รามาฯ ลุยผลิต ‘พยาบาลขั้นสูง’ รับมือสังคมสูงอายุสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413263

รามาฯ ลุยผลิต ‘พยาบาลขั้นสูง’ รับมือสังคมสูงอายุสมบูรณ์

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ภายในระยะเวลาอีกเพียง 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) โดยสมบูรณ์

แน่นอนว่างบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกังวลดังกล่าวมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอภิปรายในวงวิชาการเรื่องระบบสุขภาพ

ขัอเท็จจริงที่เกิดขึ้นและต้องยอมรับนั่นก็คือ ความพร้อมในการรับมือสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก การสร้างหลักประกันด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาล การยกระดับ และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการพยาบาล ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ

โครงการ  “Preparing for the Ageing Society” หรือโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีกับการผลิตพยาบาลเพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุจึงเกิดขึ้น และจะเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับปัญหาในอนาคตอันใกล้นี้

ผศ.ดร.เรณู พุกบุญมี ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนสำคัญในแวดวงวิชาชีพพยาบาล ฉายภาพการผลิต “พยาบาลวิชาชีพ” (APN : Advanced Practice Nurse) พยาบาลเชี่ยวชาญเฉพาะทางควบคู่ไปกับการผลิตพยาบาลทั่วไป

ผศ.ดร.เรณู กล่าวว่า พยาบาลถือเป็นกระดูกสันหลังของระบบสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลก เราในฐานะโรงเรียนพยาบาลจึงมุ่งมั่นที่ไม่ได้แต่เพียงผลิตพยาบาลเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านสุขภาพของประเทศ โดยพยายามมองไปข้างหน้าถึงประเด็นท้าทายระบบสุขภาพ และกำหนดทิศทางของโรงเรียนเพื่อเตรียมรองรับอนาคต

ประเด็นด้านสุขภาพที่ใหญ่มากในปัจจุบัน คือการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น จำนวน 9.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.5% ของประชากรทั้งหมด และในแต่ละปีจะมีคนสูงอายุเพิ่มขึ้นถึงปีละ 5 แสนคน

ผศ.ดร.เรณู อธิบายว่า ในปี 2568 ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” มีผู้สูงอายุ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดหรือในทุก 5 คน ของประชากรจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ขณะที่สหประชาชาติ คาดการณ์ว่าสัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และไทยก้าวเข้าสู่สังคมคนแก่เร็วกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนประมาณ 20 ปี

“คาดการณ์กันว่าเมื่อถึงปี 2562 ภาระทางการคลังจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วน 7.4-7.8 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ผศ.ดร.เรณู ระบุ

ประเด็นความท้าทายของระบบสุขภาพในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือการสร้างหลักประกันสุขภาพและการรักษาพยาบาล โดยความท้าทายของเรา คือ 1.ต้องการคนดูแล เพราะผู้ดูแลน้อยลง ทั้งพยาบาลที่ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่เป็นโรคกับการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย 2.โรงพยาบาลไม่พอรับผู้สูงอายุในอนาคต

ปัจจุบันสภาการพยาบาลซึ่งเป็นสภาวิชาชีพพยายามผลักดันการผลิตพยาบาลเพิ่ม ขณะเดียวกันก็พยายามผลักดันเพื่อให้มีทางออกใหม่ๆ อย่างเช่นการเพิ่มจำนวน ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง หรือที่เรียกว่า APN (Advance Practice Nurse) โดย APN ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะช่วยลดภาระแพทย์และลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ

ผู้เชี่ยวชาญพยาบาลขั้นสูง หรือ APN เป็นพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและรู้ลึกในแต่ละสาขากว่าพยาบาลทั่วไป ซึ่งมาจากการฝึกปฏิบัติทางคลินิกมายาวนาน พยาบาลกลุ่มนี้จึงมีทักษะที่สามารถดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อนขึ้นได้ ลดภาระของแพทย์ได้ และช่วยทำให้อัตราการอยู่โรงพยาบาลของผู้ป่วยลดลง ซึ่งส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐและในบางกรณีทำให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าการดูแลรักษาโดยแพทย์ในโรงพยาบาลอีกด้วย

 

นพ.พนธกร พานิชกุล แนะวิธีผ่าสะโพกแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/413262

นพ.พนธกร พานิชกุล แนะวิธีผ่าสะโพกแนวใหม่

ฉบับนี้ นพ.พนธกร พานิชกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct anterior approach total hip replacement) ซึ่งเป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่โดยผ่าตัดจากด้านหน้าข้อสะโพก เข้าระหว่างกล้ามเนื้อTensor fascia lata และ Sartorius โดยไม่มีการตัดกล้ามเนื้อใดๆ ขณะผ่าตัด

สำหรับรูปแบบการผ่าตัดนั้นผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ทำให้กายวิภาคไม่ผิดท่ามากนัก การใส่ข้อสะโพกเทียมทำได้ตรงจุด และสามารถประเมินความยาวของขาได้แม่นยำขึ้น มากกว่าการผ่าตัดแบบเดิม รวมถึงสามารถเอกซเรย์ขณะผ่าตัด เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการใส่ข้อสะโพกเทียมและประเมินความสั้นยาวของสะโพก โดยขนาดของบาดแผลผ่าตัดนั้นจะมีความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่ประมาณ 6 นิ้ว โดยสามารถซ่อนแผลใต้รอยขอบบิกินี่ หากผู้ป่วยต้องการอีกด้วย

นพ.พนธกร บอกว่า การผ่าตัดรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยเทคนิคนี้จะไม่มีการตัดกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อสะโพก ทำให้ข้อสะโพกเทียมหลุดน้อยกว่าวิธีเดิม เนื่องจากไม่มีการตัดกล้ามเนื้อที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความมั่นคงของข้อสะโพกเทียม สามารถผ่าพร้อมกัน 2 ข้างได้ในคราวเดียว อัตราการสูญเสียเลือดน้อยกว่า 550 cc/2 ข้าง เนื้อเยื่อเสียหายน้อย อัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัดลดลง เพิ่มความแม่นยำในการควบคุมความยาวของขา

อีกทั้งยังใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย ทำให้การฟื้นตัวของคนไข้เร็วกว่าปกติ ลดอาการเจ็บหลังผ่าตัด สามารถเดินได้โดยไม่มีการกะเผลกเอียงของลำตัว (limping) หลังผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทำงาน และเล่นกีฬาได้เร็วขึ้นภายใน 4 สัปดาห์

“ที่ผ่านมาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกโดยวิธีดั้งเดิมนั้น ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดวิธีใหม่ที่ผ่าตัดตรงสู่ข้อสะโพกด้านหน้าโดยที่ไม่ต้องตัดกล้ามเนื้อนี้ เป็นอีกทางเลือกใหม่ที่ช่วยตอบโจทย์ซึ่งเป็นผลดีในผู้ป่วยคือ เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวไว เคลื่อนไหวสะดวก ภาวะแทรกซ้อนน้อย” นพ.พนธกร ระบุ

 

ท่าฟิตแอนด์เฟิร์ม จาก Physique 57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/412541

ท่าฟิตแอนด์เฟิร์ม จาก Physique 57

โดย…Physique 57

สำหรับหนุ่มสาวผู้รักการออกกำลังกายก็คงจะรู้จัก ฟิซีค 57 (Physique 57) ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้สตูดิโอการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ล่าสุดจากนิวยอร์กที่เพิ่งมาเปิดในกรุงเทพฯ

ฟิซีค 57 สอนการออกกำลังกายแบบ “บาร์-เม็ทธอด (Barre-Method)” หรือ “บาร์ เวิร์กเอาต์ (Barre Workout)” ที่มีแรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อของนักเต้นบัลเลต์ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เป็นการสอนให้ทุกคนใช้ร่างกายของเราเป็นบอดี้เวต แมชชีน เน้นการออกกำลังโดยใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายภายในระยะเวลาอันแสนสั้น แต่ทว่าคุ้มค่าเพียง 57 นาที

นอกจากการออกกำลังกายที่สตูดิโอของฟิซีค 57 แล้ว ทุกคนสามารถฝึกการออกกำลังกายแบบนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เพียงแค่มีอุปกรณ์เสริมใกล้มืออย่างราวจับ โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบอล หรือลูกโป่ง นี่คือ 5 ท่าพื้นฐานของฟิซีค 57 แบบสเต็ปบายสเต็ปให้มาลองทำตามกันดู

Wide Second Position

 

1.Wide Second Position

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อช่วงต้นขา โดยใช้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง น่อง และกล้ามเนื้อช่วงเอวด้านข้างลำตัว

1.1 กางขาให้กว้างออก ถือลูกบอลด้วยมือทั้งสอง หันปลายเท้าออกด้านข้างเล็กน้อย

1.2 ยืดลำตัวตรง ย่อเข่าทั้งสองข้างลงให้สะโพกอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่า

1.3 ใช้ฝ่ามือทั้งสองบีบลูกบอลในระดับหน้าอก กางข้อศอกออกให้หันออกด้านข้าง ไม่เกร็งหัวไหล่

1.4 ย่อเข่าทั้งสองให้ต่ำลง ให้สะโพกอยู่แนวเดียวกับหัวเข่า ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง ระวังอย่าให้หลังแอ่น และเริ่มย่อขึ้นลงให้เป็นจังหวะที่ต่อเนื่องกัน ควรโฟกัสให้สะโพกอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่าตลอดเวลา

Curtsy

2.Curtsy

ท่านี้เน้นกล้ามเนื้อต้นขา ด้านใน ด้านนอก และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

2.1 วางแขนให้แยกออกจากกัน ให้ความกว้างอยู่ในระดับเดียวกับหัวไหล่ แยกปลายเท้าทั้งสองออกจากกันเป็นรูปตัววี วางส้นเท้าชิดกัน ให้หัวแม่เท้าห่างกัน 2-3 นิ้ว

2.2 เกาะราวจับ ขอบโต๊ะหรือเก้าอี้ โน้มหน้าอกไปข้างหน้า ทำมุม 45 องศา

2.3 ย่อเข่าทั้งสองข้างและก้าวเท้าขวาไปด้านหลังให้เฉียงไปทางไหล่ซ้าย

2.4 ย่อเข่าทั้งสองให้ต่ำลงอีกเล็กน้อย เข่าขวาควรอยู่สูงจากพื้นสัก 2-3 นิ้ว พยายามวางเท้าขวาไปด้านหลังให้ไกลเท่าที่จะทำได้ หันปลายเท้าทั้งสองข้างเฉียงออกเล็กน้อย และวางเท้าซ้ายราบกับพื้น

2.5 ย่อเข่าขึ้น-ลงให้มีระยะสูงต่ำ 2-3 นิ้ว ควบคุมการเคลื่อนไหวให้เป็นจังหวะ ต้องโน้มหน้าอกไปข้างหน้าตลอดการเคลื่อนไหว

2.6 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้ว ให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

Pretzel

3.Pretzel

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อช่วงสะโพก กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปข้างหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อช่วงเอวด้านข้างลำตัว

3.1 นั่งลงบนพื้น วางขาซ้ายไว้ด้านหน้าให้เข่าซ้ายงอทำมุม 45 องศา

3.2 วางขาขวาไว้ด้านหลังและงอเข่าขวาทำมุม 90 องศา หันหน้าอกไปทางซ้ายเล็กน้อย โน้มตัวไปข้างหน้า และวางมือทั้งสองข้างลงที่พื้นด้านหน้าเข่าซ้าย

3.3 ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลังและยกขาขวาขึ้นจากพื้น พอยต์ปลายเท้าขวาและยกให้สูงขึ้นกว่าหัวเข่า

3.4 ยกขาขวาค้างไว้ จากนั้นยกขึ้น-ลงเป็นจังหวะช้าๆ โฟกัสเพื่อใช้กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างเป็นตัวผลักดัน และอย่าลืมพอยต์เท้าตลอดเวลา

3.5 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้ว ให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

เคล็ดลับของ Physique 57 : อย่ากลัวถ้ารู้สึกไม่สบายที่กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง ถ้าคุณรู้สึกปวดๆ เกร็ง นั่นหมายความว่า คุณทำท่านี้ได้ถูกต้องแล้ว

Standing Pushup

 

4.Standing Pushup

ท่านี้เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างและกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

4.1 หันหน้าเข้าหาราวจับ หรือขอบโต๊ะ เก้าอี้ในบ้าน ยืนห่างจากราวจับ 1 ช่วงแขน วางมือลงจับราวให้กว้างเท่าช่วงไหล่ งอข้อศอก เล็กน้อย

4.2 โน้มหน้าอกไปด้านหน้าและย่อเข่าทั้งสองข้างลงเล็กน้อย

4.3 ยกส้นเท้าขวาขึ้นมาที่สะโพกด้านขวาและพอยต์เท้า

4.4 ดึงขาขวาไปด้านหลัง หัวเข่าจะชี้ลงพื้น ดันก้นกบมาด้านหน้าเล็กน้อย และเกร็งหน้าท้อง ดึงสะดือเข้าหากระดูกสันหลัง

4.5 งอเข่า ดันส้นเท้ามาหาสะโพก และเหยียดขาขวาออกไปด้านหลัง 2-3 นิ้ว พอยต์ปลายเท้า เริ่มดันขาขวาไปด้านหลัง เคลื่อนไหวช้าๆ พยายามเกร็งหน้าท้องเข้าไป และเหยียดกระดูกสันหลังให้ตรง

4.6 เมื่อทำตามข้อ 1-5 ครบแล้วให้เปลี่ยนมาทำซ้ำขาอีกข้างให้ครบสเต็ป

เมื่อทำได้ครบทั้ง 4 ท่าแล้ว อย่าพลาดมาเข้าคลาสกับเพื่อนๆ เพื่อเรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติม มาฟิตแอนด์เฟิร์มได้ที่ ฟิซีค 57 ชุมชนใหม่ของผู้รักสุขภาพและปรารถนาที่จะมีรูปร่างเพอร์เฟกต์

 

มหัศจรรย์แห่ง ‘ถั่วเมล็ดแห้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/412013

มหัศจรรย์แห่ง ‘ถั่วเมล็ดแห้ง’

โดย…วีณา ยศวังใจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ

มนุษย์รู้จักเพาะปลูกถั่วเพื่อบริโภคมานานหลายพันปีตั้งแต่สมัยยุคหิน ถั่วสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมทางอาหารของหลายชนชาติ ถั่วยังเป็นอาหารสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และถั่วจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต

ถั่วที่เราบริโภคกันโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ถั่วฝักเมล็ดไม่กลม (Bean) รับประทานได้ทั้งฝัก หรือรับประทานเฉพาะเมล็ด ถั่วฝักเมล็ดกลม (Pea) รับประทานฝักสดที่ยังไม่แก่เต็มที่ และสุดท้าย ถั่วเมล็ดแบน (Lentil) ลักษณะเมล็ดแบนคล้ายนัยน์ตาคน มีหลายสี

ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

 

ถั่วทั้ง 3 กลุ่มนี้ยังสามารถแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด คือ ถั่วน้ำมัน (Oilseed legume) มีโปรตีนและไขมันสูง สะสมพลังงานในรูปของไขมัน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อีกชนิดหนึ่งคือ ถั่วพัลส์ (Pulse) มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ สะสมพลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรต ในเมล็ดจึงมีแป้งสูง และเก็บเกี่ยวในรูปของถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วขาว ถั่วแดง ถั่วแดงหลวง ถั่วลูกไก่ และถั่วเลนทิล

‘ถั่วเมล็ดแห้ง’ แหล่งโปรตีนและใยอาหาร

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกในปี พ.ศ. 2552 ร้อยละ 63 เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ หรือกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไต โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นประชากรในประเทศกำลังพัฒนา มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น บริโภคอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด หรือมีไขมันมากเกินไป

ตารางแสดงปริมาณใยอาหารในถั่วเมล็ดแห้งเปรียบเทียบกับรำข้าวอบแห้ง เส้นสปาเกตตี และขนมปัง

 

การบริโภคถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคกลุ่ม NCDs ได้ เพราะในถั่วเมล็ดแห้งมีโปรตีนสูงกว่าธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี ถึง 2 เท่า แต่มีปริมาณไขมันและดัชนีน้ำตาลต่ำมากเมื่อเทียบกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์

ในเมล็ดของถั่วเมล็ดแห้งยังมีใยอาหารสูงทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งใยอาหารชนิดละลายน้ำจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันและน้ำตาล จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจะช่วยลดเวลาการสะสมของกากอาหารในลำไส้ใหญ่และขับถ่ายสะดวกขึ้น

เมล็ดถั่วพัลส์ต่างๆ ที่จำหน่ายใน ท้องตลาดเอธิโอเปีย

 

นอกจากนี้ ในถั่วเมล็ดแห้งยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี นักโภชนาการจึงกำหนดให้ถั่วเมล็ดแห้งรวมอยู่ในข้อแนะนำในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ในขณะที่โครงการอาหารโลก (World Food Programme) ได้บรรจุถั่วเมล็ดแห้งให้เป็นส่วนหนึ่งในถุงยังชีพหรือกระเช้าอาหาร (Food Basket) สำหรับผู้ประสบภัยหรือผู้ลี้ภัยในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ถั่วสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ไม่เพียงเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญต่อประชากรโลกในแง่ของโภชนาการเท่านั้น ถั่วเมล็ดแห้งยังเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาชนบทและมีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์อีกด้วย

ยูเอ็นประกาศให้ปี 2016 เป็นปีสากลแห่งถั่วพัลส์

 

ผลผลิตถั่วเมล็ดแห้งร้อยละ 70 มาจากประเทศกำลังพัฒนา และส่วนใหญ่ปลูกโดยเกษตรกรรายย่อย โดยมีอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตถั่วเมล็ดแห้งมากที่สุดในโลก คิดเป็น 1 ใน 4 ส่วนของผลผลิตรวมทั้งหมด

ถั่วเมล็ดแห้งที่ผลิตได้ทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 60 ใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์ เป็นการบริโภคในประเทศกำลังพัฒนามากถึง 3 ใน 4 ส่วน และมีแนวโน้มการบริโภคสูงขึ้นในประเทศที่มีรายได้น้อย เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น

ถั่วเมล็ดแห้งเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญของประชาชนในท้องถิ่น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ถั่วพัลส์ยังช่วยบรรเทาความหิวโหยและภาวะขาดแคลนอาหารของประชากรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแอฟริกาที่ประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการปลูกถั่วเมล็ดแห้งที่ปลูกได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงดิน ไม่ต้องใส่ปุ๋ยและไม่ต้องให้น้ำมากเหมือนถั่วเหลืองและถั่วลิสง

เมื่อปลูกถั่วพัลส์เป็นพืชหมุน เวียนสลับกับพืชผลอื่นๆ จะยิ่งช่วยฟื้นฟูสภาพดิน ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดิน และภายหลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดถั่ว สามารถไถกลบซากต้นถั่วเพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสดหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินดีขึ้นและปลูกพืชอื่นได้ผลผลิตมากขึ้น

กระเช้าอาหารของโครงการอาหาร โลกมีถั่วเมล็ดแห้งรวมอยู่ด้วย

 

นอกจากนี้ การผลิตถั่วพัลส์ 1 กิโลกรัม ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.5 กิโลกรัม ในขณะที่การผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม จะมีก๊าซเรือนกระจกออกมาสู่บรรยากาศสูงถึง 9.5 กิโลกรัม

ประโยชน์ของถั่วพัลส์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจานอาหารเท่านั้น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จึงประกาศให้ปี ค.ศ. 2016 เป็นปีสากลแห่งถั่วพัลส์ (International Year of Pulses 2016) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นแหล่งของสารอาหาร เป็นพื้นฐานทางโภชนาการและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรโลกอย่างยั่งยืน

ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ

 

ท่าธนูสลับขาตะแคงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:13 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411904

ท่าธนูสลับขาตะแคงตัว

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าธนู (Bow Pose) มี Variation หรือการแตกท่าไปได้หลากหลาย อาจจะไขว้ขาหรือแขนได้หลายแบบ ชุดนี้เป็นอีกหนึ่งการแตกท่าของท่าธนู โดยขาด้านหนึ่งจะอยู่ด้านหลัง อีกขาหนึ่งจะอยู่ด้านหน้าคล้ายท่าปัทมา (ดอกบัว) และพลิกตะแคงตัวไปด้านข้าง

ประโยชน์

· กดนวดกระดูกสันหลัง

· ยืดแขน สะบักไหล่ ช่วยเปิดข้อต่อหัวไหล่ ป้องกันไม่ให้เกิดหินปูนเกาะข้อต่อหัวไหล่

· บริหารข้อต่อสะโพก ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัด

· บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก

· บริหารข้อเข่า และข้อเท้า

วิธีปฏิบัติ

1.นอนคว่ำ พับขาขวามาชิดสะโพก มือซ้ายจับที่เท้าขวา มือขวาวางตั้งศอกระดับอก

 

2.หายใจเข้า หายใจออก ยืดขาขวาขึ้นสูง มือดึงขาขึ้นไปจนสุด หายใจเข้าออกสักครู่

 

3.ตะแคงตัวไปด้านซ้าย พับขาซ้ายมาไว้ที่หน้าขาขวา ยกมือขวาไปจับหลังเท้าซ้าย

 

4.หายใจเข้า หายใจออก พลิกตะแคงตัวไปจนเท้าขวาวางที่พื้น ไหล่ซ้ายจะถูกกดลงที่พื้น

 

5.หายใจเข้า หายใจออก พลิกหลังลงที่พื้น นอนหงาย ขณะที่มือยังจับเท้าทั้งสอง มือซ้ายดึงขาขวามาใกล้สะโพก หายใจเข้าออก 2-3 ลมหายใจ แล้วคลายท่าทำสลับข้าง

 

นักประชุมมือทองกับโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411903

นักประชุมมือทองกับโรค NCDs

โดย…คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

โรคกลุ่ม NCDs คือโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆ สะสมอาการทีละน้อย

เมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้างและพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคกลุ่มนี้ โรคกลุ่ม NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง โรคไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคตับแข็ง และโรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยมากถึง 70%

นักประชุมทั้งหลายมีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคกลุ่ม NCDs นี้เพราะต้องใช้ความคิดตลอดเวลา ต้องนั่งทั้งวันได้ขยับร่างกายน้อยมาก ซึ่งทำให้เลือดหมุนเวียนไม่ดี และอาหารว่างระหว่างประชุมที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ ชา กาแฟเบเกอรี่หวานมันอุดมด้วยไขมัน น้ำตาล แคลอรีสูง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็จะเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรง เกิดภาวะเส้นเลือดตีบ หรือน้ำตาลในเลือดสูง เราลองเปลี่ยนอาหารว่างระหว่างประชุมมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพแบบมีไอเดียกันดีไหม

ชาวจีนโบราณกล่าว “เหริ๋นอี่ซือเหว่ยเทียน” (&>0154;&>0197;&&9135;&>0026;&>2825;) เน้นว่าอาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต คนทุกคนต้องกิน แต่จะกินอย่างไรให้เป็นประโยชน์ กินแล้วไม่เกิดโทษกับร่างกาย ดังนั้นอาหารว่างระหว่างเบรกครั้งหน้าอาจเปลี่ยนมาเป็น เครื่องดื่มสมุนไพรเสิร์ฟร้อน ได้แก่ น้ำตะไคร้ น้ำขิงแก่ บรรเทาอาการท้องอืด น้ำมะพร้าว ช่วยขับสารพิษ ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ น้ำสำรองอุ่นๆ สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ขนมไทยแคลอรีต่ำหวานน้อย เช่น ตะโก้เผือก ขนมเปียกปูน วุ้นมะพร้าว น้ำรากบัว ปรับสภาพร่างกายไม่ให้ร้อนเกิน เหมาะสำหรับวันที่การประชุมเคร่งเครียด น้ำเก๊กฮวยผสมเก๋ากี้ บำรุงสายตาน้ำใบบัวบก ถั่วเขียวน้ำขิง สำหรับคนธาตุร้อน ถั่วแดงน้ำขิง บำรุงไต เมี่ยงคำหลากรสได้ประโยชน์จากสมุนไพรและไม่ทำให้อ้วน ข้าวเกรียบปากหม้อสีสวย บัวลอยน้ำขิงแปะก๊วย แป้งบัวลอยที่ผสมกับสีธรรมชาติหวานๆ จากใบเตย ฟักทอง และอัญชัน ทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น งาดำและแปะก๊วย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี หรือใช้ผลไม้สดตามฤดูกาลปลอดสารหรือยาเร่ง ประชุมเสร็จได้ทั้งงานได้ทั้งสุขภาพกลับบ้าน

การรักษาโรคกลุ่ม NCDs จำเป็นต้องรักษาตามอาการของโรคที่เกิดขึ้น และควรได้รับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ ซึ่งง่ายกว่าการรักษามาก โดยการลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจทำได้ยากในตอนต้น แต่ถ้าทำอย่างต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว ลองเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักประชุมยุคใหม่ที่ใส่ใจในสุขภาพกันดีกว่า

 

เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ มีสารพิษที่ตกค้างในตัวคุณบ้างไหม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411582

เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ มีสารพิษที่ตกค้างในตัวคุณบ้างไหม!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์/ โพสต์กราฟฟิก

ผู้บริโภคอย่างเราๆ เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า ทุกวันนี้กินผัก-ผลไม้ อิ่มสารอาหารหรืออิ่มสารพิษกันแน่ รู้หรือไม่ว่า จากการสุ่มตรวจยาฆ่าแมลงในเลือดทั่วประเทศพบว่า 1 ใน 3 ของเกษตรกรมียาฆ่าแมลงตกค้างในระดับมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ขณะที่ผู้บริโภคกลับพบยาฆ่าแมลงตกค้างในกระแสเลือดมากกว่าเกษตรกรเสียอีก!

ข้อมูลจากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ระบุถึงการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทย ซึ่งนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณนำเข้า 75 ล้านกิโลกรัมในปี 2548 เพิ่มเป็น 172 ล้านกิโลกรัม และมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาทในปี 2556

 

172 ล้านกิโลกรัมไปอยู่ที่ไหนบ้าง จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนของสำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร ที่ระบุถึงการรายงานชนิดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักผลไม้กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งในผักผลไม้เพื่อการส่งออก เป็นรายชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรกว่า 400 ชนิด และเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อันตรายร้ายแรง 155 ชนิด

“หนึ่งในนั้นอาจกำลังวางอยู่ในจานตรงหน้าเรา และเรากำลังจะหยิบเคี้ยวพิษภัยเข้าสู่ร่างกาย หรือแม้กระทั่งหยิบเคี้ยวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แล้วสารพิษตกค้างจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะไปอยู่ที่ไหนเล่า ถ้าไม่ใช่ในตัวเราท่านทุกคน”

 

ผู้พูดประโยคนี้คือ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทย-แพน) เธอเล่าว่า สิ่งที่ไทย-แพนกำลังทำคือความพยายามขับเคลื่อนการยกเลิกและการจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดในสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษร้ายแรง (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.thaipan.org) ยุทธศาสตร์หลักคือการเดินไปทั้งโครงสร้าง ไม่เฉพาะเกษตรกร แต่ทุกภาคส่วนที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เดินหน้าสังคมไทยที่ปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

สถิติการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วงคือ นำเข้าแล้วใช้ไม่ถูกต้อง เช่น นำเข้าเป็นสารเคมีเพื่ออุตสาหกรรมแต่หลุดไปใช้เพื่อการเกษตร หรือนำเข้ามาเพื่อใช้กับไม้ดอกไม้ประดับ แต่หลุดไปใช้กับพืชกินใบหรือในอาหาร ทำให้มีการตกค้างในอาหารหรือในผลผลิตสูงมาก คำตอบคือการแยกเคมีเพื่อการเกษตรออกมาจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตราย วิธีนี้จะทำให้มาตรฐานการใช้เคมีเพื่อการเกษตรสามารถควบคุมได้

 

อีกด้านหนึ่งคือผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันความปลอดภัยทางอาหารเช่นกัน นั่นหมายถึงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ขณะเดียวกันคือความเข้าใจต่อข้อมูล หลายครั้งและหลายกรณีที่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น การล้างผักที่ถูกต้อง หลายคนยังเข้าใจผิด หลายคนยังสับสน เช่น ล้างด้วยวิธีนั้นวิธีนี้แล้วจะปลอดภัย หากจริงๆ แล้วคือความรู้ว่าสารพิษอะไรต้องล้างอย่างไร และล้างด้วยอะไร

“น้ำส้มสายชู เกลือ เบกกิ้งโซดา ผงถ่าน หรือด่างทับทิม ฯลฯ ต้องรู้ว่าจะใช้อะไรล้างอะไร คาร์บาริลในแอปเปิ้ลล้างไม่ออก อะซีเฟตในผักตระกูลกะหล่ำก็ล้างไม่ออก รวมทั้งสารพิษบางชนิดที่เป็นนัน-ซิสเต็มมิกซึ่งล้างออกได้เพียงบางส่วน สารพิษตกค้างแม้ผ่านการล้างแล้ว เพราะสารพิษได้ดูดซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้เรียบร้อยแล้ว” ปรกชลเล่า

กรณีของพืชผักหรือผลไม้นำเข้าที่มีสารพิษตกค้าง ปรกชลระบุว่า แนวทางคือการหาทางออกร่วมกัน ยิ่งเปิดเออีซี สินค้าพืชผักการเกษตรจะไหลบ่า หากไม่มีมาตรการหรือความเข้มงวดในการกำกับใช้กฎหมายที่ดีพอ นอกจากสินค้าจะมีปัญหาแล้ว เรื่องความปลอดภัยของสารปนเปื้อน พิษและสารเคมีก็น่าเป็นห่วง

 

“ไทยยังมีระบบการคัดกรองการนำเข้าผักผลไม้ที่ย่อหย่อน เปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เช่น เวียดนาม ที่เข้มแข็งกว่ามาก มิพักต้องกล่าวถึงมาตรฐานของสหภาพยุโรป ที่นั่นใช้ระบบ Rapid Alert System ตรวจสอบผักผลไม้นำเข้า การสุ่มตรวจถ้าเจอสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานจะรีเจกต์หรือปฏิเสธการนำเข้าทันทีที่ด่าน ข้อมูลนี้จะถึงกันหมดทั่วสหภาพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง รวมทั้งผู้บริโภคที่สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ด้วย”

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชหมดไปจากกระบวนการจัดการด้านอาหารคือ การจับมือกันแบบ Multi-Sectoral เชื่อมทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

“ตัวอย่างที่เครือข่ายฯ ทำคือการขยับจากภาคเกษตรไปสู่ภาคของสุขภาพ แล้วจับมือกับการคุ้มครองผู้บริโภค ล่าสุดจับมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชื่อมต่อกลไกให้เกิดการปฏิบัติ  สังคมต้องรับรู้และเดินหน้าไปพร้อมกัน”

 

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ต่างประเทศใช้สารเคมีในภาคการเกษตรสูง แต่เป็นการใช้ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด ใช้แล้วปลอดภัย หากเทรนด์คือการค่อยๆ ลด ค่อยๆ เลิก หันมามุ่งทางเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ใช้ปุ๋ยจากชีวภาพมากขึ้น คล้ายกับประเทศไทยเหมือนกัน กระบวนการในเรื่องนี้ต้องใช้เวลาและความอดทน รวมทั้งองค์ความรู้ (Evidence Base Policy)

ตบท้ายด้วยปรกชลที่สรุปว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญคือผู้บริโภคเอง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเรียกร้องกินแต่คะน้าหรือกะหล่ำปลีทุกวันเป็นเรื่องที่ต้องหยุด หาความรู้และกินผักผลไม้ตามฤดูกาลกันบ้าง ใช่! การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่จะยากจนเกินการ จากการสุ่มตรวจครั้งล่าสุด ผู้บริโภคมากกว่า 60% มีระดับยาฆ่าแมลงในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยง-ไม่ปลอดภัย รู้อย่างนี้…รีบเปลี่ยนดีกว่า สนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ แล้วอย่าลืมส่งเสียงดังๆ ให้รัฐรู้ถึงความต้องการว่า เราต้องการอาหารที่ปลอดภัย เราเป็นผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่ไม่ปนเปื้อน

ตระหนักรู้ว่าเราเองคือผู้กำหนด เป็นผู้บริโภคเชิงรุก แล้วลุกขึ้นมาจากพฤติกรรมเดิมๆ กันเถอะ!

 

3 อันดับสารเคมียอดนิยมในไทย

คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) สารกำจัดแมลงที่มีการนำเข้าสูงสุด โดยในปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 2 ล้านกิโลกรัม (ไม่รวมผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารผสม) การออกฤทธิ์ กินตาย ถูกตัวตาย ผลกระทบเกิดที่ระบบประสาท ส่งผลให้มีความผิดปกติทางอารมณ์ ซึมเศร้า ทำลายสารสื่อประสาทที่เซลล์ประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการทางประสาทของทารก เป็นพิษต่อสมอง มีผลไปตลอดชีวิต

คลอร์ไพริฟอส มักพบตกค้างในคะน้า ถั่วฝักยาว ถั่วหวาน ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วแขก บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักโขม ผักฉ่อย ผักกาดฮ่องเต้ มะเขือม่วง พริก พริกแดง พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง ผักชี ผักชีฝรั่ง ผักแพว กะเพรา สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย กระเทียม ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง มะนาว ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง แตงโม สตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ องุ่น ทับทิม ลิ้นจี่ สาลี่ กล้วย แก้วมังกร

พาราควอต (Paraquat) ในปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 21 ล้านกิโลกรัม พาราควอตมีพิษสูงและไม่มียาต้านพิษ หากใช้พาราควอตในการเก็บเกี่ยว เช่น ถั่วเขียว มีโอกาสสูงที่จะพบการตกค้างในผลผลิต เป็นสารเคมีไม่ระเหยจึงแขวนลอยเป็นอนุภาคอยู่ในอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ไอ ปัญหาสายตา ท้องเสีย ระคายเคือง ปวดหัว คลื่นไส้ ถ้าสัมผัสโดยตรงจะชักนำให้เซลล์ตาย ผิวหนัง ตา ปอดเสียหาย ทำลายเซลล์ประสาท รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ ไต ตับ หัวใจ

พาราควอตตกค้างยาวนาน โดยมีค่าครึ่งชีวิตในน้ำ 2-820 ปี (FAO, 2008) ในดิน 10-20 ปี (UNEP, 2011) ในประเทศไทยมีรายงานการตกค้างของพาราควอตในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสงคราม แม่น้ำปากพนัง และแม่น้ำจันทบุรี พบการตกค้างของพิษในสัตว์น้ำ

ไกลโฟเซต (Glyphosate) สารกำจัดวัชพืชยอดนิยม ที่ในปี 2557 ปริมาณนำเข้า 63 ล้านกิโลกรัม คิดเป็น 40% ของสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด มูลค่าการนำเข้า 4,531.25 ล้านบาท แต่มูลค่าการตลาดสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี นิยมใช้กำจัดวัชพืช หากใช้ในภาคการเกษตรจะปนเปื้อนแหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน และน้ำดื่ม มักพบตกค้างในถั่วเหลืองจีเอ็มไอ นมโค น้ำผึ้ง และซอสถั่วเหลือง เหนี่ยวนำเซลล์มะเร็ง จับกับโลหะหนักก่อโรคไต และเป็นพิษต่อระบบประสาท

 

ดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411195

ดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต

โดย…มัลลิกา mallikan@posttoday.com

นับเป็นเรื่องที่ดีเมื่อปัญหาสุขภาพถูกนำไปเป็นประเด็นให้ถกกันและหาวิธีดูแลรักษาให้สุขภาพดีในทุกหน่วยงาน ล่าสุด ทีลีสซิ่ง ในเครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป ได้จัดกิจกรรม“ที ลีสซิ่ง บอดี้ แอนด์ มายด์ อัพเกรดดิ้ง”เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับสมดุลร่างกาย จิตใจ และการดูแลสุขภาพตามแนวทางชีวจิต เพื่อกระตุ้นร่างกายและจิตใจให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

นพ.ประมวล จารุตระกูลชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามแนวทางชีวจิต โฮมคลินิก กล่าวว่า “หากอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเราจะต้องกิน นอน ทำงาน พักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกัน นอกจากนี้การกระตุ้นGrowth Hormone ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยเลือกรับประทานโปรตีนในพืชจำพวกตระกูลถั่ว อาหารที่มีแคลเซียมแมกนีเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงผักผลไม้ที่มีวิตามินบีและซี อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ทำสมาธิให้จิตใจสงบ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป และการออกกำลังกายก็ส่งผลให้ Growth Hormone ในร่างกายหลั่งออกมามากขึ้น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ”

นพ.ประมวล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้น้ำหมักผลไม้กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งการทำน้ำหมักนั้นไม่ยาก เพียงนำผัก ผลไม้ เช่น ส้ม ทับทิม แอปเปิ้ล องุ่น มะนาว หรือดอกไม้ที่มีประโยชน์และควรเป็นดอกไม้ที่ปลูกเอง เช่น มะลิ กุหลาบ อัญชัน มาแช่ในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม สารละลายจากดอกไม้และผลไม้สดที่อยู่ในน้ำสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังเป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นด้วย”

สุดท้ายการพักผ่อนควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการนอน คือ เวลา 22.00-06.00 น. และการนอนหลับสนิทต่อเนื่อง 90 นาที จะทำให้รู้สึกสดชื่นอารมณ์ดีหลังตื่นนอนเพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที

 

โปรแกรมเบิร์น 45 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/411193

โปรแกรมเบิร์น 45 วัน

โดย…มัลลิกา mallikan@posttoday.com

ใครที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะผอมๆๆ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ผอม จนท้อใจยอมแพ้ไม่ลดมันละน้ำหนัก อยากให้มาลองฮึดสู้กันอีกสักตั้ง ไปพร้อมกับเทรนเนอร์ชื่อดังครูเชอร์รี่-นนท์ณัฐดา อำมาตย์ นักกีฬาฟิตเนสดีกรีแชมป์โลกและอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ที่มาแนะนำโปรแกรมสร้างความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงตัวเองภายใน 45 วัน ซึ่งเธอใช้กับลูกศิษย์ทั้งระดับซุป’ตาร์ ไปจนถึงคุณแม่ลูกสองเห็นผลมาแล้ว

“โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีขึ้น คุณจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้คุณมีกำลังใจอยากพัฒนาตัวเองไปสู่การเปลี่ยนเป็นคนใหม่อย่างชัดเจน โปรแกรมเบิร์น 45 วันนี้ อาศัย 2 เทคนิคง่ายๆ คือ คาร์ดิโอและการควบคุมอาหาร หากคุณใช้เวลาในการออกกำลังกายนานหรือเคร่งครัดกับการควบคุมอาหารมาแล้ว แต่น้ำหนักไม่ลดลงเลย คุณอาจต้องหันมาทบทวนและประเมินตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ถูกต้อง”

คาร์ดิโออย่างไรให้ผอม

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอวาสคิวลาร์ซิสเต็ม หรือคาร์ดิโอ หรือที่พูดติดปากกันว่า “เบิร์น” คือการออกกำลังกายที่เน้นการพัฒนาระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสามารถช่วยลดไขมันด้วยการเพิ่มการเผาผลาญและการใช้พลังงาน โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัววัดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ได้ผลควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่สำหรับคนทั่วไป ระหว่าง 60-75 เปอร์เซ็นต์ เป็นระดับที่ร่างกายสามารถดึงเอาไขมันไปใช้ได้ หากอัตราการเต้นของหัวใจต่ำเกินไปจะทำให้การเบิร์นไม่มีประสิทธิภาพ และหากมากเกินไปร่างกายจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อไปใช้

หากออกกำลังกายด้วยเทคนิคสลับช้า-เร็ว อัตราเผาผลาญที่เหมาะคือตอนสปรินต์ (วิ่งเร็ว) อยู่ที่ 85 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการคาร์ดิโอในแบบความเข้มข้นต่ำ หรือ Low Intensity Cardio ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 60-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการออกกำลังกายให้ได้ผลดีที่สุดควรมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ 60-85 เปอร์เซ็นต์ หรือชีพจร 120-170 ครั้ง/นาที เพียงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 30-60 นาทีขึ้นไป โดยให้หัวใจเต้นคงที่ในระดับที่กำหนดตั้งแต่นาทีที่ 2 จนถึงนาทีสุดท้าย อย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ เป็นวิธีที่ได้ผลและใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอมีข้อจำกัดน้อยที่สุดและหลากหลายวิธีทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทั้ง วิ่ง ปั่นจักรยาน โยคะ พิลาติส ว่ายน้ำ เทนนิส กระโดดเชือก และคลาสเต้นต่างๆ ให้เลือกตามความชื่นชอบ

รับประทานอย่าอด อย่าลด

70 เปอร์เซ็นต์ ของการลดน้ำหนักที่ได้ผลคือ ควบคุมอาหาร รับประทานให้เพียงพอต่อปริมาณการบริโภคอาหารต่อวัน และให้ครบ 3 มื้อ ตามอาหารหลัก 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยสามารถจำปริมาณแคลอรีพื้นฐานง่ายๆ คือ โปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี และแอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงาน 7 กิโลแคลอรี ควรงดของหวานและไม่รับประทานผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ

นอกจากนี้ ครูเชอร์รี่ ย้ำว่า หากอยากผอมต้องรับประทานโปรตีนทุกมื้อ และไม่ควรอดอาหารหรือรับประทานอาหารแบบจำกัดแคลอรีให้ต่ำที่สุดเหลือเพียง 1,200 กิโลแคลอรี/วัน เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายต่ำยิ่งจะทำให้ผอมช้า

ไปให้ถึงเป้าหมาย

หลายตั้งเป้าลดความอ้วนและล้มเหลวมาแล้ว ครูเชอร์รี่มีเคล็ดลับให้ไปถึงเป้าหมายได้ “ให้ตั้งเป้าหมายระยะยาว เพื่อไม่ให้เครียดและไม่เบื่อ โดยระหว่างโปรแกรมหมั่นสังเกต ประเมิน ปรับเปลี่ยน การออกกำลังกายให้เหมาะกับตัวเอง แค่เพียงเพิ่มความหนักเบาของการออกกำลังกายตามอัตราการเต้นของหัวใจ แนะนำให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของตัวเองเพื่อสร้างกำลังใจให้ทำต่อไป ความเหนื่อยระหว่างหนทางสู่เป้าหมายส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องควบคุมอาหาร ขอให้อดทนเอาชนะโปรแกรมนี้อย่างน้อยที่สุด 10 วันแรก แล้วร่างกายจะปรับตัวได้ หลังจากนั้นหากรู้สึกเครียดมากๆ อนุโลมให้สามารถให้รางวัลตัวเองอาทิตย์ละ 1 วัน ด้วยขนมสุดโปรดสัก 1 ชิ้น”

เอ้าสาวๆ มาเริ่มต้นไปให้ถึงเป้าหมายกันเถอะ!!!

 

3 ข้อต้องรู้! เลือกน้ำมันอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410342

3 ข้อต้องรู้! เลือกน้ำมันอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

หลายคนหันมาดูแลสุขภาพ โดยทำอาหารทานเองเพื่อจะได้เลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจมองข้ามก็คือ “น้ำมันประกอบอาหาร” ทีมงาน Posttoday จึงขอนำวิธีเลือกน้ำมันพืชให้ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงมาฝากกัน

กรดไขมัน…เรื่องสำคัญที่ต้องรู้
ในน้ำมันพืชทุกชนิด ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ตัว แต่จะมีปริมาณกรดไขมันแต่ละตัวแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกันไปด้วย
1. กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) เป็นกรดไขมันตัวร้ายที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว
2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดตำแหน่งเดียว (MUFA) เป็นกรดไขมันดีที่ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL-C) และช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันมะกอกและน้ำมันรำข้าว
3. กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดหลายตำแหน่ง (PUFA) เป็นกรดไขมันที่ลดคอเลสเตอรอลทั้งแบบที่ดี (HDL-C) และคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) พบมากในน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวันและน้ำมันข้าวโพด

ไขมันที่ดี…ต้องมีแถมวิตามินและสารฟังก์ชั่น
ในไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ และเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน A D E K อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเรารู้จักเลือกชนิดของไขมันแล้ว เราก็ยังจะได้รับวิตามินและสารฟังก์ชั่น ที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้เรามากยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบปริมาณวิตามินและสารฟังก์ชั่น*

* สารฟังก์ชั่น หมายถึง สารอาหารชนิดใดๆ ที่อยู่ในรูปธรรมชาติ หรือที่ถูกแปรรูปไปเพื่อให้ประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับจากสารอาหารที่รับประทานกันในชีวิตประจำวัน

ประโยชน์ของสารฟังก์ชั่น
โพลีฟีนอล (Polyphenols) เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และลดระดับคอเลสเตอรอล
โอรีซานอล (Oryzanol) เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ที่ไม่ดี(LDL-C) ช่วยต้านการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) หรือแพลนท์สเตอรอล (Plant Sterols) เป็นสารธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก ทำลายเซลล์มะเร็ง เต้านม ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

จุดเกิดควัน (Smoke Point) เรื่องสำคัญที่อย่ามองข้าม

เลือกน้ำมันให้มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพจริงๆ ต้องเลือกน้ำมันที่ทนต่อความร้อนสูง คือต้องมีจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) จึงจะปลอดภัยจากอันตรายของควันน้ำมัน ซึ่งเกิดจากการทอดหรือผัดที่ใช้ไฟแรงๆ เพราะมีงานวิจัยในไต้หวันพบว่าการสูดควันน้ำมันเข้าไปมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ เรามาดูจุดเกิดควันของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ กันดีกว่า

* น้ำมันปาล์ม มีจุดเกิดควันปานกลาง แต่สามารถนำมาทอดได้ เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง จึงทำให้อาหารกรอบ

เพียงรู้หลักการ 3 ข้อนี้ การเลือกน้ำมันพืชที่ดีจริงๆซักขวดก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แถมข้อมูลเหล่านี้ยังทำให้เราเสมือนหนึ่งเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพกันอีกด้วย

*อ้างอิง
http://bit.ly/1TeYt2N
http://ns2.ph.mahidol.ac.th/phklb/knowledgefiles/_106.pdf