โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630328

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:33 น.โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่งสสส.– นักวิชาการ ค้นงานวิจัยพบวัยรุ่นกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วงโควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มสูง หวั่นคนไทยป่วย NCDs เพิ่มมากขึ้น

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า รายงานสุขภาพคนไทย 2563 โดย สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล และภาคีเครือข่ายนักวิชาการ พบสถิติสำคัญว่าวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 10-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดจากประเทศตะวันตก อย่างน้อย 1 วัน/สัปดาห์ มากถึง 69.2% รองลงมาคือภาคกลาง 54.6% ภาคใต้ 48.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 41.9% และภาคเหนือ 38.7% ตามลำดับ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560)

ซึ่งล่าสุดในช่วงโควิด-19 คนไทยอาจมีแนวโน้มบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น จากการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Food Delivery โดย Kantar Worldpanel ได้สำรวจผู้บริโภคคนไทย 1,638 ราย อายุระหว่าง 15-49 ปี ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2563 พบว่าผู้บริโภคสั่งอาหารผ่าน Food Delivery มากขึ้น 38% เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

“ข้อดีของการสั่งอาหารออนไลน์ ช่วยลดการรวมตัวของคนในที่สาธารณะ ลดโอกาสแพร่กระจายโควิด-19 แต่อาหารที่ได้รับความนิยมสั่งมักเป็นอาหารจานด่วน สสส. จึงเกิดความกังวลเป็นห่วงสุขภาพคนไทย เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดมีคลอเรสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน ฯลฯ เราจึงขอแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานอาหารแบบ 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคู่ไปกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับขอความร่วมมือผู้บริโภคและผู้ประกอบการลดใช้พลาสติก เนื่องจากอาหารพร้อมทานส่วนใหญ่มักใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชิ้น อาทิ กล่องโฟม ช้อนส้อมพลาสติก หลอดพลาสติก ซองน้ำจิ้ม ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าปริมาณขยะพลาสติกของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ตัน/วัน โดยขยะประเภทนี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง” 

ทางด้าน ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของวัยรุ่นและเยาวชนไทยมากขึ้น ทั้งเพจรีวิวอาหาร ฟู้ดบล๊อกเกอร์ และล่าสุดคือแอปพลิเคชันสั่งซื้ออาหาร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์อาหาร และการเข้าถึงร้านอาหารอย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์ เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคม 2563 พบว่า

กลุ่มผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากที่สุด คือ

  • Gen Y (อายุ 19-38 ปี) จำนวน 51.09%
  • กลุ่ม Gen X (อายุ 39-54 ปี)
  • กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี)
  • กลุ่ม Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) (ตามลำดับ)

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบด้วยว่า อาหารยอดนิยมที่ทุก Gen สั่งมากกว่า 61.06% คืออาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด อาทิ ไก่ทอด เบอร์เกอร์ และพิซซ่า แต่มีข้อมูลอื่นว่าคนไทยกินผักและผลไม้สดเป็นประจำน้อย อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตแอปฯ สั่งอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโปรโมทอาหารเพื่อสุขภาพ อาจช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นก็เป็นได้.

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข / สสส

Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630318

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 11:33 น.Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน“Zoonosis Disease” โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หนึ่งในความกังวลของมวลมนุษย์โลก

จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วย โควิด-19 พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีการ ‘ระวังตัว’ กับสถานการณ์โรคระบาดนี้ แต่การระวังตัวนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความ ‘วางใจ’ เพราะเมื่อมองไปถึงต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้ที่มีต้นตอมาจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคนี้ยังคงมีความเป็นไปได้ รวมถึงโรคติดต่ออื่นๆ ทั้งโรคที่เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้ว และโรคที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ได้ในอนาคต

ซึ่งผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้คำว่า ‘โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน’ หรือ ‘Zoonosis Disease’ กลายเป็นคำที่ไม่ได้ถูกพูดในเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น เพราะการอ้างอิงถึงเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนกลายเป็นคำส่วนหนึ่งที่ใช้ในการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ซึ่งจริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน อีโบลา ซาร์ส จนถึงโรคไข้หวัดหมูในปี 2552 ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่คนได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายถึงต้นตอของปัญหาที่อาจถูกมองข้าม ในช่วงที่การรายงานข่าวส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องของตัวเลขและการแก้วิกฤติเฉพาะหน้า แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงปฐมเหตุที่แท้จริงว่า “ทุกวันนี้เราพูดกันถึงโควิด-19 เพราะที่ผ่านมาเราตกใจกับเรื่องของโควิดกันมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่โควิดเท่านั้นที่เราควรจะพูดถึง เพราะต้นเหตุของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนก็คือ การที่มนุษย์เข้าไปรุกรานความเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าในกรณีของโควิดหรือสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน”

