เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681347

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

สายวิ่งต้องรู้!! เคล็ดลับเติมพลังด้วย “อาหารปลอดกลูเตน” ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน

สำหรับนักวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญนอกจากการฟิตร่างกายแล้ว คือการเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพื่อเพิ่มพลังงานเสริมความแกร่งให้การวิ่ง แต่ก็มี นักวิ่งอีกหลายคนที่แพ้กลูเตนในคาร์โบไฮเดรต เจนเนอราลี่ เผยเคล็ดลับเติมพลังงานให้นักวิ่งที่แพ้กลูเตนเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนพิชิตเส้นชัยได้ตามเป้าหมาย โดย Aisling Pigott นักโภชนาการและผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ เผยว่า

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่มักจะมีกลูเตนอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าผู้ที่แพ้กลูเตนจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง ส่งผลต่อการวิ่งระยะไกล ๆ ดังนั้น ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน คือเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ปลอดกลูเตน

ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับอาหารที่ปลอดกลูเตนมากขึ้น เช่น พาสตา ขนมปัง เค้ก และซีเรียลบาร์ ซึ่งมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีราคาแพงกว่าอาหารทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ยังได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนอาหาร อาหารหลักตามธรรมชาติที่ปลอดกลูเตนมีให้เลือกมากมาย เช่น ข้าว มันฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้งและถั่วต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

ถัดมาคือต้อง วางแผนการทานล่วงหน้า อาหารที่ควรทานตอนเย็นก่อนวิ่ง ต้องเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์ในปริมาณเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าสะสมไกลโคเจนไว้ได้มากพอ เช่น พาสตา 1 ถ้วย (พร้อมซอส) ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างเต็มที่และปลอดกลูเตนด้วย ในตอนเช้าก่อนวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง อาหารเช้าที่มีไข่ เห็ด หรือมะเขือเทศบนขนมปังปลอดกลูเตนก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยให้ลองทานระหว่างซ้อมวิ่งเพื่อดูว่าจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ต่อลำไส้ ระหว่างวิ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว เจลและเครื่องดื่มชูกำลัง จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมพลังให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลูเตน แต่ให้ระวังขนมจำพวกบาร์และซีเรียลบาร์ที่ให้พลังงานบางประเภท เพราะมักจะมีกลูเตนรวมอยู่ด้วย

นักวิ่งทุกคนควรเริ่ม ฟื้นฟูร่างกายหลังวิ่งเสร็จ ภายใน 20 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกแตกหักได้ง่ายขึ้น นักวิ่งเหล่านี้ควรดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่นมที่เพิ่มแคลเซียมพิเศษไปด้วย จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายได้ รวมถึงการดื่มนมช็อกโกแลตหรือโปรตีนเชคก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชอบดื่มนม และควรทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก และผลไม้เสริมด้วย

เมื่อร่างกายพร้อมแล้วก็พร้อมร่วมวิ่งพิชิตใจตัวเองในงาน “เขาค้อ มาราธอน 2022” (Khaokho Marathon 2022) กิจกรรมวิ่งมาราธอนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ณ จอลลี่ แลนด์ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิทธิพิเศษโดยเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ได้มอบ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ Khaokho Marathon 2022  และติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ด้านสุขภาพ และเคล็ดลับการวางแผนสร้างหลักประกันในชีวิต จากเจนเนอราลี่ได้ที่นี่

‘โรคต้อกระจก’ ดวงตาพร่ามัวในผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681090

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.'โรคต้อกระจก' ดวงตาพร่ามัวในผู้สูงอายุ

ต้อกระจก (Cataract) คืออะไร? ส่องอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณของโรค พร้อมอัพเดทวิธีการรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางกระจกตาและการแก้ไขสายตา

ทำความรู้จักโรคต้อกระจก ตามัวในผู้สูงอายุ

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตามัว หรือเห็นแสงแตกกระจายในขณะขับรถ ถึงแม้จะใส่แว่นหรือคอนเทคเลนส์ก็ไม่หาย คุณอาจมีภาวะต้อกระจก ที่เกิดจากภาวะเสื่อมของเลนส์กระจกตา พบมากในผู้สูงอายุ และยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิด ซึ่งไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการผ่าตัดทำให้สายตากลับมาดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจก ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกคน ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดในรายที่เลนส์แก้วตาขุ่น มัว เป็นฝ้า บดบังการมองเห็น ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เพราะฉะนั้นหากแพทย์แนะนำให้รับการผ่าตัดต้อกระจก ก็ควรรีบเข้ารับการรักษา เพราะหากปล่อยไว้นาน ตาจะมัวลงจนถึงขั้นมองไม่เห็น และต้อกระจกจะแข็งมาก ทำให้การผ่าตัดยากและต้องเปิดแผลใหญ่ขึ้น

พญ.ชุณหกาญจน์ เพ็ชรพันธ์ศรี จักษุแพทย์เฉพาะทางกระจกตาและการแก้ไขสายตา ศูนย์ตา โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้คำแนะนำกับผู้ที่ต้องประสบปัญหาโรคต้อกระจก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีสาเหตุมาจากการเสื่อมไปตามวัย ซึ่งพบได้มากในปัจจุบัน พร้อมอธิบายถึงวิธีการสังเกตความผิดปกติไปจนถึงขั้นตอนเข้ารับการรักษา

อาการเบื้องต้น

• ตามัว มองเห็นไม่ชัด แม้จะเปลี่ยนแว่นสายตาก็ไม่ชัด

• มองเห็นภาพเป็นเงาซ้อน

• มองเห็นแสงไฟกระจายแตกเป็นแฉก

• มองเห็นสีต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม

• มีฝ้าขาว บริเวณกลางรูม่านตา

อาการเหล่านี้ คือสัญญาณของโรคต้อกระจก สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก แล้วเปลี่ยนใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน โดยเลนส์แก้วตาเทียมเป็นวัสดุที่สามารถใช้งานได้เป็นการถาวร ไม่มีวันหมดอายุ ดังนั้น เรามาทำความรู้จักโรคต้อกระจกกันเถอะ

ต้อกระจก (Cataract) คืออะไร

“โรคต้อกระจก” คือ ภาวะเสื่อมของเลนส์กระจกตา เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในคนสูงอายุ เกิดจากการเสื่อมไปตามวัย โดยพบว่าครึ่งหนึ่งของคนอายุ 60 ปี จะเป็นต้อกระจก

สาเหตุ

· เกิดจากภาวะเสื่อมของเลนส์กระจกตาที่เสื่อมไปตามวัย เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในคนสูงอายุ

· เกิดได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด สาเหตุอาจเกิดจากพันธุกรรม การติดเชื้อบางชนิด หรือบางรายเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ

· เกิดจากผลแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ และเบาหวาน

· เกิดจากการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์

· เกิดจากอุบัติเหตุ ที่ได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตา

การรักษา

ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดตาที่ใช้ป้องกัน และรักษาต้อกระจกให้หายได้ แต่การรักษาต้อกระจกทำได้โดยการผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ โดยเลนส์แก้วตาเทียมเป็นวัสดุที่สามารถใช้งานได้เป็นการถาวร ไม่มีวันหมดอายุ หรือไม่ต้องคอยเปลี่ยนใหม่เมื่อเวลาผ่านไป เลนส์แก้วตาเทียมมีหลายชนิดที่เหมาะสมในคนไข้แต่ละราย และมีความปลอดภัยสูง

