กรมควบคุมโรคแนะวิธีรับมือ ‘ไวรัสกินคน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/405695

กรมควบคุมโรคแนะวิธีรับมือ ‘ไวรัสกินคน’

“โรคลิชมาเนีย” อาจไม่คุ้นชินสำหรับคนไทย แต่เชื่อหรือไม่ว่าทั่วโลกมีแหล่งแพร่เชื้อไม่ต่ำกว่า 80 ประเทศ

โรคลิชมาเนีย หรือ “ไวรัสกินเนื้อคน” ตามที่สื่อมวลชนเรียกขาน เคยระบาดในประเทศซีเรียมาตั้งแต่ปี 2555 และช่วงต้นปี 2556 พบผู้ป่วยประมาณ 4.1 หมื่นราย

ล่าสุด โรคดังกล่าวได้รับความสนใจอีกครั้งภายหลังเกิดกระแสข่าวพบการแพร่ระบาดในประเทศซีเรียอีกระลอก แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประเทศซีเรียจะยังไม่ได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ดังกล่าว

สำหรับอาการของผู้ป่วยด้วยโรคไวรัสกินเนื้อคน เริ่มแรกผิวหนังจะมีตุ่มนูนพองใสและแดงทั่วตัว ลุกลามจากแผลเล็กๆ หลายๆ แผล จนกลายเป็นแผลใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดแผลตามใบหน้า โพรงจมูก ปาก รวมทั้งลำคอ โดยแผลอาจจะทำให้รูปหน้าผิดไปจากเดิม รวมทั้งมีอาการไข้ ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หากปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรง และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้

โรคดังกล่าวเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสู่คนได้ โดยมีพาหะเป็น “ริ้นฝอยทราย” ส่วนการรักษาก็มีตั้งแต่ทายาภายนอก รับประทานยา หรือแม้แต่การฉีดยา

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรคให้ข้อมูลว่า สถานการณ์โรคลิชมาเนียในประเทศไทย พบผู้ป่วยประปรายตั้งแต่ปี 2503-2558 โดยพบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 66 ราย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคลิชมาเนียส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้ที่มีเชื้อ HIV ร่วมด้วย เฉพาะในปี 2558 มีรายงานพบผู้ป่วย 2 ราย ใน จ.แม่ฮ่องสอน และ
เชียงราย

นพ.อำนวย อธิบายเพิ่มว่า โรคลิชมาเนียเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ซึ่งมีการติดต่อของโรคนำโดยแมลง มีริ้นฝอยทรายเป็นพาหะนำโรค ปัจจุบันมีรายงานแหล่งแพร่โรคลิชมาเนียไม่ต่ำกว่า 80 ประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ประเทศในแถบตะวันออกกลาง แถบเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาเหนือ และตอนเหนือของอเมริกาใต้

สำหรับการระบาดส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการอพยพและเคลื่อนย้ายของประชาชน นอกจากนี้ในประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งไม่ได้มีการจัดการสุขาภิบาลที่ดีก็สามารถเกิดการระบาดได้

“ในส่วนของการระบาดในประเทศซีเรียนั้นพบว่ามีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดการแพร่ระบาดข้ามประเทศและมีความเป็นไปได้น้อย หรือไม่มีความเป็นไปได้ที่จะนำเชื้อชนิดนี้ไปทำอาวุธชีวภาพ เนื่องจากเชื้อลิชมาเนียจะมีการแพร่กระจายได้ก็ต่อเมื่อมีพาหะนำโรคเท่านั้น” อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ

พร้อมกันนี้ กรมควบคุมโรคยังได้แนะนําวิธีการสำหรับป้องกันตัวเองจากโรค ได้แก่ 1.ป้องกันตนเองอย่าให้ริ้นฝอยทรายกัด เช่น การทายากันยุง สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายเมื่อเข้าป่า โดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำที่ริ้นฝอยทรายออกหากินมาก 2.ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้านและนอกบ้านให้สะอาดเป็นระเบียบ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ริ้นฝอยทราย

3.ควบคุมรังโรคในสัตว์ เช่น วัว ควาย ต้องเลี้ยงห่างจากบ้านประมาณ 5-10 เมตร 4.ผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ควรมีการเฝ้าระวังโรค เช่น แรงงานไทยทุกคนที่เดินทางกลับจากประเทศที่เป็นแหล่งแพร่โรคควรได้รับการตรวจร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นโรคลิชมาเนียเนื่องจากผู้ป่วยมักไม่ทราบ เพราะไม่มีอาการรุนแรง ประชาชนที่มีความสนใจ

