สวยแบบมั่นใจ แม้หน้าสด…ก็ยังสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/417330

สวยแบบมั่นใจ แม้หน้าสด...ก็ยังสวย

โดย…แพทย์จีนสุรีย์รัตน์ เกกีงาม (พจ.โจว จิ้ง เหวิน) คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

เรื่องสวยๆ งามๆ กับผู้หญิงเป็นของคู่กัน ตั้งแต่โบราณมีคำพูดว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ซึ่งความมหัศจรรย์จากการเมกอัพสามารถเนรมิตหญิงสาวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งให้กลายเป็นเจ้าหญิงขึ้นมาได้ทันที

แต่ทว่าปัจจุบันเริ่มมีเสียงโอดครวญมาจากผู้ชายมากขึ้นว่ารับไม่ได้เมื่อเห็นแฟนตัวเองหน้าสด เช่น  ผมแทบช็อกเมื่อเห็นแฟนหน้าสดครั้งแรก เหมือนผมกำลังโดนหลอกลวง หรือมีข่าวจากต่างประเทศที่เจ้าบ่าวแจ้งความเจ้าสาวข้อหาทำร้ายจิตใจ หลังจากได้มีโอกาสเห็น “หน้าสด” ของเจ้าสาวครั้งแรกในคืนแรกของวันแต่งงานและพบว่าไม่สวยอย่างที่คิด ซ้ำร้ายยังน่ากลัวจนนึกว่าเป็นโจรอีกด้วย หรือเป็นตัวของฝ่ายหญิงเองก็แสดงความน้อยใจ เมื่อแฟนเห็นหน้าสดแล้วแต่กลับบอกว่า

“ทำไมเธอโทรมจัง ดูแลตัวเองดีๆ หน่อยสิ”

ทำไมจึงดูหน้าโทรมหรือแก่กว่าอายุ

ปัจจุบันผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น ด้วยภาระหน้าที่และวัยที่เปลี่ยนไป อีกทั้งผู้หญิงยังต้องตั้งครรภ์ เลี้ยงดูและให้นมบุตร รวมถึงการมีประจำเดือนทุกๆ เดือน ทำให้ร่างกายของผู้หญิงทรุดโทรมเร็วกว่าผู้ชาย ซึ่งการจะทำให้ความสาว ความสวย ความเปล่งปลั่งของผิวพรรณอยู่กับเราได้ยาวนานขึ้นนั้น ต้องบำรุงที่เลือดลมเป็นสำคัญ เพราะตลอดชีวิตของผู้หญิงเราเกี่ยวข้องกับเลือดเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเลือดลมดีผิวพรรณจะดี เลือดลมไม่ดีผิวพรรณหมองคล้ำ แม้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบมองผู้หญิงแต่งหน้า แต่ผู้ชายทุกคนก็คาดหวังว่าผู้หญิงของเขาจะต้องสวยแม้ไม่แต่งหน้าด้วยเช่นกัน

เพราะผู้หญิงต้องสวย ดังนั้นผู้หญิงจึงจำเป็นต้องมีการดูแลตัวเองที่มากกว่าและต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อใดที่รู้สึกว่าอ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ ผิวพรรณแห้งกร้าน ใบหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอย ดูหน้าแก่กว่าวัย มีสิวฝ้า ผมหงอกขาว อาการต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกถึงสภาพร่างกายที่กำลังร่วงโรย เราจึงควรรีบดูแลตัวเองและเติมพลังชีวิตให้กับร่างกาย ด้วยการรักษาจากภายใน เช่น การกินยาจีนปรับสมดุล บำรุงเลือดลมและอวัยวะภายในทั้งห้าให้แข็งแรง ซึ่งความงามตามคติแบบชาวตะวันออกคือผู้หญิงจะต้องสวยและมีสุขภาพดีควบคู่กันไป

เมื่อสมดุลร่างกายเป็นปกติ ปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดประจำเดือน ปากแห้ง อื่นๆ จะค่อยๆ หายไป ความงดงามจากภายในจะสะท้อนออกมาสู่ภายนอกได้เอง เช่น ผิวพรรณที่เรียบเนียนชุ่มชื้น ดวงตาเป็นประกาย ความกระฉับกระเฉง อารมณ์ดีแจ่มใส และครั้งนี้ถึงจะเปลือยหน้าสดก็ยังสวยมั่นใจ เป็น (เธอ) คนเดิมอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน ควรมีความตั้งใจและรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะทำให้ได้ผลในระยะยาว

 

อย่าละเลยการเก็บรักษา…อาหารแช่แข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/417028

อย่าละเลยการเก็บรักษา...อาหารแช่แข็ง

โดย…ผศ.ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย :chaleedab@hotmail.com

ปัจจุบันอาหารง่ายๆที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค อย่างข้าวไข่เจียว ข้าวผัดกะเพราะ ข้าวมันไก่ บะหมี่ ฯลฯ ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในรูปแบบอาหารแช่แข็ง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องต่อคิวซื้อที่ร้านหรือต้องมายุ่งยากในการเตรียมวัตถุดิบสำหรับปรุง อาหารเอง สามารถซื้อหามารับประทานได้ง่ายในทุกเวลาที่ต้องการ เรียกว่าหิวเมื่อไหร่ก็ส่งอาหารเข้าไมโครเวฟรอไม่เกิน 5 นาทีก็พร้อมรับประทาน

หากแต่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย ยังมีความเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอาหารแช่แข็ง โดยเฉพาะในประเด็นของการเก็บรักษาอาหารประเภทนี้ที่ต้องใส่ใจในการเก็บเพื่อ ให้สามารถรักษาทั้งรสชาติของอาหาร รวมถึงคุณค่าทางอาหาร ให้เหมือนกับอาหารปรุงสุกใหม่

อาหารแช่แข็งนั้นผ่านการวิจัยค้นคว้าและพัฒนามาเป็นเวลานาน และมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการแช่เยือกแข็งอาหารอยู่เสมอ อาหารแช่เยือกแข็งอาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน   ด้วยกระบวนการปรุงอาหารเช่นเดียวกันกับการทำอาหารของคุณพ่อบ้านและคุณแม่บ้าน ที่ต้องใช้วัตถุดิบในการปรุงที่มีคุณภาพดี สด สะอาด เพื่อให้ได้อาหารที่มีรสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภค ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง ซึ่งในกระบวนการแช่เยือกแข็งจะใช้ช่วงอุณหภูมิสำหรับเยือกแข็ง ที่ประมาณ -18 ถึง -20 องศาเซลเซียส

กระบวนการนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารน้อยมาก การแช่เยือกแข็งนี้ จึงถือเป็นการถนอมอาหารที่ช่วยรักษาความสด เพราะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ยับยั้งปฏิกิริยาทางชีวเคมีของอาหาร ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และปฏิกิริยาทางเคมีที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียของอาหาร ยิ่งเมื่อนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีมาปรุงเป็นอาหารด้วยแล้ว เมื่อผ่านกระบวนการแช่เยือกแข็ง ก็จะรักษาคุณภาพหรือชะลอการเสื่อมเสียของของอาหาร และกระบวนการนี้จะช่วยรักษาระดับคุณค่าทางอาหารให้ใกล้เคียงกับอาหารปรุงสุกเสร็จใหม่ได้

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะกระบวนการนี้เป็นการลดอุณหภูมิของอาหารให้ลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และนวัตกรรมการแช่เยือกแข็งสมัยใหม่สามารถทำให้อาหารแข็งตัวอย่างรวดเร็วด้วยอุณหภูมิต่ำมาก จึงสามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้เป็นระยะเวลานานโดยที่คุณค่าทางอาหารเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หรือมีค่าเทียบเคียงกับอาหารก่อนเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง

เมื่อได้อาหารแช่แข็งที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว กระบวนการสำคัญหลังจากนี้คือการเก็บรักษา โดยในตู้แช่ตามร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปจะตั้งอุณหภูมิในการเก็บรักษาไว้ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส อยู่ที่ประมาณไม่เกิน -18 องศาเซลเซียส เพราะหากอุณหภูมิไม่คงที่ในระหว่างการเก็บรักษาก็จะมีผลต่ออายุการเก็บที่จะลดลงด้วย

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอาจจะส่งผลต่อการละลายของน้ำแข็งและการกลับมาเป็นน้ำแข็งใหม่ ซึ่งส่งผลต่อเนื้อสัมผัสของอาหาร เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งและการกลับมาเป็นน้ำแข็งใหม่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์อาหาร ทำให้ฉีกขาด ไม่อุ้มน้ำ และมีเนื้อสัมผัสที่เหลว ไม่เหมือนอาหารที่ปรุงสุกใหม่

ดังนั้นการเก็บรักษาอาหารแช่แข็งอย่างถูกวิธีก่อนนำมาอุ่นรับประทานนั้นจึง เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยแนะนำว่าหากจะซื้ออาหารแช่แข็งจากร้านไปรับประทาน ควรเตรียมกล่องหรือถุงที่สามารถรักษาความเย็นได้มาด้วย โดยต้องเก็บอาหารไว้ทันทีที่ออกจากตู้ จากนั้นเมื่อกลับถึงบ้านต้องรีบนำเข้าตู้เย็นในช่องแช่แข็งที่ตั้งอุณหภูมิ ไว้ต่ำสุด เพื่อรักษาสภาพอาหารไว้

นอกจากนี้ ควรซื้ออาหารแช่แข็งในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่ควรซื้อกักตุนเอาไว้ทานหลายๆวัน และต้องดูฉลากที่ระบุวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้อาหารที่นำมาบริโภคนั้นใหม่ สด และหลีกเลี่ยงการเสื่อมเสียอันเนื่องมาจากการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม

เพียงเท่านี้ผู้บริโภคก็จะได้รับประทานอาหารแช่แข็งแสนอร่อยที่ยังคงคุณค่าทางอาหาร อย่างไรก็ตาม แนะนำให้รับประทานอาหารที่หลากหลาย ทั้งผักสด ผลไม้ รวมถึงอาหารปรุงสุกใหม่ และควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

 

เลือกอาหารที่เหมาะสมกับตัวเองออกเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/416606

เลือกอาหารที่เหมาะสมกับตัวเองออกเพื่อสุขภาพที่ดี

โดย…โยโมทาโร่

การรับประทานอาหารให้เพียงแค่อิ่มท้องยังไม่ดีพอเท่ากับรับประทานน้อยแต่ได้อาหารที่มีคุณค่า แต่จะดีที่สุดถ้าเราสามารถโปรแกรมอาหารที่เราจะรับประทานในแต่ละวันด้วยวิธีการกำหนดอาหารที่เหมาะสมกับตัวเองออกมา ด้วยวิธีการเลือกสรรการรับประทานอาหารตามจำนวนแคลอรีที่เพียงพอในแต่ละวัน และได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ รวมทั้งออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายในแต่ละวันไปพร้อมๆ กัน

เครื่องมือของการกำหนดอาหาร คือ เพลต เมทตอด (Plate method) หรือการแบ่งสัดส่วนของอาหารบนจานในแต่ละมื้อ ซึ่งเท่ากับว่าคุณอาจจะต้องเตรียมอาหารด้วยตัวคุณเองถึงจะได้ผลดีที่สุด โดยวิธีกำหนดสัดส่วนอาหารบนจานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบ่งสัดส่วน 50% ของจานอาหารให้เป็นพื้นที่ของผัก โดยผักนี้จะอยู่ในรูปแบบที่ไม่ได้ผ่านการทอด และใส่กะทิหรือส่วนผสมที่มีไขมันเพิ่มเข้าไป

อีก 25% ยกให้เป็นอาหารจำพวก แป้ง ธัญพืช เช่น ข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ข้าวโพด และอีก 25% ให้เป็นอาหารจำพวกแหล่งโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จากนั้นยังมีจานย่อยให้กับผลไม้อีกเล็กน้อย รวมทั้งนมอีก 1 แก้ว เสริมวิตามินและเกลือแร่ อย่างไรก็ดีเราไม่ควรเคร่งครัดกับการกำหนดอาหารแต่ละมื้อ บางมื้อที่เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องรับประทานแป้งมากกว่าสัดส่วนอื่นๆ มื้อต่อไปคุณก็อาจจะเพิ่มปริมาณผักหรือโปรตีน เป็นการชดเชยให้มากกว่าก็ได้

 

โลหิตจางในเด็ก สัญญาณอันตรายที่ไม่อาจละเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/416530

โลหิตจางในเด็ก สัญญาณอันตรายที่ไม่อาจละเลย

โดย..พุสดี

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาสาธารณสุขไทยมาตลอด ในฐานะโรคทางโลหิตวิทยาที่พบบ่อยที่สุด จากงานวิจัยของกรมอนามัยเมื่อปีที่แล้ว พบว่าเด็กไทยทุก 100 คน จะมีผู้ที่โลหิตจางสูงถึง 30 คน ซ้ำร้ายเด็กที่ขาดธาตุเหล็กและโลหิตจาง เมื่อนำไปทดสอบศักยภาพความฉลาดทางสติปัญญาหรือไอคิว พบว่ามีไอคิวที่ต่ำกว่าเด็กที่ไม่มีภาวะโลหิตจาง นั่นหมายความว่ายิ่งปล่อยให้เด็กอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็กนานๆ โดยไม่รู้ตัวยิ่งมีผลเสียต่อสติปัญญาของเด็ก

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร วิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคเลือดในเด็ก กล่าวว่า ร่างกายคนเรามีธาตุเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงในรูปของฮีโมโกลบิน และเก็บสะสมอยู่ที่ตับและม้าม ตั้งแต่ในระยะที่อยู่ในครรภ์มารดา ทารกแรกเกิดมีปริมาณฮีโมโกลบินสูง เมื่อคลอดแล้วทารกจะหยุดสร้างเลือดเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ แล้วจึงเริ่มสร้างเลือดโดยใช้ธาตุเหล็กที่สะสมไว้ตั้งแต่ขณะที่อยู่ในครรภ์

ธาตุเหล็กจะถูกใช้หมดเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้น ธาตุเหล็กจากน้ำนมแม่จะไม่เพียงพอ ควรให้ยาเสริมธาตุเหล็กแก่ทารกและให้อาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กสูงเช่นตับและเลือด ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก

สำหรับวิธีการป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็ก แนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้พาลูกไปตรวจเลือดเฉพาะค่า “ฮีโมโกลบิน” เมื่ออายุระหว่าง 6-12 เดือน หากพบว่าโลหิตจางแล้วเริ่มรักษาทันที เพราะหากค้นพบช้า อาจทำให้เด็กเสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของสมอง แม้ว่าการเจาะเลือดเด็กอาจจะดูโหดร้ายสำหรับเด็ก แต่ปัจจุบันมีวิธีตรวจที่ง่ายๆ แค่เจาะเลือดปลายนิ้วเพียงหยดเดียวใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที สามารถรู้คำตอบได้ทันที

 

ท่าโยคะ ช่วยบำบัด เส้นตึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/416148

ท่าโยคะ ช่วยบำบัด เส้นตึง

คนเมืองยุคนี้มีปัญหาพื้นฐานที่หนีไม่พ้นอาการปวดคอ ปวดหลัง จนบางคนต้องยอมอุทิศวันหยุดของตัวเอง ไปอยู่ในร้านนวดแผนไทย เพื่อคลายความเมื่อยล้า เพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ สองผู้บริหารดีกรีกูรูโยคะไทยครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ และ ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช แห่งโยคะแอนด์มี มีท่าโยคะพื้นฐานง่ายๆ อย่างท่าวีราภัทราสนะ หรือท่านักรบที่สามารถฝึกตามได้ง่ายเหมาะสำหรับทุกคนมา

แนะนำ

ประโยชน์ของท่านี้ คือ ช่วยให้หายใจได้ลึกขึ้นช่วยคลายความตึงของบริเวณคอ ไหล่ หลัง ข้อเท้า และเข่า (วิธีทำมีอยู่ในภาพประกอบ) สำหรับใครที่ติดใจ อยากลองฝึกท่าโยคะกลุ่มพื้นฐาน สามารถรับชมคลิปวิดีโอได้ ผ่านทางยูทูบ พิมพ์ yogaandmebkk

 

 

 

 

ท่า Modified Twist Janusrisasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415949

ท่า Modified Twist Janusrisasana

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าชานุศีรษะ (Janusrisasana) หรือท่าศีรษะจรดเข่า เป็นท่าพื้นฐานของโยคะ ช่วยกดนวดกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง ระบบย่อยและระบบขับถ่ายจะทำงานดีขึ้น ในชุดนี้จะมีการพลิกแพลงท่า ด้วยการจับเท้าบิดตัว ศีรษะลอดใต้ขา และยกขาขึ้นข้างเดียว ประโยชน์ที่มากขึ้น จะเพิ่มการบริหารลำตัวด้านข้าง กล้ามเนื้อไหล่ สะบักและแกนกระดูกสันหลัง ไปถึงหลังส่วนล่าง การยกขาจะไม่ยกสูง ให้ยกต่ำๆ ไว้ จะรู้สึกได้ถึงการดึงกระดูกสันหลังส่วนล่างและกล้ามเนื้อสะโพกได้ดีกว่าการยกขาสูง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาตรง เท้าชิด หลังตรง ยกแขนซ้ายขึ้น หายใจเข้า

 

2 หายใจออก ยืดก้มตัวไปด้านหน้า วางศอกซ้ายด้านนอกขาขวาข้างเข่า

 

3 พลิกมือซ้ายจับเท้าขวาด้านนอก

 

4 มือขวาอ้อมข้ามศีรษะ ไปจับปลายเท้าขวาด้านบน หายใจเข้า

 

5 หายใจออก มือดึงเท้ายกขาขวาขึ้นเล็กน้อยขาตรง พลิกบิดตัวให้ศีรษะลอดอยู่ใต้แขนขวา เปิดไหล่ขึ้น หายใจเข้าออกขณะค้างท่า 3-5 ลมหายใจ แล้วคลายท่าทำสลับข้าง

 

โรคข้อสะโพกเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415947

โรคข้อสะโพกเสื่อม

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสะโพกมากขึ้น โดยสถิติของโรคข้อเสื่อมข้ออักเสบเท่ากับ 3.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ที่มีอายุ 25 ปี พบว่า มีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 4.9% ที่อายุ 45 ปี พบว่า มีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 19.2% และเมื่ออายุถึง 60 ปี มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมสูงถึง 37.4%

นพ.วัลลภ สำราญเวทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคข้อสะโพกเสื่อมที่คนไทยเป็นกันมาก คือ โรคข้อสะโพกตายจากการขาดเลือด โดยโรคข้อสะโพกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น ทำให้กระดูกผิวข้อสึกกร่อน โรครูมาตอยด์

แต่สำหรับวัยกลางคนจากสถิติพบว่ามีปัญหากระดูกสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน สาเหตุเนื่องมาจากดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือบางคนทานยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดี ไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกซึ่งยื่นขึ้นไปด้านบนได้ เป็นสาเหตุทำให้หัวกระดูกสะโพกตายรวมถึงการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมาก่อน หรือกระดูกสะโพกหัก เป็นต้น

สำหรับอาการของโรคจะปวดสะโพกเรื้อรังทั้งในขณะขยับตัวและนอนหลับ รู้สึกตึงเมื่อเวลาลุกนั่งเจ็บเวลาเดินลงน้ำหนัก ขึ้นลงบันไดไม่สะดวก แนวทางการรักษาในแต่ละระยะของอาการไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ให้ยากายภาพจนถึงการผ่าตัด โดยการผ่าตัดแบบเดิมนั้นจะทำการผ่าตัดโดยเข้าทางด้านหลังสะโพก (posterior approach)หรือเข้าทางด้านข้างสะโพก (lateral approach)ซึ่งที่ผ่านมามีอุบัติการณ์ของการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 2.5 หมื่นราย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด โดยใช้“เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (direct anterior approach total hip replacement)” ซึ่งเป็นการผ่าตัดโดยการเข้าด้านหน้า ไม่ตัดกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกเจ็บปวดน้อย แผลเล็ก เคลื่อนไหวสะดวก ภาวะแทรกซ้อนน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว ลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมากขึ้น

การผ่าตัดรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเทคนิคนี้จะไม่มีการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพกทำให้ข้อสะโพกเทียมหลุดน้อยกว่าวิธีเดิม หลังผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทำงาน และเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นภายใน 4 สัปดาห์

 

พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร เม็ดสีกับผิวขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415946

พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร เม็ดสีกับผิวขาว

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

สัปดาห์นี้ พญ.ภาวิณี  ฤกษ์นิมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จะมาแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สีผิวแต่ละคนขาวหรือคล้ำไม่เท่ากัน

คุณหมอภาวิณี บอกว่า ในยุคนี้คนแถบเอเชียทุกคนล้วนต้องการมีผิวขาวสว่างใส เพื่อช่วยเสริมบุคลิก ความงามและสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง อย่างไรก็ตามสีผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาผิวคล้ำ ในขณะที่บางคนมีผิวขาวใส บางคนเป็นฝ้าและกระได้ง่าย ฯลฯ

ทั้งนี้ สีผิวที่เราเห็นเกิดจากเม็ดสีที่อยู่ในผิวหนัง ตัวหลักคือเม็ดสีเมลานินที่ให้สีดำ นอกจากนั้นยังมีแคโรทีนอยด์ เม็ดสีสีเหลืองและสีแดงจากฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงอีกด้วย สำหรับเมลานินเม็ดสีเป็นตัวการหลักที่ให้เกิดสีดำ ซึ่งสร้างจากเซลล์ชื่อเมลาโนไซต์ในผิวหนัง โดยกระบวนการสร้างเมลานินนั้นมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน

เมลานินมีสองชนิด คือ ยูเมลานิน (Eumelanin) และฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ยูเมลานินมีสีดำเข้มในขณะที่ฟีโอเมลานินมีสีดำแดงเมลาโนไซต์จะสร้างเมลานินเก็บไว้ใน “ถุงเก็บ” เรียกว่า เมลาโนโซม จากนั้นเมลาโนไซต์จะส่งเมลาโนโซมที่สร้างเสร็จแล้ว กระจายออกไปยังเซลล์ผิวหนังโดยทั่ว ทำให้เห็นสีผิวคล้ำขึ้น  เซลล์ผิวหนังเองมีการผลัดเซลล์ออกตลอดเวลา โดยจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคล เมลานินในเมลาโนโซมก็เช่นกัน จะมีการย่อยสลายตัวและหลุดลอกออกไปพร้อมๆ กับเซลล์ผิวหนัง ขบวนการสร้าง ถ่ายเท และสลายตัวของเม็ดสีนี้เกิดขึ้นวนเวียนอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ทำไมสีผิวไม่เหมือนกัน ข้อเท็จจริงก็คือ ทั้งคนผิวขาวหรือผิวคล้ำล้วนมีจำนวนเซลล์เมลาโนไซต์เท่ากัน ที่ต่างกันก็คือถุงเมลาโนโซมของคนผิวคล้ำจะมีเมลานินที่เจริญเต็มที่กว่า สีเข้มกว่า มีสัดส่วนยูเมลานินมากกว่า ตัวเมลาโนโซมเองก็มีขนาดใหญ่กว่า จำนวนเยอะ และย่อยสลายยากกว่าอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ความสำคัญของสีผิวจึงอยู่ที่เม็ดสีเมลานิน มีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอันตรายจากแสงแดด เปรียบได้กับยากันแดดที่ธรรมชาติให้ติดมากับผิวหนังมนุษย์นั่นเอง สังเกตเห็นได้ว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร ผิวจะคล้ำกว่าประชากรที่อาศัยในภูมิภาคอื่น โดยเป็นกลไกทางธรรมชาติที่อาศัยเมลานินในการปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้เป็นมะเร็งหรือเสื่อมสภาพจากการโดนแดดจัดและร้อนแรง ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่พบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคขาดเม็ดสีเมลานินแต่กำเนิด จะมีความเสี่ยงสูงมากในการเกิดมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

 

จังก์ฟู้ด คิดก่อนกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415364

จังก์ฟู้ด คิดก่อนกิน

โดย…วรธาร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เคยดูคลิปของ มอร์แกน สเปอร์ล็อก หนุ่มอเมริกันที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกด้วยการกินแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเป็นอาหารประเภทจังก์ฟู้ด (Junk Food) ขนาดจัมโบ้ทุกวัน วันละ 3 มื้อติดต่อกันนานถึง 30 วันไหม ถ้าใครได้ดูคงจะทำให้ผู้นั้นให้ความสำคัญและใส่ใจกับการกินอาหารมากขึ้น

คลิปนี้เขาตั้งใจทำเป็นสารคดีด้วยและตั้งชื่อเรื่องว่า “Super Size Me” มีการเดินเรื่องน่าสนใจ ชวนติดตามและรอลุ้นว่าชะตากรรมตอนจบเขาจะเป็นเช่นไร ปรากฏว่าหลังจากไปตรวจเช็กสุขภาพพบว่าร่างกายของเขาถูกหลายโรคคุกคาม เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ตับและไตมีปัญหา หรือแม้แต่ปัญหาเซ็กซ์เสื่อม เป็นต้น

ก่อนหน้ามอร์แกนจะตัดสินใจเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับโรคต่างๆ เขามีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยใดๆ เบียดเบียน เพราะมีการไปตรวจสุขภาพกับแพทย์ก่อนแล้ว แต่หลังจากกินแฮมเบอร์เกอร์ทุกวันและทุกมื้ออาหารติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน ร่างกายก็อุดมด้วยโรค ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารพวกนี้มีโทษมากกว่าประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คนก็นิยมกินเพราะสั่งแล้วรอเดี๋ยวเดียวก็ได้กิน เราจึงควรรู้จักจังก์ฟู้ดและการกินอย่างไรไม่ให้เป็นโรคอย่างที่ มอร์แกน สเปอร์ล็อก ประสบ

จังก์ฟู้ด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ เป็นส่วนย่อยของฟาสต์ฟู้ดและไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ ถ้ากินมากเกินไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารประเภทนี้ยกตัวอย่างเช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด ฮอตดอก น้ำอัดลม ลูกอม ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ส่วนใหญ่มีแต่คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล และเกลือ ไม่ค่อยมีวิตามินและใยอาหาร

การกินจังก์ฟู้ดที่เป็นแป้ง เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ อาจถูกปากหลายๆ คน แต่ถ้ากินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปจะทำให้ระดับของอินซูลินสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จริงอยู่ที่คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสารอาหารที่ช่วยให้พลังงานและช่วยซ่อมแซมร่างกาย แต่ถ้ากินบ่อยจะทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและทำให้รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนแรง

ขณะที่จังก์ฟู้ดจำพวกของทอด เช่น ไก่ทอด มันฝรั่งทอด มักจะใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวทอดเพราะราคาถูก ครั้นเมื่อเรากินไขมันจำนวนมากเข้าไปก็จะไปสะสมที่ตับและทำให้ตับทำงานผิดปกติ นอกจากนี้น้ำมันที่กินเข้าไปจะตกค้างในกระเพาะและเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ชอบกินผลไม้ยิ่งทำให้ย่อยยากจนเกิดปัญหาท้องผูกและโรคกรดไหลย้อนด้วย

นอกจากนี้ จังก์ฟู้ดที่ประกอบด้วยน้ำตาลอย่างน้ำอัดลมถ้ากินมากไปร่างกายจะได้รับน้ำตาลเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและฟันผุ ขณะที่เกลือปกติร่างกายเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยประมาณ 2.5 มิลลิกรัม ใน 1 วัน แต่จังก์ฟู้ดมีปริมาณโซเดียมเยอะ ถ้ากินมากก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ถึงแม้ว่าอาหารจังก์ฟู้ดไม่ค่อยมีประโยชน์ แถมยังก่อโทษกับร่างกายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกินบ่อยๆ อาจจะเดือนละครั้งก็พอ แต่ถ้าจะกินให้ได้คุณค่าก็ทำได้ไม่ยาก เช่น ถ้ากินพิซซ่าควรเลือกที่มีชีสน้อยๆ มีผัก พริกหวาน เห็ด สับปะรด มะเขือเทศ เพื่อช่วยเพิ่มใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ ไม่สั่งน้ำอัดลม แต่สั่งน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดแทน ถ้ากินไก่ทอดหรือพิซซ่า ควรกินสลัดผักเพื่อให้ได้รับวิตามินและใยอาหารเพิ่ม แต่ต้องเป็นน้ำสลัดไขมันต่ำและน้ำสลัดไม่มาก เป็นต้น

 

เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/415131

เลือกรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับคุณ

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายและใจ ควรออกกำลังกายในระดับที่รู้สึกค่อนข้างเหนื่อย คือหัวใจเต้นแรงขึ้น หายใจเร็วขึ้นแต่ไม่ถึงกับเหนื่อยหอบ วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ซึ่งช่วยพัฒนาความแข็งแรงของหัวใจและปอด แต่ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าตนเองมีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ต้องพยายามออกกำลังกายให้มากกว่าการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่วไป คือ มากกว่า 150 นาที/สัปดาห์ และจะได้ผลมากยิ่งขึ้นหากออกกำลังได้มากกว่า 250 นาที/สัปดาห์ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมากควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกมาก เพื่อลดการบาดเจ็บของ ข้อเข่า ข้อเท้า ส่วนการออกกำลังแบบใช้แรงต้านนั้นให้ใช้เป็นตัวเสริม เพื่อช่วยเพิ่มหรือคงมวลกล้ามเนื้อของร่างกายไว้ และจำกัดอาหารร่วมด้วย

การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อคำแนะนำ เน้นการออกกำลังกายโดยใช้แรงต้าน เช่น ใช้น้ำหนักตัว ถุงทราย ขวดน้ำ หรือตุ้มน้ำหนัก หันมาเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการเพิ่มกิจกรรมแอ็กทีฟขยับร่างกายในกิจวัตรประจำวันก่อนควบคู่กับการบริโภคอาหารอย่างสมดุลกันให้เป็นนิสัย เพิ่มความฟิตให้ร่างกาย