ท่า Half-Square Boat Pose Twist

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410612

ท่า Half-Square Boat Pose Twist

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าโยคะตอนนี้ ประกอบด้วยการผสมสองท่าเข้าด้วยกัน คือ ท่าครึ่งสี่เหลี่ยม (Half-Square Pose) และท่าเรือ (Boat Pose) ท่า Half-Square เน้นที่การยืดเส้นใต้สะโพกต่อต้นขา ส่วนท่าเรือ เน้นที่กล้ามเนื้อหน้าท้องและต้นขา การผสมท่าต่อด้วยการเพิ่มการบิดตัว จะช่วยให้ลำตัวด้านข้างได้ทำงานมากขึ้นด้วย

ประโยชน์

· ยืดเส้นใต้สะโพก กระเบนเหน็บ

มาจนถึงต้นขา

· กดนวดอวัยวะในช่องท้อง

· ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัด

· หน้าท้องแข็งแรง ต้นขาแข็งแรง

· บริหารสะบัก ข้อต่อหัวไหล่ เปิดไหล่
วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาขวา หลังตรง พับขาซ้าย วางข้อเท้าซ้ายที่บริเวณหัวเข่าขวา

 

2 ตั้งชันเข่าขวาขึ้น น่องขาซ้ายจะถูกพับมาอยู่แนบลำตัว วางมือขวาประคองที่พื้นด้านหลัง หายใจเข้า เหยียดแขนซ้ายขึ้น หลังตรง

 

3 หายใจออก บิดตัวไปทางขวา มือซ้ายอ้อมหน้าเท้าซ้าย มาจับเท้าขวาด้านนอก เท้าซ้ายจะวางอยู่บนต้นแขนซ้ายพอดี

 

4 หากทำต่อได้ พับแขนซ้ายใต้เข่าขวา มือขวาอ้อมด้านหลังไปจับมือซ้าย ประสานมือกันให้แน่น

 

 

5 หายใจเข้า หายใจออก ยกขาขวาขึ้นลอยจากพื้น เหยียดขา 45 องศา ทรงตัว บิดตัวไปด้านหลัง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจแล้วคลายท่าสลับข้าง

 

‘วงล้อขนมสามสี’ กลยุทธ์ลดหวานมันเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410609

‘วงล้อขนมสามสี’ กลยุทธ์ลดหวานมันเค็ม

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

โรงพยาบาลแม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นหนึ่งในภาคีที่ร่วมขับเคลื่อน “คนไทยอ่อนหวาน” ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมาตั้งแต่ปี 2552

ในปีแรกเน้นการรณรงค์บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ถัดจากนั้นมีการจัดประกวดเมนูอ่อนหวาน โดยการให้แม่ครัวของแต่ละศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคิดค้นเมนูอาหารอ่อนหวานเพื่อรวบรวมเป็นต้นแบบเมนูอ่อนหวานของจังหวัด

ความสำเร็จจากการดำเนินโครงการทำให้โรงพยาบาลแม่ใจขยายผลไปยัง “พฤติกรรมการบริโภคของเด็ก” โดยพุ่งเป้าที่จะลดการบริโภคน้ำหวาน น้ำอัดลม และขนมกรุบกรอบ

ที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการรณรงค์ ซึ่งใช้สื่อการสอนที่เรียกว่า “วงล้อขนมสามสี”

ทพ.ธิติพันธุ์ อวนมินทร์ ทันตแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลแม่ใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ เล่าว่า การดำเนินการระยะแรก เริ่มต้นที่การส่งผ่านความรู้เรื่องขนมปลอดภัยและไม่ปลอดภัยไปยังครูและผู้ปกครองเป็นลำดับแรก โดยให้ครูและผู้ปกครองคัดแยกขนมตามคำกลอน “ไม่หวานไม่เหนียวติดฟันไม่เค็มไม่มันเกินไป ของว่างต้องมีกากใย เพื่อให้ลูกหลานฟันดี”

“ถ้าขนมชิ้นไหนผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 นี้ ก็จะเป็นขนมยิ้มที่เด็กกินได้ แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นขนมร้องไห้ หรือขนมอันตรายต่อสุขภาพเมื่อคักแยกแบบนี้แล้วพบว่าแทบไม่มีขนมไหนเลยผ่านเกณฑ์ขนมยิ้ม กลายเป็นว่าตะกร้าขนมร้องไห้มีเยอะมาก ไม่มีทางเลือกให้เด็กได้กินเลย” ทพ.ธิติพันธุ์ ระบุ

เมื่อเจอปัญหาว่ามีแต่ขนมร้องไห้ ก็เลยคิดว่าให้กินได้แต่อย่ากินบ่อย หรือกินแค่วันละครั้งก็พอ เราก็มาศึกษาเรื่องฉลากไฟจราจร โดยปรับเกณฑ์ตามแบบของเรา เพื่อคัดทำการคัดแยกขนมตามสัญญาณไฟจราจรคือ ขนมปลอดภัย “สีเขียว” ขนมปลอดภัยปานกลาง “สีเหลือง” และขนมอันตราย “สีแดง”

นอกจากนี้ ยังได้นำ “วงล้อขนมสามสี”ซึ่งเป็นสื่อการสอนคัดแยกขนมมาใช้ด้วย เพื่อให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเด็กๆ เรียนรู้การคัดแยกขนมนี้แล้ว เราก็ให้เด็กๆ ไปทำการคัดแยกขนมที่มีจำหน่ายตามร้านค้ารอบรั้วโรงเรียนและชุมชนแล้วนำบรรจุภัณฑ์ตัวอย่างมาติดบนบอร์ดขนมสามสีแสดงไว้ในโรงเรียน

จากนั้นจึงขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยการขอความร่วมมือร้านค้าภายใน อ.แม่ใจจำนวน 46 ร้าน ในการเข้าร่วมโครงการ “ร้านค้าอ่อนหวาน” โดยแต่ละร้านมีการจัดวางขนมสีเขียวออกมาชัดเจน ร้านค้าอ่อนหวานสามารถขายได้ทุกอย่าง แต่ต้องแยกขนมหวานสีเขียวแยกออกมาเพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนร้านค้าในเขต อบต.แม่สุก จำนวน 15 ร้าน นอกจากจะคัดแยกขนมจากชั้นวางแล้ว ยังมี
การติดป้ายให้ข้อมูลขนมสามสีด้วย

การดำเนินงานของโรงพยาบาลแม่ใจนับเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาลระหว่างหน่วยงานและชุมชนที่น่าชื่นชม

 

เตือนระวังภัยหนาว… จากพิษภัยแมลงก้นกระดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/410607

เตือนระวังภัยหนาว… จากพิษภัยแมลงก้นกระดก

โดย…นพ.นภดล นพคุณ  นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ในช่วงฤดูฝน ต้นฤดูหนาวในแต่ละปี แมลงก้นกระดก หรือที่เรียกว่า “ด้วงก้นกระดก” จะพบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตามพื้นที่ป่าเขา ตามบ้านเรือนทั่วไป เมื่อโดนแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน และมีผื่นแดงตามผิวหนัง จนมีข่าวแพร่ไปในสังคมออนไลน์ว่าเป็นแมลงอันตราย มีพิษทำให้ตาบอด เสียชีวิตได้ ความจริงแล้ว ผื่นที่เกิดจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่มันกัดหรือต่อย แต่เกิดจากการที่ไปโดนแล้วบี้ทำให้สารเคมีในตัวที่ชื่อว่า Paederin ทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสไหม้มักเป็นรอยแปลกๆ ตามที่มือไปสัมผัส อาจเป็นเส้นทางทำให้คิดว่าเป็นงูสวัดหรือเริม บางครั้งพบลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ Kissing Lesion คือถ้าเป็นที่ข้อพับจะเกิดผื่นที่เหมือนกันในด้านตรงข้าม ส่วนใหญ่มักโดนเวลากลางคืน แต่จะไม่เกิดอาการ มารู้ตัวก็มีผื่นแดงแล้ว จึงเกิดอาการทำให้มือที่สัมผัสไปโดนบริเวณอื่นแล้วเกิดอาการหลายตำแหน่งได้

จึงขอฝากเตือนประชาชนทั่วไปว่าให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวป่าเขา หรือพักรีสอร์ท กางเต็นท์นอน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โรคนี้มีการค้นพบในไทยหลายสิบปีแล้ว แต่มักพบบ่อยตามชานเมืองที่มีหนองน้ำ ปัจจุบันพบบ่อยขึ้นทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ และในทุกฤดูกาล ส่วนต่างประเทศมีรายงานการระบาด เช่น ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกา แต่ยังไม่เคยมีการรายงานว่าถึงแก่ชีวิต

แมลงก้นกระดก หรือแมลงเฟรชชี่ (มักจะเจอช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ) เป็นแมลงขนาดเล็ก ประมาณ 7-8 มม. ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้มขนาดเล็ก และส่วนท้องมีสีส้ม ชอบงอส่วนท้ายกระดกขึ้นลง ทำให้ได้ชื่อว่าแมลงก้นกระดก เป็นแมลงที่พบเฉพาะในเขตร้อนชื้น

อาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ใกล้หนองน้ำ ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน ทำให้พบว่าลอดมุ้งลวดเข้ามาได้ สำหรับการป้องกันเมื่อโดนแมลงหรือปวดแสบปวดร้อน ให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือใช้แอมโมเนียทาบริเวณที่โดนแมลงจะลดอาการแสบร้อนได้ ถ้าผื่นเป็นน้อยๆ จะหายไปเองได้ แต่ถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทานด้วย

การป้องกันถ้ามีแมลงมาเกาะพยายามอย่าตบ บดขยี้บนลงผิวหนัง ให้ปัดออกหรือกำจัดโดยวิธีอื่น หรือถ้าจะจับออกให้ใช้เทปกาวติดตัวแมลงออกมา แมลงชนิดนี้ชอบไฟในเวลากลางคืน ดังนั้นไม่ควรเปิดไฟแรงสูงทิ้งไว้เพราะแสงไฟจะล่อแมลงเข้ามา

จากการทดลองพบว่าแมลงจะชอบเข้ามาถ้าใช้แสงไฟนีออนหรือหลอดไฟที่มีแรงเทียนสูงกว่า 40 วัตต์ ดังนั้นประตูหน้าต่างควรบุด้วยมุ้งลวดที่มีความถี่มากๆ เพื่อให้แมลงเข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าโดนแมลงหรือไม่ แต่แสบๆ ร้อนๆ ให้ ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่รู้สึกแสบด้วยน้ำเปล่า หมั่นทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มองหาตามผนังและเพดานใกล้หลอดไฟ ก่อนใส่เสื้อผ้าควรสะบัดให้แน่ใจว่าไม่มีแมลงติดอยู่ อย่าเปิดไฟนอน และควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้ดีก่อนที่จะเข้านอน

 

บอกลาผิวแห้งเสีย ฟื้นฟูผิวสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409849

บอกลาผิวแห้งเสีย ฟื้นฟูผิวสุขภาพ

ด้วยไลฟ์สไตล์ สภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ล้วนแต่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สุขภาพผิวสูญเสียความชุ่มชื่นและแห้งเร็วยิ่งขึ้นโดยที่สาวๆ อาจไม่รู้ตัว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิววาสลีน จึงสร้างสรรค์แคมเปญ “ส่งต่อสัมผัสจากผิวสู่ใจ” เพื่อกระตุ้นให้สาวๆ ได้รู้จักผิวและให้ความสำคัญของการดูแลผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐ) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง กล่าวว่า สาวๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าผิวของเราสูญเสียความชุ่มชื่นเมื่อผิวต้องเจอกับสภาพอากาศที่แห้งและเย็นในช่วงปลายปีเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่ตอนก้าวเท้าออกจากบ้านไปเจอแสงแดด หรือ ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผิวของเราสูญเสียน้ำได้เร็วกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่นจนเกิดการลอก คัน หรือเป็นขุยตามมา หากขาดการดูแลและบำรุงผิวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาวๆ ที่อยากดูแลผิวให้มีสุขภาพดี พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล มีเคล็ดลับในการดูแลผิวให้สุขภาพดีแบบง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าอาบน้ำร้อนจัดเกินไป เพราะยิ่งน้ำร้อนมาก ผิวเราก็จะยิ่งแห้งมากตามไปด้วย

2.ทาโลชั่นสูตรสำหรับผิวแห้งทันทีหลังอาบน้ำ อย่าปล่อยให้ผิวแห้งนานๆ หรือจนรู้สึกแห้งคันแล้วจึงทาโลชั่น เพราะโลชั่นจะสามารถซึมซาบเข้าบำรุงผิวได้ดีที่สุด ในขณะที่ผิวยังชุ่มชื่นหลังอาบน้ำ

3.ถึงแสงแดดจะไม่รุนแรงและทำให้รู้สึกร้อนเหมือนในช่วงหน้าร้อน แต่ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ ก็อย่าชะล่าใจเป็นอันขาด เพราะรังสียูวีและอินฟาเรดนั้นยังคงสะท้อนและทำร้ายผิวของเราอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสะท้อนของรังสียูวีซึ่งสามารถตกสะท้อนพื้นหิมะขึ้นมาทำร้ายผิวเราแบบทวีคูณ ดังนั้นสาวๆ จึงควรทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารกันแดดเป็นประจำทุกวัน

 

10 วิธีป้องกัน ตัวเองจากสมองเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409846

10 วิธีป้องกัน ตัวเองจากสมองเสื่อม

1.ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจหาโรคเบาหวานและไขมันในเลือด ถ้าพบว่าเป็นโรค ควรรักษาและดูแลตัวเอง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ต้องตรวจความดันเลือดสม่ำเสมอตามแพทย์นัด ปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง เพราะอาจนำไปสู่โรคสมองเสื่อมได้

2.งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเช่น ปลาทะเล ผัก ผลไม้

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

5.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน

6.ระวังเรื่องการใช้ยา ไม่ควรกินยาเองโดยไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับหรือยากล่อมประสาทเป็นประจำ

7.ระวังอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อศีรษะผู้สูงอายุที่เดินลำบากควรมีคนดูแลเวลาเข้าห้องน้ำ

8.มีกิจกรรมผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ฟังเพลง หรือเล่นเกมต่างๆ ฝึกสมอง

9.เข้าร่วมกิจกรรมสังคม พบปะเพื่อนฝูงทำกิจกรรมที่ชอบ

10.หากสังเกตว่าตนเองเริ่มมีอาการหลงลืมผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์

 

ดวงตาแพ้แสง…ระวังนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409845

ดวงตาแพ้แสง...ระวังนะ!

ภาวะดวงตาแพ้แสงเป็นอาการผิดปกติของดวงตา จะมีอาการแสบตา เคืองตา ปวดตา เวลามองแสงที่มีความสว่างในขนาดที่คนปกติไม่รู้สึกอะไร หรือน้ำตาไหลเมื่อมีลมปะทะดวงตา แม้อาการไม่รุนแรงมาก แต่ก็สร้างความรำคาญและหงุดหงิดให้ในชีวิตประจำวัน

สาเหตุเกิดจากตาแห้ง พบมากในผู้สูงวัย หรือผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ผู้ทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน แสงและรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือมีส่วนในการทำร้ายดวงตาสะสม กว่าจะรู้ตัวดวงตาก็มีปัญหาเสียแล้ว ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง หรือปัจจัยอื่น เช่น ควันบุหรี่ อากาศร้อน อากาศแห้ง เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุก็หลีกเลี่ยงเสียเช่น หลีกเลี่ยงการออกแดด สวมแว่นกันแดด คนที่จ้องจอคอมพ์นานๆ ให้พักสายตาบ่อยๆ หลับตา มองไปข้างหน้าไกลๆ

 

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2558 เวลา 15:17 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/sex/403916

15 คำถามเรื่องเซ็กส์คาใจแบบไร้สาระ ที่ไม่เคยมีใครตอบคุณได้

เรารวบรวมมาให้ครบทุกท็อปปิคเรื่องเซ็กส์ๆ เมคเลิฟ สุดแซ่บ งานนี้ไม่ต้องพึ่งกูเกิล มาปูเสื่อรอเก็บข้อมูลจากนักเพศวิทยาตัวแม่กันดีกว่า รวบรวมคำถามเรื่องเซ็กส์แบบไม่เคยมีใครถามจริงจัง แต่เราเชื่อว่าสาวๆ ทุกคนอยากรู้แบบจริงจังอ่ะ

1. ทำไมตื่นเช้ามาแล้วผู้ชายต้องนกเขาขัน?

นี่มันคือนาฬิกาปลุกส่วนตัวของคุณผู้ชายหรืออย่างไร ลืมตาปุ๊บน้องชายยืนตรงเคารพธงชาติปั๊บ แต่ดร.คริสโตเฟอร์ ฟอกซ์ ประธานของ Society of Australian Sexologists อธิบายว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าหรอก “บางครั้งเค้าเรียกกันว่า “การแข็งตัวจากปัสสาวะ” ครับ เกิดจากกระเพาะปัสสาวะเต็มแล้วทำให้เส้นประสาทของกระดูกกระเบนเหน็บทำงาน มันเป็นเส้นประสาทที่ทำให้เกิดการแข็งตัวแบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่เกี่ยวกับความต้องการทางเพศ” โดยปกติเจ้ามังกรของเขาจะคึกคักขึ้นมา 3-5 ครั้งระหว่างนอนหลับ ครั้งละประมาณ 25-30 นาที ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมน (เทสทอสเทอโรนและนอร์เอพิเนฟริน) ระหว่างการหลับช่วงหลับฝัน (REM) ไม่เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์เลย เคลียร์นะ

2. ทำไมในหนังโป๊ต้องมีช่างประปาตลอด?

ในความเป็นจริงถ้าท่อแตกล่ะน้ำท่วมบ้านแน่ แต่ในหนังอีโรติกมันหมายความว่าเราจะได้ช่างสุดฮ็อตมาให้แทะโลมถึงบ้าน ดร.นิกกี้ โกล์ดสตีน (drnikki.com.au) นักเพศวิทยาบอกว่า “มันเกี่ยวกับแฟนตาซีล้วน ๆ ค่ะเพราะแทบเกิดขึ้นไม่ได้เลยในชีวิตจริง ช่างประปาควรมาซ่อมท่อ ไม่ใช่มีเซ็กซ์กับคุณ เด็กส่งพิซซ่าก็เหมือนกัน การมีเซ็กซ์กับหนุ่มที่เจอกันที่บาร์มันน่าเบื่อกว่าการมีเซ็กซ์กับคนที่เราไม่ควรมีเซ็กซ์ด้วย แฟนตาซีมันเริ่มมาจากตรงนี้ล่ะค่ะ เพราะในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้ไงคะ เลยเอามาใส่ไว้ในหนังแทน”

3. ทำไมหนุ่ม ๆ ถึงใฝ่ฝันอยากเสร็จกิจบนหน้าเรานัก?

มันอะไรนักหนากับแฟนตาซีนี้ หนังโป๊ทุกเรื่องต้องมี ขอร้องเถอะช่วยเก็บเอาเจ้าหนูให้เข้าที่เข้าทางจะดีกว่านะ ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันเป็นเรื่องของการแสดงอำนาจ “การหลั่งตอนเสร็จกิจเป็นพลังชีวิตครับ แต่มันก็ถูกมองว่าเป็นของต้องห้ามด้วย พอเอาสองอย่างนี้มาบวกกัน มันเลยเป็นการแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่าของผู้ชาย”

4. ทำไมเราถึงกลัวการใช้เจลหล่อลื่นกันจัง?

แจ๊คเกอลีน เฮลเยอร์ นักเพศวิทยาและผู้ก่อตั้ง LoveLife ที่ติวเกี่ยวกับเซ็กซ์บอกว่าเจอผู้หญิงหลายคนเลยที่เป็นแบบนี้ “บางคนบอกว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ มันก็ถูกนะคะแต่ยาสีฟันกับโลชั่นก็ไม่ใช่ของจากธรรมชาติเหมือนกัน การที่เราเคร่งครัดไม่ยอมใช้เจลหล่อลื่นมาจากความคิดที่ว่าเซ็กซ์ควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติและเกิดขึ้นทันที แต่สารหล่อลื่นตามธรรมชาติของผู้หญิงก็มา ๆ ไป ๆ นะคะ ถ้าคุณเหนื่อยก็จะมีสารหล่อลื่นออกมาน้อย บางช่วงของเดือนยิ่งแทบจะหายไปเลย หรือเวลาที่คุณมีเซ็กซ์นาน ๆ ถึงจะอินแค่ไหนก็แห้งผากได้” พูดง่าย ๆ ก็คือช่องคลอดเราไม่ใช่ขวดปั๊มสารหล่อลื่นอัตโนมัติ ก็เลยต้องใช้ตัวช่วยกันบ้าง

5. ทำไมเวลาคิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันแล้วต้องร้องยี้ขนลุกแทบทนไม่ได้ทุกที?

ตัวเราเองยังแอบหวังว่าจะมีเซ็กซ์จนกว่าจะเหี่ยวตายกันไปข้างนึงเลย แต่แค่คิดว่าพ่อแม่เรามีเซ็กซ์กันก็ขนลุกขนพองแล้ว ดร.วิเวียน คาส อาจารย์นักเพศวิทยาจาก Curtin University และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Elusive Orgasm (brightfire.com.au) อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า “เซ็กซ์เผยให้เห็นถึงอารมณ์ สุ้มเสียงและความชอบที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนของเรา เรารู้สึกขยะแขยงเวลาที่คิดถึงเซ็กซ์ของพ่อกับแม่เพราะมันขัดแย้งกับภาพที่เราอยากให้พวกเขาเป็น” ดร.คาสบอกว่านี่เป็นทัศนคติแบบตะวันตกมาก ๆ “ในหลายวันธรรม เด็ก ๆ จะนอนอยู่ในห้องเดียวกันกับพ่อแม่ การได้ยินเสียงหรือเห็นพ่อแม่มีเซ็กซ์กันถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ”

6. เออ อยากรู้ว่าตอนเราฝันถึงเซ็กซ์ มือเราลูบไล้ตัวเองมั้ย?

ในใจนี่เตลิดไปไหนแล้วไม่รู้ แต่มือล่ะ ซุกซนรึเปล่า? เดสิเร่ สเปียริ่งส์ ผู้อำนวยการของ Sexual Health Australia (sexualhealthaustralia.com.au) บอกว่าโดยปกติแล้วเราจะไม่ลูบไล้ตัวเองหรอก การช่วยตัวเองระหว่างหลับอาจเกิดขึ้นได้ แต่นั่นเรียกว่า sexomnia ซึ่งเป็นการละเมออย่างหนึ่งที่ครอบคลุมตั้งแต่การลูบจับตัวเองไปจนถึงมีเซ็กซ์ระหว่างหลับ สเปียริ่งส์เสริมอีกว่า “เรามีออกัสซั่มจากความฝันเรื่องเซ็กซ์ได้แม้จะไม่ต้องสัมผัสตัวเองเลยก็ตาม สำหรับผู้ชาย มันก็คือฝันเปียกค่ะ กับผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน”

7. ทำไมบางคนถึงร้องตะโกนโหยหวนออกมาระหว่างมีเซ็กซ์?

บางครั้งเราก็สงสัยนะว่าเซ็กซ์เปลี่ยนนิสัยได้ใช่มั้ย มันทำให้ผู้ชายแสนดีสุดสวีทคนนั้นกลายเป็นดาราหนังเอ๊กซ์ได้ในพริบตา เรื่องนี้อธิบายได้ว่าความจี๊ดในร่างกายที่เขารู้สึกตอนออกัสซั่มมันเกิดขึ้นในสมองด้วย สเปียริ่งส์อธิบายว่า “เปลือกสมองส่วนหน้ามีหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและคาดการณ์ผลที่กำลังจะเกิดขึ้น ระหว่างออกัสซั่ม สมองเราจะเหมือนคนที่กำลังเสพเฮโรอีนอยู่ เราจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อระยะนั้นผ่านไป สมองก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกเสียใจว่าไม่น่าพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันคิดระหว่างมีเซ็กซ์เลย”

8. ถ้าผู้ชายกินสับปะรดเข้าไปแล้วน้ำของเขาจะรสชาติเปลี่ยนมั้ย?

เรื่องนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ฟันธง (ยังไม่มีใครกล้าทดลองชิมอ่ะ พูดเลย) แต่มีหลักฐานที่บอกว่ามันจะทำให้รสชาติน้ำของผู้ชายหวานขึ้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “สุขภาพร่างกายส่งผลต่อน้ำอสุจิของผู้ชายโดยตรงค่ะ ถ้าเขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้น้ำอสุจิของเขามีรสชาติแปลกไป”

9. “pansexual” หมายถึงอะไร?

สเปียริ่งส์อธิบายว่า “pansexual หรือ omnisexuality หมายถึงการชอบคนคนนึงโดยที่ไม่สนว่าคนนั้นเป็นเพศอะไร เขาจะเปิดกว้างรับคนได้จากทุกเพศ และก็ไม่จำกัดตัวเองด้วยว่าเป็นเพศไหน ซึ่งจะต่างจากไบเซ็กชวลที่จะเลือกชอบผู้ชายหรือผู้หญิง เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น”

10. มีผลข้างเคียงของการใช้ไวเบรเตอร์มั้ย?

ข้อเสียอย่างเดียวอยู่ที่สารที่ใช้ผลิตไวเบรเตอร์เครื่องนั้น ดร.โกลด์สตีนบอกว่า “บางเครื่องใช้พาทาเลตซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เพิ่มความอ่อนตัวในผลิตภัณฑ์ มันเป็นสารก่อมะเร็งและถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กและของเล่น แต่เนื่องจากเซ็กซ์ทอยไม่ได้อยู่ในขอบข่ายนี้ ก็เลยยังมีการใช้อยู่” เวลาเลือกซื้อก็ให้ดูที่เขียนว่าไม่มีพาทาเลตก็แล้วกัน

11. เราชอบผู้ชายนะ แต่ทำไมชอบฝันว่ามีเซ็กซ์กับผู้หญิงล่ะ?

ดร.คาสบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับว่าเราชอบเพศไหนหรอก แต่เป็นเรื่องของทัศนคติที่เปิดกว้างในเรื่องเซ็กซ์ของผู้หญิงมากกว่า “มีการวิจัยที่แสดงว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีปฏิกิริยาต่างกันเวลาดูสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับเซ็กซ์ ผู้หญิงนั้นจะอยากรู้อยากเห็นมากกว่าและไม่ตัดสินใคร เราเลยถูกปลุกเร้าได้ด้วยหลายสิ่ง เช่นมีอารมณ์จากการเห็นผู้หญิงสองคนหรือผู้ชายกับผู้หญิงมีเซ็กซ์กัน แต่ไม่ได้อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในเซ็กซ์นั้นด้วย” ดร.คาสบอก แล้วเพิ่มเติมว่า “การกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชายจะเกิดจากคน/สิ่งของ/สถานการณ์ที่ทำให้เขาเกิดอารมณ์เท่านั้นเอง ผู้ชายที่เป็นชายแท้จะไม่เคยมีแฟนตาซีเกี่ยวกับผู้ชายสองคนมีเซ็กซ์กัน แต่การคิดถึงผู้หญิงสองคนมีเซ็กซ์กันเป็นเรื่องธรรมดาโดยที่มีเขาอยู่ตรงนั้นในกิจกรรมนั้นด้วย”

12. ตอนมีเซ็กซ์ทำไมชอบตดปู้ดทุกที?

มันเป็นเพราะช่องคลอดอยู่ในแนวเดียวกับทวารหนักและลำไส้ ระหว่างมีเซ็กซ์ แรงกดอาจทำให้เกิดการปล่อยลมได้ วาเนสซ่า ทอมป์สัน นักวิจัยด้านเซ็กซ์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ (nswsexologyservices.com.au) บอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ

13. ทำไมบางวันน้ำของผู้ชายถึงข้นกว่าวันอื่นๆ

เนื้อของน้ำอสุจิของผู้ชายเป็นตัวบอกว่าเขาหลั่งน้ำอสุจิครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ถ้าเขาเพิ่งมีกิจกรรมไปเมื่อไม่นานมานี้ น้ำของเขาก็จะใส แต่ดร.ฟอกซ์บอกว่ามันไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้เลยว่าเขามีอารมณ์มากเท่าไหร่หรือสมบูรณ์แค่ไหน ปริมาณที่ออกมาอาจมีตั้งแต่ 1.5 มล.จนถึง 6 มล. หรือ 1/3 ของช้อนชาไปถึง 1 ช้อนชานิด ๆ

14. ทำไมบางครั้งคลิตอริสก็ไร้ความรู้สึก?

เมื่อกี๊ยังเสียวซ่านอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรเลยซะงั้น ดร.คาสเลยอธิบายให้ฟังว่า “ต่อมคลิตอริสมีหมวกที่ปกป้องปลายประสาท 6,000-8,000 เส้นจากอันตราย เพื่อให้เราสุขสมมากขึ้น หมวกนี้จะหดตัวลงเมื่อถูกปลุกเร้า แต่ประสาทจะเซ็นซิทีฟมาก ถ้ามันถูกกดหรือสัมผัสเป็นเวลานานมันจะตอบโต้โดยการชา คุณแก้ได้โดยการเปลี่ยนไปสัมผัสส่วนอื่นของร่างกายจนกว่าอาหารชาจะหายไป”

15. ทำไมความเจ็บปวดถึงทำให้รู้สึกดี?

เพราะความเจ็บปวดกับความสุขเกิดมาจากตัวรับความรู้สึกตัวเดียวกัน ความแตกต่างมันอยู่ที่เหตุการณ์แวดล้อม เฮลเยอร์บอกว่า “ถ้ามีคนตบก้นคุณแรง ๆ คุณก็จะเจ็บ แต่ถ้าคุณอยู่กับแฟน กำลังจูบและลูบไล้กัน แล้วเขาตบคุณที่ตรงจุดเดียวกัน สำหรับผู้หญิงหลายคนจะเทิร์นออนมากค่ะ เพราะเธอไว้ใจผู้ชายที่อยู่กับเธอด้วย”

ขอบคุณ : CLEO Thailand

 

7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409843

7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

หนึ่งปีผ่านไปหมุนไวอย่างรวดเร็ว เพื่ออยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง มนุษย์ต้องแข็งแรง กินอาหาร ออกกำลังกายและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพ 7 คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในปีใหม่นี้

1.ปรับพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ๆ ที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดูแลตัวเองและรักษาโรคที่จะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนมาก

2.ลาก่อน หวาน มัน เค็ม

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีการใส่น้ำตาลขัดสี น้ำตาลทรายน้ำเชื่อมที่มีน้ำตาลฟรักโทส ขนมเค้ก คุกกี้ ลูกอม ขนมอบทุกชนิด เพราะน้ำตาลพวกนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด ส่วนอาหารมันเค็ม ตัวการของโรคความดันโลหิตสูงลดให้น้อยที่สุด

3.ดื่มน้ำมากๆ

ร่างกายของคนต้องการน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (2 ลิตร) หากต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน จิบน้ำเปล่าหรือดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสดไม่เติมน้ำตาล

4.ผักใบเขียวขาดไม่ได้

ควรรับประทานผักใบเขียวให้ได้ทุกมื้อ ผักใบเขียวบ้านเรามีหลากหลาย สมควรรับประทานให้หลากหลายและเพียงพอ คิดค้นเมนูที่สามารถกินได้กับผักสดหรือเมนูผักต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ช่วยให้ไม่เบื่อแถมได้รับประทานผักอร่อยๆ ทุกมื้อด้วย

5.ออกกำลังกายกันนะ!

ออกไปเดินหรือแอโรบิกด้วยวิธีใดๆ สำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ก่อนหรือหลังเวลาทำงานอาจใช้ช่วงเวลานี้ เดินหรือจ๊อกกิ้งสัก 30 นาที จำไว้ว่าทุกกิจกรรมนำสู่การออกกำลังกายได้เสมอ ชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงานไปออกกำลังกายด้วยกัน แม้แต่การพาสุนัขไปเดินก็ออกกำลังกายได้

6.พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนแต่หัวค่ำและนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดวงตาไม่ลึกโหล การนอนที่เพียงพอจะช่วยให้คุณไม่หิวอาหารนอกมื้อเวลาอีกต่างหาก

7.ประกาศให้โลกรู้

การโพสต์เจตนารมณ์อันแน่วแน่บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะช่วยให้คุณรักษาความแน่วแน่และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีตลอดระยะทางของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และรางวัลที่จะได้รับก็คือสุขภาพที่ดีนั่นเอง

 

ท่า ยืดเส้นใต้สะโพก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409191

ท่า ยืดเส้นใต้สะโพก

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าโยคะที่ช่วยยืดเส้นใต้สะโพกมีหลายท่า ท่านี้ก็เป็นอีกท่าที่ทำได้ง่าย ฝึกได้ทุกเพศทุกวัย เมื่อได้ฝึกบ่อยๆ จะช่วยให้เส้นที่ใต้สะโพกยืดหยุ่น คลายความตึงปวด สามารถทำท่าอื่นๆ ที่เป็นท่ายากๆ ได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์

· ยืดเส้นใต้สะโพก กระเบนเหน็บมาจนถึงต้นขา

· กดนวดอวัยวะในช่องท้อง

· ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกไม่ติดขัดข้อต่อหัวเข่าแข็งแรง

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาขวา หลังตรง พับขาซ้าย วางข้อเท้าซ้ายที่บริเวณหัวเข่าขวา

 

2 ตั้งชันเข่าขวาขึ้น น่องขาซ้ายจะถูกพับมาอยู่แนบลำตัว มือประสานที่หน้าน่องขวาหายใจเข้า

 

3 หายใจออก ก้มยืดลำตัวไปด้านหน้า ศีรษะจรดเข่าขวา มือดึงตัวให้ขาซ้ายมาแนบลำตัวมากขึ้นหายใจเข้าออก ค้างท่า 5-10 ลมหายใจ คลายท่าทำสลับข้าง

 

ข้อดี ของการเป็นลมพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/409189

ข้อดี ของการเป็นลมพิษ

โดย…แพทย์จีนโจว จิ้ง เหวิน แผนกอายุรกรรม คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน

“เป็นลมพิษทุกวันเลยค่ะ ต้องกินยาแก้แพ้ตลอด” “ลมพิษชอบขึ้นตอนดึกๆ ค่ะ นอนไม่ได้เลย” “หลังออกกำลังกายชอบคันตามตัว ตามขอบกางเกง น่ารำคาญมาก”

ลมพิษเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของภูมิแพ้ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัสโดนตัว โดยคนส่วนใหญ่จะเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้น้อยมาก แต่สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ร่างกายจะแสดงอาการออกมาอย่างรุนแรง เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าภูมิคุ้มกันคือบอดี้การ์ดที่คอยอารักขาตัวเรา เมื่อพบว่ามีสิ่งผิดปกติก็จะรีบกำจัดออกไป แต่คนที่เป็นโรคภูมิแพ้เปรียบเหมือนมีบอดี้การ์ดขี้ระแวง แค่เห็นแมวเดินแกว่งหางอยู่ไกลๆ ก็คิดไปว่าแมวตัวนี้จะเข้ามาทำอันตราย ต้องรีบไล่แมวออกไปให้ห่างที่สุด ตัวอย่างเช่น เกสรดอกไม้ คนทั่วไปเมื่อสัมผัสแล้ว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ก่ออันตรายใดๆ ร่างกายอาจมีการต่อต้านแค่จามเบาๆ 1-2 ทีแต่สำหรับคนที่แพ้เกสรดอกไม้ พอได้กลิ่นปั๊บ ภูมิคุ้มกันจะคิดว่าเป็นสิ่งที่มีอันตราย ต้องรีบกำจัดออกไปให้เร็วที่สุด โดยการจามจนน้ำหูน้ำตาไหล คัดแน่นจมูกจนหายใจไม่ออกหรือเกิดผื่นคันตามผิวหนัง เป็นต้น

โรคภูมิแพ้นี้โดยปกติแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ โดยใช้วิธีทดสอบให้รู้แน่ชัดไปเลยว่าแพ้อะไร เช่น การทำ Patch Test หรือ Prick Test หรือ Radioallergosorbent Test (RAST) แล้วให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้นั้น เช่น ถ้าคุณแพ้อาหารทะเลก็ให้เลิกกินอาหารทะเล แพ้เครื่องเงินก็ให้โยนเครื่องเงินทิ้ง แพ้ขนแมวก็แนะนำให้เอาแมวไปให้คนอื่นเลี้ยง สำหรับเรื่องง่ายๆ แค่นี้คงพอทำได้ แต่ถ้าหากว่าภรรยาเกิดแพ้น้ำอสุจิสามีล่ะ ฟังดูแล้วน่าตกใจแต่อย่าคิดว่าไม่มีจริงนะ มีผู้หญิงทั่วโลกต้องทรมานด้วยโรคนี้แล้วมากกว่า 4 หมื่นคน ซึ่งตัวคุณหมอก็คงไม่สามารถออกใบสั่งยาว่า “แนะนำให้เปลี่ยนสามีใหม่” ได้ แล้วทีนี้จะทำยังไงดี?

ในทางการแพทย์จีนมีบันทึกเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้มาเป็นพันปีแล้ว โดยบันทึกว่า ชี (&>8422;) คือยางไม้ชนิดหนึ่ง คนที่ไม่แพ้ยางนี้วันทั้งวันจะยืนเคี่ยวยางอยู่หน้าเตาไฟได้โดยไม่เป็นอะไรเลย แต่คนที่แพ้ยางชนิดนี้แค่ได้กลิ่นก็เกิดผื่นแดงขึ้นทั่วตัว แสดงให้เห็นว่าแม้ของสิ่งเดียวกันบางคนแพ้บางคนอาจไม่แพ้ ดังนั้นวิธีการรักษาของแพทย์แผนจีนจึงให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลของร่างกายเป็นหลัก เมื่อร่างกายมีความสมดุล สุขภาพจะแข็งแรงขึ้น อาการภูมิแพ้ต่างๆ จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง

ความจริงการจาม การไอ น้ำมูกไหล ขี้ตาเยอะ มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนังหรืออาการท้องเสีย ถ้าเรามองในแง่ดี
ก็คือเป็นกลไกการขับพิษหรือสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่ง
ของร่างกาย เช่น ตอนนี้ร่างกายเรามีพิษเยอะแล้วนะ
จะต้องขับออกมาในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเกิดความ
ผิดปกติขึ้นกับร่างกาย เราจึงควรย้อนกลับมาดูว่าทำไม
ตัวเราจึงมักมีอาการแบบนี้บ่อยๆ  พฤติกรรมการกินการอยู่
ของเรามีความผิดปกติหรือไม่ ทำไมเราจึงรู้สึกว่าร่างกาย
ไม่ค่อยแข็งแรง หรือมองอีกแง่หนึ่งของการเป็นโรคภูมิแพ้
คือ ตัวเราเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับจดหมายเตือนจากร่างกาย
ที่บอกว่าตอนนี้สมดุลในร่างกายผิดเพี้ยน ดังนั้นเราจึงควรฉวยโอกาสนี้ในการหันมาใส่ใจสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ กินอยู่ให้สอดคล้องตามวิถีธรรมชาติกันดีกว่า บางทีบอดี้การ์ดของเราคนนี้อาจจะเลิกเป็นคนขี้ระแวงก็ได้นะ