แม่ไม้มวยไทยช่วยเบิร์นและสร้างกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418850

แม่ไม้มวยไทยช่วยเบิร์นและสร้างกล้ามเนื้อ

โดย…มีนา ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

อย่าใช้วิธีคิดว่างานยุ่งจึงไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลให้หนุ่มสาวออฟฟิศป่วยและเป็นโรคอ้วนได้ง่ายๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. แนะนำวิธี Office Cadio Exercise ที่ชาวออฟฟิศสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ “เก้าอี้” เพียงตัวเดียว เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พัฒนาระบบการหายใจ และการไหลเวียนเลือดทำให้ร่างกายแข็งแรง 4 ท่า ช่วยหัวใจสูบฉีดโลหิตดี

ลงมือทำ

ท่าที่ 1 ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าแตะพื้น สลับซ้ายขวา ไม่ลากเท้า ขณะที่ก้าวเท้าซ้าย ยกมือขวาไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าขวา ยกมือซ้ายไปข้างหน้า

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรง เขย่งปลายเท้าขึ้นลง ในจังหวะที่เขย่งปลายเท้าขึ้น ให้ชูแขนทั้งสองขึ้นข้างบน จังหวะที่ลดแขนลงมา ให้แขนส่วนบนตั้งฉากกับพื้น

ท่าที่ 3 เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย ไม่พิงพนัก ยกเข่าสูงเข้าหาลำตัว สลับซ้ายขวา จังหวะที่ยกเข่าซ้ายให้พับแขนขวาเข้าหาร่างกาย ยกเข่าขวา พับแขนซ้ายเข้าหาร่างกาย

ท่าที่ 4 นั่งเข่าชิด ก้าวเท้าไปด้านข้างซ้ายขวาพร้อมๆ กัน ในลักษณะอ้า-หุบ-อ้า-หุบ ทั้งแขนและขา หรือหุบแขนสลับกับขา เพื่อฝึกประสาท

แต่ละท่าควรทำท่าละ 1 นาที โดย 30 นาทีแรกจัดท่าให้ถูกต้องจนคล่อง และ 30 นาทีหลังเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้ ทำต่อเนื่องจนครบเซต และควรทำต่อเนื่อง 2 เซต รวม 10 นาที โดยเซตที่ 1 อาจเน้นเฉพาะช่วงล่างของร่างกายก่อน เซตที่ 2 เพิ่มการเคลื่อนไหวแขนและลำตัวช่วงบนด้วย แต่หากอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายแบบอื่นๆ ด้วย เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ความหนักระดับปานกลางสะสมให้ได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน และเค็มด้วย

 

ชาวออฟฟิศมาออกกำลังกายเบาๆ กันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418849

ชาวออฟฟิศมาออกกำลังกายเบาๆ กันเถอะ

โดย…ณพน

อย่าใช้วิธีคิดว่างานยุ่งจึงไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลให้หนุ่มสาวออฟฟิศป่วยและเป็นโรคอ้วนได้ง่ายๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. แนะนำวิธี OfficeCadio Exercise ที่ชาวออฟฟิศสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ “เก้าอี้” เพียงตัวเดียวเพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พัฒนาระบบการหายใจ และการไหลเวียนเลือดทำ ให้ร่างกายแข็งแรง 4 ท่า ช่วยหัวใจสูบฉีดโลหิตดีลงมือทำ

ท่าที่ 1 ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าแตะพื้น สลับซ้ายขวา ไม่ลากเท้า ขณะที่ก้าวเท้าซ้าย ยกมือขวาไปข้างหน้า เมื่อก้าวเท้าขวา ยกมือซ้ายไปข้างหน้า

ท่าที่ 2 นั่งตัวตรง เขย่งปลายเท้าขึ้นลง ในจังหวะที่เขย่งปลายเท้าขึ้น ให้ชูแขนทั้งสองขึ้นข้างบน จังหวะที่ลดแขนลงมาให้แขนส่วนบนตั้งฉากกับพื้น

 

ท่าที่ 3 เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยไม่พิงพนัก ยกเข่าสูงเข้าหาลำตัวสลับซ้ายขวา จังหวะที่ยกเข่าซ้ายให้พับแขนขวาเข้าหาร่างกาย ยกเข่าขวา พับแขนซ้ายเข้าหาร่างกาย

ท่าที่ 4 นั่งเข่าชิด ก้าวเท้าไปด้านข้างซ้ายขวาพร้อมๆ กัน ในลักษณะอ้า-หุบ-อ้า-หุบ ทั้งแขนและขา หรือหุบแขนสลับกับขา เพื่อฝึกประสาท