ด้วยความรู้และประสบการณ์ในเรื่องของโรคติดเชื้อทำให้นายแพทย์วัชระสนใจในประเด็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนมากเป็นพิเศษ และนำมาสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ในฟาร์มที่นำมาใช้ประกอบอาหาร อย่างเช่นไก่ หมู และวัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทำในเรื่องของการรณรงค์เพื่อสวัสดิภาพสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง

“ประเด็นที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนเกี่ยวกับสัตว์มีหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคติดเชื้อของคน ประเด็นที่สองคือ วิธีการทำฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ที่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เท่าที่ควร อันอาจจะนำไปสู่โรคภัยทั้งต่อสัตว์และคน นอกจากนั้นก็คือเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีบริโภคของคนในยุคนี้ ซึ่งอาจต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาก่อนที่สิ่งแวดล้อมจะรับไม่ไหวอีกต่อไป” นายแพทย์วัชระขยายความถึงที่มาของความสนใจและการผลักดันสวัสดิภาพสัตว์

ในเรื่องของโรคที่อาจมาพร้อมกับการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ ทั้งเนื้อ นม และไข่ อุบัติการณ์ของโรคในลักษณะนี้เป็นผลมาจากระบบการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ (Factory Farming) โดยเฉพาะในที่มีสภาพแออัด ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ระบบปศุสัตว์แบบนี้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแง่เม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ต้องแลกมากับคุณภาพชีวิตที่ลดลงของสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไก่และสัตว์อื่นๆ การถูกเลี้ยงในที่แออัดทำให้เกิดภาวะเครียด และเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้สัตว์เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อสัตว์เจ็บป่วยหรือมีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วย ก็จะนำมาสู่การใช้ยาฆ่าเชื้อแบบป้องกันไว้ก่อนในสัตว์ (Antibiotic Prophylaxis) แทนที่จะใช้รักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม แล้วนำไปสู่เชื้อดื้อยาในคน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

นางสาวเหมือนดาว คงวรรณรัตน์ ผู้จัดการโครงการด้านสวัสดิภาพไก่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวให้เห็นถึงสภาพการเลี้ยงไก่ในปัจจุบันซึ่งมีผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ว่า “ทุกวันนี้มีไก่จำนวนหลายล้านตัวที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มที่มีพื้นที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ โรงเรือนบางแห่งไม่มีแม้แต่แสงธรรมชาติที่จะส่องถึง นอกจากนี้ไก่ที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เติบโตเร็ว ไก่ตัวหนึ่งจึงมีอายุขัยประมาณ 42 วันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไก่เกิดปัญหาทางสุขภาพและเป็นสาเหตุให้ไก่เกิดความเครียด และเมื่อเครียดก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค”

จากผลการศึกษาของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยให้เห็นถึงข้อมูลของความหนาแน่นในพื้นที่เลี้ยงไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ที่ต้องไม่แออัดและไม่ควรเกิน 30 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ตัวเลขนี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพของไก่ทั้งกายและใจ แต่หากผู้เลี้ยงไก่คำนึงถึงแต่การควบคุมต้นทุนโดยการเลี้ยงอย่างแออัด ผู้บริโภคนั้นย่อมเป็นผู้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

“ในระบบปศุสัตว์สมัยใหม่จึงมีวิธีหนึ่งที่ฟาร์มหลายแห่งใช้รับมือกับปัญหาแบบนี้ ก็คือการให้ยาฆ่าเชื้อป้องกันไว้ก่อน ซึ่งผสมไว้ในอาหารสัตว์ โดยตัวเลขจากการศึกษาของคณะสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบว่าในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ยาฆ่าเชื้อทั้งหมดในโลกมาจากการใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข คาดว่าประมาณปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จะพบว่ามีการใช้ยาฆ่าเชื้อสูงขึ้นจากเดิมอีกอย่างน้อยร้อยละ 60 ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยาที่ไม่ได้จบแค่สัตว์ที่ได้รับยาฆ่าเชื้อโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านมาถึงคนด้วย คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเรื่องเชื้อดื้อยาเป็นเพราะคนใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่จากการดูแลผู้ป่วยพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะเราพบคนไข้ที่ระมัดระวังเรื่องใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างมาก แทบไม่ซื้อยากินเองเลย แต่ก็ตรวจพบมีเชื้อดื้อยาอยู่ในตัวตลอดเวลา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมนั่นเอง” นายแพทย์วัชระ อธิบาย

ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การทำปศุสัตว์สมัยใหม่ส่งผลให้มีของเสียที่มาจากฟาร์มปนเปื้อนลงในมหาสมุทร จนทำให้เกิดการขยายพันธุ์ของสาหร่ายและแบคทีเรีย ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในมหาสมุทรลดลงในระดับที่เป็นอันตราย ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations) ได้ทำการศึกษาและพบว่า ปศุสัตว์ (Animal Agriculture) เป็นสาเหตุสำคัญถึงร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก ซึ่งปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะส่งผลกระทบโดยไปเพิ่มความเป็นกรดของมหาสมุทรให้มากขึ้น ทั้งนี้ระดับออกซิเจนที่ต่ำและภาวะมหาสมุทรเป็นกรดนี้ต่างส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจขยายตัวต่อไปจนกลายเป็นปัญหาวิกฤติทางการประมง เพราะปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงจนหลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกทดแทน

ตอนนี้ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันแล้ว เพราะในอาเซียนเริ่มมีวิกฤตเรื่องจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง จนไม่มีปลาพอให้จับ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ มีความพยายามหลายอย่างที่จะรับมือกับวิกฤตนี้ หนึ่งในนั้นก็คือการหาแหล่งโปรตีนใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งปศุสัตว์อย่างในปัจจุบัน

“ในระบบการผลิตอาหารปัจจุบัน ถ้าเราดูทีละขั้นตอนจะเห็นว่าเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากรสูงมาก เพราะเราปลูกถั่วเหลือง เพื่อเอามาให้สัตว์กิน เวลาปลูกก็ต้องใช้น้ำ ใช้ที่ดิน มีการใช้ทรัพยากรหลายขั้นตอนกว่าจะได้โปรตีนกลับมาเป็นอาหารของคน ทางรัฐบาลและภาคเอกชนของนานาประเทศ อาทิ รัฐบาลสิงคโปร์ จึงพยายามหาโปรตีนทดแทน เช่น โปรตีนจากสาหร่ายหรือการค้นคว้าวิจัยในเรื่องของ อาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ (Plant-based Meat) ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม” นายแพทย์วัชระเล่าถึงสถานการณ์และแนวโน้มของโลกที่กำลังปฏิวัติและแข่งขันกันในเรื่องอาหารที่ยั่งยืน

จากเหตุผลเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์ม ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการให้ความเมตตาสัตว์เหมือนที่บางคนเข้าใจ และไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออีกหลายชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพคนที่อาจมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ว่าจะเป็น โรคเชื้อดื้อยา โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลายโรคก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจอยู่ที่การรับรู้ของคนที่นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหลายข้อเรียกร้องในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์เกิดขึ้นจากพลังของผู้บริโภค ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อการรับรู้และความเข้าใจเรื่องนี้ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพคน พลังในการขับเคลื่อนจึงยังไม่มากพอ

“เท่าที่สังเกต ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือความไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น ผลจากการทำโฟกัสกรุ๊ปกับเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งที่พบก็คือคนไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ในฟาร์มเท่าที่ควร อย่างกรงตับที่ใช้ในการผลิตไข่ (Battery Cage) หรือวิธีการฆ่าสัตว์ที่ทรมาน ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับรู้ความจริง ต่อให้เขาเป็นคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เขาก็ไม่ได้อยากกินเนื้อหรือไข่ที่เกิดจากการทรมาน ดังนั้นความหวังในการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าและผู้ใหญ่ที่มีความห่วงใยที่จะออกมาขับเคลื่อนในประเด็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพคน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ” นายแพทย์วัชระ กล่าว

โดยสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าทำได้ดีในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ แต่การควบคุมนั้นถือเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน เพื่อให้ออกจากวิกฤตนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อป้องกันวิกฤตใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630259

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:30 น.เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า6 วิธีชี้ชัด! เลือกนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

นมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมมานาน เนื่องจากมีสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งยังเหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะทนต่อน้ำตาลแลคโตสในนมวัวไม่ได้ คือ ผู้ที่มีอาการท้องเสีย ท้องอืด ไม่สบายท้องหลังจากดื่มนมวัว  ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้โปรตีนนมวัว หรือผู้ที่เป็นมังสวิรัติแบบที่ไม่เลือกดื่มนมวัว วันนี้มีเคล็ดลับจากนักกำหนดอาหารมาฝากกันว่า ควรเลือกนมถั่วเหลืองอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

วิธีเลือกนมถั่วเหลือง 

1.ดูคำกล่าวอ้างด้านหน้ากล่อง

ควรมองหานมถั่วเหลืองหรือเครื่องดื่มธัญพืชที่มีการระบุว่า น้ำตาลน้อย น้ำตาลน้อยกว่าสูตรปกติ  หวานน้อย แคลเซียมสูง มีวิตามิน มีแร่่ธาตุ เพื่อเป็นการคัดกรองเบื้องต้นว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เอาใจใส่ผู้บริโภคในการปรับเพิ่มคุณค่าสารอาหารหรือไม่ ก่อนที่จะหยิบมาอ่านฉลากโภชนาการต่อ