การผ่าตัดต้อกระจกมี 2 ประเภท ได้แก่

1. การผ่าแผลเล็กหรือการสลายต้อกระจก (Phacoemulsification) การผ่าตัดวิธีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงมาทำให้เนื้อเลนส์แก้วตาสลายเป็นชิ้นเล็กและดูดออก จากนั้นใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กสอดผ่านแผลผ่าตัดเข้าไปในลูกตา ทำให้มีแผลผ่าตัดเพียง 3 มิลลิเมตร ผู้ป่วยจึงหายเร็วขึ้น สายตาชัดเร็วขึ้น ระยะพักฟื้นสั้นลง และกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

2. การผ่าแผลใหญ่หรือการผ่าต้อกระจก (Extracapsular Cataract Extraction หรือ ECCE) การผ่าตัดวิธีนี้มีการเปิดแผลใหญ่กว่า 10 มิลลิเมตร เพื่อคีบเอาเลนส์ออกมาทั้งชิ้น ทำให้ดวงตามีการกระทบกระเทือนมากกว่า ต้องพักฟื้นนานกว่า แต่ทั้งสองวิธีสามารถใช้เลนส์เทียมเข้าทดแทนเลนส์เดิมที่ผ่าออกมาได้

หากไม่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อปล่อยให้ต้อกระจกสุกเต็มที่ (Mature Cataract) จะทำให้เลนส์ตาแข็งตัวมาก จนกระทั่งไม่สามารถใช้เทคนิคการผ่าแผลเล็กหรือการสลายต้อกระจกได้ จะต้องทำการผ่าตัดแบบเปิดแผลใหญ่แทน ถ้าต้อกระจกสุกเต็มที่จนกระทั่งถุงหุ้มเลนส์แตก อาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงของดวงตาได้ และถ้ารักษาไม่ทัน อาจทำให้ตาบอดได้เช่นกัน

การเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียม

1. เลนส์มาตรฐานระยะเดียว (Monofocal IOL) เป็นเลนส์ที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการมองไกล ทำให้ผู้ป่วยมองไกลได้ชัดขึ้น แต่ในเวลามองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ อาจต้องใส่แว่นมองใกล้เพิ่ม

2. เลนส์หลายระยะ (Multifocal IOL) ใช้ดูได้ทั้งระยะใกล้ และระยะไกล

3. เลนส์แก้ไขสายตาเอียง (Toric IOL) ในผู้ป่วยที่มีสายตาเอียงอยู่แล้วก่อนผ่าตัด เพื่อทำให้สายตาเอียงลดน้อยลง

เหงื่อออกเป็นเลือด โรคที่พบน้อย รักษาให้หายขาดได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680927

วันที่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 11:15 น.เหงื่อออกเป็นเลือด โรคที่พบน้อย รักษาให้หายขาดได้

ไขข้อข้องใจ ‘ภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด’ พร้อมแนะวิธีดูแลโรคอื่นๆ ที่เกิดจากเหงื่อในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะผดและสิวที่พบมากสุด

จากกระแสข่าวพบเด็กหญิง 7 ขวบมีเลือดออกตา จมูก และผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุ เกิดจากโรคภาวะเหงื่อออกเป็นเลือด (Hematohidrosis) หรือที่เรียกว่า ภาวะที่มีเลือดออกจากผิวหนังปกติที่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ ซึ่งสามารถพบเลือดออกได้ตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ฝ่ามือ หลังมือ หน้าผาก ใบหน้า ซอกพับ หรือดวงตา เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก แต่มักสร้างความตื่นตกใจและความเครียดต่อผู้ที่เป็นและผู้ที่พบเห็น 

เรื่องนี้ ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และ รศ.พญ.รัตนาวลัย นิติยารมย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายว่า สาเหตุของการเกิดภาวะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่อาจพบสัมพันธ์กับภาวะความเจ็บปวดทางร่างกาย เช่น โรคประจำตัวที่เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด การออกกำลังกายอย่างหนัก การมีประจำเดือนผิดปกติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด หรือภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง รวมถึงยังมีความเชื่อเกี่ยวกับภาวะเหงื่อออกเป็นเลือดกับความเชื่อทางศาสนา

ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการเหงื่อออกเป็นเลือดบางรายจะมีอาการเจ็บหรือปวดแสบบริเวณที่จะมีเลือดออกนำมาก่อน บางรายอาจมีอาการใจสั่น หน้ามืด คล้ายจะเป็นลมในขณะที่มีอาการ เลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดแดงสด หรือน้ำสีแดงจาง อาจมีกลิ่นคาวเลือด ปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน และสามารถหยุดได้เองในเวลาไม่นาน

ผู้ที่มีภาวะนี้มักจะมีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ เช่น ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือบุคลิกภาพผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังจากการเกิดอาการเหงื่อออกเป็นเลือด โดยส่วนใหญ่ผุ้ที่มีภาวะนี้จะตรวจไม่พบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายหรือการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการใด ๆ

ทั้งนี้ การรักษาภาวะนี้ขึ้นกับสาเหตุ หากในรายที่ตรวจไม่พบสาเหตุใด ๆ การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการและการรักษาปัญหาทางจิตใจควบคู่กันไป ไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ผู้ที่เป็นโรคนี้มักมีอาการอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งอาจมีอาการหลายเดือนจนถึงหลายปี แล้วอาการเหล่านี้มักหายไปได้เอง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุ Hematidrosis เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก อาการผู้ป่วยคือจะมีเลือดออกบริเวณผิวหนัง และเยื่อบุอวัยวะอื่นๆ ซึ่งเลือดจะไหลออกเป็นพักๆ สำหรับโรคเหงื่อออกเป็นเลือด เกิดจากเส้นเลือดฝอยรอบๆ บริเวณต่อมเหงื่อ เกิดความเปราะบาง เกิดการปริแตก และมีเลือดไหลออกมา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และส่วนมากจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย สำหรับในเพศหญิงจะอยู่ในช่วงอายุก่อนจะมีประจำเดือน พบมากระหว่างอายุประมาณ 11-14 ปี อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้

สำหรับในช่วงอากาศร้อน จะพบว่าร่างกายมีเหงื่อออกจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรักแร้ ซึ่งการที่มีเหงื่อออกนั้น เกิดจากความร้อนหรืออารมณ์และจิตใจที่ถูกกระตุ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติหรือเรียกว่า “ภาวะหลั่งเหงื่อมากหรือภาวะเหงื่อท่วม” เป็นภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ มีสาเหตุ ที่พบได้บ่อย คือ โรคอ้วนเพราะชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่หนาขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี จึงต้องเพิ่มการระบายความร้อนออกทางเหงื่อ การขาดฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนหรือภาวะวัยทอง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินหรือโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคเบาหวานที่มีความผิดปกติในการใช้พลังงานและการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อต่างๆ การติดเชื้อโรคที่ส่งผลให้เกิดอาการไข้เรื้อรัง เช่น โรคมาลาเรีย และวัณโรค โรคหัวใจวายเรื้อรัง เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานเพิ่มในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอ ความร้อนในร่างกายจึงสูงขึ้น ซึ่งต้องกำจัดออกโดยการเพิ่มภาวะเหงื่อออก นอกนี้ยังมีสาเหตุจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาพาราเซตามอล หรือยาที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน ยาโรคความดันโลหิตสูง ยาโรคเบาหวาน ยาด้านจิตเวช โรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งในโรคมะเร็งอาการเหงื่อออกมากผิดปกติทั่วตัวมักเกิดในช่วงกลางคืน

