How to หลากเรื่องต้องรู้ ‘ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/678177

วันที่ 15 มี.ค. 2565 เวลา 13:15 น.How to หลากเรื่องต้องรู้ 'ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง'

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเทคนิคดีท๊อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ สำนวนนี้ยังคงใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะผู้หญิงกับความงามมันเป็นของคู่กันเสมอ การดูแลผิวพรรณให้สวยสุขภาพดีก็ถือเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญก่อนการแต่งแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้า ดังนั้น การทำความสะอาดผิวหน้าเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม กล่าวถึงเทคนิคการดีท็อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านว่า

การล้างหน้าถือเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ควรเอาใจใส่และไม่ควรละเลย เพราะไม่เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพและความแข็งแรงของผิวหน้าอีกด้วย หากละเลยขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้าตามมาได้ การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการทำร้ายผิวหน้าโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผิวต่างๆ เช่น การอุดตันของรูขุมขน สิว ริ้วรอย ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

ก่อนการล้างหน้าควรทำความสะอาดมือก่อน เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางออกให้หมด เพื่อป้องกันการอุดตันและระคายเคืองผิว จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อนล้างหน้า เพราะน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวเสียสมดุล ก่อให้เกิดผิวแห้งลอก ผิวบาง หรือแสบร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีผิวแห้ง แล้วตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า โดยนวดวนไปตามแนวรูขุมขน ประมาณ 15-20 วินาที เพื่อให้น้ำและสารทำความสะอาดชะล้างไขมัน คราบสกปรก และคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลือให้หลุดออกแล้วค่อยล้างน้ำเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

เลือกชนิดที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง

  • ผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ทำความสะอาดที่ไม่ทิ้งความรู้สึกแห้งตึง เพื่อป้องกันผิวแห้งมากจนผิวแตกหรือลอก อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ผิวมัน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงจนเสียสมดุล เพราะจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตความมันออกมาเพิ่มเติม ทำให้หน้ามันกว่าเดิม สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการควบคุมควมมัน (Oil control) ได้
  • ผิวผสม จะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน โดยผิวที่มีความมันมักอยู่บริเวณหน้าผาก, จมูก, และคาง (หรือที่เรียกว่า ทีโซน) ในขณะที่บริเวณ แก้ม, ลำคอ, และรอบดวงตา (หรือที่เรียกว่า ยูโซน) จะมีสภาพผิวแห้งกว่า ซึ่งคนที่มีผิวผสมอาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับคนผิวแห้งและผิวมัน
  • ผิวแพ้ง่าย เกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีความอ่อนโยน และควรระวังสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอมและสีสังเคราะห์ หรือส่วนผสมอื่นที่ก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ผื่นแดง

หลังการล้างหน้า ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะหยดน้ำที่เกาะบนผิวจะระเหยไปพร้อมกับดึงความชุ่มชื้นในชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรใช้ผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ ซับเบา ๆ ให้ทั่วหน้าหลังการล้างหน้า จากนั้นใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังการล้างหน้า เพื่อปรับสภาพผิวและช่วยกระชับรูขุมขน และปิดท้ายด้วยการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า

วิธีดีท็อกซ์ผิว

หากรู้สึกว่าผิวหน้ายังมีความหมองคล้ำ ไม่สดใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ ก็สามารถใช้วิธีดีท็อกซ์ผิวมาเป็นตัวช่วยได้อีกทาง การดีท็อกซ์ผิวเป็นการทำความสะอาดผิวแบบล้ำลึก ช่วยขจัดสิ่งสกปรกตกค้างหรือสะสมอยู่ตามรูขุมขน อาทิ ฝุ่นควัน คราบเครื่องสำอางต่างๆ การดีท๊อกซ์ผิวจริงๆ แล้วสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

  • มาส์กโคลน ช่วยทำความสะอาดและดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างตามรูขุมขน ลดการเกิดสิว โดยทามาส์กโคลนทิ้งไว้บนผิว ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
  • สครับผิว เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ควรสครับผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากผิวบอบบางแพ้ง่ายแนะนำให้สครับผิวเดือนละ 1 ครั้ง
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ นอกจากจะช่วยนำพาสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังช่วยขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกมาในรูปแบบของเหงื่อและปัสสาวะ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการการดีท็อกซ์อาจผสมน้ำมะนาว 3-4 หยดในน้ำอุ่นดื่มได้
  • งดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด โดยเปลี่ยนมาทานผักใบเขียว และผลไม้สดต่างๆ แทน
  • ออกกำลังกาย นอกจากจะกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและกระตุ้นการขับของเสียออกมาทางเหงื่อแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ได้เร็วขึ้นด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระหว่างที่เรานอนหลับ ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากที่สุดช่วง 5 ทุ่ม – ตี 2 เพื่อทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมร่างกายส่วนต่างๆ รวมถึงช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

เทคนิคการนวดเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง (Lymphatic Drainage Massage)

รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677802

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 14:35 น.รู้ทันก่อนวัยทองมาเยือน!!!

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง?

เมื่อเริ่มอายุมากขึ้น นอกจากอวัยวะต่างๆในร่างกายจะทยอยเสื่อมลงไปแล้ว ยังมีสิ่งที่ลดน้อยลงโดยเรามักไม่รู้ตัว นั่นก็คือ ฮอร์โมน นั่นเอง ซึ่งเจ้าฮอร์โมนเหล่านี้เองที่มีส่วนให้อวัยวะ หรือการทำงานในร่างกายเราเสื่อมลง รวมถึงอารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่า “วัยทอง” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในชายและหญิง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มมีอาการวัยทองแล้ว?

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ได้ให้ข้อมูลวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าคุณเริ่มเข้าสู่ “วัยทอง” แล้วหรือยัง ดังนี้

  • อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า ขี้วิตกกังวล
  • สมาธิสั้น ความจำแย่ลง การตัดสินใจช้าลง
  • นอนหลับยาก มีคุณภาพการนอนไม่ดี อ่อนเพลีย
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อยๆในช่วงกลางวัน ไม่กระฉับกระเฉง
  • เหนื่อยง่าย ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดศีรษะ

โดยปกติฮอร์โมนในร่างกายเราจะทำงานร่วมกัน ในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนเพศ (ชาย : เทสโทสเทอโรน , หญิง : เอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรน) ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนดีเอชอีเอ และโกรว์ธฮอร์โมน ทำให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง นอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย มีสมาธิและความจำดี แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น นั่นเป็นอาการแสดงที่ร่างกายเราฟ้องว่า ฮอร์โมนต่างๆเหล่านี้เริ่มทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์

จะทำยังไงให้ร่างกายเราทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม?