2.ดูจำนวนหน่วยบริโภค

จะทำให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ถืออยู่ “ควรแบ่งกินกี่ครั้ง” และข้อมูลสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ด้านล่างลงไป เป็นข้อมูลของสารอาหารต่อการรับประทาน 1 ครั้ง ถ้าหากบริโภคกล่องที่เขียนว่า จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง : 4  แปลว่าแบ่งรับประทานได้ 4 ครั้ง แต่หากเราเทดื่มรวดเดียวหมด ก็ให้นำสารอาหารที่อ่านเจอคูณ 4 ไปด้วย

3.มองหาปริมาณโปรตีน

นมถั่วเหลืองจะมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่านมวัวอยู่เเล้ว คำเเนะนำ คือ ควรเลือกที่มีปริมาณโปรตีน 6 กรัมขึ้นไป

4.อ่านน้ำตาลให้ขาด

ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน อย่าลืมว่าเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

5.ไขมันล่ะ ต้องแคร์ไหม

ควรดูปริมาณไขมันอิ่มตัว ไม่ให้ได้รับมากเกินไป เเต่โดยธรรมชาติเเล้ว นมถั่วเหลืองมีปริมาณไขมันอิ่มต้วน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวล

6. เเคลเซียม วิตามิน ธาตุเหล็กต้องมี

เเร่ธาตุเเละวิตามินต่างๆก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปริมาณเเคลเซียมจะระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ หากระบุว่ามีแคลเซียม 50% เเปลว่า เมื่อดื่มนมนี้หมด 1 หน่วยบริโภค จะได้รับแคลเซียมคิดเป็น 50% หรือครึ่งหนึ่งของความต้องการในแต่ละวัน

เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630252

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:59 น.เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา)พยากรณ์โรคฯ กรมควบคุมโรค ฉบับที่ 274 เตือนประชาชนช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายได้ ระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุนกุนยา

ข้อมูลโดย นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ “จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา ในปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 5,728 ราย จาก 65 จังหวัด ไม่มีผู้เสียชีวิต

โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ

  • 25-34 ปี ร้อยละ 17.51
  • 35-44 ปี ร้อยละ 17.20
  • 45-54 ปี ร้อยละ15.50

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ

  • รับจ้าง ร้อยละ 23.7
  • นักเรียน ร้อยละ 21.3
  • เกษตร ร้อยละ 15.7 

ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ

  • ภาคกลาง
  • ภาคเหนือ 
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ภาคใต้ ตามลำดับ

โดยจากระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ

  • จันทบุรี
  • อุทัยธานี
  • ลำพูน
  • เลย
  • ตราด ตามลำดับ

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าช่วงนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบผู้ป่วยกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงทำให้มีฝนตกชุกต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้  

สำหรับโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง มียุงลายเป็นพาหะ สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในฤดูฝน ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ปวดข้อ ข้อบวมหรือข้ออักเสบร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นหรืออ่อนเพลีย ไม่มีการรักษาเฉพาะ ใช้การรักษาตามอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา  

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและนอกบ้าน และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคคือ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วยการทายากันยุง กำจัดยุงในบ้าน และนอนกางมุ้ง  

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่สามารถพบได้ทุกจังหวัด สถานพยาบาลทุกแห่งควรมีการเฝ้าระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลายในโรงพยาบาล โดยการคัดกรองผู้ป่วยที่มาด้วยอาการ ไข้ ปวดข้อ มีผื่น หรือมีอาการคล้ายไข้เลือดออกแต่เกล็ดเลือดอยู่ในระดับปกติ และเมื่อพบผู้ป่วยควรรายงานผู้สงสัยหรือผู้ป่วยต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อการลงควบคุมโรคอย่างรวดเร็ว หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630251

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?อย.เเจ้งเตือนข่าวปลอม กินผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเป็นมะเร็ง พร้อมเผยยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าฟอสฟอรัสทำให้เกิดมะเร็งได้ ย้ำผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิค พร้อมแนะวิธีการล้าง การกินเพื่อลดพิษสะสม

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ประเด็น “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม”

เรื่องนี้ นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 

สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด 

จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อข้อความที่ส่งต่อกัน เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันว่าบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท อาจใช้วิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที หรือนำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือจะช่วยลดปริมาณไนเตรทได้ และไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ลดการรับพิษสะสม รวมถึงควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย

มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629964

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.มะเร็งไทรอยด์ Top 7 มะเร็งร้ายที่พบในเพศหญิงเเพทย์เผยมะเร็งต่อมไทรอยด์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ชี้ตรวจเจอเร็วสามารถรักษาให้หายขาดได้

จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งประเทศไทย นายแพทย์สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า เราพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์รายใหม่ประมาณ 2,800 ราย โดยส่วนใหญ่จะพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จัดอยู่ในอันดับ 7 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง ส่วนในเพศชายแม้จะพบน้อยกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงของการเกิดโรคเช่นกัน มะเร็งไทรอยด์เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งขึ้น และอาจจะขยายโตขึ้นเรื่อยๆ สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้

ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่ามะเร็งไทรอยด์เกิดจากสาเหตุใด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น

  • การได้รับรังสีบริเวณลำคอหรือบริเวณต่อมไทรอยด์
  • เคยเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • ขาดธาตุอาหารไอโอดีน
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

มะเร็งไทรอยด์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น ผู้ป่วยอาจคลำพบก้อนนูนใต้ผิวหนังบริเวณกึ่งกลางลำคอ ซึ่งอาจพบเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ และอาจพบอาการป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เสียงแหบ หายใจลำบากหรือหายใจมีเสียงหวีด กลืนลำบากหรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน เจ็บบริเวณลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอบวม

ทางด้านผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมาพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติ โรคประจำตัว และการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการตรวจเลือด และหากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ การตรวจด้วยไอโอดีนรังสี การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำไทรอยด์สแกน และการตรวจชิ้นเนื้อ ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์จะได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดและระยะโรคของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษามะเร็งไทรอยด์อาจทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การรับประทานไอโอดีนรังสี การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ การฉายรังสี การทำเคมีบำบัด

สำหรับการป้องกันโรคแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่เราสามารถป้องกันโรคได้ จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกจะทำให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง

บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629904

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 08:44 น.บริโภคโซเดียมอย่างไร ไม่ให้ไตทำงานหนักแพทย์เตือนการบริโภคโซเดียมเกิน 2,400 ม.ก. หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวันจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงความดันโลหิตสูง พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก เตือนการบริโภคโซเดียมในปริมาณมากเกินกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือมากกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน จะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงและยิ่งมีโอกาสพบบ่อยเมื่ออายุมากขึ้น พร้อมแนะวิธีลดปริมาณโซเดียมเพื่อการทำงานที่ดีของไต

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบของเกลือ ซึ่งเกลือ 1 กรัม จะมีโซเดียมประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยร่างกายมีความต้องการโซเดียมประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าได้รับมากร่างกายจะขับออกทางไตจะทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่พอเพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไปจะเกิดผลดีต่อการทำงานของไต ส่วนเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงเป็นตัวหลักของสารที่ให้ความเค็มในเครื่องปรุงรสที่นิยมใช้ คือ น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เต้าเจี้ยว ฯลฯ และยังใช้ในการถนอมอาหารประเภทหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาร้า ปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็นต้น]

นอกจากนี้ เกลือโซเดียมยังแฝงมากับอาหารอื่นๆ เช่น ขนมอบกรอบ ผงชูรส หากรับประทานอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือแกงมากกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบบริโภค ผัก ผลไม้

ทางด้าน นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคโซเดียมมีหลายวิธี เช่น

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารรสจัด และอาหารหมักดอง
  • ชิมอาหารทุกครั้งก่อนเติมเครื่องปรุง
  • เลือกบริโภคอาหารสด หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีเครื่องปรุงรสปริมาณมาก
  • ลดความถี่ของการบริโภคอาหารที่ต้องมีเครื่องปรุงน้ำจิ้ม และลดปริมาณน้ำจิ้มที่บริโภค
  • ทดลองปรุงอาหารโดยใช้ปริมาณเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรปรุงอาหาร ถ้ารสชาติไม่อร่อยจริงๆ จึงค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส
  • ควรปลูกฝังนิสัยให้บุตรหลานรับประทานอาหารรสจืด โดยไม่เติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสปรุงรสในอาหารเด็กและทารก
  • ควรบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629767

วันที่ 03 ส.ค. 2563 เวลา 08:30 น.รู้จักกับโรคธาลัสซีเมีย มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกคนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ตัดวงจร “ธาลัสซีเมีย” วางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานมีบุตร ลดการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ได้ผล

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคธาลัสซีเมีย” แต่น้อยคนที่จะเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการ ซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับโต ม้ามโตร่วมด้วย

บทความฉบับนี้ ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย รวมทั้งวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อ้างอิงจากบทความ โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร รศ.นพ.กิตติ ต่อจรัส สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย)

มรดกที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่ลูก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย จะต้องได้รับ ยีนธาลัสซีเมียจากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งทั้งคู่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย และถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาสู่ลูก สิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดผู้ป่วยรายใหม่คือ การวางแผนครอบครัว ด้วยการตรวจเลือดก่อนที่จะแต่งงานหรือวางแผนมีบุตร ทำให้แพทย์ทราบว่าคู่สมรสนั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ และมีทางเลือกอย่างไรบ้าง ในบางกรณีแพทย์จะแนะนำให้คู่สมรสตรวจเลือดอย่างละเอียดเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) สามารถบอกได้ชัดว่า เป็นธาลัสซีเมียชนิดใด มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด บางครั้งสามารถทำนายความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียที่อาจเกิดจขึ้นได้อีกด้วย

โรคธาลัสซีเมียตามความรุนแรงของโรคได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มอาการรุนแรงมาก ได้แก่ ฮีโมโกลบินบาร์ทโฮดรอพส์ ฟิทัลลิสเป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ส่วนใหญ่เสียชีวิตในครรภ์มารดาหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด พบว่าทารกมีลักษณะบวมน้ำทั้งตัว คลอดลำบาก ซีด ตับม้ามโต มีรกขนาดใหญ่

2. กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ โฮโมซัยกัส เบต้า-ธาลัสซีเมียและ เบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี แรกเกิดปกติ จะเริ่มมีอาการตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้นอาการสำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ตาเหลือง ท้องป่อง ตับม้ามโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน โหนกแก้มสูง ดั้งจมูกแบน ฟันยื่น ตัวเตี้ยแคระแกรน ผิวคล้ำ เจริญเติบโตไม่สมอายุ

3. กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ได้แก่ ฮีโมโกลบินเอ็ชผู้ป่วยจะมีอาการน้อย เช่น ซีด และเหลืองเล็กน้อย หากมีไข้หรือติดเชื้อผู้ป่วยจะซีดลง

คนไทย 24 ล้านคน ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมีประมาณ 600,000 คน หรือร้อยละ 1 ของประชากรไทย แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มีผู้เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะ ซึ่งผู้เป็นพาหะธาลัสซีเมีย คือ ผู้ที่มียีนของโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียว บางครั้งเรียกว่า “ธาลัสซีเมียแฝง” ผู้เป็นพาหะคือ คนปกติ จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องได้รับการรักษาหรือรับประทานยาใดๆ ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งแต่สามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปสู่ลูกได้ ผู้ที่เป็นพาหะจะอยู่กับคนๆนั้นตลอดไปจะไม่กลายเป็นโรคธาลัสซีเมีย

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

1. ประชาชนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40

2. คู่สามี –ภรรยา ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย แสดงว่าทั้งคู่เป็นพาหะ

3. พี่ – น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคหรือพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

4. เมื่อผู้เป็นโรคมีบุตร อย่างน้อยลูกทุกคนเป็นพาหะ

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยสามารถดูได้ว่าเป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่

ผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใด ๆ แต่ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีอาการของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก อาจจะต้องได้รับการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะ ๆ หรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดไม่มากจะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่จำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด เนื่องจากมีธาตุเหล็กในร่างกายเกินปกติอยู่แล้วแต่ร่างกายไม่สามารถนำมาสร้างเม็ดเลือดแดงเองได้

‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629764

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 10:30 น.‘Maskne’ สิวจากแมสก์ ปัญหาผิวยอดฮิตในยุค New Normalสิวจากแมสก์ ‘Maskne’ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุดจนยกให้เป็นสิวแรงแห่งยุค New Normal แพทย์เผยวิธีสังเกตและการป้องกัน

สิวแรงแห่งยุค New Normal ตอนนี้คงหนีไม่พ้น ‘Maskne’ หรือสิวจากแมสก์ ปัญหายอดฮิตที่หนุ่มๆ สาวๆ เป็นกันมากที่สุด มาแรงแซงปัญหาเดิมอย่างสิวฮอร์โมน สิวเครื่องสำอาง และยิ่งเข้าสู่ฤดูฝนด้วยแล้ว ความอับชื้นเยอะขึ้น สิวจากแมสก์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย พ.ญ. กตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ จึงขอแนะเคล็ดลับวิธีลดปัญหาสิวที่เกิดจากการใส่แมสก์ในช่วงนี้ เพื่อให้หนุ่มสาวหน้าใสห่างไกลสิว

แพทย์หญิงกตมน จิรวีรพัชธ์ แพทย์ผิวหนังและความงามด้านผิวพรรณ เจ้าของกตมน คลินิกเวชกรรม (Katamon Clinic) เปิดเผยว่า สมัยก่อนสาเหตุแรกๆ ของคนที่มีปัญหาสิวกวนใจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การแพ้เครื่องสำอาง การแพ้น้ำ หรือปัญหาจากฝุ่นละออง PM 2.5 แต่ปัจจุบันต้นตอสาเหตุของการเกิดสิวที่มาแรงแซงทางโค้งคงหนีไม่พ้น “Maskne” คำที่ใช้เรียกอาการข้างเคียงจากการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์เพราะในยุคนิวนอร์มัลนี้เราทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือแมสก์เป็นประจำทุกวัน

วิธีสังเกต “Maskne”

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าเราเป็นสิวจากแมสก์หรือไม่นั้น คือใส่แมสก์ไปสักระยะจะมีสิวขึ้นบริเวณผิวหนังด้านในที่ถูกแมสก์ปิดทับหรือบางรายอาจมีอาการแพ้แมสก์ร่วมด้วย คือ คันบริเวณใบหน้า รอบใบหู มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเป็นผดผื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบสิวที่เกิดจากใส่แมสก์มากยิ่งขึ้น เพราะความชื้นในอากาศ ทำให้เกิดเหงื่อและการสะสมของแบคทีเรียมากกว่าปกติ และถ้าหากแมสก์โดนน้ำฝนก็จะทำให้แบคทีเรียเติบโตได้เร็วขึ้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิด “Maskne”

เริ่มจาก “สำรวจผิว” ลองสำรวจผิวหน้าของเราเองก่อนว่าเคยแพ้ประเภทของผ้าอะไรหรือไม่อาจจะสังเกตจากสวมเสื้อผ้าเช่นถ้าใส่ผ้าฝ้ายแล้วมีอาการคันตามตัวใส่ไม่สบายก็ควรหลีกเลี่ยงหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าฝ้ายแนะนำให้เลือกผ้านาโนหรือผ้าที่ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์จะระบายอากาศได้ดีกว่าหรือบางคนแพ้ยางยืดคล้องหูก็ควรเปลี่ยนสายคล้องหูเป็นผ้าแทนเป็นต้น

“ขนาดของแมสก์” ควรเลือกให้พอดีกับใบหน้า ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป วิธีสังเกตง่ายๆ คือ เมื่อถอดแมสก์ออกมาใบหน้า ต้องไม่เป็นรอยกดทับของยางรัด เพราะถ้าหากเลือกแมสก์ที่มีขนาดเล็กหรือแน่นจนเกินไป จะทำให้หายใจไม่สะดวกและผิวของผ้าจะเสียดสีกับผิวบนใบหน้า ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

นอกจากนี้ ควร “เปลี่ยนแมสก์ทุกวัน” การสวมหน้ากากอนามัยควรเปลี่ยนทุกวันเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานหรือหากใช้หน้ากากผ้าควรซักทำความสะอาดทุกวันด้วยน้ำยาซักผ้าเด็กหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาซักผ้าทั่วไปที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่ายจากนั้นนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

อีกตัวเลือกง่ายๆ ที่ช่วยได้มากคือ “ลดการแต่งหน้า” เพราะการแต่งหน้าจะเป็นเสมือนการเพิ่มสิ่งปกคลุมบนใบหน้าอีกหนึ่งชั้น ทำให้ผิวหายใจลำบากมากยิ่งขึ้น และเมื่อเครื่องสำอางเจอกับความอับชื้นจากการใส่แมสก์ ก็ง่ายต่อการเกิดสิวได้

สุดท้ายควร “ทำความสะอาด” เมื่อถอดแมสก์ออกควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าทันที เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่สะสมบนใบหน้าระหว่างวัน โดยทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า แล้วตามด้วยโทนเนอร์เช็ดย้อนขึ้นตามรูขุมขนอีกครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

แพทย์หญิงกตมน แนะนำต่อว่า “ถ้าใครที่มีอาการ “Maskne” หรือเป็นสิวจากแมสก์แล้ว และคาดว่าจะมีอาการลุกลาม ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดสิวและแนวทางการรักษา การป้องกันที่ถูกต้อง ไม่ควรใช้วิธีการกดสิวด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ ที่สำคัญคือจะทำให้ผิวหน้าเสียหาย เกิดเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า และยากต่อการรักษา”

เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629762

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญแนะเป็นภาวะป้องกันได้แค่ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

ในประเทศไทย โรคเบาหวาน ถือเป็นอีกหนึ่งโรคยอดฮิตที่พบผู้ป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ  ประกอบกับภาวะตึงเครียดในการดำรงชีวิตอยู่เป็นประจำ  ยิ่งทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากขึ้นจนร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมาจนไปกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน  

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากถึงห้าล้านคนในประเทศไทย  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ  มักจะส่งผลจนก่อให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนตามระบบและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ก็คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา”  (Diabetic Retinopathy: DR) นั่นเอง  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เกิดจากโรคเบาหวานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักจะละเลยการตรวจสายตาและการมองเห็นอย่างสม่ำเสมอ  และยิ่งเพิกเฉยเมื่อร่างกายยังไม่ได้แสดงอาการบกพร่องใดๆ โดยเฉพาะการมองเห็น  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้  ดังนั้นผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรได้รับความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะเบาหวานขึ้นตา เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสมก่อนที่จะเกิดอาการจนยากต่อการรักษา

รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกันว่า ‘โรคเบาหวานขึ้นตา’ คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากโรคเบาหวานทำให้เกิดอาการตามัว และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยเกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีภาวะขาดอินซูลินทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติ ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายรวมถึงดวงตา โดยเฉพาะที่จอตา มีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดกระจายทั่วในจอตา มีการอักเสบเกิดขึ้นตามมา จนมีภาวะอุดตันของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือด มีการตายของเซลล์จอตา  

ซึ่งจากสถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทย พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยช่วงอายุ 10-15 ปี หรือเบาหวานประเภทที่ 1 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 98 และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป หรือเบาหวานประเภทที่ 2 มีโอกาสมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้มากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในอัตราเท่าๆกัน

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา

โดยทั่วไปในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการ หรืออาจเกิดความผิดปกติในการมองเห็นเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการควบคุมระดับน้ำตาล  ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการและมาตรวจมักจะพบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผลกระทบต่อการมองเห็นแล้ว  อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม  ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ตามัว  การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น ภาพที่มองเห็นมืดเป็นแถบๆ และหากผู้ป่วยได้รับการรักษาช้า จะยิ่งส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้”

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy: DR) แบ่งระยะความรุนแรงของโรคเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy: NPDR) เป็นระยะที่ผนังของเส้นเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง  ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น  อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา  และเส้นเลือดใหญ่ที่จอตาจะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ  รวมถึงเส้นใยประสาทของจอตาและจุดภาพชัด (Macula) อาจเริ่มมีอาการบวม  ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย  แต่หากมีการอุดตันของเส้นเลือดที่เพิ่มมากขึ้น  อาจทำให้อาการรุนแรงได้

ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy: PDR) เป็นระยะที่เนื้อเยื่อของชั้นจอประสาทตาเริ่มขาดออกซิเจนและขาดสารอาหารไปเลี้ยง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ  ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน  ซึ่งเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม  ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณวุ้นตา (Vitreous) และอาจทำให้เกิดพังผืดเกิดการดึงรั้งจอตาซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดจอตาหลุดลอกออกจากด้านหลังของดวงตา  หรือในกรณีที่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา  จะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหินได้

การรักษาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตาจนถึงระยะที่สอง แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่  เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น  ส่วนกรณีที่มีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก  อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด  ซึ่งผลของการรักษานั้นไม่แน่นอน  โดยหากผู้ป่วยที่ปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว  มักจะพบว่าสายตาได้รับความเสียหายไปมากแล้ว

“โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตานับว่าเป็นภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวานโดยแท้จริง  ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย  แต่ไม่ควรเพิกเฉยว่าไม่มีอะไรผิดปกติ  แม้แต่กรณีที่ผู้ป่วยพึ่งตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน  ก็ไม่ได้แสดงว่าพึ่งป่วยในระยะเริ่มต้น  เพราะอาจป่วยด้วยโรคเบาหวาน และ/หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาร่วมด้วยมาระยะหนึ่งแล้วเพียงแค่ไม่แสดงอาการก็เป็นได้  นั่นหมายความว่าเบาหวานอาจเข้าสู่จอประสาทตาของผู้ป่วยไปเรียบร้อยแล้ว  ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ป่วยด้านนี้จึงแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรหมั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นประจำทุกปี  อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง  เพื่อให้สามารถรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ  ซึ่งมีโอกาสยับยั้งไม่ให้อาการลุกลามจนยากเกินจะรักษาได้” รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความความใส่ใจคือ  เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาโดยเร็วที่สุด  โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน  มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน  มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) สูงกว่า 25  อยู่ในภาวะตั้งครรภ์และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินค่าปกติ  ซึ่งจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา  นอกจากนี้  ภาวะความดันโลหิตสูงและระดับไขมันในเลือดสูงยังเป็นปัจจัยเร่งให้อาการของโรคแย่ลงเร็วขึ้นด้วย  การตรวจคัดกรองและพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาการมองเห็นและดวงตาเอาไว้ได้  เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรขอรับคำปรึกษาและรับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์ที่ท่านไว้วางใจเพื่อท่านจะได้มีดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนอีกยาวนาน