กรมการแพทย์ แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657319

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

กรมการแพทย์ แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพกรมการแพทย์ ห่วงใยสุขภาพประชาชนหลังเหตุไฟไหม้ โรงงานย่านกิ่งแก้ว-บางพลี แนะผู้ประสบเหตุสังเกตอาการและการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อรักษาสุขภาพ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานแห่งหนึ่งในท้ายซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ อย่างรุนแรงพร้อมกับมีการระเบิดเป็นระยะ แรงอัดจากการระเบิดทำให้บ้านเรือนและโรงงานที่อยู่โดยรอบรัศมี 500 เมตร ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมควันไฟ สารเคมี และบาดแผลไฟไหม้ ทำให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สั่งประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมี 5 กิโลเมตรออกนอกพื้นที่ กรมการแพทย์ โดยศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชานี มีความห่วงใยประชาชนผู้ประสบเหตุ รวมทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลทั่วไปด้านพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อมพบว่าวัตถุดิบประเภทโฟม EPS หรือ Expandable Polystyrene เมื่อถูกไฟไหม้จะเกิดมลพิษจากสารสไตรีน (styrene) ผู้ที่สัมผัสสารพิษดังกล่าว จะมีอาการที่สามารถสังเกตได้ 2 ลักษณะ คืออาการเฉียบพลัน และอาการเรื้อรัง ดังนี้

· อาการเฉียบพลัน จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ปวดศีรษะ ง่วงซึม อ่อนเพลีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร ระคายเคืองผิวหนัง ดวงตา และ ระบบทางเดินหายใจ การสูดเข้าไปจะมีอาการไอ และหายใจลำบาก ชัก หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิตได้

· อาการเรื้อรัง การได้รับสารสไตรีน (Styrene) เป็นเวลานาน จะ มีอันตรายต่อตับไต ระบบเลือด ในขณะที่เบนซิน (Benzene) จัดเป็นพิษสารก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมีผลทำให้เป็นโรคโลหิตจาง

นอกจากนี้ ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้หรือสลายตัวเนื่องจากความร้อนของสไตรีน จะส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน และเกิดอันตรายต่อร่างกาย

จึงขอแนะนำการปฏิบัติตนเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชนคือ ให้ปฏิบัติตามคำสั่งตามประกาศของทางการอย่างเคร่งครัด ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีมลพิษในอากาศสูงโดยมีค่าสารพิษเกินกว่าปกติหลายเท่า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของเป็นอย่างมาก หากยังอยู่ในบริเวณที่มีการระบุค่ามลพิษทางอากาศสูง ให้ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด ถ้าอากาศร้อนให้ใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเพื่อบรรเทา พร้อมด้วยเครื่องฟอกอากาศ (ถ้ามี) อย่าเปิดประตูหรือหน้าต่าง รวมถึงงดกิจกรรมภายนอกอาคาร สถานที่ หรือหากจำเป็นควรใส่หน้ากากชนิดมีไส้กรองหรืออย่างน้อยใช้หน้ากาก N 95 ใส่หน้ากากว่ายน้ำ เฟสชิลด์ หรือแว่นตาเพื่อป้องกันอาการระคายเคืองตา สวมหมวก ถุงมือ ปลอกแขน หรือชุดที่สามารถปกป้องผิวหนังได้ พร้อมลดเวลาการทำกิจกรรมนอกสถานที่ให้ได้มากที่สุด ถ้ามีโรคประจำตัว หรือมีใครในครอบครัวมีโรคประจำตัวให้แจ้งให้แพทย์ทราบด้วย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคปอด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ถ้ามีอาการแสบตา แสบคอ แสบจมูกมาก หรือ ไอ หอบ เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ ห้ามสูบบุหรี่เด็ดขาด สืบเสาะหาเส้นทาง

และพาหนะที่ใกล้ที่สุดที่จะไปหาความช่วยเหลือได้ มีเบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์ให้มารับการตรวจสุขภาพ และติดตามการตรวจสุขภาพเป็นระยะตามที่ แพทย์สั่ง

ถ้าเตียงไม่พอ ต้อง Home Isolation กักตัวอยู่บ้านควรทำอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657311

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ถ้าเตียงไม่พอ ต้อง Home Isolation กักตัวอยู่บ้านควรทำอย่างไร?เช็กลิสต์คุณสมบัติผู้ป่วยที่สามารถ “กักตัวที่บ้าน” (Home Isolation) ได้ พร้อมแนวทางปฏิบัติตัวและไอเท็มจำเป็นที่ต้องมีไว้ใกล้ตัว

เปิดแนวทางใหม่กรณีระหว่างรอเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือระหว่างรอครบกำหนด 14 วัน หรือหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้

ผู้ป่วยโควิด-19 แบบไหนที่สามารถกักตัวที่บ้าน

ต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อ “แต่ไม่แสดงอาการ” ถึงจะสามารถกักตัวรักษาตัวเองที่บ้านได้ (ทั้งนี้ ยังคงได้รับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และโรงพยาบาลอยู่)

คำนิยาม Home Isolation เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 สำหรับ

1) ผู้ป่วยที่วินิจฉัยใหม่ตามเกณฑ์ระหว่างรอ admit โรงพยาบาล และแพทย์เห็นว่าสามารถดูแลรักษาที่บ้านระหว่างรอเตียงได้

2) ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ step down หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้แล้วอย่างน้อย 10 วันและจำหน่ายกลับบ้านเพื่อรักษาต่อเนื่องที่บ้านโดยวิธี home isolation

ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ถึงจะสามารถกักตัวที่บ้าน

  1. ต้องเป็นผู้ติดเชื้อที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ที่ไม่มีการแสดงอาการ และมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ
  2. อยู่ที่บ้านคนเดียว หรือมีผู้พักร่วมไม่เกิน 1 คน
  3. ไม่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน 90 กิโลกรัม
  4. ไม่มีอาการป่วย หรือโรคที่เกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ 
  5. ผู้ป่วยต้องยินยอมที่จะแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด 

ผู้ป่วยโควิด-19 ที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร?

เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้รับความปลอดภัยต้องปฏิบัติตัวตามวิธีการดังต่อไปนี้

1. ไม่ให้บุคคลอื่นมาเยี่ยมที่บ้านระหว่างแยกตัวและงดการออกจากบ้านในระหว่างแยกตัว

2. อยู่ในห้องส่วนตัวตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ หากยังมีอาการไอจาม ต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้ขณะที่อยู่ในห้องส่วนตัว โดยแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ไม่ให้ใช้หน้ากากผ้า

3. หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นต้องสวมหน้ากากอนามัยและอยู่ห่างอย่างน้อย 1 เมตร หรือประมาณหนึ่งช่วงแขน หากไอจามไม่ควรเข้าใกล้ผู้อื่นหรืออยู่ห่างอย่างน้อย 2 เมตร และให้หันหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่มีผู้อื่นอยู่ด้วย

4. หากไอจามขณะที่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ต้องเอามือมาปิดปากและไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัยออก เนื่องจากมืออาจเปรอะเปื้อน หากไอจามขณะที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยให้ใช้ต้นแขนด้านในปิดปาก และจมูก

5. ถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ (หากมือเปรอะเปื้อนให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ) โดยเฉพาะภายหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ขณะไอ จาม หรือหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ และก่อนสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้อื่นในบ้านใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได มือจับตู้เย็น ฯลฯ

6. กรณีที่เป็นมารดาให้นมบุตร ยังสามารถให้นมบุตรได้ เนื่องจากยังไม่มีรายงานพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำนม แต่มารดาควรสวมหน้ากากอนามัยและล้างมืออย่างเคร่งครัดทุกครั้งก่อนสัมผัสหรือให้นมบุตร

7. ใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย ให้ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำ

8. การทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นผิว ควรทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์หรือพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนเสมหะน้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งด้วยน้ำและน้ำยาฟอกผ้าขาว 5%โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (เช่น ไฮเตอร์, คลอรอกซ์) โดยใช้ 5% โซเดียมโซเดียมไฮโปคลอไรท์น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนต่อน้ำ 99 ส่วน หรือ0.5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วน ต่อน้ำ 9 ส่วน)

9. แยกสิ่งของส่วนตัวไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์

10. ไม่ร่วมรับประทานอาหารกับผู้อื่น ควรให้ผู้อื่นจัดหาอาหารมาให้ แล้วแยกรับประทานคนเดียว ถ้าเป็นอาหารที่สั่งมา และต้องเป็นผู้รับอาหารนั้น ควรให้ผู้ส่งอาหารวางอาหารไว้ ณ จุดที่สะดวก แล้วไปนำอาหารเข้าบ้าน ไม่รับอาหารโดยตรงจากผู้ส่งอาหาร

11. ซักเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ฯลฯ ด้วยน้ำ และสบู่หรือผงซักฟอกตามปกติ หากใช้เครื่องซักผ้า ให้ใช้ผงซักฟอก และ น้ำยาปรับผ้านุ่มได้

12.การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วและขยะที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งให้ใส่ถุงพลาสติก และปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งขยะที่ฝาปิดมิดชิด และทำความสะอาดมือ ด้วยแอลกอฮอล์ หรือน้ำและสบู่ทันที

เปิด 8 ไอเท็มที่ต้องมีเมื่อกักตัวอยู่บ้าน

1.เจลแอลกอฮอล์ ต้องเป็นเจลแอลกอฮอล์ที่มีแอลกอฮอล์ในระดับ ไม่เกิน 70% และควรพกติดตัวด้วย เพื่อให้มือมีความสะอาด ปราศจากเชื้อโรคตลอดเวลา

2.หน้ากากอนามัย เป็นไอเท็มที่ต้องมีติดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องออกไปเจอบุคคลอื่นๆ ที่ไม่รู้จักกัน หรือต้องออกไปข้างนอก

3.สบู่ล้างมือ (สบู่เหลว) การใช้สบู่โดยเฉพาะสบู่เหลวจะทำให้ผิวไม่แห้งเท่ากับสบู่ก้อน ซึ่งจะไม่ทำให้เราเกิดความระคายเคืองผิว 

4.ทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อโรค หากต้องเข้าห้องน้ำหรืออยู่ในที่สกปรก การมีทิชชู่เปียกในการใช้ช่วยทำความสะอาดจะทำให้เราไม่ต้องไปติดเชื้อโรคอื่นๆมาเพิ่มเติมในร่างกายเราได้

5.บรรจุภัณฑ์อาหาร ช้อนส้อม แก้ว หลอด (ส่วนตัว) บรรจุภัณฑ์อาหารก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรต้องแยกกันใช้ เพราะสารคัดหลั่งของผู้อื่นอาจปนเปื้อนบนอาหารหรือบริเวณโดยรอบได้เช่นกัน เพื่อสุขอนามัยของตนเองที่ดี ดังนั้นควรใช้ภาชนะและสิ่งของต่างๆ แยกกับผู้อื่น

6.ที่วัดอุณหภูมิ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรมีติดไว้ที่บ้านเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายของตนเอง โดยแบบที่แนะนำ ควรเป็นเทอร์โมมิเตอร์แบบที่ไม่ต้องสัมผัสผิวหนัง หรือแบบยิงที่ตามสถานที่ให้บริการข้างนอกนิยมใช้

7.ถุงมือยาง หากต้องจับสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะในบ้านหรือข้างนอก เพื่อลดการเอาตัวเองไปเสี่ยง การใช้ถุงมือในการจับของถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดวิธีหนึ่งเช่นกัน

8.เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว โรคโควิดเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ การวัดค่าออกซิเจนในเลือด กรณีผู้ป่วยพบว่าตนเองมีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่ท่อช่วยหายใจได้ หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อต้องกักตัวที่บ้าน การมีเครื่องตัวนี้ช่วยประเมินอาการความวิกฤตของตนเองอาจช่วยให้เราได้รับการรักษาเพื่อทำให้ร่างกายดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657237

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 07:10 น.

https://www.posttoday.com/life/healthy/657237

เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหนในช่วงนี้ที่โควิด-19 ยังคงระบาดและมีผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน มีข้อมูลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือ ผู้ป่วยโควิดที่เสียชีวิตหลายคนถูกระบุว่ามีประวัติเป็นเบาหวานมาก่อน

จากความกังวลใจเรื่องนี้ โรงพยาบาลนวเวช จึงได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง เบาหวานกับโควิด ชีวิตไปทางไหน โดยเชิญ นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช มาให้คำแนะนำว่าผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด โดยมีผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีความเสี่ยง ผู้ดูแลคนไข้เบาหวาน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นแบบ Social Distancing ซึ่งข้อมูลที่คุณหมอแนะนำและการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสัมมนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ ใครไม่ได้ไปร่วมงาน ลองอ่านและนำไปปฏิบัติตามก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย

ผู้ป่วยเบาหวานติดโควิด เสี่ยงรุนแรง เสี่ยงเสียชีวิต

นพ.ธวัชชัย กล่าวว่าแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่ต่างจากคนไม่เป็นเบาหวาน แต่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกว่า ต้องดูแลรักษามากกว่า อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้ออาจลงปอดได้มากกว่า อาจต้องเข้าไอซียูมากกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน 3-4 เท่า

เหตุผลที่ทำให้คนเป็นเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดมีอาการรุนแรงก็เพราะคนที่เป็นเบาหวานมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคอ่อนแอลง และเมื่อติดเชื้ออักเสบลุกลาม ร่างกายก็เกิดความเครียดที่จะต้องต่อสู้กับเชื้อโรค โดยหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ก็เป็นตัวสำคัญในการสร้างน้ำตาลให้สูงขึ้นอีก

นพ.ธวัชชัย อธิบายเพิ่มว่า ในเยื่อบุร่างกายของคนเรามีตัวรับเชื้อโรคที่เรียกว่า AEC2 Receptor อยู่แทบทุกเซลล์ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ตับ ไต ปอด เมื่อเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายจะไปจับกับ AEC2 Receptor แล้วแบ่งตัว กระจาย ลุกลาม คนที่เป็นเบาหวานเมื่อติดเชื้อโควิด ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูง เชื้อโควิดก็จะแบ่งตัวได้เร็วขึ้น และมีโอกาสกระจายเข้าสู่ปอดได้เร็วขึ้นด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานยิ่งอายุมาก ยิ่งเสี่ยงมาก

นอกจากเรื่องภูมิต้านทานต่ำแล้ว อายุก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ธวัชชัย ให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในเมืองไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีประมาณ 9% หรือประมาณ 5 ล้านคน แต่ช่วงอายุที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ 60-70 ปี คิดเป็นเกือบ 20% คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การที่มาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานตอนอายุ 60 ปีนั้น ความจริงอาจเป็นมาตั้งแต่อายุ 30 ปีก็ได้ ซึ่งการเป็นเบาหวานมานานจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ หัวใจ อัมพาต ตา ไต เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานซึ่งมีพื้นฐานร่างกายไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งมีโอกาสถูกซ้ำเติมจากโควิดได้ง่ายขึ้น

คุมน้ำตาลให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงจากโควิด

แม้จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าคุมน้ำตาลได้ดี ต่อให้ติดโควิดก็ยังเบาใจได้ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจะน้อยลง การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะดีกว่าคนที่ไม่คุมน้ำตาลไม่ดี

นพ.ธวัชชัย กล่าวถึงตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเราคุมน้ำตาลได้ดีแค่ไหน มีอยู่ 3 ตัว คือ

  1. FBS (Fasting Blood Sugar) หรือน้ำตาลก่อนอาหาร ค่าที่ได้ไม่ควรเกิน 130 mg/dL. แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดคือไม่ควรเกิน 110 mg/dL.
  2. HbA1C หรือน้ำตาลเฉลี่ย ค่าปกติอยู่ที่ 4-6% ค่านี้สะท้อนถึงการแกว่งของน้ำตาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป้าหมายการรักษาต้องการให้ A1C ไม่เกิน 7% คำนวนเป็นค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 154 mg/dL ถ้ารักษาอย่างเข้มงวดไม่เกิน 6.5% คำนวนค่าเฉลี่ยน้ำตาลไม่เกิน 140 mg/dL.
  3. น้ำตาลหลังอาหาร โดยวัดหลังจากรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 180 mg/dL.ถ้าต้องการตั้งเป้าหมายที่เข้มงวดต้องคุมไม่ให้เกิน 140 mg/dL.