โชคดีที่การแพทย์ปัจจุบันสามารถตรวจระดับฮอร์โมนต่างๆได้อย่างละเอียด หลักการก็คือ ร่างกายเราขาดฮอร์โมนตัวไหน ก็ให้ตัวนั้นเข้าไปทดแทน หรือที่เรียกว่า การให้ฮอร์โมนทดแทน นั่นเอง ฟังดูเหมือนง่ายใช่มั้ยคะ แต่ที่ยากก็คือ เราไม่สามารถให้ฮอร์โมนได้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่ทราบว่าร่างกายขาดฮอร์โมนตัวไหนบ้าง การรับประทานฮอร์โมนเองอาจทำให้เราได้รับอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด หรือรับยาโดยไม่จำเป็น รวมถึงข้อห้ามใช้ต่างๆ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อตรวจดูระดับฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จากนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนตามระดับที่เหมาะสมค่ะ โดยฮอร์โมนที่ใช้ควรเป็น Bio-Identical Hormones คือ ฮอร์โมนที่มีลักษณะเหมือนฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย

แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677660

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:15 น.แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย 'โรคกระดูกสันหลังเสื่อม' รู้เร็ว รักษาได้

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก

เรื่องนี้ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ให้ข้อมูลอธิบายผ่านบทความเรื่อง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การใช้ชีวิตในสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร?

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือความเสื่อมของโครงสร้างร่างกายที่ช่วยให้มนุษย์สามารถยืนหรือนั่งตัวตรงได้ ประกอบไปด้วย ปล้องกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ เอ็นยึดข้อต่อ และกล้ามเนื้อข้างเคียง มักพบในตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำ เช่น กระดูกสันหลังส่วนคอ และกระดูกส่วนเอว โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงไม่มีเวลาออกกำลังกายเท่าที่ควร

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง (Spine) เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติของร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องระบบประสาทส่วนกลาง ในที่นี้คือไขสันหลัง และเส้นประสาท และในมนุษย์จะมีรูปร่างแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะสามารถยืนตั้งตัวตรงได้ และช่วยในการเคลื่อนไหว โดยกระดูกสันหลัง ประกอบไปด้วย

1. ปล้องกระดูกสันหลัง (Vertebra)

2. หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc)

3. ข้อต่อระหว่างกระดูก (Facet joint)

4. เอ็นยึดข้อต่อ (Ligament)

นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อข้างเคียงที่ช่วยพยุงและยึดโยงกระดูกสันหลังชิ้นต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. อายุที่มากขึ้น
  2. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
  3. การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เช่น นั่งทำงาน หรือยืน
  4. การทำงานใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำงานในท่าก้มเป็นประจำ เช่น ช่างซ่อมรถยนต์ หรือการแบกของหนัก ๆ เกินเกณฑ์เป็นเวลานาน ๆ
  5. วิถีชีวิตที่ใช้งานกระดูกคอมากขึ้น เช่น การก้มดูโทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ เหล่านี้ หมอนรองกระดูกจะเริ่มมีร่องรอยความเสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียน้ำ และมีการยุบตัวลง เกิดการไม่มั่นคงของโครงสร้างเกิดขึ้น กล้ามเนื้อข้างเคียงพยายามพยุงโครงสร้างเหล่านี้ และร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างกลุ่มกระดูกงอก เพื่อรองรับโครงสร้างที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้ป่วยจะเริ่มปวดเมื่อมีการคลอนของโครงสร้างเกิดขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกที่ยุบและกลุ่มกระดูกที่งอกนี้ไปกดเส้นประสาทข้างเคียงก็จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. อาการที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ได้แก่ อาการปวดคอ อาการปวดหลัง มักจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจปวดเวลานั่งนาน ๆ หรือปวดเวลาขยับตัว หากผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ก็อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่ท้ายทอย หรือบริเวณไหล่ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีการแข็งตัวของกระดูกสันหลัง ก็จะเกิดการก้มเงยได้ลำบาก ขยับตัวได้ลำบาก

2. อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งเกิดจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ได้แก่ การปวดร้าวไปที่แขนหรือขา อาจมีอาการชา หรือการอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการจะเป็นข้างเดียว หรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้ อาการทางระบบประสาทก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่มีไขสันหลังถูกกดทับ นอกจากอ่อนแรงแล้ว ก็อาจมีอาการเดินลำบาก การใช้มือหยับจับของได้ไม่ถนัด หรือมีการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

หลังจากแพทย์ซักประวัติอาการปวด ลักษณะการใช้งาน และประวัติอื่น ๆ และตรวจร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหวกระดูกและข้อ และระบบประสาทแล้ว แพทย์จะส่งทำเอ็กซเรย์กระดูกสันหลังส่วนที่เกี่ยวข้อง หากได้ข้อมูลไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำ MRI เพื่อดูลักษณะของโครงสร้างที่เราสงสัย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า (EMG) ในผู้ป่วยบางราย สำหรับการเจาะเลือดเพื่อดูค่าผลเลือดที่เกี่ยวข้องนั้นจะทำในกรณีที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

1. การรักษาแบบอนุรักษ์

-การให้ยาลดปวดหรือยาต้านอักเสบ

-การให้ยาลดปวดเส้นประสาท

-การทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้ความร้อน การดึงหลังหรือคอ

-การฉีดยาสเตียรอยด์ เพื่อลดปวดตามข้อบ่งชี้

2. การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น การผ่าตัดเพื่อยกจุดกดทับ หรือการผ่าตัดเพื่อเสริมความมั่นคง โดยการใส่เหล็กดาม

การป้องกันโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. การใช้งานหลังให้ถูกวิธี เช่น เวลาเรานั่ง เราควรจะต้องตัวตรง หลังชิดกับพนักพิง อาจจะมีหมอนเล็ก ๆ รองที่บริเวณหลังกับพนักพิง สำหรับเก้าอี้ที่ดี พนักพิงควรจะสูงถึงบริเวณไหล่ ส่วนเรื่องคอ บางครั้งเราก็จะเผลอในการที่จะก้มคอดูโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ หรือดูจอโน๊ตบุ๊ค เราจะต้องคอยรู้ตัวตลอดเวลา ว่าคอเราควรจะตั้งตรง ตามองตรง และมองสิ่งที่เราจะมองลงไปประมาณ 15-20 องศา ก็จะช่วยทำให้อาการปวดคอลดลงได้
  2. ไม่ควรใช้หลังในท่าเดิม ๆ นานเกินไป คววรหยุดพักยืดเส้นยืดสาย เช่น การนั่งเกิน 45 นาที ควรมีเวลาพักเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 10-15 นาที
  3. ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรง และเสริมความยืดหยุ่น เช่น การฝึกเกร็งหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง ทั้งในเวลาที่มีการใช้งาน หรือจัดเวลาการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลางลำตัว เช่น Planking นอกจากนี้ก็ยังต้องมีการออกกำลังเพื่อเสริมความยืดหยุ่นให้กับร่างกายด้วย
  4. ลดการใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม งดการยกของหนัก หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงบาดเจ็บที่บริเวณหลัง
  5. การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินเกณฑ์
  6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677423

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:57 น.Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด สมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่ง–เสริมสวย แห่งอเมริกา ญี่ปุ่น และนานาชาติ

Q : ศัลยกรรมยอดฮิตที่คนไทยนิยมทำกันมาก คือศัลยกรรมประเภทใด?

