“นิโคติน” แพะรับบาป ความเข้าใจที่ยังไม่เข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676351

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 10:15 น."นิโคติน" แพะรับบาป ความเข้าใจที่ยังไม่เข้าใจ

6 เหตุผลที่จะทำให้คุณเข้าใจ “นิโคติน” ใหม่ โดย : Maria Chaplia

แม้สถานการณ์การระบาดของโควิดจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ทั่วโลกก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกประเทศได้เข้าถึงจุดสิ้นสุดของวิกฤตโรคระบาดอย่างแท้จริง…ประชาการโลกจะปลอดภัย ความท้าทายด้านสาธารณสุขทั่วโลกจะคลี่คลายลง

แต่สถานการณ์ด้านสาธารณสุขที่ยังคงเป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาจากการสูบบุหรี่ ที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต่างพยายามหาวิธีแก้ไขกันมาตลอดหลายทศวรรษ

ซึ่งดูเหมือนว่าในกลุ่มประเทศที่สนับสนุนและยอมรับนโยบายด้านการลดอันตรายจากยาสูบ จะมีข่าวที่น่ายินดี เพราะพบว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักรที่ระดับการสูบบุหรี่ลดลงร้อยละ 25 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มกลายเป็นที่นิยม ในขณะที่ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนยอดขายบุหรี่ในประเทศญี่ปุ่นลดลงถึง 34 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีอันตรายน้อยกว่า เช่น ผลิตภัณฑ์ชนิดไม่เผาไหม้หรือ heat-not-burn เพิ่มขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2562

ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ได้ว่า ผู้ที่ต้องการนิโคตินก็จะยังคงใช้นิโคตินต่อไป แต่อาจจะหาทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่ามาทดแทนการสูบบุหรี่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องที่ดีและถือเป็นความสำเร็จของผู้บริโภค แต่ในสายตาของกลุ่มรณรงค์ลดการสูบบุหรี่แล้ว  นิโคตินก็ยังตกเป็น “แพะรับบาป” และกลายเป็นเหมือนตัวบ่อนทำลาย ทำให้ผลที่ตามมาคือ มีผู้สูบบุหรี่เพียงน้อยนิดที่มีโอกาสหรือยอมเปลี่ยนเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่า เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินแบบซอง หรือผลิตภัณฑ์แบบให้ความร้อน

ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังมีความคืบหน้าในการทำให้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่าถูกกฎหมาย แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุการยอมรับในวงกว้างได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 6 เหตุผลที่มาสนับสนุนให้เห็นว่า ถึงเวลาต้องหยุดใส่ร้าย “นิโคติน” ว่าเป็นตัวการก่อโรค

ผู้บริโภคต้องการนิโคติน แต่ตายจากการสูบบุหรี่

แน่นอนว่า เราไม่ควรส่งเสริมให้ผู้คนเริ่มใช้นิโคติน แต่หน่วยงานดูแลด้านสาธารณสุขก็ไม่ควรห้ามผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าและทางเลือกอื่น ๆ แทน ทั้งนี้ หน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติของประเทศอังกฤษได้แสดงความเห็นว่า

“แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารเสพติดในบุหรี่ แต่ตัวนิโคตินเองก็ค่อนข้างไม่เป็นอันตราย เพราะความอันตรายเกือบทั้งหมดของการสูบบุหรี่นั้น มาจากสารเคมีหลายพันชนิดในควันบุหรี่ ซึ่งส่วนมากมักเป็นพิษต่อร่างกาย”

หากผลิตภัณฑ์ทดแทนประเภท “แผ่นแปะนิโคตินและหมากฝรั่ง” ไม่ใช่ปัญหา ”บุหรี่ไฟฟ้า” ก็ไม่ควรเป็นปัญหาเช่นกัน

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ได้สรุปบทบาทของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งมอบนิโคตินให้กับร่างกายไว้ว่า  “บุหรี่ไฟฟ้ามีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์ในอุดมคติเพื่อลดอันตรายของยาสูบหลายประการ แม้ว่าการส่งสารนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งอาจมีนิโคตินในปริมาณสูง แต่ก็ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายดังเช่นที่พบในควันบุหรี่ [… ] “

การติดนิโคตินนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ดังนั้น “ข้อห้าม” ต่าง ๆ จึงไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นิโคตินทำให้เกิดการปลดปล่อยสารโดปามีน ซึ่งก่อให้เกิดการติดยาสูบ แต่ นิโคตินก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่คนจำนวนมากไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้สูบบุหรี่ทุกคนที่เปลี่ยนไปใช้แผ่นแปะนิโคตินก็ควรเลิกสูบบุหรี่ทันที ซึ่ง

ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2558 ในวารสารวิทยาศาสตร์ Drug and Alcohol Dependence พบว่า หากไม่มีควันบุหรี่ การติดนิโคตินจะต่ำมาก นั่นหมายความว่า ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเสพติดน้อยกว่าผู้สูบบุหรี่จริง

นิโคตินมีประโยชน์ทางการแพทย์

การวิจัยในปี พ.ศ. 2503 แสดงให้เห็นว่า ผู้สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันต่ำกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งต่อมามีผลศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่าเป็นเพราะสารนิโคตินที่ทำให้ระดับการเกิดโรคพาร์กินสันในผู้สูบบุหรี่ต่ำกว่า ผลการวิจัยยังพบอีกว่า “ผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่แต่ใช้สนุส (snus หรือยาสูบแบบอม) จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันลดลง”

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนิโคติน ทำให้การลดอันตรายให้กับผู้สูบบุหรี่ไม่มีความก้าวหน้า

น่าเสียดายที่การรับรู้ของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับสารนิโคตินยังไม่ถูกต้องนัก ร้อยละ 57 ของผู้ตอบแบบสำรวจในสหรัฐฯ ยังเข้าใจผิดว่า “นิโคตินในบุหรี่คือสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่เกิดจากการสูบบุหรี่” และแม้แต่แพทย์ร้อยละ 80 ก็ยังเข้าใจผิดคิดว่านิโคตินเป็นสาเหตุของมะเร็ง ความเข้าใจผิดของสังคมและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ส่งผลในทางลบ และทำให้ความจริงที่ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่” ยังไม่ได้รับการเผยแพร่

จากการทบทวนการศึกษา (รีวิว) 755 ฉบับล่าสุดเกี่ยวกับผลกระทบทั่วไปของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ข้อสรุปว่า มีเพียง 37 ฉบับเท่านั้นที่ “ตรงตามเกณฑ์คุณภาพทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน”

“ข้อห้าม” ไม่ได้ผลเสมอไป

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการห้าม หรือ การแบน มักจะใช้ไม่ได้ผล และนั่นเป็นหนึ่งในบทเรียนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เช่น การห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และนำไปสู่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงการเกิดสงครามยาเสพติดทั่วโลก ซึ่งไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือแม้กระทั่งทำให้ปัญหาการระบาดของยาเสพติดมากขึ้นด้วยซ้ำ จึงอาจสรุปได้ว่าการทำสงครามกับนิโคตินก็จะมีผลเช่นเดียวกันในอนาคต

การสูบบุหรี่และโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอีกประการหนึ่งของมนุษยชาติ เราจึงต้อง จัดการกับ “ต้นตอ” ของปัญหาเหล่านี้โดยปราศจากอคติ และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องรู้ว่า “นิโคตินไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของเรา”

Maria Chaplia : ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ Consumer Choice Center และเป็นผู้เขียนร่วมในบทความล่าสุดเรื่อง “Six Reasons to Stop the War on Nicotine” 

ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676353

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 08:16 น.ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

แพทย์เตือนไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ลดความเสี่ยง Flurona พร้อมลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ถึง 10%

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทั่วโลกประกาศใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำให้โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจทั้งหมดลดลง ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่, โรค RSV เชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เนื่องจากมีการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง ช่วงปี พศ. 2563 – 2564 ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกลดลง ประมาณ 70-80 เท่า แต่เมื่อไรก็ตามที่นโยบายถอดหน้ากากอนามัยปฎิบัติมากขึ้น โรคไข้หวัดใหญ่ก็จะกลับมาอีก

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สิ่งที่น่าวิตกกังวล คือ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มมีสัญญาณการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้เห็น อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกาใต้ จีน และอินเดีย เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการเปิดประเทศกันมากขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้น อีกทั้งประชาชนเริ่มมีวินัยลดลง ขณะที่ในทวีปยุโรป อย่างประเทศเดนมาร์ก ได้ออกประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันโควิดเกือบทั้งหมด ไม่มีการกักตัว ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย โดยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้เริ่มมีปรากฎการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกาใต้ จึงเริ่มมีรายงานจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้น บวกกับอยู่ในช่วงฤดูหนาว มีอากาศเย็น เชื้อโรคจึงแพร่กระจายได้มากขึ้นและมีชีวิตอยู่นานขึ้น”

และในช่วงต้นมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ประเทศอิสราเอลได้ตรวจพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อร่วมกันระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ในเวลาเดียวกันเรียกว่า ‘ฟลูโรนา’ (Flurona) นอกจากนี้ ยังพบผู้ที่ติดเชื้อร่วมกันได้แพร่กระจายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ตามหลักทางการแพทย์นั้นการติดเชื้อร่วมกันมีความเป็นไปได้ และย่อมก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่า เสี่ยงต่อการนอนโรงพยาบาล และมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ยิ่งไปกว่านั้นอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แพทย์ต้องมีการซักถามประวัติเพื่อแยกโรค และหากจะให้ทราบผลอย่างชัดเจนต้องตรวจโควิด-19 และเชื้อไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากล

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวถึงแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร่วมกัน (Flurona) โดยแนะให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมแนะประชาชนสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนทั้งไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด-19 ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเสมือนเป็นเสื้อเกราะต่อทั้ง 2 โรค โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มเสี่ยงของทั้ง 2 โรค คือ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ทั้งนี้ เพื่อลดความวิตกกังวลของอาการที่คล้ายกันกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน และลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 (Flurona) นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยต่างประเทศหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และบราซิล ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้มีภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดไม่จำเพาะต่อเชื้อใดๆ ก็ตามทำงานไปด้วย

สำหรับทางการแพทย์ไทยนั้น ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการระบาดของโควิด-19 โอไมครอนสายพันธุ์เดิม และโอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ถือเป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในประเทศเขตร้อนต่างๆ ที่สำคัญยังตรงกับช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม อาจทำให้มีเด็กนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป มีโอกาสติดเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ร่วมกันได้ เนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกนั้น กรมควบคุมโรคมีรายงานว่าในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2562 – 7 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศ จำนวน 390,773 ราย และเสียชีวิต 27 ราย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะอยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือ เด็กอายุ 5-9 ปี ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั้งนี้การควบคุมดูแลโรคไข้หวัดใหญ่ทำได้ง่ายกว่า และป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้การรับรองจากทั่วโลกและใช้มายาวนานถึง 80 ปี สามารถป้องกันได้ทุกช่วงวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ทางคณะแพทย์ที่ดำเนินงานด้านฝึกอบรมโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปี พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ประมาณหลายพันคนก่อนปีที่มีการระบาดของโควิด-19 พบว่าภาพรวมของบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สูงถึงร้อยละ 90 พร้อมตอบแบบสอบถามเปรียบเทียบกับปีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ว่าปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงโรคทางเดินหายใจอื่นๆ โดยร้อยละ 70 ตอบว่ารู้สึกดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง ส่วนร้อยละ 20 รู้สึกเฉยๆ และอีกร้อยละ 10 ตอบว่ารู้สึกแย่ลงเล็กน้อย โดยภาพรวมถือว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิผลเป็นที่น่าพึงพอใจในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่อหลายปีที่แล้ว

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปีและล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาลปี 2565 หรือที่เรียกว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ซีกโลกใต้ 2022’ จะมีทั้งชนิด 3 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชนสามารถรับบริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ได้ที่

โรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงสิ้นปี 2565 ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ของภาครัฐบาล คาดว่าเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม รับบริการฉีดฟรีได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลในระบบบัตรทอง (ทั่วประเทศ) ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย https://www.pidst.or.th/

วิธีการเลือกรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676222

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 15:05 น.วิธีการเลือกรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสม

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย จัดเสวนา“เลือกวิธีล้างไต ได้ข้อมูลครบ พบผู้เชี่ยวชาญ” พร้อมแนะวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสม

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมเสวนา“เลือกวิธีล้างไต ได้ข้อมูลครบ พบผู้เชี่ยวชาญ” เผยนโยบาย “สิทธิบัตรทอง นโยบายล้างไตฟรี” จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีความพร้อมเชิงระบบเพื่อรองรับผู้ป่วยฟอกเลือดที่อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยังคงมาตรฐานและคุณภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการฟอกเลือด พร้อมแนะวิธีเลือกวิธีการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสม

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า จากนโยบายผู้ป่วยไตสิทธิบัตรทองตัดสินใจร่วมกับแพทย์เพื่อเลือกวิธีการฟอกไตที่เหมาะสมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 องค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรักษาพยาบาลดังกล่าว มีความเห็นว่าเป็นนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงและมีสิทธิ์เลือกการฟอกไตที่เหมาะสมกับตน สอดคล้องกับวิถีชีวิตภายใต้บริบทข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยการเลือกวิธีฟอกไตที่เหมาะสม โดยจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบด้าน ทั้งนี้จากนโยบายฯ ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีความพร้อมเชิงระบบเพื่อรองรับผู้ป่วยฟอกเลือดที่อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยังคงมาตรฐานและคุณภาพถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดระหว่างการฟอกเลือดทุกฝ่าย จึงมีความเห็นร่วมกันเพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล จึงจัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วยโรคไต ในหัวข้อ “เลือกวิธีล้างไต ได้ข้อมูลครบ พบผู้เชี่ยวชาญ” ขึ้น และเพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล ควรดำเนินการ ดังนี้

1.ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพของการฟอกไตไม่น้อยไปกว่าปริมาณ โดยคงมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ได้ถือปฏิบัติมานาน และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยจะได้เร่งการตรวจรับรองคุณภาพของศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม พร้อมดำเนินการปรับเกณฑ์การรับรองมาตรฐาน ภายใต้คณะอนุกรรมการตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (ตรต.) ของแพทยสภา

2.ขยายการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อเพิ่มบุคลากรในระบบที่ยังขาดแคลน รวมทั้งประสานกับราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ฯ เร่งการผลิตศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการทำเส้นเลือดฟอกไต

3.สร้างแนวปฏิบัติในการเริ่มการบำบัดทดแทนไตทั้ง 2 วิธี คือการฟอกเลือดและการล้างไตทางช่องท้อง และมีการนำไปใช้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับข้อมูลการฟอกไตทั้ง 2 วิธีอย่างครอบคลุม

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการบำบัดทดแทนไต ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ประหยัดงบประมาณของรัฐ คือการให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอก ไม่ว่าฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง ได้รับการปลูกถ่ายไตให้ไวที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่ต้องพึ่งพิงการฟอกไปตลอดชีวิต แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมีจำนวนอวัยวะไตบริจาคจากผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 500 ไต ซึ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยฟอกไตที่มีจำนวนหลักแสน ดังนั้นควรรณรงค์การบริจาคไต และให้ความสำคัญกับการปลูกถ่ายไตควบคู่กันไป และในขณะเดียวกันควรป้องกันไม่ให้ประชาชนชาวไทยต้องมาป่วยเป็นโรคไตและต้องฟอกไต ด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ลดการบริโภคเค็ม หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้อักเสบปวดข้อ (NSAIDs) และยาสมุนไพร โดยไม่จำเป็น และท้ายที่สุดภาคีองค์กรฯ จะเร่งดำเนินการสำรวจความพร้อม ศักยภาพ และหนทางการปฏิบัติเพื่อสนองนโยบายรัฐต่อไป

ด้าน พญ.ศศิธร คุณูปการ อายุรแพทย์โรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวิธีการเลือกรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสมว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย การทำงานของไตจะลดลงอย่างมาก จนทำให้คนไข้มีอาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวบวม ปัสสาวะออกน้อย หายใจเหนื่อยหอบ เป็นต้น การรักษาหลักในระยะนี้คือ “การรักษาบำบัดทดแทนไต” เพื่อให้คนไข้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุที่ยืนยาว การบำบัดทดแทนไตแบ่งได้เป็น 3 วิธี ได้แก่ 1.การฟอกไตทางหน้าท้อง (Peritoneal Dialysis :PD) คือ การบำบัดทดแทนไตโดยอาศัยผนังในช่องท้องเป็นตัวกรองในการแลกเปลี่ยนเอาของเสียของจากร่างกาย โดยคนไข้จะต้องได้รับการผ่าตัดวางสายทางหน้าท้องเพื่อเป็นทางนำน้ำยาล้างไตเข้า-ออกจากร่างกาย วิธีนี้สามารถทำเองได้ที่บ้าน แบ่งได้เป็น 2 แบบย่อย คือ ทำด้วยตัวเองหรือใช้เครื่องอัตโนมัติ

  • ข้อดี คือ คนไข้สามารถทำเองได้ที่บ้านวันละ 4 รอบ หรือทำวันละครั้งตอนนอนหากใช้เครื่อง ไม่ต้องเดินทางมารพ. บ่อยๆ ความเสี่ยงของการเกิดความดันตกระหว่างฟอกมีน้อย และมีโอกาสติดเชื้อน้อยมากหากทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
  • ข้อเสีย คือ การเดินทางไปพักที่อื่นๆ เช่นนอนรพ. ต้องพกเอาน้ำยาล้างไตไปด้วย และหากทำผิดขั้นตอนหรือมีการปนเปื้อนก็มีโอกาสติดเชื้อได้

2.การฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis :HD) คือ การนำเลือดออกจากเส้นเลือดที่ผ่าตัดไว้หรือผ่านทางเส้นฟอกไตแบบชั่วคราวและแบบกึ่งถาวร ผ่านตัวกรองและเครื่องไตเทียม โดยคนไข้มีความจำเป็นต้องมารพ.2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมากกว่าหากมีปัญหาเพิ่มเติม

  • ข้อดี คือ ไม่ต้องทำเอง อาศัยพยาบาลไตเทียมที่ได้รับการอบรมอย่างเชี่ยวชาญในการให้การรักษาพยาบาล สามารถกำหนดปริมาณน้ำออกจากร่างกายได้ ใช้เวลาน้อยกว่า/วัน (เฉลี่ย 4ชม./ครั้ง/วัน)
  • ข้อเสีย คือ ต้องเดินทางไปรพ. /คลินิกไตเทียมบ่อย เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มีปัญหาความดันตกได้ง่าย หรือหากมีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคหัวใจ ก็อาจมีความเสี่ยงความดันตก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่ม อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการการติดเชื้อผ่านทางสายฟอกเลือดทั้งแบบชั่วคราวและแบบกึ่งถาวร หากดูแลรักษาสายฟอกไตผิดวิธีหรือใช้นานเกินกำหนด

3.การปลูกถ่ายไต (Kidney transplantation :KT) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของคนไข้ไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ยืนยาว โดยสามารถแบ่งเป็นการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคมีชีวิต (เครือญาติ สามี ภรรยา) หรือผู้บริจาคสมองตาย

  • ข้อดี คือ การรักษาวิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือฟอกไตในการดำเนินชีวิต
  • ข้อเสีย คือ ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันตลอดระยะเวลาที่ไตบริจาคยังทำงานอยู่ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น อาจมีข้อแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด เช่นการเสียเลือด การปฏิเสธอวัยวะ เป็นต้น และการรอคอยอวัยวะเป็นระยะเวลานานเนื่องจากผู้บริจาคมีจำนวนน้อยกว่าผู้รอรับซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย

การเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตทั้งสามวิธีนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้าน ได้แก่ โรคประจำตัวของคนไข้ ภาระในการเดินทางไป-กลับสถานพยาบาล ความเชี่ยวชาญของบุคลากรของสถานพยาบาลใกล้บ้าน และความเห็นจากทีมแพทย์ผู้ดูแล โดยทั้งสามวิธีที่กล่าวข้างต้นคนไข้สามารถใช้สิทธิ์ สปสช.ในการรักษาได้ การที่มี “นโยบายล้างไตฟรี” นอกเหนือจากการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานในการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการฟอกเลือดยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งทางสมาคมโรคไตฯ ก็ได้ตระหนักในจุดนี้ จึงมีแนวทางในการขยายการฝึกอบรมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพเพื่อรองรับผู้ป่วยในอนาคต ในส่วนของทางภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการบริจาคอวัยวะและการเข้าถึงการปลูกถ่ายไตให้มากขึ้น โดยมีการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเชิญชวนให้ประชาชนบริจาคอวัยวะ ผ่านทั้งช่องทางสื่อต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยราชการ และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรังในประชาชน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวและยั่งยืนที่สุด

8 เหตุผลที่บอกว่าคนควรทานโปรตีนจากพืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676133

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 12:20 น.8 เหตุผลที่บอกว่าคนควรทานโปรตีนจากพืช

ชีวิตที่เลือกได้ของสายวีแกน มารู้ให้ชัด 8 เหตุผลที่ควรทานโปรตีนจากพืช

เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นเหมือนด่านแรกในการดูแลตัวเองที่ตรงจุด โดยปัจจุบันคนไทยหันมาศึกษาและสนใจสูตรอาหาร “วีแกน” มากขึ้น ซึ่งเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ นอกจากผักและผลไม้ที่เลือกรับประทานได้แล้ว  โปรตีนที่ได้จากพืชนั้นยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงต่อร่างกาย โดยมีเกร็ดความรู้ 8 เหตุผลที่ควรทานโปรตีนจากพืชมาบอกต่อ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง และได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ

1. เพราะวัตถุดิบที่เลือกทานอย่างพืชตระกูลถั่ว เช่น ถัวเหลือง และถั่วลันเตา ให้ปริมาณโปรตีนเข้มข้นสูง ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเทียบเท่าโปรตีนจากไข่ขาวและนม ซึ่งเป็นโปรตีนจากสัตว์ โดยการทานโปรตีนจากพืชในชนิดไอโซเลทเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่แยกไขมันและน้ำตาลออก แตกต่างจากน้ำเต้าหู้ทั่วไปทำให้มีโปรตีนเข้มข้นสูง ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สามารถดูดซึมและย่อยง่าย ซึ่งระบบการย่อยอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ภายในระบบย่อยอาหารทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และดูดซึมสารอาหารให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน ควรคำนึงถึงการทานอาหารที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ทำงานหนักเกินไป ทำให้คนรักสุขภาพหันมาเลือกทานโปรตีนจากพืชแทนที่จะทานโปรตีนจากสัตว์ที่ย่อยยากเพราะเมื่อยิ่งอายุมากขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้

3. โปรตีนจากพืชมีไขมันน้อย ใยอาหารสูง จึงมีแคลอรี่น้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์

4. ไขมันดีมากกว่า

5. ไม่มีคอเลสเตอรอล

6. อุดมด้วยคุณค่าของพฤกษเคมี ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบในพืช มีส่วนช่วยหลายด้านทั้งการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

7. มีงานวิจัยว่าโปรตีนจากพืชมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้

8. สามารถทานได้ทุกกลุ่ม ทุกวัยทั้งเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์

การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ยิ่ง “โปรตีน” เป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกาย ยิ่งควรใส่ใจโดยโปรตีนช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ แต่หากร่างกายได้รับ

โปรตีนไม่เพียงพอจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยข้อมูลจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า การขาดโปรตีนจะทำให้ทั้งร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันต่ำ ผิวหนังไม่แข็งแรง ระบบฮอร์โมน เอนไซม์ทำงานผิดปกติ เสี่ยงที่จะเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ชีวิตใหม่ไร้พุง!! มากกว่าความมั่นใจ คือการมีสุขภาพที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676134

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 09:55 น.ชีวิตใหม่ไร้พุง!! มากกว่าความมั่นใจ คือการมีสุขภาพที่ดี

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคอ้วนมากถึงประมาณ 9% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 6 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน แพทย์เผยผลเสียของโรคอ้วน พร้อมบอกวิธีการลดน้ำหนักที่ทำได้จริงตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงขั้นผ่าตัดกระเพาะอาหาร

รู้หรือไม่ว่า โรคอ้วนเป็นโรคอย่างหนึ่ง เป็นโรคเหมือนกับโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเอดส์หรือ โรคอื่น ๆ แต่ที่น่าเห็นใจคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังไม่เห็นว่าผู้ป่วยโรคอ้วนเป็นโรค ดังนั้น เราจะมารู้จักกับโรคอ้วนกันค่ะ

พญ.ขวัญนรา เกตุวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ อธิบายว่า โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ สำหรับในคนเอเชียนั้น เราจะถือว่าอ้วน เมื่อมีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป และถ้าสูงกว่า 30 จะถือว่าเป็นโรคอ้วนอันตราย โดยค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI สามารถคํานวณได้จากอินเทอร์เน็ต โรคที่สัมพันธ์กับความอ้วน ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ ข้อเข่าเสื่อม โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เสี่ยงต่อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้ โดยผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ทุก ๆ ค่าดัชนีมวลกายที่เพิ่มขึ้นครั้งละหนึ่ง จะทําให้ผู้ป่วยมีอายุขัยเฉลี่ยลดลง 8-10 ปีเทียบกับคนน้ำหนักปกติ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคอ้วนมากถึงประมาณ 9% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยสาเหตุนั้นมาจากลักษณะการใช้ชีวิตที่มีการขยับตัวน้อย ไม่ค่อยได้ออกกําลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง

สำหรับการรักษาโรคอ้วน ได้แก่

  • การคุมอาหาร โดยเน้นการทานโปรตีนเป็นหลัก หลีกเลี่ยง แป้ง น้ำตาล น้ำหวาน ของทอด และของมัน
  • การออกกําลังกายแบบการ์ดมากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือการเดินให้เกิน 10,000 ก้าวต่อวัน
  • การใช้ยาลดน้ำหนัก ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อันตรายของโรคอ้วน

สำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนอันตรายนั้น จะมีฮอร์โมน สารเคมีและระบบการควบคุมความหิวอิ่มในร่างกายแตกต่างจากคนน้ำหนักปกติ  ทําให้การลดน้ำหนักด้วยการปรับลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การออกกําลังกายและคุมอาหาร มีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 3% เท่านั้น สำเร็จในที่นี้หมายถึง คนที่น้ำหนัก 150 กิโลกรัม จะลดลงเหลือ 75 กิโลกรัมได้ในระยะเวลาหนึ่งปีนั้นทําได้ยากเพราะน้ำหนักเยอะ หัวเข่ามีปัญหาไม่สามารถออกกําลังกายหนัก ๆ ได้ แค่เดินก็เหนื่อยแล้วและระบบควบคุมความหิวอิ่มของร่างกาย เป็นต้น

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาชัดเจนว่าคนที่เป็นโรคอ้วนอันตรายที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 32.5 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคประจําตัว หรือผู้ที่ไม่มีโรคประจําตัว แต่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 37.5 ขึ้นไป ที่ได้พยายามออกกําลังกายและคุมอาหารแล้ว แต่ว่าน้ำหนักไม่ลดลงหรือลงเพียงเล็กน้อย จะสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินลงได้ 50 – 60% จากการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนอันตราย

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนอันตราย

เป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารและหรือลดการดูดซึมสารอาหาร และยังมีการตัดกระเพาะอาหารส่วนที่คอยสร้างฮอร์โมนหิวออกไปด้วย ทําให้หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อยลง โดยที่ไม่รู้สึกหิวหรือรู้สึกหิวน้อยลง ทําให้น้ำหนักลดลงได้ด้วยการ  การผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลเล็กและฟื้นตัวไว

อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดก็ต้องอาศัยนิสัยของผู้ป่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และออกกําลังกายเป็นประจํา เพื่อให้น้ำหนักลดลงได้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นน้ำหนักของคนปกติและสุขภาพดี โดยการผ่าตัดจะสามารถรักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเกาท์ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นต้น ทําให้หลังการผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถหยุดยาโรคประจําตัวหรือลดยาที่รับประทานลงได้  สุดท้ายนี้การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การออกกําลังกายเป็นประจําและการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก และทําให้มีสุขภาพดีแบบยั่งยืน

คุณภาพชีวิตที่ไม่อ่อนแรงของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675894

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 14:35 น.คุณภาพชีวิตที่ไม่อ่อนแรงของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ SMA หนึ่งในโรคหายากในเด็กที่มีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจในการรักษา

การได้รับการรักษาที่เหมาะสมและคุณภาพชีวิตที่ดีที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกตินับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอายุขัยที่นานขึ้น รวมทั้งการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ SMA (Spinal Muscular Atrophy) หนึ่งในโรคหายากในเด็ก ที่มีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงที่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจในการรักษา อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ยังมีการรักษาแบบองค์รวมอย่าง “ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช” (Siriraj Center of Neuromuscular Disease) โดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ที่เรียกว่า “one stop service” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดทางการรักษา ทำให้ครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการมาโรงพยาบาล

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ F)E)N)D) (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease) และอาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ F)E)N)D) (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease) และอาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “SMA เป็นหนึ่งในชนิดของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งหมด มักพบในเด็กโดยเกิดจากพันธุกรรม ในประเทศไทยยังไม่มีการบันทึกจำนวนผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ จากการสำรวจโดยแพทย์กุมารวิทยาเมื่อปี 2562 พบว่ามีประมาณ 170 กว่าราย หากดูจากความชุกของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด SMA ในเด็กจะอยู่ที่ 1 ต่อ 10,000 และอัตราการเกิดโรคของเด็กแรกเกิดจะอยู่ที่ 1 ต่อ 6,000 สำหรับผู้ป่วยนั้นจะประสบปัญหาความบกพร่องของกล้ามเนื้อที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหรือการทำงานของอวัยวะในร่างกาย สำหรับการรักษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ การรักษาแบบเฉพาะเจาะจงโดยใช้ยาที่ช่วยปรับยีนที่บกพร่อง และการรักษาแบบองค์รวมหรือประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราชเป็นการอาศัยความร่วมมือจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามาทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนการรักษาและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์บ่อย”

“นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสนับสนุนผู้ป่วยให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเด็กที่สุขภาพแข็งแรงตามปกติด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าพวกเขามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตจนไม่สามารถออกไปเจอโลกภายนอกได้ เช่น พาผู้ป่วยไปสวนสนุก เมืองหิมะ หรือสถานที่ที่อยากไป อาจจัดเป็นการจับกลุ่มเด็กปกติให้มาร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วย มีจับคู่กับเด็กปกติให้ช่วยดูแลระหว่างทำกิจกรรม และมีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความเครียด ลดความกดดัน และมีกำลังใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะช่วยเสริมประสิทธิภาพทางการรักษา และทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตในสังคมตามปกติมากที่สุดได้ด้วย” รศ.พญ.อรณี กล่าวเสริม

สำหรับผู้ป่วยการเรียนรู้และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนย่อมเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการได้รับการดูแลจากแพทย์และบุคคลรอบข้าง การไม่ปิดกั้นตัวเองด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกแปลกแยก และใช้ชีวิตได้โดยไม่คิดว่าตนเป็นภาระให้คนในครอบครัว ผู้ดูแล หรือสังคม นอกจากนี้ ยังสามารถส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ต่อไปได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ “น้องหม่อม” นางสาวศุภาพิชญ์ ชาติวิวัฒน์พรชัย ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดที่ 3 (Type 3) ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้กำลังฝึกงานที่ศูนย์โรคกล้ามเนื้อศิริราช เพื่อช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

นางสาวศุภาพิชญ์ ชาติวิวัฒน์พรชัย (น้องหม่อม) ผู้ป่วยโรค SMA นักศึกษา ปี4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และฝึกงาน ณ ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช

“หม่อมเป็นโรค SMA Type 3 ที่ถือว่าเบาที่สุดแล้ว เท่าที่รู้คือเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงเริ่มหัดเดิน แต่หม่อมก็ยังโชคดีที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออะไรมาก มีเพียงรถเข็นที่ต้องใช้บ้าง ส่วนผลกระทบในการใช้ชีวิตนั้นแน่นอนว่าย่อมมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมบางอย่างที่ต้องทำร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งบางทีก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเรา แต่สิ่งที่ทำให้หม่อมมีกำลังใจคือครอบครัวที่สนับสนุนดีมาก ๆ หรือเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่หม่อมเจอเวลาไปพบคุณหมอที่เค้าอาการแย่กว่าเรา ก็ทำให้เราคิดได้และไม่ต้องรู้สึกแย่ตลอดเวลา นอกจากนี้ หม่อมก็พยายามทำอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของคนอื่น ๆ จนเกินไป รวมถึงความคิดที่จะทำอะไรที่เราได้ช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ป่วยเหมือนเรา นั่นคือสิ่งที่หม่อมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่เลือกสาขาที่จะเรียนจนได้มาฝึกงานที่ศูนย์ฯ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่หม่อมอยากฝากไว้คือสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราสามารถเสริมสร้างสุขภาพกายและใจของเราให้เข้มแข็งได้ พร้อมไปกับการรับการรักษาจากคุณหมอ อย่างหม่อมเองตั้งแต่เด็กก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอมาต่อเนื่อง และหน่วยงานอย่างศูนย์ฯ หรือมูลนิธิฯ ที่หม่อมได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมช่วงฝึกงานก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย หรือการได้ไปบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเอง ก็ถือได้ว่าเราได้ช่วยหรือทำประโยชน์อะไรให้กับผู้ป่วยแบบเรา ก็ถือเป็นเรื่องดี ๆ ที่เราได้แบ่งปัน และเป็นการเพิ่มคุณค่าในการดำเนินชีวิตของหม่อมเองด้วย” นางสาวศุภาพิชญ์ (น้องหม่อม) กล่าว

“หมอคิดว่าผู้ป่วยจริงๆ มีความรู้สึกนึกคิดหรือสติปัญญาเหมือนคนปกติทุกอย่าง เพียงแค่มีข้อจำกัดทางร่างกายที่ทำให้อ่อนแรงหรือเดินไม่ได้เท่านั้นเอง ดังนั้น อยากเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยใช้ศักยภาพที่มีทั้งหมดให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมให้เกิดประโยชน์ที่สุด ทางแพทย์เองก็จะสนับสนุนให้พวกเขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากที่สุด” รศ.พญ.อรณี กล่าวสรุป

สำหรับ “ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช” (Siriraj Neuromuscular Disease) เป็นคลินิกรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กอายุ 1-18 ปี โดยการประสานความร่วมมือจากแพทย์และทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา แพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทยประยุกต์ นักโภชนาการ คุณครูการศึกษาพิเศษ นักดนตรีบำบัด เพื่อให้การมารักษาของผู้ป่วยได้ประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง โดยเปิดให้บริการทุกวันศุกร์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 8:00 – 12:00 น. ณ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังทำงานในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะและการเข้าสังคมให้กับผู้ป่วย รวมถึงการสนับสนุนจากโครงการ High Cost High Fund ของศิริราชมูลนิธิ ด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา การเดินทาง และจัดหาอุปกรณ์เสริมการใช้ชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วย เช่น รถเข็นไฟฟ้า เครื่องช่วยยก เครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลดำเนินชีวิตได้สะดวกขึ้น และยังสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ตามสิทธิ คือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการการรักษาพยาบาลของต้นสังกัด และสิทธิรักษาพยาบาลผู้พิการ

Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675661

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 08:55 น.Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

รูปร่างเล็กใหญ่อาจไม่ใช่ปัญหา คนรักสุขภาพดูแต่ค่า BMI (Body Mass Index) ไม่ได้แปลว่าแข็งแรง ฟิตเนส เฟิรส์ท ชวนเช็คเปอร์เซ็นต์ไขมันฟรี! ก่อนสายเกินแก้

ในปัจจุบันผู้คนคงเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “ดัชนีมวลกาย” หรือ BMI (Body Mass Index) คือค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เซนติเมตร) ที่แสดงถึงโครงสร้างเบื้องต้นของร่างกายแต่ละคน ว่าอ้วนเกินไปหรือ ผอมเกินไป และทุกคนสามารถตรวจวัดด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน นั่นคือ การนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายออกมา เพื่อให้เรารู้เกณฑ์ที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยค่าเฉลี่ยของ BMI ของ หญิงไทยคือ 24.4 และ ของชายไทยคือ 23.1 (อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโฟกัสที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคนที่ต้องการจะลดความอ้วนเสมอไป แต่การรู้ “เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย” (Body Fat Percentage) ต่างหากที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากคนที่รูปร่างผอมเพรียว แต่อาจมีไขมันซ่อนอยู่ในส่วนอื่นๆ หรือในหน้าท้องส่วนล่าง จงรู้ว่านั่นคือ ไขมันสะสมในร่างกาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เรียกว่า Skinny Fat ที่ดูภายนอกผอมแต่ว่าไม่ได้แข็งแรงเสมอไป เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยแต่มีระดับไขมันไม่น้อยตาม

ในทางกลับกันบางคนที่ดูเหมือนตัวใหญ่หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนอื่น เมื่อเช็คค่าในร่างกายแล้ว พบว่ามีมวลกล้ามเนื้อมาก มวลไขมันไม่สูง จึงมีความแข็งแรงและมีการเผาผลาญที่ดีกว่า ดังนั้นการรู้ค่าไขมันในร่างกาย จะช่วยให้ทุกคนสามารถเลือกออกกำลังกาย เลือกวิธีลดความอ้วนได้ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงทำให้รู้ว่ามีความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ตามมาหรือไม่ จะได้รีบแก้ไขให้ไวก่อนสายเกินแก้

ดังนั้น หากอยากรู้ค่าต่างๆ ในร่างกายแบบครบทุกมิติ ทุกคนสามารถเข้าไปทดลองเล่นฟรี พร้อมรับบริการตรวจร่างกายกับ Boditrax ซึ่งเป็รโปรแกรมที่มีเฉพาะที่ คลับฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First) เท่านั้น คุณจะได้ตรวจเช็คร่างกายของคุณแบบองค์รวม ทั้งมวลกล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำ และกระดูก พร้อมด้วยค่า BMI, BMR, Metabolic Age ที่ให้ผลที่แม่นยำ เพียงเชื่อมต่อกับมือถือ ก็ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายแบบรอบด้าน นำไปสู่การออกแบบการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและรายงานผลอย่างรวดเร็วให้แก่ทุกคน เปิดโอกาสให้คุณได้ทดลองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายกับกิจกรรม CLUB OPEN WEEK ถึง 18 กุมภาพันธ์นี้ ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมและตรวจวัดร่างกายฟรีได้เลย

Save Doctors’ Heart อาสาดูแลหัวใจหมอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675630

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 17:57 น.Save Doctors’ Heart อาสาดูแลหัวใจหมอ

ครั้งแรกในประเทศไทยที่แพทย์จะเข้าร่วมอาสาดูแลหัวใจแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “อาสาดูแลหัวใจหมอ (Save Doctors’ Heart)”

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “อาสาดูแลหัวใจหมอ (Save Doctors’ Heart)” โดยเปิดโอกาสให้แพทย์ไทยสามารถเข้ารับการการตรวจวินิจฉัย คัดกรอง เพื่อค้นหาปัญหาของหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวผิดปกติ และให้การรักษาหากตรวจพบ ที่ศูนย์หัวใจ (Cardiology Center) โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดยไม่มีค่าใช้จ่ายของแพทย์ผู้ใช้บริการ ระยะเวลาโครงการทั้งหมด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 – 12 สิงหาคม 2565

จากการรวบรวมข้อมูลของแพทยสภา จำนวนแพทย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคต่างๆในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2560-2564) มีจำนวน 297 คน ในจำนวนนี้มีแพทย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคที่ไม่ระบุสาเหตุโรคชัดเจน ถึง 60% (เฉพาะที่ระบุว่าเกิดจากโรคหัวใจ 10%) ทั้งนี้ มีแพทย์ที่เสียชีวิตโดยมีอายุน้อยกว่าอายุขัยเฉลี่ยถึง 118 คนคิดเป็น 40% ของแพทย์ผู้เสียชีวิตทั้งหมด (อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยเพศชาย 73 ปี และเพศหญิง 77 ปี) โดยแพทย์ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจอายุน้อยที่สุดในรายงานมีอายุเพียง 31 ปี นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า

ในปัจจุบัน อัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรในประเทศไทยยังมีจำนวนน้อยอยู่มาก เมื่อเทียบกับภาระงานที่ต้องทำแต่ละวัน เราเห็นได้ว่าแพทย์ที่ยังปฏิบัติงาน 40,000 คน ต้องตรวจผู้ป่วยนอกท่านละ 10,000 คนต่อปี และดูแลผู้ป่วยในอีกประมาณ 250 คนต่อปี หากหายไปหนึ่งท่าน ปริมาณงานในการรักษาก็จะแบ่งถ่ายไปอยู่กับคนที่เหลือ ทำให้เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่นการเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่อย่างเช่นโรคจากเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้แพทย์มีภาระงานมาก มีเวลาใส่ใจตัวเองน้อย ไม่ได้ดูแลและตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะหัวใจ ทำให้เมื่อมีภาวะหัวใจล้มเหลวขึ้นมาแล้วไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทัน แม้ว่าจะเกิดเหตุภายในโรงพยาบาลก็ตาม ทำให้เราพบแพทย์ที่อายุไม่มากเสียชีวิต การสูญเสียเช่นนี้ถือเป็นการสูญเสียที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิน อนุราษฎร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์คได้ริเริ่มแคมเปญ Save Doctors, Save People, Save Thailand ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเร่งทำการฉีดวัคซีนโควิดเพื่อรักษาชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้ได้เร็ว และมากที่สุด และในปีนี้ทางโรงพยาบาลก็มีความภูมิใจที่ได้เปิดตัวโครงการเพื่อสังคมใหญ่อีกโครงการหนึ่งภายใต้ชื่อ ‘อาสาดูแลหัวใจหมอ’ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกชีวิตของแพทย์ที่เราช่วยเหลือจะสามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อีกหลายหมื่นคน

ภายในงานได้มีการนำเสนอรายละเอียดของโครงการและศักยภาพรวมถึงความพร้อมของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดย ศาสตราธิคุณ นายแพทย์วสันต์ อุทัยเฉลิม หัวหน้าศูนย์หัวใจ และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า ด้วยโรงพยาบาลเมดพาร์คมีความพร้อมในการรักษาโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน ทั้งในส่วนของแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจทุกสาขา รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โรงพยาบาลเมดพาร์คเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงริเริ่มโครงการ “อาสาดูแลหัวใจหมอ” ขึ้น อันจะมีส่วนร่วมพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพของแพทย์ในประเทศไทยให้มีอายุยืน และ สุขภาพดี เพื่อให้แพทย์เหล่านั้นสามารถดูแลประชาชนต่อไปได้อีกมากเพราะโดยปกติอาชีพแพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเกินเกณฑ์เกษียณแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีเสวนาเจาะลึก ภายใต้หัวข้อ Heart Attack รู้ทัน ป้องกันได้: ‘หัวใจวายเฉียบพลัน’ ภัยเงียบร้ายแรงไร้สัญญาณเตือน โดยมี นายแพทย์ประดิษฐ์ชัย ชัยเสรี ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจและทรวงอก นายแพทย์ชาติ วานิชสวัสดิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด และ แพทย์หญิงจิรภา แจ่มไพบูลย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาแบ่งปันข้อมูลความรู้เรื่องโรคหัวใจ

นพ.ประดิษฐ์ชัย ชัยเสรี ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผ่าตัดหัวใจและทรวงอก กล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการตีบตัน ซึ่งมีสาเหตุอยู่ที่การเสื่อมของเส้นเลือดที่ปกติจะมีการเสื่อมถอยตามวัย และมีปัจจัยเสี่ยงที่มีทั้งควบคุมได้ เช่นพฤติกรรมการใช้ชีวิตรวมถึงความเครียด และความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่นผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง คนอายุเยอะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า และกรรมพันธุ์ที่อาจถ่ายทอดทางครอบครัว ซึ่งทำให้เกิดภาวะนี้ได้

นพ.ชาติ วานิชสวัสดิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติทำให้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากโรคหัวใจชนิดนี้ในคนที่มีอายุน้อย สำหรับผู้ที่มียีนส์ที่ผิดปกติที่ทำให้มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก มีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบเร็วกว่าวัย ควรเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดความเสี่ยง ดังต่อไปนี้ ควบคุมน้ำหนัก (ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 30) งดการสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์และมีกากใยเยอะ หากทำได้ตามนี้ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายก็จะลดลง

และ พญ.จิรภา แจ่มไพบูลย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมว่า อยากเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการฟื้นฟูหัวใจด้วยการออกกำลังกายแก่ผู้ป่วยโรคหัวใจทุกท่าน เนื่องจากมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายสามารถที่จะลดโอกาสในการกลับมานอนโรงพยาบาล ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วยทุกท่านได้ ทั้งยังมีความปลอดภัยหากผู้ป่วยได้รับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

แพทย์ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของโครงการ ‘อาสาดูแลหัวใจหมอ’ และลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ DoctorsHeartProject หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ แผนกศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เบอร์โทรศัพท์ 02-090-3104 เวลาทำการ 08.00 – 20.00 น.

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นได้ก็หายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675572

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 11:45 น.กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นได้ก็หายได้

ในปัจจุบันลักษณะการทํางานของผู้คนส่วนใหญ่ มักเป็นงานที่นั่งทําอยู่ในออฟฟิศ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือสมาร์ทโฟน เป็นระยะเวลานานๆ รวมถึงปัจจุบันมีการทํางานในลักษณะ Work from Home มากขึ้น ซึ่งบางคนอาจไม่ได้เตรียมสถานที่ โต๊ะ และเก้าอี้ ไว้สําหรับนั่งทํางานเป็นระยะเวลานานๆ ส่งผลกระทบให้เกิดอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อจากการทํางานได้มากขึ้น

นพ.เฉลิมพล ชีวีวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนวเวช กล่าวถึงรายละเอียดของกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม กลุ่มอาการที่พบมากในคนทำงานออฟฟิศ พร้อมถ่ายทอดข้อมูลอันเป็นประโยชน์ผ่านบทความให้ความรู้ เริ่มตั้งแต่การอธิบายลักษณะอาการ รวมไปจนถึงคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและบรรเทาอาการความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

“ออฟฟิศซินโดรม” (Office syndrome) นับเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการทํางานอย่างหนึ่ง ในที่นี้คือ กลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในคนที่มีรูปแบบ หรือลักษณะที่ต้องนั่งทํางานในออฟฟิศ ซึ่งกลุ่มอาการส่วนใหญ่ที่พบ จะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ คอ บ่า ไหล่ สะบัก และบางรายอาจมีอาการปวดหลังปวดเอวได้ แต่ก็อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่พบได้น้อยกว่า เช่น ปวดข้อมือ เอ็นข้อศอกอักเสบ เอ็นข้อมืออักเสบ พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ เป็นต้น

การดูแลเพื่อช่วยป้องกัน หรือบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมนั้น

อย่างแรก คือ การปรับสภาพแวดล้อม และที่ทํางานให้เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์

  • การจัดโต๊ะทํางานให้เป็นระเบียบ ของที่จําเป็นต้องใช้ จัดอยู่ในระยะเอื้อมของมือทั้งสองข้าง
  • โต๊ะและเก้าอี้ทํางานมีความสูงพอดี เก้าอี้ทํางานปรับระดับให้เหมาะสมได้และอาจมีที่ดันหลัง เพื่อให้หลังอยู่ในท่าธรรมชาติมากที่สุดระหว่างนั่งทํางาน
  • ปรับจอมอนิเตอร์ให้อยู่ระยะที่เหมาะสม ไม่ไกล หรือใกล้สายตาเกินไป ขอบบนของจออยู่ในระดับสายตาพอดี หน้าจอเอียงรับระดับสายตาประมาณ 7 องศา
  • โต๊ะทํางานมีชั้นแยกสําหรับวางแป้นพิมพ์และเมาส์ ในกรณีที่ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ใช้แป้นพิมพ์ได้อย่างสบายไม่ต้องเกร็งหรือยกไหล่
  • แสงสว่างที่โต๊ะทํางานเหมาะสม เพื่อลดการเพ่งของดวงตา

การปรับพฤติกรรมการทํางานให้เหมาะสม

  • ท่านั่งที่เหมาะสม ตัวตรงไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เท้าสองข้างวางแนบพื้น เข่า สะโพก ศอก งอประมาณ 90 องศา หัวไหล่ผ่อนคลาย
  • มีช่วงพักเบรกเป็นระยะ ควรพักอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อพักสายตา ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ รวมทั้งพักยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองเป็นระยะๆ

กรณีที่อาการปวดรบกวนมากจนเป็นอุปสรรคในการทํางาน การรักษาทางกายภาพบําบัดด้วยเครื่องมือทางกายภาพ เช่น การให้ความร้อนผ่านทางเครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องเลเซอร์ยืดกล้ามเนื้อ การฝังเข็มลดปวดคลายกล้ามเนื้อ เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทํางาน และกลับไปใช้ชีวิตประจําวันได้ดีขึ้น

หมอแนะแนวทางการดูแลสุขภาพที่ดีต่อใจให้คนใกล้ตัวช่วงวาเลนไทน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675520

วันที่ 13 ก.พ. 2565 เวลา 13:05 น.หมอแนะแนวทางการดูแลสุขภาพที่ดีต่อใจให้คนใกล้ตัวช่วงวาเลนไทน์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน แนะแนวทางการดูแลสุขภาพที่ดีต่อใจให้คนใกล้ตัวช่วงวาเลนไทน์นี้

เพราะหัจใจจำเป็นต้องได้รับการดูแล ฟิลิปส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะโรคหัวใจเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้ป่วยอันดับต้นๆ

จากการรายงานสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2563 พบว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก หรือประมาณ 17.9 ล้านคน และจากสถิติในประเทศไทย พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 6 หมื่นราย โดยอุบัติการณ์ล่าสุดพบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน

รศ.พญ.ศริญญา ภูวนันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า “โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือด 18,922 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน5 โดยโรคหัวใจที่สำคัญมีด้วยกันหลายประเภท ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด อาการของโรคหัวใจ มีได้ตั้งแต่ไม่มีอาการเลยไปจนถึงอาการเหนื่อยหอบง่าย นอนราบแล้วอึดอัดต้องลุกขึ้นมานั่งช่วงกลางคืน เจ็บหน้าอกซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ใจสั่นเต้นเร็ว หรือเป็นลมหมดสติที่ไม่ได้เกิดจากการเป็นลมแดด หรือการยืนนาน หรืออาจถึงกับเสียชีวิตเฉียบพลันโดยไม่มีอาการนำมาก่อนเลยก็ได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นภัยเงียบอย่างแท้จริง”

การรักษาโรคหัวใจในแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษาโรคหัวใจคือต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นโรคหัวใจประเภทไหน และรุนแรงระดับใด (มาก ปานกลาง น้อย เป็นต้น) และการวินิจฉัยดังกล่าวต้องมีความแม่นยำ เพราะอาจมีผลต่อชีวิตผู้ป่วยและการรักษาได้

“การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการใช้หูฟังฟังเสียงหัวใจของแพทย์เป็นวิธีการนำมาซึ่งการวินิจฉัยโรคหัวใจ ที่ดี แต่บ่อยครั้งอาจไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมที่ละเอียดมากขึ้น ปัจจุบันมีการตรวจเพิ่มเติมทางด้านหัวใจหลายประเภท และมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ EKG; การตรวจวิ่งสายพานหรือ Stress Test; การตรวจทางภาพถ่ายรังสีแบบธรรมดา จนถึง เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ CT scan cardiac MRI; การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ และการตรวจที่จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในการตรวจที่สำคัญที่สุด คือ การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจขั้นสูง (Echocardiography)” รศ.พญ.ศริญญา อธิบายเพิ่มเติม

“อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอและการป้องกันการเกิดโรคหัวใจน่าจะดีกว่าการต้องมาตรวจรักษาอย่างแน่นอน ดังนั้น ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด มันจัด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง ก็จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคหัวใจได้” รศ.พญ.ศริญญา กล่าวทิ้งท้าย