แต่ละท่าควรทำ ท่าละ 1 นาที โดย 30 นาทีแรกจัดท่าให้ถูกต้องจนคล่อง และ 30 นาทีหลังเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำ ได้ ทำต่อเนื่องจนครบเซต และควรทำ ต่อเนื่อง2 เซต รวม 10 นาที โดยเซตที่ 1 อาจเน้นเฉพาะช่วงล่างของร่างกายก่อน เซตที่ 2 เพิ่มการเคลื่อนไหวแขนและลำ ตัวช่วงบนด้วย แต่หากอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำ ลังกายแบบอื่นๆ ด้วย เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ความหนักระดับปานกลางสะสมให้ได้มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการควบคุมอาหาร ลดหวาน มัน และเค็มด้วย PT

 

เตรียมอะไรบ้าง ในกระเป๋าออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418655

เตรียมอะไรบ้าง ในกระเป๋าออกกำลังกาย

โดย…โยโมทาโร่

กระเป๋าออกกำลังกาย

กระเป๋าออกกำลังกายคล้ายกับกระเป๋าเดินทาง แต่แตกต่างตรงที่กระเป๋าออกกำลังกายที่ดีจะมีช่องสำหรับใส่รองเท้าออกกำลังกาย และช่องใส่อุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ให้มากกว่า กระเป๋าออกกำลังกายที่ดีควรมีการเย็บที่แข็งแรง ขนาดที่เหมาะสมกับกีฬาที่เล่นและมีช่องแยกใส่รองเท้าต่างหาก

 

เฮดแบรนด์

เฮดแบรนด์ หรือสายรัดศีรษะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีคนนิยมใช้เท่าไร แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพแล้วสายรัดศีรษะนี้ช่วยซับเหงื่อยไม่ให้ไหลเข้าตาเวลาวิ่ง และช่วยรัดไม่ให้ผมตกลงมาปิดตาสร้างความรำคาญระหว่างออกกำลังกายได้ดีริสต์แบรนด์

 

ริสต์แบรนด์ หรือสายรัดข้อมือ

ช่วยเซฟอาการบาดเจ็บที่ข้อมือได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งยังใช้เป็นที่ปิดนาฬิกาป้องกันการขีดข่วนเวลาล้ม และบางครั้งเราก็เอาใช้เช็ดเหงื่อได้เหมือนกัน

 

รองเท้ากีฬา

เลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับกีฬาที่เล่น แต่สำคัญกว่านั้นคือเลือกขนาดรองเท้าให้พอดี และเหมาะกับรูปร่างของเท้า แนะให้เข้าช็อปรองเท้าของแต่ละแบรนด์เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเลือกรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับคุณจะดีที่สุด

 

เสื้อกีฬา

การเลือกเสื้อกีฬาสมัยใหม่นั้นมี 2 แนวทาง คือ เสื้อกีฬาที่ใส่สบาย กับเสื้อกีฬาเข้ารูป สำหรับคนที่ออกกำลังกายใหม่ๆ รูปร่างยังไม่กระชับเข้าที่ แนะนำให้เลือกเสื้อออกกำลังกายที่ส่วมใส่สบายไว้ก่อน ส่วนคนที่มีรูปร่างดีอยู่แล้วการใส่เสื้อเข้ารูปจะช่วยให้คุณออกกำลังได้คล่องแคล่วมากขึ้น สุดท้ายการเลือกเนื้อผ้าควรเลือกผ้าที่มีคุณสมบัติระบายความร้อนได้ดีเป็นอันดับแรก

 

ท่าปัศจิโมตานาสนะยกขาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418540

ท่าปัศจิโมตานาสนะยกขาต่ำ

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในท่าปัศจิโมตานาสนะ (Paschimottanasana) ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานของโยคะ ช่วยยืดกระดูกสันหลังส่วนล่างไปจนถึงส่วนบน เหมาะกับผู้มีปัญหาปวดหลัง หมอนรองกระดูก กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และต่อมน้ำเหลือง ฟื้นฟูระบบประสาท ลดอาการบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลัง สะโพก น่อง ใช้เป็นท่าฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังเจ็บป่วยจากการบาดเจ็บ ทั้งยังช่วยกดนวดอวัยวะในช่องท้อง กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยและขับลม

การพลิกแพลงท่าด้วยการยกขา จะรู้สึกถึงหลังส่วนล่างที่ถูกยืดมากขึ้นและส่วนของกล้ามเนื้อเส้นเอ็นใต้ขาถูกยืดมากขึ้นด้วย ผู้ที่เคยฝึกท่าพื้นฐาน ลองฝึกท่านี้ดู แต่การยกขา จะต้องไม่ยกสูง ยกจากพื้นเพียง 45 องศา

วิธีปฏิบัติ

– นั่งหลังตรง ยืดขาทั้งสองไปข้างหน้า เท้าชิด ตั้งปลายเท้าขึ้นแล้วยืดตัวยืดหลัง มือทั้งสองจับเท้าขวา

 

– หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นจากพื้น 40-45 องศา ขาตรงไม่งอเข่า (ผู้ฝึกใหม่ จับปลายเท้าไม่ถึงให้ใช้เชือกช่วยดึง)

 

– หายใจออก ยืดตัวยืดหลังพยายามให้ศีรษะไปจรดหน้าแข้งขณะที่ขาอยู่ตำแหน่งเดิม หายใจเข้าออกลึกๆ3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่าลดขาลงทำสลับข้าง

 

‘โรคตา’ มาพร้อมเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418539

‘โรคตา’ มาพร้อมเทคโนโลยี

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกันอาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมาด้วยเช่นเดียวกัน อย่างปัญหาบกพร่องทางสายตา ซึ่งในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ในประเทศไทยพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวนกว่า 50% เป็นโรคต้อกระจก ขณะที่อัตราความชุกของโรคนี้ทุกกลุ่มอายุจะอยู่ที่ 9.22% และจากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (สูงวัย) ในปี2564 จำนวนประชากรที่อายุเกิน60 ปี มีประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดราว 66 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราประชากรผู้สูงอายุประมาณ 3.5 ล้านคน เป็นผู้ป่วยโรคต้อกระจกประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรผู้สูงอายุ (โดยยังไม่รวมถึงโรคตาอื่นๆ ได้แก่ โรคต้อหิน โรคเบาหวานที่จอประสาทตา และโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม) ล้วนส่งผลให้ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันลดลง และเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด

รศ. (พิเศษ) นพ.อัมพร จงเสรีจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์โรคตาและศูนย์เลสิก โรงพยาบาลลาดพร้าว กล่าวว่า ผลสำรวจประชากรในรัศมีใกล้เคียงกับที่ตั้งของโรงพยาบาลลาดพร้าว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคนนั้น พบว่าในกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มีอยู่ราว 1.23 แสนคน และครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้ประมาณ 6 หมื่นคนเผชิญกับปัญหาโรคตาเสื่อมสภาพตามวัย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนผู้ป่วยสูงอายุที่มีมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าในกลุ่มวัยหนุ่มสาวมีพฤติกรรมการใช้จอคอมพิวเตอร์ และพวกสังคมก้มหน้าบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ก็ก่อให้เกิดปัญหาโรคตาตามมาอย่างมากมาย ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคตามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ายังเป็นปัญหาสะสมยาวนานไปจนถึงปี2564 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับการเริ่มต้นเป็นประเทศแห่งสังคมผู้สูงอายุที่แท้จริงเป็นต้นไป สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตที่คนไทยจะเป็นผู้ป่วยโรคตาต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นสู่วัยกลางคน และในวัยชราที่สูงมากขึ้นตามลำดับ

ด้าน รศ.นพ.วิรัตน์ วงศ์แสงนาค ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลลาดพร้าว เปิดเผยว่าโรงพยาบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาโรคตา จึงเปิดศูนย์โรคตาและศูนย์เลสิก โรงพยาบาลลาดพร้าว อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นแนวโน้มจากการสำรวจปัญหาความบกพร่องทางสายตาและปัญหาตาบอดทั่วโลก เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยการอ้างอิงขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาทุกช่วงอายุรวมกันจำนวนราว 284 ล้านคนในจำนวนนี้มีผู้ที่ประสบกับภาวะตาบอดอยู่ 35 ล้านคน ซึ่งภาวะดังกล่าวพบว่า 82% มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากปัญหาโรคต้อกระจกสูงถึง 51%

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

 

ชวนตรวจตาปีละครั้ง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418538

ชวนตรวจตาปีละครั้ง ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

โดย…นพ.ชัยสิทธิ์ คุปต์วิวัฒน์

ฉบับนี้ นพ.ชัยสิทธิ์ คุปต์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยา ชวนตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาโรคจอประสาทตาเสื่อมก่อนเวลาอันควร

คุณหมอชัยสิทธิ์ บอกว่า  5 ตัวหลักในการเร่งให้จอประสาทตาให้เสื่อมก่อนเวลาอันควร ประกอบด้วย 1.การวางคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสม เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรวางจอคอมพิวเตอร์ด้านข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50-70 ซม. จัดระดับจดภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่กว่าระดับสายตาประมาณ 4-9 นิ้ว ที่สำคัญไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป 2.ไม่กล้ากำจัดแสงไฟที่รบกวน นอกจากวางคอมพิวเตอร์ถูกตำแหน่งแล้ว ควรปิดไฟบางดวงที่รบกวนการทำงาน เพราะความสว่างที่มากเกินไป มีผลต่อสายตา เพื่อป้องกันแสงที่เข้าตาโดยตรง ควรปิด หรือใช้มู่ลี่ เพื่อปรับแสงบางส่วน

3.เลือกใช้ขนาดตัวอักษรไม่เป็น ตามหลักการพิมพ์งานทุกครั้ง นอกจากเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอแล้วควรปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสม โดยสังเกตได้จากยังสามารถอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของที่นั่งทำงาน 4.สวมแว่นผิด สีเลนส์ที่ควรเลือกใช้ควรเป็นสีเขียวอ่อน เพราะจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ รวมถึงช่วยลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตากำลังขยาย 50-70 ซม. ซึ่งกำลังเลนส์จะแตกต่างจากเลนส์ทั่วไป และ 5.ลืมกะพริบตาและไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ เมื่อมีสมาธิที่จดจ่อขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงจาก 20-22 ครั้ง/นาที เหลือเพียง 6-8 ครั้ง/นาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง หรือต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น การกะพริบตาถี่ๆ หรือลุกยืดเส้นยืดสายช่วยได้

นอกจากนี้ นพ.ชัยสิทธิ์ ยังได้แนะนำให้รู้จักกับศูนย์จักษุ 24 ชั่วโมง ของโรงพยาบาลเจ้าพระยา โดยสามารถตรวจสอบได้ทั้งความดันลูกตา เปลือกตา จอประสาทตา โดยมีเครื่องมือต่างๆ พร้อมสรรพ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การดูแลใกล้ชิด

 

สวยสดใน สุขภาพดี ก่อนวัยทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418239

สวยสดใน สุขภาพดี ก่อนวัยทอง

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดีนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา หากแต่สภาพสังคมปัจจุบันนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองนั้น ความแข็งแรงของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรู้จักดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเองตลอดจนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอทั้งในช่วงก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือน จึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทำความเข้าใจและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การวิจัยขององค์การอนามัยโลก พบว่าปัจจุบันผู้หญิงไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 79 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในอนาคตผู้หญิงไทยยังสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและแข็งแรงได้อีกหลายปีในช่วงหลังวัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป การที่ผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีนั้น ย่อมช่วยให้ร่างกายสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของฮอร์โมนในร่างกายผู้หญิงเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงภาวะวัยทอง และช่วงภาวะหลังวัยทอง ตั้งแต่อายุ 50-60 ปี ผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนนั้น อาจทำให้มีอาการต่างๆ เช่น ร้อนวูบ เหงื่อออกตอนกลางคืน ซึมเศร้า นอนหลับไม่สนิท ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ เช่น โรคกระดูกพรุน หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ความจำเสื่อม อันเนื่องจากร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น อยู่กับสภาพร่างกายและสุขภาพของแต่ละคนด้วย การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการเนื่องมาจากภาวะหมดประจำเดือน แนะนำให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต อย่างเช่น เรื่องการรับประทานอาหาร หรือออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด รวมทั้งการควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ไปจนถึงการให้ฮอร์โมนทดแทนในรายที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง

หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่เสมอ และไปตรวจเช็กร่างกายเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น มีการตรวจเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ ตรวจเช็กสุขภาพ หู ตา ฟัน และผิวหนังอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผมร่วงหรือผิวหนังแห้งคันผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความบกพร่องของฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อทำรักษาอาการต่างๆ ได้ทันท่วงที

การหลีกเลี่ยงความเครียดยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้หญิงก้าวผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของร่างกายทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือนได้อีกด้วย จิตใจเป็นสิ่งที่ทรงพลังและมีอิทธิพลอย่างมากต่อร่างกาย ถ้าหากปล่อยให้จิตใจมีความคิดเชิงลบ หรือมีความวิตกกังวัลอยู่บ่อยๆ แล้วย่อมสามารถทำให้ร่างกายมีปัญหาสุขภาพตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

แนะนำให้นั่งสมาธิ หรือคิดเชิงบวก และเขียนบันทึกความทรงจำในช่วงเวลาดีๆ เอาไว้ ตลอดจนหาเวลาเพื่อไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนและคนในครอบครัวอยู่เสมอ พฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ผู้หญิงใช้ชีวิตหลังวัยทองได้อย่างมีความสุขและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างดีอีกด้วย

การนอนหลับให้สนิทนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนที่ร่างกายของคนเราจะเริ่มผลิตฮอร์โมนที่ช่วยต่อต้านความแก่ชราได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าการนอนหลับให้สนิทนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน

“ไม่แนะนำให้ใช้ยานอนหลับสำหรับคนที่มีอาการนอนหลับยาก เนื่องจากว่าการใช้ยานอนหลับจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนสำคัญๆ ของร่างกาย แนะนำให้ใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การดื่มชาคาโมมายด์ ชาสมุนไพรอุ่นๆ หรือใช้น้ำมันหอมละเหยกลิ่นที่ชอบนวดผ่อนคลายก่อนนอน”

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะวัยทอง และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือน การดูและตัวเองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การคิดบวก การได้รับการสนับสนุนที่ดีจากคนรอบข้าง ตลอดจนการหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และไปตรวจเช็กร่างกายอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ที่จะช่วยให้พวกเธอก้าวผ่านวัยทองได้อย่างมีความสุข

 

3 เหตุผลดีๆ ที่ควรปั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418235

3 เหตุผลดีๆ ที่ควรปั่น

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนสงสัยว่า ทำไมเทรนด์ปั่นจักรยานถึงฮิตติดลมไปทั่วโลก มีคนช่วยหาเหตุผลดีๆ ที่ควรปั่น หนึ่งในนั้นคือเหตุผลด้านพลังงานช่วยโลก ลองอ่านดูและจะให้ดีก็ลองทำตามด้วยนะ

1.ปั่นเพื่อลดการใช้พลังงาน

การปั่นจักรยานนั้นเป็นที่ยอมรับว่า ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ยิ่งมีการใช้จักรยานมากเท่าไร สัดส่วนการใช้รถยนต์ก็ลดลงเท่านั้น และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อน ก็ผกผันลดลงตามกัน หากเดินทางไปทำงานด้วยจักรยานมากขึ้น ก็จะลดการพึ่งพาน้ำมันลง สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น แถมเป็นการเดินทางที่ประหยัดเงิน หลายประเทศทั่วโลกได้ค้นพบว่า การทำที่จอดรถสำหรับ 1 คัน สามารถจอดรถจักรยานได้มากกว่า 20 คัน การปั่นจึงทำให้เกิดการใช้พื้นที่ที่คุ้มค่ามากขึ้น

2.ปั่นเพื่อสุขภาพ

สามารถช่วยลดน้ำหนักและมีผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย นักปั่นมีต้นขาที่แข็งแรงมาก เพราะใช้ขา ก้น และน่อง ในการขับเคลื่อนจักรยาน ขณะที่ร่างกายส่วนบนใช้ควบคุมทิศทางการขับขี่ กล้ามเนื้อทุกส่วนทำงานอย่างแข็งขัน สัมพันธ์กันอย่างมีจังหวะ ความแข็งแรงนี้ทำให้ร่างกายมีพลังเพิ่มขึ้นด้วย หากปั่นจักรยานไปสักระยะหนึ่งจะพบว่าตัวเองมีแรงมากขึ้น และจากงานวิจัยยังช่วยลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้ดีถึง 65%

3.ปั่นสนุกแถมสร้างมิตรเพิ่ม

ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ พบว่ามักเป็นผู้มีบุคลิกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ด้วยรูปร่างที่ดีขึ้น สุขภาพที่ดีขึ้น ความมั่นใจนี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตให้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง คนหนุ่มสาวที่มีงานอดิเรกเป็นนักปั่นจักรยานมักทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพสูง เป็นผลจากการออกกำลังกาย มีความเครียดน้อย มีอัธยาศัยที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการพบปะผู้คนในสังคมใหม่ๆ ได้พบเพื่อนใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนในวงการต่างๆ

เห็นไหม ปั่นสนุกและได้มิตรเพิ่ม สุขภาพก็ดีด้วย สำคัญที่สุดคือคุณได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยประหยัดพลังงานที่โลกนี้มีอยู่จำกัด มีข้อดีเยอะแยะอย่างนี้ ใครที่ยังไม่เคยปั่น ต้องทดลองปั่นดูบ้างแล้ว

 

ขาดวิตามินบี อันตราย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/418007

ขาดวิตามินบี อันตราย!

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ   คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขาดเธอเหมือนขาดใจ แต่ขาดวิตามินบีสำคัญอย่างไร? มิใช่แค่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง แต่วิตามินบีเป็นสารอาหารสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ กล่าวว่า วิตามินบีมีความจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะเป็นสารอาหารที่ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ของปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ มากมาย คือ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติในทุกๆ วัน

หากขาดวิตามินบีจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะกับผิวหนัง เส้นผม สายตา ตับ และระบบประสาท สำหรับวิตามินบีนั้น ประกอบด้วยกัน 10 ชนิด และวิตามินบีแต่ละชนิดจะทำงานร่วมกัน เป็นส่วนประกอบสำคัญช่วยในการเผาผลาญอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้วิตามินบียังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและกระบวนการสร้างเม็ดเลือด เพื่อนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ได้อย่างทั่วถึงด้วย ดังนั้นหากขาดวิตามินบีตัวใดตัวหนึ่งจะทำให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกายได้

“ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินบีขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานเท่านั้น ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณวิตามินบีสูง ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ถั่ว รำข้าว ยีสต์ เครื่องในสัตว์ ตับ เนื้อหมู ปลา นมเปรี้ยว และผักใบเขียว เป็นต้น การเลือกรับประทานอาหารตามใจปากโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ และการนิยมรับประทานข้าวขาวขัดสีเป็นหลัก ประกอบกับการหุงต้ม ทำให้วิตามินบีในอาหารสูญเสียไปถึงร้อยละ 10-50 จึงทำให้เรามีโอกาสขาดวิตามินบีมากขึ้น

การรับประทานวิตามินบีเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง วิตามินบีเป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำ ร่างกายจะไม่เก็บสะสม ร่างกายจะใช้และขับออกไปในแต่ละวัน คนปกติควรได้รับวิตามินบีแต่ละชนิดในปริมาณ 25-50 มิลลิกรัม/วัน และควรได้รับวิตามินบีครบถ้วนทั้ง 10 ชนิด ในแต่ละวัน เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ สำคัญที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ”

ถ้าร่างกายขาดวิตามินบีส่งผลเสียระบบต่างๆ ของร่างกายมากมาย ไม่ใช่แค่การบำรุงสมอง ดังนั้นควรเริ่มดูแลตัวเอง ด้วยการใส่ใจในโภชนาการ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

 

ท่าชานุศีรษะพลิกตัวยกขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/417332

ท่าชานุศีรษะพลิกตัวยกขา

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในท่าศีรษะจรดเข่า หรือชานุศีรษาสนะพลิกตัวยกขา (Revolved Head-to-Knee Leg Raise Pose) นี้เป็นท่าพลิกแพลงจากท่าศีรษะจรดเข่าพื้นฐาน

ประโยชน์

– กดนวดบิดกระดูกสันหลัง ทำให้ข้อต่อ กระดูกหลังทุกส่วนได้รับการบริหาร

– บริหารเอวและสีข้าง

– ทำให้สะบักไหล่แข็งแรง

– ช่วยเปิดลำตัวด้านข้าง

– กดนวดอวัยวะภายใน ทำให้ไตทำงานดีขึ้น

– ทำให้เส้นเอ็นใต้ขายืดหยุ่น

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งพับขาซ้าย ส้นเท้าชิดต้นขา ขาขวาเหยียดตรงไปด้านหน้า ตั้งปลายเท้า หลังตรง

 

2 หายใจเข้า ชันเข่าขวาขึ้นไม่สูงมาก

 

3 หายใจออก สอดแขนขวาใต้ขาขวา คว่ำมือพับลงด้านข้างชิดสะโพก

 

4 หายใจเข้า มือซ้ายเอื้อมมาจับเท้าขวาด้านนอก

 

 

5 หายใจออก เปิดแขนซ้ายเปิดลำตัวด้านข้าง ให้แขนอยู่หลังศีรษะมือดึงเท้ายกขาขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 35 องศาหายใจเข้าออกลึกๆ 3-5ลมหายใจแล้วคลายท่าลดขาลง ทำสลับข้าง