“น้ำตาลเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหน้าที่ต่างๆ ระดับเซลล์ ผู้ป่วยเบาหวานถ้าไม่อยากเสียชีวิตจากโควิด ต้องคุมน้ำตาลให้ดี กินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลสูง ให้แกว่งตัวแคบๆ ในช่วง 70-180 mg/dL. เพื่อให้ค่าเฉลี่ยออกมาน้อยกว่า 7% เราไม่ต้องการให้น้ำตาลแกว่งมาก เช่น 50-300 mg/dL. แม้ว่าค่าเฉลี่ย A1C จะออกมา 7% ก็ไม่ดี เพราะน้ำตาลต่ำอันตราย น้ำตาลสูงก็อันตราย คนที่เป็นเบาหวานจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการควบคุมน้ำตาลอยู่ 3 วิธี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และยา ต้องทำให้ 3 สิ่งนี้สมดุล เพื่อให้น้ำตาลแกว่งอยู่ในช่วง 70-180 mg/dL.” นพ.ธวัชชัย กล่าว

ได้ทราบวิธีที่จะช่วยลดอาการรุนแรงของผู้ป่วยเบาหวานที่ติดเชื้อโควิดไปแล้ว แต่การป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อคือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่ง นพ.ธวัชชัย ได้ทิ้งท้ายว่าถ้าไม่ติดโควิดก็ไม่ต้องมากังวลกับความรุนแรงและการเสียชีวิต คำแนะนำในการป้องกันโควิดก็เช่นเดียวกับคนทั่วไป คือ สวมแมสก์ ล้างมือ เว้นระยะห่าง และฉีดวัคซีนป้องกันให้เร็วที่สุด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657235

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายเมื่อกิน-สูดดม-สัมผัส สารพิษอันตรายเข้าสู่ร่างกาย มีวิธีปฐมพยาบาลเมื่อได้รับสารพิษอันตรายอย่างไร?

ข้อมูลโดย รศ.พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน และศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ระบุว่า

สารพิษเข้าสู่ร่างกายของคนเราได้อย่างไร

โดยหลัก ๆ แล้วสารพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายคนเราผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. การกิน 2. การสูดดม และ 3. การสัมผัส

ซึ่งการสัมผัสนั้น อาจเป็นการสัมผัสทางผิวหนัง สัมผัสเข้าสู่ตาหรือเยื่อบุอื่น ๆ

สารพิษที่เรามีโอกาสจะสัมผัส ส่วนใหญ่อาจจะเป็นสารที่อยู่ในบ้านของเรา เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน อย่างน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างท่อ (โซดาไฟ) นอกจากนั้น อาจเป็นกลุ่มยาฆ่าแมลงที่ใช้ตามบ้าน เช่น ยาฆ่ามด ยาฆ่ายุง หรือยาฆ่าปลวก

หากเป็นการใช้ทางด้านเกษตรกรรม การใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้าก็จะมีเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นสูง นอกจากนั้น ถ้าประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม ก็มีโอกาสที่สัมผัสสารเคมีได้

อีกประเภทหนึ่งก็คือ กลุ่มคนไข้ที่ตั้งใจทำร้ายตัวเองโดยการกินยา หรือสารเคมีเกินขนาด ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับสารพิษได้

1 เมื่อได้รับสารพิษผ่านการกิน

ถ้าเราได้รับสารพิษโดยวิธีการกินถ้ามีอาการผิดปกติแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

หากมีอาการรุนแรง เช่น ซึม หมดสติ หรือแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ให้โทรเบอร์ 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อให้มีทีมรถพยาบาลมาดูแลที่จุดเกิดเหตุ

กรณีที่สารพิษอาจจะเปื้อนเสื้อผ้า หรือเปรอะเปื้อนตามผิวหนัง ระหว่างที่เรารอรถพยาบาลมา เราอาจถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย เพื่อลดการสัมผัสกับตัวผู้ป่วย อาจจัดผู้ป่วยให้นอนตะแคง เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ เพื่อรอรถพยาบาลมารับผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

#วิธีการที่ไม่แนะนำ

ไม่ควรล้วงคอ หรือทำให้อาเจียนด้วยวิธีการอื่น เช่น การกินไข่ขาว ให้น้ำ หรือนมในปริมาณมาก ๆ เพื่อหวังเจือจาง เพราะสารพิษบางชนิด หากยิ่งทำวิธีการเหล่านี้ จะยิ่งทำให้เกิดพิษต่อผู้ป่วยมากขึ้น

และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงวิธีการต่างๆเหล่านี้

2 เมื่อได้รับสารพิษสัมผัสเข้าสู่ตาหรือทางผิวหนัง

วิธีการปฐมพยาบาลในกรณีนี้ ให้เปิดน้ำหรือล้างตาด้วยน้ำที่ไหลผ่านตลอด เช่น สายยางเพื่อล้างตาตลอดเวลา กรณีที่ล้างในภาชนะ อาจทำให้สารพิษลงไปในอ่าง เมื่อเราลืมตาก็อาจจะได้รับสารพิษต่อเนื่อง

เน้นว่า ล้างด้วยน้ำที่ไหลผ่าน เพื่อชำระล้างเอาสารพิษออก จนกว่ารู้สึกว่าอาการระคายเคืองลดลง

หรือถ้าโทร 1669 แล้วรถพยาบาลยังไม่มา ให้เราล้างจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง

3 เมื่อได้รับสารพิษผ่านการสูดดม

โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแก๊ส วิธีการปฐมพยาบาล คือ ต้องนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารพิษนั้น คำแนะนำก็คือ ผู้ที่เข้าไปช่วยผู้ป่วยจะต้องมีอุปกรณ์การป้องกันตัวที่พร้อมก่อน

บางกรณีที่เราจะเห็นข่าว คือ คนลงไปทำความสะอาดบ่อเกรอะ เมื่อคนแรกลงไป แล้วคนที่สองลงไปก็หมดสติตาม เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดในบริเวณนั้นมีแก๊สพิษ แล้วเราเข้าไปช่วยคนไข้ก็อาจจะได้รับแก๊สพิษด้วย

เราอาจจะต้องประเมินสถานที่ที่เราจะเข้าไปเพื่อนำตัวผู้ป่วยออกมาว่าปลอดภัยหรือไม่

วิธีการที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไปคือ โทร 1669 อย่าเข้าไปในบริเวณที่มีสารพิษนั้น เพราะจะทำให้เราได้รับสารพิษด้วย ให้บุคลากรทางการแพทย์มาช่วยชีวิตผู้ป่วยจากบริเวณนั้นจะดีที่สุด

กรณีที่เรามีสารเคมีอยู่ในบ้าน

อาจจะเป็นกรดด่างหรือสารกัดกร่อนที่เรารู้ว่าน่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือต่อร่างกายต้องแยกเก็บสารเคมีกลุ่มนี้อยู่ในภาชนะเฉพาะไม่แนะนำให้ใช้ภาชนะที่ใส่อาหารไปบรรจุสารเคมีเหล่านี้

และที่สำคัญคือ “เก็บให้พ้นมือเด็ก” เพราะมีโอกาสที่เด็กจะเข้าไปหยิบ สัมผัส หรือกินเข้าไปได้

#โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้

#สารพิษอันตราย

Covid-19 : ‘ผื่น’ อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657180

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

Covid-19 : 'ผื่น' อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2)สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยโรคโควิด-19 กับอาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 2) พร้อมไขข้อข้องใจ “ผื่นหลังวัคซีน” และ “ปัญหาจากการใส่หน้ากากอนามัย”

เราทุกคนคงเคยได้รับวัคซีนกันมาหลายตัว เช่น วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไข้หวัดใหญ่ และอื่น ๆอีกมากมาย วัคซีนทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหรือลดความรุนแรงของโรค ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต บางครั้งหลังจากได้รับวัคซีนอาจมีอาการข้างเคียงเฉพาะบริเวณที่ฉีด ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน หรืออาจมีอาการทั่ว ๆไป เช่น ไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ปวดเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่น เป็นต้น อาการเหล่านี้พบได้ทุกวัคซีน ซึ่งไม่รุนแรงและหายได้เองมักพบ 1-3 วันหลังฉีดและไม่เกิน 7 วัน

วัคซีนโควิด-19 ก็คล้ายกับวัคซีนอื่น ๆ  จากข้อมูลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่าตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนวันที่  28 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวนเกือบ 2 ล้านโดส ไม่พบอาการข้างเคียงเลย 89% มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการ โดยเป็นผื่นเพียง 0.7% เท่านั้น

ผื่นหลังวัคซีน

รศ.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผื่นที่เป็นอาการข้างเคียงหลังวัคซีนจะมีลักษณะดังนี้ 1.ผื่นเป็นบริเวณที่ฉีด ถ้าฉีดแขนซ้ายแต่ผื่นเป็นแขนขวาก็ไม่เกี่ยวข้องกันหรือผื่นกระจายทั่วตัว ผื่นมักขึ้นใน 3 วัน ไม่เกิน 7 วัน 2.ไม่เคยเป็นผื่นลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน เช่น เคยเป็นผื่นคันทั่ว ๆไปเกือบทุกวัน ฉีดวัคซีนก็เป็นเหมือนเดิมหรือโดนยุงกัดเป็นผื่นไปโดนยุงกัดอีกหลังฉีดวัคซีนก็เป็นผื่น จึงไม่เกี่ยวกับวัคซีน 3. ผื่นที่พบเป็นอาการข้างเคียงหลังรับวัคซีนที่พบได้คือ ลมพิษและผื่นคล้ายออกหัด 4. ลมพิษลักษณะเป็นปื้น นูน แดง คัน ผื่นขึ้นตามรอยเกา ผื่นมักหายใน 24 ชม ไม่ทิ้งรอย อาจมีผื่นใหม่ขึ้นๆยุบๆ เลื่อนที่ เป็นทั่วๆทั้งตัว ลมพิษอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ยา อาหาร การติดเชื้อ โรคแพ้ภูมิ หรือไม่มีสาเหตุ 5.ผื่นคล้ายออกหัด เป็นตุ่มสาก ๆ เล็ก ๆ สีแดงกระจายทั่วตัว ผื่นแบบนี้เกิดในไข้ออกผื่นจากเชื้อไวรัสหรือแพ้ยาหรืออื่น ๆ ก็ได้

ถ้ามีผื่นหลังรับวัคซีน ควรทำดังนี้ คือ

1.อย่าตกใจ ผื่นเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มักไม่รุนแรง หายได้เอง 

2.ถ่ายรูปไว้ ใช้มือถือถ่ายรูปผื่นใกล้ ๆ จะได้เห็นลักษณะของผื่นชัด และถ่ายรูปทุกบริเวณที่เป็นผื่น เพื่อให้เห็นการกระจายของผื่นว่าเป็นส่วนใดของร่างกายบ้าง ในวันที่เราไปพบแพทย์ ผื่นอาจหายแล้ว 

3.ใส่ประวัติ บันทึกประวัติไว้เพื่อช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ว่าเป็นผื่นจากสาเหตุใด ได้แก่ ผื่นขึ้นกี่ชั่วโมงหรือกี่วันหลังฉีดวัคซีน บริเวณที่ผื่นเริ่มเป็น มีอาการอื่นเช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูกร่วมด้วยหรือไม่ เป็นผื่นอยู่กี่วันหาย เคยเป็นผื่นแบบนี้มาก่อนหรือไม่ เป็นบ่อยแค่ไหน

4.นัดพบแพทย์ นำภาพผื่นและประวัติที่บันทึกไว้ไปคุยกับแพทย์ ให้แพทย์วินิจฉัยว่าผื่นเป็นอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือจากสาเหตุอื่น

คำถามตามมาหลังเป็นผื่น เช่น แพ้วัคซีนหรือไม่ ฉีดวัคซีนเข็มถัดไปได้หรือเปล่า จะเป็นผื่นอีกมั้ย

คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องแล้วแต่การวินิจฉัยของแพทย์ว่าเป็นอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนหรือไม่ และเป็นผื่นที่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนหรือฉีดต่อได้  อย่าลืมนะคะ ถ้าเป็นผื่นหลังฉีดวัคซีนอย่าตกใจ ถ่ายรูปไว้ ใส่ประวัติ นัดพบแพทย์   ขอให้ทุกคน เชื่อมั่น สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ คือการฉีดวัคซีนโควิด-19ให้เร็ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองและช่วยประเทศชาติของเราให้พ้นวิกฤตินี้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น มีเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง ไม่น่ากลัวโปรดเชื่อมั่นในพวกเรา “บุคลากรทางการแพทย์” เราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุก ๆ คน

ปัญหาจากการใส่หน้ากากอนามัย

อ.นพ.ชนัทธ์ กำธรรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใส่หน้ากากอนามัย ( mask) อย่างไรไม่ให้เป็นสิว นั้น ผื่นที่สัมพันธ์กับการใส่หน้ากากสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ผื่นที่เกิดจากการสัมผัส ซึ่งอาจเป็นการระคายเคือง  เช่นการกดทับ เสียดสี หรือการแพ้จากสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของหน้ากาก และอีกกลุ่มหนึ่งคือ ผื่นของโรคผิวหนังที่อาจมีอยู่เดิม และเป็นมากขึ้นจากการใส่หน้ากาก โรคที่พบบ่อยได้แก่ สิว, ผิวหนังอักเสบโรซาเชีย, ผิวหนังอักเสบซีโบเรอิก และผิวหนังอักเสบอะโทปิก โดยในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะสิวที่มีสัมพันธ์กับการใส่หน้ากากเท่านั้น จากรายงานส่วนใหญ่พบว่าการใส่หน้ากากจะกระตุ้นสิวให้กำเริบและมีอาการที่แย่ลง แต่ส่วนน้อยพบว่าทำให้เกิดโรคเหล่านี้โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติสิวมาก่อนเลย ทั้งนี้สิวที่เป็นมักจะมีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง ปัจจัยที่พบว่ามีความสำคัญคือ เพศหญิง การมีสิวอยู่แล้วและยังควบคุมได้ไม่ดีและการใส่หน้ากากอนามัยที่ต่อเนื่องกันเกิน 4-6 ชม.

สิวเห่อจากการใส่หน้ากาก

คำแนะนำสำหรับประชาชนโดยทั่วไปในการป้องกันไม่เกิดสิวเห่อจากการใส่หน้ากาก คือควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาสิวให้เข้าที่และสงบให้เร็วที่สุดร่วมกับการดูแลสภาพผิวหนังให้แข็งแรง โดยการทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นที่ไม่ก่อให้เกิดสิวอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อหนา เช่น Petrolatum หรือ Mineral Oil และควรรอให้ครีมที่ทาแห้งสนิทก่อนสวมใส่หน้ากาก ประมาณอย่างน้อย 30 นาที ส่วนชนิดของหน้ากากที่ใส่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าเป็นชนิดไหน อย่างน้อยควรมีการถอดหรือเปลี่ยนหน้ากากทุก 4-6 ชม. (ถ้าสามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ)

อ.นพ.ชนัทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเป็นสิวแล้วแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสม โดยแพทย์ผู้รักษาควรระวังในการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เนื่องจากจะมีโอกาสระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่ใส่หน้ากาก แนะนำให้เริ่มจากยาชนิดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองและความเข้มข้นที่ต่ำก่อน และให้พิจารณายาทาเฉพาะที่สิว เช่นการแต้มยาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์หรือกรดซาลิไซลิกเฉพาะบริเวณที่เป็นสิว เพื่อลดการระคายเคืองของผิวหนังข้างเคียง ยาทาในกลุ่มที่เป็นเนื้อแป้ง  จะช่วยทำให้ผิวหนังที่ชื้นจากการใส่หน้ากากแห้งได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่เป็นระดับปานกลางถึงรุนแรงให้พิจารณาให้ยารับประทานได้ตามความเหมาะสม

เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงติดหน้ากาก

ส่วนปัญหาเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงติดหน้ากาก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและอาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในผู้ป่วยบางคน ในฐานะแพทย์ทางออกสำหรับปัญหานี้ คือให้หลีกเลี่ยงหรือลดการแต่งหน้าที่มากเกินไปในบริเวณที่สวมใส่หน้ากาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาสิว หรือกำลังรักษาด้วยยาทารักษาสิวอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องที่หน้ากากอนามัยติดเครื่องสำอางแล้ว ยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น สิวที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการระคายเคืองของสิวและผิวหนังจากการทำความสะอาดใบหน้า  ส่วนครีมบำรุงควรพิจารณาเลือกเนื้อที่เป็นเจลหรือโลชั่นในคนที่มีผิวมัน และให้เป็นเนื้อครีมสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งอยู่แล้ว นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นที่ต้องแต่งหน้า แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทรองพื้น (foundation) และแป้งที่มีเนื้อหนา และเน้นการแต่งหน้าบริเวณที่ไม่ได้ปกปิดด้วยหน้ากาก เช่น รอบดวงตา แทน

สุดท้าย การทาครีมกันแดดบริเวณที่ใส่หน้ากากอนามัย อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการแพ้หรือทำให้สิวเห่อมากขึ้นเช่นเดียวกับเครื่องสำอาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของครีมกันแดดที่ใช้และสภาพผิวหนังของผู้ใช้ คำแนะนำ คือให้หลีกเลี่ยงการใช้ครีมกันแดดบริเวณที่ใส่หน้ากาก และใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าที่มีคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวี (Ultraviolet protective factor, UPF) ตั้งแต่ 50 ขึ้นไป และควรมีจำนวนเส้นด้ายที่มากและทอแบบแน่น ส่วนบริเวณอื่น ๆ อาจพิจารณาทาครีมกันแดดได้ตามปกติ

กินยาฆ่าเชื้อ เสี่ยงโรคลำไส้โป่งพอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/657116

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 07:30 น.

กินยาฆ่าเชื้อ เสี่ยงโรคลำไส้โป่งพองศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ชี้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ แม้กินแค่ครั้งเดียว ก็สามารถทำให้เสี่ยงลำไส้อักเสบติดเชื้อ จนกระทั่งเป็นโรคลำไส้โป่งพองได้

ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคติดเชื้อต่าง ๆ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการได้รับยาฆ่าเชื้อเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ลำไส้อักเสบติดเชื้อ จนกระทั่งเป็นโรคลำไส้โป่งพองได้

แพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคลำไส้โป่งพอง (Toxic Megacolon) เป็นภาวะที่เกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อรุนแรงของลำไส้ใหญ่ จนทำให้ลำไส้มีภาวะโป่งตัวและบีบรัดตัวผิดปกติ โดยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของลำไส้อักเสบจนเกิดลำไส้โป่งพองที่พบได้บ่อย คือ เชื้อคลอสติเดี้ยม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile)

ปกติในร่างกายจะมีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ในลำไส้อยู่แล้วตามธรรมชาติ (normal flora) และเป็นกลไกสำคัญที่คอยควบคุมไม่ให้มีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดอื่นๆมากผิดปกติ เมื่อร่างกายได้รับยาปฏิชีวนะ เชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติเหล่านี้ตายไป จึงเกิดการสูญเสียสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้เชื้อ C. difficile เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในลำไส้ได้ ซึ่งมีรายงานว่าแม้ได้รับยาปฏิชีวนะเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเกิดลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้ กลุ่มยาปฏิชีวนะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้อักเสบจาก C. difficile เช่น clindamycin, ampicillin, cephalosporin เป็นต้น

อาการแสดงของลำไส้อักเสบจากเชื้อ C. difficile ในรายที่ติดเชื้อไม่รุนแรง อาจไม่มีอาการ หรือมีท้องเสียเป็นน้ำปนมูกฉับพลัน สำหรับรายที่มีการติดเชื้อรุนแรง อาจมีไข้ ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรงจนอาจมีภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หากอาการรุนแรงมากขึ้นอาจเกิดภาวะลำไส้โป่งพอง หรือลำไส้ทะลุได้ เพราะฉะนั้น หากเริ่มมีอาการที่น่าสงสัยและมีประวัติเคยได้รับยาปฏิชีวนะ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว การนำอุจจาระมาตรวจร่วมกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่จะสามารถช่วยวินิจฉัยภาวะลำไส้อักเสบจากเชื้อ C. difficile ส่วนรายที่มีอาการท้องอืดรุนแรง CT Scan จะช่วยแยกรอยโรคลำไส้โป่งพองออกจากโรคอื่น ๆ ได้ โดยภาพ CT Scan จะเห็นว่าลำไส้บวมหนาจากการอักเสบติดเชื้อ และพบการอักเสบในช่องท้อง

โรคลำไส้โป่งพองถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรักษา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ระบบอวัยวะภายในล้มเหลว (multiorgan failure ) ลำไส้แตกทะลุ โดยการรักษาสามารถทำได้ตั้งแต่ให้ยาฆ่าเชื้อจำเพาะต่อ C. difficile ให้สารน้ำทางเส้นเลือด แต่หากร่างกายไม่ตอบสนองต่อยา ต้องทำการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ทั้งหมดที่ติดเชื้อออก และใช้เปิดทวารเทียมบนหน้าท้อง อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงจนต้องผ่าตัดนั้น มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

“ปัจจัยเสี่ยงของโรคลำไส้โป่งพอง ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ มีประวัติเคยได้รับยาฆ่าเชื้อใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เจ็บป่วยหนักรักษาตัวใน ICU หรือมีโรคประจำตัวเป็น inflammatory bowel disease (IBD) อุบัติการณ์ของลำอักเสบจากเชื้อ C. difficile จะลดลงหากลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ” แพทย์หญิงจรรยวรรธน์ กล่าว

HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656993

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย จับมือ บุ๋ม-ปนัดดา เปิดตัวแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง

เพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากภัยมะเร็งเต้านม  ล่าสุด สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Disease Society: TBS) ร่วมกับชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Cancer Community: TBCC) นำร่องแคมเปญเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมเปิดตัว แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ คุณ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะผู้หญิงแกร่งที่จะมาร่วมเป็นกระบอกเสียงเพื่อต่อสู้กับมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตหญิงไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลายท่าน อาทิ คุณ นุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์การการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและปัญหาด้านช่องว่างทางการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อผลักดันการขยายโอกาสทางการรักษาที่เท่าเทียม รวดเร็ว และมีคุณภาพยิ่งขึ้น

พลโท.รศ.นพ. วิชัย วาสนสิริ นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งมีแนวโน้มของอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[1] โดยในปี พ.ศ. 2563 เพียงปีเดียวพบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 22,158 ราย[2] และยังมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ดี มะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% – 100%  หากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม ด้วยเหตุนี้ จึงริเริ่มแคมเปญ HER WILL ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม รวมทั้งกระตุ้นเตือนสตรีไทยให้ตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มต้นการรักษาให้เร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการหายขาดมากขึ้น”

ปัจจุบัน นวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านมมีหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับประเภทความผิดปกติของยีนและระยะของโรค ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับผลข้างเคียงที่น้อยลงเมื่อเทียบกับแนวทางการรักษาในอดีต จากสถิติพบว่าประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักพบ HER2-positive ซึ่งส่งผลให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนน้อยลง[3] “นวัตกรรมยามุ่งเป้าที่พัฒนาขึ้นใหม่จึงนับได้ว่ามีส่วนยกระดับคุณภาพการรักษา เนื่องจากกลไกการทำงานของยามุ่งเป้าชนิดใหม่นี้ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีอัตราการรอดชีวิตที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่าแนวทางการรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้าชนิดใหม่ควบคู่กับยามุ่งเป้าชนิดเดิมที่มีอยู่ ประกอบกับการทำเคมีบำบัดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ดียิ่งกว่าการใช้ตัวยามุ่งเป้าชนิดเดิมเพียงอย่างเดียว และสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งในระยะแรกก่อนผ่าตัด ไปจนถึงระยะแพร่กระจาย โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ลดขนาดของก้อนมะเร็ง รวมไปถึงลดโอกาสการกลับมาของมะเร็งหลังผ่าตัด จนอาจกล่าวได้ว่ายามุ่งเป้าชนิดใหม่สามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคมะเร็งเต้านมได้ในผู้ป่วยบางรายด้วย” พลโท.รศ. .นพวิชัย กล่าวเสริม

คุณอรวรรณ โอวรารินท์ ประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ถึงแม้มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย  อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังขาดข้อมูลหรือความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคและการรักษาที่เหมาะสม  อาทิ ผู้ป่วยบางรายหันไปพึ่งพาการรักษาด้วยวิธีทางเลือกอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แนวทางการรักษามาตรฐานที่ได้ผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์ อีกทั้งพบผู้ป่วยบางรายแยกตัวโดดเดี่ยวอย่างไร้ความหวังในชีวิต ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ดูแล อดีตผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีจิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกันของกลุ่มผู้ป่วยในประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลการดูแลร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วย จัดกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมเพื่อแจกจ่าย และที่สำคัญคือผลักดันให้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นและอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น  ดังนั้น ชมรมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมสานต่อแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้หญิงและผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย” 

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวแคมเปญยังเผยแพร่คลิปวิดีโอ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในระยะต่างๆ รวมทั้งเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย หรือการรักษา โดยหวังว่าคลิปวีดีโอนี้จะมีส่วนกระตุ้นเตือนให้ผู้หญิงใส่ใจการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวมถึงเข้ารับการตรวจ mammogram อย่างสม่ำเสมอเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะหากพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ย่อมมีแนวโน้มที่อัตราการรอดชีวิตจะสูง แต่หากเข้ารับการรักษาในระยะแพร่กระจายแล้ว การเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพก็มีส่วนสำคัญต่อเส้นทางการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน

คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แคมเปญแอมบาสซาเดอร์ กล่าวว่า “ทุกชีวิตและทุกช่วงเวลามีค่าเสมอ โดยเฉพาะกับคนที่เรารักและคนที่รักเรา บุ๋มอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อเน้นย้ำถึงปัญหาสุขภาพระดับชาติอย่างมะเร็งเต้านม และความสำคัญของการ ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ที่มีค่าอย่างยิ่งต่ออัตราการรอดชีวิตและโอกาสการในการหายขาดของผู้หญิงไทย ดังนั้น เราไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะเอาใส่ใจดูแลตัวเองและคนที่คุณรักก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป บุ๋มขอเชิญชวนผู้หญิงทุกคนหมั่นตรวจคลำเต้านมของตนเองอย่างสม่ำเสมอและเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมทุกปี โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อยและหมดประจำเดือนช้า ยังไม่มีบุตร มีภาวะอ้วน และรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน บุ๋มขอฝากแคมเปญ HER WILL กับทุกคนด้วยนะคะเพื่อโลกที่มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมลดลง เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถหายขาดได้ เพื่อโลกที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมยังสวยและมั่นใจได้ เพราะไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมออก และเพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เราทุกคนจะสู้ไปด้วยกัน เพื่อเธอ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม”

“คนจำนวนไม่น้อยอาจเข้าใจผิดว่าการรู้ไวเป็นเรื่องน่ากลัว แต่กลับกัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ดังนั้น การรู้ไวและวินิจฉัยเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชีวิตผู้หญิงไทยหลายต่อหลายคน รวมถึงนุ๊กซี่เอง เพราะนั่นคือการเพิ่มแนวโน้มที่จะหายขาดจากโรคมะเร็งเต้านม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมและปลดล็อคความหวาดกลัว เตรียมสภาพจิตใจและสภาพร่างกาย รวมถึงร่วมวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนหนึ่ง นุ๊กซี่รู้สึกดีใจมากที่ล่าสุดมีแคมเปญดี ๆ อย่าง HER WILL คอยอยู่เคียงข้างผู้หญิงไทย เพื่อรณรงค์การรู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ไปด้วยกันนะคะ นุ๊กซี่ขอเป็นอีกกระบอกเสียงร่วมสร้างความตระหนักและรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และหมั่นตรวจคลำเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก เพื่อโลกที่มะเร็งเต้านมจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป” คุณนุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่พบและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม กล่าวเสริม

นอกจากนี้ แคมเปญ HER WILL ยังได้รับการอนุเคราะห์จาก บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท แพลน บี มีเดีย จํากัด (มหาชน) และ TikTok ที่จะร่วมสร้างและส่งต่อความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม และร่วมรณรงค์การ  ‘รู้ไว เริ่มเร็ว หายทัน’ ในลำดับต่อไป

เชิญชวนชาวไทย ร่วมทำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านมฟรีได้ที่ https://herwill.wellcancer.com  เพื่อร่วมรณรงค์ต่อสู้กับมะเร็งเต้านม เพื่อชีวิตของเขาและเธอ ไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ HER WILL “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง และข่าวสารกิจกรรมดีๆ ที่กำลังจะตามมาอีกมากมาย สามารถเข้าชมได้ที่ https://herwill.wellcancer.com และสามารถรับชมสารคดีสั้นชุด HER Will “เพื่อเธอ” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยมะเร็ง : To Chase Away Cancer for a Better World โดย บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ที่ https://www.facebook.com/PinkAlertProject/videos/549299092735777/?extid=NS-UNK-UNK-UNK-UNK_GK0T-GK1C

[1] สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/148394)%5B2%5D Global Cancer Obsrvatory, World Helath Organisation (https://gco.iarc.fr/today/data/factsheets/populations/764-thailand-fact-sheets.pdf)%5B3%5D สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์https://www.chulacancer.net/faq-list-page.php?id=305

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656905

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 09:59 น.

1 กรกฎาคม วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ย้ำตรวจฟรีปีละ 2 ครั้งกรมควบคุมโรค รณรงค์วันตรวจเอชไอวีภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมชี้กรณีผลเป็นบวก จะเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งจะไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณ สุขรณรงค์วันตรวจเอชไอวี ปี 2564 ภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” พร้อมเชิญชวนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี โดยคนไทยสามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพื่อทราบสถานะการติดเชื้อของตนโดยเร็ว ป้องกันการส่งต่อเชื้อและรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็ว และขอเชิญ หน่วยงาน องค์กรทุกภาคส่วน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม สามารถติดตามเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า 1 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ตรวจเอชไอวี ซึ่งกรมควบคุมโรคมีความมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ 1.ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกิน 1,000 ราย 2.ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้น้อยกว่า 4,000 ราย และ 3.ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาวะ ลงจากเดิมร้อยละ 90

จากสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยในปี 2563 พบว่า มีผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง จำนวน 472,445 คน และยังมีผู้ติดเชื้อบางส่วนที่ยังไม่ทราบสถานะการติดเชื้อของตนเอง เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ทางเลือดและจากแม่สู่ลูก ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจหาเชื้อมีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถรู้ผลได้ภายในวันเดียว (same day result) แต่กลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ผู้ต้องขัง และพนักงานบริการ เป็นต้น ยังเข้าถึงยากและไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ

สำหรับวันรณรงค์ตรวจเอชไอวีในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Test to move forward : ตรวจเร็ว เพื่อก้าวต่อ” เพื่อสร้างความตระหนักว่าการตรวจหาเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญ ตรวจเร็ว เพื่อให้รู้สถานะของตนเอง ลดการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ ซึ่งการตรวจหาเชื้อเอชไอวีควรตรวจหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง 1 เดือน เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ รู้ผลเร็วได้ในวันเดียว ซึ่งเป็นความสมัครใจหลังจากให้ข้อมูลและได้รับคำปรึกษา โดยการตรวจและผลจะถูกเก็บเป็นความลับ

นายแพทย์โอภาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีติดเชื้อเอชไอวี ผลเป็นบวก จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจนตรวจไม่เจอ (Underdetectable) ซึ่งหากอยู่ในภาวะดังกล่าวจะไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือ Untransmittable ช่วยลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่ และสามารถวางแผนการตั้งครรภ์แบบธรรมชาติได้ จึงต้องเร่งส่งเสริมให้กับผู้ที่ติดเชื้อเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเร็วขึ้น โดยสามารถเข้ารับการรักษาฟรีได้ในระบบสิทธิประกันสุขภาพ (บัตรทอง) 

กรณีผลเป็นลบ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับบริการให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และทางเลือกอื่น เช่น การใช้ยาป้องกันก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (Pre – Exposure Phophylaxis หรือ PrEP และ Post – Exposure Phophylaxis หรือ PEP) เป็นต้น

ทั้งนี้ คนไทยทุกคนที่มีบัตรประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง และเนื่องในวันรณรงค์การตรวจเอชไอวี 1 กรกฎาคม 2564 นี้ ขอเชิญชวนหน่วยงาน และองค์กรทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ขอเชิญ ติดตามและร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ผ่านทาง Facebook Fanpage กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค และ Safe SEX Story เล่าเรื่องเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค โทร. 0 2590 3291

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656897

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 08:59 น.

5 วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเคยสังเกตกันไหมหลายครั้งเรามีอาการใจสั่นเพราะเข้าใจว่าเจอคนหน้าตาดีหรือเจอคนพูดเสียงดังเลยเกิดตกใจทำให้ใจสั่นหากคุณเคยมีอาการใจสั่นแบบนี้นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ซึ่งในทางการแพทย์แล้วเราถือว่าอาการใจสั่นคือความผิดปกติเพราะปกติหัวใจเราจะเต้นอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมชาติของมันทำให้เราแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามหากคุณเคยมีอาการใจสั่นโดยที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือ การที่หัวใจสูญเสียการเต้นแบบปกติไป อาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติก็ได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. หัวใจเต้นเร็ว

2. หัวใจเต้นช้า

3. หัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว

4. ภาวะหัวใจหยุดเต้น

โดยปกติแล้วหัวใจเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง/วัน  หรือ 60-100 ครั้ง/นาที หากเต้นเกิน 100 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นเร็ว แต่ถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง ถือว่าหัวใจเต้นช้า แต่ถ้าเราเราออกกำลังกายจะเป็นการตอบสนองของร่างกาย (Physiological responses) อยู่แล้วว่าหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น ตรงกันข้าม หากเราออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ หรือไม่ได้เต้นเร็วขึ้น กรณีนี้ถือว่าผิดปกติ ยกเว้นนักกีฬาที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ เช่น นักวิ่งมาราธอน หัวใจของคนกลุ่มนี้อาจเต้นปกติได้อยู่เมื่อออกกำลังกาย

วิธีสังเกตภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

คนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถสังเกตตัวเองได้ง่าย ๆ หากหัวใจเต้นเร็ว จะมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าจะเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ส่วนหัวใจเต้นไม่ตรงจังหวะ หรือหัวใจเต้นพลิ้ว จะมีอาการอ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง

วิธีตรวจเช็กภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะในปัจจุบัน มี 5 วิธี คือ

1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

เป็นการตรวจแบบ Real-time ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพง ถ้าตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลประมาณ 300 บาท ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี

2. การตรวจและบันทึกเครื่องไฟฟ้าหัวใจ (Holter Monitoring)

วิธีตรวจจะคล้าย ๆ ECG จะแต่เครื่องมือติดไว้กับคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้คนไข้นำกลับบ้านไปด้วย แพทย์จะทราบว่าใน 24 ชั่วโมงนั้น คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร

3. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

ในรายที่ออกกำลังกายแล้วหัวใจยังเต้นช้าอยู่ถือว่าผิดปกติ

4. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาชนิดฝัง (Implantable Loop Recorder)

จะเป็นการฝังเครื่องไว้ใต้ผิวหนัง หากเกิดความผิดปกติ แพทย์จะนำออกมาดูได้ กรณีนี้แนะนำให้ใช้ในคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการทุกวัน 

5. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)

เป็นการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจเพื่อหาโรคบางชนิด เช่น คนไข้ที่มีภาวะหัวใจผิดปกติบางราย อาจเกิดจากผนังหัวใจหนาผิดปกติ เพราะโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีภาวะการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ จึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับกลุ่มคนที่แต่ไม่เคยมีอาการใด ๆ มาก่อน อาจยากต่อการตรวจวินิจฉัยในเบื้องต้นได้

ที่มา Mahidol Channel

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656789

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

เคลียร์ 5 ข้อสงสัยวัคซีน COVID-19 กับหมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราชฯวัคซีน COVID-19 : โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีน COVID-19 รวม 100 ล้านโดสเพราะอะไร?

ไวรัส COVID-19 โดยปกติแล้วหากลอยอยู่ในอากาศเฉย ๆ โดยไม่มีอะไรห่อหุ้มเลย จะสามารถอยู่ได้เป็นนาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส แต่มันจะสลายไปในที่สุด แต่เมื่อไรก็ตามที่ไวรัสถูกห่อหุ้มด้วยน้ำลาย หรือเสมหะ จะอยู่ได้นานขึ้นเป็นชั่วโมง แต่จะเกิดการไม่แบ่งตัว

การแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนของไวรัสจะเกิดขึ้นได้นั้น มันต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่น ถ้าไวรัสอยู่ในอากาศแล้วเข้าไปในร่างกายคนที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว มันก็จะถูกกำจัดออกไป ส่วนที่ลอยอยู่ในอากาศก็จะสลายไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไวรัส COVID-19 ก็จะหายไปจากบ้านเรา

แต่ในทางปฏิบัติ หากไวรัสเข้าไปในร่างกายคน 100 คน แล้วยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายคน 8 คน เกิดการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ ไวรัสจะไม่มีทางหายไปจากบ้านเราแน่นอน เพราะเชื้อจะมีโอกาสกลับมาแพร่ต่อให้คนอื่นได้ เมื่อมีการพูด ไอ จาม เราจึงต้องทำให้คนในประเทศมีภูมิคุ้มกันเยอะ ๆ ให้เชื้อเข้าไปแล้วไม่สามารถแบ่งตัวได้ ก็จะเกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจนขึ้นกับประเทศไทย

เราตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนไว้ที่ 100 ล้านโดส หรือเท่ากับ 49 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของประชากรทั้งประเทศที่มี 70 ล้านคน เป้าหมาย 100 ล้านโดสจึงมาจากการคำนวณว่า 70% ของคนไทย ต้องได้คนละ 2 โดส จึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลตั้งเป้าว่าต้องหาวัคซีนมาให้ได้ 100 ล้านโดส

สำหรับสถานการณ์ในต่างประเทศอย่างอิสราเอล พบว่าปัจจุบันประชากรกว่า 60% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ส่วนที่เหลือก็ฉีดโดสแรกเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งประเทศ รัฐบาลอิสราเอลจึงอนุญาตให้ประชากรใช้ชีวิตแบบถอดหน้ากากได้ในบางช่วงเวลา เฉพาะตอนอยู่นอกอาคาร หรือในสถานที่ที่ไม่แออัด แต่เมื่อไรที่ต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือในที่ที่มีคนเยอะก็ยังคงแนะนำให้ใส่หน้ากากอยู่

เราต้องฉีดวัคซีน COVID-19 เป็นประจำทุกปีหรือไม่?

จากรายงานการศึกษาครั้งแรกของ King’s College ในสหราชอาณาจักรเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว มีการศึกษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จำนวน 69 คน พบว่าผู้ป่วยทุกรายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง ที่น่าสนใจคือ 17% ของผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันหายไปหมดใน 2 เดือน ส่วนที่เหลือก็ลดลงไปเรื่อย ๆ

งานศึกษาชิ้นนี้จึงเป็นงานศึกษาแรกที่สื่อสารกับคนทั้งโลกว่า ภูมิคุ้มกันร่างกายเราที่มีต่อเชื้อ COVID-19 จะไม่อยู่ระยะยาว เหมือนกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนสายพันธุ์ไปทุกปี ในระยะยาวคนไทยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนทุกคน คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ที่เราจะฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ บุคลากรด้านสุขภาพ

คนที่หายป่วยจากโรค COVID-19 จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีกหรือไม่? 

ถ้าเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้วคงไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะถ้าหายป่วย คุ้มภูมิกันก็จะขึ้น แต่ต่อมาเรารู้กันว่ามันจะค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จึงยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยที่หายแล้วได้รับการฉีดวัคซีนอยู่ โดยเว้นระยะสัก 3 เดือน การติดเชื้อในครั้งแรกจะเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 เพราะฉะนั้น ฉีดเพิ่มอีกเพียงเข็มเดียวก็พอ

ทำไมต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ทั้งหมด 2 โดส? 

หลักการผลิตวัคซีนคือ การนำบางส่วนของไวรัส COVID-19 แปะไปกับสิ่งที่เข้าไปในตัวเรา แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวเราจดจำว่านี่คือศัตรู เพราะฉะนั้น เมื่อเราฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว เม็ดเลือดขาวส่วนหนึ่งจะจำได้ แต่เมื่อฉีดเข็มที่ 2 เม็ดเลือดขาวจะสร้างกองทัพเยอะขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เข็มที่ 1 ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร เข็มที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะยิ่งสูงขึ้น

ในทางทฤษฎีเราพบว่า ระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 กับเข็มที่ 2 มีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของเข็มที่ 2 เป็นอย่างมาก กรณีถ้าฉีด Sinovac แล้วเว้นระยะเข็มที่ 2 ไปอีก 2-3 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันก็จะขึ้นหลังเข็มนี้ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วในเมืองไทย โดยแล็บวิจัยของมหิดลเอง

แต่สำหรับ AstraZeneca นั้น มีการตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนที่ไม่เหมือนกัน การศึกษาครั้งแรกทดลองให้มีการฉีดเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ ต่อมาในสหราชอาณาจักรมีการทดลอง 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ด้วย พบว่าภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงขึ้นเป็นบันได คือหากฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่า 4 สัปดาห์ และ 8 สัปดาห์อย่างชัดเจน

เมื่อสหราชอาณาจักรกำหนดการฉีดเข็มที่ 2 ไว้ที่ 12 สัปดาห์ ทำให้ทุกคนฉีดเข็มที่ 2 เมื่อครบ 12 สัปดาห์กันหมด จึงไม่มีใครรู้ว่าหากฉีดเลยจากนี้ไป ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงกว่านี้อีกไหม ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะดีกว่า

คนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วมีผลข้างเคียง จะไม่ฉีดเข็มที่ 2 ได้หรือไม่? 

บางคนฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจไม่ฉีดเข็มที่ 2 ต่อ กรณีนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องถึงคำ 3 คำที่เกี่ยวข้อง คือ 

1. ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) คือฉีดเข้าไปแล้ว ความดันตก หลอดลมบีบตัว หายใจไม่ได้ กรณีนี้ควรเปลี่ยนยี่ห้อวัคซีนในเข็มที่ 2 จะดีที่สุดถ้าเปลี่ยนแพลตฟอร์ม 95% ของคนที่แพ้วัคซีนจะเริ่มแสดงอาการในครึ่งชั่วโมงหลังจากฉีด จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีการสังเกตอาการครึ่งชั่วโมง หากฉีดแล้วแพ้ก็สามารถช่วยเหลือได้ทันทีด้วยการฉีดยาเพียงเข็มเดียว แต่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันที 

2. ภาวะข้างเคียง คือเมื่อฉีดแล้วเกิดพยาธิสภาพบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น เกิดลิ่มเลือดที่หลอดเลือดดำในสมอง ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงอายุไม่เยอะนัก ตอนนี้พบในวัคซีน 2 ยี่ห้อ คือ AstraZeneca และ Johnson & Johnson

3. เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน (Adverse Events Following Immunization: AEFI) เช่น ไข้ขึ้น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง 

อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับวัคซีนบางคนอาจเกิด ISRR (Immunization Stress-Related Response) ที่จัดเป็น AEFI เช่นเดียวกัน คือปฎิกิริยาเครียดตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน พอฉีดแล้ว แขนขาเริ่มอ่อนแรง รู้สึกชา ปากแข็ง พูดอะไรไม่ได้ โดยที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับสมอง

ในเมืองไทยเราก็พบคนที่มีอาการเหล่านี้ แต่เมื่อตรวจคลื่นแม่เหล็กสมองก็ไม่เจอรายที่มีการเปลี่ยนแปลง ภายใน 72 ชั่วโมงก็กลับมาเป็นปกติ

ฉีดวัคซีนเข็มแรกยี่ห้อหนึ่ง เข็มที่ 2 จะฉีดอีกยี่ห้อได้ไหม?

หากเป็นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว องค์การอนามัยโลกจะไม่แนะนำ แต่ที่ผ่านมามีหลายคนที่แพ้วัคซีนเข็มแรกจริง ๆ พอเป็นเข็มที่ 2 ก็ต้องฉีดยี่ห้ออื่น จึงมีการติดตามดูผลว่า หากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 คนละยี่ห้อกัน จะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้คือไม่เกิดผลเชิงลบ 

บางรายงานกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันอาจดีขึ้น เพราะใช้เทคโนโลยี 2 อย่าง ช่วงนี้จึงยังอยู่ในระหว่างการวิจัย ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มทำแล้ว แต่สำหรับเมืองไทย หากไม่ได้แพ้หรือเกิดภาวะข้างเคียงจากวัคซีนก็ยังคงฉีดเข็มที่ 2 เป็นยี่ห้อเดียวกับเข็มแรกอยู่

ส่วนคนที่เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังฉีด ซึ่งพบได้เยอะ เช่น เป็นไข้ อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว จะหายได้เองใน 48 ชั่วโมง ไม่ควรกังวลว่าเข็มที่ 2 จะต้องมีอาการเหมือนเข็มแรกเสมอไป ที่แน่นอนคือ ฉีดเข็มที่ 2 แล้ว จะมีภูมิคุ้มกันขึ้นดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 2 ให้ครบทุกคน

ที่มา Mahidol Channel

ข้อมูลโดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล