ความเชื่อ vs การแพทย์ เมื่อก้างปลาติดคอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629537

วันที่ 30 ก.ค. 2563 เวลา 08:08 น.ความเชื่อ vs การแพทย์ เมื่อก้างปลาติดคอ‘ก้างปลาติดคอ’ เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก แพทย์เผยสถิติเคสก้างปลาและวัตถุแปลกปลอมติดคอ พร้อมเตือนแค่สิ่งเล็กๆ หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ เป็นหนองลามเข้าไปในคอ หรือลามเข้าไปในช่องอกได้

เราเป็นคนหนึ่งแหละที่เคย “ก้างปลาติดคอ” จำได้เลยว่าเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด และเรื่องนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่รับประทานปลา และหากใครที่เคยเจอประสบการณ์นี้ก็อาจจะเข็ดกับการรับประทานปลาไปอีกนาน เพราะมันทั้งเจ็บคอและสร้างความทรมานอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

อาการก้างปลาติดคอนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะอาจเกิดอันตรายถึงขั้นเป็นแผลบริเวณหลอดอาหารหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ เป็นหนองลามเข้าไปในคอ หรือลามเข้าไปในช่องอกได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร โรงพยาบาลในเครือ “พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” โดยเปิดเผยจาก นายแพทย์ปวิชญ์ วิรัชศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร เกี่ยวกับเคสก้างปลาและเคสวัตถุแปลกปลอมติดคอ เป็นสถิติในปีที่ผ่านมา พบว่า เฉลี่ยแล้วพบเคสดังกล่าวกว่า 144 เคสต่อปี หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 3-4 เคสเลยทีเดียว

อาการเมื่อมีก้างปลาติดคอ

เมื่อก้างปลาติดคอ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการ เจ็บจี๊ดเฉียบพลัน กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ รวมทั้งสามารถบอกตำแหน่งได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่บริเวณใด

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น สามารถดื่มน้ำแล้วกลั้วคอแรง ๆ หากเป็นก้างปลาขนาดเล็ก จะสามารถหลุดออกเองได้ แต่หากยังไม่หลุด ควรมาพบแพทย์ทันที 

ความเชื่อผิดๆ เมื่อมีก้างปลาติดคอ

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อและสารพัดวิธีการปฏิบัติหากมีก้างปลาติดคอ ไม่ว่าจะเป็น การปั้นข้าวเหนียว การรับประทานกล้วย หรือมาร์ชเมลโล แล้วกลืนเพื่อดันก้างปลาให้หลุด หรือการใช้นิ้วล้วงคอ นับว่าเป็นความเชื่อและวิธีการที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วก้างปลาที่ใหญ่จะไม่สามารถหลุดออกได้ และการรับประทานอาหารดังกล่าวลงไป หรือแม้แต่การใช้นิ้วล้วงคอ อาจดันให้ก้างปลาติดลงไปลึกกว่าเดิมและทำให้เกิดแผลอีกด้วย

นอกจากนี้ ความเชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวแล้วจะทำให้ก้างปลาอ่อนนุ่มลง ก็ไม่เป็นความจริง เพราะน้ำมะนาวไม่สามารถทำให้ก้างปลาละลายและหลุดหายไปเองได้ และยิ่งดื่มน้ำมะนาวในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารอีกด้วย

การรักษาด้วยวิธีการส่องกล้อง หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

สำหรับแนวทางการตรวจและรักษาเมื่อมีอาการก้างปลาติดคอนั้น แพทย์จะทำการซักประวัติก่อนว่า ทานปลาชนิดใด และก้างปลาติดคอมานานแค่ไหนแล้ว มีอาการเจ็บที่บริเวณตำแหน่งไหนบ้าง โดยการตรวจเบื้องต้นจะใช้ไฟฉายคาดบริเวณศีรษะ ใช้ไหมกดลิ้น เพื่อหาเศษก้างปลาในบริเวณที่มักพบบ่อยๆ

กรณีเคสที่หาก้างปลาไม่เจอ หรือเคสที่ก้างปลาติดในตำแหน่งลึก อาจจำเป็นต้องใช้กล้องขนาดเล็ก ส่องผ่านเข้าทางจมูกลงไปในบริเวณลำคอ หรือใช้ฟิล์มเอกซเรย์ เพื่อช่วยให้มองเห็นตำแหน่งที่แน่ชัดและใช้ที่คีบ ทำการคีบก้างปลาออกมา และหากใช้วิธีดังกล่าวแล้วยังหาไม่เจอ แต่ยังมีอาการเจ็บมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อรักษาต่อไป

ปัจจุบันโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จ.ชุมพร มีบริการนำก้างปลาติดคอออกให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2563 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการแพทย์ผู้ให้ เพื่อร่วมสร้างสังคมและชุมชนแห่งการให้อย่างแท้จริง

ที่เป็นอยู่นั้นแค่ปวดหลังธรรมดา..หรือว่าหลังเสื่อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629534

วันที่ 30 ก.ค. 2563 เวลา 07:25 น.ที่เป็นอยู่นั้นแค่ปวดหลังธรรมดา..หรือว่าหลังเสื่อมรู้หรือไม่ ว่าอาการปวดหลังแบบไหนที่จะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย แล้วที่เราเป็นอยู่นั้นมันคืออาการปวดหลังธรรมดา หลังเสื่อม หรือแค่กล้ามเนื้อเกร็ง

ด้วยยุค 5G ที่แท้ทรูนำไปสู่การเป็นสังคมก้มหน้า ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เราต่างก็นั่งหรือนอนแน่นิ่งอยู่กับที่จนมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงทุกวัน จึงเป็นเหตุให้ร่างกายเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร ว่ากันว่าโรคความเสื่อมเป็นโรคของคนอายุมาก แต่ปัจจุบันพบว่าโรคความเสื่อมนี้มีกันตั้งแต่อายุ 18 ปี อย่างไม่น่าเชื่อ

สาเหตุที่ความเสื่อมเกิดขึ้นในคนอายุน้อย คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายว่า

คนยุคนี้มีการใช้ร่างกายที่หนักมากเกินไป เช่น เป็นนักกีฬา มีการล้ม การกระแทกบ่อยๆ ทำให้น้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของหมอนรองกระดูกที่หลังเสื่อมเร็ว อาการปวดหลังจึงเป็นอาการที่มักพบได้ง่าย เมื่อมีอาการปวดหลังแล้วยังส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย หรือเรียกว่า แค่ปวดหลัง!! อาจพังทั้งร่างได้

อาการปวดหลังธรรมดากับปวดหลังเพราะหลังเสื่อมมีความแตกต่างกัน โดยเราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง ปวดหลังธรรมดาส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้ออักเสบ อาการปวดมักปวดอยู่เพียงบริเวณหลังที่เป็นระบุตำแหน่งที่เป็นได้ชัดเจน และมักมาจากการใช้หลังหนักไป ส่วนปวดหลังเพราะหลังเสื่อมนั้น ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดหรือชาร้าวลงขา อาจมีอาการอ่อนกำลังของขาร่วมด้วย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร…ว่าปวดหลังธรรมดา หลังเสื่อม หรือว่าแค่กล้ามเนื้อเกร็ง มาตรวจสอบดูกันเลยว่าเรามีอาการเหล่านี้หรือไม่

  • ปวดหลังร้าวลงขา ลงสะโพก
  • ปวดชา ล้าๆ หนักๆ ขาด้านที่เป็น เหมือนขาหนักไม่เท่ากัน
  • เริ่มจากเมื่อยล้าธรรมดา นานเข้าก็เริ่มปวดมาก หน่วงๆ หนักๆ ลงสะโพก
  • เสียวแปลบที่หลัง เวลาขยับหรือบิดตัว
  • ซ่าๆ หรือรู้สึกหนาๆ ที่ฝ่าเท้า
  • รู้สึกยิบๆ เหมือนมดไต่ ไล่ตามหน้าแข้ง ข้างๆ ขาหรือฝ่าเท้า
  • ขาอ่อนแรง เดินไม่กี่ก้าว เข่าเหมือนจะทรุด ต้องนั่งพัก
  • อาการที่เป็นจะชัดมากเมื่อยืนหรือเดิน บางรายเพียง 2-3 นาที ก็มีอาการแล้ว
  • นั่งนาน นอนนาน มีอาการปวดหลัง จะสบายขึ้นเมื่อขยับตัว แต่ขยับมากไป ก็กระตุ้นให้ปวดหลังอีก
  • ตื่นเช้ามาล้าที่หลัง หลังแข็ง จังหวะแรกที่ขยับเพื่อลุกขึ้น จะรู้สึกปวดหลัง
  • ยืดแล้ว ออกกำลังกายแล้ว อาการเหมือนจะดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาปวดหลังอีก 

ถ้ามีอาการเหล่านี้ บอกได้ว่ากำลังเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ความเสื่อม…อย่าปล่อยไว้ เพราะนานไปอาจแก้ไขไม่ทันรู้เร็วรักษาได้ รักษาหาย…ปล่อยไว้รักษายาก และกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้

ประโยชน์ของกราโนล่า มีดีมากกว่าแค่อาหารเช้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629388

วันที่ 28 ก.ค. 2563 เวลา 07:30 น.ประโยชน์ของกราโนล่า มีดีมากกว่าแค่อาหารเช้า4 ไอเดียดีๆ ที่ช่วยมิกซ์กราโนล่าทานคู่ด้วยได้ตลอดวัน แถมยังให้ประโยชน์เสริมกันและกันอีกด้วย

มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามื้ออาหารเช้านั่นเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวัน ดังนั้น การทานอาหารเช้าจึงควรเป็นมื้อที่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานที่เพียงพอ ซึ่งในอาหารเช้ายอดนิยมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และเป็นที่นิยมมากในหมู่คนรักสุขภาพก็คือ “กราโนล่า” กราโนล่าเป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักมาสักพักแล้ว และมักทานเป็นมื้อเช้าของวัน และด้วยการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ กราโนล่าจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและตอบโจทย์ เพราะนอกจากทานง่าย สะดวก และช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารแล้ว ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติที่อร่อย ซึ่งปัจจุบันก็มีกราโนล่าให้เลือกสรรอยู่มากมายหลากหลายแบบ

กราโนล่า ที่เห็นในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมี 2 แบบ คือ กราโนล่าแบบธรรมดา และกราโนล่าแบบแท่ง หรือที่เรียกกันว่ากราโนลาบาร์ ทำมาจากข้าวโอ๊ต ผสมรวมกับธัญพืช เมล็ดถั่ว ผลไม้อบแห้ง อาจมีส่วนผสมของ น้ำผึ้ง น้ำมัน เข้าไปคลุกเคล้าเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปาก จากนั้นจึงนำไปอบจนได้รสชาติที่กลมกล่อมและกรุบกรอบ ทั้งยังอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีน ช่วยให้อิ่มท้องและอยู่ได้นาน พร้อมมีพลังงานลุยทุกกิจกรรมระหว่างวัน

ส่วนใหญ่มักได้ยินกันว่าการทานกราโนล่าเหมาะกับการทานเป็นมื้อเช้า แต่จริงๆ แล้ว เราสามารถทาน กราโนล่าเป็นมื้อไหนๆ ก็ได้ หรืออาจจะทานเป็นของว่างยามหิว (ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการทานกราโนล่าเฉพาะในมื้อเช้าเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว กราโนล่าสามารถถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารมื้ออื่นๆได้ด้วย อาจเป็นของว่างคู่ใจระหว่างวัน หรือแม้แต่พกไว้ทานเล่นรองท้อง)

เนเจอร์ เซ็นเซชั่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง และน้ำผลไม้ออร์แกนิกภายใต้เครือเฮอริเทจ แนะนำ 4 ไอเดียดีๆ ที่นำกราโนล่ามาทานคู่ด้วยได้ตลอดวัน แถมยังให้ประโยชน์เสริมกันและกันอีกด้วย

กราโนล่ากับโยเกิร์ต ช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของร่างกายทำงานได้ดี เพราะนอกจากกราโนล่าจะมีใยอาหารที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ยังได้โยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์และแบคทีเรียชนิดดีมาช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารได้อีก

กราโนล่ากับไอศกรีม  เพราะปัจจุบันมีไอศกรีมโฮมเมดที่ทำจากผักและผลไม้ต่างๆ นอกจากจะได้รสสัมผัสที่ดีแล้ว ยังได้ประโยชน์จากผักและผลไม้ต่างๆ เหล่านี้ด้วย

กราโนล่ากับนม เพราะนมเป็นแหล่งสารอาหารต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม, โปรตีน, ธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ เมื่อทานคู่กันยิ่งได้รสกลมกล่อมและมีประโยชน์

กราโนล่ากับสลัด เพื่อเพิ่มรสสัมผัสให้กับเมนูสลัดผักหรือผลไม้ ในทุกๆมื้อ ลดความจำเจของสลัดธรรมดา เชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของสายคลีนหรือคนรักสุขภาพอย่างแน่นอน

ทั้ง 4 ไอเดียนี้สามารถทานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลาไหนๆ ก็สามารถทำให้เพลิดเพลิน อิ่มท้อง แถมยังได้ประโยชน์และเป็นไอเดียดีๆ ให้คนรักกราโนล่าได้เลือกทาน สำหรับใครที่อยากหากราโนล่าคุณภาพ พร้อมให้คุณประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยม

“โรคพยาธิในช่องคลอด” ภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/629387

วันที่ 28 ก.ค. 2563 เวลา 07:07 น.“โรคพยาธิในช่องคลอด” ภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร? รู้จักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ “โรคพยาธิในช่องคลอด” แพทย์เตือนไม่รีบรักษาอาจลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ

โรคพยาธิในช่องคลอดคืออะไร

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.อรวิน วัลลิภากร สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่จะพบได้ในเพศหญิงมากกว่า ซึ่งตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือหากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้

อาการของโรคพยาธิในช่องคลอด

  • มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา
  • มีเลือดไหลออกจากช่องคลอด
  • บวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ
  • ปวดปัสสาวะบ่อย
  • เจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือมีเพศสัมพันธ์

หากเป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่รีบรักษา จะลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะทำให้อักเสบได้ เนื่องจากท่อปัสสาวะและช่องคลอดอยู่ใกล้กันจึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูก และส่งผลให้มีบุตรยากในอนาคต

เชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างของเชื้อราในช่องคลอดและพยาธิในช่องคลอดสามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่น ๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

วิธีการป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด

โรคพยาธิในช่องคลอดสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันที

วิธีการรักษา

โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาตามแพทย์สั่งต่อเนื่อง 7-10 วัน แต่ถึงแม้จะรักษาจนหายขาดแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ติดเชื้อ ดังนั้นในทางการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพยาธิในช่องคลอดและคู่นอน มารับการตรวจและรักษาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำใหม่นั่นเอง

การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628983

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 13:35 น.การแพทย์วิถีใหม่กับทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตามแบบฉบับการแพทย์วิถีใหม่ ปรับรูปแบบการบริหารยา ลดเวลาในโรงพยาบาล ช่วยผู้ป่วยลดความวิตกกังวลในยุค COVID-19

จะดีแค่ไหน ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมีทางเลือกในการรักษามากขึ้นในช่วงเวลาที่ใครๆ ก็ไม่อยากมาโรงพยาบาล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) การปรับตัวให้ทันท่วงทีของผู้คนธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตและความอยู่รอดปลอดภัยโดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการแพทย์

หนึ่งในการปรับตัวทางด้านวิทยาการทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คือการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งถือเป็นการแพทย์วิถีใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งการลดช่วงเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และบรรเทาความกังวลให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ต้องมาโรงพยาบาล

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เผย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลโดยตรงถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานหนักขึ้น แนวปฏิบัติสำหรับการแพทย์วิถีใหม่ที่เราควรนำมาใช้มี 3 ประเด็นคือ

  1. การจัดลำดับความเร่งด่วนในการรักษาหรือต้องมาพบแพทย์เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล
  2. การปรับวิธีการให้ยาให้สะดวกทั้งแพทย์และพยาบาลเพื่อลดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด
  3. การปรับการดูแลผู้ป่วยนอกด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้คำปรึกษาและรักษามากขึ้น เช่น การทำเทเลเมดิซีน

ในภาวะที่โรงพยาบาลมีทรัพยากรด้านบุคคลากรทางการแพทย์ที่จำกัด การรักษาด้วยยาชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสหรือติดเชื้อไวรัส แต่ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลามากขึ้นในแง่ของการปฏิบัติการ เพื่อดูแลผู้ป่วยรายอื่นๆ ทั้งยังลดจำนวนการใช้เตียงและความแออัดในโรงพยาบาลลงด้วย

สมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรป (ESMO) ยังแนะนำแพทย์มะเร็งทั่วโลกให้เตรียมพร้อมรับมือกับวิถีการรักษาแบบใหม่ ที่รวมไปถึงการทำเทเลเมดิซีนในการดูแลอาการและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดจำนวนครั้งในการมาที่โรงพยาบาล และหากเป็นไปได้ แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาเปลี่ยนวิธีการรักษาเป็นการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือยาชนิดรับประทาน แทนการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ

การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง คือการฉีดยาระหว่างชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้งที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ทั้งยังมีผลการศึกษาทางการแพทย์ในผู้ป่วยมะเร็งที่ยืนยันว่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่าการรักษาโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ โดยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังสำหรับโรคมะเร็งเต้านม ใช้เวลาเพียง 3.3 นาทีต่อครั้ง ในขณะที่การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 40-90 นาทีต่อครั้ง

นพ.ชวลิต หล้าคำมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง 1 ปี วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ช่วยประหยัดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 13 ชั่วโมงต่อผู้ป่วยหนึ่งคน สำหรับการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งโรคเลือด การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการให้ยาของผู้ป่วยได้มากถึง 74%  

การรักษาด้วยวิธีการนี้ใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างจากการให้เคมีบำบัดแบบปกติ คือมีหัวเข็มที่เล็กกว่า ซึ่งช่วยในเรื่องของความคล่องตัวระหว่างการให้ยา และยังช่วยลดความเจ็บปวด รวมไปถึงการลดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าใต้หลอดเลือดดำด้วย  ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในเมืองไทย และตอบรับกับมาตรการเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยได้เป็นอย่างดีในยุคโควิด-19

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ลี ซู ชิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา จากสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ (NCIS) เผย ภาระของโรคมะเร็งในสิงคโปร์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์ที่มากขึ้นของมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยสามารถมีอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นในการดูแลรักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุม เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย

ปัจจุบันผู้ป่วยในสิงคโปร์สามารถเลือกรับการรักษาที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านได้แล้ว โดยการก่อตั้งโครงการ NCIS-on-the-Go ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทางสถาบันมะเร็ง มหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ นำทีมพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งออกให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้าน เช่น การตรวจเลือด การให้ยา รวมถึงยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ตามศูนย์ที่ทางสาธารณสุขกำหนดไว้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลดระยะเวลาการเดินทางมาโรงพยาบาล ในขณะที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ากับการให้บริการภายในโรงพยาบาล นอกจากจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยแล้ว การให้บริการแก่ผู้ป่วยใกล้บ้านยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำสามารถไปรับบริการที่ศูนย์พยาบาลใกล้บ้านของโปรแกรม NCIS-on-the-Go ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ครอบคลุมและทั่วถึง

