“มะเร็งปอด” รู้เร็ว…ก็รักษาทัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631311

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.“มะเร็งปอด” รู้เร็ว...ก็รักษาทันกรมการแพทย์ ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งปอด แนะประชาชนตรวจคัดกรอง หากพบระยะเริ่มต้นและรักษาตั้งแต่แรกๆ ช่วยลดความเสี่ยงและการเสียชีวิตลงได้

กรมการแพทย์  โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  ชี้สัญญาณเตือนมะเร็งปอด ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป  เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แนะประชาชนตรวจคัดกรองมะเร็งปอด หากพบระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาตั้งแต่แรกๆ ช่วยลดความเสี่ยงและลดการเสียชีวิตลงได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยโรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลกสำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง

สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นวันละ 42 คน (Cancer in Thailand  Vol. IX 2013-2015) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ การสูบหรือรับควันบุหรี่ พันธุกรรม และการสัมผัสสารก่อมะเร็ง อาทิ ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสี ควันธูป ควันจากท่อไอเสีย และมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่ ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป  เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อบ่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประเทศแต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี

การรักษาในปัจจุบัน ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด  การฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะของโรค  ดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่เสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอดจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถค้นพบผู้ป่วยระยะเริ่มต้นให้ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและลดการเสียชีวิตลงได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็งปอด  คือ “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

‘เหน็บชา’ เป็นมาอย่างไร กินอะไรให้ห่างไกลอาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/631266

วันที่ 23 ส.ค. 2563 เวลา 10:50 น.‘เหน็บชา’ เป็นมาอย่างไร กินอะไรให้ห่างไกลอาการค้นหาสาเหตุของ “เหน็บชา” และอาการผิดปกติอื่นที่อาจมีร่วมด้วย พร้อมรู้วิธีป้องกันง่ายๆ จากการเลือกกินและการออกกำลังกายให้ถูกหลัก

หลายคนคงเคยเกิดอาการ “เหน็บชา” โดยเฉพาะตามปลายมือหรือเท้า มีอาการยุบยิบหรือคล้ายเข็มเล็กๆ ทิ่มจำนวนมาก ซึ่งอาการนี้โดยทั่วไปแล้วเกิดได้ทั้งจากการกดทับเส้นประสาทส่วนปลายช่วงแขน ข้อมือ เท้าหรือข้อเท้า เกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาท หรือการขาดสารอาหารบางประเภทก็ได้ ซึ่งสาเหตุหลักที่ไม่รุนแรง มีดังนี้

  • การนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ขาดการขยับเขยื้อนเป็นช่วงเวลาหนึ่ง
  • การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 12

สาเหตุของการเกิดอาการเหน็บชาจากการขาดวิตามินบี 1

ขาดการบริโภคแหล่งธัญพืชบางชนิด โดยเฉพาะธัญพืชไม่ขัดสีไป เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ถั่วต่าง ๆ ลูกเดือย ข้าวโพด เพราะวิตามินบี 1 จะอยู่ในส่วนของเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งจะสูญหายไปหลังจากที่ขัดเมล็ดจนกลายเป็นข้าวขาว หรือผลิตภัณฑ์แป้งขัดขาว

บริโภคอาหารที่ขัดขวางกระบวนการดูดซึมวิตามินบี 1 เช่น พืชบางชนิด อาทิ ใบเมี่ยง หมากพลู ดื่มชา ปลาร้า แหนมดิบ ปลาส้มดิบ หอยดิบ ไข่ที่ไม่สุก

ความต้องการของร่างกายสูงขึ้นชั่วคราว จากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เช่น สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็กที่อยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต คนที่มีการใช้แรงงานร่างกายหนักกว่าปกติ นักกีฬา ผู้ที่เจ็บป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน ผู้ที่มีปัญหาไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ

อาการเจ็บป่วยบางชนิด เช่น มีการผ่าตัดเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกไต ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้การเมตาบอลิสมของวิตามินบี 1 เปลี่ยนไป 

สาเหตุของการเกิดอาการเหน็บชาจากการขาดวิตามินบี 12

เกิดความผิดปกติภายในกระเพาะอาหารที่สร้างสารช่วยดูดซึมวิตามิน B12 ทำให้วิตามินนี้ไม่สามารถดูดซึมได้ รวมทั้งผู้ที่มีการผ่าตัดลำไส้เล็กส่วนปลาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดูดซึมวิตามิน B12

ผู้ที่รับประทานอาหารแบบมังสวิรัติแบบเคร่ง ที่ไม่ดื่มนม กินปลาหรือไข่เลย เนื่องจากวิตามินบี 12 พบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์

หากมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยควรทำอย่างไร?

