชาติของเราอยู่แล้ว แม้จะเป็น สส.มากี่สมัย แต่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หาเสียงก็เทกันหมดตัว หมดแรงทุกคน

สรรเสริญ อธิบายถึงการเตรียมตัวของ ผู้สมัครหน้าใหม่ว่า ที่ผ่านมาได้เรียกเฉพาะผู้สมัครใหม่เข้ามาพูดคุย เพราะเขาจะมีคำถามเยอะ โดยเฉพาะอะไรทำได้ ไม่ได้ รวมไปถึงอธิบายการฟอร์มทีมหาเสียงพบประชาชนว่าทำยังไงให้ได้คะแนน แต่ละเขตจะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย เช่น เขตของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท” จะมี องอาจ  คล้ามไพบูลย์ และ ชนินทร์ รุ่งแสง ช่วยดู

เขต ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ส่วนตัวก็จะไปช่วยดูเพราะเป็นเขตเก่าในบางส่วน และมี สก.ช่วยดูอีกด้วย ส่วนเขตหมอเอ้ก มี พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นพี่เลี้ยง  เขตของ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ก็มี พนิช วิกิตเศรษฐ์ บิดา ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมช่วยดูแล  หรือ รัฐพงศ์ ระหงษ์ ที่ลงเขตบางเขน ก็มี น.ต.สุธรรม ระหงษ์ บิดา ช่วยดู

“เวลาไปอธิบายให้ผู้สมัครใหม่ฟัง หลักๆ ก็คือผมจะทำให้ทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมด เอาแผนที่เขตมากางพล็อตตรงไหนเป็นอะไร ตรงนี้ชุมชน ตรงนี้หมู่บ้าน ตรงนี้ตึกแถว ตรงนี้ออฟฟิศ ยุทธวิธี เราจะใช้อะไรในกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ คอนโดเจอเขายากก็ต้องเอาสื่อไปเสียบ ตึกแถว เดินพบ หมู่บ้านก็ต้องใช้รถแห่ ทำเป็นวิทยาศาสตร์หมด ครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนวิธีการพบประชาชนก็เป็นแนวทางให้เขา แต่ละคนก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้เขาเอาแนวทางไปแอพพลายของเขาเอง”

สรรเสริญ กล่าวว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ก็คอยดูอยู่ อย่างเวลาไปช่วยหาเสียงกับผู้สมัครใหม่ ก็จะคอยบอกว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร อันไหนชม อันไหนต้องปรับ ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นคนละเอียดมาก สังเกตสไตล์การหาเสียงของผู้สมัครแต่ละคน

ส่วนฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกตั้งครั้งนี้จะมีถึง 7 ล้านคนทั่วประเทศ เฉพาะ กทม. 1 ล้านคน หากคำนวณต่อเขตก็ตกประมาณเขตละ 3 หมื่นคน ตรงนี้จะมีทีมพิเศษไปคอยเจาะเฉพาะวัยรุ่น  อย่างอดีต สส.บางคนที่เดิม ไม่ได้สัมผัสกับวัยรุ่นเลยก็ต้องปรับตัว ต้องเจอวัยรุ่นบ้าง อย่างตนเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะอายุ 50 ปีแล้ว

แต่โดยหลักๆ เลย จะมีทีมจรยุทธ์เป็นทีม New Dem ไปตามจุดต่างๆ ซึ่งเขาจะรู้แหล่ง วัยรุ่นไปที่ไหนกันเยอะพวกเราก็จะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ส่วนตัวคิดว่าคนที่นำทีมได้ดีที่สุดคือ ปลื้ม-สุรบถ หลีกภัย ลูกชายท่านชวน หลีกภัย ซึ่งการสื่อสารของเขากับวัยรุ่นทำได้ดี ต่อไปก็จะไปกำหนดจุดว่าจะไปจุดไหน อย่างไร

“ทั้งหมดเชื่อว่าเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์น่าจะได้อย่างน้อย 24 เขตขึ้นไป ส่วนอีก 6 เขต ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ต้องทำงานหนักขึ้น” สรรเสริญ กล่าว