โปรแกรม NCIS-on-the-Go นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองต่อกลยุทธ์การพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืนของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยในประเทศ โดยเรามีแผนการที่จะเพิ่มสถานที่และขยายตัวเลือกการรักษาในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ยาบางชนิดสำหรับรักษาโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถให้ได้ด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่สำหรับคนไทยและผู้คนทั่วโลก โดยผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าวได้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านโรงพยาบาล หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.roche.co.th

ไดเอตแบบ ‘คีโต’ กินไขมันแต่น้ำหนักลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628860

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ไดเอตแบบ 'คีโต' กินไขมันแต่น้ำหนักลดแพทย์สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ อธิบายทำความเข้าใจวิธีการ Ketogenic Diet ค้นหาสาเหตุทำไมกินไขมันถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีการ Ketogenic Diet ดังนี้

“คีโต” คืออะไร

สำหรับอาหารคีโตที่เรารู้จักกัน ชื่อจริง ๆ คือ Ketogenic Diet หลัก ๆ คือเป็นการรับประทานอาหาร แล้วทำให้ร่างกายมีการสลายไขมัน คือ เรากินอาหารที่มีข้าว แป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มันต่ำมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายก็จะรู้สึกว่าตอนนี้เราไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอดอาหาร เขาก็จะไปสลายไขมันในร่างกายขึ้นมา แล้วทำให้เกิดสารตัวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสลายไขมัน เรียกว่า คีโตน (Ketone) เขาก็เลยเรียกอาหารพวกนี้ว่า Ketogenic Diet เพราะฉะนั้น สรุป อาหารคีโตก็คือ กินอาหารเข้าไป แล้วร่างกายรับรู้ว่า เหมือนเราไม่ได้กินอาหาร แล้วไปสลายไขมันในร่างกาย

ทำไมกินไขมัน ถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

การกินอาหารไขมันเข้าไปก็เป็นพลังงานให้ร่างกาย แต่ว่าหลักการคือ ข้อแรก พอเรากินเข้าไปปั๊บ ร่างกายมีการสลายไขมัน เนื่องจากว่าร่างกายรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้กินอาหาร

ข้อที่สอง เวลาที่มีการสลายไขมันขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ร่างกายก็จะมีการเสียน้ำไปด้วยในขณะที่มีการสลายไขมัน เพราะฉะนั้น ช่วงแรก น้ำหนักจะลดลงมากเนื่องจากการเสียน้ำ

ข้อที่สาม เวลาที่เราไม่กินพวกนี้ แล้วมีของเสียซึ่งชื่อว่า คีโตน เกิดขึ้น มันจะทำให้เราเบื่ออาหาร เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเวลาที่เรากินอาหารที่ชื่อว่า Ketogenic มันไม่จำเป็นต้องนับแคลอรี แต่กินไปแล้วคนไข้จะกินได้น้อยลงเอง ด้วยความเบื่ออาหาร

ระยะยาวน้ำหนักยังจะลงไหม

Ketogenic Diet มีผลในแง่ของการลดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับเรากินอาหารไขมันต่ำหรือว่าอาหารทั่วไป มันดีกว่าจริง ๆ แต่ว่าผลที่เห็นชัดเจนมักจะเป็นในระยะสั้น ระยะสั้นตามงานวิจัย โดยทั่วไปภายใน 6 เดือนแรกมันจะดีกว่าการกินอาหารชนิดอื่น แต่ระยะยาว ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่สามารถทนการกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

การกินระยะยาวมีผลเสียไหม

ต้องบอกว่ามันเป็นอาหารที่กินแล้วไม่ครบถ้วน เพราะเรากินบางส่วน เราไม่กินบางอย่าง กินบางส่วนคืออะไร กินไขมันได้ กินโปรตีนได้ ห้ามกินผักที่มันเป็นหัว กินได้แต่ผักใบ ห้ามกินผลไม้ ห้ามกินข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหวานทุกชนิด เพราะฉะนั้น สารอาหารเราได้ไม่ครบถ้วนแน่นอน ถ้าเราจะกินระยะยาว ต้องเสริมสารอาหารที่ขาดไป เสริมวิตามินและเกลือแร่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทราบคือ เมื่อไรก็ตามที่เรามากินพวกข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหนักมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่าโยโย่ 

ถ้าเป็นความรู้สึกส่วนตัว หรือกลุ่มบางกลุ่มที่กินอยู่ ก็กินกันได้ยาวนาน แต่ถ้าข้อมูลที่มีในงานวิจัย ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2 ปี

ใครกิน “คีโต” ได้ และใครไม่ควรกิน

คนที่ห้ามกินแน่ๆ คือใคร ถ้าเราไม่กินข้าว แป้ง น้ำตาลเข้าไป แล้วเราจะใช้ไขมันเป็นหลักในการที่จะเป็นพลังงาน ต้องบอกว่าตับจะเป็นตัวที่จะเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ถ้าคนๆ นั้นตับไม่ดี อันนี้เดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้น ห้ามใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาโรคตับ

กลุ่มที่สองเรื่องไต เพราะว่าถ้าใครที่ไตเสื่อม กลุ่มนี้จะกินโปรตีนค่อนข้างเยอะ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน

กลุ่มที่สาม คนที่มีปัญหาในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน อันนี้ก็จะมีปัญหาในการใช้อาหารพวกคีโตเจนิคแล้วจะรู้ได้อย่างไร พวกกรรมพันธุ์ทั้งหลาย แต่ถ้าไม่รู้จริง ๆ ใครที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก ๆ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก ๆ อันนี้ไม่แนะนำเลย ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ จะต้องใช้ไขมันค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญหาเรื่องการบีบตัวของลำไส้ ท้องอืดง่าย ๆ มีกรดไหลย้อน อันนี้ต้องระวัง เพราะว่าอาจจะทำให้อาการกำเริบได้

ฝากถึงคนที่กำลังต่อสู้กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

สำหรับคนที่อยากจะใช้ Ketogenic Diet ในการลดน้ำหนัก สิ่งที่จะต้องบอกก็คือ Ketogenic Diet ไม่ใช่แค่อดข้าว เคยมีคนไข้บอกว่าไม่กินข้าว แต่ยังคงกินน้ำหวาน กินไอศกรีม และผลไม้ แบบนี้ไม่ช่วยเลย

สิ่งที่จะต้องลดคือ ต้องลดกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดให้ลดลง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะต้องกินน้อยกว่าประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน แต่สามารถจะกินไขมันเพิ่มขึ้นได้ สิ่งที่จะต้องระวังก็คือ จะต้องกินไขมันที่ดี ไม่ใช่กินไขมันอะไรก็ได้

แล้วในกลุ่มของคนที่อาจจะมีปัญหา เช่น คนไข้โรคตับ โรคไต หรือว่ามีไขมันในเลือดผิดปกติ อันนี้เวลารับประทานอาจจะต้องมีการติดตาม

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เบาหวาน ถ้าใครที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากจะใช้ Ketogenic Diet ข้อที่ต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ อาจจะต้องไปปรับเรื่องของยา เพราะฉะนั้น แนะนำให้ไปคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่

ที่มา : พบหมอรามาฯ

รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628858

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:07 น.รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’แปลกใจไหม ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว? กินแล้วอิ่มนานกว่า ช่วยให้รู้สึกร่าเริงสดใส..เกี่ยวอะไรด้วย? พร้อมส่อง 8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คนไทยนอกจากจะบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักแล้ว ยังมี “ข้าวเหนียว” ที่ได้รับความนิยมในการบริโภครองลงมา แม้ในอดีตคนทางภาคอีสานของไทยจะปลูกและกินข้าวเหนียวกันมากที่สุด แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ ต่างก็ชื่นชอบและกินกันไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะกับเมนูหมูปิ้ง ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ต้องมีข้าวเหนียวให้เห็นคู่ทุกทีเชียวละ นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังมีถูกใช้เป็นส่วนผสมในขนมต่างๆ อย่างข้ามต้มมัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้ามต้มลูกโยน ข้าวหลาม เป็นต้น

ไขข้อสงสัย ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?

หลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า  คำตอบก็คือแม้ข้าวทั้งสองประเภทจะให้คาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่โมเลกุลในข้าวทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน โดยเมล็ดข้าวเหนียวมีโมเลกุลที่เรียกว่า “อะมิโลเพคติน” (amylopactin) เป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่

ส่วนเมล็ดข้าวเจ้ามีโมเลกุล “อะมิโลส” (amylose) ที่เป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว และด้วยโครงสร้างแบบกิ่งในข้าวเหนียวที่มีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรงในข้าวเจ้านี่เอง ที่ทำให้ข้าวเหนียวสามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่า และพองตัวได้มากกว่า ทำให้ข้าวเหนียวมีความเหนียวนุ่มกว่าข้าวเจ้านั่นเอง

6 พันธุ์ข้าวเหนียวที่นิยมของคนไทย

  1. ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือมีเมล็ดเรียวเล็ก คล้ายเขี้ยวงู เมื่อหุงแล้วจะขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว เกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ให้รสสัมผัสนุ่มและหอม เหมาะนำไปทำขนมหวานจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวหลาม ข้าวเหนียวเขี้ยวงูถูกขนานนามให้เป็น “ราชาของข้าวเหนียว” เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดเชียงราย นิยมปลูกทางตอนเหนือ โดยเฉพาะ อ. แม่จัน จ. เชียงราย
  2. ข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง เป็นข้าวเหนียวนาปี ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี ต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถปลูกได้ในสภาพดินเค็ม จึงปลูกได้ทุกพื้นที่ สำหรับเมล็ดข้าวเมื่อหุงแล้วจะมีความเหนียวนุ่ม เมล็ดสวย อร่อย ต้นกำเนิดเกิดจากสถานีทดลองสันป่าตอง จ. เชียงใหม่
  3. ข้าวเล้าแตก มีชื่อเรียกมาจากตำนานที่ว่า มีผู้เฒ่าคนหนึ่งขยันปลูกข้าวมาก เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้ก็นำไปเก็บในยุ้งฉาง หรือเล้าข้าว เก็บมากจนแน่น จนเล้าแตกในที่สุด คนจึงเชื่อว่าพันธุ์ข้าวชนิดนี้ให้ผลผลิตมากจนทำให้เล้าแตก ลักษณะของเมล็ดข้าวใหญ่ป้อม รวงยาว เมื่อนำไปหุงจะได้ข้าวเหนียวที่เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสหวานน้อย นิยมไปกลั่นทำเป็นเหล้า สำหรับข้าวพันธุ์เล้าแตกเป็นเป็นข้าวเหนียวประจำถิ่นอีสาน มีกำเนิดมาจาก จ. นครพนม
  4. ข้าวเหนียวแดงใหญ่ เรียกว่าเป็นสุดยอดข้าวเหนียวสำหรับทำขนม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวเหนียวแดงใหญ่ในเรื่องของความหอม นุ่ม อร่อย นิยมปลูกมากในภาคอิสานและภาคเหนือ เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง อีกทั้งรวงใหญ่ และต้านทานโรคได้ดี
  5. ข้าวก่ำล้านนา คือข้าวที่มีสีดำ และเป็นข้าวที่ถูกปลูกใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือ (ล้านนา) ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน นอกจากข้าวก่ำล้านนาจะอุดมไปด้วยสารอาหาร และโภชนาการ จนกลายเป็น สุดยอดอาหาร ต้านทานอนุมูลอิสระ และยับยั้งโรคมะเร็งได้แล้ว ยังถือเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม สามารถดึงดูดแมลงได้ดี จึงนิยมปลูกแซมกับข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อรักษา ป้องกันแมลงไม่ให้ไปตอนข้าวขาวในนาข้าว จึงเป็นที่มาของการตั้งให้ข้าวก่ำล้านนาเป็นพญาของข้าวทั้งหลาย
  6. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ จากชื่อของพันธุ์ข้าวหลายคนคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวไทยภูเขา (เผ่าม้ง) ในเขตทางภาคเหนือ อ.พบพระ จ.ตาก ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือมีสีดำคล้ายกับข้าวก่ำ ซึ่งมีความเหนียวนุ่ม หอม อร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งได้ความหนึบ ความมันอร่อย จนทำให้ภรรยาที่หุงข้าวพันธุ์นี้ไว้รอสามีกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมกัน รอไปรอมา สามีไม่กลับมาเสียที ภรรยาหิวเลยทานก่อน ยิ่งทานยิ่งเพลินเพราะความอร่อย สุดท้ายทานจนหมด จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวไร่ลืมผัว” นั่นเอง

คุณค่าและโภชนาการในข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน

นอกจากนี้ ก็อุดมด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค ที่สำคัญคือส่งผลดีต่อจิตใจเพราะจะช่วยให้มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริงได้ด้วย

8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก
  2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร
  3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง
  4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น
  5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย
  6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี
  7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์
  8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้

ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628784

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4จับพิรุธ 4 สัญญาณเตือน “ภาวะสายตายาวตามวัย” เรื่องใกล้ตัวที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคภัย และไม่สามารถป้องกันได้

บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีความผิดปกติทางสายตา แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีปัญหาสายตาใดๆ เลยก็ตาม แต่เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 คุณก็อาจเผชิญกับ “ภาวะสายตายาวตามวัย” ได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสายตายาวและสายตาคนแก่คือเรื่องเดียวกัน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่เลย วันนี้เอสซีลอร์ ผู้นำระดับโลกทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาจะมาบอกเล่าข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมระบุถึงสัญญาณเตือนต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกวิธี

ภาวะสายตายาวมีด้วยกัน 2 ประเภท

โดยประเภทแรกคือ สายตายาวแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม หากคุณมีปัญหาสายตายาว เป็นไปได้สูงที่คนในครอบครัวก็จะมีปัญหานี้เช่นเดียวกัน สาเหตุหนึ่งของภาวะสายตายาวแต่กำเนิดเกิดจากความยาวของลูกตาสั้นกว่าปกติ ทำให้มองเห็นไม่คมชัด เพราะแสงไปตกกระทบด้านหลังจอตาแทนที่จะตกลงบนจอประสาทตา

อีกประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ ภาวะสายตายาวตามวัย โดยจะเริ่มสังเกตอาการได้เมื่ออายุเข้าใกล้ 40 ปี ซึ่งอาจเริ่มช้าและเร็วได้ต่างกัน อาการต่างๆ จะยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเลนส์แก้วตาเกิดการแข็งตึงขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้มีปัญหาในการปรับโฟกัสและมองวัตถุระยะใกล้ได้ไม่ชัดเจนเหมือนเคย เพราะความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลงนั่นเอง

เราสามารถสังเกตได้จากอาการเตือน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ปวดศีรษะ อาจรู้สึกไม่สบายตาหรือปวดศีรษะเมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพ่งมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ เย็บผ้า ถักนิตติ้ง วาดรูป เป็นต้น

2. ตาล้าหรือเมื่อยตา เนื่องจากดวงตาต้องพยายามที่จะโฟกัสภาพระยะใกล้ให้ชัดเจน ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาจนไม่สามารถปรับโฟกัสได้ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

3. มองใกล้ไม่ชัด ต้องหรี่ตาเพ่งมองให้เห็นรายละเอียดของวัตถุในระยะใกล้ เริ่มมีปัญหาในการอ่านหนังสือหรือตัวเลขตัวเล็ก ๆ ในระยะช่วงแขนประมาณ 1 ฟุต จึงต้องถือห่างออกไปไกลขึ้น หรือยืดแขนช่วยจึงจะมองเห็นชัดขึ้น

4. มองไม่ชัดในที่แสงน้อย บางคนต้องการแสงสว่างมากกว่าคนทั่วไปในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อาการเช่นนี้จะเกิดชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสายตายาวตามอายุ

การแก้ปัญหาภาวะสายตายาวตามอายุ มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การรักษาที่ง่ายดาย รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด คือการสวมแว่นสายตาตามที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาสั่ง เพราะช่วยให้คุณมองเห็นชัดเจนขึ้นทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีนวัตกรรมเลนส์ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบจบครบในแว่นอันเดียวนั่นคือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive) เลนส์ไร้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นคมชัดในทุกระยะได้ย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อแก้ปัญหาของผู้มีภาวะสายตายาวตามวัยที่ต้องพกแว่นตาหลายอัน และคอยสลับใช้ ระหว่างการมองระยะใกล้และไกล บางคนอาจใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมองใกล้และใช้วิธีมองลอดเลนส์เพื่อมองไกล และสำหรับคนที่มีสายตาสั้นอาจต้องถอดแว่นเมื่อมองใกล้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดล้วนทำให้เสียบุคลิกภาพ เลนส์โปรเกรสซีฟ จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาให้ท่านที่ต้องการค่าสายตาหลายค่าบนเลนส์เดียว ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย โดยไม่ต้องคอยสลับแว่นตาให้ยุ่งยาก

2. การผ่าตัดดวงตาเพื่อแก้ไขปัญหาการหักเหของแสง โดยจะเป็นการแก้ไขรูปร่างของกระจกตา พื้นผิวของดวงตา และปรับการโฟกัสของดวงตาที่ต้นเหตุของสายตายาวแต่กำเนิด ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดในการแก้ไขสายตายาวตามวัยเพราะ ค่าสายตาจะเปลี่ยนได้ตลอดตามอายุที่มากขึ้น จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะไม่สามรถผ่าตัดทุกๆครั้งที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง

ปัญหาสายตายาวตามวัยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราจึงควรสังเกตตัวเองเมื่อถึงเวลาที่สายตามีการเปลี่ยนแปลงและรีบแก้ไขทันที เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทว่า หลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจในการเลือกเลนส์สายตา ทั้งยังเข้าใจผิดว่าเลนส์โปรเกรสซีฟมีราคาสูงและไม่พิจารณาเลือกซื้อ ทั้งที่เลนส์โปรเกรสซีฟถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยถนอมสุขภาพดวงตาของคุณในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกรวดเร็วที่สุด

.

ที่มา  เอสซีลอร์

คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628429

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 16:16 น.คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเปลี่ยนแปลงไม่เปลี่ยนไป คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เกิดจากพลังใจและการให้ความจริง

“มะเร็งระยะสุดท้าย” หรือมะเร็งระยะลุกลาม เมื่อเกิดขึ้นกับใครหรือกับครอบครัวใดแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการตรวจครั้งแรกที่พบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ณ สถานการณ์นั้นๆ การยอมรับความจริงก็คงต้องใช้เวลา หรือแม้ว่าจะตรวจเจอมะเร็งในระยะต้น ซึ่งมีโอกาสในการรักษาให้หายขาดสูง แต่การยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ยังคงต้องใช้เวลาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคและให้ความจริงด้านสัจธรรมของชีวิต รวมทั้งการดำเนินตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยความรู้สึกตัว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งผู้ป่วยและญาติควรตระหนักและใส่ใจ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศข้อมติให้ประเทศสมาชิกบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ โดยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการรบกวนต่างๆ การดูแลช่วยเหลือค้ำจุนผู้ป่วยและครอบครัว ส่งเสริมให้ผู้ป่วยปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะของโรค โดยผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการเริ่มดูแลแบบประคับประคองภายใน 8 สัปดาห์หลังได้รับการวินิจฉัยจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันตามระยะของโรค

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย มักจะมีอาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่ อาการเหนื่อย หอบ เนื่องจากมะเร็งลุกลามมาที่ปอดหรือเยื่อหุ้มปอด หรือจากการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ซึ่งต้องให้ออกซิเจนหรือทำการเจาะระบายน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดออก อาการแน่นท้องจากภาวะท้องมาน หรือมีน้ำในช่องท้อง ทั้งจากการที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปช่องท้องหรือลุกลามไปที่ตับ หรือการที่ผู้ป่วยมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย ส่งผลให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินหรือโปรตีนไข่ขาวจากตับลดลง ทำให้น้ำไหลออกจากหลอดเลือดและเกิดภาวะท้องมานขึ้น ซึ่งแพทย์ต้องเจาะระบายน้ำในช่องท้องออกเป็นครั้งคราวเพื่อลดอาการแน่นท้อง

สำหรับอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการซีด เลือดจาง เลือดออกง่าย ทั้งจากเซลล์มะเร็งลุกลามไปที่ไขกระดูก ทำให้ไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงบกพร่อง หรือจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกง่าย หรือจากการที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ ทำให้ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนหรือสร้างปัจจัยสำคัญในการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งต้องให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดทดแทน

นอกจากนี้ การขาดสารอาหารก็เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเช่นกัน โดยในส่วนนี้แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้สารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำเกลือหรือให้สารอาหารผ่านสายในทางเดินอาหาร และอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายอีกอาการหนึ่ง คือ อาการปวด ซึ่งในส่วนนี้ทุกโรงพยาบาลจะมีคลินิกระงับปวด มีการออกเยี่ยมติดตามผู้ป่วยและให้คำแนะนำถึงบ้าน รวมทั้งบางแห่งมีการจัดกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายและการดูแลด้านจิตวิญญาณ รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้กำลังใจระหว่างกัน อาทิ กิจกรรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย กิจกรรมทางศาสนา หรือการขออโหสิกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628422

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากันค้นหาคำตอบผลไม้ชนิดใดควรกินก่อน-หลังอาหาร? กินผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริงหรือ? แล้วกินผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

“ผลไม้” มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ช่วงเวลาไหนที่ทานผลไม้แล้วได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเน้นไปที่ก่อนและหลังมื้ออาหารเป็นหลัก แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อันที่จริงหากเราไม่ได้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนไหวหรือบอบบางมากเกินไป ก็สามารถทานผลไม้ได้ทุกชนิดและทุกช่วงเวลา แต่สำหรับบางคนอาจจะต้องระวังนิดหน่อย เช่น ไม่ทานผลไม้ที่เป็นกรดสูงในช่วงที่ท้องว่าง เป็นต้น แต่ถ้าจะเน้นเอาประโยชน์จากสารอาหารแบบเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั่นเอง

การทานผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด จริงหรือ?

คำตอบคือ จริงบางส่วนและไม่จริงบางส่วน องค์ประกอบสำคัญในผลไม้จะมีทั้งส่วนที่แข็งแรงทนทานคือ ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร และส่วนที่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้า คือกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งในกลุ่มของวิตามินนี้ก็ยังแยกย่อยไปอีกว่าสามารถละลายได้ดีในน้ำหรือในไขมัน การที่บอกว่าทานผลไม้ก่อนอาหารดีที่สุด จึงเป็นในแง่ของผลไม้ที่วิตามินละลายในน้ำและอ่อนไหวง่าย เช่น วิตามินซี วิตามินบี เป็นต้น ก่อนมื้ออาหารที่ท้องยังว่างอยู่ การทานผลไม้เหล่านี้เข้าไป ร่างกายจะดูดซึมวิตามินได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว รวมไปถึงการย่อยผลไม้ก็ทำได้รวดเร็วด้วย เป็นการกระตุ้นน้ำย่อยก่อนมื้ออาหารที่ดีอีกทางหนึ่ง สิ่งที่ต้องระวังก็มีเพียงแค่ ผลไม้บางชนิดที่อยู่ในกลุ่มนี้กลับมีความเป็นกรดสูงมาก ก็ต้องถือเป็นข้อยกเว้นไป เพราะเหมาะที่จะทานหลังมื้ออาหารมากกว่า

การทานผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

เช่นเดียวกันกับกรณีของการทานผลไม้ก่อนอาหาร คือไม่ใช่ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ มีผลไม้หลายชนิดที่ทานหลังมื้ออาหารแล้วได้ประโยชน์สูงมากกว่า โดยเฉพาะผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งละลายได้ดีในไขมัน หากทานหลังมื้ออาหารจะถูกดูดซึมไปพร้อมการสารอาหารอื่นๆ ที่ได้จากมื้อหลัก แต่ถ้าทานผลไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินบี และแร่ธาตุอื่นๆ หลังมื้ออาหารจะให้ผลในทางตรงกันข้าม 

เพราะอาหารประเภทแป้ง โปรตีน ไขมัน ต้องใช้เวลาในการย่อยนาน เมื่อทานผลไม้ตามไปก็จะถูกกักไว้ ไม่ได้รับการย่อยในทันที ร่างกายจำเป็นต้องย่อยอาหารกลุ่มแรกให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลไม้จึงผ่านกระบวนการหมักจนกลายสภาพเป็นกรด หลายคนจึงมีอาการท้องอืดและจุกเสียดตามมา วิตามินต่างๆ ที่รออยู่ก็เสื่อมสภาพไปเสียก่อนที่จะถูกดูดซึม เราจึงไม่ได้รับวิตามินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร 

ผลไม้ที่ควรทานก่อนมื้ออาหาร

องุ่น : ผลไม้ที่มีเนื้อนิ่ม เปลือกบาง มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง บำรุงกำลังร่างกาย บำรุงสายตา ลดความดันโลหิตสูง และสามารถใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ได้ หากทานก่อนมื้ออาหารเป็นประจำ ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย แต่ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลเยอะพอสมควร จึงต้องทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เหมาะกับมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ

แอปเปิ้ล : สำหรับใครก็ตามที่ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมีค่าน้ำตาลต่ำ แต่มีวิตามินและไฟเบอร์ในปริมาณสูง แอปเปิ้ลแต่ละสีจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต่างกันไปเล็กน้อย ดังนี้ แอปเปิ้ลสีแดง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงมาก จึงดีต่อการบำรุงร่างกายและผิวพรรณ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แอปเปิ้ลสีเขียว มีน้ำตาลต่ำแต่อุดมด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ส่วนแอปเปิ้ลสีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับหัวใจด้วยสารเควอร์ซิทิน บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกด้วย ทานก่อนมื้ออาหารสัก 1 ผลก็เพียงพอและถ้าจะให้ดีก็ควรทานทั้งเปลือก

ฝรั่ง : ผลไม้ที่จัดว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากต่อการลดน้ำหนัก เพราะในฝรั่งมีน้ำตาลต่ำ แต่กลับมีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นไร้ริ้วรอย ล้างพิษโดยรวม และลดไขมันในเลือด เราสามารถทานฝรั่งได้ตลอดทั้งวันในช่วงที่ท้องยังว่าง แน่นอนว่าเหมาะที่จะทานก่อนมื้ออาหารด้วย แต่ก็อย่าทานมากเกินไปเพราะจะอิ่มท้องเสียก่อนที่จะทานมื้อหลัก

สตรอเบอร์รี่ : ผลไม้ลูกสีแดงจัดที่มีวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังมีซูเปอร์ไฟเบอร์เพคตินที่มาพร้อมกับสีแดงของสตรอว์เบอร์รีซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดคลอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา ตลอดจนช่วยป้องกันอาการอักเสบต่างๆ สามารถทานก่อนมื้ออาหารได้แบบสบายๆ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารอีกด้วย

พุทรา : ผลไม้ที่หาทานได้ง่าย และมีรสชาติถูกปากคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีวิตามินซีสูงเหมือนกันหมด พุทราโดดเด่นในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยให้นอนหลับได้สบายขึ้นด้วย ในพุทรามีเส้นใยอาหารอยู่ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก จึงช่วยให้อิ่มเร็วและดีต่อระบบขับถ่าย

ชมพู่ : ผลไม้ฉ่ำน้ำ กรอบหวาน ไม่ว่าจะเป็นชมพู่พันธุ์สีเขียวหรือสีแดงก็จะมีจุดเด่นตรงที่มีวิตามินซีและเส้นใยสูง เป็นผลไม้กลุ่มที่ทานได้บ่อยแต่ไม่อ้วน เพราะให้พลังงานในระดับที่ต่ำมาก หากทานก่อนมื้ออาหารเล็กน้อยก็จะช่วยให้อิ่มได้เร็วขึ้นด้วย ในชมพู่มีสารไลโคพีน ( Lycopiene ) ซึ่งพบได้ไม่ง่ายนักในผลไม้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมลูกหมาก

มังคุด : ราชินีแห่งผลไม้ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่มีคุณสมบัติในทางยาหลายอย่าง ในมังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ลดสิวอุดตัน ลดความดันโลหิต และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อทานเนื้อหมดแล้วก็ยังเอาเปลือกไปทำยาได้ต่ออีกด้วย เพียงแค่ทานก่อนมื้ออาหารสักวันละ 5 ผลก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว

ผลไม้ที่ควรทานหลังมื้ออาหาร

ส้ม : ส้มเป็นผลไม้ที่ทานได้ง่าย อุดมด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน จัดเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ชนิดหนึ่ง จะทานเป็นผลสดๆ คั้นเป็นน้ำ หรือแปรรูปเป็นอย่างอื่นก็ได้ มีข้อดีตรงที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย และแน่นอนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากคุณสมบัติของวิตามินซีด้วย แต่ด้วยความเป็นกรดอ่อนๆ จึงไม่เหมาะที่จะทานตอนท้องว่างเท่าไร ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นผลไม้ที่ห้ามทานตอนท้องว่างแต่อย่างใด ยกเว้นกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารเท่านั้น

สับปะรด : ผลไม้ชนิดนี้มีความเป็นกรดสูงมาก เราสามารถใช้สับปะรดสดมาหมักเนื้อเพื่อให้นุ่มขึ้นก่อนนำไปปรุงอาหารได้เลย ดังนั้นจึงเป็นผลไม้ที่ไม่ควรทานตอนท้องว่างอย่างเด็ดขาด ข้อดีของสับปะรดก็คือมีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ดีต่อผิวพรรณและยังช่วยลดอาการอักเสบต่างๆ ได้ เมื่อทานหลังมื้ออาหารก็จะทำหน้าที่ช่วยย่อยอีกด้วย

มะละกอ : ส่วนสำคัญในมะละกอที่ทำให้เราไม่ควรทานตอนที่ท้องยังว่างอยู่ก็คือ เอมไซน์ ตัวที่รู้จักกันดีก็คือเอมไซน์ปาเปน (papain) ซึ่งมีอยู่ทั้งในส่วนของยางและเนื้อ มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนได้อย่างดีเยี่ยม จึงเหมาะกับการนำมาทานพร้อมหรือหลังมื้ออาหารมากกว่า ในมะละกอยังมีไขมันและน้ำตาลในระดับที่ต่ำมาก แม้แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ยังทานได้อย่างสบาย ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารบางชนิดได้

ลูกพลับ : เชื่อว่านี่เป็นผลไม้ในดวงใจของใครหลายๆ คนแน่นอน ด้วยกลิ่นหอมและรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ลูกพลับอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี แถมแคลอรี่ต่ำสุดๆ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการท้องเดิน และจุดเสียดได้ แม้ว่าลูกพลับจะไม่ได้มีฤทธิ์เป็นกรด แต่ก็ห้ามทานก่อนมื้ออาหาร เพราะในเนื้อลูกพลับมียางและสารแขวนลอยอยู่ เมื่อผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวได้

เสาวรส : ถึงแม้จะมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งถ้าว่าตามหลักแล้วก็ควรทานตอนท้องว่างเพราะจะได้ดูดซึมวิตามินไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่าเสาวรสมีรสชาติเปรี้ยวจัดจนเข็ดฟัน มีความเป็นกรดไม่น้อยหน้าไปกว่าสัปปะรด ถ้าทานตอนท้องว่างจะเกิดอาการมวนท้องได้ ในเสาวรสมีสารฟลาโวนอยด์อยู่มาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัยได้ดี แต่มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่ด้วย คือ มีเอนไซม์ที่กระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงให้สูงขึ้น เมื่อทานในปริมาณมากจึงเป็นอันตรายต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย

ทั้งนี้ การทานผลไม้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจการเลือกทานผลไม้แต่ละชนิดมากน้อยแค่ไหน