A : ปัจจุบันคนไทยใส่ใจดูแลตัวเองกันมาก ทำให้เห็นการเติบโตของสถานเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์กันไปแล้ว โดยศัลยกรรมยอดฮิต 5 อันดับแรกของคนไทย คือ

1. ทำตา

2. ทำจมูก

3. ทำหน้าอก

4. ดึงหน้า

5. เสริมสะโพก-ก้น 

ด้วยเพราะเทคนิคทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ความเจ็บปวดน้อยลง แผลมีขนาดเล็ก รวมทั้งการดูแลหลังการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก จึงทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมของคนไทยเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกันมากขึ้น

Q : เพราะเหตุใดในปัจจุบัน คนจึงมองเรื่องการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติ และกล้าเปิดเผยมากขึ้น

A : เนื่องด้วยค่านิยมการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้คนต่างชื่นชอบการมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่หากมีคนทำศัลยกรรมจะถูกมองในแง่ลบ แต่ปัจจุบันการทำศัลยกรรม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งสังคมก็จะมองในแง่บวกมากขึ้น  ทำให้ผู้ที่มาทำศัลยกรรมกล้าที่จะพูด กล้าเปิดเผย รวมทั้งบอกต่อเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะค่านิยมของสังคมเรื่องการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนไปในทางบวก ผู้ที่ทำศัลยกรรมจะมีความมั่นใจ และมีความสุขในชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชื่นชม หรือส่องกระจกเห็นใบหน้า รูปร่างของตนเองที่ดูดีขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิต โอกาสที่ดีในการทำงานต่าง ๆ ที่ล้วนมาจากความมั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คือเทคนิคและเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ดีขึ้น สมัยก่อนถ้าทำศัลยกรรมแต่ละครั้งจะบวมช้ำนาน แผลผ่าตัดก็ยาว ทำไปแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามแผลเล็กมาก เจ็บน้อย หายเร็ว และให้ความเป็นธรรมชาติมา คนก็เลยนิยมหันมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ควรพิจารณาถึงปัจจัยใดบ้าง

A : การทำศัลยกรรมเมื่อเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะทางจึงจะมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ มีที่พักฟื้นและการดูแลที่ดี ซึ่งหากเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ก็จำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์ที่ชำนาญการคอยดูแล ต่อมาควรพิจารณาเรื่องคุณภาพ ดูผลลัพธ์จากการผ่าตัด ซึ่งต้องศึกษาดูเคสตัวอย่างประกอบ แต่วิธีที่ดีที่สุดอาจจะพิจารณาจากประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง คนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่อาจจะทำศัลยกรรมมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากความปลอดภัย และคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องความเหมาะสมของของราคากันอีกที

Q : แนะนำวิธีการเลือกแพทย์และสถานพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

A : สามารถเช็กได้โดยการนำชื่อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์แพทยสภา ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด

สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม

Q : การเตรียมตัว สำหรับผู้ที่สนใจทำศัลยกรรม

A : เมื่อมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการทำศัลยกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญผู้ที่จะเข้ารับการทำศัลยกรรมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียด ไม่กังวล สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ปกติเสียก่อน หรือหากมีโรคประจำตัวหรือประวัติการใช้ยาใด ก็ควรแจ้งประวัติให้แพทย์และพยาบาลทราบ เนื่องจากยาบางตัวอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่มีผลต่อหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลหายช้าและบวมช้ำได้นาน โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า หรือการตัดไขมันหน้าท้อง การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดของผิวหนังและเกิดผิวหนังตายได้

Q : มองทิศทางวงการศัลยกรรมในประเทศไทย เป็นอย่างไร

A : ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดศัลยกรรมความงามอย่างแน่นอน เนื่องจากคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัดและฝีมือศัลยแพทย์ไทยทัดเทียมและไม่เป็นรองประเทศใด โดยเน้นการทำศัลยกรรมให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสำคัญมากที่ต้องให้ศัลยแพทย์วิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด 

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาและในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ก็มีโอกาสได้ดูแลผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาผ่าตัดศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในปัจจุบัน โดยศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ยึดมั่นในการดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อคลายความกังวลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้คนไข้จากการผ่าตัดศัลยกรรม

Q : ความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ศัลยกรรมเจนใหม่ ไม่จำกัดเพศ”

A : เมื่อตลาดศัลยกรรมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือกก็หันมาสนใจทำศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดด้อยให้สวยงาม เสริมจุดเด่นให้ยิ่งโดดเด่น สร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับตนเอง จากที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าการศัลยกรรมอยู่ที่เพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชายก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็ตัดสินใจมาทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ดูสวยขึ้น และผลลัพธ์ของการทำศัลยกรรมที่ให้ความเป็นธรรมชาติอีกด้วย

เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677384

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 13:33 น.เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

นพ.โสฬส จาตุรพิศานุกูล อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ชวนเสริมสร้างภูมิความรู้ควบคู่การดูแลไต ห่วงคนไทยมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่

โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก ประมาณการณ์กันว่า 1 ใน 10 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกนั้นมีภาวะไตเรื้อรัง แม้ปัจจุบันจะมีการรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยการบำบัดทดแทนไตวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไต การฟอกไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดก็ตาม แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้และยังไม่มียาตัวใด ๆ ที่สามารถฟื้นการทำงานของไตเรื้อรังให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้น การรักษาโรคไตเรื้อรังที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการป้องกันและการชะลอไตเสื่อมไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายนั่นเอง

ถึงแม้โรคไตเรื้อรังจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญ แต่ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่ เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรังมักจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีปัสสาวะตอนกลางคืน หรือมีปัสสาวะเป็นฟอง

การคัดกรองโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญเพื่อทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงของโรคดังต่อไปนี้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เก๊าท์ โรคแพ้ภูมิตนเอง ผู้ป่วยที่มีเรื่องนิ่วหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหลายครั้ง คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดดูการทำงานของไตและตรวจดูความผิดปกติของปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง

เมื่อตรวจพบโรคไตเรื้อรังแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นเพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต การรักษาจะมีทั้งการรักษาสาเหตุและการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ไตเสื่อมได้ไวขึ้น ส่วนใหญ่แล้วยาของแพทย์เพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายของการรักษาได้ ผู้ป่วยที่มีความรู้ในการดูแลตนเองและสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องจะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้

1. รับประทานยาครบตามกำหนด เพื่อควบคุมความดันโลหิตและภาวะเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

2. งดสูบบุหรี่ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและทำให้ไตเสื่อมไวขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มีการรับรอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยามารับประทานเองทุกครั้ง

4. ลดอาหารรสเค็มและรับประทานสารอาหารประเภทโปรตีน, อาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสม โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตอาจจะมีความแตกต่างแต่ละระยะของโรค จึงควรรับประทานอาหารตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ

5. ควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI (18.5-25) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

6. หลีกเลี่ยงความเครียดและมาพบแพทย์ตามกำหนด

การรักษาโรคไตเรื้อรังมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การปฏิบัติตัว ผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ เป็นต้น การเสริมสร้างภูมิความรู้เหล่านี้ของผู้ป่วยและญาติจะทำให้การดูแลโรคไตเรื้อรังทำได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ควรจะต้องระวังข้อมูลที่ผิดหรือการโฆษณาเกินจริงซึ่งสามารถแฝงเข้ามาตามช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน นอกจากจะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจจะมีผลเสียต่อโรคไตที่เป็นอยู่ด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจึงควรนำไปปรึกษากับทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเสมอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำมากำหนดวางแผนการรักษาร่วมกัน

และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ในปี 2565 ขึ้น ภายใต้คำขวัญ “เสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยในปีนี้กิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ในรูปแบบออนไลน์(Facebook live/zoom) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.30 น.ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org

“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677269

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:12 น.“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในระยะยาว “โพรไบโอติก” คือคำตอบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า อาการลองโควิด (Long COVID) หรือภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้องเผชิญกับอาการที่หลงเหลืออยู่ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยลองโควิด-19 ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของตนเองอยู่เสมอ*

โดยนอกจากการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นายแพทย์สุวรรณชัย ยังแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว โดยควรเลือกชนิดที่มีนํ้าตาลน้อย และทานร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์สุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะลองโควิดได้อย่างดีที่สุด เพราะโพรไบโอติกจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาสในร่างกาย เช่น โควิด เพราะหากร่างกายอ่อนแอ โควิดก็ทำร้ายเราได้ง่ายขึ้น

ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นอกเหนือจากการเว้นระยะห่างทางสังคม การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และการสวมหน้ากากเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงปฏิบัติก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีโควิด-19 หรือไม่

และในเมื่อเรายังคงต้องใช้ชีวิตกับโควิด-19 ต่อไป จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะหันมาดูแลและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตนเองให้แข็งแรงจนเป็นนิสัย เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทุกวันก็คือ การรับประทาน “โพรไบโอติก” หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพราะโพรไบโอติกมีจุดเด่นในเรื่องการช่วยปรับสมดุลของลำไส้และมีส่วนช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยให้การทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ

ทางด้านจากข้อมูลของ ดัชมิลล์ ผู้นำสินค้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่ได้นำเข้าและพัฒนาโพรไบโอติกลิขสิทธ์เฉพาะของดัชมิลล์หลายสายพันธุ์ เช่น LGGTM ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองมากที่สุดว่าสามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้ และ Immulus สายพันธุ์ทีได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นอยู่ที่ลำไส้ เมื่อดูแลลำไส้ได้ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้น การรับประทานทานโพรไบโอติกเป็นประจำจะมีส่วนช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและลำไส้อีกด้วย

โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์สุขภาพ พบได้ในอาหารที่เราบริโภคกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ ผักดอง เต้าเจี้ยว ฯลฯ ซึ่งเมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการใช้โพรไบโอติกในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมในการรักษาโรค เช่น อาการท้องเสียจากการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ อาหารเป็นพิษ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก และภูมิแพ้ เป็นต้น

คำถามต่อมาก็คือ แล้วปริมาณโพรไบโอติกที่เราควรรับประทานนั้น แค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอเหมาะ?

คำตอบก็คือ ทานได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเลือกรับประทานนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เช่น ดัชมิลล์พลัส ดัชชี่ไบโอ นมเปรี้ยวดีไลท์ และโปรบิแล็คได้ทุกวันเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างง่าย ๆ ในราคาที่เข้าถึงทุกคนเพียง 10-15 บาทต่อวันเท่านั้น เพื่อเป็นการเสริมโพรไบโอติกและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มเติมจากการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ดัชมิลล์ อยากเห็นคนไทยเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ยังคงนำนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกไปมอบให้แก่ชุมชนและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับคนไทยทั้งในสถานการณ์โควิดและในชีวิตประจำวันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พวกเราทุกคนยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหนไม่มีใครกำหนดได้ แต่สิ่งที่กำหนดได้แน่ ๆ ก็คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราเองให้แข็งแรงอยู่เสมอในทุก ๆ วัน และหากเป็นเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดแบบนี้ “โพรไบโอติก” ย่อมเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่เลือกได้ไม่ยากเลยสำหรับทุกเพศทุกวัยในทุก ๆ วัน

* อ้างอิงข้อมูลจาก ข่าวสาร กรมอนามัย 16 กุมภาพันธ์ 2565 https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160265/

กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677161

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 10:05 น.กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ต้อนรับฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ กุมารแพทย์ เตือนภัยร้ายหน้าร้อนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำทิปส์ในการป้องกันเจ้าตัวน้อย และโปรโมชั่นสุดคุ้ม

อุณหภูมิที่พุ่งสูง และอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู้หน้าร้อนอีกครั้ง แต่ถึงแม้ว่าฤดูร้อนของไทยจะทำให้สามารถทำกิจกรรมสนุก ๆ กับเจ้าตัวน้อยได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจนำพาสิ่งไม่พึ่งประสงค์ ที่อาจเป็นอันตรายกับเด็ก ๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ดูดูเลิฟ (Dodolove) แบรนด์กางเกงผ้าอ้อมเด็กยอดนิยม จึงเชิญ “พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ” กุมารแพทย์จากเพจ เรื่องเด็กๆ by หมอแอม มาให้คำแนะนำ พร้อมบอกทิปส์ดี ๆ ในการป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยในช่วงหน้าร้อน พร้อมชี้เป้าโปรโมชั่นดี ๆ ให้ผู้ปกครองได้เตรียมพร้อมรับมือ และเพลิดเพลินไปกับความคุ้มค่าสุดพิเศษ ในมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ Shopee 3.15 Consumer Day ตั้งแต่วันที่ 4 – 15 มีนาคม 2565

พญ.พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคและอาการต่าง ๆ ที่อาจกวนใจเจ้าตัวน้อยในช่วงหน้าร้อนว่า “อุณหภูมิที่สูงขึ้นมักจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์กับเด็กเล็ก อายุ 0 – 5 ปี มากที่สุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กวัยนี้ยังไม่แข็งแรงนัก มีผิวที่บอบบางและเหงื่อออกง่าย ประกอบกับชอบวิ่งเล่นและคว้าสิ่งของเข้าปากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายกว่าเด็กในช่วงวัยอื่น ๆ ดังนั้น ในช่วงซัมเมอร์นี้ คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจในการดูแลเจ้าตัวน้อยในช่วงวัยนี้เป็นพิเศษ”

 

ภัยร้ายหน้าร้อนที่ไม่ควรมองข้าม

โรคท้องร่วง ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง: อาหารที่ตั้งทิ้งไว้นานเกินไปที่อุณหภูมิห้องมักบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้เร็วในอากาศร้อน หากพ่อแม่ไม่ทราบ อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ลำไส้อักเสบ หรืออาหารเป็นพิษได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ โดยการให้ลูกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ บนภาชนะที่มั่นใจได้ว่าสะอาดปราศจากเชื้อโรค และควรหมั่นทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือถูสบู่ให้เด็ก หรือเช็ดด้วยผ้าเช็ดทำความสะอาด ก่อนหยิบอาหารเข้าปากทุกครั้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในร่างกายแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างนิสัยและสุขอนามัยที่ดีให้ลูกได้อีกด้วย

ผดร้อน: แน่นอนว่าเมื่อเมืองไทยเข้าสู่หน้าร้อน ผิวของเด็กเล็กที่บอบบางก็สามารถเกิดผดได้จากเหงื่อ บริเวณไรผม หน้าผาก ซอกคอ แผ่นหลัง หรือบริเวณที่เหงื่อออกมาก ๆ ซึ่งผื่นหรือผดเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเหงื่อแห้ง แต่จะกลับมาเป็นใหม่เมื่ออากาศร้อนและเหงื่อออกอีก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเลือกเสื้อผ้าที่โปร่งบาง ทำมาจากเส้นใยที่ระบายอากาศได้ง่าย และคอยหาจังหวะให้ลูกหยุดพักจากการเล่นสนุก เพื่อจิบน้ำ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อ จะเป็นการช่วยลดผดเหงื่อได้ และสำหรับเด็กเล็กที่ต้องใส่ผ้าอ้อม คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิของปัสสาวะหรืออุจจาระที่ร้อนอยู่แล้ว เมื่ออบอยู่ในผ้าอ้อมนาน ๆ ประกอบกับอากาศร้อนชื้นภายนอก จะทำให้ผ้าอ้อมไม่ระบายอากาศออก ยิ่งทำให้ร้อนและเกิดผดเหงื่อได้มากขึ้น ทางที่ดีคือควรเลือกผ้าอ้อมที่ซึมซับได้ดี มีผิวสัมผัสนุ่มสบาย ไม่ก่อให้เกิดการเสียดสี และที่สำคัญสามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยสามารถสนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

พบกับไอเทมเพื่อลูกน้อยจาก ดูดูเลิฟ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับเด็ก ออร์แกนิค เครื่องนึ่งขวดนมพร้อมอบแห้ง หรือ เครื่องอุ่นนมและฆ่าเชื้อโรค ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่าแบบจัดเต็ม คืนกำไรให้คุณพ่อคุณแม่รับซัมเมอร์นี้ ในมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ Shopee 3.15 Consumer Day ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุด 80% โค้ดส่วนลดเพิ่มสูงสุด 50% และสิทธิพิเศษมากมายเมื่อชำระเงินผ่าน ShopeePay1 ตั้งแต่วันที่ 4 – 15 มีนาคม 2565 และอย่าพลาดข่าวสาร และโปรโมชั่นอื่น ๆ จากร้านออฟฟิเชียลสโตร์ Dodolove Official Store 

How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677050

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.How to ฟื้นฟูผิวสวยให้คุณแม่หลังคลอด

‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างมีสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด

“ระยะหลังคลอด” แน่นอนว่าย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการตั้งครรภ์หลายอย่าง สร้างความกังวลใจให้คุณแม่หลังคลอดจนขาดความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการผิวแห้งขาดน้ำ ผิวหมองคล้ำไม่สดใส ผิวแตกลาย รวมถึงผิวหย่อนคล้อย การดูแลผิวหลังคลอดอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดกลับมามีผิวสวยสุขภาพดีได้อีกครั้ง แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง มาแนะนำ “วิธีฟื้นฟูผิวสวยอย่างสุขภาพดีสำหรับคุณแม่หลังคลอด” กับผลิตภัณฑ์ Body Butter, Hydrating Emulsion และ Revitalising Face Mask โดยมีเซเลบริตี้สาวคุณแม่มือใหม่มาร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีฟื้นฟูผิวสวย คืนผิวใส สำหรับคุณแม่หลังคลอด ดังนี้ 

ระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และหลังจากการคลอดลูก ระดับฮอร์โมนดังกล่าวก็จะลดลงอย่างรวดเร็วและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของฮอร์โมนนี้เป็นสาเหตุให้คุณแม่ประสบกับปัญหาผิวจนทำให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยปัญหาผิวที่มักพบได้บ่อยหลังการคลอดลูก คือ

· ผิวหมองคล้ำ พบได้ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น บริเวณข้อพับต่างๆ อย่างรักแร้ ขาหนีบ คอ เส้นกลางหน้าท้อง ลานหัวนม ต้นขา นอกจากนี้ยังพบกระ ฝ้า และจุดดำตามใบหน้า รวมถึงความหมองคล้ำใต้ดวงตา ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในช่วงตั้งครรภ์ที่ไปกระตุ้นเม็ดสีผิว (เมลานิน) ให้เข้มขึ้นกว่าเดิม แม้หลังจากคลอดลูกไปแล้ว สีผิวที่หมองคล้ำจะยังคงอยู่ และจะจางลงตามธรรมชาติอย่างน้อย 3-6 เดือน

· ผิวแห้งขาดน้ำ หลังคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ คุณแม่อาจต้องเผชิญสภาวะผิวขาดน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากร่างกายจะมีการขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ทำให้อาการบวมน้ำลดลง วิธีสังเกตเบื้องต้นของอาการผิวขาดน้ำ คือ ผิวแห้ง ปากแห้งลอกเป็นขุย กลืนน้ำลายแล้วเหนียวคอ ผมขาดหลุดร่วงง่าย น้ำนมออกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

· ผิวแตกลาย ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน ผิวหนังจะเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วตามขนาดของทารกในครรภ์ จึงทำให้เกิดผิวแตกลายตามมา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณท้องน้อย เต้านม หรือต้นขา ซึ่งปัญหาผิวแตกลายมักจะเกิดในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือนไปจนถึงหลังคลอด

· ผิวหย่อนคล้อย ช่วงหลังคลอดคุณแม่จะมีภาวะหย่อนคล้อยตามส่วนต่างๆ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน เกิดจากน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังการคลอด ผิวจึงสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไป ทำให้ผิวขาดความกระชับ หากเป็นคนที่มีสภาพผิวหย่อนคล้อยอยู่แล้ว หลังคลอดอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้มากกว่าเดิม

· ผื่นแพ้หลังคลอด สภาวะหลังการคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงส่งผลให้ผิวหนังแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ

ปัญหาผิวดังกล่าวข้างต้นจะค่อยๆ หายไป และดีขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละบุคคลก็อาจใช้เวลาไม่เท่ากัน สามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความอ่อนโยนต่อผิว มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการมอบความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน อ่อนโยนต่อผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย โดยไม่ทิ้งความมันส่วนเกินและไม่อุดตันรูขุมขน รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มลดเรือนริ้วรอยและฟื้นฟูสภาพผิวควบคู่กันได้ นอกจากนี้การสครับผิวอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวที่หมองคล้ำจางลง และควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดแรงๆ หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องออกไปข้างนอกก็สามารถทาครีมกันแดดได้ โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF อยู่ระหว่าง 30-50 และมีค่า PA ที่เหมาะสม

นอกจากการบำรุงผิวจากภายนอกแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือควรดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วย เช่น ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน สามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัว (ก.ก.) x 33 =…ซีซี (1,000 ซีซี = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 4 แก้ว) เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลาทะเล ผักใบเขียว ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอรี่ และอย่าลืมหาเวลานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง ไม่ควรนอนดึก หากเป็นไปได้ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เนื่องจากในช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2 ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมผิวพรรณขณะหลับ”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่คุณแม่ป้ายแดง ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เผยว่า “ปกติเราเป็นคนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิว รวมถึงพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องผิวพรรณหรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายระหว่างการตั้งครรภ์มากนัก ในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ก็จะมีสภาวะผิวแห้งขาดน้ำและปัญหารอยแตกลายบริเวณท้องน้อย แต่เราเตรียมพร้อมรับมือด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและคืนความเรียบเนียนให้กับผิวอย่างบอดี้ บัตเตอร์ เป็นประจำ และมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งด้วย รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อคืนความกระจ่างใสสู่ผิวค่ะ”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกแฝด วรนันท์ จันทรัศมี เล่าว่า “ตั้งแต่ตั้งครรภ์ลูกแฝดเห็นได้ชัดเลยว่าผิวพรรณเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถึงแม้ว่าเราจะทาครีมบำรุงผิวเป็นอย่างดีแต่ผิวก็ยังแตกลาย ส่วนช่วงหลังคลอดก็ยังประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกด้วย ยิ่งช่วงที่ต้องให้นมลูกๆ จะรู้สึกเลยว่าผิวแห้งมาก ทั้งที่จากเราเป็นคนผิวค่อนข้างมัน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือ เราจะเน้นเรื่องการฟื้นบำรุงผิว โดยเราเลือกใช้ บอดี้ บัตเตอร์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกาย และยังช่วยให้ผิวเราเรียบเนียนกระชับขึ้น ส่วนผิวหน้าเราก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น และ รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อเติมความชุ่มชื้นและคืนความกระจ่างใสให้กับผิวค่ะ”

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่ง ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล กล่าวว่า “เราโชคดีที่ตอนท้องไม่ได้แพ้ท้อง ไม่มีสิว ไม่มีรอยแตกลาย ไม่มีฝ้ากระให้คอยกังวลใจ แต่จะมีเพียงอาการผิวแห้งขาดน้ำและระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เราจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง สำหรับผิวกายเราจะใช้ บอดี้ บัตเตอร์ ด้วยเป็นประจำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ป้องกันผิวจากการเกิดรอยแตกลาย ส่วนผิวหน้าก็จะบำรุงด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นประจำ ยิ่งช่วงนี้ลูกสาวเริ่มโตแล้ว ทำให้เรามีเวลาออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เพื่อรูปร่างที่กระชับได้สัดส่วนสวยงามค่ะ”

ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677041

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 08:55 น.ความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่หลายคนเข้าใจ

จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย อาการจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ความเจ็บปวดที่อาจมีสัญญาณเตือนให้รู้ตัวก่อน หรือมาได้แบบไม่ทันตั้งตัว!!

เชื่อว่าปัญหาสุขภาพไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารักอย่างแน่นอน แต่ปัญหาสุขภาพบางอย่างก็อาจเกิดขึ้นได้แม้เสี้ยววินาที อย่างอาการของ “หมอนรองกระดูกอักเสบ” หรืออาจโชคร้ายกว่านั้นคือ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

กระดูกสันหลังของมนุษย์ที่อยู่ในแนวกึ่งกลางทางด้านหลังของลำตัว มีลักษณะเป็นข้อๆ ตั้งแต่ลำคอจนถึงด้านหลังของทวารหนัก ระหว่างกระดูกแต่ละข้อจะมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) คั่นอยู่ในแต่ละข้อ ลักษณะเป็นรูปทรงสั้นๆ มีความสูงประมาณ 1 ใน 4 ของความยาวของข้อกระดูกสันหลัง หรือประมาณ 6-8 มม. โดยทำหน้าที่รับแรงเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวและปกป้องไขสันหลัง

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อย

หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม

โรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่พบบ่อยในปัจจุบัน คือ ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ความเสื่อมที่เราทราบกันมักจะเกิดจากอายุที่มากขึ้น เกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถพบได้ตั้งแต่อายุ 25-50 ปี โดยภาวะนี้เกิดจากตัวหมอนรองเกิดภาวะที่แห้งลง เสียความยืดหยุ่น สาเหตุการเกิดที่พบได้บ่อย ได้แก่ การนั่งทำงานนานๆ การขับรถนานๆ การทำงานที่ต้องยกของบ่อยๆ และการสูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่หมอนรองกระดูกสันหลังน้อยลง ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

หมอนรองกระดูกอักเสบ 

โรคหมอนรองกระดูกอักเสบ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ อักเสบจากการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการลามมาจากการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่เชื้อกลับไปเกาะอยู่ที่บริเวณกระดูกสันหลัง แล้วลามมายังหมอนรองกระดูก หรือมีการฉีดยา ฉีดสีเข้าไปในหมอนรองกระดูก แล้วมีเชื้อโรคนั้นตามเข้าไปด้วย ตรงจุดนี้เอง ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้วิธีการรักษา ทำได้ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ

และอักเสบจากความเสื่อมของร่างกาย ที่ค่อยๆ เสื่อมลงเรื่อยๆ หมอนรองกระดูกเกิดเป็นรอยแตก โดยร่างกายของเราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าในหมอนรองกระดูกเรามันมีอะไรอยู่บ้าง ฉะนั้น ร่างกายเราก็จะคิดว่าสิ่งที่อยู่ในหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นไหลออกมาเป็นของแปลกปลอม ร่างกายจึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง จนเกิดการอักเสบขึ้น

อาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ การบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ตัวหมอนรองกระดูกเองมีเส้นประสาทมาเลี้ยงน้อยมาก เมื่อแตก หรือปลิ้นจะไม่เจ็บที่ตัวหมอน แต่อาจอักเสบ หรือกดทับเอ็นกระดูกและเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ทำให้มีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง รวมทั้งมีอาการปวดที่ขาได้ โรคหมอนรองกระดูกอักเสบนั้น เป็นอาการที่วินิจฉัยได้ยาก ส่วนใหญ่อาการแสดงที่เห็นเด่นชัด คือ เรื่องของการปวดหลัง ซึ่งการปวดหลังก็มีด้วยหลายสาเหตุ แต่อาการปวดที่ระบุจำเพาะเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกอักเสบ คือ การนั่งแล้วไม่สามารถนั่งได้เป็นระยะเวลานานๆ เมื่อยืน หรือแอ่นตัวอาการดีขึ้น แต่เมื่อก้มตัวอาการจะแย่ลง โดยจะมีอาการลักษณะนี้เป็นระยะเวลานาน ในกรณีที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ รักษา หรือทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า คุณอาจมีอาการของโรคหมอนรองกระดูกอักเสบก็เป็นได้

หมอนรองกระดูกอักเสบแบบไหน ถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

  • ปวดมาก จนทนไม่ได้
  • รำคาญมาก จนทนไม่ได้

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

เป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรงจากการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูก ร่วมกับการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับ การใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้อง การยกของหนัก ๆ การออกกำลังเวทเทรนนิ่งที่ผิดจังหวะ สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลังได้

นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ตั้งแต่โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก การเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการป้องกันและรักษา เพื่อให้สามารถศึกษาและทำความเข้าใจได้โดยง่าย ดังนี้

โครงสร้างของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก

กระดูกสันหลังของมนุษย์มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ โดยส่วนหน้าจะเป็นรูปร่างทรงกระบอกสั้น ๆ ระหว่างปล้องจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นไว้ ส่วนปล้องจะมีแกนกระดูก 2 ข้าง ยื่นไปด้านหลัง สร้างเป็นวงโค้งโอบรอบไขสันหลัง และสร้างเป็นข้อต่อด้านหลัง รูปร่างของกระดูกสันหลังแต่ละปล้องจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย ขนาดของปล้องกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น จากกระดูกคอไล่ลงมาถึงเอว เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายและการใช้งาน

หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีลักษณะเป็นถุงแบน ๆ ที่มีเปลือกหนา ๆ ตามเส้นรอบวง ภายในบรรจุสารประกอบโปรตีนและน้ำ มีเซลล์สร้างสารประกอบดังกล่าวเล็กน้อย หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกต่อกระดูกสันหลัง และทำให้การเคลื่อนไหวระหว่างปล้องขณะที่ก้มเงยหรือเอียงตัว เป็นไปอย่างราบรื่น

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดได้อย่างไร

ภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. จากการที่ถุงของหมอนรองกระดูก ไม่สามารถทนรับแรงที่มากระทำได้ เช่น การถูกกระแทกอย่างรุนแรง หรือการก้มตัวทำให้เปลือกด้านหลังเกิดการฉีก และสารประกอบภายในเกิดการเคลื่อนตัวโป่งนูน และเคลื่อนมาเบียดพื้นที่ของไขสันหลังและเส้นประสาท เมื่อมีการกดจะทำให้เส้นประสาททำงานผิดปกติ

2. จากความเสื่อมของร่างกาย หรือการใช้งานหลังมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เมื่อสารประกอบภายในเสี่อมสภาพ ปริมาณน้ำลดลง หมอนรองกระดูกจะยุบตัว ทำให้เปลือกเกิดการโป่งนูน กดทับเส้นประสาท โดยมักพบร่วมกับความเสื่อมของข้อต่อที่อยู่ด้านหลังของเส้นประสาท

อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ในกรณีที่เกิดจากการใช้งาน หรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวดหลังทันทีทันใด ตำแหน่งที่ปวดมักเป็นบริเวณเอว เนื่องจากเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวเยอะและรับน้ำหนักเยอะ และบริเวณดังกล่าวมีเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกส่วนขา ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเสียว หรือปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง ในรายที่อาการรุนแรงจะตรวจพบอาการอ่อนแรงหรือชาของขาข้างที่มีอาการ ในรายที่เป็นที่กระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการตามระดับของไขสันหลังและเส้นประสาทที่ถูกกด เช่น ปวดร้าวลงแขนจากหมอนรองกระดูกคอบาดเจ็บ

สำหรับในกรณีที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดลงขาที่ไม่รุนแรงมาเป็นเวลานาน มีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดร่วมกับความเสื่อมของเนื้อเยื่อและข้อต่อข้างเคียง เกิดเป็นภาวะโพรงไขสันหลังตีบ หากเป็นที่ส่วนเอว ผู้ป่วยจะมีอาการหน่วง ๆ ที่ก้นและขาเวลายืน เดินแล้วเมื่อยง่าย อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

การตรวจเพื่อวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติการใช้งาน อุบัติเหตุ ความเสี่ยง และตรวจร่างกายระบบประสาท และตรวจจำเพาะเพื่อประเมินว่ามีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับหรือไม่ โดยการถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลัง ในรายที่สงสัยหรือมีอาการรุนแรง จะต้องทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินขนาดและความรุนแรง สำหรับวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษาหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท แบ่งออกเป็น

การรักษาแบบประคับประคอง

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การอ่อนแรงไม่ชัดเจน เส้นประสาทถูกกดทับไม่มาก สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ โดยให้ผู้ป่วยนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนเล็กรองใต้เข่าหรือนอนตะแคง ร่วมกับการให้ยาต้านการอักเสบและยาลดปวด สามารถทำกายภาพบำบัดรวมเพื่อลดอาการปวดหลังและปวดขาได้ เมื่ออาการปวดดีขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินติดตามต่อเนื่อง พร้อมรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวและปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดซ้ำ

การรักษาโดยการผ่าตัด

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง การให้ยาลดปวดไม่ได้ผล หรือมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง ขาอ่อนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยในปัจจุบัน มีทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เพื่อเอาชิ้นหมอนรองกระดูกที่กดทับออกเพียงอย่างเดียว หรือในกรณีที่กระดูกสันหลังมีความเสื่อมร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเปิดโพรงไขสันหลังและนำชิ้นส่วนที่กดออก ร่วมกับใส่อุปกรณ์ดามกระดูก

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูก

2. ระมัดระวังในการใช้งานหลัง โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ต้องยกของหนักบ่อย ๆ โดยท่ายกของจากพื้นที่เหมาะสมคือ การย่อเข่า โดยหลังตั้งตรงหรือเอนมาด้านหน้าเล็กน้อย งดการใช้ท่าก้มหลังโดยเข่าเหยียดตรง เพราะจะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกได้ง่าย

3. การออกกำลังเวทเทรนนิ่ง ไม่ยกน้ำหนักที่มากเกินกำลัง และควรใช้อุปกรณ์รัดพยุงหลัง เพื่อช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บ

4. งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเกิดความเสียหายได้

“ลูกแพร์” vs “แอปเปิ้ล” หุ่นทรงไหนเก็บไขมันไว้มากกว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676862

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 10:31 น. "ลูกแพร์" vs "แอปเปิ้ล" หุ่นทรงไหนเก็บไขมันไว้มากกว่ากัน

หุ่นคุณทรงไหน ระหว่าง “ลูกแพร์” กับ “แอปเปิ้ล”? สูตินรีแพทย์ เผยอันตรายจากโรคอ้วนและไขมันสะสม ไม่เพียงแต่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่ยังพบว่าเป็นสาเหตุร่วมในโรคทางนรีเวช รวมถึงโรคมะเร็ง

พญ.ธิศรา วีรสมัย สูตินรีแพทย์ หัวหน้าศูนย์สุขภาพสตรีและหัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1 เปิดเผยว่า เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน จะทำให้ร่างกายมีไขมันสะสมในปริมาณที่มากกว่าปกติ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การวินิจฉัยที่ให้ผลเที่ยงตรงว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่นั้นทำได้ด้วยการวัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน ในร่างกายด้วยเครื่อง DEXA scan โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่เบื้องต้นก็สามารถประเมินด้วยการวัดดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายได้ ซึ่งในคนเอเชีย ถ้ามีค่า BMI เกินกว่า 23 ขึ้นไปก็จะถือว่าน้ำหนักเกิน และหากค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปก็จัดว่าเป็นโรคอ้วน และมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น เพราะโรคอ้วน ไม่เพียงแต่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่ยังพบว่าเป็นสาเหตุร่วม ในโรคทางนรีเวช รวมถึงโรคมะเร็งอีกด้วย

นอกจากนี้ รูปร่างที่เปลี่ยนไปของผู้หญิงยังมีข้อบ่งชี้ที่เกี่ยวกับโรคอ้วนอย่างมีนัยสำคัญ หลายการศึกษาระบุถึงรูปร่างผู้หญิงอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติของฮอร์โมนและโรคทางนรีเวช โดยพบว่าผู้หญิงรูปร่างทรง “ลูกแพร์” จะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามาก และมักมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในสัดส่วนที่สูง หลายคนมีปัญหาประจำเดือน ไม่ปกติ หรือมีอาการผิดปกติที่เกิดในช่วงก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome: PMS) เช่น ตัวบวม หน้าบวม หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ เป็นต้น

สำหรับ ผู้หญิงรูปร่างทรง “แอปเปิ้ล” หรืออ้วนลงพุง มักจะมีลักษณะอาการของกลุ่มเมตาบอลิก เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่รอบอวัยวะในช่องท้อง (Visceral fat) มีผลทำให้ระบบการเผาผลาญผิดปกติ อาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน โรคความดัน โลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal พบว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างทรง “แอปเปิ้ล” มีความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าทรง “ลูกแพร์” ถึง 3 เท่า และอาจมีปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ มีลักษณะหน้ามัน เป็นสิว ผมร่วง หรือกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (Polycystic ovary syndrome: PCOS) และมีโอกาสที่จะมีบุตรยากร่วมด้วย

พญ.ธิศรา กล่าวว่า โรคอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งทางนรีเวช เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นผลมาจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน และเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง ฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนหลักของผู้หญิงที่สร้างจากรังไข่จะหมดไป แต่ยังมีการผลิตฮอร์โมนนี้จากเซลล์ที่เนื้อเยื่อไขมัน ในผู้หญิงที่อ้วนจึงมีแหล่งเอสโตรเจนจากเนื้อเยื่อไขมันมาก มีหลายการศึกษาพบว่า ปัญหามะเร็งที่มีความไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยหมดประจำเดือน ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เพราะ 80% ของการเกิดมะเร็งเต้านมพบว่า สัมพันธ์กับการกระตุ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ขณะที่ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะเพิ่มขึ้น 2-4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักปกติ

“บ่อยครั้งที่พบว่า คนไข้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนไม่ปกติตั้งแต่ก่อนประจำเดือนจะหมด หลายรายมองข้าม เรื่องเหล่านี้ไป ไม่ได้ดูแลควบคุม และพบว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย การสะสมของไขมันที่มีมากซึ่งเป็นอีกแหล่งที่ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งจะกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้หนาตัวผิดปกติ และพัฒนาเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โดยเริ่มจากอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด” พญ.ธิศรา กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาของการลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผล ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่สามารถค้นพบสาเหตุ ที่แฝงอยู่ในความอ้วนนั้น ซึ่งการวินิจฉัยและรักษาโดยศาสตร์การแพทย์เฉพาะเจาะจง (Precision medicine) จะทำให้ค้นพบปัญหา และวางแผนการรักษาได้ตรงจุดอย่างได้ผล ได้แก่ การตรวจไขมันสะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย DEXA scan การตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ การตรวจยีนที่สามารถจะบอกถึงรูปแบบอาหาร ที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก การเผาผลาญ ความไวต่ออาหาร หรือความสามารถในการขจัดสารพิษ แนวโน้มการขาดวิตามิน รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมและส่งผลให้ควบคุมน้ำหนักได้” พญ.ธิศรา กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ทุกคนควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ควรให้เจ็บป่วยแล้วจึงมาพบแพทย์ เพราะการมีสุขภาพที่ดี ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่ส่งผลถึงภาพลักษณ์ ผิวพรรณ และรูปร่างที่ดีตามมาเมื่อดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะพบว่า สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาความอ้วนที่แฝงอยู่ในร่างกายได้ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรก ทั้งที่มองเห็นภายนอกและซ่อนอยู่ในรูปแบบอ้วนลงพุง เป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ความอ้วนไม่ใช่ปัญหาของรูปร่าง แต่เป็นโรคที่มีข้อมูลทางการแพทย์บ่งถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ประเมินตัวเองตั้งแต่วันนี้ ถ้าพบว่าเริ่มอ้วน เริ่มลงพุง มีน้ำหนักเกิน ควรรีบควบคุม ลดน้ำหนัก หรือปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยให้ความอ้วนลุกลามจนเป็นโรคได้ในที่สุด