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

นพ.นภดล นพคุณ ระวังมหันตภัยฟิลเลอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 11:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/405694

นพ.นภดล นพคุณ ระวังมหันตภัยฟิลเลอร์

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนภัยการใช้ฟิลเลอร์ หรือสารเพิ่มเติม ในการรักษาผิวพรรณ-บำรุงผิวหนังให้สวยงามเสมอ โดยบอกว่า ในปัจจุบันประชาชนนิยมที่จะฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มเพิ่มมากขึ้น โดยสารที่ใช้กันอยู่เป็นประจำเรียกว่า “สารไฮยาลูโรนิคแอซิด” แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.แบบชั่วคราว มีอายุใช้งานประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2.แบบกึ่งถาวร มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ 3.แบบถาวร เช่น ซิลิคอนหรือพาราฟินหลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไปไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว

ทั้งนี้ “ไฮยาลูโรนิคแอซิด” ปกติจะมีอยู่ในผิวหนังอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นำมาฉีดเป็นการสังเคราะห์ขึ้นมา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วก็หวังว่าจะไปเติมเต็มร่องรอยต่างๆ แต่เดิมคิดว่าสารตัวนี้ปลอดภัย เพราะสามารถละลายไปได้เอง แต่ปัญหาเมื่อฉีดเข้าไปแล้ว ผลข้างเคียงที่เจอบ่อยๆ คืออาการแดงหลังจากการฉีด แล้วมีอาการบวมช้ำ เนื่องจากเวลาฉีดจะใช้เข็มจิ้มลงไปบริเวณผิวหนัง ก็อาจจะไปโดนบริเวณเส้นเลือดแดงบ้าง ทำให้เกิดการช้ำบริเวณนั้นได้

ผลข้างเคียงในลักษณะนี้จะไม่น่ากลัว เนื่องจากจะหายไปเองได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่จะมีผลข้างเคียงที่จะพบได้บ่อยและเป็นปัญหา คือ การฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อนๆ อาจเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ผิดชนิด หรือเลือกเอาฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมมาฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือบางที่เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาตรงบริเวณที่ฉีด บางทีเชื้อซ่อนอยู่ในฟิลเลอร์ ทำให้ร่างกายกำจัดได้ยากกลายเป็นแผลที่มีหนองอยู่ข้างในตลอดเวลา

การฉีดฟิลเลอร์นั้น มีข้อควรระวังอยู่ 3 ปัจจัย คือ 1.ตัวผู้ทำการฉีดต้องมีความชำนาญสูง และต้องเป็นแพทย์เท่านั้น 2.สารที่ใช้แม้ว่าเป็นสารที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาแล้ว ก็สามารถเกิดผลข้างเคียงได้ แม้แต่การดูดไขมันของตัวเองมาฉีดก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน 3.ตัวผู้รับการฉีด แต่ละคนมีกายวิภาคที่ต่างกัน ตำแหน่งของเส้นเลือดเส้นประสาทอาจมีความแตกต่างจากคนอื่นได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัด ฉีด ร้อยไหม จะมีพังผืดทำให้เกิดอันตรายง่ายขึ้นอีก

การใช้ฟิลเลอร์สำหรับการรักษาผิวพรรณนั้น ใช้หลักการคือ ผิวหนัง ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิค ที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำมากกว่าตัวเองร้อยเท่า มีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณรูปทรงเต่งตึง เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชรา พบว่า ใยคอลลาเจนและสารอุ้มน้ำจะค่อยๆ มีจำนวนลดน้อยลง มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผิวหนัง จะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าวจึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทนหรือเรียกกันว่าฟิลเลอร์นั่นเอง

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถส่งคำถามมาได้ที่อีเมล question@dst.or.th โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จะตอบทุกข้อสงสัย

 

กินสมุนไพรลดน้ำตาลดีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2558 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/405227

กินสมุนไพรลดน้ำตาลดีไหม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ปัจจุบันมีการวิจัยสมุนไพรบางชนิดที่ได้รับการพิสูจน์จากทางการแพทย์ว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อผู้ป่วยมาปรึกษาแพทย์จะแนะนำเป็นรายๆ ไป สมุนไพรบางชนิดที่มีข้อมูลการวิจัยรับรองก็สามารถกินได้ แต่ต้องเป็นสมุนไพรที่ผลิตอย่างถูกวิธี อย.รับรอง สมุนไพรที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ต้องระวังให้มาก เพราะบางทีอาจมีสารเจือปน อาจทำให้ไตเสีย ตับเสีย มีผลเสียอื่นๆ ตามมาได้อีก

ถึงแม้จะรับประทานสมุนไพร ก็ยังไม่ทำให้หายขาดจากโรค ก่อนรับประทานต้องปรึกษาแพทย์ ลองใช้และสังเกตดูอาการ มาตรวจเลือดติดตามผล และต้องมาตามหมอนัดเพื่อดูว่าคุมน้ำตาลได้สำเร็จ ผู้ป่วยบางรายพอควบคุมน้ำตาลได้ดีก็ไม่ควบคุมการกิน น้ำตาลก็กลับขึ้นสูงใหม่อีก การมาตรวจมีความจำเป็น ตรวจเพื่อดูว่ามีโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หรืออวัยวะอื่นๆ ถ้าพบในระยะแรกจะได้ดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ทำไมถึงนอนไม่หลับ! พร้อม 11 วิธีเพื่อให้หลับสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2558 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/405225

ทำไมถึงนอนไม่หลับ! พร้อม 11 วิธีเพื่อให้หลับสบาย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

นอนไม่หลับอาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้หลับตื้นขึ้น หลับไม่สนิทเหมือนวัยหนุ่มสาว ทำให้บางครั้งคิดว่านอนไม่หลับ ทั้งที่หลับ แต่หลับตื้นๆ ตื่นง่าย นอกจากนั้นความต้องการของร่างกายที่ต้องการจะหลับยาวๆ อาจลดลง ลองสังเกตดูว่า มีอาการง่วงนอนในตอนกลางวันหรือไม่ ถ้าไม่มีแสดงว่าหลับได้เพียงพอ

นอกจากนี้คือการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือมักจะง่วงและเข้านอนเร็วกว่าปกติ เช่น เข้านอนตอน 20.00 น. และตื่นเร็วกว่าปกติ เช่น ตื่นตี 2 ตี 3 แล้วไม่หลับอีก เกิดจากความเครียด คิดกังวล หรือมีอาการซึมเศร้าเบื่อหน่าย อาจทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน และในบางครั้งก็เกิดจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้คัดจมูก ยาขยายหลอดลม การนอนตอนกลางวันมากไป หรือการกินชากาแฟก็ทำให้นอนไม่หลับได้

ปรับตัวเพื่อให้หลับสบาย มีได้หลายวิธีมาบอกกัน

1.อย่าเข้านอนเร็วเกินไป กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนที่แน่นอน

2.ออกกำลังกายที่เหมาะสมในระหว่างวัน แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหมในช่วงเย็น

3.จัดสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิของห้องให้พอเหมาะ ไม่มีเสียงดังรบกวน ไม่มีแสงจ้าในช่วงที่นอน

4.ไม่ควรเข้านอนในขณะที่กำลังหิว อาจดื่มนมอุ่นๆ หรือรับประทานของว่าง

5.อย่ารับประทานอาหารอิ่มเกินไปก่อนนอน หลีกเลี่ยงชากาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงอาหารมื้อเย็น

6.อย่าดื่มน้ำมากก่อนนอน เพราะจะทำให้ตื่นมาปัสสาวะบ่อย

7.หลีกเลี่ยงการงีบหลับในเวลากลางวัน

8.ออกรับแสงแดดระหว่างวันและในช่วงเย็นๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องมืดๆ ระหว่างวัน

9.เข้านอนเมื่อมีอาการง่วง หากยังไม่ง่วง ไม่ควรอยู่บนเตียง ควรหากิจกรรมอื่นที่ทำให้ง่วงหลับได้

10.ไม่ควรทำกิจกรรมอื่นบนเตียง เช่น นอนอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ ควรใช้เตียงสำหรับการนอนเท่านั้น

11.อาจเปิดเพลงเบาๆ หรือนวดผ่อนคลายช่วงก่อนนอน

 

พยัคฆินทร์ มวยไทยยิม สวรรค์ของคนชอบออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2558 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404736

พยัคฆินทร์ มวยไทยยิม สวรรค์ของคนชอบออกกำลังกาย

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ พยัคฆินทร์ มวยไทยยิม

การหมั่นออกกำลังกายย่อมดีต่อสุขภาพเสมอ ไม่ว่าจะออกด้วยวิธีอะไรก็ตาม ขอเพียงรูปแบบและวิธีการออกเหมาะกับสภาพร่างกาย มวยไทยซึ่งนอกจากจะเป็นกีฬาการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังเป็นกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมแก่การออกกำลังกายอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมียิมที่นำมวยไทยมาใช้ในการออกกำลังกายให้กับลูกค้าผุดขึ้นจำนวนมากแล้วผลตอบรับดีเกินคาด หนึ่งในนั้น คือ “พยัคฆินทร์ มวยไทยยิม” (Payakkhin Muaythai Gym)

เต้-สุรบูร อุทัยศรี หนึ่งในหุ้นส่วนของพยัคฆินทร์ บอกว่า ยิมเพิ่งเปิดมาได้ปีกว่าๆ ผลตอบรับดีมาก มีลูกค้าทุกเพศทุกวัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาออกกำลังกายมากทุกวัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิงและคนในวัยทำงานที่ต้องการหันมาดูแลหุ่นและฟิตร่างกายให้แข็งแรง

 

“ตั้งแต่เปิดมาถือว่าประสบความสำเร็จครับ มีลูกค้ามาออกกำลังกายจำนวนมาก แต่กลุ่มผู้หญิง นักเรียน นักศึกษาและวัยทำงานจะมากกว่า ซึ่งมากถึง 80-90% ทั้งๆ ที่ตอนเปิดเราไม่ได้เน้นว่าต้องเป็นผู้หญิงหรือกลุ่มไหน ทุกคนมาเล่นได้หมด แต่พอเปิดกลับเป็นผู้หญิงที่เยอะ

ผมคิดว่าผู้หญิงสมัยนี้หันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลหุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อยากมีร่างกายที่แข็งแรงด้วย แล้วมวยไทยก็สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเวลาเล่นได้บริหารทุกส่วนของร่างกาย เล่นแล้วหุ่นฟิต หุ่นเฟิร์ม ร่างกายได้เบิร์นดี รวมถึงการมีร่างกายที่แข็งแกร่ง”

 

เต้ เล่ารูปแบบของการออกกำลังกายให้ฟังว่า คลาสการเรียนจะเริ่มทุกต้นชั่วโมง คนที่จะมาออกกำลังกายในแต่ละวันต้องโทรแจ้งล่วงหน้าว่าจะเข้าช่วงไหน เช่น 9 โมง 10 โมง 11 โมง และเมื่อถึงเวลานั้นๆ เทรนเนอร์จะนำทุกคนวอร์มร่างกายประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นแต่ละคนแยกย้ายกันไป คนที่มาใหม่ก็จะเรียนเบสิกพื้นฐานมวยไทย เช่น วิธีการเตะ การออกหมัด การศอก เข่า ส่วนคนที่มีเบสิกมวยไทยอยู่แล้วก็จะไปล่อเป้ายกละ 3 นาที คนละ 4 ยก

“คนที่ซ้อมมวยไทยร่างกายต้องฟิตครับเพราะเวลาล่อเป้ายกละ 3 นาที 4 ยกนั้นเหนื่อยจริงๆ เนื่องจากโค้ชจะสั่งตลอด เช่น เตะแรงๆ เตะอีกๆ ระหว่างยกหยุดพักไม่ได้ ต้องให้หมดยกเท่านั้น แรกๆ เหนื่อยแทบจะขาดใจเลย แต่พอเวลาผ่านไปร่างกายเริ่มชินและจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ”

 

สุรบูร เล่าต่อว่า การที่โค้ชสั่งให้เตะ เข่า ต่อย ตลอดเป็นวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มขีดพละกำลังของผู้ออกกำลังกายขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการเพิ่มสมรรถนะของความอึดและความแข็งแกร่งของร่างกาย แล้วทุกคนจะได้มีร่างกายที่แข็งแรง แข็งแกร่งขึ้น และไม่เหนื่อยง่าย ทั้งยังเบิร์นดีด้วย ซึ่งมวยไทยจะแตกต่างจากการออกกำลังกายอย่างอื่น ซึ่งไม่แปลกที่สาวๆ จะหันมาออกกำลังกายด้วยมวยไทยมากขึ้น

“ผมกล้าพูดได้เลยว่าสาวๆ แถวอุดมสุขน่ากลัวทุกคน ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งศอก ทั้งเข่าราวกับผู้ชาย สาวบางคนเตะเก่งมากๆ ทั้งหนัก ทั้งแรง เปรี้ยงๆๆ เทรนเนอร์ก็เทรนเนอร์เหอะ กระเด็นกระดอนได้เหมือนกันครับ” หุ้นส่วนพยัคฆินทร์ให้ความเห็น

 

ขณะที่ราคาต่อคอร์สไม่ถือว่าแพง ราคาอยู่ที่ 15 ครั้ง 5,000 บาท เฉลี่ยประมาณครั้งละ 300 กว่าบาท วอล์กอิน 500 บาท ผู้หญิงและผู้ชายราคาเดียวกัน เปิดทุกวัน คลาสเริ่มทุกต้นชั่วโมง ถ้ามาให้โทรมาก่อนจะลงคลาสไหนที่หมายเลข โทร. 08-9105-0999

สำหรับ พยัคฆินทร์ มวยไทยยิม ตั้งอยู่ปากซอยอุดมสุข 58 ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนที่เป็นเพื่อนกันทั้งหมด 6 คน หนึ่งในนั้นมีนักแสดงหนุ่ม “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” อยู่ด้วย ปัจจุบันเพิ่งเปิดสาขาที่ 2 ไปเมื่อ
วันที่ 1 ธ.ค. ที่ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น 4 ซึ่งที่ใหม่เป็นการเปิดเต็มรูปแบบ นอกจากมีมวยไทยแล้ว มีการเพิ่มการปีนหน้าผาจำลองและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่เน้นบอดี้แอ็กทิวิตี้เพื่อความฟิตของร่างกายเข้ามาเพื่อเป็นทางเลือกต่อการออกกำลังกายของคนสมัยใหม่ด้วย

 

ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 1/4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404626

ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 1/4)

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คนที่เคยฝึกตามสตูดิโอคงจะเคยได้ใช้ Yoga Block กันมาบ้างแล้ว เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้ทำท่าต่างๆ ได้โดยไม่บาดเจ็บ หรือฝืนร่างกายจนเกินไป โดยใช้รองส่วนต่างๆ หรือต่อแขนขาในท่าที่จับไม่ถึงหรือร่างกายไม่ยืดหยุ่นพอ

ท่า Square Hip หรือท่าสี่เหลี่ยมเพื่อเปิดสะโพก ท่านี้จะใช้ Yoga Block รองที่ข้อเท้า เพื่อทำให้สะโพกถูกยืดตึงมากขึ้นกว่าการวางข้อเท้าที่ต้นขาปกติ

(หมายเหตุ : ชุดนี้มีท่าต่อเนื่องด้วยกันทั้งหมด 4 ตอน)

ประโยชน์

· ยืดกระดูกสันหลัง

· กดนวดหน้าท้องและอวัยวะภายในช่องท้อง

· เปิดสะโพก ยืดเส้นใต้สะโพก ต้นขาและใต้ขา (Hamstring)

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าหลังตรง วาง Block ที่ข้างเข่าขวาด้านนอก(ตั้ง Block แนวตามรูป)  พับขาซ้ายวางข้อเท้าซ้ายไว้บน Block ปลายเท้าขวาตั้ง วางมือที่เข่าซ้ายและเท้าซ้าย

 

2 หายใจเข้ายืดตัวยืดหลังไปด้านหน้ามือกดไว้ที่ขาและเท้า

 

3 หายใจออกก้มลงสุดเท่าที่สะโพกรู้สึกตึงมากๆ หายใจเข้าออกสักครู่เพื่อให้เส้นยืดคลายมากขึ้น

 

(ต่อตอนที่ 2/4 สัปดาห์หน้า)

 

โรคเบาหวานที่เกิดจาก การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404625

โรคเบาหวานที่เกิดจาก การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ

โดย…พจ.เซ็งจุ้น แซ่ลี &O5288;&>6446;&>5104;&>0426;&O5289; แผนกอายุรกรรมโรคเบาหวานและระบบต่อมไร้ท่อ คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย

โรคเบาหวานเกิดขึ้นเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือมีการดื้อของอินซูลิน ร่างกายจึงไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ในระยะยาวมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคเบาหวานนั้นแบ่งเป็นหลายชนิด

1.Type 1 Diabetes (เบาหวานชนิดที่ 1)

พบประมาณ 5-10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี มีรูปร่างผอม และมีอาการของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จะต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินในการรักษาให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

2.Type 2 Diabetes (เบาหวานชนิดที่ 2) ประมาณ 90-95%

พบประมาณ 90-95% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่เกิดกับผู้มีอายุมากกว่า 30 ปี อาการเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการ มีรูปร่างอ้วนหรือรูปร่างปกติแต่มีลักษณะอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity) มักมีประวัติเบาหวานในครอบครัวชัดเจน

3.Other Type of Diabetes (เบาหวานชนิดอื่นๆ)

เบาหวานชนิดนี้เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่มีผลกระทบทำให้สมดุลของน้ำตาลกลูโคสผิดปกติ หรือทำให้การสร้างอินซูลินผิดปกติไป ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการเกิดความผิดปกติที่อวัยวะที่สร้างอินซูลินอย่างตับอ่อน

4.Gestational Diabetes Mellitus(เบาหวานที่ตรวจพบขณะตั้งครรภ์) หรือGDM

เป็นภาวะที่ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ แต่ในบทความนี้ขอกล่าวถึงโรคเบาหวานที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ เช่น การกินมากเกินไป การกินหวานเกินไป การกินมันมากเกินไป ฯลฯ ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานประเภท 2 ความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นมีความสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ อาหารมีมากมายหลากหลายขึ้น การคมนาคมที่สะดวกขึ้น และลักษณะงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่ทั้งวันมีมากขึ้น คนเรานั้นรับประทานมากแต่ออกกำลังกายน้อย บวกกับความเครียดทำให้คนเราเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น และเซลล์ไขมันในคนอ้วนนี่เองที่มีการหลั่งฮอร์โมนที่มีผลต่อการดื้อของอินซูลิน

ทางแพทย์แผนจีนได้กล่าวถึงโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยคัมภีร์แพทย์จีนโบราณได้มีการบันทึกเกี่ยวกับโรคที่มี่ชื่อว่า “เซียวเข่อ” เป็นโรคที่มีอาการกระหายน้ำบ่อย หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อยและร่างกายซูบผอม ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคเบาหวานในปัจจุบัน แล้วการกินอาหารที่ผิดสุขลักษณะทำให้เกิดเบาหวานได้อย่างไร

ในทรรศนะของแพทย์จีน ระบบการย่อยอาหารมีความเกี่ยวข้องกับม้าม โดยม้ามทำหน้าที่ควบคุมการย่อยอาหารของกระเพาะอาหาร เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป กระเพาะอาหารจะอาศัยพลังชี่จากม้ามเพื่อดึงเอาสารอาหารจากอาหารที่รับประทานเปลี่ยนเป็นพลังชี่ให้พลังงานแก่ระบบต่างๆ ของร่างกาย (สุยกู่จือชี่) ส่วนของเหลวที่ร่างกายดื่มเข้าไปถูกดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย จากนั้นอาหารและของเหลวที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกาย การรับประทานอาหารที่มากเกินไป มีรสหวานและความมันมากเกินไปทำให้ร่างกายย่อยอาหารยาก เมื่อย่อยได้ยากก็เกิดเป็นอาหารตกค้างสะสมอยู่ในกระเพาะอาหารทำให้เกิดความร้อนและความชื้นกระทบถึงม้าม ทำให้ม้ามเกิดความร้อนชื้นขึ้น เมื่อม้ามเกิดความร้อนชื้นสะสมเป็นระยะเวลานานจึงมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้

1.สภาวะร้อนในม้าม ความร้อนที่เกิดขึ้นในม้ามนั้นทำลายสารน้ำที่อยู่ในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายเราขาดสารน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยง ร่างกายจึงสร้างกลไกให้รู้สึกกระหายน้ำบ่อย เพื่อจะได้ดื่มน้ำมากขึ้น

2.ในทรรศนะของแพทย์แผนจีน ม้ามเป็นอวัยวะที่ไม่ชอบความชื้น ความชื้นสามารถขัดขวางพลังชี่ของม้าม ม้ามจึงไม่สามารถควบคุมการย่อยของกระเพาะอาหารได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถดึงเอาสารอาหารมาเป็นพลังงานและไม่สามารถดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายขาดสารอาหาร ร่างกายจึงสร้างกลไกป้องกันทำให้เรามีอาการหิวบ่อย และเมื่อร่างกายขาดสารน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงในร่างกาย ร่างกายจึงสร้างกลไกให้เรากระหายน้ำ เพื่อดื่มน้ำมากขึ้นทดแทนที่ถูกทำลายไป

3.ปกติของเหลวที่เหลือจากการดึงสารน้ำจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ แต่เมื่อร่างกายดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ของเหลวที่เหลือจากการดึงสารน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให้เรามีอาการปัสสาวะบ่อย

4.แม้ตอนเริ่มเป็นโรคเบาหวาน (ประเภท 2) จะมีลักษณะร่างกายที่อ้วน แต่เมื่อคนเราเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะขาดสารอาหารเรื่อยๆ และซูบผอมในที่สุด

การรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่การรับประทานอาหารที่อร่อยก็ยังเป็นการสร้างความบันเทิงใจให้แก่มนุษย์เรา แต่หากเราเน้นรับประทานอาหารเพื่อความบันเทิงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว เราก็อาจจะต้องพบกับโรคต่างๆ ที่ทำลายสุขภาพเราดังเช่น “โรคเบาหวาน” ก็เป็นได้ ส่วนการรับประทานอาหารอย่างไรถึงจะถูกสุขลักษณะทางแพทย์แผนจีน โปรดติดตามในบทความต่อไป

 

อนุมูลอิสระ ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404031

อนุมูลอิสระ ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วัตสัน

 

ปัญหาผิวพรรณที่หลายๆ คนประสบอยู่ในขณะนี้ เกิดจากสาเหตุหลักๆ ไม่กี่สาเหตุ โดยหนึ่งในสาเหตุปัญหาของผิวพรรณเหล่านี้คือ “อนุมูลอิสระ” โดยมักจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยใกล้ๆ ตัว ซึ่งบางครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่ อนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากร่างกายจากการมีอายุมากขึ้น หรือเกิดจากโรคบางชนิด อนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียด อนุมูลอิสระที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม อนุมูลอิสระที่เกิดจากไลฟ์สไตล์

เภสัชกร ภัชราพร ปิ่นสอาด ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มยาและสุขภาพร้านวัตสัน กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทำให้มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผิวกลับมาสวย ใส มีสุขภาพดี นอกจากจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยการออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว ปัจจัยเสริมที่สามารถช่วยได้อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารแอนติออกซิแดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยในการปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระพร้อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สารแอนติออกซิแดนต์มักจะได้ผลสูงสุดเมื่อทาลงบนผิวโดยตรง โดยผลลัพธ์นั้นไม่ได้เห็นในการใช้ครั้งแรกๆ แต่เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีขึ้นได้ สารแอนติออกซิแดนต์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากเป็นสารที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพร อุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยในการปกป้องผิวจากสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้แลดูมีสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์บางชนิดยังผสมเอสเซนเชียลออยล์ ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ สกัดได้จากลำต้น ดอก ใบ ราก เมล็ด ของพืชพรรณหลากหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่ดีแก่ร่างกายและจิตใจด้วย

 

เตรียมผิวให้พร้อมรับหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404030

เตรียมผิวให้พร้อมรับหนาว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : โรงพยาบาลปิยะเวท

หน้าหนาวกำลังจะมา การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงอากาศเย็นๆ อาจมีปัญหาผิวแห้ง แตก ลอกได้ง่ายในช่วงอากาศหนาวเย็น พญ.เนตรนภา ยังรอต แพทย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลปิยะเวท แนะนำว่า อากาศเย็นลง ความชื้นในอากาศก็จะลดลงตามไปด้วย ผิวจะแห้งขึ้น น้ำในผิวหนังจะระเหยผ่านผิวหนังออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ คนที่ผิวแห้งหรือแพ้ง่าย เช่น ริมฝีปากจะแห้งเป็นร่อง เป็นขุย เจ็บ ผิวหนังก็จะแห้งเป็นขุย คัน มีผื่น บางคนเกาเป็นแผลมีสะเก็ด ผมจะแห้ง กระด้าง หวียากขึ้น หนังศีรษะแห้งกระด้าง รู้สึกคันหนังศีรษะ ใส่เสื้อผ้าแล้วเจ็บ มีไฟฟ้าสถิตดูดเสื้อผ้า ล้วนเป็นอาการที่แสดงว่าผิวกำลังขาดน้ำ

วิธีการดูแลผิวในช่วงหน้าหนาวนี้ แพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้เกิดการชะล้างไขมันในชั้นผิวหนังให้ออกไปมากเกินความจำเป็น ส่งผลเสียให้ผิวแห้งและขาดความยืดหยุ่น ทั้งยังเป็นการลดความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้งตึง และไม่ควรสครับผิว เพราะจะเป็นการลอกเอาชั้นเซลล์ที่ปกป้องความชุ่มชื้นของผิวออกไปด้วย หมั่นทาครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน ถือเป็นการดูแลผิวอย่างง่ายและดี ในคนที่ผิวแพ้ง่ายจะมีแนวโน้มผิวแห้งง่ายกว่าคนทั่วไป หรือมีขนคุดด้วย จึงควรเลือกครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มน้ำหรือความชุ่มชื้นให้ผิว ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ทาวาสลีนเคลือบที่ริมฝีปากบ่อยๆ หลีกเลี่ยงแสงแดด ลมแรง ทาครีมกันแดดอยู่เสมอ เลือกแชมพูสระผมอ่อนๆ และควรใช้คอนดิชันเนอร์ทุกครั้งหลังสระ เพื่อปรับสภาพประจุไฟฟ้า ให้ผมไม่ชี้ฟู หวีง่าย และใส่เสื้อผ้าปกปิดมิดชิด เพื่อลดการสัมผัสกับความแห้ง

 

ปรับไลฟ์สไตล์ขจัดโรคอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404029

ปรับไลฟ์สไตล์ขจัดโรคอ้วน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : เฮอร์บาไลฟ์

โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันอาจหมายถึงชีวิตได้ คุณอาจจะประสบความสำเร็จในเรื่องเรียนและการทำงาน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามสำคัญสำหรับตัวของคุณเองก็คือ “คุณได้ดูแลสุขภาพของคุณดีพอแล้วหรือยัง” องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ใหญ่อย่างน้อย 2,800 ล้านคนทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคหรือความผิดปกติที่มาจากภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

ดร.แมเรียน เฟล็คชเนอร์-มอร์ส หัวหน้าคณะผู้วิจัยด้านโภชนาการและโรคอ้วน มหาวิทยาลัยอูล์ม ประเทศเยอรมนี แบ่งปันเคล็ดลับการใช้ชีวิตประจำวันที่แสนง่าย เพื่อให้มีสุขภาพดีและห่างไกลโรคอ้วน ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างง่ายๆ

1.ชั่งน้ำหนักเป็นประจำและสังเกตตัวคุณเองด้วยว่าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าเอื่อยเฉื่อยหรือเปล่า หรือเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มคับไปหรือยัง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าน้ำหนักตัวกำลังเพิ่มขึ้น

2.ตั้งเป้าหมายและทำตามอย่างมุ่งมั่น กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น จะลดน้ำหนักลง 5 กิโลกรัม ก่อนจะถึงวันปีใหม่ เพราะฉะนั้น ฉันจะรับประทานสลัดเป็นอาหารเย็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3.หลีกเลี่ยงสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ ต้องตั้งสติดีๆ คิดก่อนกิน ออกกำลังกายก่อนนั่งเล่นนอนเล่น

4.ออกกำลังกายทุกวันแม้เพียงเล็กน้อย

5.ออกกำลังกาย 3 ประเภทอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ (1) บอดี้คอมโพสิชั่น เทรนนิ่ง หรือเวตเทรนนิ่ง (2) การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือแอโรบิก และ (3) การออกกําลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

6.กินให้หลากหลาย การรับประทานอาหารที่ดีคือการเลือกรับประทานอาหารหลายๆ ประเภทอย่างมีสมดุล

7.พยายามรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานปลาหรือเนื้อสัตว์ปีก แทนที่จะรับประทานหมูหรือเนื้อแดง หรือเนื้อที่ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานผักและผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นอาหารทอด และเลือกรับประทานข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต

8.เลือกรับประทานผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นน้ำผลไม้ คุณต้องใช้ส้มจำนวน 6-8 ลูก สำหรับน้ำส้ม 1 แก้ว ทำให้คุณดื่มเข้าไปแต่แคลอรี แต่ไม่มีไฟเบอร์หรือกากใยของผลส้มเลย

9.ลดจำนวนน้ำตาลลง หลีกเลี่ยงเมนูของหวานและเครื่องดื่มอย่าง น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชานม และสมูทตี้ที่ใส่น้ำตาลมากๆ

10.ลดปริมาณอาหารลง หลีกเลี่ยงเมนูขนาดบิ๊กไซส์ โดยเฉพาะตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย