หยุดวงจรผิวแพ้ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414870

หยุดวงจรผิวแพ้ง่าย

สตรีที่นิยมแต่งหน้าเป็นประจำทุกวันคุณเคยสังเกตสัญญาณความอ่อนแอของผิวหน้าบ้างหรือไม่ ผิวที่มีสุขภาพแข็งแรงบางครั้งก็อาจถูกทำร้ายให้อ่อนแอได้จากสิ่งต่างๆ อาทิ การไม่ทำความสะอาดผิวหน้าได้ลึกซึ้งพอ การสัมผัสผิวหน้ารุนแรง รังสียูวีจากแสงแดด การทำเลเซอร์ ทรีตเม้นต์ที่ใช้ความร้อน รังสีหรือสารเคมีผลัดลอกผิวที่อาจปนเปื้อนในครีมบางชนิด

ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาความรู้ผลิตภัณฑ์ระดับภูมิภาค ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค อะคาเดมี เผยว่า สัญญาณความอ่อนแอของผิว ส่งผลให้ผิวหนังชั้นนอกบอบบางลงและอ่อนแอง่ายปลายประสาทในชั้นผิวจึงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ผิวจึงแสดงอาการของผิวอ่อนแออย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน เช่น อาการแดง แสบร้อน ระคายเคือง คันยิบๆ แห้งตึง ลอกเป็นขุยหรือมีผดผื่น เป็นต้น หากไม่รีบดูแลให้ผิวฟื้นตัว ก็จะยิ่งถูกสิ่งกระตุ้นทำร้ายซ้ำๆ จากวงจรการสื่อสารของปลายประสาทและเซลลผ์ิวหนงั ที่เสียสมดลุ จนคุณอาจกลายเป็นคนผิวแพ้ง่ายในที่สุด

เมื่อผิวเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ควรรีบดูแล“พักผิว” จากวงจรทำร้ายผิว ก่อนจะลุกลามเป็นผิวแพ้ง่าย โดยอย่าหยุดทาครีม แล้วล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าเพราะผิวอ่อนแอ เนื่องจากในความเป็นจริงน้ำเปล่าไม่สามารถล้างสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้างได้ และการปล่อยผิวที่บอบบางให้แห้งขาดการบำรุง จะยิ่งทำให้ผิวนั้นแย่ลงกว่าเดิม

ควรล้างหน้าอย่างเบามือด้วยเจลล้างหน้าสูตรสำหรับผิวบอบบางโดยเฉพาะ พร้อมทั้งซับหน้าอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงโฟมล้างหน้าที่ใช้อยู่เป็นประจำสักระยะ อีกทั้งยังต้องเลี่ยงการสครับขัดผิวหน้าอีกด้วย หากมีอาการแดงแสบร้อนจากการสัมผัสแสงแดด หรือหลังการทำเลเซอร์ทรีตเมนต์ อาจประคบด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดแช่เย็นบิดหมาด ไม่ควรใช้ผ้าเย็นที่มีน้ำหอม เพราะอาจจะยิ่งเพิ่มการระคายเคืองผิวได้

ห้ามขาดการทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื่นเสริมเป็นเกราะปกป้องผิวทั้งเช้าและเย็น โดยเลือกสูตรสำหรับผิวบอบบางและแพ้ง่าย ปราศจากไขสบู่ (Soap-Free) น้ำหอม (Fragrance-Free)และแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจระคายผิวได้ ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “ไฮโปอัลเลอจีนิค (Hypoallergenic)”ซึ่งยืนยันว่าผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง

 

ฟิตกล้ามท้องอย่างไรให้ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414868

ฟิตกล้ามท้องอย่างไรให้ได้ผล

กล้ามท้องเป็นส่วนที่ต้องใช้เวลาในการออกกำลังนานกว่าจะเห็นผล บางคนต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะมีซิกซ์แพ็กสักแผง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรมการออกกำลังกายและการดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งเรามีโปรแกรมในการออกกำลังกล้ามซิกซ์แพ็กที่ได้ผลรวมที่ดีสำหรับทุกคนมาฝากกัน

ซิตอัพทุกครั้งก่อนวอร์มดาวน์

กล้ามท้องเป็นส่วนที่ขึ้นยากที่สุด เพราะมีชั้นไขมันเกาะเป็นชั้นหนากว่าส่วนอื่นของร่างกาย ลองสังเกตดูสิครับ ว่าเวลาที่คุณซิตอัพไปหลายๆ เดือน คุณจะรู้สึกได้ว่ากล้ามท้องแข็งแรงขึ้น กดไปแล้วเป็นกล้ามเนื้อแข็งตัวแต่ไม่ยักจะเห็นกล้ามท้องขึ้น นั่นก็เพราะมีชั้นไขมันที่คุณจำเป็นต้องลดอาหารประเภทแป้งและไขมันลงอีก ดังนั้นเราจึงควรซิตอัพทุกครั้งหลังออกกำลังกายในแต่ละวัน หรือทางที่ดีที่สุดซิตอัพทุกวันก็สามารถทำได้ครับซิตอัพเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

เป็นประเด็นถกเถียงกันตลอดว่าต้องซิตอัพจำนวนเท่าไหร่ถึงจะได้ผล ส่วนมากเราจะซิตอัพกันโดยเฉลี่ย 100-200 ครั้ง อาจจะแบ่งเป็นท่าละ 25-50 ครั้ง คือจำนวนครั้งต่อท่าเฉลี่ยต่ำสุด ทีอ่อกแลว้มกัจะเห็นผลดีแต่จำนวนมากครั้งอาจไม่ใช่คำตอบของเรื่องนี้เสมอไปนักเล่นกล้ามมักจะให้ความสำคัญกับการโฟกัสกล้ามเนื้อต้องการออกแรง ด้วยการยกน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างช้าๆ เน้นออกกล้ามเนื้อในส่วนที่ต้องการ หรือบางคนเล่นน้อยครั้ง แต่เพิ่มการกอดลูกน้ำหนักให้กล้ามท้องออกแรงอย่างเต็มที่ก็ได้ผลดีเช่นกัน

อย่าออกท่าเดิมซ้ำซาก

กล้ามเนื้อหน้าท้องเมื่อเราเล่นซิตอัพใหม่ๆ คุณจะรู้สึกปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างมากเพราะก่อนหน้านี้กล้ามท้องแทบไม่เคยออกกำลังหนักๆ มาก่อน แต่เมื่อคุณเล่นไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ คุณจะไม่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องได้ออกแรงหรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องเลย แม้คุณจะซิตอัพไปกว่า 400 ครั้ง นั่นก็เพราะกล้ามเนื้อได้ปรับตัวรับการออกกำลังกายในรูปแบบที่คุณฝึกเป็นประจำลองวางโปรแกรมสลับสับเปลี่ยนท่าใหม่ทุก2 สัปดาห์ เช่น ครึ่งเดือนแรกคุณออกท่านั่งซิตอัพปกติ ครึ่งเดือนหลังเปลี่ยนจากท่ายกตัวเป็นนั่งแล้วยกหัวเข่าลอยเข้ามาชิดอกให้มากที่สุด ผ่านไปอีกครึ่งเดือนเปลี่ยนไปใช้ท่าดึงโหนบาร์แล้วยกขาลอยเพื่อบริหารกล้ามท้อง คุณจะรู้สึกได้เลยว่ากล้ามท้องออกแรงมากกว่าปกติเพราะยังมีกล้ามมัดเล็กอีกหลายส่วนที่คุณยังไม่ได้บริหารนั่นเอง ลองหาท่าบริหารกล้ามท้องสัก 6 ท่า รวมทั้งเพิ่มลูกน้ำหนักในการเล่นเข้าไป จะช่วยให้การเล่นกล้ามท้องมีประสิทธิผลมากขึ้น

หมั่นวัดชั้นไขมันหน้าท้อง

รูปร่างที่ดีไม่ได้วัดกันที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียว น้ำหนักเป็นเพียงตัวเลขภาพโดยรวมแต่รูปร่างที่ดีไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักที่ลดลงบรรดานายแบบนางแบบที่เล่นฟิตเนสจะไม่ได้ใส่ใจตัวเลขน้ำหนักมากเท่ากับภาพรวมรูปร่างที่ดี พวกเขาจะจริงจังกับการวัดชั้นไขมันใต้ผิวหนังเสียมากกว่า แนะนำว่านอกจากเครื่องชั่งดิจิทัลแล้วคุณควรมีเวอร์เนีย หรือไม้บรรทัดมาวัดความหนาของชั้นไขมัน ด้วยการบีบผิวหนังหน้าท้องแล้ววัดความหนาของเนื้อจดบันทึกทุกสัปดาห์เพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าชั้นไขมันหนาไม่เกิน 1 ซม. ก็ถือว่าใช้ได้สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ถ้าต้องการให้เห็นกล้ามเนื้อสวยๆ อาจจะต้องรีดไขมันให้เหลือบางกว่านี้ครับ

 

ท่าปลาโลมา แยกขาด้านข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414537

ท่าปลาโลมา แยกขาด้านข้าง

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าปลาโลมา (Makarasana) แยกขาด้านข้าง (One-Leg Side Split Dolphin Pose) เป็นท่าที่มีความยากระดับกลาง ผู้ฝึกใหม่อาจจะเริ่มจากการทำท่าสุนัขก้มไปก่อนในช่วงแรก หากมีกำลังแขนมากขึ้นและกล้ามเนื้อไหล่และข้อต่อแข็งแรงแล้ว จึงจะลองฝึกท่านี้

ประโยชน์

– ทำให้แกนกลางลำตัวแข็งแรงเป็นท่า Inversion ที่ทำให้เลือดมาเลี้ยงศีรษะ ลดอาการปวดไมเกรน และโรคความดันสูง

– ฝึกให้ปอดและหัวใจทำงานดีขึ้น

– กล้ามเนื้อไหล่ หลังและแขนแข็งแรง

– ลดไขมันต้นขา ปรับสรีระขาให้สวยงามขึ้น

– บริหารข้อต่อสะโพก

– กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 คุกเข่าในท่าแมว เข่าห่างเท่า สะโพกจิกปลายเท้าที่พื้นส้นเท้าตั้ง ขึ้น วางศอกที่พื้นระดับไหล่ มือ ประสานกันด้านหน้า

 

2 หายใจเข้า หายใจออก เหยียดขาตรง ยกสะโพกขึ้นสูง เท้าราบ ไปกับพื้น ลดศีรษะและหลังให้เป็น แนวเดียวกัน พยายามให้ศีรษะ ต่ำกว่าไหล่เล็กน้อย หายใจเข้าออก ยาวๆ ลึกๆ

 

3 หายใจเข้า ยกขาขวาขึ้นสูง ขาตรง พยายามให้สะโพกสองข้างเท่ากัน และไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน

 

4 หายใจออก ฉีกขาขวาออกด้านข้าง ระดับสะโพก พยายามให้ตั้งฉากกับ พื้น ค้างท่า หายใจเข้าออกลึกๆ 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

 

การบำรุงสุขภาพใบหน้าด้วยการฝังเข็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414536

การบำรุงสุขภาพใบหน้าด้วยการฝังเข็ม

โดย…คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

ทฤษฎีพื้นฐานของการเสริมความงามในวิถีทางแพทย์จีน1.อวัยวะจ้างทั้ง 5 กับความงามระบบของร่างกายอาศัยอวัยวะจ้างทั้ง 5 เป็นศูนย์กลาง มีเส้นลมปราณเชื่อมสัมพันธ์กับอวัยวะฝู่ภายใน สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบการทำงานจากภายในออกสู่ภายนอก ทางทวารและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง เช่น

หัวใจ – สะท้อนให้ทราบถึงความปกติที่ใบหน้าเลือด และลิ้น
ปอด – สะท้อนออกมาที่เส้นผม ผิวหนัง และจมูก
ม้าม – สะท้อนออกที่ริมฝีปาก กล้ามเนื้อ และปาก
ตับ – สะท้อนออกมาที่เล็บ เอ็น และดวงตา
ไต – สะท้อนออกมาที่เส้นผม กระดูก หู

และทวารเบา

หรือจะพูดอีกลักษณะได้ว่า ภายในคือความสมบูรณ์ของอวัยวะจ้างเป็น “เปิ่น” (เป็นแก่น) โดยที่ภายนอก คือ ทางผิวหนัง จมูก ริมฝีปาก ฯลฯ เป็น “เปียว” (เป็นเปลือก) หากภายในปกติสมบูรณ์ดี ภายนอกคือ “เปียว” ย่อมสะท้อนให้เห็นปกติสมบูรณ์ดูดีด้วย จากหลักการนี้การส่งเสริมความงามแบบการแพทย์จีน จึงมุ่งเน้นไปที่ เปิ่น มากกว่า เปียว

หัวใจกับความงาม

มีความสัมพันธ์กับทางหลอดเลือดและทางเสิน1.ความสัมพันธ์กับทางหลอดเลือด : เส้นลมปราณทั้ง 12 เส้น ล้วนมีทิศทางขึ้นสู่ส่วนบนศีรษะทั้งแบบโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งเส้นลมปราณคือทางเดินของชี่และเลือด ฉะนั้นบริเวณใบหน้าจึงเป็นอาณาบริเวณที่สะท้อนได้ดีถึงเลือดลมที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะใบหน้าที่มีผิวค่อนข้างบาง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่า หัวใจในด้านหลอดเลือดสมบูรณ์ปกติหรือไม่นั้นสามารถดูได้จากใบหน้า2.ความสัมพันธ์ทางด้านเสิน : “เสิน” หมายถึง ภาวะที่ร่างกายแสดงออกมาให้ทราบว่ามีชีวิต โดยดูได้จากสีหน้า ประกายแววตา การตอบสนองการเคลื่อนไหว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้อีกว่า มีเสินชี่ หรือเสินมีพลัง นั่นหมายถึงคนคนหนึ่งแม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่ไม่มีพลังของเสินย่อมแลดูไม่มีชีวิตชีวา ไม่สดใสไม่มีสง่าราศี เช่น ในช่วงเจ็บป่วยนั้น ต่อให้เป็นคนสวยหน้าตาดี แต่จะดูออกได้ว่าไม่มีพลังของเสิน การดำรงอยู่ของเสิน จำเป็นต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยเลือดของหัวใจ จึงจะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นปกติเมื่อหัวใจมีเลือดสมบูรณ์ คนคนนั้นจะมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวดีมีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว หากไม่พอจักดูเซื่องซึม ไม่มีราศี นอนไม่หลับ ฝันมาก หลงลืมง่าย เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนจีน มักจะเน้นว่าเสินกับรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเอกภาพเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นความงามอันสุดยอด ด้วยเหตุนี้การบำรุงหัวใจเพื่อให้เกิดเสินที่สมบูรณ์ จึงมีความสำคัญต่อการเสริมความงามด้วย

ปอดกับความงาม

สุขภาพผิวจะดูดีที่สำคัญอยู่ที่ปอด หมายความว่าเราต้องทำความรู้จักก่อนว่า ปอดมีหน้าที่อะไรบ้าง1.ปอดมีหน้าที่กระจายเว่ยชี่ : เว่ยชี่มีแหล่งเกิดจากม้าม โดยม้ามจะแปรสภาพสารอาหารแล้วส่งลำเลียงขึ้นมาให้ปอดช่วยทำหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งร่างกาย โดยที่เว่ยชี่จะถูกปอดผลักดันไปสู่บริเวณภายนอกคือ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังมีหน้าที่ปกป้องปัจจัยก่อโรคได้ ช่วยให้กล้ามเนื้อมีอุณหภูมิคงที่ ช่วยควบคุมการปิดเปิดรูขุมขนเพื่อระบายเหงื่อและระบายของเสียออกจากผิวหนัง หรือจะพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า หน้าที่ของผิวหนังส่วนมากก็คือหน้าที่ของเว่ยชี่นั่นเอง หากชี่ปอดไม่พอหรือชี่ปอดถูกขัดขวางกระจายออกย่อมส่งผลให้เว่ยชี่รือเว่ยหยางติดขัดทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนัง เมื่อเว่ยชี่อ่อนแอจะทำให้ผิวหนังขาดการหล่อเลี้ยง มีอุณหภูมิลดลงจะเป็นแผลจากความเย็นได้ง่าย เหงื่อออกผิดปกติ ความสามารถในการต้านทานโรคจากภายนอกผิวหนังจะลดลงทำให้เกิดลมพิษ แพ้สารต่างๆ ได้ง่ายและผิวแห้งด้วย หากเว่ยหยางกระจายไม่ออกจะเกิดเป็นความร้อนสะสมแล้วต่อมาความร้อนจะทำให้เกิดเป็นตุ่ม หนอง แผลเปื่อยได้ง่ายหรือโรคผิวหนังต่างๆ

2.ชี่ปอดมีหน้าที่ช่วยกระจายน้ำไปสู่บริเวณผิวหนัง เส้นขน ทำให้ผิวหนังเกิดความชุ่มชื้นหรือมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่สม่ำเสมอ โดยทั่วไปหากผิวหนังขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงจะทำให้ผิวแห้ง สภาพผิวเสื่อมลงเร็วเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดรอยย่นตกสะเก็ด หรือแตกแห้ง จึงควรให้ความสำคัญต่อการขจัดความร้อนที่ปอดเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมอินเพิ่มจิน (เย่)

 

นวดใบหน้าด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414069

นวดใบหน้าด้วยตัวเอง

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

วัยเพิ่มขึ้น ความเครียด สารอาหารไม่ครบถ้วน ล้วนแต่มีผลให้มวลกล้ามเนื้อผิวลดน้อยลง ส่งผลให้ผิวไม่อิ่มเอิบ ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ผิวหย่อนคล้อยในที่สุด ซึ่งตามแนวคิดของเครื่องสำอาง ซุคขุ (Suqqu) มีความเชื่อมั่นว่าผิวพรรณสวยดูเปล่งประกาย มีความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของกล้ามเนื้อกระดูกโครงหน้า รวมไปถึงการไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลือง ซึ่งนำไปสู่การนวดหน้าแบบ Gankin คำนี้แปลว่าการบริหารกล้ามเนื้อหน้า ใช้ศาสตร์การนวดด้วยข้อนิ้วกดลงกระดูกโครงหน้า (Bone Structure) แรงกดเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง และโลหิต (Lymph & Blood Circulation)

เครื่องสำอางชั้นดีจากญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ เจ้าหน้าที่ หรือเรียกว่า SC-Suqqu Consultant ที่ผ่านการอบรมท่านวดได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีวิธีการนวดที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครซึ่งโดยทั่วไปนอนเตียงนวด แต่ที่นี่บริการนวดหน้าในท่านั่ง โดยผู้นวดอยู่ด้านหลังเรา ซึ่งเป็นวิธีนวดที่ไปทำเองหน้ากระจกด้วยตัวเองได้ด้วย ลองมาทำกันดู

1.เริ่มจากหน้าผาก ช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว และลดความบวมบนใบหน้าได้ด้วย กำมือโดยใช้ข้อนิ้วข้อแรกกดไล่ขึ้นไป 3 จุด จากขมับ (ปลายคิ้ว) แล้วไล่กดขึ้นไปช่วงกลางหน้าผาก และไรผม

 

2.รอบดวงตา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ขจัดของเสียรอบดวงตา ใช้นิ้วกลางกดเบาๆ รอบเปลือกตา แล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนางกดไล่หว่างคิ้ว วนเบาๆ ไปขมับ แล้วใช้นิ้วชี้ กลาง นาง กดไล่น้ำเหลืองลงมาถึงลำคอ ใช้ข้อนิ้วโป้งกดหว่างคิ้ว 4 จุด สันจมูกกดเข้าหากันแล้วกดยกขึ้นด้านบน กดน้ำหนักยกขึ้นตามแนวกระดูกคิ้วที่จุดเหนือตาดำและจุดสูงสุดของคิ้ว แล้วกดไล่น้ำเหลืองจากขมับ ไล่ลงมาลำคอ

3.รอบปาก ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มุมปากดูยกขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง วางนิ้วโป้งไว้ใต้ค้าง แล้วปลายนิ้วชี้อยู่หว่างคิ้ว (ให้มือเป็นสามเหลี่ยม) ออกแรงกด

4.จมูก ขจัดสิ่งสกปรกล้ำลึก ใช้นิ้วกลางกดปีกจมูกขึ้นลงเป็นครึ่งวงกลม ทำ 15 ครั้ง

5.แก้ม ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ขากรรไกร กำมือใช้นิ้วข้อที่สองกดช่วงกรอบหน้า ไล่กำปั้นขึ้นไปช่วงฟันบน/ล่าง สบกัน ขยับกำปั้นขึ้นลงโดยให้ข้อนิ้วกดอยู่จุดเดิม แล้วเลื่อนไปทางข้างหูแล้วรีดลงช่วงลำคอ

 

6.ขากรรไกร ช่วยให้ไขมันกระจายตัวออก กรอบหน้าดูคมชัด ใช้นิ้วชี้อยู่บนคางและนิ้วกลางใต้คาง แล้วดึงจากใต้คางไปหาใบหู

7.โหนกแก้ม ใบหน้าแลดูยกกระชับขึ้น มือขวานวดแก้มซ้ายให้นิ้วโป้งอยู่ใต้คาง นิ้วชี้ข้างจมูก ค้างไว้ 3 วินาที ลากมือไปหาใบหูแล้วลูบลงไปที่คอ มือซ้ายนวดแก้มขวาเช่นเดียวกัน

8.ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้า ลูบไล่น้ำเหลืองได้โดยใช้ทั้งสองมือวางนิ้วโป้งไว้ใต้คาง นิ้วชี้หว่างคิ้ว ให้ฝ่ามือแนบใบหน้ามากที่สุดแล้วลูบไล่ขึ้นไปช่วงขมับ

9.ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการลูบไล้ ใช้นิ้วมือผ่ามือนาบสัมผัสผิวหน้า ใช้นิ้วนางและนิ้วกลางลูบไปตามสันจมูก ไปหว่างคิ้ว แล้วใช้นิ้วชี้ กลาง นาง กดกลางหน้าผาก กดเบาๆ ไปขมับ ไล่ลงลำคอ มีกฎนิดเดียวถ้าใครเพิ่งไปฉีดโบทอกซ์อย่าเพิ่งลองนวดเพราะการนวดแบบนี้ต้องใช้แรงกดด้วย

 

สัญญาณเตือนความเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414059

สัญญาณเตือนความเครียด

โดย…พุสดี

1.ปวดศีรษะบ่อย ปวดไมเกรน เพราะความเครียดส่งผลให้สารซีโรโทนินในสมองพร่องไป การขาดซีโรโทนินจะทำให้หลอดเลือดเกิดพองขยายและหดตัวมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้

2.ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและนอนไม่หลับ ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดการตึงตัว และทำให้มีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว รวมไปถึงกระตุ้นวงจรการนอนหลับให้ผิดปกติได้

3.เจ็บป่วยบ่อยๆ อย่างภูมิแพ้ ซึ่งถือเป็นโรคยอดฮิตของคนเมือง เพราะความเครียดจะไปกดระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่องไป จึงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร เพราะปัจจัยทางจิตใจมีผลทำให้สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารออกมามาก

 

มะเร็งปากมดลูก รู้ทัน ป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414057

มะเร็งปากมดลูก รู้ทัน ป้องกันได้

โดย…พุสดี

มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของหญิงไทยเป็นอันดับสอง รองลงมาจากมะเร็งเต้านม ทุกๆ 2 นาที จะมีผู้หญิงเสียชีวิต 1 คน พบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี ในงาน One Gift for One Life นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย อธิบายถึงสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกว่า จากงานวิจัยพบว่าเกิดจากเชื้อเอชพีวี ซึ่งสามารถพบได้ในที่อับชื้น เช่น ด้ามกดชักโครก ที่รองนั่ง ก๊อกน้ำ แต่สาเหตุหลักของการติดเชื้อคือ การมีเพศสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรหลายครั้ง มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ การสูบบุหรี่หรืออยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และสตรีที่ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

ในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากเป็นมากแล้ว จะสังเกตอาการหรือสัญญาณเตือนภัยของมะเร็งปากมดลูกได้จากการตกเลือดทางช่องคลอด โดยเลือดที่ออกจะมีลักษณะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างมีรอบประจำเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำออกปนเลือด ตกขาวปนเลือด และเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน เมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้นจะมีอาการขาบวม ปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและต้นขา ปัสสาวะเป็นเลือด และถ่ายอุจจาระเป็นเลือด

“มะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาและป้องกันได้ เพียงดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุกๆ 2-3 ปี รวมถึงการฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันต้นเหตุ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อเอชพีวี”

 

อัพเกรดสุขภาพให้เฟรชตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/414056

อัพเกรดสุขภาพให้เฟรชตลอดปี

เทรนด์การรับประทานอาหารคลีนและการออกกำลังกาย นพ.ประมวล จารุตระกูลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามแนวทางชีวจิต โฮมคลินิก แนะนำเทคนิคในการเสริมสร้างสุขภาพง่ายๆ ดังนี้

1.กินอย่างไรได้อย่างนั้น

อาหารรสหวานจัด มัน และเค็มจัด เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะรสหวานส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้องแทนข้าวหรือแป้งขัดขาว งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก โดยเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาหรือพืชตระกูลถั่วแทน ฯลฯ

2.แค่นอนหลับ 90 นาที ชีวิตก็เฟรชได้

ควรนอนหลับให้สนิทโดยไม่ตื่นอย่างน้อย 90 นาที เพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที ทำให้รู้สึกรีเฟรช อารมณ์ดี

3.อย่าทำงานหักโหม

ไม่ควรทำงานหักโหมและเครียดจนเกินไป สำหรับผู้ที่ทำงานออฟฟิศควรจัดท่านั่งให้เหมาะสม และลุกเปลี่ยนท่าทางอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อป้องกันอาการปวดตามร่างกาย นอกจากนี้ควรพักสายตาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง

4.พักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการนอนคือ เวลา 22.00-06.00 น. นอกจากนี้การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น

5.ออกกำลังกายวันละนิด

ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ โดยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น การเดินเร็ว 5 นาที สลับกับการเดินช้า 5 นาที ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง

 

ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413892

ขอประกาศอีกที ปีนี้ฉันจะผอม!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เป้าหมายช่วยให้เรารู้ว่า จะใช้ชีวิตอย่างไร “ปีนี้ฉันจะผอม” สำหรับสาวๆ ทุกคน เชื่อว่า นี่คือหนึ่งใน GPS นำทางของ (ทุก) ปีนี้ (อะแฮ่ม ไม่อยากพูดถึงหลายๆ ปีที่ผ่านมา)

ปีนี้ฉันจะผอม…ก็แล้วอะไรหนอที่ทำให้ฉันไม่ผอม อะไรหนอที่กั้นขวางทางฉันไว้ไม่ให้ไปถึงเป้าหมาย ในเมื่อฉันรู้ทุกอย่างซึ้งทุกอย่าง กินยังไงออกกำลังกายยังไงรู้หมดแต่ทำไม่ได้ ทำไมถึงทำไม่ได้…หนึ่งในคำตอบอาจคือกลไกทางจิตที่สาวอ้วนมองข้าม

พญ.กมลชนก เหล่าชัยศรี จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ เล่าให้ฟังว่า เป็นไปได้ที่ความอ้วนเกิดขึ้นจากภาวะจิตใจ รู้ว่าจะต้องกินยังไง รู้ว่าจะต้องทำยังไง แต่กินไม่ได้และทำไม่ได้เพราะจิตใจไม่มีวินัย ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (ในทุกเรื่อง) คนอ้วนหลายคนหากศึกษาประวัติ จะพบว่า มีนิสัยควบคุมตัวเองไม่ได้ตั้งแต่เด็ก มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู รวมทั้งภาวะความเจ็บป่วยทางจิต

 

“คนเรามีธรรมชาติที่หิว และเป็นธรรมชาติของคนที่จะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีงานวิจัยที่ระบุว่า ถ้าปล่อยเด็กให้กินตามสบาย มีอาหารที่ดีกับอาหารที่ไม่ดีให้เด็กเลือกกินด้วยตัวเอง และเด็กได้เลือกโดยไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันใดใด ธรรมชาติของร่างกายจะสั่งสมองให้เลือกหยิบอาหารที่ดีมากิน และจะหยุดเมื่ออิ่ม นี่คือธรรมชาติที่แท้จริงในการกินของมนุษย์” พญ.กมลชนก เล่า

ถ้าธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนั้น ก็แล้วอะไรที่ทำให้มนุษย์ผิดไปจากธรรมชาติดั้งเดิม มนุษย์โลกกลายเป็นคนอ้วนถึงอ้วนมาก…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร (อุ๊ปส์) ทำไมคนถึงอ้วน ตอบได้ว่า เพราะ 1.สิ่งแวดล้อม (รวมการเลี้ยงดู) 2.กรรมพันธุ์ และ 3.จิตใจ ความอ้วนเกิดจากกรรมพันธุ์ได้ ขณะเดียวกันก็เกิดจากสิ่งแวดล้อม รวมถึงจิตใจได้เช่นกัน

การเลี้ยงดูในวัยเด็กมีส่วนหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งอ้วนหรือผอมเมื่อเติบโตขึ้น พ่อแม่กินอย่างไร ลูกกินอย่างนั้น อีกการเลี้ยงดูที่เข้มงวดหรือปล่อยปละละเลยในเรื่องการกิน ที่ส่งผลต่อวินัยรวมทั้งทรรศนคติ กลายเป็นกลไกทางจิตและกรอบความคิดเรื่องการกินทั้งชีวิตของคนคนนั้น

 

อะไรคือการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อทัศนคติเรื่องอาหาร พญ.กมลชนก กล่าวอีกว่า ในบางครั้งก็เป็นทัศนคติของพ่อแม่เอง รวมทั้ง “วิธี” ที่พ่อแม่ใช้ควบคุมลูกบนโต๊ะอาหาร ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงการคิดและการตัดสินใจในการกินและการควบคุมตัวเองเมื่อโตขึ้น เรื่องนี้อธิบายให้เห็นภาพถึงสงครามบนโต๊ะอาหารใน 4 รูปแบบ ดังนี้

1.พ่อแม่ที่เข้าใจ และกำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการกิน และใช้วิธีกำกับอย่างเข้มงวดบนโต๊ะอาหาร

2.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ แต่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ แต่กำกับการกินของลูกอย่างเคร่งครัด ห้ามเด็ดขาด เช่น ถ้าไม่กินผักจานนี้ให้หมด ก็ห้ามลุกออกไปจากโต๊ะนี้!

3.พ่อแม่ที่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ แต่เลือกที่จะเลี้ยงลูกอย่างตามใจในเรื่องอาหาร ลูกอยากกินอะไรกินได้ทุกอย่าง รักลูกและต้องการ “เสิร์ฟ” ให้เพียงพอในสิ่งที่ดีที่สุด

 

4.พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจ และไม่กำกับเรื่องอาหาร หมายถึง พ่อแม่ในแบบที่หยวนๆ กินได้ทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร เวลากินคือเวลาแห่งความสุข เต็มที่…จัดมา ให้อาหารแต่ไม่ให้ขอบเขต (ในการกิน)

“พ่อแม่ช่างกำกับแต่ขาดความเข้าใจ เป็นปัญหาที่สุด กำกับเกิน บังคับเยอะ ปัญหาก็เยอะ เด็กกินอิ่มแล้วแต่ลุกไปจากโต๊ะไม่ได้ ต้องกินต่อให้หมดเพราะพ่อแม่บังคับ กลายเป็นประสบการณ์เอาชนะกันบนโต๊ะอาหาร เด็กจะเรียนรู้ว่าต้องกินอย่างไรเพื่อให้พ่อแม่มีความสุข ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ไม่มีความรู้ หรือในบางคนก็กินเพื่อเอาชนะ กลายเป็นประสบการณ์บนโต๊ะอาหารที่บิดเบี้ยวจากวัยเด็ก” พญ.กมลชนก กล่าว

หลายครอบครัวยังใช้เรื่อง “กิน” มากำหนดเด็ก ครอบเด็ก หรือใช้ในการกำหนดสิทธิของเด็กว่าจะได้หรือไม่ได้อะไร เราคงเคยได้ยินคุ้นๆ หูกันมาบ้าง เช่น “กินให้หมดเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นลูกจะไม่ได้ของเล่น” วิธีแบบนี้ไม่ควรใช้เลย เพราะอาหารควรเป็น “อาหาร” นั่นหมายถึงสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ไม่ใช่ “รางวัล” หรือ “เงื่อนไข” คนหลายคนกินเพื่อปลอบใจตัวเอง กินเมื่อเครียด กินเพื่อแก้แค้น ฯลฯ ทั้งหมดมาจากทัศนคติและการปลูกฝังในครอบครัว

 

กินให้เป็นเวลา กินให้พร้อมกัน หมดเวลากินก็หยุดกิน ในเมืองไทยพ่อแม่ไม่ค่อยกินข้าวพร้อมลูก ควรนั่งกินให้พร้อมกัน เมื่อหิวให้กิน เมื่ออิ่มให้หยุด ระหว่างกินไม่ดูทีวี ไม่ทำกิจกรรมอื่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งานวิจัยรายงานผลตรงกันว่า เด็กในกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นจะไม่อ้วน

นอกจากนี้ คือไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ นอกจากกินข้าวไม่พร้อมกัน ก็ยังไม่ออกกำลังกาย เลี้ยงลูกหน้าจอโทรทัศน์ อาหารที่ดีคืออาหารที่ทำกินสดๆ ใหม่ๆ ไม่ผ่านกระบวนการมาก แต่หลายครอบครัวไม่มีโอกาสหรือเวลาที่จะทำอาหารแบบสดใหม่ทุกครั้ง ต้องกินอาหารแช่แข็ง หรืออาหารขยะ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยนด่วน เพราะไม่อำนวยให้เด็ก (หรือผู้ใหญ่) ผอมได้

“ในที่สุดก็อยู่ที่เรา ถ้าเราตั้งใจจะมีวิถีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี จะผอมได้เอง ต้องเข้าใจว่าเราจะมีน้ำหนักที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีได้ ต้องปรับทั้งวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์และกรอบความคิด”

พญ.กมลชนก แนะให้มองว่า การกินไม่ใช่ประสบการณ์ทางรสชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นประสบการณ์ทางจิตใจด้วย ความสุขทางใจคือการกินอาหารที่ดี ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่หิว จึงไม่ต้องเติมเข้าไปตลอดเวลา แล้วก็จะไม่อ้วนไปเอง นั่นหมายถึงการที่เราต้องเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอ ก็จะหยุดหิวและไม่เรียกร้องอาหารแบบไม่รู้จบสิ้นไปเอง

 

เลิกคิดเรื่องน้ำหนัก ชีวิตนี้อายุจะยืนยาวหรือไม่ ไม่รู้และไม่สำคัญ สำคัญที่การดำรงอยู่ด้วยคุณภาพที่ดี ร่างกายของเรามีเพียงร่างกายเดียว ดูแลให้ดีที่สุด ดูแลร่างกายอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลจิตใจด้วย คิดให้ขาดว่าเราขาดอะไร

“คนอ้วนหลายคนมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ชีวิตว่างเปล่า ไร้ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย บางคนมีแต่น้อย การที่ไม่มีใครในชีวิตคือช่องโหว่และช่องว่างในชีวิต ที่หลายคนพยายามจะเติมให้เต็มด้วยอาหาร สมองหรือหัวใจมันเติมไม่ได้ด้วยการยัดอาหารลงไป แก้ไขด้วยการออกไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน คุยกันเพื่อเติมใจให้เต็ม ไม่ใช่กินๆๆๆๆ แต่อาหาร”

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพของสหรัฐ ผู้เขียน “กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่มีโรค” เล่าว่า ปัญหาการลดน้ำหนักไม่ได้เป็นเพราะความไม่เข้าใจกลไกการทำงานของร่างกาย เวลาที่น้ำหนักลดลงปริมาณหนึ่ง ระบบการเผาผลาญจะต่ำลง ในช่วงนี้ต้องเน้นการออกกำลังกาย

 

“การออกกำลังจะสำคัญในช่วงนี้ เพราะจะช่วยระบบการเผาผลาญที่ต่ำลงไปให้เพิ่มขึ้น ร่างกายจะใช้เวลาปรับตัว ในบางคนอาจนานถึง 6 เดือน ก็จะเป็น 6 เดือน ที่ต้องคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่น้ำหนักจะไม่เด้งกลับหรือโยโย่”

การปรับพฤติกรรมการกินต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องมีความเข้าใจถึงเฟสหรือระยะในการลงของน้ำหนัก ช่วง 6 เดือนแรกจะเป็นการไปให้ถึงเป้าหมาย 7-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น โดย 3 เดือนแรกจะเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวลงได้เร็ว จากนั้นจะเริ่มช้าและนิ่ง เดือนที่ 4 เป็นต้นไปจึงต้องเน้นที่การออกกำลังกาย ถือเป็นโกลด์พีเรียดที่ต้องเคร่งครัดและลดให้ได้มากที่สุด ช่วง 6 เดือนไปแล้วถือเป็นเฟสที่ 2 ของการออกกำลัง เมนเทนน้ำหนักตัวไม่ให้เด้งกลับ

“จัดระบบตัวเอง ดูแลน้ำหนักตัวเอง และเรียนรู้ทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเอง เช่น ปัจจัยที่ทำให้เราอ้วน ความเครียดในบางครั้งก็ทำให้กินมากกว่าปกติ สังเกตตัวเองและควบคุมให้ได้ รักษาอัตราการออกกำลังต่อเนื่อง น้ำหนักตัวจะลงไปเรื่อยๆ”

 

นอกจากนี้ คือ พฤติกรรมนอนดึก มีข้อมูลใหม่ๆ รายงานว่า คนนอนดึกมีความเสี่ยงอ้วน เพราะกินตอนกลางคืนและระบบอัตราเผาผลาญเฉื่อย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เพื่อสุขภาพที่ดี และทำให้เป็นนิสัย พฤติกรรมบางอย่างปรับได้ เช่น การชอบกินขนมหวาน ยังกินขนมหวานได้ แต่กินแค่ 1-2 คำ ก็เพียงพอ เพราะความสุขสูงสุดจากการกินอยู่ที่คำแรกและคำที่สอง เป็นต้น

“ลูกอ้วน เมื่อหันไปดูพ่อแม่ก็อ้วนเหมือนกัน พฤติกรรมการกินของเด็ก ซึมซับมาจากครอบครัว คนอ้วนหลายคนมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมจากการเลี้ยงดู”

เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ You are What You Eat อีกต่อไป แต่เป็น You are What You Shop ที่กลายเป็นเทรนด์ในต่างประเทศ เมื่อช็อปหรือซื้อของกินเข้าบ้าน เลือกซื้อสิ่งที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่ต้น ก็จะได้กินแต่สิ่งดีๆ เลิกซื้อขนมกรอบไร้ประโยชน์หรือน้ำอัดลม แต่เลือกซื้อผักผลไม้ติดบ้าน เป็นทางเลือกที่ (ต้อง) เลือกเมื่อหิวขึ้นมา

ตบท้ายด้วย พญ.กมลชนก อีกรอบว่า ความอ้วนเป็นเพียงมิติหนึ่งในชีวิต สำคัญกว่านั้นคือมาตรฐานน้ำหนักที่เหมาะสม การตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองน่าจะดีกว่าจะผอมหรืออ้วน ยิ่งไปกว่านั้น คือ การดูแลตัวเองให้มีความสุขทางจิตใจ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ความสุขของคนไม่ใช่ความเด่นดังและความร่ำรวย แต่คนที่มีความสุขที่สุด คือ คนที่มีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลดน้ำหนักแล้วจะรูปร่างดีสวยหล่อหรือมีความสุขขึ้นทันที ใจที่ไม่อิ่มทำให้ร่างกายไม่อิ่ม ยิ่งหิวก็ยิ่งกินและยิ่งอ้วน นี่อาจคือคำตอบที่สาวๆ ทั้งหลายค้นหาอยู่

ปีนี้ฉันจะผอม! ถ้าคุณพยายามแล้วแต่ยังไปไม่ถึงไหน อาจต้องหันมาทบทวนและประเมินใหม่ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ เชื่อว่า GPS สู่เป้าหมายการมีสุขภาพดี จะทำงานได้ดีขึ้น

 

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413265

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่ากบนอนคว่ำขาเดียว เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสะบักจม ปวดไหล่ เนื่องจากการทำงานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เป็นท่าที่ใช้ขามาช่วยกดสะบักไหล่ เพื่อบริหารข้อต่อหัวไหล่ รวมทั้งช่วยบริหารข้อต่อสะโพก ต้นขาและเข่าด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.นอนคว่ำ ตั้งศอกซ้าย โดยที่มือวางนอกเสื่อระดับอก ปลายนิ้วหันออกไปด้านข้าง แขนขวาคว่ำมืองอศอกตั้งฉากวางราบกับพื้น ศอกวางห่างออกจากลำตัวเพียงเล็กน้อย

 

2.หายใจเข้า หายใจออก งอเข่าขวามาชิดศอกขวา พยายามกดสะโพกลง หายใจเข้าออก

3.หายใจเข้

า หายใจออก ยกเข่าขวาขึ้นมาทับศอกขวา เลื่อนขึ้นมาให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ สะโพกไม่ลอย หายใจเข้าออกลึกๆ 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่า ทำสลับข้าง

 

ชุดท่า : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาท

โทร. 02-636-6758-9