กลุ่มที่มีความผิดปกติรุนแรงนั้น เช่น รายที่มีภาวะของการทำลายเส้นประสาทรอบนอกจากโรคบางชนิด เช่น ภาวะเบาหวาน โรคใดๆ ที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองหรือไขสันหลังก็สามารถเกิดอาการเหน็บชาได้เช่นกัน ซึ่งหากมีอาการเหน็บชาร่วมกับอาการผิดปกติอื่นด้วย และมีระยะเวลาที่มีอาการยาวนานหรืออาการมีความรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียด และไม่ควรตัดสินใจซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเอง

เราจะป้องกันอาการเหน็บชาได้อย่างไร

  1. เลือกรับประทานอาหารกลุ่มธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ลูกเดือย ข้าวฟ่าง งาต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับวิตามินบี 1 เป็นประจำ
  2. เลือกรับประทานอาหารจากเนื้อสัตว์เป็นปกติ แต่ให้ความสำคัญในการเลือกให้ไขมันไม่สูงเกินไป โดยตัดมันหรือหนังทิ้งออกไปก่อนนำมาปรุงอาหาร จะทำให้ได้รับวิตามินบี 12 เพียงพอ
  3. สำหรับปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท ควรมีการวางแผนการออกกำลังกายให้ครบถ้วนเป็นประจำ และอาจปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเบื้องต้นได้ หากต้องการคำแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง

อาการแบบไหนเข้าข่ายนอนไม่หลับ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630924

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 07:08 น.อาการแบบไหนเข้าข่ายนอนไม่หลับ?ว่าด้วยเรื่องของ “การนอน” หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ หรือแค่เผลออดตาหลับ ขับตานอน ย้อนถามตัวเอง เพราะอะไร ทำไมถึงนอนไม่หลับ?

“อาการนอนไม่หลับ” จุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพ ทั้งทำให้หงุดหงิดง่าย ทำให้ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งแน่นอนว่ามีวิธีแก้ไขรักษาให้หายดีได้ แต่จะทำได้อย่างไรให้นอนหลับสนิท จิตใจแจ่มใส ต้องอ่าน

นอนไม่หลับคืออะไร? แบบไหนที่เข้าข่ายนอนไม่หลับ?

ในทางการแพทย์นั้น จะแบ่งประเภทของการนอนไม่หลับออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่ 

  • การหลับยาก ซึ่งหมายถึงว่ากว่าจะหลับได้นั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและความพยายามนานกว่าปกติโดยอาจเป็นชั่วโมงหรือมากกว่านั้นนับแต่หัวถึงหมอน
  • ตื่นบ่อยกลางดึก ซึ่งจะไม่ได้หลับยากเหมือนกลุ่มแรก แต่หลับได้ไม่สนิท จะคอยหลับๆ ตื่นๆ อยู่บ่อยๆ ตลอดคืน ทำให้สุดท้ายแล้ว ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ก็เข้าข่ายการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท และหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ในที่สุดนั่นเอง

เพราะอะไร ทำไมคนเราถึงนอนไม่หลับ?

เพราะทุกความผิดปกติในร่างกายล้วนมีสาเหตุ การนอนไม่หลับเองก็เช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุสำคัญอยู่ 2 ประการใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

  • สาเหตุทางด้านจิตใจ โดยเป็นผลมาจากความเครียด ความวิตกกังวล จากการทำงาน หรือจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่บีบคั้น ทำให้รู้สึกอึดอัด จนกระทั่งนำมาสู่การแสดงอาการด้วยการนอนไม่หลับ ซึ่งสาเหตุทางด้านจิตใจนี้ถือเป็นสาเหตุอันดับ 1 เลยก็ว่าได้ที่ส่งผลทำให้เรานอนไม่หลับ 
  • สาเหตุทางด้านร่างกาย โดยอาจเกิดจากอาการเจ็บปวดตามร่างกาย เช่น ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเมื่อยแขนขา ฯลฯ จนทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงการนอนไม่หลับจากการเป็นกรดไหลย้อน หรือการทานอาหารก่อนนอน ซึ่งก็อาจจะทำให้ตื่นขึ้นมากลางดึกได้ หรือในผู้ที่น้ำหนักเกินมาตรฐานมากๆ ที่เป็นโรคนอนกรน ก็ส่งผลทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท และอาจตื่นมากลางดึกได้เช่นกัน ตลอดไปจนถึงภาวะวัยทอง ที่ฮอร์โมนในร่างกายต่างๆ ลดน้อยลง ก็อาจส่งผลทำให้นอนไม่หลับได้

จะเกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ถ้าปล่อยให้นอนไม่หลับเป็นประจำ?

การนอนไม่หลับ ถือเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงเวลาที่เรานอนหลับจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง เพราะเป็นช่วงที่ Growth Hormone ถูกหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองเพื่อใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆไม่ว่าจะเป็นแผลอาการบาดเจ็บอาการเจ็บปวดบริเวณใดก็แล้วแต่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองในขณะที่หลับได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อเรานอนไม่หลับ ก็จะส่งผลทำให้กระบวนการซ่อมแซมร่างกายหยุดชะงัก จนนำมาซึ่งผลเสียต่างๆ อาทิ ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงาน ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ, ระบบขับถ่ายไม่ดี, อ้วนง่าย, ผิวพรรณหมองคล้ำ ผิวแห้ง สิวขึ้น ตลอดจนเป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆด้วย อาทิ ภูมิคุ้มกันตก ความดันโลหิตสูง ฯลฯ และในขณะเดียวกัน การนอนไม่หลับก็ส่งผลเสียต่ออารมณ์และจิตใจ ทำให้เรากลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว หรือบางรายก็ซึมเศร้า มีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งกล่าวโดยภาพรวมคือ การนอนไม่หลับ คือจุดเริ่มต้นของ Lifestyle ที่ไม่ดี และนำพาชีวิตเราไปสู่การป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆนั่นเอง

ต้องแก้ไขอย่างไร? จึงจะหายดี

การแก้ไขปัญหานอนไม่หลับให้ได้ผลดีที่สุด จำเป็นต้องรู้สาเหตุให้ได้เสียก่อนว่า อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับ? ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หรือแม้บางคนจะทราบ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น การมาปรึกษาแพทย์ เพื่อพูดคุยและรับคำแนะนำ จึงเป็นทางออกที่สะดวกและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ซึ่งเมื่อคนไข้เข้ามาพบแพทย์ ก็จะได้รับการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

ใช้การรักษาในแนวทางของ Psychotherapy เนื่องจากปัญหานอนไม่หลับส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากภาวะทางด้านจิตใจ ความเครียด และความวิตกกังวลในใจเป็นหลัก ดังนั้นแพทย์จึงต้องทำหน้าที่เหมือนกับเป็นนักจิตวิทยา โดยทำการพูดคุย รับฟัง เพื่อหาสาเหตุว่าปัญหาของคนไข้คืออะไร ทำไมถึงเครียด สถานการณ์ไหนที่ทำให้รู้สึกไม่ดี แล้วค่อยๆให้คำแนะนำ ช่วยหาทางออก ช่วยให้คนไข้คิดบวก ให้คนไข้ได้ระบายความในใจ ออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเพียงแค่การพูดคุยแนว Psychotherapy อย่างเดียวก็สามารถทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้นได้ และทำให้หลับง่ายขึ้นได้มากแล้ว

ทำ Sleep Hygiene จัดสภาพแวดล้อมในการนอน ในกรณีที่การพูดคุยเพื่อบำบัดจิตใจไม่ได้ผล แพทย์จะทำการจำแนกประเภทของคนไข้ก่อนว่ามีปัญหานอนไม่หลับแบบใด หากเป็นคนไข้ประเภทที่นอนหลับยาก ก็จะแนะนำให้ทำ Sleep Hygiene ซึ่งหมายถึงการจัดสภาพแวดล้อมในการนอนให้ดี ให้เอื้อต่อการนอนหลับ โดยมีหลักการง่ายๆ คือ แสงในห้องนอนต้องมืดสนิท ถ้ามีม่านก็ต้องปิดให้สนิท ห้องต้องไม่มีเสียงรบกวน ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหาอุปกรณ์ปิดหูมาช่วยเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นแล้วเรื่องของอุณหภูมิในห้องนอนก็สำคัญ คือต้องไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เพื่อให้สามารถหลับได้สนิท สบาย ตลอดคืน ส่วนในกรณีที่คนไข้เป็นคนชอบตื่นกลางดึก ก็ต้องดูว่าการตื่นกลางดึกนั้นเกิดจากอะไร มีเสียงรบกวนไหม? มีแสงรบกวนไหม? ก็ต้องหาให้เจอ แล้วพยายามควบคุมให้ได้ดีที่สุด เพื่อให้สามารถหลับสนิทได้ตลอดคืน

เตรียมตัวก่อนเข้านอน การเตรียมตัวก่อนเข้านอนนั้น ถือว่าสำคัญทั้งกับคนที่หลับยากและชอบตื่นกลางดึก คำแนะนำก็คือ เราทุกคนควรเตรียมตัวก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้เราได้มีเวลากล่อมตัวเองอย่างเต็มที่ โดยต้องงดกิจกรรมที่ใช้แสงไฟทั้งหลาย เพราะ “แสงไฟ” คือสิ่งที่จะยับยั้งไม่ให้ร่างกายหลั่งสาร “เมลาโทนิน” ออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะมีหน้าที่ทำให้เรารู้สึกง่วง และจะถูกหลั่งออกมาเมื่อสภาพแวดล้อมอยู่ในความมืดเท่านั้น ดังนั้นหากเรายังคงทำกิจกรรมต่างๆที่ใช้แสงไฟ เช่นเล่นมือถือ ดูทีวี เล่นโน้ตบุค ร่างกายก็จะไม่หลั่งเมลาโทนินออกมา และทำให้เราไม่รู้สึกง่วงนั่นเอง

ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน เพราะจะทำให้อาหารย่อยไม่ทัน จนทำให้รู้สึกท้องอืด อึดอัด และนอนไม่หลับได้ แต่หากหิวจริงๆ แบบทนไม่ไหว ก็สามารถรับประทานได้ แต่แนะนำให้เลือกรับประทานเป็นนมอุ่นหรือกล้วยหอม เพราะจะมีกรดอะมิโนทริปโตฟาน (Tryptophan) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยทำให้เราง่วงนอนง่ายขึ้น ทำให้เราทั้งอิ่มท้องและนอนหลับได้สบายขึ้น แต่สำหรับใครก็ตามที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วกลับไปนอนต่อยาก ก็ไม่ควรฝืนนอนต่อในทันที แต่ให้กลับมาเตรียมตัวก่อนเข้านอนอีกครั้ง โดยทำอะไรเพลินๆ อย่างฟังเพลง ทำสมาธิ ในบรรยากาศสลัวๆ ที่ไม่ใช้ไฟเยอะ เพื่อเป็นการค่อยๆ กล่อมตัวเองให้หลับง่ายขึ้นเหมือนในตอนแรก จะช่วยให้เราหลับได้ดีกว่า การฝืนพยายามหลับต่อไปทันทีหลังตื่นขึ้นมากลางดึก

ปรับพฤติกรรม ทำให้ที่นอนไว้สำหรับการนอนเท่านั้น นอกเหนือจากการพูดคุยบำบัดทางจิต และการจัดสภาพแวดล้อมในการนอนให้เอื้อต่อการหลับสนิทตลอดคืนแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำกิจกรรมบนเตียงก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะโดยปกติเรามักจะทำกิจกรรมหลายๆ อย่างบนเตียงนอน ไม่ว่าจะเป็น เล่นมือถือ ดูหนัง ทำงาน รับประทานอาหาร ฯลฯ จนทำให้ร่างกายไม่สามารถรับรู้ได้ว่า “เตียงนอนเอาไว้สำหรับนอน” จึงทำให้เมื่อขึ้นเตียงนอนจะนอนแล้วเราหลับยาก เราจึงควรฝึกปรับพฤติกรรมตัวเองให้ร่างกายคุ้นกับสภาพแวดล้อมของเตียงนอนว่า “เมื่อไรที่ขึ้นเตียงนอน คือช่วงเวลาสำหรับการนอนเท่านั้น” เพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน และทำให้เราหลับได้ง่ายขึ้น หลับสนิทมากขึ้น

ใช้ยานอนหลับ สำหรับบางกรณีเท่านั้น โดยปกติแล้วแพทย์มักจะไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีการใช้ยานอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่เพิ่งมีอาการนอนไม่หลับได้ไม่นาน แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้จริงๆ สำหรับคนที่ได้รับการแก้ไขมาแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยานอนหลับ แต่ก็จะให้ใช้เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแท้จริงได้สำเร็จ ก็จะหยุดให้ยานอนหลับ เพราะหากปล่อยให้ใช้ยานอนหลับเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนขึ้นไป ก็จะมีโอกาสทำให้ติดยาได้ง่ายมากขึ้น นั่นเองที่ทำให้การใช้ยานอนหลับเป็นหนทางสุดท้ายของการรักษา และต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เสมอในระหว่างใช้ยา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาด

การนอนหลับอย่างสนิทตลอดคืน ได้นอนหลับเพียงพอในทุกๆ วัน คือกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีปัญหานอนไม่หลับ แต่การใช้ชีวิตแบบนอนไม่เป็นเวลา นอนดึกติดต่อกันหลายคืนนั้น สุดท้ายแล้วก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรใส่ใจกับการแบ่งเวลาในการนอนให้ดี เข้านอนให้เป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเป็นการสร้างรากฐานของการมีสุขภาพที่ดี อันนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างที่เราทุกคนต้องการ

เบาหวาน vs สุขภาพฟัน เกี่ยวข้องกันตรงไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630824

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.เบาหวาน vs สุขภาพฟัน เกี่ยวข้องกันตรงไหนผู้ป่วยโรคเบาหวานกับปัญหาสุขภาพของเหงือกและฟัน อีกเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้!

รู้หรือไม่?

  • โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเหงือกและฟันมากกว่าที่คุณคิด
  • การมีปัญหาโรคเหงือกและฟันของผู้ป่วยเบาหวาน จะส่งผลกระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาล และส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่น รวมทั้งหลอดเลือดและหัวใจ
  • การควบคุมเบาหวานให้ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปริทันต์อักเสบได้ ขณะเดียวกันการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้ดี ก็จะช่วยให้การควบคุมเบาหวานง่ายขึ้นเช่นกัน

คุมน้ำตาลไม่ดี ส่งผลร้ายแค่ไหน

สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ป่วยเบาหวานก็คือการควบคุมน้ำตาล เพราะหากควบคุมน้ำตาลไม่ดีแล้ว ไขมันในเลือดก็จะผิดปกติด้วย ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อมเร็ว ผนังหลอดเลือดแข็งกระด้าง เสียความยืดหยุ่น ผนังขรุขระ ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย จึงมีผลให้อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควรนับสิบปี ดังนั้นผู้ที่ควบคุมเบาหวานไม่ดี จึงมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ได้มากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานหรือคนที่ควบคุมเบาหวานได้ดี เช่น มีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ง่ายกว่า 4 – 10 เท่า เป็นโรคหัวใจขาดเลือด 2 – 3 เท่า โอกาสไตเสื่อมไตวายถึง 5 เท่า และโอกาสเท้าอักเสบจนถูกตัดขาได้ถึง 25 เท่า เป็นต้น

สุขภาพปากสัมพันธ์กับเบาหวานจริงหรือ?

โดยปกติแล้วกลไกของร่างกายจะมีการผลิคน้ำลายมาคอยช่วยสมานแผลในปาก และช่วยป้องกันการติดเชื้อในช่องปาก แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีน้ำลายน้อยกว่าคนปกติ ทำให้มีอาการแสบร้อนในช่องปาก และแผลในช่องปากหายช้ากว่าคนทั่วไป โดยมีหลายการศึกษาวิจัย พบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งในเด็กและผู้ใหญ่มักมีปัญหาโรคเหงือกอักเสบมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะเมื่อควบคุมน้ำตาลไม่ดี และมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญเสียเหงือกที่ยึดรอบฟันได้ถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน

การมีปัญหาเหงือก รอบฟันอักเสบ (ปริทันต์) สำคัญเพียงใด?

การที่ผู้ป่วยเบาหวานมีปริทันต์อักเสบ จะทำให้การควบคุมน้ำตาลยากขึ้น เนื่องจากกระบวนการอักเสบ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน โดยมีผลการศึกษาวิจัยพบกว่าผู้ป่วยเบาหวานที่มีปริทันต์อักเสบขั้นรุนแรง จะมีผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาเหงือกอักเสบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยิ่งกว่านั้นยังพบปัญหาของโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่ผู้ที่มีปริทันต์อักเสบโดยไม่ได้เป็นเบาหวานไม่พบปัญหาต่างๆ ดังกล่าวนี้ นอกจากนั้นยังพบอุบัติการณ์ของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย เพิ่มเป็น 3 เท่าในผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาปริทันต์อักเสบที่ไม่รุนแรง

ข่าวดีก็คือ หากดูแลการอักเสบของเหงือกรอบฟันให้ดีขึ้น ก็จะสามารถช่วยให้สามารถควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น และในทางกลับกัน หากควบคุมเบาหวานได้ดีก็จะลดปัญหาการอักเสบของเหงือกได้เช่นกัน

เป็นเบาหวานแต่ไม่อยากเป็นโรคเหงือกต้องทำอย่างไร?

  • คุมอาหารให้ดี โดยระวังการกินอาหารให้เหมาะสมกับร่างกาย ไม่ให้อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป กินข้าว-แป้ง และผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะและสม่ำเสมอ
  • กินยาเบาหวานให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายตามสมรรถภาพร่างกาย
  • ดูแลสุขลักษณะในช่องปากอย่างเหมาะสม โดยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 เวลา และทำความสะอาดฟันปลอมโดยการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังอาหาร
  • ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และเมื่อมีอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น เหงือกบวมแดง มีเลือดหรือหนองออก หรือ เมื่อควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี โดยที่หาสาเหตุไม่ได้ชัดเจน

‘อะโครเมกาลี’ อาการของโรคที่มีฮอร์โมนเกินไปสังเกตอย่างไรได้บ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630921

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 08:09 น.'อะโครเมกาลี' อาการของโรคที่มีฮอร์โมนเกินไปสังเกตอย่างไรได้บ้าง?ผ.ศ.รัชนีวรรณ ขวัญเจริญ แนะ “โรคอะโครเมกาลี” กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในเลือดสูงเกินปกติ ยิ่งพบเร็วรักษาเร็ว ยิ่งดี

ข้อมูลโดย ผ.ศ.รัชนีวรรณ ขวัญเจริญ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ระบุ โรคอะโครเมกาลี เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในเลือดสูงเกินปกติ สาเหตุของโรค มักเกิดจากเนื้องอกเป็นหลัก ซึ่งร้อยละ 90 เกิดที่บริเวณ “ต่อมใต้สมอง”

อาการของโรคแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ อาการของโรคซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน และอีกส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นอาการทิ่เกิดจากเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง

อาการที่สังเกตได้ ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนมากเกิน คือ

  • มือ เท้า ใหญ่กว่าปกติ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยน size แหวนและ size รองเท้า
  • มีใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนาขึ้น ผิวหนังหน้าหยาบขึ้น หน้ามัน หนังศีรษะอาจมีลักษณะที่เป็นลอนเพิ่มขึ้น
  • อวัยวะภายในก็มีการโตขึ้นเช่นกัน เช่น อาจจะมีหัวใจโต ความดันโลหิตสูง มีโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก
  • อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบางอย่างเพิ่มขึ้นได้มากกว่าประชากรปกติ เช่น มะเร็งลำไส้

อาการอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการทิ่เกิดจากเนื้องอกไปกด เบียดอวัยวะข้างเคียง คือเนื้องอกส่วนใหญ่ ซึ่งมักเกิดที่บริเวณต่อมใต้สมองไปกดเบียดอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น ได้แก่ เส้นประสาทตา เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา คนไข้บางส่วนจึงอาจจะมาด้วยอาการ

การรักษาในปัจจุบัน มีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุด “การผ่าตัด” เป็นการรักษามาตราฐานเพื่อที่จะเอาเนื้องอกออกไปให้ได้มากที่สุด “การฉายแสง” และ “การให้ยา” เป็นการรักษาขั้นถัดไป เพื่อช่วยลดระดับของฮอร์โมนในเลือดและช่วยลดขนาดของก้อนเนื้องอกได้ด้วย

ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคที่สามารถใช้สิทธิ์รักษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็คือสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการสงสัยและคิดว่าเราจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิ์รักษาได้ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น และไม่ได้ผลดี้เท่าที่ควร โรคก็จะกำเริบรุนแรง ทำให้มีข้อแทรกซ้อน มีความพิการเกิดขึ้นได้มาก 

ข้อสำคัญของโรคนี้ก็คือ ตรวจพบให้ได้โดยเร็วที่สุด และรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติ เพราะฉะนั้นข้อแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะลดลงด้วย

ชมคลิปวิดีโอเผยแพร่ความรู้ ได้ที่ อะโครเมกาลี

6 โรคเสี่ยงเพียงเพราะปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630822

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 14:40 น.6 โรคเสี่ยงเพียงเพราะปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆสูตินรีแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช เผยปวดประจำเดือนรุนแรงหรือเรื้อรังนานๆ เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง พร้อมแนะวิธีแก้อาการปวดประจำเดือน

ข้อมูลโดย พญ.สุขุมาลย์ สว่างวารี สูตินรีแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช รพ.พญาไท 1 ระบุ อาการปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไปอยู่ที่ประมาณ 20-90 เปอร์เซ็นต์ ภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ปีแรกของการมีประจำเดือน ในกรณีที่ไม่มีโรคร่วมอย่างอื่นอาการปวดมักดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังการมีบุตร

โดยทั่วไปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาการปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิอาการมักไม่รุนแรง ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงหรือเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักเป็นอาการปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ซึ่งสาเหตุการเกิดได้แก่ 

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เป็นโรคหรือภาวะที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นหรือบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ภายในโพรงมดลูก โดยเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายตามรอบประจำเดือนเหมือนเซลล์ที่อยู่ในโพรงมดลูกที่จะมีประจำเดือนออกมาทุกรอบเดือน ดังนั้น หากมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่รังไข่ หรือเยื่อบุช่องท้องน้อย ก็จะทำให้มีเลือดคั่ง กลายเป็นถุงน้ำที่เรียกว่าถุงน้ำช็อกโกแลต (chocolate cyst) หรือ มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะมีอาการปวด ระคายเคืองในท้องน้อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น และเซลล์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดพังผืดในช่องท้องได้ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดท้องน้อยขณะตรวจภายใน และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในอนาคตด้วย

ในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตเข้ากล้ามเนื้อมดลูก เรียกว่า Adenomyosis ยังทำให้เกิดมดลูกโต ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อยมากขณะมีประจำเดือน บางรายมีอาการท้องโตขึ้นหรือบวมมากขึ้นก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีเลือดออกในกล้ามเนื้อมดลูก 

2. เนื้องอกมดลูก โดยเฉพาะเนื้องอกมดลูกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous myoma)

เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของมดลูกที่พบได้บ่อย จากการรายงานผลทางพยาธิวิทยาพบเนื้องอกในมดลูกที่ได้รับการผ่าตัดมากถึง ร้อยละ 80 แต่สำหรับเนื้องอกที่ก่อให้เกิดอาการพบประมาณ 12-25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น โดยเนื้องอกชนิดใต้เยื่อบุโพรงมดลูกพบได้ร้อยละ 5-10 ของโรคนี้ เนื้องอกชนิดนี้จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น

3. ห่วงอนามัย

เนื่องจากห่วงอนามัยจำเป็นต้องใส่ไว้ภายในโพรงมดลูก จึงเป็นสาเหตุให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้เกิดพังผืดในมดลูกได้ด้วย

4. การมีพังผืดในช่องท้อง

พังผืดนี้อาจเกิดจากผลของการผ่าตัดคลอด หรือประวัติการผ่าตัดเข้าช่องท้องมาก่อน หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง ก่อให้เกิดพังผืดที่มีการดึงรั้งมดลูก ขณะที่มดลูกบีบตัวในขณะมีประจำเดือน ก็ทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น หรือบางครั้งอาจปวดท้องน้อยเรื้อรังโดยไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนก็ได้

5. ปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis)

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกจากโพรงมดลูกได้ไม่สะดวก ทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

6. ความผิดปกติของโครงสร้างทางกายภาพในอวัยวะสืบพันธุ์ (Obstructive malformation of the genital tract)

โครงสร้างที่ผิดปกติอาจทำให้ประจำเดือนไหลออกมาไม่ได้ ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังพบสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรงเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะเนื้องอกรังไข่ Ovarian  neoplasm, ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis), การตั้งครรภ์, เนื้องอกมดลูกชนิดต่างๆ, Adrenal Insufficency and Adrenal Crisis, การติดเชื้ัอในทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, Irritable Bowel Syndrome), อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

วิธีแก้อาการปวดประจำเดือน ทำอย่างไรได้บ้าง?

เมื่อปวดประจำเดือน มีวิธีการรักษาและดูแลผู้ป่วย 4 วิธี ดังนี้

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา สำหรับผู้ที่มีอาการน้อย  ได้แก่ การออกกำลังกาย  การฝังเข็ม และการกระตุ้นเส้นประสาท หรือใช้การประคบร้อน
  2. การรักษาด้วยยา (Medical therapeutic options) การรักษาด้วยยาแบ่งเป็น ยากลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมน และยากลุ่มฮอร์โมน
  3. การรักษาด้วยการผ่าตัด
  4. การรักษาด้วยการแพทย์ผสมผสานและแพทย์ทางเลือก 

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ปวดประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคน อาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ ดังนั้น สตรีที่มีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630569

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.7 การเปลี่ยนแปลงของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า..เช็กตัวเองว่าใช่ หรือแค่คิดไปเองการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า และโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

หนึ่งในโรคทางจิตเวชที่กลายเป็นที่กล่าวถึงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งมีผู้เป็นจำนวนไม่น้อย บางคนเป็นโดยที่ตัวเองไม่ทราบ คิดว่าเป็นเพราะตนเองคิดมากไปเองก็มี ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และทันท่วงที

การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม

การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ได้แก่ 

1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน

2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่ ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ

3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ

4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว 

5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ

6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน

7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม

โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง

โรคอารมณ์สองขั้ว ในโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้วบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย

โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น

ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้า ได้แก่ กรรมพันธุ์  เคมีในสมอง และลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัด ก็มักเป็นจากร่างกายอ่อนแอ จากพักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดี แม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม การมีสาเหตุที่เห็นชัดว่าเป็นมาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ

ภูมิแพ้อาหารแฝง…ภัยเงียบที่รอคุกคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630559

วันที่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07:15 น.ภูมิแพ้อาหารแฝง...ภัยเงียบที่รอคุกคามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยการแพ้อาหารชนิด “แฝง” มีความแตกต่างจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน พร้อมแนะวิธีการสังเกตและการตรวจหา

เมื่อพูดถึงการแพ้อาหาร โดยส่วนใหญ่มักนึกถึงอาการคันมีผื่นขึ้นตามตัว หายใจไม่ออก บวมที่ใบหน้า คลื่นไส้ อาเจียน อาการแพ้ดังกล่าวนี้เรียกว่า การแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ร่างกายจะสร้างภูมิ หรือ แอนติบอดี (antibody) ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้อย่างรุนแรง แต่หากพูดถึงการแพ้อาหารชนิด “แฝง” จะมีความแตกต่างออกไปจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน

พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลเรื่องภูมิแพ้อาหารว่า ภูมิแพ้อาหารแบบแฝงหรือเรียกอีกชนิดว่าแพ้อาหารแบบเรื้อรังนั้น จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี ชนิด Immunoglobulin G (IgG) โดยจะทำปฏิกิริยากับอาหารที่แพ้ ซึ่งจะยังไม่แสดงอาการผิดปกติในทันที มักแสดงตัวอย่างช้าๆ จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

กลไกของการแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เริ่มจากเมื่อเราบริโภคอาหารที่แพ้เข้าไป เม็ดเลือดขาว (White blood cell) จะสร้าง Antibody ที่จำเพาะต่ออาหารชนิดที่เราแพ้นั้นๆ ในทางเดินอาหารของเรา สำหรับอาหารที่ไม่ได้แพ้ก็จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเพื่อที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านตามกระแสเลือดตามปกติ แต่อาหารที่แพ้ จะมี Antibody จับกับอาหารที่แพ้ และเกิดเป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และอนุภาคเหล่านี้เองจะเดินทางไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย แล้วก่อให้เกิดการอักเสบที่ร่างกายตามจุดต่างๆ ซึ่งลักษณะอาการต่างๆที่เกิดขึ้น และชนิดของอาหารที่แพ้ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

อาการของการแพ้อาหารแบบแฝง โดยคร่าวๆ ได้แก่ ท้องอืด มีลมในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ผิดปกติ ผื่นคันและผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงอาจเกิดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปวดศีรษะ ไมเกรน เหนื่อยเพลีย ความดันโลหิตสูง ปวดข้อ ข้ออักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและน้ำหนักขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพื่อที่จะเริ่มตรวจและรักษาได้เร็ว 

นับว่าเป็นโชคดีที่อาการแพ้อาหารแฝงนี้สามารถตรวจหาด้วยการตรวจ “สารก่อภูมิแพ้อาหาร IgG ทั้งนี้การตรวจเลือดสามารถช่วยให้เรารู้ว่า การแพ้อาหารที่แอบแฝงอยู่นั้นเป็นอาหารชนิดใด หรือ IgG Food Allergy Test ซึ่งจะรายงานผลการตรวจออกมาเป็นระดับการแพ้อาหารแต่ละรายการ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเซลล์บำบัด รักษาด้วยโอโซน รักษาด้วยออกซิเจนแรงกดอากาศสูง การรักษาด้วยการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การักษาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ การปรับสมดุลลำไส้

ถ้าคุณเข้าข่ายหรือมีอาการเหล่านี้ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจและรักษาก่อนที่จะกลายเป็นโรคที่ร้ายแรงขึ้น

5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630408

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:36 น.5 เรื่องเข้าใจผิดของผู้หญิงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมะเร็งเต้านมกับความเข้าใจผิดที่ผู้หญิงต้องรู้ โดย นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม ศูนย์เต้านมโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

มะเร็งเต้านม มะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในตะวันตกและเอเชีย จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปี หรือ 55 คนต่อวัน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

1) อาหารไขมันสูงของมันและของทอดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย

2) การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน แม้ในอดีตจะมีหนังสือตีพิมพ์ว่า การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับจะเกิดการบีบรัดระบบน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่สะดวกและมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

3) หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4) ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่

ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กและใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้เท่าๆ กัน

5) ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อย รวมทั้งการตรวจเช็กแมมโมแกรมเพียงปีละ 1 ครั้งไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด

จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630407

วันที่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 08:18 น.จริงหรือมั่ว! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดีแชร์กันเยอะ!! ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว เป็นไปได้จริงๆ หรืออิงนิยาย

มีหลายเรื่องในโซเชียลมีเดียวที่เชื่อไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวที่ถูกแชร์ต่อกันจนเกิดเป็นกระแสมาๆ หายๆ ในหลายๆ ช่องทาง สำหรับเรื่องการล้างพิษตับ ล้างนิ่วในถุงน้ำดี ด้วยการกินน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว แต่กระแสที่ออกมานั้น เช็ก แชร์ ชัวร์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันแล้วว่า…ไม่ใช่เรื่องจริง

เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ “นิ่วในถุงน้ำดี” เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี บางรายไม่มีอาการ บางรายมีอาการ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางครั้งมีอาการปวดแบบปวดดิ้น หรือถ้านิ่วตกลงไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ จะทำให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

ส่วนทางด้าน “ตับ” เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างน้ำดีช่วยย่อยไขมันในลำไส้ สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ออกจากร่างกาย และสร้างโปรตีนให้หลอดเลือดแข็งตัว

จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของตับไม่ได้เกี่ยวกับการกำจัดนิ่วเลย ดังนั้น หากเป็นนิ่วควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบจนอาจกระตุ้นการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้