โรคที่เกิดจากเหงื่อที่พบบ่อยจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ได้แก่

ผด เป็นโรคที่พบบ่อยในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงเกิดจากการอุดกั้นที่ชั้นนอกสุดของผิวหนัง ทำให้เหงื่อไม่สามารถไหลซึมออกมาได้ จะเกิดเป็นตุ่มพองน้ำใสๆ เล็กๆ ตื้นๆ โดยมากจะเป็นบริเวณที่ถูกแดดหรือถูกความร้อนซึ่งมักเรียกว่าผดแดด ถ้ามีเหงื่อออกมากก็จะยิ่งเป็นมากขึ้นและจะยุบหายไปเมื่อไม่มีเหงื่อออก

รังแค เกิดจากการทำงานที่มากขึ้นของต่อมไขมัน มีลักษณะเป็นสะเก็ดบางๆ หรือขุยละเอียดอ่อนบนหนังศีรษะ พบมากในวัยหนุ่มสาวและจะน้อยลงในวัยชรา

สิว เกิดจากการขับถ่ายไขมันออกมาผิดปกติขึ้นอยู่กับวัย ส่วนมากพบในวัยหนุ่มสาว และเกิดจากความเครียดทางจิตใจ สภาวะแวดล้อม ซึ่งรวมทั้งอากาศร้อน การเสียดสี สารเคมีในเครื่องสำอาง การรับประทานยา และพันธุกรรม ส่วนใหญ่บริเวณใบหน้า แผ่นหลัง หน้าอก และหัวไหล่ มากน้อยตามลำดับ 

การป้องกันเกิดโรคต่างจากเหงื่อ คือ การรักษาสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในปริมาณเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดโรคอ้วน ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน หวาน และเค็ม เพิ่ม ผัก และผลไม้ ที่สำคัญคือควรรักษาและควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค ที่เกิดจากเหงื่อ เพื่อส่งผลดีคุณภาพชีวิต

มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โรคยอดฮิตติด 1 ใน 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680838

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 10:50 น.มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โรคยอดฮิตติด 1 ใน 3

รู้หรือไม่! ประเทศไทยตรวจพบ ‘โรคมะเร็งในเด็ก’ ปีละประมาณ 1,000 – 3,000 ราย และพบในทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยโรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ‘โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน’ หรือลูคีเมีย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38.1 ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะ รุจกิจยานนท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา และมะเร็งในเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ไขกระดูก หรือ Bone Marraw เป็นที่อยู่ของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (สเต็มเซลล์) และเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดต่าง ๆ ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

ดังนั้น ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด จะถูกแทนที่ด้วยเซลล์มะเร็ง ทำให้การสร้างเม็ดเลือดต่างๆ บกพร่องไป และก่อให้เกิดอาการแสดงที่สัมพันธ์กับความบกพร่องของการสร้างเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ภาวะซีด จากการที่มีเม็ดเลือดแดงต่ำ อาการไข้ หรือ การติดเชื้อ จากการที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดปกติที่ต่ำ อาการเลือดออกง่าย เช่น จ้ำเลือด จุดเลือดออกตามตัว เลือดออกตามไรฟัน หรือเลือดกำเดา จากการที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดกระดูก (bone pain) ร่วมด้วย จากการที่มีเซลล์มะเร็งอัดแน่นอยู่ภายในไขกระดูก

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนมะเร็งในช่องอก อาจจะมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือมีความผิดปกติทางระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หน้าและคอบวม จากการที่ก้อนไปกดทับทางเดินหายใจ หรือ ระบบไหลเวียนโลหิตตามลำดับ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมดในเด็ก ในปัจจุบันสามารถแบ่งโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) และ Acute Myeloid Leukemia (AML) ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • การได้รับหรือสัมผัสรังสี
  • สารเคมีบางชนิด โดยเฉพาะสาร Benzene (สัมพันธ์กับการเกิดโรค AML)
  • ยาเคมีบำบัดบางชนิด ได้แก่ alkylating agents, epipodophyllotoxins และ anthracycline (สัมพันธ์กับการเกิดโรค secondary AML)
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม นอกจากนี้ โรคทางพันธุกรรมบางชนิดพบว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ต่อการเกิดโรคเช่นกัน 

สำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็ก สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อนับเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) และการตรวจดูลักษณะของเม็ดเลือดทางกล้องจุลทรรศน์ ส่วนการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการตรวจหาชนิดของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันสามารถทำได้จากการตรวจดูลักษณะของเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ร่วมกับการส่งตรวจพิเศษ และตรวจความผิดปกติของโครโมโซมและความผิดปกติทางโมเลกุลอื่นๆ เพื่อช่วยประเมินระดับความเสี่ยงและการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยแต่ละราย

วิธีการรักษาหลัก ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน คือ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามระดับความเสี่ยงของโรค ซึ่งโดยทั่วไประยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด ALL จะอยู่ที่ 2.5 – 3 ปี และระยะเวลาในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันชนิด AML จะอยู่ที่ 6 – 8 เดือน ทั้งนี้ ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตราฐาน อาจจะได้รับการพิจารณาในการทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

“ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจลุกลามและรุนแรงขึ้นได้ในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน ขณะเดียวกันหากได้รับการรักษาเร็ว จะมีโอกาสหายขาดได้ โดยพบว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี และผู้ป่วยเด็กส่วนมากมีโอกาสรอดชีวิตสูงเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในผู้ใหญ่ ” รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะ กล่าว

‘ฮีโมฟีเลีย’ โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680832

วันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.'ฮีโมฟีเลีย' โรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม

วันฮีโมฟีเลียโลก ชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย เร่งสร้างเครือข่ายผู้ป่วยและครอบครัว เน้นเข้าใจ ดูแลรักษา และพัฒนาการปฎิบัติตัวของผู้ป่วย ชี้โรคฮีโมฟีเลียไม่เคยเป็นข้อจำกัดความฝันของใคร

ในวันที่ 17 เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันฮีโมฟีเลียโลก เป็นวันที่ทั่วโลกจะได้ตระหนักถึงโรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยรวมถึงกำลังใจจากผู้คนรอบข้าง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

ทันตแพทย์มณฑล สุวรรณนุรักษ์ ประธานชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลียมากกว่า 1,600 คน เราก็อยากจะเชิญชวนให้ผู้ป่วยทุกคนเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่มีการจัดตั้งชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 700 คนจากทั่วประเทศ มีเครือข่ายตามภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีเครือข่ายผู้ป่วยส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ในการประสานงานร่วมกับมูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย โดยมี ศ.พลโท พญ.ทิพย์ ศรีไพศาล เป็นประธานมูลนิธิฯ”

แนวทางการดำเนินงานของชมรมฯ ก็จะมุ่งเน้นการเชื่อมโยงทุกคน ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัวผู้ป่วย และผู้ดูแล เข้ามาเป็นสังคมเดียวกัน มีเครือข่ายเป็นที่พึ่งพาได้ของทุกคน สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยน ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ รวมถึงมีการรวบรวมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การรักษาและความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อช่วยการดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการดูแลรักษา เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วย เราอยากให้ผู้ป่วยทำตามความฝัน ดูแลตัวเอง ดูแลคนรอบข้าง และทำคุณประโยชน์แก่สังคม ยกตัวอย่างเช่นการส่งเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยในการค้นคว้าวิทยาการ เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนและการทำงาน เป็นตัวแทนของชมรมฯ เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ นำความรู้ใหม่ๆ กลับมาพัฒนาชมรมฯ ช่วยเหลือผู้อื่น และพัฒนาศักยภาพตนเอง และด้วยความร่วมมือสนับสนุนจากองค์กรและภาคเอกชน เราจึงมีโอกาสได้ให้หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษ กิจกรรมออกกำลังการ และอีกหลากหลายกิจกรรมการเรียนรู้ เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพแก่สมาชิกของเราดังกล่าว

ด้าน นพ.อภิวัฒน์ อัครพัฒนานุกูล ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ ชนิดรุนแรง แบ่งปันประสบการณ์ “ผมเชื่อว่าผู้ป่วยฮีโมฟีเลียทุกคนมีศักยภาพ แตกต่างกันไปตามความถนัดและความใฝ่ฝัน อย่างตัวผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะเป็นหมอ ระหว่างทางมีหลายคนตั้งคำถามสำหรับตัวเรา โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ที่รักษาไม่หาย ทำกิจกรรมอะไรก็ลำบาก จะเรียนหมอได้เหรอ ตอนนี้ผมเรียนจบแพทย์และได้เป็นหมออย่างที่ตั้งใจ การป่วยเป็นฮีโมฟีเลียสอนให้ผมรู้จักความอดทน รู้จักความพยายาม และถือเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ ผมขอใช้ตัวเองเป็นตัวแทนยืนยันถึงศักยภาพของผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย ผมสามารถยืนยันได้เลยว่า ถ้าไม่มีโรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคประจำตัว ผมคงไม่ได้เรียนหมอแน่ๆ ผมขอใช้ตัวเองเป็นตัวแทนผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย และอยากจะบอกผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียทุกคนว่า เชื่อเถอะ โรคฮีโมฟีเลียไม่เคยเป็นข้อจำกัดความฝันของใคร และหากเรามีการดูแลตัวเองที่ดี ทุกความฝันของผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเป็นไปได้เสมอ”

จอห์น ดอว์เบอร์ รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานของ โนโว นอร์ดิสค์ กับโรคฮีโมฟีเลีย “ต้องเริ่มนับย้อนไปตั้งแต่ช่วงปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เราก่อตั้ง โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ขึ้นในประเทศไทย กิจกรรมที่เราทำคือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อนำมาซึ่งยาและแนวทางการรักษาที่ดีขึ้น เราต้องทำให้การรักษานั้นมีคุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่การรักษาผู้ป่วยมีความก้าวหน้าและคุณภาพสูง แต่เราก็ยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อความพร้อมให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเข้าถึงการรักษาเหล่านี้ได้”

“เราต้องร่วมมือกันทั้งองค์กรวิชาชีพ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อช่วยกันหาทางออกให้แก่ผู้ป่วย ณ ที่นี้ การร่วมกับชมรมผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียแห่งประเทศไทย ถือเป็นการร่วมมือที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและสร้างพลังให้กับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียภารกิจของเราในการทำงานร่วมกับทุกคน ร่วมกับทางชมรมฯ คือการทำให้แน่ใจว่า จะไม่มีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียคนไหน ที่จะต้องหยุดทำตามความฝันของตัวเอง และทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้เช่นคนปกติทั่วไป” จอห์น ดอว์เบอร์ กล่าวทิ้งท้าย

อาหารคีโต (Keto diet) ลองกินเพื่อลดน้ำหนักตัวจะดีไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680144

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:45 น.อาหารคีโต (Keto diet) ลองกินเพื่อลดน้ำหนักตัวจะดีไหม

โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fdrwinaidahlan%2Fposts%2F2773625626278730&show_text=true&width=500

ถามกันอยู่บ่อยว่า “อาหารคีโต” เป็นไง ควรลองไหม อาหารคีโตคืออาหารโลว์คาร์บ (Low carb diet) กลุ่มหนึ่งเน้นการใช้ไขมันทดแทนน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต ใช้โปรตีนน้อย ผักผลไม้น้อยเนื่องจากในผักผลไม้มีน้ำตาลและแป้งอยู่จำนวนไม่น้อย เว้นแต่ผักผลไม้บางชนิดรวมทั้งนัท (Nuts) ก่อนจะเล่าเรื่องอาหารคีโต ขอเกริ่นเรื่องอาหารโลว์คาร์บสักหน่อย สูตรอาหารโลว์คาร์บที่ดังที่สุดในอดีตคือ “แอตกินส์” (Atkin’s diet) อาหารคีโตจึงแทบไม่ต่างจากอาหารแอตกินส์ระยะแรกเลย

เมื่อครั้งที่สูตรแอตกินส์ระยะแรกเริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทย ผู้ที่แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยคือผมเอง เป็นผลให้เข้าใจหัวใจการทำงานของอาหารกลุ่มนี้ดีพอควร หลักการคือลดคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำที่สุดโดยใช้ไขมันทดแทนเพื่อปรับร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองให้หันไปใช้คีโตนบอดีส์ (Ketone bodies) เป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำตาล เป็นผลให้ออกอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นผลในระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับเป็นปัญหา ภายหลังจึงปรับเป็นสูตรอาหารแอตกินส์ระยะสองที่คล้ายสูตรอาหารโลว์คาร์บอื่นๆ ไม่ว่าสูตรเซาท์บีช (Southbeach diet) และพาเลโอ (Paleo diet) นั่นคือ นั่นคือหันมาใช้โปรตีนมากขึ้น

สูตรอาหารคีโตเน้นการทำให้ตับสร้างคีโตนบอดีส์จากไขมัน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นไม่ง่าย เพิ่มโปรตีนในอาหารไปนิดเดียว กลไกการสร้างคีโตนบอดีส์ในตับก็สะดุดลงแล้ว การบริโภคคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ไขมันสูงจึงต้องใช้เวลานานหลายวัน ผักผลไม้หลายชนิดให้แป้งและน้ำตาลจำนวนหนึ่ง การได้รับผักผลไม้โดยรวมต่ำทำให้เสี่ยงต่อการขาดใยอาหารและไฟโตนิวเทรียนท์ การได้รับโปรตีนต่ำเสี่ยงต่อกลไกอันเป็นปกติของร่างกาย การได้รับไขมันสูง เสี่ยงต่อภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงแข็งก่อปัญหาโรคหัวใจและโรคสมอง การขาดน้ำตาลสร้างปัญหาต่อการทำงานของสมอง สรุปคือไม่แนะนำให้ใช้สูตรอาหารคีโตในระยะยาว หากบริโภคเป็นมื้อคีโต (Keto meal) เป็นครั้งเป็นคราวคงไม่เป็นปัญหาแต่คงหวังเรื่องการลดน้ำหนักตัวไม่ได้

แล้วจะแนะนำอย่างไร หากประสงค์จะใช้สูตรอาหารคีโตเป็นครั้งเป็นคราว เช่นที่เป็นกระแสกันอยู่ ก็ใช้ไปเถอะไม่ได้ห้าม เพียงขอให้เข้าใจผลดีผลเสีย โดยยังแนะนำให้เสริมโปรตีน เสริมผักผลไม้ ไม่อยากให้ขาด หากต้องการลดน้ำหนักตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว แนะนำให้ลดน้ำตาลและพลังงานมากกว่าเลือกลดเฉพาะคาร์โบไฮเดรตทั้งกลุ่ม สุดท้ายสิ่งที่ทำให้การลดน้ำหนักตัวได้ผลคือลดอาหารให้พลังงานที่ได้รับต่อวันลง ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูง สรุปคือลดอาหารให้พลังงานลง ออกกำลังกายมากขึ้น นี่คือสูตรสำเร็จที่จิรัง จำกันง่ายๆอย่างนั้นก็เพียงพอแล้ว

#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #อาหารคีโต, #ลดน้ำหนักตัว

ที่มา : Dr.Winai Dahlan

3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680104

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

ปรับรูปแบบการกินตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ 3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

ฮอร์โมน (Hormone) คือสารเคมีที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในต่อมไร้ท่อ (Edocrine Gland) แล้วส่งไปตามกระแสเลือด ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อกระตุ้น หรือยับยั้งกระบวนการต่างๆ ในเซลล์ หรืออวัยวะเป้าหมาย (target cells หรือ target organs) ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่างๆในร่างกาย ได้แก่  ช่วยในการเจริญเติบโต  การอยากอาหาร  การย่อยอาหาร  การนอนหลับ  รอบเดือน  อุณหภูมิของร่างกาย  อารมณ์ และ พฤติกรรมการเข้าสังคม ระบบภูมิคุ้มกัน กลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมไปถึงการทำงานของระบบสืบพันธุ์ สำหรับการ “การตั้งครรภ์” นั้น ฮอร์โมนเพศไม่สมดุลจะส่งผลต่อ  ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่  ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ไข่ไม่ตก ไข่ด้อยคุณภาพ รังไข่เสื่อมก่อนวัย  ผนังมดลูกไม่หนาตัวพร้อมรับการฝังตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องยากนั่นเอง

ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้งเพจ BabyandMom ให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก โดย บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยากทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รวบรวมวิธีการปรับสมดุลฮอร์โมนที่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา ทำได้ด้วยตัวเอง เพียงฝึกปฏิบัติและ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลักๆ 3 ประการ ได้แก่ 1.ปรับรูปแบบการกิน ตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน 2 .ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก 3. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ปรับรูปแบบการกินตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน

การกินอาหารส่งผลต่อความสมดุลของฮอร์โมน การทานอาหารที่ทำให้ร่างกายอักเสบยิ่งทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล  อยากมีสุขภาพดีต้องทานอาหารดีๆ อาหารช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนได้ หากกินแต่อาหารไขมันสูง น้ำตาล ของหวาน แอลกอฮออล์ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนต้องหันมาทานอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน  ได้แก่ 

เพิ่มโปรตีน 

มีการศึกษาจาก Harvard School of Public health พบว่า การทานโปรตีนจากสัตว์อาจมีฮอร์โมนเร่งเนื้อแดงตกค้างและมีไขมันสูงทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงมีบุตรยากถึง 39%  ดังนั้นควรเลือกทานโปรตีนสัตว์ที่มีแหล่งโปรตีนชั้นดี และไม่ติดมัน เช่น ไข่ เนื้อปลา อกไก่ หรือ นมแพะ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหนึ่งชื่อว่า Protein intake and ovulatory infertility ของ Harvard School of Public Health ที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of obstetrics and gynocology เมื่อปี 2008  ศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เปลี่ยนการรับประทานโปรตีนจากสัตว์มาเป็นโปรตีนจากพืช ช่วยลดความเสี่ยงจากการมีบุตรยาก เนื่องจากปัญหาไข่ไม่ตกได้ถึง 50%  โดยโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) ที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ได้แก่ ถั่วเหลือง อัลมอนด์ งาดำ ควินัว เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

ลดคาร์บ หรือคาร์โบไฮเดรต

เมื่อร่างกายรับคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น ร่างกายจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลในรูปแบบกลูโคสและกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ยากทั้งสิ้น จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients เมื่อปี 2017 ศึกษาพบว่าการทานอาหารแบบลดคาร์บประเภท Refined Carb ลง ช่วยลดระดับอินซูลิน ส่งผลต่อฮอร์โมนที่สมดุล วงจรการตกไข่เป็นปกติขึ้น ทำให้มีอัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2012 ศึกษาพบว่า การทานอาหารแบบเพิ่มโปรตีนและลดคาร์บลง ส่งผลให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ มีอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นจาก16.6% เป็น 83% เลยทีเดียว

ดังนั้น ผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือ คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ขัดสี (Complex Carb) ได้แก่ ข้าวกล้อง ควินัว และธัญพืชที่ช่วยเสริมภาวะเจริญพันธ์ (Fertility) เช่น อัลมอนด์ แฟล็กซีด และลูกเดือย งาดำ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

งดหวาน 

น้ำตาล ทำลายเซลล์ไข่ของผู้หญิง เนื่องจากน้ำตาลจากอาหารแปรรูป เช่น น้ำหวาน ขนมเค้ก ชานม ชาเย็น นมข้น สารพัดรูปแบบ เป็นน้ำตาลขัดขาว (refined sugar) เมื่อทานเข้าไปแล้วร่างกายจะย่อยทันทีส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเฉียบพลัน และกระตุ้น “การหลั่งอินซูลิน” ซึ่งเป็นสาเหตุในการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS หากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) จะส่งผลให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ไข่ใบเล็กด้อยคุณภาพ

โดยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Panminerva Medica เมื่อปี 2019  รายงานผลการศึกษาว่าผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25) ส่งผลให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ฮอร์โมนไม่สมดุล  โดยในกระบวนรักษาภาวะมีบุตรยากจะมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มที่น้ำหนักปกติ  ยิ่งถ้าค่า BMI ในระดับ 30 จะเสี่ยงต่อการแท้งบุตรมากขึ้นด้วย ในขณะที่น้ำตาลจากธรรมชาติที่ได้จาก ผัก ผลไม้ อินทผลัม น้ำผึ้งชันโรง หรือ นม มีสารอาหารและกากใยไฟเบอร์ ช่วยให้ระบบ เมแทบอลิซึม (Metabolism) ทำงานอย่างช้าๆ ส่งผลให้ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดทันที ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม และยังให้วิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย

ทานกรดไขมันดี

ร่างกายต้องใช้ ไขมันดี (High Density Lipoprotein : HDL) ในการผลิตฮอร์โมนเพศ มีความจำเป็นอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง หากร่างกายไม่ได้รับไขมันดีอย่างเพียงพอร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศได้น้อยลง ส่งผลให้ฮอร์โมนไม่สมดุล จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่า การรับประทานโอเมก้า 3 ช่วยให้ฮอร์โมนสมดุล การตกไข่เป็นปกติ และยังช่วยให้ไข่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวสำคัญในการทำให้มดลูกหนาตัวเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับผู้หญิงที่ต้องใช้กระบวนการทางการแพทย์ในการทำเด็กหลอดแก้ว การได้รับโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ล่วงหน้าส่งผลต่ออัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์อีกด้วย โดยไขมันดี (HDL) พบในปลาทะเล น้ำมันปลา (Fish Oil) อะโวคาโด ธัญพืชจำพวก งาดำ แฟล็กซีด และอัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย เป็นต้น

เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) มีประโยชน์ต่อภาวะเจริญพันธุ์ เนื่องจากการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปขัดขวางการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ รวมถึงเซลล์ไข่ด้วย โดยอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม มะนาว มะกรูด ผักผลไม้ เช่น ผักเคล ผักโขม กะหล่ำม่วง มะเขือเทศ บีทรูท แครอท ทับทิม ธัญพืช เช่น ถั่วต่างๆ งาดำ ควินัว แฟล็กซีด

มีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Food Sciences and Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2009 ศึกษาพบว่า ในมะกรูดสดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ในกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)   ชื่อว่า เควอซิทิน(Quercetin) สูงสุดในกลุ่มของพืชผลไม้รสเปรี้ยวเป็นแอนตี้ออกซิแดนซ์ชั้นดีที่หาได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Ovarian Research ปี 2020 ศึกษาพบว่าสาร “เควอซิทีน” ช่วยลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และฮอร์โมนแอนโดรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย และช่วยเสริมการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ เอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่สำคัญในการสืบพันธุ์ รอบเดือน และการตั้งครรภ์

2. ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก

ในผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง หรือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผิดเพี้ยน ทำให้รังไข่ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ ไข่ไม่ตก สำหรับเคสที่อ้วน หรือ น้ำหนักเกิน มีข้อมูลทางการแพทย์เปิดเผยว่าคนอ้วนจะมีปัญหาเรื่องการตกไข่และการมีประจำเดือน ทำให้ท้องยากกว่าคนน้ำหนักตัวปกติ ถึง 2 เท่า! ตามหลักของการวัดค่าดรรชนีมวลกายมาตรฐานคนเอเชียแล้วเกณฑ์ปกติจะอยู่ที่ 18.5-22.9 สูตรคำนวนคือ “Body Mass Index หรือ BMI  = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/ส่วนสูง(เมตร)x ส่วนสูง (เมตร)” ถ้าค่า BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่าผอมไป  แต่หากค่า BMI มากกว่า 24.9 ถือว่าอ้วน

กรณีที่ผอมไปหรือลีนเกินไป หรือผู้ที่ออกกำลังอย่างหนัก และมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่ต่ำเกินไปจะส่งผลให้ท้องยาก เพราะมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน ซึ่งผู้หญิงต้องมีไขมันดีเป็นสารตั้งต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศ นายแพทย์โรเบิร์ต จาก Corado for Reproductive Medicine เผยว่า ผู้หญิงที่สุขภาพดีและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่า ควรมีค่า body fat ไม่ต่ำกว่า 17-19%  

3. พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายเครียด

การนอนไม่เพียงพอก่อให้เกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียด หรือ ที่เรียกว่า “คอร์ติซอล” ถูกหลั่งออกมามากเกินไป และไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Sleep Medicine Report เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย สมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หลับ หรือ ตื่น เช่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน และ คอติซอล เป็นสมองส่วนที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศด้วย ดังนั้นฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ในผู้หญิง และ ฮอร์โมนที่ควบคุมการผลิตสเปิร์มในผู้ชายจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับด้วยนอกจากนี้แล้วในผู้หญิงการนอนไม่เพียงพอยังส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมน Luteinizing Hormone (LH) ที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ หากฮอร์โมน LH ผิดปกติ ส่งผลต่อการตกไข่และรอบเดือนที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากนั่นเอง

ส่วนในผู้ชายนั้น มีงานวิจัยของ Boston University School of Public Health เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าการนอนที่เพียงพอนั้นควรนอนหลับ 7-8 ชม.ต่อวัน ผู้ชายที่นอนน้อยกว่า 6 ชม.หรือ นอนมากกว่า 9 ชม.ต่อวัน ส่งผลต่อโอกาสในการทำให้คู่ของตนเองตั้งครรภ์ลดลง 42% ในแต่ละรอบเดือน

ดังนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมน ต้องเริ่มต้นจากการหันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หันมาออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก พยายามผ่อนคลายจัดการกับความเครียด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล การทำงานของระบบสืบพันธุ์ปกติ ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊กเพจ เว็บไซต์ หรือ ไลน์แอดภายใต้ชื่อเดียวกัน BabyandMom.co.th ครูก้อย นัชชา กล่าวสรุป

The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่ พร้อมแชร์ทิปส์การใช้สกินแคร์จากนักจิตวิทยาผิวหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/679599

วันที่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 10:45 น.The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่ พร้อมแชร์ทิปส์การใช้สกินแคร์จากนักจิตวิทยาผิวหนัง

ความยืดหยุ่นจากภายในสู่สุขภาพผิวที่ดีที่สุด นักจิตวิทยาผิวหนัง ดร.เอเลีย อาห์เมด เผยทิปส์การใช้สกินแคร์เพื่อการปกป้องผิวและส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก

The Body Shop เพิ่มนิยามความงามบทใหม่กับ “Edelweiss” ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าทุกขั้นตอน ที่ให้คุณรู้สึกถึงการฟื้นบำรุงผิวหน้าอย่างล้ำลึก เพื่อผิวสุขภาพดี แข็งแรง และเรียบเนียน ด้วยสารสกัดธรรมชาติของดอก Edelweiss ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเรตินอล ถึง 46% จาก Drops of Youth สู่ Edelweiss ปรากฏการณ์ใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ยอดนิยมที่มอบประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับข้อเท็จจริงที่ผิวและจิตใจนั้นเชื่อมโยงต่อกัน การศึกษาทางจิตวิทยาผิวหนังพบการเชื่อมโยงกันระหว่างผิวและสุขภาพจิต ซึ่งส่วนสำคัญนั้นก็คือ ความเครียดทางจิตใจส่งผลต่อสุขภาพผิว (และในทางกลับกันผิวก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตเช่นกัน) นี่คือเหตุผลที่ The Body Shop ได้ร่วมงานกับนักจิตวิทยาผิวหนัง ดร.เอเลีย อาห์เมด เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายใน เช่นเดียวกับดอกอะเดลไวส์นั่นเอง

ดร.เอเลีย เล่าว่า บอกไม่ถูกเลยว่าดีใจแค่ไหนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับ The Body Shop  หนึ่งในแบรนด์ความงามเพียงไม่กี่แบรนด์ที่เคารพในความเชื่อมโยงของผิวพรรณและจิตใจ โดยการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงวัยนั้นสามารถถูกกระตุ้นได้ด้วยความกลัวและความกังวลใจซึ่งพบมากในผู้หญิง เราจึงต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับผู้คนต่างๆ เพราะสกินแคร์ไม่อาจลดทอนความกลัวของเราได้ แต่ควรจะช่วยส่งเสริมให้รู้สึกมั่นใจขึ้น

ทิปส์เด็ดจาก ดร.เอเลีย อาห์เมด คือการปกป้องผิวและส่งเสริมสุขภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก :

1.   ส่งเสริมความแข็งแกร่งจากภายในในทุกๆ วัน

เมื่อรู้สึกเครียด ร่างกายจะหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งความเครียดคือตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินลดลงอันส่งผลต่อปราการปกป้องผิว หากปราศจากปราการโดยธรรมชาตินี้ได้ ผิวจะสูญเสียอิลาสตินและความกระชับได้อย่างรวดเร็ว และยังทำให้แผลหายช้าลง และใช้เวลาการซ่อมแซมผิวมากขึ้น  แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แต่ดอกอะเดลไวส์กลับยังคงเติบโตงอกงาม การบริหารความเครียดอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาความแข็งแกร่งจากภายในจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปกป้องผิวในทุกๆ วัน

2.   นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ

เมื่อพักผ่อนไม่พอ ร่างกายของคุณจะตีความเดียวกันกับความเครียด ส่งผลให้เกิดการอักเสบระคายเคือง และทำให้ผิวอ่อนแอ ช่วงเวลากลางคืนคือช่วงที่คอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียดลดต่ำลงโดยธรรมชาติ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะต่อการฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกายหลังจากที่ถูกทำร้ายมาตลอดทั้งวัน ให้ความสำคัญกับการนอนหลับและหลับอย่างมีคุณภาพเป็นประจำ รวมถึงปิดอุปกรณ์ใดๆ ที่อาจรบกวนระหว่างการนอนหลับ เพื่อปลอบโยนจิตใจให้สงบและฝึกเข้านอนเป็นเวลาจนติดเป็นนิสัย เชื่อเถอะว่าผิวจะเปลี่ยนไปมากจริงๆ

3.   รักตัวเองหรือไม่ ดูได้จากผิ

ผู้คนมักจะชอบใจร้ายกับตัวเองเสมอเวลาพูดถึงภาพลักษณ์ รวมถึงการไม่พูดกับตัวเองด้วยคำพูดในแง่ลบซึ่งเป็นตัวการสำคัญของความเครียด ส่งผลให้การผลิตคอลลาเจนลดลง การดึงโปรตีนมาใช้ที่ข้อต่อ และปริมาณอิลาสตินก็ลดลงด้วยเช่นกัน ทำให้ผิวอ่อนแอได้ง่าย

โภชนาการกับช่วงวัยของผู้หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/679176

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 14:20 น.โภชนาการกับช่วงวัยของผู้หญิง

ความต้องการทางโภชนาการสำหรับผู้หญิงในแต่ละช่วงอายุ โดย ซูซาน โบเวอร์แมน

ซูซาน โบเวอร์แมน

เมื่ออยู่ในวัยเรียน เราอาจจะชอบรับประทานอาหารจำพวกพิซซ่า มันฝรั่งทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยไม่ได้คำนึงถึงอะไรมาก แต่เมื่อเข้าสู่วัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยเป็นต้นไป โภชนาการกลายเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น

นี่คือคำแนะนำจาก ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เกี่ยวกับการปฏิบัติตนและสารอาหารหลักที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงอายุ 20 ปี ถึง 40 ปีขึ้นไป

ช่วงอายุ 20 ปี

   ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เมื่อคุณต้องเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน ทำงาน หรือมีกิจกรรมทางสังคม คุณมักจะลืมดื่มน้ำ ควรพกขวดน้ำขนาดใหญ่ติดตัวตลอดเวลาและตั้งเป้าว่าจะดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน

   พกอาหารว่างที่มีประโยชน์: จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) พบว่า ผู้ใหญ่วัย 20 – 39 ปี มักจะได้รับแคลอรีกว่า 15.3% จากอาหารฟาสต์ฟู้ด แทนที่จะรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงแต่ไร้คุณค่าสารอาหาร ลองเปลี่ยนมาเลือกรับประทานที่มีประโยชน์และพกพาสะดวกจะดีกว่า

   สารอาหารที่จำเป็น: แคลเซียมและกรดโฟลิก ร่างกายของคุณยังคงสร้างกระดูกได้จนไปถึงอายุ 20 ปีกว่าๆ บำรุงกระดูกให้แข็งแรงโดยรับประทานแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมในแต่ละวัน แหล่งแคลเซียมที่ดี ได้แก่ โยเกิร์ต นมผงเสริมแคลเซียม เต้าหู้ และปลาซาร์ดีน กรดโฟลิกพบได้ในผักใบเขียว ถั่ว และเมล็ดธัญพืช

ช่วงอายุ 30 ปี

   ในช่วงวัยนี้ ควรควบคุมปริมาณแคลอรี คุณไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนช่วงวัยรุ่นและคิดว่าจะมีน้ำหนักที่คงที่ได้ ในช่วงอายุ 30 ปี ระบบเผาผลาญจะเริ่มช้าลงเช่นเดียวกับที่ผู้หญิงจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี (ขนมปังขาว ขนมอบ) และเปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไปเป็นเครื่องดื่มที่มาจากธัญพืช น้ำผักผลไม้คั้นสด และน้ำเปล่าแทน

   สารอาหารที่จำเป็น: กรดโฟลิกและโปรตีน ตามรายงานของ CDC มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยวางแผนที่จะมีลูกคนแรกเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น ควรเพิ่มการรับประทานกรดโฟลิกให้มากขึ้น

   มวลกล้ามเนื้อลงประมาณ 5% ในทุก ๆ 10 ปี เริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี และเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เน้นสร้างความแข็งแรงและควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

ช่วงอายุ 40 ปี

   บำรุงหัวใจ คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณใกล้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ ทางเลือกที่ดี ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม มะเขือเทศ และผักผลไม้หลากชนิด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม (1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง) และงดรับประทานไขมันทรานส์ซึ่งมักพบในอาหารแปรรูปและของทอด

   สารอาหารที่จำเป็น: วิตามิน D สารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามิน D ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม และยังเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มพลังงาน และมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งเต้านและมะเร็งลำไส้ อัตราการเก็บสะสมวิตามิน D ในร่างกายจะลดลงเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัย 40 ปี

   สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A C และ E ป้องกันหรือชะลอการเสื่อมถอยของเซลล์ที่ทำให้เกิดริ้วรอย แหล่งที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ได้แก่ พริกแดง ผลไม้กลุ่มซีตรัส เบอร์รี่ แครอต มันหวาน และถั่วต่าง ๆ

ช่วงอายุ 50 ปี

   รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น ในผู้หญิง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 55 ปี ตามข้อมูลจากสถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติ ใยอาหารจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจ ใยอาหารจะทำให้คุณอิ่มนานขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก

   สารอาหารที่จำเป็น: โอเมก้า 3 วิตามิน B12 การศึกษาระบุว่าประมาณ 10% – 30% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีมีความสามารถในการดูดซึมวิตามิน B12 จากอาหารได้ลดลง ควรรับประทานอาหารเสริมวิตามิน B12 และควรเพิ่มการรับประทานกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 โดยทานปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 EPA และ DHA วอลนัทและเมล็ดแฟล็กซ์บดที่อุดมไปด้วย ALA ซึ่งเป็นโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่งที่อาจมีช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

   เพิ่มการเคลื่อนไหว วัยเกษียณที่ว่างเว้นจากการทำงานจะเปิดโอกาสให้คุณได้สนุกกับชีวิตมากขึ้น เรียนรู้ทักษะการฝึกภาษาใหม่ๆ เรียนเต้น มีช่วงเวลาพิเศษกับคู่ของคุณมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือการฝึกความแข็งแรงที่เข้มข้นขึ้น

   รับประทานอาหารเพียงพอหรือไม่? การรับประทานยาเป็นประจำ การเผาผลาญที่ช้าลง การออกกำลังกายน้อยลง การรับรู้รสชาติที่เปลี่ยนไป และปัจจัยอื่น ๆ อาจทำให้มีอาการเบื่ออาหารในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกเหนือจากการมุ่งเน้นไปที่โภชนาการที่ดีแล้ว ควรทดลองรับประทานอาหารที่หลากหลายด้วย อาจร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ และดื่มเครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหารบ้างหากจำเป็น

   สารอาหารที่จำเป็น: ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงโพรไบโอติกส์ สุขภาพลำไส้ของเราเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แบคทีเรียที่ดีจะลดลงและลำไส้เล็กก็จะดูดซึมสารอาหารได้ลดลงเช่นเดียวกัน เพิ่มโพรไบโอติกส์เพื่อกระตุ้นการเจริญของแบคทีเรียที่ดี แหล่งอาหารที่แนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตและอาหารหมักดองบางชนิด เช่น ซาวร์เคราต์หรือกะหล่ำปลีเปรี้ยว และกิมจิ

นวัตกรรมเอไอ ช่วยตรวจมะเร็งปากมดลูกรู้ผลไวใน 1 วินาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/678740

วันที่ 22 มี.ค. 2565 เวลา 08:52 น.นวัตกรรมเอไอ ช่วยตรวจมะเร็งปากมดลูกรู้ผลไวใน 1 วินาที

แพทย์ สจล.แนะหญิงไทยหมั่นคัดกรองมะเร็งปากมดลูก พบผู้ป่วยสูง 6,000 รายต่อปี ชูนวัตกรรมเอไอ ตรวจมะเร็งปากมดลูกรู้ผลไวใน 1 วินาที โดยวิศวกรชีวการแพทย์

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMC Hospital) และผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีแพทย์ แนะนำหญิงไทยเข้าตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง แม้เคยได้รับวัคซีน HPV เนื่องจากวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้เพียงบางสายพันธุ์เท่านั้น ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์จึงมีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกจากไวรัส HPV สายพันธุ์อื่นได้เช่นกัน โดยที่ผ่านมาพบผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกกว่า 6,000 คนต่อปี เพื่อให้การตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ผลรวดเร็วขึ้นและมีเครื่องมือโดยคนไทย นักวิจัย สจล.จึงได้คิดค้นต้นแบบนวัตกรรม “AI ตรวจมะเร็งปากมดลูก” เพื่อใช้วินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูกได้รวดเร็วและแม่นยำใน 1 วินาที โดยในอนาคตเตรียมนำไปศึกษาวิจัยกับผู้ป่วยจริง เพื่อวินิจฉัยรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกเป็นลำดับต่อไป

รศ. นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ สจล. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMC Hospital) และผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีแพทย์ เผยว่า โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นภัยมะเร็งที่คุกคามหญิงไทยสูงมากเป็นอันดับที่ 2 โดยพบผู้ป่วยรายใหม่สูงกว่า 6,000 คนต่อปี โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยถึง 14 รายต่อวัน ซึ่งสาเหตุกว่าร้อยละ 99 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ที่สัมผัสทางเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำให้เนื้อเยื่อปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นรอยโรคเนื้อเยื่อปากมดลูกผิดปกติที่เรียกว่ารอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รับเชื้อจนเป็นมะเร็งใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ดังนั้นผู้หญิงทุกคนจึงควรใส่ใจป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัส HPV และเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้งติดต่อกันสามปี หากไม่พบเชื้อไวรัส HPV สามารถเว้นระยะได้อีก 2 ปี เนื่องจากเชื้อ HPV จะใช้เวลา 5 ปี ก่อนเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

“อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV แต่วัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ 16 และ 18 เท่านั้น ยังมีโอกาสที่ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์สามารถป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์อื่น ๆ ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นถึงแม้จะฉีดวัคซีนแล้วแต่การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกก็ยังมีความจำเป็น เพราะการพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งได้จะช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคและจำนวนผู้ป่วยลงตามลำดับ”

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่

1.วิธีการเปปสเมียร์หรือการป้ายเซลล์จากมดลูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

2.การตรวจหาเชื้อ HPV

3. การใช้น้ำส้มสายชูเจือจาง 3-5% ป้ายบนปากมดลูกนาน 1 นาที แล้วสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของสีเยื่อบุปากมดลูกด้วยตาเปล่า

หากพบความผิดปกติก็จะเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยโดยใช้กล้องคอลโปสโคปส่องหาความพบความผิดปกติบริเวณปากมดลูก  โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจเพิ่มเติม หากในอนาคตนักวิจัยไทยสามารถพัฒนากล้องตรวจหามะเร็งปากมดลูกร่วมกับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเอไอที่ใช้ได้ผลจริงและมีความแม่นยำสูงก็จะช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วแม่นยำยิ่งขึ้นช่วยทดแทนการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาสูงจากต่างประเทศได้ สจล. จึงได้สนับสนุนการวิจัยนวัตกรรม AI ตรวจมะเร็งปากมดลูกอัตโนมัติ เพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการใช้วินิจฉัยจากภาพ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และนำมาศึกษาวิจัยในผู้ป่วยต่อไป รวมทั้งเตรียมขยายการศึกษาวิจัยเพื่อวินิจฉัยรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกอนาคต ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์และวิศวกรรมเข้าด้วยกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ซึ่ง สจล. ได้ส่งเสริมมาโดยตลอด จนได้รับการจัดอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยไทยที่มีความโดดเด่นด้านงานวิจัย (Research) โดย Times Higher Education World University Rankings 2021 (Asia- Pacific) จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วเอเชีย รศ. นพ.ประเสริฐ กล่าว

ดร.วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. นักวิจัยเจ้าของผลงาน กล่าวเสริมว่างานวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย ในวงเงินกว่าหนึ่งล้านบาท โดยทางทีมวิจัยได้พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่าการนำเข้าอุปกรณ์ต่างประเทศ โดยฝีมือของนักวิจัยไทยเพื่อช่วยผู้หญิงไทยทราบผลการตรวจมะเร็งและเข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็วขึ้นเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้

นวัตกรรม AI ตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่ทางทีมวิจัยได้สร้างขึ้นมีจุดเด่น 2 ประการ ได้แก่ 1. มีกล้องคุณภาพสูงจำนวน 2 ตัวทำหน้าที่เก็บภาพปากมดลูกโดยละเอียดและแสดงผลออกมาเป็นภาพสามมิติซึ่งแตกต่างจากกล้องคอลโปสโคปโดยทั่วไปที่ให้ภาพแบบสองมิติ 2.มีเทคโนโลยีเอไอติดตั้งภายในตัวกล้องทำให้สามารถจำแนกภาพเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูกได้อย่างรวดเร็ว 3. สามารถส่งผลการตรวจภาพบริเวณที่มีความผิดปกติของปากมดลูกพร้อมกับร้อยละของโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้พร้อมกันอย่างรวดเร็วใน 1 ในหนึ่งวินาที

ผลการทดลองโดยใช้ภาพถ่ายจากภาพฐานข้อมูลมะเร็งปากมดลูกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยค่าความถูกต้อง (Accuracy) อยู่ที่ร้อยละ 85 และค่าความไว (Sensitivity) อยู่ที่ร้อยละ 80  ในอนาคตอันใกล้จะเตรียมนำ AI ตรวจมะเร็งปากมดลูกอัตโนมัติ มาศึกษาความเป็นไปได้ และนำมาศึกษาวิจัยในผู้ป่วยต่อไปในโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรในด้านการวิจัย เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงพยาบาลในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโรงพยาบาลสิรินธร